วันพุธที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2569

Cosmoprof CBE ASEAN 2026 เปิดฉากอย่างยิ่งใหญ่ที่กรุงเทพฯ พร้อมเชื่อมโยงผู้ประกอบการความงามระดับโลกสู่โอกาสทางธุรกิจในตลาดอาเซียนที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว

Cosmoprof CBE ASEAN 2026 เปิดฉากอย่างยิ่งใหญ่ที่กรุงเทพฯ พร้อมเชื่อมโยงผู้ประกอบการความงามระดับโลกสู่โอกาสทางธุรกิจในตลาดอาเซียนที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว

กรุงเทพฯ, 24 มิถุนายน 2569 – งาน Cosmoprof CBE ASEAN 2026 เปิดฉากอย่างเป็นทางการแล้ววันนี้ ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ (QSNCC) กรุงเทพมหานคร พร้อมต้อนรับผู้ประกอบการและผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมความงามจากทั่วโลก ระหว่างวันที่ 24–26 มิถุนายน 2569 โดยในฐานะงานแสดงสินค้าด้านความงามชั้นนำแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ครอบคลุมทุกภาคส่วนของอุตสาหกรรม งานดังกล่าวได้ตอกย้ำบทบาทการเป็นเวทีสำคัญในการเชื่อมโยงธุรกิจและสร้างโอกาสทางการค้าในหนึ่งในตลาดความงามที่มีศักยภาพและเติบโตอย่างรวดเร็วที่สุดของโลก 


โดยในปี 2569 มีผู้แสดงสินค้ามากกว่า 730 ราย เพิ่มขึ้น 12% จากปี 2568 งานจัดขึ้นบนพื้นที่จัดแสดงรวม 33,000 ตารางเมตร ครอบคลุม 6 ฮอลล์ บนพื้นที่ 2 ชั้น ซึ่งขยายใหญ่ขึ้นกว่า 30% เมื่อเทียบกับการจัดงานครั้งก่อน สะท้อนการเติบโตอย่างต่อเนื่องของอุตสาหกรรมความงามในภูมิภาค โดยสัดส่วนผู้แสดงสินค้าประกอบด้วยผู้ประกอบการจากประเทศไทย 47% และจากต่างประเทศ 53% 

สำหรับพื้นที่จัดแสดงสินค้า Cosmoprof CBE ASEAN ซึ่งรวบรวมผลิตภัณฑ์ความงามสำเร็จรูปจากแบรนด์ต่าง ๆ ตั้งอยู่บริเวณชั้น G ฮอลล์ 1–3 คิดเป็น 48% ของพื้นที่จัดแสดงทั้งหมด ขณะที่ Cosmopack CBE ASEAN ซึ่งมุ่งเน้น Supply Chain และอุตสาหกรรมต้นน้ำของธุรกิจความงาม จัดแสดง ณ ชั้น LG ฮอลล์ 5–7 คิดเป็น 52% ของพื้นที่จัดแสดงทั้งหมด

เปิดตัวครั้งแรกในปี 2569 กับ Cosmopack CBE ASEAN เวทีสำหรับผู้ประกอบการอุตสาหกรรมความงาม Supply Chain ที่รวบรวมผู้เชี่ยวชาญด้านวัตถุดิบ การพัฒนาสูตร การรับจ้างผลิต (Contract Manufacturing) การผลิตสินค้าแบรนด์ของตนเอง (Private Label) บรรจุภัณฑ์ เครื่องจักร ระบบการพิมพ์และฉลาก รวมถึงโซลูชันแบบครบวงจรไว้ในที่เดียว

งาน Cosmoprof CBE ASEAN 2026 คาดว่าจะดึงดูดผู้เข้าชมงานกว่า 25,000 ราย โดยมีผู้ซื้อศักยภาพสูง (Hosted Buyers) มากกว่า 550 ราย จากประเทศไทย ประเทศสมาชิกอาเซียน อินเดีย ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก และยุโรป ซึ่งเพิ่มขึ้นถึง 30% เมื่อเทียบกับปี 2568 สะท้อนถึงความเชื่อมั่นและความสนใจที่เพิ่มขึ้นจากผู้ประกอบการทั่วโลกที่มองเห็นโอกาสทางธุรกิจในตลาดความงามของภูมิภาคอาเซียน การเติบโตอย่างต่อเนื่องของ Cosmoprof CBE ASEAN ยังสะท้อนถึงบทบาทที่เพิ่มขึ้นของประเทศไทยบนเวทีอุตสาหกรรมงานแสดงสินค้าและการจัดประชุมระดับนานาชาติ โดยได้รับการสนับสนุนจาก Thailand Convention and Exhibition Bureau (TCEB) หรือสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) หน่วยงานภาครัฐที่มีบทบาทสำคัญในการผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นจุดหมายปลายทางชั้นนำของโลกด้านอุตสาหกรรมไมซ์ (MICE)

“วิสัยทัศน์ของ TCEB คือการเชื่อมโยงงานแสดงสินค้าระดับโลกอย่าง Cosmoprof CBE ASEAN เข้ากับผู้เข้าร่วมงานจากนานาชาติ เพื่อยกระดับระบบนิเวศของอุตสาหกรรมงานแสดงสินค้าในประเทศไทยให้ก้าวไปอีกขั้น ธุรกิจไมซ์มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจในหลากหลายอุตสาหกรรม พร้อมสร้างโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยสามารถเติบโตและแข่งขันได้ในระดับสากล ด้วยชื่อเสียงและมาตรฐานคุณภาพอันโดดเด่นของ Cosmoprof CBE ASEAN งานนี้จึงเป็นเวทีที่เหมาะสมอย่างยิ่งในการแสดงศักยภาพของประเทศไทยสู่สายตานานาชาติ เรารู้สึกยินดีที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของงานอันทรงเกียรตินี้ และที่สำคัญยิ่งกว่านั้น คือการได้มีส่วนสนับสนุนการเติบโตของผู้ประกอบการไทยในอุตสาหกรรมความงามระดับโลก เพราะความสำเร็จของพวกเขาคือความสำเร็จของประเทศไทย” ดร. ศุภวรรณ ตีระรัตน์ ประธานสำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) (TCEB) กล่าว



Cosmoprof CBE ASEAN 2026 ยังได้รวบรวม 5 พาวิลเลียนนานาชาติ ได้แก่ อิตาลี ไต้หวัน เกาหลีใต้ จีน และประเทศไทย เพื่อนำเสนอผลิตภัณฑ์ นวัตกรรม และศักยภาพของผู้ประกอบการจากแต่ละประเทศให้แก่ผู้ซื้อและผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมความงามจากทั่วโลก ภายในงานปีนี้ ได้มอบเกียรติให้ ประเทศอิตาลี เป็น Country of Honour หรือประเทศเกียรติยศประจำการจัดงานปี 2569 โดยมีบริษัทจากอิตาลีเข้าร่วมจัดแสดงจำนวน 20 บริษัท ภายใต้ Italian Country Pavilion ซึ่งจัดขึ้นโดย ITA – Italian Trade Agency ร่วมกับ Cosmetica Italia สมาคมอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์ดูแลส่วนบุคคลแห่งอิตาลี นำเสนอศักยภาพ ความเชี่ยวชาญ และนวัตกรรมของผู้ประกอบการความงามจากอิตาลี ครอบคลุมหลากหลายสาขาของอุตสาหกรรมความงาม เพื่อเปิดโอกาสทางธุรกิจและสร้างความร่วมมือกับผู้ประกอบการในภูมิภาคอาเซียนและตลาดโลก

นางเปาลา กุยดา (Paola Guida) ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าอิตาลี (ITA) ประจำประเทศไทย กล่าวว่า “ดิฉันรู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้ร่วมเฉลิมฉลองการกลับมาของพาวิลเลียนอิตาลีในงาน Cosmoprof CBE ASEAN 2026 ซึ่งจัดขึ้นเป็นครั้งที่ 5 และนับเป็นปีที่มีความหมายอย่างยิ่งสำหรับอิตาลี เนื่องจากได้รับเกียรติให้เป็น Country of Honour ประจำการจัดงานในปีนี้ 

ดิฉันขอขอบคุณสำหรับความร่วมมืออันยาวนานระหว่างสำนักงานส่งเสริมการค้าอิตาลี (ITA) และ Cosmoprof CBE ASEAN ซึ่งเป็นงานแสดงสินค้าเพื่อธุรกิจความงามชั้นนำในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่ร่วมกันสร้างโอกาสทางธุรกิจอันมีคุณค่าให้กับบริษัทอิตาลีในการเชื่อมต่อกับผู้เชี่ยวชาญและผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมจากทั่วภูมิภาค

สำหรับปีนี้ พาวิลเลียนอิตาลีได้รวบรวมบริษัทชั้นนำในอุตสาหกรรมความงามและเครื่องสำอางจากอิตาลีจำนวน 20 บริษัท เพื่อร่วมจัดแสดงผลิตภัณฑ์และนวัตกรรมภายใต้แนวคิด ‘Made in Italy’ ซึ่งเป็นสัญลักษณ์แห่งคุณภาพ ความคิดสร้างสรรค์ และความเป็นเลิศที่ทำให้อุตสาหกรรมความงามของอิตาลีได้รับการยอมรับในระดับโลก”

โปรแกรมสัมมนาและกิจกรรมพิเศษ เจาะลึกข้อมูลตลาด สร้างโอกาสเติบโตทางธุรกิจ

Cosmoprof CBE ASEAN 2026 ยังจัดเต็มด้วยโปรแกรมสัมมนา กิจกรรมพิเศษ ที่ออกแบบมาเพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการและผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมความงามเข้าถึงข้อมูลเชิงลึกของตลาด มุมมองด้านเทรนด์ และโอกาสทางธุรกิจใหม่ ๆ เนื้อหาครอบคลุมประเด็นสำคัญของอุตสาหกรรม อาทิ แนวโน้มตลาดและพฤติกรรมผู้บริโภคในอาเซียน กฎระเบียบและข้อกำหนดด้านอุตสาหกรรม การสร้างแบรนด์ 

นอกจากนี้ Cosmopack CBE ASEAN ยังนำเสนอ The Sunscreen Factory นิทรรศการเชิงประสบการณ์รูปแบบ Live Installation ที่จำลองกระบวนการพัฒนาผลิตภัณฑ์ครีมกันแดดแบบครบวงจร โดยได้รับความร่วมมือจากผู้ผลิตและซัพพลายเออร์ชั้นนำของไทย ได้แก่ DERMA INNOVATION COMPANY LIMITED, PROPACK ASIA COMPANY LIMITED, THER LINE, NAPAT PACKAGING COMPANY LIMITED และ SELCON CO., LTD. ผู้เข้าชมจะสัมผัสเส้นทางการผลิตผลิตภัณฑ์จริง ตั้งแต่การคิดค้นและพัฒนาสูตร การคัดเลือกวัตถุดิบ การผลิต ไปจนถึงการออกแบบบรรจุภัณฑ์ 

งาน Cosmoprof CBE ASEAN 2026 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 24–26 มิถุนายน 2569 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ (QSNCC) กรุงเทพมหานคร พร้อมต้อนรับผู้ประกอบการ ผู้เชี่ยวชาญ และผู้มีบทบาทในอุตสาหกรรมความงามจากทั่วโลก ให้มาร่วมค้นหาโอกาสทางธุรกิจ สร้างเครือข่ายความร่วมมือ และร่วมกำหนดอนาคตของอุตสาหกรรมความงามในภูมิภาคอาเซียนและตลาดโลกไปด้วยกัน  


งานวิจัยสหรัฐฯ ศึกษาทางเลือกการลดการรับสารจากการสูบบุหรี่ พบข้อมูลด้านพฤติกรรมและตัวชี้วัดสุขภาพ

 งานวิจัยสหรัฐฯ ศึกษาทางเลือกการลดการรับสารจากการสูบบุหรี่ พบข้อมูลด้านพฤติกรรมและตัวชี้วัดสุขภาพ

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า งานวิจัยจากสหรัฐอเมริกาได้ศึกษาพฤติกรรมของผู้สูบบุหรี่และการเปลี่ยนแปลงของการรับสารบางชนิดในร่างกาย ภายใต้รูปแบบการบริโภคนิโคตินที่แตกต่างกัน โดยผลการศึกษาในระยะสั้นพบความแตกต่างทั้งด้านพฤติกรรมการสูบและตัวชี้วัดการรับสารจากการเผาไหม้ ขณะที่ผู้วิจัยระบุว่ายังจำเป็นต้องติดตามและประเมินผลในระยะยาวเพิ่มเติม เนื่องจากการสูบบุหรี่ยังคงเป็นประเด็นสำคัญด้านสาธารณสุข


จากการเปิดเผยของ PennState Health ถึงรายงานวิจัยซึ่งเผยแพร่ในวารสารการแพทย์ระดับโลก JAMA Network Open นำโดยคณะนักวิจัยจากวิทยาลัยแพทยศาสตร์เพนสเตต (Penn State College of Medicine) สหรัฐอเมริกา ซึ่งถือเป็นการทดลองแบบสุ่มและมีกลุ่มควบคุมด้วยยาหลอก (Randomized Placebo-Controlled Trial) ครั้งแรกในสหรัฐฯ ที่มุ่งวัดผลกระทบจากการเปลี่ยนจากบุหรี่มวนมาเป็นบุหรี่ไฟฟ้า โดยเปิดเผยตัวเลขความสำเร็จว่าสามารถช่วยให้ผู้สูบเลิกบุหรี่มวนได้มากกว่า 3 เท่า

การศึกษาครั้งนี้ทำทดลองในกลุ่มผู้ใหญ่ที่สูบบุหรี่เป็นประจำทุกวัน (มากกว่า 4 มวนต่อวัน) จำนวน 104 คน โดยแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มละ 52 คนเท่ากัน กลุ่มแรกได้รับบุหรี่ไฟฟ้าที่มีระดับนิโคติน 5% ส่วนกลุ่มที่สองได้รับตัวเครื่องแบบเดียวกันแต่ไม่มีสารนิโคติน (กลุ่มยาหลอก) โดยใช้เวลาติดตามผลระยะสั้น 6 สัปดาห์ และตรวจเช็กซ้ำในสัปดาห์ที่ 10

ผลลัพธ์หลังสิ้นสุดสัปดาห์ที่ 6 เผยให้เห็นความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญกล่าวคือ กลุ่มผู้ใช้บุหรี่ไฟฟ้าที่มีนิโคติน 5% สามารถเลิกสูบบุหรี่มวนได้อย่างสิ้นเชิงถึง 36.5% ในขณะที่กลุ่มใช้ยาหลอกที่ไม่มีนิโคติน เลิกได้เพียง 11.5% เท่านั้น คิดเป็นอัตราความสำเร็จที่สูงกว่าถึง 3 เท่า และตัวเลขนี้ยังคงคงที่เมื่อติดตามผลต่อเนื่องในสัปดาห์ที่ 10 

ที่น่าสนใจคือผู้ใช้บุหรี่ไฟฟ้าชนิดมีนิโคติน มีอาการอยากบุหรี่และอาการลงแดงบุหรี่หรืออาการถอนนิโคตินน้อยกว่า ทำให้สามารถอยู่ห่างจากบุหรี่มวนง่ายขึ้น

ระดับสารพิษและสารก่อมะเร็งปอดลดลงฮวบ

นอกจากนี้ คณะวิจัยได้ทำการวัดสารบ่งชี้ทางชีวภาพ (Biomarkers) ในปัสสาวะและลมหายใจเพื่อตรวจหาการสะสมของสารพิษ โดยเฉพาะการวัดค่าสาร NNAL ซึ่งเป็นสารก่อมะเร็งปอดที่รุนแรงและเกิดจากการเผาไหม้ใบยาสูบ ผลการตรวจพบว่า ผู้เข้าร่วมทดลองทั้งสองกลุ่มมีปริมาณสารพิษในร่างกายลดลงอย่างเห็นได้ชัด เมื่อเทียบกับช่วงเริ่มต้น โดยเฉพาะกลุ่มที่ใช้บุหรี่ไฟฟ้านิโคติน 5% มีระดับการรับสารพิษที่ลดลงมากกว่า เนื่องจากมีจำนวนคนที่หันกลับไปสูบบุหรี่มวนน้อยกว่านั่นเอง

เจสสิก้า อิงส์ต (Jessica Yingst) รองศาสตราจารย์ด้านวิทยาศาสตร์สาธารณสุขและผู้เขียนหลักของรายงานวิจัย กล่าวว่า "แม้ว่านิโคตินจะเป็นสารที่ทำให้เสพติด แต่ไม่ใช่สาเหตุหลักของการเกิดโรคมะเร็งและโรคหัวใจ อันตรายที่แท้จริงมาจากผลพลอยได้ของการเผาไหม้ในยาสูบ บุหรี่ไฟฟ้าชนิดมีนิโคตินสามารถส่งผ่านนิโคตินได้ใกล้เคียงกับบุหรี่มวน จึงช่วยตอบสนองความต้องการของร่างกายและทำให้การเลิกบุหรี่มวนเพื่อเปลี่ยนไปใช้บุหรี่ไฟฟ้าแทนง่ายขึ้น ในขณะที่ปริมาณการรับสารเคมีเป็นพิษโดยรวมลดลงอย่างมาก”

ความหวังใหม่ด้านสาธารณสุข

แม้ว่าอัตราการสูบบุหรี่ในสหรัฐฯ จะลดลงต่ำเป็นประวัติการณ์เหลือเพียงประมาณ 10% แต่การสูบบุหรี่ยังคงเป็นสาเหตุหลักของการเสียชีวิตที่สามารถป้องกันได้ งานวิจัยชิ้นนี้จึงถือเป็นหลักฐานสำคัญที่ช่วยสนับสนุนผู้ที่ไม่สามารถเลิกบุหรี่ด้วยวิธีอื่นได้ให้สามารถลดการรับสารพิษจากควันบุหรี่ได้


มหาวิทยาลัยเพนสเตต เป็นหนึ่งในศูนย์วิทยาศาสตร์การกำกับดูแลยาสูบ (TCORS) ที่ได้รับการสนับสนุนทุนวิจัยร่วมจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาแห่งสหรัฐฯ (FDA) และสถาบันสุขภาพแห่งชาติ (NIH) 

ที่มา: https://pennstatehealthnews.org/2026/05/nicotine-e-cigarettes-reduce-harmful-chemical-exposure-help-smokers-quit/


ARDA ปั้น “โดรนขนส่งผลผลิต” ปลดล็อกโลจิสติกส์เกษตรพื้นที่สูง​ ลดปัญหาผัก - ผลไม้ ช้ำระหว่างทาง โชว์จุดเด่นรับน้ำหนัก 70 กก. บินไกล 3 กม. ลดต้นทุน 63%

 ARDA ปั้น “โดรนขนส่งผลผลิต” ปลดล็อกโลจิสติกส์เกษตรพื้นที่สูง​   ลดปัญหาผัก - ผลไม้ ช้ำระหว่างทาง โชว์จุดเด่นรับน้ำหนัก 70 กก.  บินไกล 3 กม. ลดต้นทุน 63%

ทุกปีผักและผลไม้บนพื้นที่สูงของไทยจำนวนไม่น้อยต้องสูญเสียคุณภาพก่อนถึงมือผู้บริโภค ไม่ใช่เพียงเพราะกระบวนการผลิต แต่เกิดจากข้อจำกัดด้านการขนส่งในพื้นที่สูงที่มีสภาพภูมิประเทศซับซ้อน เส้นทางคดเคี้ยว ภูเขาสูง และบางช่วงถูกตัดขาดในฤดูฝน ส่งผลให้ผลผลิตเกิดความเสียหายระหว่างทาง สูญเสียความสด และต้นทุนโลจิสติกส์ที่สูงกว่าพื้นที่ทั่วไปหลายเท่า ปัญหาดังกล่าวกลายเป็นหนึ่งในต้นทุนแฝงที่ฉุดรั้งรายได้ของเกษตรกรและลดศักยภาพการแข่งขันของสินค้าเกษตรไทยมาอย่างยาวนาน

       ดร.ทวีศักดิ์ ธนเดโชพล ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร กล่าวว่า การลดความสูญเสียหลังการเก็บเกี่ยวถือเป็นหนึ่งในโจทย์สำคัญของภาคการเกษตรไทยและเป็นนโยบายสำคัญของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เนื่องจากผลผลิตจำนวนมากยังสูญเสียมูลค่าระหว่างการขนส่ง โดยเฉพาะในพื้นที่สูงหรือพื้นที่เข้าถึงยาก ARDA จึงสนับสนุนทุนวิจัยให้ บริษัท อีซี่ (2018) จำกัด ดำเนินโครงการ “การใช้เทคโนโลยีระบบอากาศยานไร้คนขับเพื่อการขนส่งผลิตผลเกษตรพื้นที่สูง”ร่วมกับสถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ และสถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง (องค์การมหาชน) หรือ สวพส. โดยมี นายอัศวิน โรมนรัตน์เสรี เป็นหัวหน้าโครงการฯเพื่อพัฒนาอากาศยานไร้คนขับสำหรับขนส่งผลผลิตทางการเกษตรในพื้นที่สูง ลดความสูญเสียหลังการเก็บเกี่ยว และเพิ่มโอกาสการเข้าถึงตลาดของเกษตรกร



สำหรับโดรนต้นแบบสามารถบรรทุกน้ำหนักได้สูงสุด 70 กิโลกรัม บินได้ไกลกว่า 3 กิโลเมตร และบินสูงจากพื้นดินไม่น้อยกว่า 200 เมตร ด้วยความเร็วเฉลี่ย 25 กิโลเมตรต่อชั่วโมง รองรับการทำงานทั้งแบบอัตโนมัติและกึ่งอัตโนมัติ ช่วยลดเวลา ลดแรงงาน และลดความเสี่ยงจากการขนส่งในพื้นที่ลาดชันหรือพื้นที่ห่างไกลที่ยานพาหนะทั่วไปเข้าถึงได้ยาก ผลการทดสอบภาคสนามจำนวน 80 เที่ยวบิน รวมปริมาณผลผลิตกว่า 1.6 ตัน พบว่าสามารถขนส่งพืชเศรษฐกิจสำคัญ อาทิ มะเขือเทศ แตงกวาญี่ปุ่น เสาวรส และผักสลัด ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยช่วยลดต้นทุนการขนส่งพืชผลได้ไม่น้อยกว่าร้อยละ 36 และลดต้นทุนการขนส่งผักสลัดได้สูงสุดถึงร้อยละ 63 เมื่อเทียบกับการขนส่งด้วยรถกระบะขับเคลื่อนสี่ล้อในพื้นที่สูง ขณะเดียวกันยังช่วยลดความสูญเสียระหว่างขนส่งได้ประมาณร้อยละ 10 หรือเทียบเท่ากับการรักษาผลผลิตได้เพิ่มขึ้นอย่างน้อย 10 กิโลกรัมต่อผลผลิตทุก 100 กิโลกรัมที่เคยสูญเสียระหว่างทาง เปลี่ยนความสูญเสียให้กลับมาเป็นรายได้ของเกษตรกรได้อย่างเป็นรูปธรรม

 ด้านนายอัศวิน โรมนรัตน์เสรี หัวหน้าโครงการวิจัยฯ กล่าวเพิ่มเติมว่า จุดเริ่มต้นของงานวิจัยนี้ไม่ได้เกิดจากความต้องการพัฒนาเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการลงพื้นที่และพบปัญหาจริงของเกษตรกรบนพื้นที่สูงที่ต้องเผชิญต้นทุนการขนส่งสูงกว่าพื้นที่ทั่วไปหลายเท่า โดยเฉพาะในช่วงฤดูฝนที่เส้นทางถูกตัดขาด ทำให้ผลผลิตจำนวนมากไม่สามารถนำออกสู่ตลาดได้ทันเวลา ส่งผลให้คุณภาพลดลงและสูญเสียรายได้ แม้จะเป็นผลผลิตคุณภาพสูงก็ตาม ทีมวิจัยจึงพัฒนาเทคโนโลยีอากาศยานไร้คนขับเพื่อทำหน้าที่เป็น “สะพานเชื่อมทางอากาศ” ระหว่างแปลงเกษตรและจุดรวบรวมผลผลิต ช่วยให้เกษตรกรสามารถขนส่งผลผลิตมูลค่าสูงได้อย่างรวดเร็ว ปลอดภัย และตรงเวลา แม้ในพื้นที่ที่รถยนต์หรือรถจักรยานยนต์ไม่สามารถเข้าถึงได้ โดยเฉพาะในช่วงฤดูฝนที่การคมนาคมภาคพื้นดินมีข้อจำกัด




ปัจจุบันโครงการได้พัฒนาและส่งมอบโดรนต้นแบบให้ ARDA เรียบร้อยแล้ว โดยด้านต้นทุนของโดรนดังกล่าวจะอยู่ประมาณ 450,000 บาท ราคาขึ้นอยู่กับขนาดและรูปแบบการใช้งาน ซึ่งผลการวิเคราะห์ทางเศรษฐศาสตร์พบว่า หากมีการใช้งานมากกว่า 2,173 เที่ยวบินต่อปี ระบบจะเริ่มคุ้มทุน และเมื่อมีการใช้งานมากกว่า 2,200 เที่ยวบินต่อปี จะสามารถสร้างผลกำไรได้อย่างต่อเนื่อง ขณะที่หากขยายการใช้งานสู่ระดับ 5,000 เที่ยวบินต่อปี จะสามารถสร้างผลตอบแทนได้มากกว่า 565,000 บาทต่อปี สะท้อนให้เห็นว่าเทคโนโลยีดังกล่าวมีศักยภาพในการพัฒนาเป็นธุรกิจบริการขนส่งทางอากาศสำหรับภาคเกษตรของไทยได้ในอนาคต

        ด้านนายกิตติพงศ์ รพีบุญญานนท์ นักส่งเสริมและพัฒนาโครงการพัฒนาพื้นที่สูงแบบโครงการหลวงแม่มะลอ สถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง (องค์การมหาชน) ในฐานะผู้ควบคุมการบินโดรนในพื้นที่อำเภอแม่แจ่ม จังหวัดเชียงใหม่ กล่าวว่า สวพส. ได้รับการสนับสนุนโดรนขนส่งผลผลิตทางการเกษตรจาก ARDA และนำมาทดลองใช้งานจริงในพื้นที่ต่อเนื่องมากกว่า 1 ปี โดยดำเนินการขนส่งแล้วกว่า 150 เที่ยวบิน จากประสบการณ์การใช้งานจริงพบว่า จุดเด่นสำคัญของโดรนไม่ได้อยู่ที่ความรวดเร็วในการลำเลียงเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่การคงความสดและลดความเสียหายของสินค้าเกษตรตั้งแต่ออกจากแปลงจนถึงจุดรวบรวม โดยเฉพาะพืชผักและผลไม้มูลค่าสูงที่อ่อนไหวต่อการกระแทก เช่น ผักสลัด คะน้า เคล ฮ่องเต้ มะเขือเทศโทมัส แตงกวาญี่ปุ่น ซูกินี เสาวรสหวานและองุ่น ซึ่งเป็นพืชเศรษฐกิจสำคัญของเกษตรกรบนพื้นที่สูง“ที่ผ่านมาเกษตรกรต้องใช้แรงงานคนหรือรถจักรยานยนต์ลำเลียงสินค้าเกษตรผ่านเส้นทางลาดชัน ทำให้เกิดการช้ำ สูญเสียความสด และกระทบต่อมูลค่าการจำหน่าย แต่เมื่อใช้โดรน การขนส่งมีความรวดเร็วและปลอดภัยมากขึ้น ช่วยลดการกระแทก รักษาสภาพสินค้า และเพิ่มโอกาสในการจำหน่ายได้ในราคาที่ดีขึ้น ทั้งนี้ โดรนสามารถลำเลียงผลผลิตจากแปลงสู่โรงคัดแยกในระยะทางประมาณ 3 กิโลเมตร ได้ภายใน 10 นาที จากเดิมที่ต้องใช้เวลากว่า 30 นาที ช่วยลดข้อจำกัดด้านการคมนาคม โดยเฉพาะในช่วงฤดูฝนที่เส้นทางภาคพื้นดินไม่สามารถใช้งานได้ ทำให้เกษตรกรนำผลผลิตออกสู่ตลาดได้รวดเร็วยิ่งขึ้น ลดความสูญเสียหลังการเก็บเกี่ยว และคงมาตรฐานสินค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ”




นอกจากนี้ สวพส. ยังได้ต่อยอดการใช้งานโดรนร่วมกับหน่วยงานภาครัฐในภารกิจสาธารณประโยชน์ อาทิ การสนับสนุนภารกิจดับไฟป่า การช่วยเหลือผู้ประสบภัย และการลำเลียงอาหาร ยา และสิ่งของจำเป็นเข้าสู่พื้นที่ห่างไกลหรือพื้นที่เข้าถึงยาก สะท้อนให้เห็นว่าเทคโนโลยีดังกล่าวไม่ได้สร้างประโยชน์เฉพาะด้านการเกษตรเท่านั้น แต่ยังสามารถเป็นเครื่องมือสำคัญในการยกระดับคุณภาพชีวิตและความมั่นคงของชุมชนบนพื้นที่สูงในอนาคต





ดร.ทวีศักดิ์ ธนเดโชพล ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร กล่าวปิดท้ายว่า งานวิจัยชิ้นนี้ไม่ได้พัฒนาเพียงเทคโนโลยีโดรน แต่กำลังสร้างโอกาสใหม่ให้เกษตรกรบนพื้นที่สูง จากเดิมภูเขาเป็นอุปสรรคในการเข้าถึงตลาด วันนี้นวัตกรรมกำลังเปลี่ยนภูเขาให้กลายเป็นทางลัดสู่รายได้ของเกษตรกร และเปลี่ยนความสูญเสียระหว่างทางให้กลับมาเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจของชุมชนได้อย่างเป็นรูปธรรม สอดคล้องกับเป้าหมายของ ARDA ที่มุ่งผลักดันให้งานวิจัยถูกนำไปใช้ประโยชน์จริง สร้างผลกระทบเชิงบวกต่อเศรษฐกิจ สังคม และภาคการเกษตรไทยอย่างยั่งยืน สำหรับผู้สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ สำนักส่งเสริมการใช้ประโยชน์และพัฒนาธุรกิจ เบอร์โทรศัพท์. 02 - 579 - 7435 


วันอังคารที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2569

กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร จัดโครงการ “กอ.รมน. ปันน้ำใจ บรรเทาทุกข์ค่าครองชีพประชาชน” จับมือ มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง มูลนิธิไทยอาสาป้องกันชาติ และภาคีเครือข่ายภาคประชาชน มอบสิ่งของอุปโภคบริโภค บรรเทาทุกข์ค่าครองชีพของประชาชน ณ บริเวณวัดท่าพระ เขตบางกอกใหญ่ กรุงเทพฯ

 กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร จัดโครงการ “กอ.รมน. ปันน้ำใจ บรรเทาทุกข์ค่าครองชีพประชาชน” จับมือ มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง มูลนิธิไทยอาสาป้องกันชาติ และภาคีเครือข่ายภาคประชาชน มอบสิ่งของอุปโภคบริโภค บรรเทาทุกข์ค่าครองชีพของประชาชน ณ บริเวณวัดท่าพระ เขตบางกอกใหญ่ กรุงเทพฯ





วันนี้ (วันอังคารที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2569) พลเอก ชัยพฤกษ์ ด้วงประพัฒน์ เลขาธิการกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วย นายอรัณย์ โตทวด ผู้จัดการใหญ่มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง คณะมูลนิธิไทยอาสาป้องกันชาติ และคณะภาคีเครือข่ายภาคเอกชน ร่วมพิธีเปิด “กอ.รมน. ปันน้ำใจ บรรเทาทุกข์ค่าครองชีพประชาชน” มอบสิ่งของอุปโภคบริโภค เพื่อเป็นการช่วยเหลือประชาชนโดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้มีรายได้น้อย และประชาชนกลุ่มเปราะบางที่ได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจ โดยมูลนิธิป่อเต็กตึ๊งได้จัดทีมเจ้าหน้าที่สาธารณภัยและเจ้าหน้าที่บรรเทาสาธารณภัย นำโดย นายรัชพร ประสงค์ทรัพย์ หัวหน้าแผนกสาธารณภัย นำถุงยังชีพจำนวน 500 ชุด มูลค่ากว่า 2 แสนบาท ร่วมสนับสนุนในโครงการดังกล่าว ณ บริเวณวัดท่าพระ เขตบางกอกใหญ่ กรุงเทพฯ





ตลอดระยะเวลากว่า 116 ปี ที่มูลนิธิป่อเต็กตึ๊งได้ขยายขอบข่ายโครงการต่าง ๆ ออกไปอย่างกว้างขวาง ไม่เพียงแต่บำบัดทุกข์ บำรุงสุข แก่ผู้ตกทุกข์ได้ยากโดยไม่จำกัดเชื้อชาติศาสนา เท่านั้น แต่ยังได้พัฒนาคุณภาพชีวิตอีกในหลายทาง เพื่อเป็นองค์กรสาธารณกุศลที่ช่วยเหลือประชาชนครบวงจรในทุกๆ ด้าน ต่อไป ดังปณิธาน “มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ช่วยชีวิต รักษาชีวิต สร้างชีวิต”




ติดต่อสอบถาม และติดตามข่าวสาร และกิจกรรมของมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้ที่ เฟซบุ๊ก แฟนเพจ www.facebook.com/atpohtecktung และช่องทางอื่นๆ ที่สะดวกได้ที่ https://linktr.ee/pohtecktung หรือที่สายด่วนป่อเต็กตึ๊ง 1418

.

## ป่อเต็กตึ๊ง ช่วยชีวิต รักษาชีวิต สร้างชีวิต ## 

#แอปพลิเคชันป่อเต็กตึ๊ง1418 #ช่วยจริงอุ่นใจแม้ในนาทีฉุกเฉิน

วศ.อว. ลงนาม MOU ร่วม CATARC Southeast Asia ยกระดับมาตรฐานการทดสอบยานยนต์ไทย รองรับอุตสาหกรรมยานยนต์แห่งอนาคต

 วศ.อว. ลงนาม MOU ร่วม CATARC Southeast Asia ยกระดับมาตรฐานการทดสอบยานยนต์ไทย รองรับอุตสาหกรรมยานยนต์แห่งอนาคต

      วันที่ 23 มิถุนายน 2569 กรมวิทยาศาสตร์บริการ (วศ.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม โดยนายวันชัย สุวรรณหงษ์ รองอธิบดีกรมวิทยาศาสตร์บริการ ร่วมลงนามบันทึกความเข้าใจ (Memorandum of Understanding: MOU) กับบริษัท CATARC Southeast Asia Testing and Certification Service Co., Ltd. ซึ่งเป็นหน่วยงานรัฐวิสาหกิจและศูนย์วิจัยเทคโนโลยียานยนต์ชั้นนำระดับสากลของประเทศจีน ในโอกาสพิธีเปิดตัวศูนย์ทดสอบและรับรองมาตรฐานยานยนต์แห่งภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และการประชุมจับคู่ธุรกิจอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย–จีน ณ โรงแรม Bangkok Marriott Marquis Queen’s Park กรุงเทพมหานคร 

       การลงนาม MOU ครั้งนี้ เป็นส่วนหนึ่งของความร่วมมือในการขับเคลื่อนการพัฒนามาตรฐาน การทดสอบ การรับรอง และการวิจัยด้านยานยนต์สมัยใหม่ โดยเฉพาะยานยนต์ไฟฟ้า (EV) และเทคโนโลยียานยนต์แห่งอนาคต เพื่อยกระดับขีดความสามารถของประเทศไทยในการรองรับการลงทุนและการพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์สู่ระดับสากล  ท้้งนี้ CATARC Southeast Asia Testing and Certification Service Co., Ltd. เป็นบริษัทในเครือของ China Automotive Technology and Research Center Co., Ltd. (CATARC) ซึ่งเป็นหน่วยงานชั้นนำด้านการวิจัย ทดสอบ และกำหนดมาตรฐานอุตสาหกรรมยานยนต์ของสาธารณรัฐประชาชนจีน โดยได้จัดตั้งสำนักงานใหญ่ประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในประเทศไทย เพื่อเป็นศูนย์กลางการให้บริการด้านการทดสอบและรับรองมาตรฐานยานยนต์ในภูมิภาค

        สำหรับความร่วมมือระหว่าง วศ. และ CATARC Southeast Asia จะมุ่งเน้นการพัฒนาและยกระดับศักยภาพด้านการทดสอบ การสอบเทียบ การตรวจวิเคราะห์ และการรับรองมาตรฐานผลิตภัณฑ์ยานยนต์ ตลอดจนการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม เพื่อสนับสนุนการพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า ยานยนต์อัตโนมัติ และเทคโนโลยีพลังงานสะอาด ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมเป้าหมายสำคัญของประเทศ 

      ภายในงานนอกจาก CATARC Southeast Asia ลงนามความร่วมมือกับ วศ. แล้วยังได้ลงนามบันทึกความเข้าใจกับหน่วยงานพันธมิตรสำคัญของไทย ได้แก่ สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) สถาบันยานยนต์ (TAI) เพื่อส่งเสริมการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ เทคโนโลยี บุคลากร และข้อมูลด้านมาตรฐานการทดสอบ รวมถึงสนับสนุนการพัฒนาห้องปฏิบัติการและโครงสร้างพื้นฐานด้านคุณภาพ (Quality Infrastructure) รองรับการพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์แห่งอนาคตและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว 


#กรมวิทยาศาสตร์บริการ #กระทรวงการอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์วิจัยและนวัตกรรม #MHESI #กระทรวงอว #อว #วิจัยและนวัตกรรม #อุดมศึกษา #ลงความความร่วมมือ #ไทย-จีน

Cosmoprof CBE ASEAN 2026 เปิดฉากอย่างยิ่งใหญ่ที่กรุงเทพฯ พร้อมเชื่อมโยงผู้ประกอบการความงามระดับโลกสู่โอกาสทางธุรกิจในตลาดอาเซียนที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว

Cosmoprof CBE ASEAN 2026 เปิดฉากอย่างยิ่งใหญ่ที่กรุงเทพฯ พร้อมเชื่อมโยงผู้ประกอบการความงามระดับโลกสู่โอกาสทางธุรกิจในตลาดอาเซียนที่กำลังเติบ...