วันจันทร์ที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2569

“รอย คอนซูเมอร์ โปรดักส์” เขย่าอุตสาหกรรม OEM ไทย​ ทรานส์ฟอร์มสู่ Strategic Partner ปักธงปั้นแบรนด์ CHILLY รุกตลาดโลกเต็มกำลัง

 “รอย คอนซูเมอร์ โปรดักส์” เขย่าอุตสาหกรรม OEM ไทย​ ทรานส์ฟอร์มสู่ Strategic Partner ปักธงปั้นแบรนด์ CHILLY รุกตลาดโลกเต็มกำลัง

 

กรุงเทพฯ – ท่ามกลางการแข่งขันที่ทวีความเข้มข้นในอุตสาหกรรมรับจ้างผลิต (OEM) ของไทย    ทั้งจากแรงกดดันด้านต้นทุน มาตรฐานสากลที่เข้มงวดขึ้น และพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว บริษัท รอย คอนซูเมอร์ โปรดักส์ จำกัด เดินเกมรุกครั้งสำคัญ ประกาศทรานส์ฟอร์มองค์กรสู่การเป็น “Strategic OEM Partner” อย่างเต็มรูปแบบ ประกาศรายได้ปี 2568 แตะ 470 ล้านบาท พร้อมปักธงปั้นแบรนด์ CHILLY ของบริษัทให้แตะ 100 ล้านบาท ภายในระยะเวลา 3 ปี


นายปิติพงศ์ รอยเรืองพานิช กรรมการผู้จัดการ บริษัท รอย คอนซูเมอร์ โปรดักส์ จำกัด เปิดเผยว่า บริษัทมีจุดเริ่มต้นจากธุรกิจเทรดดิ้งเคมีภัณฑ์สำหรับผลิตภัณฑ์ทำความสะอาด โดยเน้นการจัดหาวัตถุดิบและแบ่งบรรจุส่งต่อให้ร้านค้าและโรงงานขนาดเล็ก ก่อนจะมองเห็นช่องว่างเชิงโครงสร้างของตลาด OEM ไทยในอดีต ซึ่งส่วนใหญ่กำหนดปริมาณการสั่งผลิตขั้นต่ำค่อนข้างสูงในระดับร้อยตันหรือหลายพันชิ้น ส่งผลให้ผู้ประกอบการรายย่อยและเจ้าของแบรนด์เกิดใหม่ไม่สามารถเข้าถึงกำลังการผลิตที่ได้มาตรฐานในต้นทุนที่เหมาะสม


เราจึงตัดสินใจเข้าสู่ธุรกิจ OEM เมื่อกว่า 15 ปีก่อน ซึ่งถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่วางรากฐานการเติบโตของบริษัทมาจนถึงปัจจุบัน โดยตั้งเป้าชัดเจนตั้งแต่ต้นว่าจะไม่เป็นเพียง ‘ผู้รับจ้างผลิต’ แต่ต้องเป็นพันธมิตรทางธุรกิจที่ช่วยสร้างความสำเร็จให้กับแบรนด์” เราไม่ได้มองตัวเองเป็นแค่โรงงาน แต่เป็นพาร์ตเนอร์เชิงกลยุทธ์ที่ช่วยลูกค้าตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ตั้งแต่การคิดสูตร วางตำแหน่งสินค้า คำนวณโครงสร้างต้นทุน ไปจนถึงการขยายตลาด หากลูกค้าเติบโตได้อย่างมั่นคง เราก็จะเติบโตอย่างยั่งยืนไปพร้อมกัน

ปัจจุบัน รอย คอนซูเมอร์ โปรดักส์ พัฒนาศักยภาพสู่การเป็นผู้ผลิต OEM แบบครบวงจร (One-Stop Service) ดูแลลูกค้ากว่า 100 แบรนด์ ครอบคลุมการวิจัยและพัฒนาสูตร (R&D) การออกแบบและพัฒนาบรรจุภัณฑ์ การวิเคราะห์ต้นทุนและกำหนดโครงสร้างราคา การควบคุมคุณภาพ การขอขึ้นทะเบียนผลิตภัณฑ์ ไปจนถึงการให้คำปรึกษาด้านกลยุทธ์ช่องทางจำหน่าย ทั้ง Modern Trade, E-commerce และการส่งออก

นายปิติพงศ์ กล่าวต่อว่า ในปี 2568 บริษัทมีรายได้รวม 470 ล้านบาท แบ่งเป็นรายได้จากธุรกิจ OEM ประมาณ 450 ล้านบาท และรายได้จากแบรนด์ของบริษัทเองประมาณ 20 ล้านบาท โดยสัดส่วนรายได้หลักมาจากกลุ่มเครื่องสำอางและสกินแคร์ 70% ซึ่งเติบโตต่อเนื่องในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา รองลงมาคือกลุ่มผลิตภัณฑ์ในครัวเรือน 15% และธุรกิจเทรดดิ้งวัตถุดิบเคมีภัณฑ์อีก 15% สะท้อนความแข็งแกร่งของพอร์ตธุรกิจที่มีความหลากหลายและสมดุล


อีกปัจจัยความสำเร็จที่สร้างความแตกต่างคือ “ความยืดหยุ่นเชิงระบบ” (Operational Flexibility) โดยเฉพาะการรองรับคำสั่งซื้อที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจากกระแสออนไลน์ หรือที่เรียกว่า “ออเดอร์กระชาก” ซึ่งเป็นความท้าทายสำคัญของแบรนด์ยุคดิจิทัลที่ยอดขายสามารถพุ่งขึ้นภายในข้ามคืนจากกระแสโซเชียล “โรงงานต้องปรับตัวได้เร็วกว่าเดิม เราลงทุนในระบบการวางแผนการผลิต ทีมงาน และซัพพลายเชน เพื่อให้สามารถเพิ่มกำลังการผลิตได้ทันทีโดยไม่กระทบคุณภาพ เพราะความตรงต่อเวลาคือความน่าเชื่อถือของแบรนด์”

ในด้านนวัตกรรม บริษัทให้ความสำคัญกับการวิเคราะห์แนวโน้มตลาดล่วงหน้า โดยทีม Business Development ทำงานร่วมกับทีม R&D อย่างใกล้ชิด แบ่งแผนพัฒนาผลิตภัณฑ์เป็นรอบครึ่งปี เพื่อเตรียมสูตรมาตรฐานรองรับเทรนด์สำคัญ อาทิ ผลิตภัณฑ์กลุ่ม Organic และ Clean Beauty ผลิตภัณฑ์สูตรเฉพาะ (Niche & Formula-Driven) รวมถึงอิทธิพลเทรนด์ความงามจากจีนที่กำลังเติบโตในภูมิภาคเอเชีย“ธุรกิจ OEM ยุคใหม่ต้องคิดล่วงหน้าอย่างน้อยหนึ่งก้าว เราพัฒนาสูตรต้นแบบเตรียมไว้ก่อนตลาดจะมาถึง เพื่อให้ลูกค้าสามารถปรับแต่งและเปิดตัวสินค้าได้ทันจังหวะโอกาสทางธุรกิจ


นายปิติพงศ์ กล่าวปิดท้ายว่า นอกจากรับจ้างผลิตสินค้าแล้ว บริษัทยังได้พัฒนาแบรนด์ของตนเองภายใต้ชื่อ “CHILLY” โดยกำหนดกลยุทธ์ชัดเจนไม่ให้ทับซ้อนกับลูกค้า OEM ในกลุ่มความงาม จึงเลือกโฟกัสกลุ่มผลิตภัณฑ์ดูแลบ้าน (Home Care) เป็นหลัก หนึ่งในผลิตภัณฑ์สำคัญคือ “เจลบอล” (Gel Ball / Laundry Pods) ซึ่งบริษัทเป็นหนึ่งในผู้ผลิตรายแรก ๆ ในประเทศไทยที่มีไลน์การผลิตภายในโรงงานของตนเอง นอกจากนี้ยังพัฒนานวัตกรรมน้ำยาทำความสะอาดกึ่งสำเร็จรูปภายใต้แนวคิด “เติมน้ำแล้วใช้ได้เลย” เพื่อลดต้นทุนการขนส่งและเพิ่มประสิทธิภาพด้านโลจิสติกส์



บริษัทตั้งเป้ายอดขายแบรนด์ CHILLY แตะ 100 ล้านบาทภายใน 3 ปี โดยมุ่งเน้นการขยายตลาดต่างประเทศเป็นหลัก ทั้งในเวียดนาม ฟิลิปปินส์ ลาว กัมพูชา อินเดีย บังกลาเทศ ตะวันออกกลาง และจีน โดยอาศัยจุดแข็งด้านภาพลักษณ์ “Made in Thailand” ซึ่งยังคงได้รับความเชื่อมั่นสูง โดยเฉพาะในกลุ่มผลิตภัณฑ์ความงามและดูแลผิว

“เราเชื่อว่าผู้ผลิตไทยมีศักยภาพแข่งขันในระดับภูมิภาคและระดับโลกได้ หากมีทั้งมาตรฐานสากล ความรวดเร็วในการปรับตัว และวิสัยทัศน์ที่ชัดเจน พร้อมเปิดรับพันธมิตรทางธุรกิจที่ต้องการเติบโตอย่างมั่นคง และสร้างแบรนด์ให้แข็งแรงในระยะยาวไปด้วยกัน”

จากธุรกิจเทรดดิ้งขนาดเล็ก สู่ผู้ผลิต OEM รายได้เกือบ 500 ล้านบาท และการวางยุทธศาสตร์รุกตลาดโลกอย่างเป็นระบบ รอย คอนซูเมอร์ โปรดักส์ กำลังสะท้อนภาพผู้ประกอบการไทยยุคใหม่ที่ไม่ได้แข่งขันกันด้วยกำลังการผลิตเพียงอย่างเดียว แต่แข่งขันด้วยกลยุทธ์ ความเข้าใจตลาด และความสามารถในการเติบโตเคียงข้างพันธมิตรทางธุรกิจอย่างแท้จริง พร้อมก้าวสู่บทบาทสำคัญในห่วงโซ่อุตสาหกรรมความงามและสินค้าอุปโภคบริโภคของภูมิภาคในอนาคตอันใกล้

สำหรับผู้ประกอบการที่สนใจ สามารถพบกับบริษัทได้ที่งาน Cosmopack CBE ASEAN Bangkok 2026 ซึ่งจัดขึ้นภายใต้งาน Cosmoprof CBE ASEAN Bangkok 2026 งาน B2B ในประเทศไทยเพื่อขยายโอกาสทางธุรกิจความงามในตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยมีกำหนดจัดงานระหว่างวันที่ 24–26 มิถุนายน 2569 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กรุงเทพฯ สอบถามข้อมูลและลงทะเบียนเข้าร่วมงานเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ cosmoprof.com และ Facebook: Cosmoprof CBE ASEAN Bangkok

งานวิจัยบุหรี่ไฟฟ้ายังเสียงแตก ผู้เชี่ยวชาญย้ำ “การเลิกสูบ” ยังเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด

 งานวิจัยบุหรี่ไฟฟ้ายังเสียงแตก ผู้เชี่ยวชาญย้ำ “การเลิกสูบ” ยังเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด

ประเด็นความอันตรายของการใช้บุหรี่ไฟฟ้ายังคงเป็นหัวข้อที่มีการถกเถียงในวงการสาธารณสุขอย่างมาก โดยเฉพาะในประเทศไทยที่ผลิตภัณฑ์นี้เป็นสินค้าผิดกฎหมาย ศ.เกียรติคุณ นพ.ประกิต วาทีสาธกกิจ เลขาธิการมูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ เคยให้ความเห็นว่า “เท่าที่มีหลักฐานถึงขณะนี้ บุหรี่ไฟฟ้ามีอันตรายน้อยกว่าบุหรี่ธรรมดา แต่ผลกระทบต่อสุขภาพระยะยาวยังไม่ทราบ และไม่ใช่ผลิตภัณฑ์ที่ช่วยลดการสูบบุหรี่ได้เพราะยังมีนิโคตินซึ่งเป็นสารเสพติดที่มีอานุภาพรุนแรง” ด้านกรมควบคุมโรคเผยว่าผลการศึกษาของมหาวิทยาลัยจอห์นส์ ฮอปกินส์ สหรัฐอเมริกา ตรวจพบสารพิษกลุ่มโลหะหนักในน้ำยาบุหรี่ไฟฟ้าและละอองไอจากการสูบ ซึ่งเป็นอันตรายต่อสุขภาพอย่างมาก พร้อมย้ำเตือนประชาชน ลด ละ เลิก การใช้ผลิตภัณฑ์ยาสูบทุกชนิด

ในขณะที่การศึกษาล่าสุดที่เผยแพร่ในวารสารวิชาการด้านโรคหัวใจและหลอดเลือดระดับนานาชาติ European Heart Journal (EHJ) ซึ่งเป็นงานวิจัยจากประเทศเกาหลีใต้ที่ศึกษาพฤติกรรมการสูบบุหรี่ของผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจหลังได้รับการรักษาด้วยการขยายหลอดเลือดหัวใจด้วยบอลลูนและใส่ขดลวด  (Percutaneous Coronary Intervention : PCI) หรือที่เรียกกันทั่วไปว่า “การทำบอลลูน” พบว่าการปรับพฤติกรรมการสูบบุหรี่สัมพันธ์กับความเสี่ยงโรคหัวใจที่ลดลง 

การศึกษาครั้งนี้ใช้ข้อมูลจากฐานข้อมูล Korean National Health Insurance โดยติดตามผู้ป่วยจำนวน 17,973 ราย ที่เคยสูบบุหรี่และได้รับการทำ PCI แล้วติดตามพฤติกรรมการสูบหลังการรักษา ผู้ป่วยถูกแบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ ผู้ที่ยังคงสูบบุหรี่แบบเผาไหม้ ผู้ที่เลิกสูบบุหรี่ได้สำเร็จและผู้ที่เปลี่ยนไปใช้บุหรี่ไฟฟ้า

จากการติดตามผลเฉลี่ยประมาณ 2.4 ปี พบว่า 49.8% ยังคงสูบบุหรี่แบบเดิม 40.7% สามารถเลิกสูบบุหรี่ได้ ส่วน 9.4% เปลี่ยนไปใช้บุหรี่ไฟฟ้า เมื่อวิเคราะห์เหตุการณ์ไม่พึงประสงค์ทางหัวใจและหลอดเลือดรุนแรง (Major Adverse Cardiac Events : MACE) พบว่ากลุ่มที่ยังสูบบุหรี่แบบเดิมมีอัตราเกิดเหตุการณ์ 17% กลุ่มที่เลิกสูบบุหรี่ 13.4% ส่วนกลุ่มที่เปลี่ยนไปใช้บุหรี่ไฟฟ้าเพียงอย่างเดียวลดลงเหลือประมาณ 10%

ผลการศึกษาชี้ว่า การเลิกสูบบุหรี่หรือการเปลี่ยนพฤติกรรมโดยการใช้บุหรี่ไฟฟ้าทดแทนมีความสัมพันธ์กับความเสี่ยงภาวะแทรกซ้อนทางหัวใจที่ลดลง เมื่อเทียบกับการสูบบุหรี่แบบเผาไหม้อย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม นักวิจัยเน้นย้ำว่า แนวทางที่ดีที่สุดสำหรับผู้ป่วยโรคหัวใจยังคงเป็น การเลิกสูบบุหรี่โดยสิ้นเชิง

นักวิจัยยังระบุเพิ่มเติมว่า การศึกษานี้เป็น การศึกษาประเภทสังเกตการณ์ (observational study) จึงยังไม่สามารถสรุปความสัมพันธ์เชิงเหตุและผลได้อย่างเด็ดขาด และยังต้องมีการศึกษาทางคลินิกเพิ่มเติมเพื่อยืนยันผลลัพธ์ในระยะยาว นอกจากนี้ ผู้วิจัยยังย้ำว่า ผลการศึกษานี้ ไม่ได้หมายความว่าบุหรี่ไฟฟ้าปลอดภัย โดยเฉพาะสำหรับผู้ที่ไม่เคยสูบบุหรี่มาก่อน


สุดท้ายแล้ว เรื่องของบุหรี่ไฟฟ้าก็คงยังไม่มีคำตอบที่ชัดเจน สังคมจึงจำเป็นที่จะต้องพิจารณาข้อมูลอย่างรอบด้าน แต่สิ่งที่ทราบกันแน่นอนคือ การสูบบุหรี่ถือเป็นหนึ่งในปัจจัยเสี่ยงสำคัญของโรคหัวใจและหลอดเลือด แนวทางที่ดีที่สุดสำหรับสุขภาพยังคงเป็น การเลิกสูบบุหรี่ทุกประเภท


ปรมาณูเพื่อสันติ กระทรวง อว. คว้าผลประเมิน ปปท. “ดีเยี่ยม” ระบบบริหารความเสี่ยงการทุจริต ตอกย้ำผลงานการบริหาร “โปร่งใส สุจริต มีคุณภาพ” ยกระดับมาตรฐานกำกับดูแลนิวเคลียร์และรังสีของประเทศ

 ปรมาณูเพื่อสันติ กระทรวง อว. คว้าผลประเมิน ปปท.  “ดีเยี่ยม” ระบบบริหารความเสี่ยงการทุจริต ตอกย้ำผลงานการบริหาร “โปร่งใส สุจริต มีคุณภาพ” ยกระดับมาตรฐานกำกับดูแลนิวเคลียร์และรังสีของประเทศ

สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ (ปส.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) คว้าผลประเมินเชิงคุณภาพระบบบริหารจัดการความเสี่ยงการทุจริต (Corruption Risk Management Systems: CRMS) ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 ระดับ “ดีเยี่ยม (Excellent)” จากสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) สะท้อนถึงการดำเนินงานด้านการบริหารความเสี่ยงการทุจริตที่มีประสิทธิภาพ โปร่งใส และเป็นไปตามหลักธรรมาภิบาลของภาครัฐ 

นายแพทย์รุ่งเรือง กิจผาติ อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์บริการ และรักษาราชการแทนเลขาธิการ ปส. กล่าวว่า “ผลการประเมินระดับดีเยี่ยมในระบบบริหารจัดการความเสี่ยงการทุจริต (CRMS) ครั้งนี้ ถือเป็นอีกหนึ่งความสำเร็จที่สะท้อนถึงความตั้งใจของบุคลากร ปส. ทุกคน ในการยกระดับมาตรฐานการบริหารงานภาครัฐให้มีความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และเป็นไปตามหลักธรรมาภิบาล โดยเฉพาะในภารกิจด้านการกำกับดูแลความปลอดภัยทางนิวเคลียร์และรังสี ซึ่งเป็นงานที่ต้องอาศัยความเชื่อมั่นจากสังคม เราจะยังคงพัฒนาระบบการบริหารความเสี่ยงและการป้องกันการทุจริตอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้การดำเนินงานของ ปส. มีประสิทธิภาพ โปร่งใส และเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติและประชาชนสูงสุด

ผลการประเมินดังกล่าวเป็นการพิจารณาจากกระบวนงานที่สำคัญของหน่วยงาน ซึ่งในช่วงปีงบประมาณที่ผ่านมา ปส. ได้รับคะแนนในระดับดีเยี่ยมอย่างต่อเนื่อง อาทิ การพิจารณาอนุญาตเกี่ยวกับเครื่องกำเนิดรังสี และการตรวจสอบวัสดุกัมมันตรังสีและวัสดุนิวเคลียร์ทางอุตสาหกรรม ซึ่งเป็นภารกิจสำคัญด้านการกำกับดูแลความปลอดภัยทางนิวเคลียร์และรังสีของประเทศ 


การได้รับผลการประเมินระดับดีเยี่ยมในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของ ปส. ในการพัฒนาระบบการบริหารจัดการภายในให้มีความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และมีมาตรการป้องกันความเสี่ยงต่อการทุจริตในกระบวนงานที่สำคัญอย่างเป็นระบบ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ประชาชนและสังคมในระยะยาวต่อไป

กรมวิทยาศาสตร์บริการ ลุยพื้นที่ภาคใต้แนะนำการผู้ประกอบการสร้างโอกาสพัฒนาธุรกิจด้วยมาตรฐานผลิตภัณฑ์

 กรมวิทยาศาสตร์บริการ ลุยพื้นที่ภาคใต้แนะนำการผู้ประกอบการสร้างโอกาสพัฒนาธุรกิจด้วยมาตรฐานผลิตภัณฑ์

     วันที่ 10-14 มีนาคม 2569 กรมวิทยาศาสตร์บริการ (วศ.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดย สถาบันพัฒนามาตรฐานและตรวจสอบรับรอง (สมต.) ลงพื้นที่จังหวัดชุมพรและจังหวัดนครศรีธรรมราช เพื่อพบปะผู้ประกอบการผลิตภาชนะเซรามิกที่ใช้กับอาหารด้านหัตถอุตสาหกรรม เพื่อประชาสัมพันธ์และเชิญชวนผู้ประกอบการเข้าร่วมโครงการพัฒนาคุณภาพผลิตภัณฑ์ให้ได้มาตรฐาน

      ทีมนักวิทยาศาสตร์ วศ. ได้มีโอกาสพบปะแนะนำผู้ประกอบการหลายแห่ง อาทิ ศ.หลังสวน เบญจรงค์ Araya clay and craft ฯลฯ เพื่อสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับการพัฒนามาตรฐานผลิตภัณฑ์ การยกระดับคุณภาพสินค้า ตลอดจนให้คำแนะนำด้านการตรวจประเมินสถานประกอบการ และการพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการให้สามารถแข่งขันในตลาดได้อย่างยั่งยืน

      นอกจากนี้ ยังเป็นการเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการในพื้นที่ได้รับข้อมูลเกี่ยวกับการสนับสนุนจากภาครัฐทั้งด้านองค์ความรู้ มาตรฐานผลิตภัณฑ์ และการส่งเสริมการตลาด ซึ่งจะช่วยเพิ่มมูลค่าให้กับผลิตภัณฑ์หัตถอุตสาหกรรม ประเภทภาชนะเซรามิกที่ใช้กับอาหาร สร้างรายได้ให้กับท้องถิ่นในระยะยาว ตลอดจนสร้างเครือข่ายความร่วมมือกับผู้ประกอบการในภูมิภาคเพื่อยกระดับผลิตภัณฑ์ของไทยให้มีคุณภาพและมาตรฐานมากยิ่งขึ้น

#กรมวิทยาศาสตร์บริการ #กระทรวงการอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์วิจัยและนวัตกรรม #MHESI #กระทรวงอว #อว #วิจัยและนวัตกรรม #อุดมศึกษา #ลงพื้นที่ #ภาคใต้ #เซรามิก

ยุงค์ไฮน์ริช เปิดตัวแบรนด์ใหม่ ‘AntOn by Jungheinrich’ ในประเทศไทย มุ่งตอบโจทย์ธุรกิจที่เน้นความคุ้มค่าและประสิทธิภาพสูงสุด

 ยุงค์ไฮน์ริช เปิดตัวแบรนด์ใหม่ ‘AntOn by Jungheinrich’ ในประเทศไทย มุ่งตอบโจทย์ธุรกิจที่เน้นความคุ้มค่าและประสิทธิภาพสูงสุด

บริษัท ยุงค์ไฮน์ริช ลิฟท์ ทรัค จำกัด หรือ ยุงค์ไฮน์ริช ประเทศไทย จัดงานเปิดตัวผลิตภัณฑ์รถยกภายใต้แบรนด์ใหม่ AntOn by Jungheinrich (แอนทอน บาย ยุงค์ไฮน์ริช) ที่ถูกสร้างขึ้นภายใต้แนวคิดที่เน้นด้านความคุ้มค่าในการใช้งานได้อย่างสูงสุด และเพื่อตอบสนองความต้องการที่หลากหลายของตลาดการจัดการวัสดุ และอุตสาหกรรมโลจิสติกส์ทั้งในประเทศและภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก

งานเปิดตัวครั้งนี้ถือเป็นครั้งแรกในประเทศไทย โดยมีการเผยโฉม กลุ่มผลิตภัณฑ์รถยกที่เปี่ยมด้วยสมรรถนะ ครอบคลุมการใช้งานยกย้ายหลากหลายขนาดทั้ง 1.5, 2.0, 3.0 และ 3.5 ตัน ซึ่งรถยกเหล่านี้ได้รับการออกแบบทางวิศวกรรมมาโดยเฉพาะเพื่อเติมเต็มช่องว่างในกลุ่มรถยกอุตสาหกรรม โดยนำเสนอโซลูชันที่มีประสิทธิภาพ ใช้งานง่าย และคุ้มค่า โดยไม่ลดทอนคุณภาพของตัวรถหรือมาตรฐานการบริการลูกค้า


โซลูชันที่ใช่ ในเวลาที่เหมาะสม

การเปิดตัว AntOn เป็นการตอบสนองโดยตรงต่อสภาวะการแข่งขันที่เข้มขันทั้งตลาดอุตสาหกรรมในประเทศและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ท่ามกลางสถานการณ์เศรษฐกิจที่ผันผวน ความต้องการรถยกที่ “เน้นประสิทธิภาพด้านราคาและให้คุ้มค่า”  ทั้งมีคุณสมบัติทนทาน และดูแลรักษาง่ายนั้นมีเพิ่มสูงขึ้นอย่างไม่เคยมีมาก่อน

“AntOn by Jungheinrich ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อให้ลูกค้าได้ใช้งานรถยกที่แข็งแกร่ง ทนทาน และคุ้มค่า โดยยังคงได้รับการบริการ และอะไหล่แท้จากยุงค์ไฮน์ริช ซึ่งสิ่งนี้จะช่วยให้ลูกค้ามีทางเลือกที่หลากหลายมากขึ้น โดยไม่ต้องกังวลเรื่องคุณภาพ หรือการบริการหลังการขาย” Mr. Bart Sprangers กรรมการผู้จัดการ บริษัท ยุงค์ไฮน์ริช ลิฟท์ ทรัค จำกัด กล่าว

นวัตกรรมที่มาพร้อมความยั่งยืน

แนวคิดสำคัญของกลุ่มผลิตภัณฑ์ AntOn คือการพัฒนาเทคโนโลยี Li-ion (ลิเธียมไอออน) เพื่อสอดรับกับการเปลี่ยนผ่านการใช้พลังงานเดิมสู่พลังงานสะอาดทั่วโลก โดย AntOn มอบข้อดีดังนี้:

- การดำเนินงานที่ไร้ภาระการบำรุงรักษา: ช่วยลดเวลาที่รถยกต้องหยุดทำงานและลดต้นทุนด้านค่าแรง

- ผลประโยชน์ด้านความคุ้มค่าระยะยาว: ช่วยลดการใช้พลังงานและยืดอายุการใช้งานของแบตเตอรี่

- การใส่ใจผู้ปฏิบัติงานและสิ่งแวดล้อม: รถยกปล่อยมลพิษเป็นศูนย์ (Zero emissions) และออกแบบตามหลักสรีรศาสตร์เพื่อความปลอดภัยในการทำงาน

มาตรฐานวิศวกรรมเยอรมัน สู่ความเป็นเลิศในระดับท้องถิ่น

แม้จะมุ่งเน้นที่ความคุ้มค่า แต่ AntOn ยังคงดีเอ็นเอของแบรนด์ที่ออกแบบโดยวิศวกรรมเยอรมัน ยุงค์ไฮน์ริช ประเทศไทย มุ่งมั่นที่จะมอบการสนับสนุนระดับพรีเมียมเพื่อให้ธุรกิจของลูกค้าดำเนินไปได้อย่างต่อเนื่อง เพราะในยุคเศรษฐกิจที่ “เวลาทุกนาทีล้วนเป็นสิ่งมีค่า” ยุงค์ไฮน์ริชสัญญาว่าจะมอบเครือข่ายบริการที่รวดเร็วเพื่อป้องกันการหยุดชะงักของธุรกิจให้กับลูกค้าของเรา ซึ่งนอกจากความหลากหลายของรถยกที่จำหน่ายแล้ว ยุงค์ไฮน์ริชยังมีบริการทางเลือกการลงทุนที่ยืดหยุ่น รวมถึง บริการเช่า (Rental) ที่สามารถปรับให้เหมาะสมกับงบประมาณเฉพาะของแต่ละธุรกิจในท้องถิ่นได้

ขยายเครือข่าย: เปิดรับพันธมิตรทางธุรกิจ

เพื่อบรรลุเป้าหมายส่วนแบ่งการตลาดที่ตั้งไว้ ยุงค์ไฮน์ริชกำลังเปิดรับตัวแทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการและพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ทั่วประเทศไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเรามองหาพันธมิตรที่มีวิสัยทัศน์เดียวกันในการทำงานเป็นทีมและมีความมุ่งมั่นที่จะประสบความสำเร็จ และร่วมกันนำ AntOn เข้าสู่ทุกศูนย์กลางอุตสาหกรรมในภูมิภาค

วิสัยทัศน์สู่ปี 2030 (Strategy 2030+)

การเปิดตัว AntOn by Jungheinrich ถือเป็นก้าวสำคัญภายใต้กลยุทธ์ Strategy 2030+ ของบริษัท ในการทำให้โซลูชันการจัดการวัสดุคุณภาพสูงเข้าถึงกลุ่มธุรกิจที่กว้างขึ้น ยุงค์ไฮน์ริชตอกย้ำความมุ่งมั่นในการเป็นผู้ให้บริการโซลูชันแบบครบวงจร สำหรับภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกอย่างแท้จริง

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ AntOn by Jungheinrich ได้ที่: www.jungheinrich.co.th

สนใจร่วมเป็นตัวแทนจำหน่าย AntOn ติดต่อเราโดยตรงที่: JoinAntOn@jungheinrich.com.sg

เกี่ยวกับ ยุงค์ไฮน์ริช (About Jungheinrich)

ในฐานะหนึ่งในผู้นำระดับโลกด้านโซลูชันการจัดการวัสดุ ยุงค์ไฮน์ริชได้มุ่งมั่นพัฒนาผลิตภัณฑ์และโซลูชันที่เป็นนวัตกรรมและยั่งยืนสำหรับอุปกรณ์ขนย้ายวัสดุและสินค้ามานานกว่า 70 ปี ในฐานะผู้บุกเบิกในอุตสาหกรรม บริษัทจดทะเบียนที่บริหารงานแบบครอบครัวแห่งนี้มีความตั้งใจอย่างแน่วแน่ในการสร้างสรรค์ "คลังสินค้าแห่งอนาคต"

ในปีงบประมาณ 2567 ยุงค์ไฮน์ริชและพนักงานกว่า 21,000 คนทั่วโลก ร่วมกันสร้างรายได้รวมถึง 5.4 พันล้านยูโร โดยมีเครือข่ายครอบคลุมทั่วโลก ประกอบด้วยโรงงานผลิต 12 แห่ง รวมถึงบริษัทตัวแทนจำหน่ายและบริการใน 42 ประเทศ สำหรับในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก (APAC) บริษัทมีหน่วยงานขายตรง 7 แห่ง และครอบคลุมอีกกว่า 14 ประเทศผ่านพันธมิตรทางธุรกิจ ภายใต้การสนับสนุนของทีมงานมืออาชีพทั้งในส่วนของการดูแลลูกค้าหลัก (Key Account) และผู้เชี่ยวชาญด้านบริการหลังการขาย


วันอาทิตย์ที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2569

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ขอเชิญสักการะเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยว จากหาดใหญ่ ประจำปี 2569ณ มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง พลับพลาไชย กรุงเทพฯ

 มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ขอเชิญสักการะเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยว จากหาดใหญ่ ประจำปี 2569ณ มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง พลับพลาไชย กรุงเทพฯ

ระหว่างวันที่ 19 – 22 มีนาคม พ.ศ. 2569 มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ร่วมกับมูลนิธิมิตรภาพสามัคคี (ท่งเซียเซี่ยงตึ๊ง) หาดใหญ่ ขอเชิญศิษยานุศิษย์ และสาธุชนที่เลื่อมใส ร่วมสักการะองค์เจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยวจากหาดใหญ่ องค์หลวงปู่ไต้ฮงโจวซือ องค์ฮกเต็กแป๊ะกง และองค์นาจาไท้จื้อ (เทพโกมินทร์) ณ บริเวณลานสำนักงาน มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง พลับพลาไชย กรุงเทพฯ  โดยในวันพฤหัสบดีที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2569 เวลาประมาณ 17.00 น. คณะเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยวเดินทางถึงกรุงเทพฯ เคลื่อนขบวนผ่านบริเวณวงเวียนโอเดียน ไปตามถนนเยาวราช เจริญกรุง โดยขบวนจะแห่ถึงมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง และเปิดให้ผู้มีจิตศรัทธาเข้าสักการะ เวลาประมาณ 18.00 น. และในวันศุกร์ที่ 20 มีนาคม - วันเสาร์ที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2569 มูลนิธิป่อเต็กตึ๊งเปิดให้ผู้มีจิตศรัทธาเข้าสักการะตั้งแต่เวลา 06.00 – 21.00 น. สำหรับวันอาทิตย์ที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2569 เวลาประมาณ 18.00 น. จะมีพิธีส่งเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยวกลับหาดใหญ่

เจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยว เป็นที่รู้จักกันดีในหมู่ชาวจีนและไทยในจังหวัดปัตตานีอย่างดี  เมื่อถึงวันขึ้น 15  ค่ำ เดือนอ้าย หรือวันเพ็ญเดือน 3 ตามจันทรคติของไทย จะมีงานฉลองสมโภชเจ้าแม่ ซึ่งจัดเป็นงานฉลองใหญ่ทุกปี ท่านที่เดินทางไปจังหวัดปัตตานีสามารถไปสักการะได้ที่  ศาลเล่งจูเกียง  ถนนอาเนาะรู  อำเภอเมือง ซึ่งมีรูปจำลองของเจ้าแม่ประดิษฐานอยู่ ที่สุสานของเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยวนั้น   มีชาวปัตตานีได้มากราบไหว้  และ บนบานศาลกล่าว   ปรากฏว่าต่างก็สมหวังไปตาม ๆ กัน ผู้คนจึงร่ำลือโจษจันไปทั่วปรากฏว่ามีผู้คนหลั่งไหลมาจากทุกสารทิศ

ในทุกๆ ปี  ตั้งแต่วันชิวอิก ถึง ชิวสี่ของเดือนที่ 2 ตามปฏิทินจีน หรือ 1 เดือนหลังจากวันตรุษจีน มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ร่วมกับ  มูลนิธิมิตรภาพสามัคคี (ท่งเซียเซี่ยงตึ๊ง) หาดใหญ่ กำหนดอัญเชิญองค์จำลองเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยว จากหาดใหญ่ มาประดิษฐานที่มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง พลับพลาไชย ให้ประชาชนที่เลื่อมใสที่ไม่สะดวกเดินทางไปถึงปัตตานี หรือสงขลา ได้มีโอกาสสักการบูชาทุกปี  โดยในการสักการะเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยว นอกจากเครื่องกระดาษ ธูป-เทียน นัยว่าท่านโปรดผ้าแพรสีแดง- ชมพู และ สร้อยมุก สร้อยมุกนั้นที่ปฏิบัติกันอยู่ก็คือ เมื่อนำสักการะและอธิษฐานต่อองค์เจ้าแม่แล้ว นำไปคล้องที่ศอเจ้าแม่ทั้ง 2 เส้น และนำคืนมา 1 เส้นนำกลับไปบูชาที่บ้าน เพื่อความเป็นสิริมงคล ซึ่งทางมูลนิธิป่อเต็กตึ๊งได้เตรียมของไหว้ต่าง ๆ ประกอบด้วย  - สร้อยมุก 2 เส้น - พวงมาลัย  - ขนมมงคล  - ชุดกระดาษพร้อมธูป-เทียน  ไว้บริการภายในงาน เพื่อความสะดวกของประชาชนที่มาสักการบูชา

.

ติดต่อสอบถาม รวมถึงติดตามข่าวสาร และกิจกรรมงานสาธารณกุศลมูลนิธิป่อเต็กตึ๊งได้ที่ สายด่วนป่อเต็กตึ๊ง 1418,   เว็บไซต์ www.pohtecktung.org ได้ที่ เฟซบุ๊ก แฟนเพจ www.facebook.com/atpohtecktung หรือดูรายละเอียดช่องทางที่สะดวกได้ที่ https://linktr.ee/pohtecktung

.

** มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ช่วยชีวิต รักษาชีวิต สร้างชีวิต **


ศ.เอนก ชูบทบาทมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์วิถีไทย บูรณาการทุนวัฒนธรรมยกระดับงานวิจัยสู่สากล

 ศ.เอนก ชูบทบาทมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์วิถีไทย บูรณาการทุนวัฒนธรรมยกระดับงานวิจัยสู่สากล

โครงการการพัฒนาหลักสูตรเสริมศักยภาพและจรรยาบรรณด้านการวิจัย ในสาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ ภายใต้การสนับสนุนจากสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ได้จัดการอบรมหลักสูตรเสริมศักยภาพและจรรยาบรรณด้านการวิจัยในสาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ ระยะ 2 (The Research Utilizations Program for Social Sciences and Humanities Phase II: RUSH) ระหว่างวันที่ 12-14 มีนาคม 2569 ณ โรงแรมแกรนด์ ริชมอนด์ จังหวัดนนทบุรี โดยมีบุคลากรที่ผ่านการคัดเลือกจากทั่วประเทศเข้าร่วมการอบรมกว่า 41 คน

การอบรมในครั้งนี้ได้รับเกียรติจาก ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ขึ้นกล่าวปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ “สังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ในบริบทไทย: จากรากฐานตะวันตกสู่การสร้างสรรค์ทฤษฎีของเราเอง” ซึ่งให้ความสำคัญกับการพัฒนางานวิจัยในสาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ และส่งเสริมการขยายผลให้เหมาะสมกับบริบทของสังคมไทย เพื่อนำไปใช้ประโยชน์อย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน

ดร.เอนก กล่าวว่าการศึกษาวิจัยในสาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ของไทยในปัจจุบัน ส่วนใหญ่ได้รับอิทธิพลจากองค์ความรู้ของประเทศในโลกตะวันตก ซึ่งช่วงแรกของการเปลี่ยนแปลงสู่ความทันสมัยต้องยอมรับว่าศาสตร์ดังกล่าวเป็นหนึ่งในเครื่องมือสำคัญของการพัฒนาประเทศ อย่างไรก็ดี การยึดถือแนวคิดที่มีตะวันตกเป็นศูนย์กลางก็นำมาซึ่งข้อจำกัดและกับดักทางความคิดหลายประการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริบทของสังคมไทยที่มีความเฉพาะตัวสูง

ประการแรก คือกับดักความเป็นสากลและทัศนคติเชิงเปรียบเทียบ เนื่องจากทฤษฎีทางสังคมศาสตร์ของตะวันตกมักสร้างภาพจำว่าแนวทางของตนเป็น “มาตรฐานสากล” และเป็นหมุดหมายที่โลกทั้งใบต้องเดินตาม ส่งผลให้เกิดอคติในการมองว่าวิถีของตะวันตกคือ “ความก้าวหน้า” และมองวัฒนธรรมอื่นที่แตกต่างออกไปเป็น “ความล้าหลัง” ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว ศาสตร์ตะวันออกหลายอย่างมีความรุ่มรวยทางวัฒนธรรมและมีความก้าวหน้าในมิติของความเป็นมนุษย์ที่หากใช้เลนส์สายตาของชาวตะวันตกอาจมองไม่เห็น

ประการที่สอง คือช่องว่างระหว่างทฤษฎีและพฤติกรรมจริงในสังคมไทย กล่าวคือนักวิจัยไทยมักเผชิญกับสภาวะที่ทฤษฎีตะวันตกไม่สามารถอธิบายพฤติกรรมจริงในสังคมไทยได้ทั้งหมด ตัวอย่างที่ชัดเจนคือหลักการบริหารระบบราชการของ แม็กซ์ เวเบอร์ (Max Weber) นักสังคมวิทยาชาวเยอรมัน หลักการดังกล่าวอธิบายถึงการบริหารงานภาครัฐและองค์กรด้วยความไร้ตัวตน หรือ Impersonalization ที่มุ่งเน้นการปฏิบัติงานตามกฎระเบียบอย่างเคร่งครัด โดยปราศจากอคติส่วนตัว ความสัมพันธ์เชิงเครือญาติ หรืออารมณ์ความรู้สึก เพื่อให้เกิดความเท่าเทียม ความโปร่งใส และประสิทธิภาพสูงสุดในการบริหารระบบราชการ แต่บริบทของสังคมไทยให้ความสำคัญกับ “ตัวบุคคล” การศึกษาวิจัยในการขับเคลื่อนและการบริหารงานในสังคมไทยจึงต้องอาศัยความเข้าใจในมิติของสายสัมพันธ์ทางสังคมและความเอาใจใส่ต่อกันระหว่างบุคคลด้วย

ปาฐกถาพิเศษในครั้งนี้ ยังได้มีการนำเสนอแง่มุมใหม่ของ “ระบบอุปถัมภ์เชิงสร้างสรรค์” ที่ประกอบด้วยคุณธรรมและความใส่ใจ โดยมองว่าระบบอุปถัมภ์ต้องไม่เป็นไปเพื่อรักษาสถานะเดิม แต่ต้องส่งเสริมให้เกิดความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรม ผู้บังคับบัญชาควรต้องเอาใจใส่ดูแลความเจริญก้าวหน้าของผู้ใต้บังคับบัญชา ไม่ใช่เพียงการสั่งการตามหน้าที่เท่านั้น ขณะเดียวกัน การยกย่องให้เกียรติผู้ที่ทำคุณประโยชน์ให้ ถือเป็นกลไกหนึ่งที่สำคัญในการสร้างความร่วมมือที่ยั่งยืนในสังคมไทย

ดร.เอนก ได้ยกกรณีศึกษา “ราชูปถัมภ์” ให้เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของการใช้วัฒนธรรมไทยนำทางศาสตร์สมัยใหม่ กล่าวคือประเทศไทยมีความร่วมมือทางวิชาการกับ เซิร์น (The European Organization for Nuclear Research: CERN) มาอย่างต่อเนื่อง เกิดขึ้นด้วยพระกรุณาธิคุณของ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในการอุปถัมภ์นักวิทยาศาสตร์ ด้วยทรงมีพระราชดําริและทรงเล็งเห็นว่า หากนักวิทยาศาสตร์ไทยได้มีโอกาสทํางานวิจัยร่วมกับเซิร์น ซึ่งเป็นองค์กรวิจัยด้านฟิสิกส์อนุภาคพลังงานสูงชั้นนําระดับโลก ก็จะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของไทยเป็นอันมาก นับเป็นการใช้ระบบอุปถัมภ์แบบไทยในการขยายโอกาสให้กับนักวิจัยไทยสามารถเข้าสู่โครงการวิจัยระดับโลกได้อย่างแยบคาย

สำหรับการพัฒนาข้อเสนอโครงการวิจัย ดร.เอนก ให้มุมมองว่าสังคมไทยมีจุดแข็งคือความใจกว้างและการให้โอกาสคนทุกระดับโดยไม่จำกัดเชื้อชาติหรือสถานะเดิม สะท้อนจากบุคคลสำคัญในระดับรัฐมนตรี องคมนตรี หรือประธานศาลฎีกา ที่หลายท่านมีภูมิหลังมาจากครอบครัวที่ยากจนและมีความแตกต่างทางวัฒนธรรม งานวิจัยไทยจึงควรขยายขอบเขตจากการศึกษาปัญหาความเหลื่อมล้ำไปสู่การศึกษาการเลื่อนชั้นทางสังคม เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและโอกาสใหม่ ๆ ให้กับคนในชาติ

ดร.เอนก กล่าวทิ้งท้ายว่า “หัวใจสำคัญของการพัฒนางานวิจัยในสาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ยุคใหม่ของไทย คือการก้าวข้ามข้อจำกัดของทฤษฎีตะวันตกที่เน้นความเป็นสากลแบบเชิงเดี่ยว และมุ่งเน้นที่การสร้างสรรค์องค์ความรู้ที่เท่าทันต่อพฤติกรรมและอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมของสังคมไทย โดยเฉพาะการปรับเปลี่ยนมุมมองต่อกลไกอุปถัมภ์ที่ประกอบด้วยคุณธรรมและความใส่ใจ ให้กลายเป็น “ทุนทางวัฒนธรรม” ที่สามารถเกื้อหนุนให้เกิดการก้าวกระโดดทางนวัตกรรมและวิชาการในระดับสากลได้”. 

“รอย คอนซูเมอร์ โปรดักส์” เขย่าอุตสาหกรรม OEM ไทย​ ทรานส์ฟอร์มสู่ Strategic Partner ปักธงปั้นแบรนด์ CHILLY รุกตลาดโลกเต็มกำลัง

 “รอย คอนซูเมอร์ โปรดักส์” เขย่าอุตสาหกรรม OEM ไทย​ ทรานส์ฟอร์มสู่ Strategic Partner ปักธงปั้นแบรนด์ CHILLY รุกตลาดโลกเต็มกำลัง   กรุงเทพฯ –...