วันจันทร์ที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2569

กรมวิทยาศาสตร์บริการ ผนึก 4 หน่วยงานรัฐเป็นลมใต้ปีกดันมาตรฐานนวัตกรรมไทยสู่เชิงพาณิชย์

 กรมวิทยาศาสตร์บริการ ผนึก 4 หน่วยงานรัฐเป็นลมใต้ปีกดันมาตรฐานนวัตกรรมไทยสู่เชิงพาณิชย์

วันที่ 9 มีนาคม 2569 กรมวิทยาศาสตร์บริการ (วศ.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ยกระดับความร่วมมือกับ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) และสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) (สนช.) ลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) เรื่อง “ความร่วมมือการพัฒนามาตรฐาน เพื่อส่งเสริมนวัตกรรมไทยสู่เชิงพาณิชย์” 

โดยจัดขึ้นภายในงานสัมมนาวิชาการหัวข้อ “มาตรฐานและการรับรอง: ลมใต้ปีกนวัตกรรมไทยสู่เชิงพาณิชย์ (Wind Beneath Innovation Wings)” ณ โรงแรมอีสติน แกรนด์ พญาไท โดยได้รับเกียรติจาก ดร.พันธุ์เพิ่มศักดิ์ อารุณี รองปลัดกระทรวง อว. เป็นประธานและร่วมเป็นสักขีพยาน สะท้อนความมุ่งมั่นของกระทรวง อว. ในการผลักดัน “มาตรฐาน” ให้เป็นกลไกสำคัญเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ทั้งนี้ มีผู้เข้าร่วมงานกว่า 160 คน จาก 50 หน่วยงานชั้นนำด้านการวิจัย การส่งเสริมนวัตกรรม การกำกับดูแล และการพัฒนามาตรฐาน

ดร.พันธุ์เพิ่มศักดิ์ อารุณี รองปลัดกระทรวง อว. กล่าวว่า การพัฒนามาตรฐานควบคู่กับกระบวนการวิจัยและพัฒนา จะช่วยสร้างความน่าเชื่อถือให้กับผลิตภัณฑ์ ลดความเสี่ยงด้านกฎระเบียบ และเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงตลาดทั้งในและต่างประเทศ โดยการบูรณาการความร่วมมือตั้งแต่ระยะต้นน้ำถือเป็นหัวใจสำคัญของความสำเร็จในการผลักดันนวัตกรรมไทยสู่เชิงพาณิชย์อย่างเป็นรูปธรรม

ด้าน ดร.พจมาน ท่าจีน รองอธิบดี รักษาราชการแทนอธิบดีกรมวิทยาศาสตร์บริการ (วศ.) กล่าวว่า วศ. และหน่วยงานพันธมิตรพร้อมทำหน้าที่ “ลมใต้ปีก” เชื่อมโยงองค์ความรู้ด้านมาตรฐานจากงานวิจัยต้นน้ำสู่การประยุกต์ใช้ในภาคอุตสาหกรรมและเชิงพาณิชย์ เพื่อลดช่องว่างระหว่างการสร้างนวัตกรรมกับการนำไปใช้ประโยชน์อย่างเป็นรูปธรรม อันจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้บริโภคและเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจให้กับประเทศ


ความร่วมมือในครั้งนี้มีเป้าหมายสำคัญเพื่อส่งเสริมการพัฒนามาตรฐานควบคู่กับกระบวนการวิจัยและพัฒนา พร้อมบูรณาการบทบาทของหน่วยงานด้านวิจัย มาตรฐาน การกำกับดูแล และการส่งเสริมนวัตกรรม เพื่อยกระดับการรับรองคุณภาพ สร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้บริโภคและนักลงทุน และผลักดันผลิตภัณฑ์นวัตกรรมไทยสู่เชิงพาณิชย์อย่างเป็นระบบและยั่งยืน






ภายในงานยังมีการปาฐกถาพิเศษจากผู้บริหารทั้ง 5 หน่วยงาน ได้แก่ ศ.ดร.วิษณุ มีอยู่ รองผู้อำนวยการ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ดร.กริชผกา บุญเฟื่อง ผู้อำนวยการสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ นายเอกนิติ รมยานนท์ เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม เภสัชกร ดร.สุชาติ จองประเสริฐ ผู้ทรงคุณวุฒิด้านมาตรฐานผลิตภัณฑ์ด้านสาธารณสุข สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา และ ดร.พจมาน ท่าจีน รองอธิบดี รักษาราชการแทนอธิบดีกรมวิทยาศาสตร์บริการ ร่วมแสดงวิสัยทัศน์ในหัวข้อ “บทบาท หน้าที่ขององค์กรต่อการขับเคลื่อนนวัตกรรมไทยด้วยมาตรฐาน” เพื่อเชื่อมโยงงานวิจัยต้นน้ำถึงปลายน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ

นอกจากนี้ ยังมีการบรรยายวิชาการในประเด็น “บัญชีนวัตกรรมไทยกับการสร้างโอกาสให้งานวิจัยสู่การใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์” โดย นายกฤตภาส คงรัตน์ ผู้จัดการงานส่งเสริมนวัตกรรมสู่เชิงพาณิชย์ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) และการบรรยายเรื่อง “มาตรฐานผลิตภัณฑ์นวัตกรรมกับความรู้ด้านทรัพย์สินทางปัญญา” โดย นางจิราภรณ์ เหลืองไพรินทร์ ผู้อำนวยการศูนย์ทรัพย์สินทางปัญญา มหาวิทยาลัยขอนแก่น


การจัดงานในครั้งนี้ถือเป็นอีกก้าวสำคัญของประเทศไทยในการขับเคลื่อน “มาตรฐานและการรับรอง” ควบคู่กับการบูรณาการความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน เพื่อผลักดันให้ผลิตภัณฑ์นวัตกรรมไทยมีมาตรฐานสากล สามารถเติบโตได้อย่างมั่นคงในเวทีการค้าทั้งในและต่างประเทศ สร้างความเชื่อมั่น เสริมศักยภาพการแข่งขัน และก้าวสู่เวทีการค้าโลกอย่างยั่งยืน


GREE เปิดโชว์รูมแห่งแรกในกรุงเทพฯ เสริมความแข็งแกร่งในตลาดเครื่องปรับอากาศของไทย

 GREE เปิดโชว์รูมแห่งแรกในกรุงเทพฯ เสริมความแข็งแกร่งในตลาดเครื่องปรับอากาศของไทย

กรุงเทพฯ, 8 มีนาคม 2569 – GREE ผู้ผลิตเครื่องปรับอากาศชั้นนำระดับโลก เดินหน้าขยายตลาดในประเทศไทย เปิดตัว GREE Thailand Cooling Experience Center หรือโชว์รูมและศูนย์ประสบการณ์เทคโนโลยีระบบทำความเย็นแห่งแรกในกรุงเทพฯ อย่างเป็นทางการ ผ่านบริษัทตัวแทนจำหน่าย บริษัท ทีทีเอสเค จำกัด (TTSK Co., Ltd.) เพื่อเสริมศักยภาพการเข้าถึงลูกค้าและพันธมิตรธุรกิจในตลาดเครื่องปรับอากาศที่มีการเติบโตอย่างต่อเนื่องในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ศูนย์แห่งใหม่ตั้งอยู่ที่ 572 ถนนพระราม 2 แขวงแสมดำ เขตบางขุนเทียน กรุงเทพมหานคร โดยได้รับการออกแบบให้เป็นมากกว่าโชว์รูมสินค้า แต่เป็นพื้นที่สำหรับการเรียนรู้และทดลองใช้นวัตกรรมระบบทำความเย็น ที่เปิดโอกาสให้ลูกค้า ผู้รับเหมา วิศวกร และพันธมิตรในอุตสาหกรรม ได้สัมผัสเทคโนโลยีเครื่องปรับอากาศรุ่นล่าสุด พร้อมแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านระบบทำความเย็นที่เหมาะกับสภาพอากาศเขตร้อนของประเทศไทย

การเปิดศูนย์ดังกล่าวสะท้อนถึงความสำคัญของประเทศไทยในฐานะตลาดยุทธศาสตร์ของ GREE ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยประเทศไทยถือเป็นหนึ่งในตลาดเครื่องปรับอากาศที่มีการเติบโตสูง จากปัจจัยด้านการขยายตัวของเมือง การเติบโตของภาคอสังหาริมทรัพย์ โรงแรม และอาคารพาณิชย์ รวมถึงสภาพอากาศที่ร้อนตลอดทั้งปี ทำให้เครื่องปรับอากาศกลายเป็นอุปกรณ์จำเป็นสำหรับการใช้ชีวิตประจำวัน

ขณะเดียวกัน พฤติกรรมผู้บริโภคในปัจจุบันยังให้ความสำคัญกับ ประสิทธิภาพการประหยัดพลังงาน คุณภาพอากาศภายในอาคาร และความทนทานของผลิตภัณฑ์ มากขึ้น โดยข้อมูลในอุตสาหกรรมระบุว่าเกือบ 47% ของผู้บริโภคให้ความสำคัญกับระบบกรองอากาศ เมื่อเลือกซื้อเครื่องปรับอากาศ สะท้อนแนวโน้มการใส่ใจสุขภาพและคุณภาพอากาศภายในอาคารที่เพิ่มขึ้นในพื้นที่เมือง

Mr.Jared Yang ประธานบริษัท GREE ELECTRIC APPLIANCES (THAILAND) CO., LTD. กล่าวว่า ประเทศไทยมีบทบาทสำคัญต่อการขยายธุรกิจของ GREE ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ การเปิดศูนย์ประสบการณ์แห่งนี้ถือเป็นอีกก้าวสำคัญในการนำเทคโนโลยีระบบทำความเย็นระดับโลกของบริษัทเข้ามาใกล้ตลาดไทยมากยิ่งขึ้น

“เราหวังว่าศูนย์แห่งนี้จะเป็นพื้นที่ที่ลูกค้าและพันธมิตรในอุตสาหกรรมสามารถเข้ามาสัมผัสเทคโนโลยีเครื่องปรับอากาศของ GREE ได้อย่างใกล้ชิด พร้อมเรียนรู้โซลูชันที่ได้รับการออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์สภาพอากาศเขตร้อนของประเทศไทย” Jared Yang กล่าว

ปัจจุบัน GREE ได้รับการจัดอันดับให้เป็นแบรนด์เครื่องปรับอากาศสำหรับที่อยู่อาศัยอันดับ 1 ของโลกในปี 2024 โดยมีเครือข่ายการดำเนินธุรกิจในกว่า 160 ประเทศทั่วโลก พร้อมฐานการผลิตหลัก 18 แห่ง และสิทธิบัตรเทคโนโลยีกว่า 130,000 รายการ

ภายในงานมีการจัดแสดงโซลูชันระบบทำความเย็นหลากหลายประเภท ครอบคลุมตั้งแต่เครื่องปรับอากาศสำหรับที่อยู่อาศัย ไปจนถึงระบบสำหรับอาคารพาณิชย์และอุตสาหกรรม รวมถึงเครื่องใช้ไฟฟ้าที่เกี่ยวข้องกับคุณภาพอากาศภายในอาคาร โดยมีพื้นที่สำหรับการสาธิตผลิตภัณฑ์ ห้องฝึกอบรมสำหรับช่างเทคนิค และพื้นที่จำลองการใช้งานระบบทำความเย็นในรูปแบบต่าง ๆ

หนึ่งในไฮไลต์ของเทคโนโลยีที่นำมาจัดแสดง คือ GREE Airy Series เครื่องปรับอากาศอัจฉริยะระดับพรีเมียมที่ออกแบบมาสำหรับสภาพอากาศเขตร้อน โดยมาพร้อมระบบควบคุมอินเวอร์เตอร์อัจฉริยะที่สามารถปรับการทำงานตามรูปแบบการใช้งานและสภาพแวดล้อม เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานและรักษาความสบายภายในอาคาร

นอกจากนี้ ระบบยังมาพร้อมเทคโนโลยีการกระจายลมที่สามารถส่งลมได้ไกลขึ้น พร้อมฟังก์ชันลดความชื้นที่ช่วยให้สภาพอากาศภายในอาคารเหมาะสมกับการอยู่อาศัยในพื้นที่ที่มีความชื้นสูงอย่างประเทศไทย รวมถึงระบบกรองอากาศหลายชั้นที่ช่วยยกระดับคุณภาพอากาศภายในอาคาร

ในด้านบริการ GREE ยังให้ความสำคัญกับการติดตั้งและการดูแลระบบในระยะยาว ผ่านความร่วมมือกับ บริษัท ทีทีเอสเค จำกัด (TTSK Co., Ltd.) ซึ่งให้บริการตั้งแต่การออกแบบระบบ การติดตั้งโดยทีมงานมืออาชีพ ไปจนถึงบริการหลังการขาย โดยที่ผ่านมา TTSK ได้ดำเนินโครงการระบบทำความเย็นสำหรับโครงการขนาดใหญ่ในประเทศไทยหลายแห่ง ทั้งในกลุ่มโรงแรม ศูนย์การค้า ธุรกิจค้าปลีก และโรงงานอุตสาหกรรม

Mr. Wu Fan ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ทีทีเอสเค จำกัด กล่าวว่า การเปิด GREE Thailand Cooling Experience Center ถือเป็นอีกก้าวสำคัญในการเชื่อมโยงเทคโนโลยีระดับโลกของ GREE เข้ากับตลาดประเทศไทย

ศูนย์แห่งนี้จะช่วยให้ลูกค้าและพันธมิตรในอุตสาหกรรมได้เข้าใจมาตรฐานเทคโนโลยีของ GREE มากยิ่งขึ้น และเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญในการสนับสนุนการเติบโตของอุตสาหกรรมระบบทำความเย็น รวมถึงภาคอสังหาริมทรัพย์ของประเทศไทยในอนาคต” Wu Fan กล่าว

ในอนาคต GREE มีแผนเดินหน้าขยายการลงทุนในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง โดยมุ่งเน้นการพัฒนาเทคโนโลยีเครื่องปรับอากาศที่ประหยัดพลังงาน ทนทาน และตอบโจทย์การใช้งานในสภาพอากาศเขตร้อน เพื่อยกระดับมาตรฐานระบบทำความเย็นและสร้างความร่วมมือระยะยาวกับตลาดไทย

 

WorldSkills Thailand เปิดรับสมัครเยาวชนไทยร่วมแข่งขันฝีมือแรงงานแห่งชาติ ครั้งที่ 31 ระดับภาคคัดตัวแทนสู่เวทีระดับโลก

 WorldSkills Thailand เปิดรับสมัครเยาวชนไทยร่วมแข่งขันฝีมือแรงงานแห่งชาติ ครั้งที่ 31 ระดับภาคคัดตัวแทนสู่เวทีระดับโลก

WorldSkills Thailand เปิดรับสมัครเยาวชนไทยที่มีทักษะฝีมือในสาขาอาชีพต่าง ๆ เข้าร่วมการแข่งขันฝีมือแรงงานแห่งชาติ ครั้งที่ 31 ระดับภาค (WorldSkills Thailand 2026 – Regional Competition) เพื่อเฟ้นหาคนรุ่นใหม่ที่มีศักยภาพด้านวิชาชีพจากทั่วประเทศ ก้าวสู่เวทีการแข่งขันระดับประเทศและต่อยอดสู่การแข่งขันระดับนานาชาติ โดยจะจัดแข่งขันระหว่างวันที่ 8 – 10 กรกฎาคม 2569 พร้อมกัน 4 สนามทั่วประเทศ

นายสมาสภ์ ปัทมะสุคนธ์ อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน เปิดเผยว่า การแข่งขันฝีมือแรงงานเป็นกระบวนการหนึ่งของการส่งเสริมการพัฒนาฝีมือแรงงานให้ทัดเทียมมาตรฐานสากล กระตุ้นการพัฒนาศักยภาพแรงงานอันนำไปสู่การสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจและการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศบนเวทีโลก กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน โดยสำนักพัฒนามาตรฐานและทดสอบฝีมือแรงงาน WorldSkills Thailand ขอเชิญชวนเยาวชนไทยผู้มีทักษะฝีมือด้านอาชีพ สมัครเข้าร่วมการแข่งขันฝีมือแรงงานแห่งชาติ ครั้งที่ 31 ระดับภาค (WorldSkills Thailand 2026 – Regional Competition) เพื่อเปิดเวทีให้คนรุ่นใหม่ได้แสดงศักยภาพด้านทักษะฝีมือ พร้อมทั้งพัฒนาศักยภาพแรงงานไทยให้ก้าวทันเทคโนโลยีและมาตรฐานวิชาชีพระดับสากล การแข่งขันครั้งนี้จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 8 – 10 กรกฎาคม 2569 พร้อมกัน 4 พื้นที่ทั่วประเทศ ได้แก่ กลุ่มจังหวัดภาคกลาง จัดที่สถาบันพัฒนาฝีมือแรงงาน 2 สุพรรณบุรี กลุ่มจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จัดที่สถาบันพัฒนาฝีมือแรงงาน 7 อุบลราชธานี กลุ่มจังหวัดภาคเหนือ จัดที่สถาบันพัฒนาฝีมือแรงงาน 10 ลำปาง และกลุ่มจังหวัดภาคใต้ จัดที่สถาบันพัฒนาฝีมือแรงงาน 11 สุราษฎร์ธานี


อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน กล่าวต่อไปว่า การแข่งขันในปีนี้จัดแข่งขันทั้งหมด 6 กลุ่มสาขาอาชีพ จำนวน 25 สาขา ประกอบด้วย กลุ่มสาขาอาชีพเทคโนโลยีอุตสาหกรรมการผลิต 1) สาขาเมคคาทรอนิกส์ (ประเภททีม) 2) สาขาการเขียนแบบวิศวกรรมเครื่องกลด้วยคอมพิวเตอร์ 3) สาขาเครื่องจักรกล CNC (เครื่องกลึง) 4) สาขาเครื่องจักรกล CNC (เครื่องกัด) 5) สาขาเทคโนโลยีงานเชื่อม 6) สาขาหุ่นยนต์เคลื่อนที่ (ประเภททีม) 7) สาขาระบบอัตโนมัติทางอุตสาหกรรม (ประเภททีม) กลุ่มสาขาอาชีพเทคโนโลยีการสื่อสาร 8) สาขาเทคโนโลยีสารสนเทศ 9) สาขาเทคโนโลยีเว็บ 10) สาขาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ (ประเภททีม) กลุ่มสาขาอาชีพแฟชั่นและครีเอทีฟ 11) สาขาการจัดดอกไม้ 12) สาขาแฟชั่นเทคโนโลยี 13) สาขากราฟิกดีไซน์ 14) สาขาการสร้างโมเดลในเกมสามมิติ กลุ่มสาขาอาชีพขนส่งและโลจิสติกส์ 15) สาขาเทคโนโลยียานยนต์ 16) สาขาเทคโนโลยีสีรถยนต์ กลุ่มสาขาอาชีพเทคโนโลยีก่อสร้างและอาคาร 17) สาขาการปูกระเบื้อง 18) สาขาเทคโนโลยีระบบไฟฟ้าภายในอาคาร 19) สาขาการก่ออิฐ 20) สาขาไม้เครื่องเรือน 21) สาขาการต่อประกอบมุมไม้ 22) สาขาเทคโนโลยีระบบทำความเย็น กลุ่มสาขาอาชีพบริการส่วนบุคคลและสังคม 23) สาขาการแต่งผม 24) สาขาการประกอบอาหาร 25) สาขาการบริการอาหารและเครื่องดื่ม

ผู้สมัครเข้าร่วมการแข่งขันต้องมีสัญชาติไทย อายุระหว่าง 15 – 20 ปี (เกิดระหว่างปี พ.ศ. 2549 – 2554) ยกเว้นสาขาเมคคาทรอนิกส์ และสาขาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ ซึ่งเป็นประเภททีม สามารถมีอายุได้ไม่เกิน 23 ปี และต้องไม่เคยเข้าร่วมการแข่งขันฝีมือแรงงานอาเซียน เอเชีย หรือการแข่งขันฝีมือแรงงานนานาชาติ ผู้สนใจสามารถสมัครเข้าร่วมการแข่งขันได้ตั้งแต่บัดนี้จนถึงวันที่ 30 เมษายน 2569 ผ่านระบบออนไลน์ โดยสามารถศึกษารายละเอียดขั้นตอนการสมัครและข้อมูลเพิ่มเติมได้ทางระบบรับสมัครของ WorldSkills Thailand ทาง www.facebook.com/worldskillsthailand อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน กล่าวในตอนท้าย


"น้ำยืนไฟต์" เดือดแน่! ส.ส.กังฟู-สมศักดิ์ พรรคไทรวมพลัง หนุนจัดศึกสักการะศาลเจ้าพ่อหลักเมืองสืบสานวัฒนธรรม4ชนเผ่าชาว อ.น้ำยืน

  "น้ำยืนไฟต์" เดือดแน่! ส.ส.กังฟู-สมศักดิ์  พรรคไทรวมพลัง หนุนจัดศึกสักการะศาลเจ้าพ่อหลักเมืองสืบสานวัฒนธรรม4ชนเผ่าชาว อ.น้ำยืน


   ส.ส.กังฟู-วสวรรธน์ พวงพรศรี หัวหน้าพรรคไทรวมพลัง , นายสมศักดิ์ บุญประชุม ส.ส.เขต 10 จ.อุบลราชธานี พรรคไทรวมพลัง , นายสมชัย ริทัศน์โส ปลัดอาวุโส ผู้แทนนายอาทิตย์ บุษบา นายอำเภอน้ำยืน , "เสี่ยโก้" นายก่อเกียรติ พาณิชยารมณ์ และนายสรวีร์ ฤทธิชัย ร่วมแถลงข่าวมหกกรรมมวยไทยนานาชาติ "งานประเพณีบวงสรวงสักการะศาลเจ้าพ่อหลักเมือง สืบสานวัฒนธรรม 4 ชนเผ่าชาวอำเภอน้ำยืน ประจำปี 2569 "น้ำยืนไฟต์" 19 มี.ค.69 ที่เวทีมวยชั่วคราวลานหน้าเทศบาลอำเภอน้ำยืน จ.อุบลราชธานี


     วันที่ 9 มี.ค.69 ที่หน้าศาลหลักเมือง อ.น้ำยืน จ.อุบลราชธานี นายวสวรรธน์ พวงพรศรี ส.ส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคไทรวมพลัง เป็นประธานในการแถลงข่าวมหกรรมมวยไทยนานาชาติ "งานประเพณีบวงสรวงสักการะศาลเจ้าพ่อหลักเมือง สืบสานวัฒนธรรม 4 ชนเผ่า ชาวอำเภอน้ำยืน ประจำปี 2569 "น้ำยืนไฟต์" โดยมีผู้ร่วมแถลงข่าวประกอบไปด้วยนายสมศักดิ์ บุญประชุม ส.ส.เขต 10 อุบลราชธานี ประธานชมรมคนรักน้ำยืน , นายสมชัย ริทัศน์โส ปลัดอาวุโส อ.น้ำยืน ผู้แทนนายอาทิตย์ บุษบา นอภ.น้ำยืน , นายสุรชัย ชวาลารัตน์ นายกเทศมนตรีเทศบาล ต.น้ำยืน , นายชมเชย ทองชุม ประธานสภาวัฒนธรรม อ.น้ำยืน , นายพิเชษฐ์ ทาบุดดา ที่ปรึกษาพรรคไทรวมพลัง , นางวาสนา คำโส อดีตนายก อบต.โดมประดิษฐ์ , ผู้ใหญ่ไสว บุรากรณ์ ผู้ใหญ่บ้าน หมู่ 1 บ้านวารีอุดม , "เสี่ยโก้" นายก่อเกียรติ พาณิชยารมณ์ โปรโมเตอร์รางวัลยอดเยี่ยมเอเชีย 3 สถาบัน ผู้บริหารก่อเกีบรติ บ็อกซิ่งกรุ๊ป เจ้าของศึก"ก่อเกียรติสัญจร" ทาง ททบ.5 , นายสรวีร์ ฤทธิชัย โปรโมเตอร์เวทีลุมพินี+ผู้บริหารวันก่อเกียรติ+ผู้บริหารสามชัยกรุ๊ป อุบลฯ 

     นายวสวรรธน์ พวงพรศรี ส.ส.บัญชีรายชื่อหัวหน้าพรรคไทรวมพลัง ประธานกิตติมศักดิ์การจัดการแข่งขันมหกรรมมวยไทยนานาชาติงานประเพณีบวงสรวงสักการะศาลเจ้าพ่อหลักเมือง สืบสานวัฒนธรรม 4 ชนเผ่า ชาวอำเภอน้ำยืน ประจำปี 2569 "น้ำยืนไฟต์" กล่าวถึงการจัดการแข่งขันในครั้งนี้ว่า "เพื่อร่วมสืบสานวัฒนธรรมประเพณีอันดีงามของชาวอำเภอน้ำยืนและร่วมสักการะบูชาศาลหลักเมือง อ.น้ำยืน สิ่งศักดิ์สิทธ์คู่บ้านคู่เมือง โดยอำเภอน้ำยืนจัดงานสมโภชน์ในระหว่างวันที่ 13 - 20 มี.ค.69 และในวันพฤหัสบดีที่ 19 มี.ค.69 จัดมหกรรมมวยไทยนานาชาติ"ก่อเกียรติสัญจร" ถ่ายทอดสดจากเวทีมวยชั่วคราวลานหน้าเทศบาลอำเภอน้ำยืน จ.อุบลราชธานี สู่สายตาประชาชนทั่วประเทศทางสถานีวิทยุโทรทัศน์กองทัพบก ช่อง 5 ตั้งแต่เวลา 18.00 น. - 20.00 น.ซึ่งตนเชื่อว่ามหกรรมมวยไทยนานาชาติ"ก่อเกียรติสัญจร" ในครั้งนี้จะช่วยผ่อนคลายสถานการณ์ตึงเครียดบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา และสร้างความสุขให้กับชาวอำเภอน้ำยืน และพื้นที่ใกล้เคียงกับคู่มวยสุดเดือดในรายการกว่า 20 คู่ พร้อมเชิญชวนชาวอำเภอน้ำยืนและนักท่องเที่ยวมาร่วมชมร่วมเชียร์มหกรรมมวยไทยนานาชาติในวันพฤหัสบดีที่ 19 มี.ค.69 

     นายสมศักดิ์ บุญประชุม ส.ส.เขต 10 อุบลราชธานี ประธานชมรมคนรักน้ำยืน ในฐานะประธานดำเนินการจัดการแข่งขันกล่าวถึงการแข่งขันมหกรรมมวยไทยนานาชาติว่า "ชาวอำเภอน้ำยืนต้องพบกับสถานการณ์ตึงเครียดแนวชายแดนจากการสู้รบมาแล้วถึง 2 ครั้ง เชื่อว่างานมหกรรมมวยไทยนานาชาติ"ก่อเกียรติสัญจร"ในงานประเพณีบวงสรวงสักการะศาลเจ้าพ่อหลักเมืองในปีนี้ จะมีส่วนช่วยเยียวยาและฟื้นฟูจิตใจพี่น้องชาวน้ำยืนให้กลับมาแข็งแกร่ง และสามารถดำเนินชีวิตได้ตามปกติ และเชื่อว่า"มวยไทย" ที่ถูกปลูกฝังอยู่ในสายเลือดของคนไทยทุกคน จะช่วยสร้างความเข้มแข็งให้ชาวน้ำยืนฟันฝ่าในทุกอุปสรรคดำเนินกลับมาชีวิตได้อย่างมีความสุขต่อไป

     นายสมชัย ริทัศน์โส ปลัดอาวุโส อ.น้ำยืน ผู้แทนนายอาทิตย์ บุษยา นายอำเภอน้ำยืน กล่าวขอบคุณทุกภาคส่วนที่สนับสนุนการจัดมหกรรมมวยไทยนานาชาติงานประเพณีบวงสรวงสักการะศาลเจ้าพ่อหลักเมือง สืบสานวัฒนธรรม 4 ชนเผ่า  ชาวอำเภอน้ำยืน ประจำปี 2569 "น้ำยืนไฟต์" มั่นใจว่าชาวน้ำยืนและพื้นที่ใกล้เคียงจะมีความสุขและสนุกสนานกันอย่างเต็มที่ และจะเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจในพื้นที่อำเภอน้ำยืนให้กลับมาคึกคักอีกครั้ง

     "เสี่ยโก้" นายก่อเกียรติ พาณิชยารมณ์ โปรโมเตอร์ยอดเจ้าของรางวัลยอดเยี่ยมเอเชีย 3 สถาบัน แห่งก่อเกียรติ บ็อกซิ่ง กรุ๊ป กล่าวว่า " ก่อเกียรติสัญจร ทาง ททบ.5 วันเสาร์ที่ 19 มี.ค.69 นี้ต้องขอขอบคุณ ร้อยตำรวจโท ดร.มนัส โนนุช ประธานกรรมการมูลนิธิมิราเคิล ออฟไลฟ์ และประธานสภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทย และนายยงยศ แก้วเขียว นายกสมาคมกำนันผู้ใหญ่บ้านแห่งประเทศไทย และประธานชมรมกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ในฐานะประธานที่ปรึกษาบริษัทก่อเกียรติ บ็อกซิ่ง กรุ๊ปในการสนับสนุนจัดมหกรรมมวยไทยนานาชาติงานประเพณีบวงสรวงสักการะศาลเจ้าพ่อหลักเมือง สืบสานวัฒนธรรม 4 ชนเผ่าชาวอำเภอน้ำยืนประจำปี 2569 "น้ำยืนไฟต์" ในครั้งนี้ และขอบคุณโรงแรมกัญธิญา การ์เด้น เอื้อเฟื้อสถานที่พัก และยืนยันทุกคู่มวยที่จะมาทำการแข่งขันผ่านการคัดสรรนักมวยเข้าร่วมแข่งขันมาอย่างดี และพร้อมสร้างความสุขกับกับพี่น้องประชาชนชาวน้ำยืนอย่างแน่นอนครับ

     

วันอาทิตย์ที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2569

กรมทรัพย์สินทางปัญญา ขับเคลื่อนภารกิจเชิงรุกด้าน GI​ บุกแดนอาทิตย์อุทัย ศึกษาโมเดลเกษตรมูลค่าสูงถึงแหล่งปลูกมันหวานญี่ปุ่น​ ตั้งเป้ายกระดับศักยภาพ GI ไทยสู่ตลาดพรีเมียมโลก

 กรมทรัพย์สินทางปัญญา ขับเคลื่อนภารกิจเชิงรุกด้าน GI​ บุกแดนอาทิตย์อุทัย ศึกษาโมเดลเกษตรมูลค่าสูงถึงแหล่งปลูกมันหวานญี่ปุ่น​ ตั้งเป้ายกระดับศักยภาพ GI ไทยสู่ตลาดพรีเมียมโลก



 





เมื่อวันที่ 9 มีนาคม 2569 กรมทรัพย์สินทางปัญญาลงพื้นที่แหล่งผลิตมันหวานนาเมะกาตะ (Namegata Sweet Potato) ณ จังหวัดอิบารากิ ประเทศญี่ปุ่น เพื่อศึกษาเรียนรู้กระบวนการผลิตมันหวานนาเมะกาตะ GI ต้นแบบของญี่ปุ่นที่มีขั้นตอนผลิตอย่างพิถีพิถันและมีระบบควบคุมคุณภาพที่เข้มงวด สามารถส่งออกสู่ตลาดพรีเมียมทั่วโลกและสร้างมูลค่าเพิ่มอย่างเป็นรูปธรรม นอกจากนี้ ยังได้แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านเกษตรมูลค่าสูงและการบริหารจัดการ GI กับกลุ่มเกษตรกรญี่ปุ่น เพื่อนำแนวทางดังกล่าวมาประยุกต์ใช้ในการยกระดับคุณภาพสินค้า GI ไทยและเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันในตลาดโลก

 




นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา เปิดเผยว่า การเยือนแหล่งผลิตมันหวานนาเมะกาตะของประเทศญี่ปุ่นครั้งนี้ ได้พบหารือกับกลุ่มผู้ประกอบการ นำโดย Mr. Yuji Kuriyama ผู้อำนวยการสหกรณ์การเกษตรนาเมกาตะ ชิโอไซ (JA Namegata Shiosai) เพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านการพัฒนาและคุ้มครองสินค้า GI ตลอดห่วงโซ่การผลิต ตั้งแต่การกำหนดมาตรฐานคุณภาพ การควบคุมแหล่งผลิต การบริหารจัดการผลผลิตหลังการเก็บเกี่ยว ไปจนถึงการสร้างแบรนด์และทำตลาดเจาะกลุ่มผู้บริโภคระดับพรีเมียมซึ่งสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มให้สินค้าเกษตรได้อย่างเป็นรูปธรรม และเป็นต้นแบบสำคัญในการพัฒนาเกษตรมูลค่าสูงของไทย




นางอรมน กล่าวว่า มันหวานนาเมะกาตะเป็นสินค้า GI ที่มีชื่อเสียงของประเทศญี่ปุ่น มีหลายสายพันธุ์ เช่น เบนิอาซึมะ เบนิฮารุกะ นารุโตะคิงโตคิ ซีลสวีท คุริโคกาเนะ เบนิโคกาเนะ เป็นต้น เนื้อมีสีเหลืองมีปริมาณน้ำตาลสูง รสชาติหวานอร่อย เนื้อสัมผัสนุ่ม เมื่อนำไปเผาจะมีกลิ่นหอมเป็นเอกลักษณ์ สามารถนำไปเป็นส่วนผสมของขนมและผลิตภัณฑ์อาหารหลากหลายชนิด จึงมีแนวโน้มการผลิตเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง คุณภาพของมันหวานนาเมะกาตะเป็นผลมาจากปัจจัยทางภูมิศาสตร์โดยตรง โดยพื้นที่แหล่งผลิตตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ของจังหวัดอิบารากิ บริเวณรอบทะเลสาบคาซึมิกาอุระและทะเลสาบคิตาอุระ ซึ่งมีธรรมชาติอุดมสมบูรณ์ สภาพอากาศค่อนข้างอบอุ่น และดินระบายน้ำได้ดี เหมาะสำหรับการปลูกมันหวานเป็นอย่างยิ่ง

 

มันหวานนาเมะกาตะถือเป็นตัวอย่างความสำเร็จของการยกระดับสินค้าเกษตรผ่านระบบ GI ที่ผู้ประกอบการในพื้นที่ให้ความสำคัญตั้งแต่การคัดเลือกและปรับปรุงพันธุ์ การดูแลแปลงเพาะปลูก ตลอดจนการควบคุมคุณภาพการผลิตอย่างพิถีพิถัน โดยผู้ประกอบการจะต้องปฏิบัติตามมาตรฐานการเพาะปลูกมันเทศที่สภาจังหวัดอิบารากิกำหนดอย่างเคร่งครัด มีการบริหารจัดการผลผลิตหลังการเก็บเกี่ยวอย่างเป็นระบบผ่านกระบวนการบ่มและเก็บรักษาในช่วงเวลาที่เหมาะสม เพื่อรักษาคุณภาพและรสชาติ พร้อมนำจุดเด่นด้านอัตลักษณ์ความแตกต่างมาสร้างแบรนด์สินค้าสู่ตลาดระดับพรีเมียม ปัจจุบันผู้ประกอบการสามารถผลิตมันหวานนาเมะกาตะได้สูงถึง 20,728 ตันต่อปี คิดเป็นมูลค่า 4,718 ล้านเยน หรือประมาณ 940 ล้านบาท โดยมีตลาดส่งออกสำคัญ ได้แก่ มาเลเซีย ไทย สิงคโปร์ แคนาดา ฝรั่งเศส และเยอรมนี สะท้อนศักยภาพด้านการแข่งขันและการบริหารจัดการสินค้าที่ได้มาตรฐาน สามารถขยายตลาดไปยังประเทศที่มีกำลังซื้อสูงทั่วโลก

นางอรมน กล่าวเพิ่มเติมว่า กรมทรัพย์สินทางปัญญาเตรียมนำโมเดลการบริหารจัดการ GI แบบครบวงจรของญี่ปุ่น ทั้งด้านการควบคุมคุณภาพสินค้า การบริหารจัดการหลังการเก็บเกี่ยว และการวางกลยุทธ์การตลาดระดับพรีเมียม มาประยุกต์ใช้กับสินค้า GI ไทยที่มีศักยภาพ อาทิ สินค้าในกลุ่มกาแฟ มะพร้าวน้ำหอม ส้มโอ สับปะรด เป็นต้น เพื่อยกระดับสินค้าเกษตรทั่วไปสู่สินค้าเกษตรมูลค่าสูง โดยตั้งเป้าเพิ่มมูลค่าสินค้า GI ไทยในตลาดต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง ขยายช่องทางจำหน่ายในตลาดที่มีกำลังซื้อสูง และเสริมสร้างศักยภาพการแข่งขันของสินค้า GI ไทยในตลาดโลก



ทั้งนี้ กรมฯ จะเดินหน้าผลักดันสินค้า GI ไทยให้ได้รับความคุ้มครองในต่างประเทศ และต่อยอดความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อขยายโอกาสทางการค้าให้กับผู้ประกอบการไทย โดยปัจจุบัน


ประเทศญี่ปุ่นได้ประกาศขึ้นทะเบียนคุ้มครองสินค้า GI ไทยแล้ว 3 รายการ ได้แก่ กาแฟดอยตุง (เชียงราย) กาแฟดอยช้าง (เชียงราย) และสับปะรดห้วยมุ่น (อุตรดิตถ์) ซึ่งเป็นสินค้าเกษตรคุณภาพสูงที่มีอัตลักษณ์เฉพาะตัว และกรมฯ เตรียมผลักดันสินค้า GI ไทยรายการอื่นๆ ให้ได้รับการขึ้นทะเบียนเพิ่มเติมในอนาคต

ซึ่งการได้รับความคุ้มครองในตลาดสำคัญอย่างญี่ปุ่นจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคว่าจะได้รับสินค้าที่มีคุณภาพตรงใจ และส่งเสริมให้สินค้า GI ไทยสามารถเติบโตในตลาดที่มีกำลังซื้อสูงได้อย่างเข้มแข็งต่อไป

 

------------------

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง โดยฝ่ายสาธารณภัย นำโดยนางสาวเนาวรัตน์ วรรณศิริ หัวหน้าแผนกหน่วยแพทย์สงเคราะห์ชุมชน ออกให้บริการประชาชนโดยไม่มีค่าใช้จ่าย

 มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง โดยฝ่ายสาธารณภัย นำโดยนางสาวเนาวรัตน์ วรรณศิริ หัวหน้าแผนกหน่วยแพทย์สงเคราะห์ชุมชน  ออกให้บริการประชาชนโดยไม่มีค่าใช้จ่าย





















วันอาทิตย์ที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2569 มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ฝ่ายสาธารณภัย นำโดยนางสาวเนาวรัตน์ วรรณศิริ หัวหน้าแผนกหน่วยแพทย์สงเคราะห์ชุมชน พร้อม นายรัชพร ประสงค์ทรัพย์ หัวหน้าแผนกสาธารณภัย นำเจ้าหน้าที่หน่วยแพทย์ เจ้าหน้าที่กู้ชีพ แผนกบรรเทาสาธารณภัย อาสาสมัครหน่วยแพทย์ฯ ร่วมกับ มูลนิธิมหากุศลใต้เต็กเซี่ยงตึ๊ง จังหวัดนครศรีธรรมราช  นำโดย นายวินัย เพ็ชรวิจิตร ประธานกรรมการมูลนิธิมหากุศลใต้เต็กเซี่ยงตึ๊ง, นายโอภาส  ดาวโด่ง รองผู้จักการมูลนิธิฯ, นายพยัพ  อนันต์ หัวหน้าฝ่ายบรรเทาสาธารณภัย  พร้อมเจ้าหน้าที่อาสาสมัครมูลนิธิมหากุศลใต้เต็กเซี่ยงตึ๊ง  ออกหน่วยบริการประชาชนโดยไม่มีค่าใช้จ่าย ณ วัดโทเอก อำเภอพรหมคีรี จังหวัดนครศรีธรรมราช  โดยมีผู้มาใช้บริการทั้งสิ้น 440 ราย ดังนี้

1.ตรวจรักษาโรคทั่วไปพร้อมจ่ายยาฟรี  96   ราย

2.ตรวจวัดระดับน้ำตาลปลายนิ้ว  12   ราย

3.บริการตัดผมชาย-หญิง  49   ราย

4.แจกแว่นสายตาสั้น-สายตายาว  334   ราย

5.แนะนำสุขภาพช่องปากและฟัน  8  ราย                  

6.ถอนฟัน  17   ราย

7.เคลือบฟลูออไรด์เด็ก  71  ราย                                                                

8.แจกสมุดระบายสี พร้อมชุดเครื่องเขียนสำหรับเด็ก  72  ราย                                                              

9.มอบไม้เท้าสำหรับผู้สูงอายุ  6   ราย


กรมวิทยาศาสตร์บริการ ผนึก 4 หน่วยงานรัฐเป็นลมใต้ปีกดันมาตรฐานนวัตกรรมไทยสู่เชิงพาณิชย์

  กรมวิทยาศาสตร์บริการ ผนึก 4 หน่วยงานรัฐเป็นลมใต้ปีกดันมาตรฐานนวัตกรรมไทยสู่เชิงพาณิชย์ วันที่ 9 มีนาคม 2569  กรมวิทยาศาสตร์บริการ (วศ.) ...