วันอังคารที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2569

“รมว.อว. ยศชนัน” รุกนโยบายพลังงานแห่งอนาคต ส่ง ปส. จับมือ NNSA จีน ยกระดับความปลอดภัยนิวเคลียร์ไทย เดินหน้าสู่ยุค SMR

  “รมว.อว. ยศชนัน” รุกนโยบายพลังงานแห่งอนาคต ส่ง ปส. จับมือ NNSA จีน ยกระดับความปลอดภัยนิวเคลียร์ไทย เดินหน้าสู่ยุค SMR

กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เดินหน้าขับเคลื่อนยุทธศาสตร์นวัตกรรมระดับประเทศ มุ่งปักหมุดประเทศไทยบนแผนที่พลังงานสะอาดโลก โดย ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. ได้วางแนวนโยบายเชิงรุก Frontier Innovation และ Green Energy Innovation Thailand เพื่อเตรียมความพร้อมให้คนไทยได้ใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีพลังงานแห่งอนาคตอย่าง SMR (Small Modular Reactor) หรือโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็กแบบโมดูลาร์ ควบคู่กับการสร้างระบบกำกับดูแลความปลอดภัยที่ได้มาตรฐานสากลเพื่อความอุ่นใจของประชาชน

เพื่อขานรับและขับเคลื่อนนโยบายของ ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ ให้เกิดผลเป็นรูปธรรม นายแพทย์รุ่งเรือง กิจผาติ เลขาธิการสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ (ปส.) พร้อมคณะผู้บริหาร จึงได้เดินทางเยือนกรุงปักกิ่ง เข้าร่วมการประชุมหารือทวิภาคีกับ Mr. Hou Yingdong รองผู้อำนวยการใหญ่และผู้อำนวยการสำนักกำกับดูแลความปลอดภัยพลังงานนิวเคลียร์ แห่ง National Nuclear Safety Administration (NNSA) ซึ่งเป็นหน่วยงานกำกับดูแลความปลอดภัยทางนิวเคลียร์ระดับโลกของจีน เมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2569 ที่ผ่านมา

การขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ อว. โดย ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ ในการวางรากฐานพลังงานสะอาด (Green Energy Transition) ขับเคลื่อนการเตรียมความพร้อมรองรับเทคโนโลยี SMR ล่วงหน้า ทั้งการพัฒนากฎหมาย กฎระเบียบ การออกใบอนุญาต และระบบตรวจสอบที่เข้มงวด เพื่อให้ไทยก้าวสู่ยุคพลังงานสะอาดได้อย่างมั่นคงและปลอดภัย ด้วยการต่อยอดนวัตกรรมขั้นสูงเพื่อคุณภาพชีวิต นำองค์ความรู้นิวเคลียร์สมัยใหม่ตามกรอบ Frontier Innovation ไปประยุกต์ใช้ยกระดับชีวิตประชาชน ทั้งด้านการแพทย์แม่นยำ (Precision Medicine) อุตสาหกรรมไฮเทค เกษตรกรรม และความมั่นคงทางอาหาร รวมถึงยึดความปลอดภัยของประชาชนเป็นหัวใจสำคัญ มุ่งเน้นการสร้างระบบเฝ้าระวัง การเตรียมพร้อมรับเหตุฉุกเฉิน และการจัดการกากกัมมันตรังสีอย่างรัดกุม ตลอดจนสื่อสารข้อมูลอย่างโปร่งใสเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่สังคม ด้วยการยกระดับความร่วมมือระดับนานาชาติ ผลักดันให้ ปส. วางรากฐานสู่การลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ร่วมกับ NNSA ในการแลกเปลี่ยนผู้เชี่ยวชาญ การฝึกอบรมพัฒนาบุคลากร และการศึกษาวิจัยระบบกำกับดูแลมาตรฐานโลก 

การเดินหน้าเชื่อมความร่วมมือระดับสากลในครั้งนี้ นับเป็นก้าวสำคัญตามทิศทางนโยบายของ ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ ที่ต้องการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ รับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และสร้างความมั่นใจให้แก่ประชาชนว่า เทคโนโลยีนิวเคลียร์และนวัตกรรมพลังงานแห่งอนาคตจะถูกนำมาใช้ในประเทศไทยอย่างปลอดภัย มั่นคง และยั่งยืน


กระทรวงพาณิชย์เดินหน้าจัดใหญ่ “Thailand Local SDGs Plus Expo 2026” ขนทัพสินค้ารักษ์โลกกว่า 1,000 รายการ จาก 76 จังหวัดทั่วไทย ชูกลยุทธ์เศรษฐกิจเติบโตอย่างยั่งยืน

 กระทรวงพาณิชย์เดินหน้าจัดใหญ่ “Thailand Local SDGs Plus Expo 2026” ขนทัพสินค้ารักษ์โลกกว่า 1,000 รายการ จาก 76 จังหวัดทั่วไทย ชูกลยุทธ์เศรษฐกิจเติบโตอย่างยั่งยืน 


 กระทรวงพาณิชย์ โดยร้อยตรี จักรา ยอดมณี รองปลัดกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานการแถลงข่าวการจัดงาน “Thailand Local SDGs Plus Expo 2026” ซึ่งจัดขึ้นอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 4 (ต่อยอดจากแนวคิด BCG ในช่วงสองปีแรก 2566-2567) เพื่อขยายช่องทางตลาดสินค้าชุมชน สร้างความเข้มแข็ง และยกระดับขีดความสามารถของผู้ประกอบการชุมชนและ SMEs ในทุกภูมิภาคทั่วประเทศ โดยเน้น 3 เรื่อง 1. การสร้างมูลค่าเพิ่มสินค้าด้วยอัตลักษณ์ นวัตกรรม และความคิดสร้างสรรค์ 2. การส่งเสริมผู้ประกอบการให้สามารถปรับตัว  และพัฒนาสินค้าให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดในยุคปัจจุบัน 3. การสนับสนุนเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน (SDGs) ของสหประชาชาติ ภายใต้วิสัยทัศน์กระทรวงพาณิชย์ “ขับเคลื่อนเศรษฐกิจการค้าไทยให้เข้มแข็ง เป็นธรรม และเติบโตอย่างยั่งยืน (eMpower and Optimise Commerce plus Sustainable Growth: MOC+)”

ไฮไลต์สำคัญภายในงานประกอบด้วย 3 ส่วนหลัก ได้แก่:


1. การแสดงและจำหน่ายสินค้ารักษ์โลก (กว่า 200 บูธ / กว่า 1,000 รายการ): คัดสรรสินค้าดีมีคุณภาพจาก 76 จังหวัดทั่วประเทศ แบ่งเป็น 6 กลุ่มสินค้า ได้แก่:

◦ กลุ่มอาหาร: อาหารพร้อมทาน อาหารแช่แข็งและแปรรูป ผัก-ผลไม้แปรรูป ข้าวและผลิตภัณฑ์จากข้าว ขนมขบเคี้ยว เครื่องปรุงรส รวมถึง Future Food / Super Food


◦ กลุ่มเครื่องดื่ม: กาแฟ และเครื่องดื่มสมุนไพรเพื่อสุขภาพ


◦ กลุ่มแฟชั่น เครื่องหนัง และเครื่องประดับ: กระเป๋าจากใยตาล, กระจูด, รองเท้าจากเศษยางที่เหลือทิ้ง และสินค้าแฟชั่นจากวัสดุธรรมชาติที่ดีไซน์ทันสมัยเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม



◦ กลุ่มผ้าและเครื่องแต่งกาย: ผ้าย้อมสีธรรมชาติ และผ้าที่มีอัตลักษณ์เฉพาะถิ่น


◦ กลุ่มเครื่องใช้ ของตกแต่งบ้าน และเฟอร์นิเจอร์: ผลิตจากวัสดุเหลือใช้ เศษไม้ หรือการนำขยะกลับมาแปรรูป


◦ กลุ่มผลิตภัณฑ์สุขภาพและความงาม: เครื่องสำอางและผลิตภัณฑ์สมุนไพรจากวัตถุดิบปลอดภัยและออร์แกนิค


2.การเจรจาจับคู่ธุรกิจ (Business Matching): เชื่อมโยงผู้ผลิตท้องถิ่นกับห้างสรรพสินค้า โรงแรม และคู่ค้าต่างชาติ มุ่งเป้าสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจไม่น้อยกว่า 500 ล้านบาท

3.กิจกรรมสร้างแรงบันดาลใจสำหรับคนรุ่นใหม่: เวทีเสวนา “ความยั่งยืนเริ่มจากชีวิตประจำวัน”, Workshop สอนทำผลิตภัณฑ์จากของเหลือใช้ และการแสดงดนตรีจากศิลปิน พร้อมเปิดโอกาสให้สื่อมวลชนและผู้เข้าร่วมงานได้ทดลองทำผลิตภัณฑ์จริง

นอกจากนี้ บนเวทีกลางยังมีการเสวนาถ่ายทอดองค์ความรู้และประสบการณ์ที่น่าสนใจจากผู้เชี่ยวชาญ ในหัวข้อสำคัญ อาทิ “ความยั่งยืนเริ่มจากชีวิตประจำวัน”, “ความยั่งยืนไม่ใช่ต้นทุน แต่คือโอกาส” และ “รายได้จากความยั่งยืน” ซึ่งผู้สนใจสามารถเข้าร่วมได้ฟรี


กระทรวงพาณิชย์เชื่อมั่นว่าการจัดงานในครั้งนี้จะเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ธุรกิจท้องถิ่นเติบโตอย่างเข้มแข็งและยั่งยืน พร้อมทั้งเปิดโอกาสให้ประชาชนได้เห็นถึงความก้าวหน้าของผู้ประกอบการไทยในการร่วมขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากสู่เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs)

ขอเชิญชวนผู้ประกอบการที่กำลังมองหาสินค้าไปจำหน่าย และประชาชนทุกเพศทุกวัย ร่วมชมและเลือกซื้อสินค้าในงาน “Thailand Local SDGs Plus Expo 2026”


• วันที่จัดงาน: 21 – 23 สิงหาคม 2569


• สถานที่: Hall 7 ชั้น LG ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์


• ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่: Facebook: Local SDGs+


#ThailandLocalSDGsPlusExpo2026

#กระทรวงพาณิชย์ 

#สำนักปลัดกระทรวงพาณิชย์

#MOC

#LocalSDGsPlus


วันจันทร์ที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2569

“แอฟฟิโนม”ผนึกกำลัง มศว.ดันนวัตกรรมเครื่องมือแพทย์ไทยผงาดเวทีโลก​ การันตีชุดตรวจคัดกรองอัลไซเมอร์จากน้ำลายรับรางวัลจากเวทีระดับนานาชาติ

 “แอฟฟิโนม”ผนึกกำลัง มศว.ดันนวัตกรรมเครื่องมือแพทย์ไทยผงาดเวทีโลก​ การันตีชุดตรวจคัดกรองอัลไซเมอร์จากน้ำลายรับรางวัลจากเวทีระดับนานาชาติ



  บริษัท แอฟฟิโนม จำกัด ร่วมกับ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว.) ประกาศความสำเร็จในการพัฒนาชุดคัดกรองความเสี่ยงอัลไซเมอร์จากน้ำลายรายแรกของประเทศไทย ยืนยันช่วยเพิ่มโอกาสในการดูแลและรักษาผู้ป่วย ย้ำเป็นงานวิจัยและนวัตกรรมที่ได้รับการยอมรับระดับนานาชาติ การันตีด้วย 3 รางวัลเกียรติยศจากงานแสดงสินค้านวัตกรรมนานาชาติ “2025 Seoul International Invention Fair” (SIIF 2025) ณ COEX Convention & Exhibition Center กรุงโซล สาธารณรัฐเกาหลี

  คุณเจษฎา ณ ปลอด ประธานกรรมการบริหาร  บริษัท แอฟฟิโนม จำกัด เปิดเผยว่า บริษัทฯ ร่วมมือกับสำนักนวัตกรรมการเรียนรู้ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ในการพัฒนานวัตกรรม “อัลแอดเซนส์ (Alz@sense)” เทคโนโลยีต้นแบบในการตรวจคัดกรองโรคอัลไซเมอร์จากน้ำลาย ซึ่งเป็นผลงานวิจัยของ รศ.ดร.ธงชัย แก้วพินิจ หัวหน้าศูนย์เพื่อความเป็นเลิศทางการวิจัยด้านนวัตกรรมทางการแพทย์และสิ่งแวดล้อม โดยนวัตกรรมดังกล่าวถูกพัฒนาขึ้นเพื่อตอบโจทย์การคัดกรองความเสี่ยงโรคอัลไซเมอร์ในระยะเริ่มต้นได้อย่างรวดเร็ว แม่นยำ และสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น โดยผ่านการตรวจวิเคราะห์จากน้ำลาย ช่วยลดขั้นตอนความยุ่งยากในการเจาะเลือด และเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงการดูแลรักษาของผู้ป่วยได้อย่างทันท่วงที  

“ถือเป็นความภาคภูมิใจในการยกระดับศักยภาพงานวิจัยและนวัตกรรมเครื่องมือแพทย์ไทยที่พร้อมขับเคลื่อนสู่เชิงพาณิชย์อย่างแท้จริง เราไม่ได้ต้องการสร้างเพียงเซ็นเซอร์หนึ่งชิ้น แต่เราต้องการสร้างโอกาสให้ประชาชนที่กำลังจะก้าวเข้าสู่ผู้สูงอายุได้เข้าถึงการตรวจคัดกรองความเสี่ยงโรคอัลไซเมอร์ได้ง่ายขึ้น เพื่อการดูแลตนเองและเก็บรักษาความทรงจำให้ได้ยาวนานที่สุด ด้วยเทคโนโลยีที่พัฒนาขึ้นโดยนักวิจัยไทย เพื่อคนไทย และพร้อมก้าวสู่ระดับสากล"

  คุณสุรกิจ กุนอก กรรมการผู้จัดการ บริษัท แอฟฟิโนม จำกัด กล่าวว่า เมื่อเร็ว ๆ นี้บริษัทฯ ได้นำนวัตกรรมดังกล่าวมาแสดงและเปิดตัวอย่างเป็นทางการในงาน Thailand Medical Wellness Expo 2026 ซึ่งได้รับความสนใจจากกลุ่มประชาชนเป็นอย่างดี เนื่องจากความโดดเด่นของนวัตกรรมดังกล่าวที่ได้รับการการันตีคุณภาพจากเวทีระดับโลกด้วยการคว้ารางวัลใหญ่ถึง 3 รางวัลจากงานแสดงสินค้านวัตกรรมนานาชาติ “2025 Seoul International Invention Fair” (SIIF 2025) ณ COEX Convention & Exhibition Center กรุงโซล สาธารณรัฐเกาหลี โดยรางวัลที่ได้รับประกอบด้วย  1. WIPO National Award for Inventors จากองค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลก  2.รางวัลเหรียญเงิน (Silver Medal) จากเวที SIIF 2025   3. รางวัล NRCT Special Award จากสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) รางวัลดังกล่าวสะท้อนถึงความสำเร็จในการผสานศักยภาพระหว่างภาควิชาการและภาคอุตสาหกรรมเพื่อขับเคลื่อนนวัตกรรมการแพทย์ไทยสู่มาตรฐานสากล 

  อย่างไรก็ตาม บริษัทฯ มีเป้าหมายในการพัฒนาแพลตฟอร์มไบโอเซ็นเซอร์ สำหรับตัวบ่งชี้ทางชีวภาพหลายชนิด เพื่อเพิ่มความแม่นยำของการตรวจคัดกรองความเสี่ยงโรคอัลไซเมอร์ ไม่ได้จำกัดเพียง Amyloid-beta เพียงตัวเดียว แต่ยังต่อยอดองค์ความรู้ไปสู่การพัฒนาเทคโนโลยีตรวจคัดกรองโรคสำคัญ เช่น มะเร็ง วัณโรค โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ และโรคติดเชื้ออื่น ๆ โดยมุ่งเน้นการสร้างนวัตกรรมที่ตรวจได้รวดเร็ว ใช้งานง่าย และเหมาะสำหรับการใช้งานจริงในระบบสาธารณสุข และช่วยให้ประชาชนเข้าถึงการตรวจที่มีคุณภาพได้มากขึ้น หวังว่าผลงานวิจัยของคนไทยจะสามารถสร้างประโยชน์ให้กับสังคม ลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงการตรวจวินิจฉัย และต่อยอดสู่การพัฒนาเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่แข่งขันได้ในระดับนานาชาติ

รศ.ดร.ธงชัย แก้วพินิจ หัวหน้าศูนย์เพื่อความเป็นเลิศทางการวิจัยด้านนวัตกรรมทางการแพทย์และสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ เปิดเผยว่า นวัตกรรมนี้เป็นการพัฒนาแพลตฟอร์มตรวจคัดกรองความเสี่ยงโรคอัลไซเมอร์จากน้ำลาย โดยใช้เทคโนโลยีไบโอเซ็นเซอร์เคมีไฟฟ้า ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อทำให้การตรวจคัดกรองความเสี่ยงโรคอัลไซเมอร์ทำได้ง่าย รวดเร็ว และไม่เจ็บตัว โดยเปลี่ยนจากการตรวจแบบเดิมที่ต้องใช้เลือดมาเป็นการตรวจจากน้ำลาย ซึ่งเป็นวิธีที่สะดวก ประชาชนเข้าถึงได้ง่าย และมีศักยภาพที่จะพัฒนาเป็นชุดตรวจ ณ จุดดูแลผู้ป่วย (Point-of-Care Testing) ในอนาคต 

  นอกจากนี้แล้วนวัตกรรมดังกล่าวยังมีจุดเด่นเรื่องการใช้เทคโนโลยีเซนเซอร์ที่มีความไวสูง สามารถตรวจจับโปรตีน Amyloid-beta 1–42 ซึ่งเป็นหนึ่งในตัวบ่งชี้สำคัญของโรคอัลไซเมอร์ พร้อมทั้งให้ผลมีความสอดคล้องกับวิธีมาตรฐานอย่าง ELISA ในการประเมินเบื้องต้น 

“นวัตกรรมชุดคัดกรองความเสี่ยงอัลไซเมอร์จากน้ำลาย จะช่วยให้การตรวจโรคที่เคยทำได้เฉพาะในห้องปฏิบัติการสามารถพัฒนาให้เป็นเทคโนโลยีที่ใช้งานง่ายและใกล้ตัวประชาชนมากขึ้น เนื่องจากมีเป้าหมายจะขยายการทดสอบกับกลุ่มตัวอย่างทางคลินิกที่ใหญ่ขึ้น และพัฒนาให้เป็นอุปกรณ์ตรวจแบบพกพาที่สามารถใช้งานได้ในโรงพยาบาล คลินิก และศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ ทั้งนี้ ในระยะยาวเราหวังว่าจะสามารถเชื่อมต่อกับระบบดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ เพื่อช่วยติดตามความเสี่ยงของผู้ป่วยและสนับสนุนการดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน” รศ.ดร.ธงชัยกล่าว

สำหรับผู้ที่สนใจนวัตกรรมชุดตรวจทางการแพทย์ สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ บริษัท แอฟฟิโนม จำกัด เลขที่ 667/15 อาคารอรรถบูรณ์ ชั้นที่ 5 ห้องเลขที่ 503 ถนนจรัญสนิทวงศ์ แขวงอรุณอมรินทร์ เขตบางกอกน้อย กรุงเทพมหานคร 10700 โทรศัพท์ 02-013-3989



“แอฟฟิโนม”ผนึกกำลัง มศว.ดันนวัตกรรมเครื่องมือแพทย์ไทยผงาดเวทีโลก​ การันตีชุดตรวจคัดกรองอัลไซเมอร์จากน้ำลายรับรางวัลจากเวทีระดับนานาชาติ

 “แอฟฟิโนม”ผนึกกำลัง มศว.ดันนวัตกรรมเครื่องมือแพทย์ไทยผงาดเวทีโลก​ การันตีชุดตรวจคัดกรองอัลไซเมอร์จากน้ำลายรับรางวัลจากเวทีระดับนานาชาติ



  บริษัท แอฟฟิโนม จำกัด ร่วมกับ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว.) ประกาศความสำเร็จในการพัฒนาชุดคัดกรองความเสี่ยงอัลไซเมอร์จากน้ำลายรายแรกของประเทศไทย ยืนยันช่วยเพิ่มโอกาสในการดูแลและรักษาผู้ป่วย ย้ำเป็นงานวิจัยและนวัตกรรมที่ได้รับการยอมรับระดับนานาชาติ การันตีด้วย 3 รางวัลเกียรติยศจากงานแสดงสินค้านวัตกรรมนานาชาติ “2025 Seoul International Invention Fair” (SIIF 2025) ณ COEX Convention & Exhibition Center กรุงโซล สาธารณรัฐเกาหลี

  คุณเจษฎา ณ ปลอด ประธานกรรมการบริหาร  บริษัท แอฟฟิโนม จำกัด เปิดเผยว่า บริษัทฯ ร่วมมือกับสำนักนวัตกรรมการเรียนรู้ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ในการพัฒนานวัตกรรม “อัลแอดเซนส์ (Alz@sense)” เทคโนโลยีต้นแบบในการตรวจคัดกรองโรคอัลไซเมอร์จากน้ำลาย ซึ่งเป็นผลงานวิจัยของ รศ.ดร.ธงชัย แก้วพินิจ หัวหน้าศูนย์เพื่อความเป็นเลิศทางการวิจัยด้านนวัตกรรมทางการแพทย์และสิ่งแวดล้อม โดยนวัตกรรมดังกล่าวถูกพัฒนาขึ้นเพื่อตอบโจทย์การคัดกรองความเสี่ยงโรคอัลไซเมอร์ในระยะเริ่มต้นได้อย่างรวดเร็ว แม่นยำ และสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น โดยผ่านการตรวจวิเคราะห์จากน้ำลาย ช่วยลดขั้นตอนความยุ่งยากในการเจาะเลือด และเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงการดูแลรักษาของผู้ป่วยได้อย่างทันท่วงที  

“ถือเป็นความภาคภูมิใจในการยกระดับศักยภาพงานวิจัยและนวัตกรรมเครื่องมือแพทย์ไทยที่พร้อมขับเคลื่อนสู่เชิงพาณิชย์อย่างแท้จริง เราไม่ได้ต้องการสร้างเพียงเซ็นเซอร์หนึ่งชิ้น แต่เราต้องการสร้างโอกาสให้ประชาชนที่กำลังจะก้าวเข้าสู่ผู้สูงอายุได้เข้าถึงการตรวจคัดกรองความเสี่ยงโรคอัลไซเมอร์ได้ง่ายขึ้น เพื่อการดูแลตนเองและเก็บรักษาความทรงจำให้ได้ยาวนานที่สุด ด้วยเทคโนโลยีที่พัฒนาขึ้นโดยนักวิจัยไทย เพื่อคนไทย และพร้อมก้าวสู่ระดับสากล"

  คุณสุรกิจ กุนอก กรรมการผู้จัดการ บริษัท แอฟฟิโนม จำกัด กล่าวว่า เมื่อเร็ว ๆ นี้บริษัทฯ ได้นำนวัตกรรมดังกล่าวมาแสดงและเปิดตัวอย่างเป็นทางการในงาน Thailand Medical Wellness Expo 2026 ซึ่งได้รับความสนใจจากกลุ่มประชาชนเป็นอย่างดี เนื่องจากความโดดเด่นของนวัตกรรมดังกล่าวที่ได้รับการการันตีคุณภาพจากเวทีระดับโลกด้วยการคว้ารางวัลใหญ่ถึง 3 รางวัลจากงานแสดงสินค้านวัตกรรมนานาชาติ “2025 Seoul International Invention Fair” (SIIF 2025) ณ COEX Convention & Exhibition Center กรุงโซล สาธารณรัฐเกาหลี โดยรางวัลที่ได้รับประกอบด้วย  1. WIPO National Award for Inventors จากองค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลก  2.รางวัลเหรียญเงิน (Silver Medal) จากเวที SIIF 2025   3. รางวัล NRCT Special Award จากสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) รางวัลดังกล่าวสะท้อนถึงความสำเร็จในการผสานศักยภาพระหว่างภาควิชาการและภาคอุตสาหกรรมเพื่อขับเคลื่อนนวัตกรรมการแพทย์ไทยสู่มาตรฐานสากล 

  อย่างไรก็ตาม บริษัทฯ มีเป้าหมายในการพัฒนาแพลตฟอร์มไบโอเซ็นเซอร์ สำหรับตัวบ่งชี้ทางชีวภาพหลายชนิด เพื่อเพิ่มความแม่นยำของการตรวจคัดกรองความเสี่ยงโรคอัลไซเมอร์ ไม่ได้จำกัดเพียง Amyloid-beta เพียงตัวเดียว แต่ยังต่อยอดองค์ความรู้ไปสู่การพัฒนาเทคโนโลยีตรวจคัดกรองโรคสำคัญ เช่น มะเร็ง วัณโรค โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ และโรคติดเชื้ออื่น ๆ โดยมุ่งเน้นการสร้างนวัตกรรมที่ตรวจได้รวดเร็ว ใช้งานง่าย และเหมาะสำหรับการใช้งานจริงในระบบสาธารณสุข และช่วยให้ประชาชนเข้าถึงการตรวจที่มีคุณภาพได้มากขึ้น หวังว่าผลงานวิจัยของคนไทยจะสามารถสร้างประโยชน์ให้กับสังคม ลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงการตรวจวินิจฉัย และต่อยอดสู่การพัฒนาเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่แข่งขันได้ในระดับนานาชาติ

รศ.ดร.ธงชัย แก้วพินิจ หัวหน้าศูนย์เพื่อความเป็นเลิศทางการวิจัยด้านนวัตกรรมทางการแพทย์และสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ เปิดเผยว่า นวัตกรรมนี้เป็นการพัฒนาแพลตฟอร์มตรวจคัดกรองความเสี่ยงโรคอัลไซเมอร์จากน้ำลาย โดยใช้เทคโนโลยีไบโอเซ็นเซอร์เคมีไฟฟ้า ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อทำให้การตรวจคัดกรองความเสี่ยงโรคอัลไซเมอร์ทำได้ง่าย รวดเร็ว และไม่เจ็บตัว โดยเปลี่ยนจากการตรวจแบบเดิมที่ต้องใช้เลือดมาเป็นการตรวจจากน้ำลาย ซึ่งเป็นวิธีที่สะดวก ประชาชนเข้าถึงได้ง่าย และมีศักยภาพที่จะพัฒนาเป็นชุดตรวจ ณ จุดดูแลผู้ป่วย (Point-of-Care Testing) ในอนาคต 

  นอกจากนี้แล้วนวัตกรรมดังกล่าวยังมีจุดเด่นเรื่องการใช้เทคโนโลยีเซนเซอร์ที่มีความไวสูง สามารถตรวจจับโปรตีน Amyloid-beta 1–42 ซึ่งเป็นหนึ่งในตัวบ่งชี้สำคัญของโรคอัลไซเมอร์ พร้อมทั้งให้ผลมีความสอดคล้องกับวิธีมาตรฐานอย่าง ELISA ในการประเมินเบื้องต้น 

“นวัตกรรมชุดคัดกรองความเสี่ยงอัลไซเมอร์จากน้ำลาย จะช่วยให้การตรวจโรคที่เคยทำได้เฉพาะในห้องปฏิบัติการสามารถพัฒนาให้เป็นเทคโนโลยีที่ใช้งานง่ายและใกล้ตัวประชาชนมากขึ้น เนื่องจากมีเป้าหมายจะขยายการทดสอบกับกลุ่มตัวอย่างทางคลินิกที่ใหญ่ขึ้น และพัฒนาให้เป็นอุปกรณ์ตรวจแบบพกพาที่สามารถใช้งานได้ในโรงพยาบาล คลินิก และศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ ทั้งนี้ ในระยะยาวเราหวังว่าจะสามารถเชื่อมต่อกับระบบดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ เพื่อช่วยติดตามความเสี่ยงของผู้ป่วยและสนับสนุนการดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน” รศ.ดร.ธงชัยกล่าว

สำหรับผู้ที่สนใจนวัตกรรมชุดตรวจทางการแพทย์ สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ บริษัท แอฟฟิโนม จำกัด เลขที่ 667/15 อาคารอรรถบูรณ์ ชั้นที่ 5 ห้องเลขที่ 503 ถนนจรัญสนิทวงศ์ แขวงอรุณอมรินทร์ เขตบางกอกน้อย กรุงเทพมหานคร 10700 โทรศัพท์ 02-013-3989


 

GEELY RIDDARA พิสูจน์ความเชื่อมั่นผู้บริโภค สร้างสถิติใหม่ด้วยยอดจดทะเบียนเดือนกรกฎาคม 409 คัน ก้าวสู่แบรนด์อันดับ 4 รถกระบะสี่ประดู ต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 2

 GEELY RIDDARA พิสูจน์ความเชื่อมั่นผู้บริโภค สร้างสถิติใหม่ด้วยยอดจดทะเบียนเดือนกรกฎาคม 409 คัน ก้าวสู่แบรนด์อันดับ 4 รถกระบะสี่ประดู ต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 2 

GEELY RIDDARA ประเทศไทย เดินหน้าสร้างสถิติใหม่ในตลาดกระบะพลังงานใหม่ของไทย หลังทำยอดจดทะเบียนเดือนกรกฎาคม 409 คัน พร้อมก้าวขึ้นสู่อันดับ 4 ในกลุ่มตลาดรถกระบะ 4 ประตู จากยอดจดทะเบียนสะสมปี 2026 ทั้งยังคงครองอันดับ 1 ตลาดรถกระบะพลังงานใหม่ในประเทศไทย ตอกย้ำการเป็นผู้นำรถกระบะพลังงานใหม่ในประเทศไทยด้วยยอดขายที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง และสะท้อนความเชื่อมั่นของผู้บริโภคที่มีต่อรถกระบะพลังงานใหม่ในฐานะทางเลือกที่ตอบโจทย์ทั้งการใช้งานจริง ความคุ้มค่า พร้อมสนับสนุนการดำเนินธุรกิจที่หลากหลายในยุคปัจจุบัน

ความสำเร็จดังกล่าวเกิดขึ้นท่ามกลางการเปลี่ยนผ่านของตลาดรถกระบะไทย ซึ่งผู้บริโภคและผู้ประกอบการเริ่มให้ความสำคัญกับต้นทุนการใช้งาน ประสิทธิภาพ และความคุ้มค่าตลอดอายุการใช้งานของรถมากขึ้น ส่งผลให้รถกระบะพลังงานใหม่เริ่มได้รับความสนใจในวงกว้าง ไม่เพียงในฐานะยานยนต์ทางเลือก แต่เป็นเครื่องมือสำคัญสำหรับผู้ใช้รถกระบะ ทั้งในเชิงพาณิชย์ การประกอบธุรกิจ รวมถึงการใช้งานในครอบครัวและในชีวิตประจำวันอีกด้วย

 


หนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ผลักดันการเติบโตของ GEELY RIDDARA คือการวางกลยุทธ์ผลิตภัณฑ์ที่ครอบคลุมผู้ใช้กระบะ 2 กลุ่มหลัก โดย RIDDARA ECON Series ถูกพัฒนาให้เป็นกระบะพลังงานใหม่สำหรับการใช้งานเชิงพาณิชย์และงานบรรทุก สำหรับผู้ประกอบการและมืออาชีพที่ต้องการรถกระบะที่ใช้งานคุ้มค่า บรรทุกได้จริง และช่วยบริหารต้นทุนทางธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ ขณะที่ RIDDARA RD6 Series วางตำแหน่งเป็นกระบะพลังงานใหม่สำหรับการใช้งานแบบอเนกประสงค์ สำหรับผู้ใช้ที่ต้องการรถกระบะที่ตอบโจทย์ทั้งการทำงาน ครอบครัว และไลฟ์สไตล์ พร้อมมอบประสบการณ์การขับขี่ที่นุ่มนวลในแบบ SUV ภายใต้แนวคิด “Function as a Pickup, Drive as an SUV”


ปัจจุบัน GEELY RIDDARA มีผลิตภัณฑ์รวม 5 รุ่นย่อย ครอบคลุมช่วงราคาตั้งแต่ 739,000–1,149,000 บาท โดยแบ่งเป็น RIDDARA ECON จำนวน 1 รุ่น ได้แก่ 63 kWh 2WD  ซึ่งเจาะกลุ่มตลาด Economy ที่ให้ความสำคัญกับความคุ้มค่า แรงบิดสูง การใช้งานเชิงพาณิชย์ และความสามารถในการบรรทุก ส่วน RIDDARA RD6 จำนวน 4 รุ่น ได้แก่ 73.9 kWh 2WD,73.9 kWh 4WD, 86 kWh 2WD และ 86 kWh 4WD มุ่งตอบโจทย์ตลาด Dual-Purpose สำหรับผู้ใช้ที่ต้องการสมรรถนะ เทคโนโลยี ความอเนกประสงค์ และความสะดวกสบายในการขับขี่ ทั้งสองผลิตภัณฑ์ช่วยให้ GEELY RIDDARA สามารถครอบคลุมความต้องการหลักของตลาดกระบะไทยได้อย่างหลากหลายและชัดเจนมากยิ่งขึ้น

นอกจากความแข็งแกร่งด้านผลิตภัณฑ์ GEELY RIDDARA ยังเดินหน้าสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคอย่างต่อเนื่อง ผ่านกิจกรรมทดลองขับ การสื่อสารผลิตภัณฑ์ รวมถึงโปรโมชั่นที่ต่างๆ ที่ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าและเข้าถึงได้ การขยายเครือข่ายผู้จำหน่าย รวมถึงการยกระดับบริการหลังการขาย โดยปัจจุบันมีโชว์รูมและศูนย์บริการรวม 29 แห่งทั่วประเทศ เพื่อรองรับความต้องการของลูกค้ากระบะพลังงานใหม่ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง


นอกจากนี้ GEELY RIDDARA เดินหน้ายกระดับบริการหลังการขาย ด้วยความพร้อมด้านอะไหล่และทีมช่างเทคนิคที่ผ่านการฝึกอบรม เพื่อมอบบริการที่มีคุณภาพและสร้างความพึงพอใจสูงสุดให้กับลูกค้าชาวไทย


GEELY RIDDARA เชื่อว่าการเติบโตของยอดจดทะเบียนในเดือนกรกฎาคมครั้งนี้ ไม่ได้เป็นเพียงความสำเร็จด้านตัวเลข แต่ยังเป็นสัญญาณสำคัญว่าตลาดรถกระบะไทยกำลังเปิดรับรถกระบะพลังงานใหม่มากขึ้นในฐานะทางเลือกที่ใช้งานได้จริง คุ้มค่า และตอบโจทย์ผู้ใช้ยุคใหม่ โดย GEELY RIDDARA จะเดินหน้าผลักดันตลาดกระบะพลังงานใหม่ในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง พร้อมยกระดับมาตรฐานของรถกระบะไทยสู่อนาคตของยานยนต์พลังงานใหม่อย่างยั่งยืน


TRT กำไร Q2/69 พุ่ง 259% แตะ 290 ล้านบาท บอร์ดไฟเขียวปันผลระหว่างกาล 0.17 บาทต่อหุ้น มั่นใจรายได้ปี 69 เข้าเป้า 3 พันล้านบาทแน่นอน

 TRT กำไร Q2/69 พุ่ง 259% แตะ 290 ล้านบาท บอร์ดไฟเขียวปันผลระหว่างกาล 0.17 บาทต่อหุ้น มั่นใจรายได้ปี 69 เข้าเป้า 3 พันล้านบาทแน่นอน

บริษัท ถิรไทย จำกัด (มหาชน) หรือ TRT เปิดผลประกอบการครึ่งปีแรกของ ปี 2569 เติบโตแข็งแกร่ง มีกำไรสุทธิสำหรับงวด 6 เดือน 290.19 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 209.32 ล้านบาท หรือประมาณ 259% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งมีกำไรสุทธิ 80.86 ล้านบาท รับแรงหนุนจากการเติบโตของรายได้ธุรกิจหม้อแปลงไฟฟ้าขนาดใหญ่ การเพิ่มขึ้นของอัตรากำไรขั้นต้น และการบริหารจัดการต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมเผยงานในมือรอรับรู้รายได้ (Backlog) ณ สิ้นไตรมาส 2 ปี 2569 เพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 3,066 ล้านบาท จากประมาณ 2,920 ล้านบาท ณ สิ้นไตรมาสแรก หนุนความมั่นใจผลักดันรายได้ทั้งปีให้เป็นไปตามเป้าหมาย 3,000 ล้านบาทแน่นอน ก่อนประกาศจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลในอัตรา 0.17 บาทต่อหุ้น

นายสัมพันธ์ วงษ์ปาน กรรมการผู้จัดการ บริษัท ถิรไทย จำกัด (มหาชน) หรือ TRT เปิดเผยว่า ผลการดำเนินงานของบริษัทและบริษัทย่อยในครึ่งปีแรกของ ปี 2569 มีทิศทางเติบโตอย่างโดดเด่น โดยมีรายได้จากการขายจำนวน 1,345.47 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 218.65 ล้านบาท หรือ 19.40% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งมีปัจจัยสนับสนุนหลักจากการรับรู้รายได้ของธุรกิจหม้อแปลงไฟฟ้าในกลุ่มตลาดเป้าหมายทุกขนาด


ขณะที่รายได้จากการให้บริการอยู่ที่ 84.05 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 9.33 ล้านบาท หรือ 12.49% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน สะท้อนถึงความต่อเนื่องในการขยายงานบริการหม้อแปลงไฟฟ้า ตลอดจนความต้องการด้านการบำรุงรักษาและบริการที่เกี่ยวข้องในกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย


“ผลประกอบการครึ่งปีแรกปี 2569 สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของ TRT ในการส่งมอบงานและรับรู้รายได้ตามแผน ควบคู่กับการบริหารต้นทุนในทุกมิติ โดยเฉพาะธุรกิจหม้อแปลงไฟฟ้า ซึ่งเป็นธุรกิจหลักที่สร้างการเติบโตให้กับบริษัท รวมถึงธุรกิจบริการที่สามารถยกระดับความสามารถในการทำกำไรได้อย่างมีนัยสำคัญ” นายสัมพันธ์กล่าว


ด้านความสามารถในการทำกำไร บริษัทและบริษัทย่อยมีอัตรากำไรขั้นต้นจากการขายอยู่ที่ 40.01% เพิ่มขึ้นจาก 23.54% ในช่วงเดียวกันของปีก่อน เป็นผลจากการเพิ่มขึ้นของกำไรขั้นต้นในธุรกิจหม้อแปลงไฟฟ้า รวมถึงการบริหารจัดการต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ


ส่วนอัตรากำไรขั้นต้นจากการให้บริการเพิ่มขึ้นเป็น 48.01% จาก 36.07% ในช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยเฉพาะรายได้จากการให้บริการของธุรกิจหม้อแปลงไฟฟ้าในกลุ่มตลาดเป้าหมาย ซึ่งมีอัตรากำไรขั้นต้นเพิ่มขึ้นจาก 41.34% ในไตรมาส 2 ปี 2568 เป็น 64.07% ในไตรมาส 2 ปี 2569


สำหรับค่าใช้จ่ายในการขายอยู่ที่ 36.85 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.14 ล้านบาท หรือ 6.17% ขณะที่ค่าใช้จ่ายในการบริหารอยู่ที่ 167.36 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 50.25 ล้านบาท หรือ 42.91% สอดคล้องกับการเติบโตของยอดขายและการบริหารจัดการบุคลากรให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น


ขณะเดียวกัน บริษัทสามารถลดต้นทุนทางการเงินลงเหลือ 23.89 ล้านบาท คิดเป็น 1.66% ของรายได้รวม จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีต้นทุนทางการเงิน 25.38 ล้านบาท หรือคิดเป็น 2.10% ของรายได้รวม ลดลง 1.49 ล้านบาท หรือ 5.89% สะท้อนประสิทธิภาพในการบริหารโครงสร้างเงินทุนและต้นทุนทางการเงินของกลุ่มบริษัท


สำหรับแนวโน้มการดำเนินงานในช่วงครึ่งปีหลัง บริษัทมีมูลค่างานในมือรอรับรู้รายได้ หรือ Backlog เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จาก ณ สิ้นไตรมาส 1 ปี 2569 ที่มี Backlog อยู่ที่ประมาณ 2,920 ล้านบาท เพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 3,066 ล้านบาท ณ สิ้นไตรมาส 2 ปี 2569 สะท้อนถึงความต่อเนื่องของคำสั่งซื้อและความต้องการผลิตภัณฑ์หม้อแปลงไฟฟ้าทั้งจากตลาดในประเทศและต่างประเทศ สะท้อนความยั่งยืนในอนาคต


ทั้งนี้ ในช่วงที่เหลือของปี 2569 บริษัทมีงานในมือที่คาดว่าจะรับรู้เป็นรายได้ประมาณ 1,433 ล้านบาท และมีงานที่คาดว่าจะได้รับเพิ่มเติมอีกประมาณ 245  ล้านบาท รวมมูลค่าประมาณ 1,678  ล้านบาท ซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญในการสนับสนุนการเติบโตของรายได้ และสร้างความมั่นใจว่าบริษัทจะสามารถผลักดันรายได้ด้านหม้อแปลงไฟฟ้ารวมทั้งปี 2569 ให้เป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้ 3,000 ล้านบาท โดยประมาณ


นายสัมพันธ์กล่าวเพิ่มเติมว่า “การเติบโตของรายได้และกำไรในครั้งนี้เกิดจากการดำเนินงานที่เป็นไปตามแผน ประกอบกับวินัยในการควบคุมต้นทุนและการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน ขณะเดียวกัน การเพิ่มขึ้นของ Backlog เป็น 3,066 ล้านบาท สะท้อนถึงความเชื่อมั่นของลูกค้าที่มีต่อศักยภาพและมาตรฐานการผลิตของ TRT โดยบริษัทจะเร่งส่งมอบงานและรับรู้รายได้ตามแผน ควบคู่กับการติดตามโอกาสจากงานใหม่ เพื่อผลักดันรายได้ปี 2569 ให้เป็นไปตามเป้าหมาย 3,000 ล้านบาท และสร้างการเติบโตอย่างมั่นคงในระยะยาว”


ทั้งนี้ ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทเมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2569 มีมติอนุมัติจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลเป็นเงินสดแก่ผู้ถือหุ้นสามัญในอัตรา 0.17 บาทต่อหุ้น จากกำไรสะสม โดยกำหนดรายละเอียดดังนี้

วันที่ไม่ได้รับสิทธิปันผล (XD): 14 สิงหาคม 2569 

วันกำหนดรายชื่อผู้ถือหุ้นที่มีสิทธิรับเงินปันผล (Record Date): 17 สิงหาคม 2569 

วันที่จ่ายเงินปันผล: 2 กันยายน 2569 


“การจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลดังกล่าวสะท้อนถึงฐานะทางการเงินและผลการดำเนินงานที่แข็งแกร่งของ TRT ตลอดจนความมุ่งมั่นในการสร้างผลตอบแทนให้แก่ผู้ถือหุ้น ควบคู่ไปกับการขับเคลื่อนธุรกิจให้เติบโตอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน” นายสัมพันธ์กล่าวสรุปในตอนท้าย


PFP ปลื้ม คว้า 4 รางวัลใหญ่ Prime Minister’s Export Award 2026 ตั้งเป้าโต 15% ตอกย้ำภาพผู้นำอาหารทะเลแปรรูป ต่อยอดความเชื่อมั่นแบรนด์คนไทย เสริมแกร่งขยายตลาดโลก

 PFP ปลื้ม คว้า 4 รางวัลใหญ่ Prime Minister’s Export Award 2026 ตั้งเป้าโต 15%  ตอกย้ำภาพผู้นำอาหารทะเลแปรรูป ต่อยอดความเชื่อมั่นแบรนด์คนไทย เสริมแกร่งขยายตลาดโลก

1.นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ให้เกียรติถ่ายภาพร่วมกันกับคณะผู้บริหารกลุ่มบริษัท พี.เอฟ.พี.

กลุ่มบริษัท พี.เอฟ.พี. ประกาศความสำเร็จครั้งสำคัญ คว้า 4 รางวัลผู้ประกอบธุรกิจส่งออกดีเด่น ประจำปี 2569 (Prime Minister's Export Award 2026) พร้อมกันในครั้งเดียว ได้แก่ Best Exporter, Best Thai Brand, Best Halal และ Best Green & Sustainable Exporter สะท้อนความแข็งแกร่งขององค์กรไทยที่มีศักยภาพครบทุกมิติ ตั้งแต่การผลิต   การส่งออก การสร้างมาตรฐานฮาลาล ไปจนถึงการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน โดยได้รับเกียรติจาก นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เดินทางมาเป็นประธานในพิธีและเป็นผู้มอบรางวัล ณ ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล จัดโดย กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เมื่อวันศุกร์ที่ 7 สิงหาคม 2569 ที่ผ่านมา 

โดยมีทีมผู้บริหารที่เข้ารับรางวัลทั้ง 4 สาขา ประกอบด้วย นายทวี ปิยะพัฒนา ประธานกรรมการบริหาร       กลุ่มบริษัท พี.เอฟ.พี. รับรางวัล Best Exporter นางสาวปิยกาญจน์ ปิยะพัฒนา ประธานเจ้าหน้าที่สายงานขายและการตลาด รับรางวัล Best Thai Brand นางสาวนาเฟียฮันต์ เด็งโด ผู้จัดการฝ่ายตลาดต่างประเทศ รับรางวัล Best Halal และนางสาวพวงเล็ก เอี่ยมชำนาญ ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาความยั่งยืน รับรางวัล Best Green & Sustainable Exporter

2.นายทวี ปิยะพัฒนา ประธานกรรมการบริหาร กลุ่มบริษัท พี.เอฟ.พี. และนางสาวปิยกาญจน์ ปิยะพัฒนา 

ประธานเจ้าหน้าที่สายงานขายและการตลาด

นายทวี ปิยะพัฒนา ประธานกรรมการบริหาร กลุ่มบริษัท พี.เอฟ.พี. กล่าวว่า การได้รับรางวัลทั้ง 4 สาขา      ในครั้งนี้ ถือเป็นความภาคภูมิใจอย่างยิ่งของบริษัทฯ และการได้รับรางวัลไม่ได้สะท้อนเพียงแค่ความสำเร็จด้านการส่งออก    แต่ยังเป็นเครื่องยืนยันถึงคุณภาพ มาตรฐาน นวัตกรรม และแนวทางการดำเนินธุรกิจที่ PFP ยึดมั่นมาอย่างต่อเนื่อง 

"การส่งออกไม่ใช่เพียงการนำสินค้าไปจำหน่ายในต่างประเทศ แต่คือการส่งต่อคุณค่าและศักยภาพของประเทศไทยไปสู่สายตาชาวโลก รางวัลครั้งนี้ จึงเป็นทั้งความภาคภูมิใจและความรับผิดชอบ ที่ผลักดันให้เราต้องพัฒนาต่อไปอย่างไม่หยุดยั้ง ทั้ง 4 รางวัลนี้ ถือเป็นเครื่องยืนยันว่า แนวทางธุรกิจที่เราดำเนินมาตลอดระยะเวลากว่า 40 ปี ทั้งการพัฒนาคุณภาพ การสร้างสรรค์นวัตกรรม และการรักษาความไว้วางใจของลูกค้า ถือเป็นแนวทางที่ถูกต้อง ขณะเดียวกัน ยังเป็นกำลังใจให้พนักงานทุกคนร่วมกันยกระดับศักยภาพของอุตสาหกรรมอาหารไทยให้สามารถแข่งขันในตลาดโลกได้อย่างยั่งยืน”

จุดแข็งที่ทำให้ PFP เติบโต คือการไม่หยุดอยู่กับความสำเร็จเดิม แต่ผสานความเชี่ยวชาญของทีมวิจัยและพัฒนา   เข้ากับความคิดสร้างสรรค์ เทคโนโลยี และความเข้าใจผู้บริโภค เพื่อเปลี่ยนแนวคิดให้กลายเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีความแตกต่าง ผลิตได้จริง และตอบโจทย์ความต้องการของแต่ละตลาด ในด้านคุณภาพและมาตรฐาน PFP ให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของอาหารตลอดทั้งกระบวนการ ตั้งแต่แหล่งที่มาของวัตถุดิบ การผลิต การควบคุมคุณภาพ ไปจนถึงการส่งมอบ โดยผลิตภัณฑ์ต้องมีคุณภาพสม่ำเสมอ ตรวจสอบย้อนกลับได้ และสอดคล้องกับข้อกำหนดของแต่ละประเทศ รวมถึงมาตรฐาน   ฮาลาล ควบคู่กับการดำเนินธุรกิจอย่างโปร่งใสและมีธรรมาภิบาล  


3. นายทวี ปิยะพัฒนา ประธานกรรมการบริหาร กลุ่มบริษัท พี.เอฟ.พี.  ขึ้นรับรางวัล Best Exporter

ทางด้าน นางสาวปิยกาญจน์ ปิยะพัฒนา ประธานเจ้าหน้าที่สายงานขายและการตลาด กลุ่มบริษัท พี.เอฟ.พี. กล่าวเสริมอีกว่า  "สำหรับ PFP รางวัล Prime Minister's Export Award 2026 คือ ความสำเร็จ ที่เกิดจากการทำงานร่วมกันของทุกภาคส่วนภายในองค์กร ที่ร่วมกันพัฒนาอย่างต่อเนื่อง และจะถูกนำไปต่อยอดเป็นเครื่องมือสร้างความเชื่อมั่น          เสริมความแข็งแกร่งให้กับแบรนด์ ยกระดับมาตรฐานอุตสาหกรรม พร้อมเปิดโอกาสสู่ความร่วมมือกับพันธมิตรทางธุรกิจรายใหม่ และยกระดับบทบาทของ PFP จากผู้ผลิตและผู้ส่งออก สู่การเป็นพันธมิตรด้านนวัตกรรมอาหารทะเลระดับโลก โดยมีเป้าหมายไม่ใช่เพียงการเพิ่มยอดขาย แต่คือการสร้างความไว้วางใจในระยะยาว และเติบโตไปพร้อมกับลูกค้าและพันธมิตรทางธุรกิจอย่างยั่งยืน ซึ่งการได้รับรางวัลในครั้งนี้จะเป็นอีกหนึ่งแรงสนับสนุนสำคัญในการต่อยอดการเติบโตในตลาดโลก ไม่ว่าจะเป็นการเป็นผู้ส่งออกที่มีศักยภาพ การสร้างแบรนด์ไทยให้ได้รับการยอมรับในตลาดโลก การรักษามาตรฐานฮาลาลที่สร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้บริโภค และการดำเนินธุรกิจที่เติบโตควบคู่กับความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม

“ก่อนหน้านี้ PFP ตั้งเป้ายอดขายสำหรับตลาดต่างประเทศในปี 2569 ไว้ที่ประมาณ 1,300 ล้านบาท (ราว 11,000 ตัน) การที่บริษัทฯ ได้รับรางวัลทั้ง 4 สาขา ในครั้งนี้ จะเป็นส่วนสำคัญในการส่งเสริมความเชื่อมั่นให้กับคู่ค้าและลูกค้า ประกอบกับแผนธุรกิจในช่วงไตรมาส 4 ที่บริษัทฯ คาดว่าจะช่วยเพิ่มโอกาสในการเจรจากับลูกค้าเดิมและลูกค้าใหม่ รวมถึง สนับสนุนการนำเสนอสินค้าในตลาดที่มีศักยภาพ จึงประเมินว่ายอดขายปีนี้มีแนวโน้มขยับจากเป้าหมายเดิมที่ตั้งไว้อยู่ที่จำนวนประมาณ 1,500 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นกว่า 15% โดยเฉพาะตลาดที่เน้นความสำคัญกับมาตรฐานของผู้ผลิตและมาตรฐาน        ฮาลาล อย่างเช่นตลาดมุสลิม นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังได้ให้ความสำคัญกับการขยายตลาดในกลุ่มประเทศสมาชิกองค์การ   ความร่วมมืออิสลาม (OIC) ซึ่งปัจจุบัน PFP ส่งสินค้าไปไปยังประเทศในกลุ่มนี้แล้ว 11 ประเทศ และตั้งเป้าจะขยายเพิ่มขึ้นเป็น 25 ประเทศ ภายใน 5 ปีข้างหน้าอีกด้วย” นางสาวปิยกาญจน์ ปิยะพัฒนา กล่าว

4.กลุ่มบริษัท พี.เอฟ.พี. คว้า 4 รางวัลผู้ประกอบธุรกิจส่งออกดีเด่น ประจำปี 2569 (Prime Minister's Export Award 2026) 

ได้แก่ Best Exporter, Best Thai Brand, Best Halal และ Best Green

ปัจจุบัน PFP ส่งออกสินค้าไปยัง 40 ประเทศทั่วโลก ครอบคลุมทั้งทวีปยุโรป อเมริกาเหนือ โอเชียเนีย ตะวันออกกลาง และแอฟริกา พร้อมทั้งมีพันธมิตรทางธุรกิจมากกว่า 50 ราย ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความแข็งแกร่งของฐานตลาด และเครือข่ายพันธมิตรทางธุรกิจที่มีอยู่ทั่วทุกภูมิภาค โดยมี จีน เป็นตลาดหลังที่ทำยอดขายสูงสุด รวมไปถึง อินโดนีเซีย ที่เป็นตลาดสำคัญ เพราะเป็นตลาดใหญ่ที่มีผู้บริโภคชาวมุสลิมอาศัยอยู่จำนวนมาก นอกจากนี้ PFP ยังตั้งเป้าหมายขยายตลาดส่งออกจาก 40 ประเทศ เพิ่มขึ้นเป็น 50 ประเทศ ภายในอีก 5 ปี ควบคู่ไปกับการเดินหน้ายกระดับด้านนวัตกรรมอาหาร มาตรฐานฮาลาล และความเข้าใจผู้บริโภคอย่างลึกซึ้ง เพื่อสร้างและขยายโอกาสทางธุรกิจในตลาดโลกให้เติบโตต่อไปในภายภาคหน้า


อัปเดตข้อมูลข่าวสารและติดตามความเคลื่อนไหวได้ที่ : https://www.facebook.com/PFPThailand 


สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ แยม-สิริธร ปันนารินทร์ โทร 065-746-9626, ไหม-พิสมัย ด่านยุทธพลชัย โทร. 086-902-1031, ภานุ-ภาณุพงษ์   เดชดอนบม โทร. 093-926-6498  







“รมว.อว. ยศชนัน” รุกนโยบายพลังงานแห่งอนาคต ส่ง ปส. จับมือ NNSA จีน ยกระดับความปลอดภัยนิวเคลียร์ไทย เดินหน้าสู่ยุค SMR

   “รมว.อว. ยศชนัน” รุกนโยบายพลังงานแห่งอนาคต ส่ง ปส. จับมือ NNSA จีน ยกระดับความปลอดภัยนิวเคลียร์ไทย เดินหน้าสู่ยุค SMR กระทรวงการอุดมศึกษา...