วันศุกร์ที่ 9 ตุลาคม พ.ศ. 2569

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง จัดพิธีอัญเชิญกิ้วอ๊วงฮุกโจว เปิดมณฑลพิธีภายในศาลเจ้าไต้ฮงกง เนื่องในงานเทศกาลกินเจ ประจำปี 2569 พร้อมจัดบริการอาหารเจแก่สาธุชนฟรี ตั้งแต่วันนี้ - 18 ตุลาคม 2569 ณ มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง พลับพลาไชย กรุงเทพฯ

 มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง จัดพิธีอัญเชิญกิ้วอ๊วงฮุกโจว เปิดมณฑลพิธีภายในศาลเจ้าไต้ฮงกง เนื่องในงานเทศกาลกินเจ ประจำปี 2569 พร้อมจัดบริการอาหารเจแก่สาธุชนฟรี ตั้งแต่วันนี้  - 18 ตุลาคม 2569 ณ มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง พลับพลาไชย กรุงเทพฯ

วันนี้ (วันศุกร์ที่ 9 ตุลาคม พ.ศ. 2569 เวลา 12.45 น.) มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง นำโดย ดร.สุทัศน์ เตชะวิบูลย์ รองประธานกรรมการ เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วย นายจารุรัตน์ คุณัตถานนท์ กรรมการและเหรัญญิก นายสุรพงษ์ เตชะหรูวิจิตร กรรมการและรองเลขาธิการ นายนิพนธ์ ลีละศิธร กรรมการ คณะกรรมการ ผู้ช่วยกรรมการ ร่วมในพิธีอัญเชิญกิ้วอ๊วงฮุกโจว (เทพเจ้า 9 องค์ หรือนัยหนึ่ง คือ ดาวพระเคราะห์ทั้ง 9 ดวง) เปิดมณฑลพิธีงานเทศกาลกินเจ ประจำปี 2569 โดยคณะสงฆ์อนัมนิกาย วัดอุภัยราชบำรุง (วัดญวนตลาดน้อย) โดยมี ศิษยานุศิษย์ สาธุชน เจ้าหน้าที่ และอาสาสมัครมูลนิธิฯ ร่วมในพิธี ณ ภายในศาลเจ้าไต้ฮงกง มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง พลับพลาไชย กรุงเทพฯ







เนื่องในเทศกาลกินเจ ประจำปี 2569 มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ขอเชิญชวนศิษยานุศิษย์และสาธุชนทุกท่าน ร่วมถือศีล อิ่มบุญ อิ่มใจ ศีลกินผัก ละเว้นเนื้อสัตว์ โดยระหว่างวันที่ 9 - 18 ตุลาคม 2569  มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง จัดให้มีบริการอาหารเจ [บรรจุใส่ถุง] แก่ประชาชนฟรี วันละ 2 มื้อ (มื้อเช้า และ กลางวัน) โดยเริ่มบริการตั้งแต่มื้อกลางวันของวันที่ 9 ตุลาคม ณ บริเวณทางเข้าสำนักงานมูลนิธิฯ (ทั้งนี้ มูลนิธิฯ ขอความกรุณาประชาชนผู้เข้ารับบริการอาหารเจนำถุงหิ้ว/ถุงผ้ามาบรรจุอาหารด้วยทุกครั้ง)


นอกจากนี้ ขอเชิญทุกท่านสักการะหลวงปู่ไต้ฮง เพื่อความเป็นสิริมงคล โดยระหว่าง 10-18 ตุลาคม 2569 จะมีพิธีสวดชัยมงคลคาถา ภายในศาลเจ้าไต้ฮงกง โดย คณะสงฆ์อนัมนิกาย วัดอุภัยราชบำรุง (วัดญวนตลาดน้อย) รวมทั้งขอเชิญทำบุญประทีปโคมไฟ (เต็งลั้ง) ถวายหลวงปู่ไต้ฮงเพื่อความเจริญรุ่งเรือง

.

นอกจากนี้ ระหว่างวันที่ 8 – 19 ตุลาคม 2659 ขอเชิญชวนประชาชนชมอุปรากรจีน (งิ้ว) ที่คณะลูกศิษย์หลวงปู่ไต้ฮงจัดถวายรวม 12 คืน ณ บริเวณฝั่งสำนักงาน มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง พลับพลาไชย กรุงเทพฯ


และในวันศุกร์ที่ 16 ตุลาคม 2569 เวลา 18.00 น. มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง กำหนดจัดพิธีเวียนธูปศักดิ์สิทธิ์รอบนอกศาลเจ้าไต้ฮงกง ตั้งจิตอธิษฐานขอพรจากเทพเจ้าเพื่อเป็นสิริมงคล โดยเชื่อว่าเมื่อรับพรจากเทพเจ้าแล้ว จะทำให้จิตใจเบิกบาน ผ่องแผ้ว มีแต่ความสุขความเจริญรุ่งเรือง จึงขอเชิญชวนสาธุชน ร่วมพิธีในวันและเวลาดังกล่าว [ทั้งนี้ เนื่องจากขณะนี้อยู่ในช่วงฤดูฝน ผู้มีจิตศรัทธาที่ประสงค์เข้าร่วมพิธี โปรดตรวจสอบสภาพอากาศก่อนการเดินทาง พร้อมจัดเตรียมอุปกรณ์ เตรียมพร้อมสำหรับการเข้าร่วมพิธี]  

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ขอบุญบารมีหลวงปู่ไต้ฮง (ไต้ฮงกง) ส่งผลให้ท่านและครอบครัว มีความสุขความเจริญตลอดไป


ติดตามข่าวสาร และกิจกรรมการช่วยเหลือของมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้ที่ เฟซบุ๊ก แฟนเพจ facebook.com/atpohtecktung หรือดูรายละเอียดช่องทางที่สะดวกได้ที่ https://linktr.ee/pohtecktung

.

## มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ช่วยชีวิต รักษาชีวิต สร้าง

ไดกิ้น พาอากาศดีเข้าห้องเรียนเด็กเล็ก ผสานความเชี่ยวชาญด้านคุณภาพอากาศร่วมกับ กรมอนามัย จาก “ห้องเรียนปลอดฝุ่น” ต้นแบบ สู่การขยายผลใช้งานจริงเพื่อยกระดับสุขภาพและสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ของเด็กเล็ก

 ไดกิ้น พาอากาศดีเข้าห้องเรียนเด็กเล็ก ผสานความเชี่ยวชาญด้านคุณภาพอากาศร่วมกับ กรมอนามัย จาก “ห้องเรียนปลอดฝุ่น” ต้นแบบ สู่การขยายผลใช้งานจริงเพื่อยกระดับสุขภาพและสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ของเด็กเล็ก

ไดกิ้น (Daikin) ต่อยอดความสำเร็จของโครงการพัฒนาต้นแบบศูนย์การเรียนรู้การปรับปรุงคุณภาพอากาศภายในอาคารศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก หรือ “ห้องเรียนปลอดฝุ่น” ในกรุงเทพมหานคร เชียงราย ระยอง และนครราชสีมา สู่ก้าวต่อไปของการดูแลอากาศในพื้นที่เรียนรู้ของเด็กปฐมวัย ผ่านงานเสวนา ที่จัดขึ้นเมื่อวันที่ 9 ตุลาคม 2569 ณ NEXTOPIA สยามพารากอน กรุงเทพมหานคร ซึ่งไดกิ้นได้นำประสบการณ์และองค์ความรู้จากศูนย์ต้นแบบมาส่งต่อสู่แนวทางการขยายผล โดยมีกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข ร่วมให้มุมมองต่อทิศทางการดูแลคุณภาพอากาศภายในอาคารศูนย์พัฒนาเด็กเล็กในอนาคต

นายวรพงศ์ กียปัจจ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท สยามไดกิ้นเซลส์ จำกัด กล่าวว่า ปัญหาฝุ่น PM2.5 ที่เกิดขึ้นต่อเนื่องในแต่ละปี ทำให้ห้องเรียนของเด็กเล็กต้องปิดประตูและหน้าต่างเป็นเวลานานเพื่อป้องกันฝุ่นจากภายนอก ขณะเดียวกันการระบายอากาศที่ลดลงก็ทำให้ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) สะสมอยู่ภายในห้อง ซึ่งส่งผลต่อความสบายและสมาธิในการเรียนรู้ของเด็ก คุณภาพอากาศภายในห้องเรียนจึงเป็นปัจจัยที่ใกล้ตัวเด็กมากที่สุด และเป็นโจทย์ที่ไดกิ้นในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านอากาศให้ความสำคัญ


ภายใต้แนวคิด “Perfecting the Air” ไดกิ้นมองการดูแลอากาศเป็นระบบที่ทำงานร่วมกัน ตั้งแต่การปรับอากาศ การระบายอากาศ ไปจนถึงการกรองฝุ่นละออง “ไดกิ้นทำงานด้านอากาศมาอย่างยาวนาน และเราให้ความสำคัญกับห้องเรียนของเด็กเล็กเป็นพิเศษ เพราะเด็ก ๆ ใช้เวลาเกือบทั้งวันอยู่ในห้องเรียนในช่วงวัยที่ร่างกายกำลังเติบโต โครงการนี้จึงเป็นการนำความเชี่ยวชาญของไดกิ้นทั้งด้านการปรับอากาศ การระบายอากาศ และการกรองอากาศ มาออกแบบเป็นต้นแบบที่ใช้งานได้จริงในศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก” นายวรพงศ์ กล่าว

ตลอดการดำเนินโครงการ ไดกิ้นร่วมกับหน่วยงานด้านสาธารณสุข หน่วยงานท้องถิ่น และภาควิชาการ พัฒนาศูนย์ต้นแบบรวม 4 แห่ง ใน 4 จังหวัด โดยโมเดลของศูนย์ต้นแบบประกอบด้วยระบบระบายอากาศแบบแลกเปลี่ยนความร้อน ที่กรองฝุ่น PM2.5 ก่อนนำอากาศภายนอกเข้าสู่ห้อง ทำงานร่วมกับระบบปรับอากาศ และเซ็นเซอร์ตรวจวัดคุณภาพอากาศแบบเรียลไทม์ที่ช่วยให้ครูติดตามสภาพอากาศในห้องได้ตลอดวัน พร้อมการอบรมครูและผู้ดูแลให้ใช้งานและดูแลระบบได้ด้วยตนเอง ศูนย์ทั้ง 4 จังหวัดจึงเป็นพื้นที่ที่พร้อมให้หน่วยงานอื่นเข้ามาศึกษาแนวทางการออกแบบ การติดตั้ง รวมไปถึงการดูแลระบบได้จริง

นายวรพงศ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ความสำเร็จของโครงการ เกิดจากการทำงานร่วมกับหน่วยงานในแต่ละพื้นที่ ซึ่งช่วยให้ต้นแบบตอบโจทย์บริบทที่แตกต่างกันได้จริง ปัจจุบันศูนย์ต้นแบบเป็นพื้นที่เรียนรู้ของเด็กกว่า 200 คน และครูผู้ดูแลกว่า 20 คน โดยผลการตรวจวัดพบว่าค่าฝุ่น PM2.5 ภายในห้องเรียนต่ำกว่าภายนอกเฉลี่ย 81% เมื่อเทียบจากฝุ่นภายนอก (อ้างอิงจากศูนย์ฯ ห้วยซ้อ จ.เชียงราย ที่มีค่าฝุ่น PM2.5 ภายนอกสูงถึง 95 micrograms) และระดับ CO2 ภายในห้องเรียนเฉลี่ย อยู่ที่ 618 ppm ซึ่งเป็นไปตามเกณฑ์ของกรมอนามัยเช่นกัน 


นอกจากนี้ ครูยังสามารถตรวจสอบข้อมูลจากเซ็นเซอร์ปรับการดูแลห้องได้ทันทีเมื่อคุณภาพอากาศเปลี่ยนแปลง ขณะที่ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กเทศบาลตำบลห้วยซ้อ จังหวัดเชียงราย ได้รับใบประกาศเกียรติคุณจากกรมอนามัย รับรองเป็น “ห้องเรียนปลอดฝุ่น” ตามเกณฑ์มาตรฐานด้านสุขภาพอนามัยแห่งแรกในภาคเหนือ

ด้าน ดร.จิตติมา รอดสวาสดิ์ ผู้อำนวยการกองประเมินผลกระทบต่อสุขภาพ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า กรมอนามัยให้ความสำคัญกับการสร้างพื้นที่ปลอดภัยจากฝุ่นให้กลุ่มเปราะบาง โดยเฉพาะเด็กเล็ก และได้วางแนวทางการจัดทำห้องปลอดฝุ่นสำหรับบ้านเรือน อาคารสาธารณะ และศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก ไว้เป็นกรอบให้หน่วยงานในพื้นที่นำไปปรับใช้ ต้นแบบที่ทำได้จริงในหลายพื้นที่จึงช่วยให้การนำแนวทางนี้ไปใช้ในศูนย์พัฒนาเด็กเล็กอื่น ๆ มีความชัดเจนมากขึ้น “เด็กเล็กเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากมลพิษทางอากาศได้ง่ายกว่าผู้ใหญ่ กรมอนามัยจึงมุ่งขยายพื้นที่ปลอดภัยจากฝุ่นให้ครอบคลุมสถานที่ที่เด็กเล็กใช้ชีวิตในแต่ละวัน ต้นแบบที่เกิดขึ้นในครั้งนี้แสดงให้เห็นว่าการดูแลคุณภาพอากาศในศูนย์พัฒนาเด็กเล็กทำได้จริงในพื้นที่ และเป็นประโยชน์ต่อการขยายแนวทางนี้ไปยังศูนย์พัฒนาเด็กเล็กอื่น ๆ ต่อไป”

สำหรับก้าวต่อไป ไดกิ้นจะนำประสบการณ์จากศูนย์ต้นแบบไปพัฒนาโมเดลที่เหมาะกับศูนย์พัฒนาเด็กเล็กในพื้นที่ที่หลากหลายมากขึ้น “ศูนย์ต้นแบบทั้ง 4 จังหวัดทำให้เราได้เรียนรู้ว่าแต่ละพื้นที่มีความต้องการแตกต่างกัน ซึ่งการดูแลอากาศให้ได้ผลลัพธ์ที่ดี ต้องทำควบคู่ไปกับการให้ความรู้แก่ครูและผู้ดูแล ไดกิ้นจะนำประสบการณ์เหล่านี้ไปพัฒนาต่อ และพร้อมสนับสนุนให้แนวทางจากศูนย์ต้นแบบ ได้รับการขยายไปถึงศูนย์พัฒนาเด็กเล็กอื่น ๆ ในอนาคต” นายวรพงศ์ กล่าวทิ้งท้าย








โฮมโปร–เมกาโฮม ผนึกกรมการค้าภายใน ร่วม “ไทยช่วยไทย ลดค่าครองชีพ สู้วิกฤตน้ำท่วม”ส่งต่อสินค้ามาตรฐาน–ราคาเป็นธรรม พร้อมบริการช่างช่วยฟื้นฟูบ้าน ลดภาระประชาชนหลังน้ำลด

 โฮมโปร–เมกาโฮม ผนึกกรมการค้าภายใน ร่วม “ไทยช่วยไทย ลดค่าครองชีพ สู้วิกฤตน้ำท่วม”ส่งต่อสินค้ามาตรฐาน–ราคาเป็นธรรม พร้อมบริการช่างช่วยฟื้นฟูบ้าน ลดภาระประชาชนหลังน้ำลด

โฮมโปร และเมกาโฮม เดินหน้าผนึกความร่วมมือกับ กรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของโครงการ “ไทยช่วยไทย ลดค่าครองชีพ สู้วิกฤตน้ำท่วม” ระหว่างเดือนตุลาคม–พฤศจิกายน 2569 สนับสนุนภารกิจช่วยเหลือและฟื้นฟูประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์อุทกภัย มุ่งช่วยลดภาระค่าครองชีพในช่วงหลังน้ำลด ผ่านการเข้าถึง สินค้าที่จำเป็น ได้มาตรฐาน มีคุณภาพ ในราคาที่เป็นธรรม ควบคู่กับการนำความเชี่ยวชาญของ “ช่างโฮมโปร” เข้ามาช่วยดูแล ทำความสะอาด ตรวจเช็ก และฟื้นฟูบ้าน เพื่อให้ประชาชนสามารถกลับมาใช้ชีวิตภายในบ้านได้อย่างปลอดภัยและมั่นใจอีกครั้ง


นางอุไรวรรณ ตันติพิริยะกิจ รองกรรมการผู้จัดการ กลุ่มธุรกิจปฏิบัติการและการตลาด บริษัท โฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ “โฮมโปร” เปิดเผยว่า หลังสถานการณ์น้ำลด หลายครอบครัวต้องเผชิญกับภาระค่าครองชีพที่เพิ่มขึ้น ในการ ทำความสะอาด ซ่อมแซม และจัดหาสิ่งของทดแทน โฮมโปรและเมกาโฮมจึงร่วมสนับสนุนสินค้าที่ตอบโจทย์การฟื้นฟูบ้าน โดยให้ความสำคัญกับ มาตรฐาน คุณภาพ ความปลอดภัย และราคาที่เหมาะสม ครอบคลุมทั้งกลุ่มของใช้จำเป็น อาทิ แผ่น Topper ที่นอนปิกนิก หมอน หมอนข้าง หมอนสุขภาพ ชุดเครื่องนอน ผ้าเช็ดตัว ผ้าห่ม ผ้านวม และพรมประเภทต่างๆ รวมถึงกลุ่มไฟฟ้าและอุปกรณ์สำหรับบ้าน อาทิ ไฟอ่านหนังสือ LED ไฟ Solar สำหรับภายนอกและจัดสวน ไฟเพดานและหลอด LED สวิตช์และอุปกรณ์ไฟฟ้า ตลอดจนปั๊มน้ำอัตโนมัติ เพื่อให้ประชาชนสามารถเลือกซื้อสิ่งของที่จำเป็นต่อการกลับมาใช้ชีวิตและฟื้นฟูบ้านได้อย่างเหมาะสม

นอกจากการช่วยแบ่งเบาภาระค่าครองชีพด้านสินค้าแล้ว โฮมโปร–เมกาโฮม ยังนำศักยภาพของ ช่างโฮมโปร เข้ามาช่วยดูแลบ้านในช่วงหลังน้ำลด ภายใต้โครงการ “โฮมโปร-เมกาโฮม ห่วงใย ร่วมใจฟื้นฟูบ้าน” พร้อมบริการที่ตอบโจทย์ปัญหาหลังน้ำท่วม ตั้งแต่การทำความสะอาดใหญ่ Big Cleaning ลดทันที 10% พร้อมบริการจัดการดินโคลนในราคาพิเศษ 1,500 บาท ระหว่างวันที่ 2–31 ตุลาคม 2569 เพื่อช่วยจัดการคราบสกปรกและดินโคลนที่ตกค้างภายในบ้าน

พร้อมกันนี้ ยังมี บริการตรวจเช็กเครื่องใช้ไฟฟ้า เหมาเหมา 5 รายการ ราคาพิเศษ 990 บาท/แพ็กเกจ ชิ้นถัดไปเหลือชิ้นละ 100 บาท พร้อมรับคูปองส่วนลด 50% สำหรับบริการซ่อมในครั้งถัดไป ระหว่างวันที่ 5–31 ตุลาคม 2569 เพื่อช่วยให้ประชาชนสามารถตรวจสอบสภาพเครื่องใช้ไฟฟ้าที่อาจได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมก่อนนำกลับมาใช้งาน รวมถึงได้รับคำแนะนำจากทีมช่างในการประเมินสภาพบ้านและอุปกรณ์ต่าง ๆ เพื่อเพิ่มความมั่นใจก่อนกลับมาใช้ชีวิตภายในบ้านตามปกติ


ความร่วมมือครั้งนี้สะท้อนการผนึกกำลังระหว่าง ภาครัฐและภาคเอกชนในการช่วยลดภาระค่าครองชีพและดูแลประชาชนอย่างต่อเนื่อง จากช่วงเกิดเหตุภัยพับัติ สู่ช่วงฟื้นฟูบ้านหลังน้ำลด โดยโฮมโปร–เมกาโฮมนำทั้งความเชี่ยวชาญด้านสินค้า โซลูชันเรื่องบ้าน ทีมช่าง และศักยภาพของเครือข่ายสาขา มาร่วมสนับสนุนภารกิจของภาครัฐ เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงทั้ง สินค้ามาตรฐานในราคาที่เป็นธรรม และบริการดูแลบ้านที่จำเป็นในช่วงหลังน้ำลด เพื่อช่วยลดภาระในช่วงหลังวิกฤต และสนับสนุนให้ทุกครอบครัวสามารถกลับมาใช้ชีวิตภายในบ้านได้อย่าง ปลอดภัย มั่นใจ และมีคุณภาพชีวิตที่ดีอีกครั้ง


#โฮมโปรเมกาโฮมห่วงใยร่วมใจฟื้นฟูบ้าน #ไทยช่วยไทยลดค่าครองชีพสู้วิกฤตน้ำท่วม #โฮมโปร #HomePro #เมกาโฮม #MegaHome #ช่างโฮมโปร #ChangHomePro #กรมการค้าภายใน #homepropr

วันพฤหัสบดีที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2569

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง เสริมสร้างอนาคตเด็กไทย มอบทุนการศึกษาในระดับชั้นประถม และทุนฯ ทุกระดับปีสุดท้าย (ทุนสัญจร) แก่เยาวชนที่ประพฤติดีแต่ขาดแคลนทุนทรัพย์ 5 จังหวัดภาคอีสาน รวมงบฯ กว่า 2.25 ล้านบาท

 มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง เสริมสร้างอนาคตเด็กไทย มอบทุนการศึกษาในระดับชั้นประถม และทุนฯ ทุกระดับปีสุดท้าย (ทุนสัญจร) แก่เยาวชนที่ประพฤติดีแต่ขาดแคลนทุนทรัพย์ 5 จังหวัดภาคอีสาน รวมงบฯ กว่า 2.25 ล้านบาท  

วันนี้ (วันพฤหัสบดีที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2569) มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง นำโดย  นายนิพนธ์ ลีละศิธร กรรมการ พร้อมด้วย นายอรัณย์ โตทวด ผู้จัดการใหญ่ นางศิริพร กระจ่างหล้า ผู้จัดการฝ่ายสังคมสงเคราะห์ และนายพิทักษ์พนธ์ ถูกจิตต์ รักษาการหัวหน้าแผนกส่งเสริมการศึกษาและอาชีพ  นำทีมเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่มอบทุนการศึกษาระดับชั้นประถมศึกษา และทุนฯ ทุกระดับปีสุดท้าย (ทุนสัญจร) ประจำปี พ.ศ. 2569 แก่นักเรียน นิสิต นักศึกษา ที่ประพฤติดี แต่ขาดแคลนทุนทรัพย์  5 จังหวัดภาคอีสาน ประกอบด้วย จังหวัดมหาสารคาม กาฬสินธุ์ บุรีรัมย์ และ ชัยภูมิ  โดยมีจังหวัดขอนแก่นเป็นจุดศูนย์กลางในการมอบทุนฯ รวม 53 สถาบัน 265 ทุน รวมเป็นเงินจำนวน 2,255,000 บาท (สองล้านสองแสนห้าหมื่นห้าพันบาทถ้วน) เพื่อสนับสนุนให้เยาวชนได้รับโอกาสทางการศึกษาอย่างเท่าเทียมตามที่มุ่งหวัง เติบโตพร้อมมีวิชาความรู้ สร้างอนาคตของตนเองและครอบครัว เป็นคนดีของสังคมและประเทศชาติ อีกทั้งยังเป็นการช่วยเหลือแบ่งเบาภาระของผู้ปกครอง โดยมี นายยุทธพร พิรุณสาร รองผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่น เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วย คณะกรรมการมูลนิธิจิตกุศลขอนแก่น ร่วมในพิธี ณ โรงเรียนฮั่วเคี้ยววิทยาลัย อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น



การมอบทุนการศึกษาแก่นักเรียน นิสิต และนักศึกษา เยาวชนผู้ขาดแคลนทุนทรัพย์ เป็นหนึ่งในนโยบายหลักของงานสังคมสงเคราะห์ มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ซึ่งดำเนินการมาแล้วเป็นเวลากว่า 51 ปี ในการสนับสนุนให้เยาวชนมีโอกาสเท่าเทียมทางการศึกษา สร้างเยาวชนให้เป็นคนดีของสังคม โดยเมื่อเดือนมิถุนายน 2569 ที่ผ่านมา มูลนิธิฯ ได้ดำเนินการมอบทุนฯ แก่เยาวชนในระดับชั้นประถมศึกษาไปแล้ว 1,500 ทุน  และในเดือนกันยายน  2569 มูลนิธิฯ ได้มอบทุนการศึกษาต่อเนื่อง และทุนการศึกษาในปีสุดท้ายของระดับชั้นมัธยมศึกษา อาชีวศึกษา และอุดมศึกษา รวม 910 ทุน และในวันนี้ (8 ตุลาคม 2569) มูลนิธิฯ มอบทุนการศึกษาในส่วนภูมิภาค  (5 จังหวัดภาคอีสาน)  โดยมีจังหวัดขอนแก่นเป็นจุดศูนย์กลาง รวม 53 สถาบัน

.

รวมงบประมาณการมอบทุนการศึกษาแก่เยาวชน นิสิต นักศึกษา ทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค ประจำปี 2569 เป็นจำนวนเงินทั้งสิ้น 17,870,000 บาท (สิบเจ็ดล้านแปดแสนเจ็ดหมื่นบาทถ้วน)

.

ตลอดระยะเวลากว่า 116 ปีที่ผ่านมา มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง  ได้ขยายขอบข่ายโครงการต่าง ๆ ออกไปอย่างกว้างขวาง ไม่เพียงแต่บำบัดทุกข์ บำรุงสุข แก่ผู้ตกทุกข์ได้ยากโดยไม่จำกัดเชื้อชาติ  ศาสนา   เท่านั้น แต่ยังได้พัฒนาคุณภาพชีวิตอีกในหลาย ๆ ทาง รวมถึงการพัฒนาด้านการศึกษา เพื่อเป็นองค์กรสาธารณกุศลที่ช่วยเหลือประชาชนครบวงจรในทุกๆ ด้าน ดังปณิธานมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง “ช่วยชีวิต รักษาชีวิต สร้างชีวิต”



มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง  ขอขอบพระคุณผู้มีจิตศรัทธาทุกท่านที่ร่วมบริจาคสมทบทุนงานสาธารณกุศลต่างๆ กับทางมูลนิธิฯ “ทุกบาท ทุกสตางค์ ที่ท่านบริจาค สามารถร่วม ช่วยชีวิต รักษาชีวิต และสร้างชีวิต นับล้านชีวิต” 

.

ติดตามข่าวสาร และกิจกรรมการช่วยเหลือของมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้ที่ เฟซบุ๊ก แฟนเพจ facebook.com/atpohtecktung หรือดูรายละเอียดช่องทางที่สะดวกได้ที่ https://linktr.ee/pohtecktung

.

## มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ช่วยชีวิต รักษาชีวิต สร้างชีวิต ##

#แอปพลิเคชันป่อเต็กตึ๊ง1418

#ช่วยจริงอุ่นใจแม้ในนาทีฉุกเฉิน

ไทยเตรียมโชว์ศักยภาพเกษตรไทยแหล่งอาหารของโลก ในงานมหกรรมพืชสวนโลก 2570 ที่โยโกฮามา

 ไทยเตรียมโชว์ศักยภาพเกษตรไทยแหล่งอาหารของโลก ในงานมหกรรมพืชสวนโลก 2570 ที่โยโกฮามา     

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดตัว Thailand Pavilion เตรียมนำศักยภาพ “เกษตรไทย” สู่สายตาโลก ในงาน GREEN×EXPO 2027 ณ เมืองโยโกฮามา ประเทศญี่ปุ่น พร้อมเปิดเว็บไซต์ Thailand Pavilion และนับถอยหลังสู่วันเปิดงาน 19 มีนาคม 2570 ชูแนวคิด “Collaboration with Nature: Caring for Life, Cultivating the Future” ถ่ายทอดเรื่องราวจากผืนดิน เกษตรกร อาหาร พืชสวน นวัตกรรม และความยั่งยืน เชื่อมโอกาสทางการค้า การท่องเที่ยว และความร่วมมือไทย–ญี่ปุ่น

นางสาวปิยะรัฐชย์ ติยะไพรัช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ประเทศไทยมีความพร้อมในการเข้าร่วมงาน International Horticultural Expo 2027 หรือ GREEN×EXPO 2027 มหกรรมพืชสวนนานาชาติระดับ A1 โดยจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 19 มีนาคม–26 กันยายน 2570 ณ เมืองโยโกฮามา ประเทศญี่ปุ่น โดยประเทศไทยเตรียมนำเสนอ Thailand Pavilion ภายใต้แนวคิด “Collaboration with Nature: Caring for Life, Cultivating the Future” หรือ “วิสัยทัศน์ของชีวิตไทยแห่งอนาคต”

การเข้าร่วมงานครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการนำสินค้าเกษตรและพืชสวนไทยไปจัดแสดง แต่เป็นการนำ “เรื่องราวของเกษตรไทย” ไปพบโลก ตั้งแต่ผืนดิน เกษตรกร อาหาร พืชสวน สมุนไพร ภูมิปัญญาท้องถิ่น ไปจนถึงเทคโนโลยีและนวัตกรรม เพื่อสะท้อนให้เห็นว่า ภาคการเกษตรไทยมีทั้งคุณภาพ ความหลากหลาย นวัตกรรม และศักยภาพในการเติบโตอย่างยั่งยืนไปพร้อมกับโลก

“เวทีนี้จะเป็นโอกาสสำคัญในการนำเสนอศักยภาพของประเทศไทยในมิติที่เชื่อมโยงกับอนาคตของโลก 

ทั้งการเกษตร พืชสวน ความหลากหลายทางชีวภาพ อาหาร การรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และนวัตกรรมทางการเกษตรแห่งอนาคต ประเทศไทยกำลังพาเกษตรไทยไปพบโลก เราต้องการให้ผู้คนจากทั่วโลกได้เห็นว่า จากผืนดินไทย เราสามารถสร้างทั้งอาหารคุณภาพ พืชสวนที่มีเอกลักษณ์ สินค้าเกษตรที่มีมาตรฐาน เกษตรกรรุ่นใหม่ที่มีความสามารถ ตลอดจนองค์ความรู้และนวัตกรรมที่สามารถต่อยอดไปสู่อนาคตได้” นางสาวปิยะรัฐชย์กล่าว


GREEN×EXPO 2027 มหกรรมพืชสวนนานาชาติระดับ A1 

งาน International Horticultural Expo 2027 หรือ GREEN×EXPO 2027 เป็นมหกรรมพืชสวนนานาชาติระดับ A1 (World Horticultural Exhibition) ซึ่งเป็นระดับสูงสุดที่ได้รับการรับรองจากสมาคมพืชสวนนานาชาติ (AIPH) และได้รับการรับรองจากองค์การระหว่างประเทศว่าด้วยการจัดงานมหกรรมโลก (BIE) โดยถือเป็นการจัดงานระดับ A1 Class ในประเทศญี่ปุ่นในรอบ 27 ปี

งานครั้งนี้ขึ้นที่เมืองโยโกฮามา จังหวัดคานางาวะ ห่างจากใจกลางกรุงโตเกียวประมาณ 30 กิโลเมตร ภายใต้แนวคิดหลัก “Scenery of the Future for Happiness” คาดว่าจะมีประเทศจากทั่วโลก

เข้าร่วมมากกว่า 175 ประเทศ และมีผู้เข้าชมงานประมาณ 15 ล้านคน แบ่งเป็นผู้ซื้อบัตรเข้าชมมากกว่า 10 ล้านคน และผู้เข้าร่วมงานในส่วนอื่นประมาณ 5 ล้านคน

Thailand Pavilion เปิดมุมมองใหม่ของ “เกษตรไทย”

ประเทศไทยในนามทีมไทยแลนด์ เตรียมนำเสนอ Thailand Pavilion ในรูปแบบ “นิทรรศการ

มีชีวิต” (Living Exhibition) ที่ผสานอัตลักษณ์ไทยเข้ากับเทคโนโลยีและนวัตกรรมการเกษตรสมัยใหม่ ภายใต้แนวคิด “Collaboration with Nature: Caring for Life, Cultivating the Future” หรือ “วิสัยทัศน์

ของชีวิตไทยแห่งอนาคต” บนพื้นที่จัดแสดง 619 ตารางเมตร การจัดแสดงจะไม่ได้มุ่งนำเสนอเพียงสินค้า

และพืชพรรณของไทย แต่จะถ่ายทอดเรื่องราวตั้งแต่ ผืนดิน เกษตรกร อาหาร พืชสวน สมุนไพร เทคโนโลยี นวัตกรรม ไปจนถึงแนวคิดการทำเกษตรอย่างยั่งยืน เพื่อให้ผู้ชมจากทั่วโลกเห็นถึงศักยภาพของประเทศไทยในฐานะแหล่งผลิตอาหารและสินค้าเกษตรคุณภาพ ตลอดจนความสามารถในการผสานภูมิปัญญาท้องถิ่นเข้ากับเทคโนโลยีและนวัตกรรมสมัยใหม่

นางสาวปิยะรัฐชย์ กล่าวว่า โลกกำลังเปลี่ยนแปลง และ “อาหาร การเกษตร สิ่งแวดล้อม” กลายเป็นประเด็นที่ทุกประเทศให้ความสำคัญ ขณะที่ประเทศไทยมีจุดแข็งด้านการเกษตรที่สามารถนำเสนอในระดับโลก ทั้งความหลากหลายของพืชสวนและอาหาร ผลิตภัณฑ์เกษตรคุณภาพสูง เทคโนโลยีและนวัตกรรม ตลอดจนองค์ความรู้ของเกษตรกรไทย

“การไปครั้งนี้จึงไม่ใช่แค่การนำสินค้าไปจัดแสดง แต่คือการนำ ‘เรื่องราวของเกษตรไทย’ 

ไปสู่เวทีโลก ให้โลกได้รู้จักว่าเบื้องหลังอาหารและสินค้าที่มีคุณภาพ คือผืนดิน เกษตรกร องค์ความรู้ 

ภูมิปัญญาของเกษตรกรไทย และนวัตกรรมของคนไทย” นางสาวปิยะรัฐชย์กล่าว


จากผืนดินไทยสู่เวทีโลก

หนึ่งในเรื่องราวสำคัญที่จะนำเสนอในงาน GREEN×EXPO 2027 คือบทบาทของ เกษตรกรรุ่นใหม่ หรือ Young Smart Farmer (YSF) ซึ่งเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนและเปลี่ยนผ่านภาคการเกษตรไทย โดยจะนำเสนอการผสานภูมิปัญญาและประสบการณ์จากท้องถิ่นเข้ากับ Smart Farming เทคโนโลยี 

การบริหารจัดการฟาร์มสมัยใหม่ และแนวคิดด้านความยั่งยืน

ขณะเดียวกัน Thailand Pavilion จะสะท้อนความหลากหลายของพืชสวนไทย อาหาร ผลไม้ สมุนไพร และสินค้าเกษตรคุณภาพ รวมถึงองค์ความรู้ด้านการผลิตที่สามารถตอบโจทย์ความท้าทายของโลก ทั้งการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ความมั่นคงทางอาหาร และการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ เป้าหมายสำคัญคือการทำให้คำว่า “Thai Agriculture” (การเกษตรไทย) มีความหมายมากกว่า “แหล่งผลิต” แต่สะท้อนภาพภาคการเกษตรที่มีทั้ง คุณภาพ นวัตกรรม ความหลากหลาย และความยั่งยืน ผ่านประเด็นที่โลกให้ความสนใจ อาทิ อาหารคุณภาพและมาตรฐาน ความหลากหลายทางชีวภาพ พืชสวนและทรัพยากรทางการเกษตรที่มีเอกลักษณ์ ตลอดจนการผลิตที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อมและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

“Living Exhibition” ถ่ายทอดวัฏจักรธรรมชาติผ่านอัตลักษณ์ไทย

อีกหนึ่งไฮไลต์ของ Thailand Pavilion คือรูปแบบนิทรรศการ “Living Exhibition” ที่ผสาน

อัตลักษณ์ไทยเข้ากับเทคโนโลยีและนวัตกรรมการเกษตรสมัยใหม่ โดยโครงสร้างการเล่าเรื่อง (Exhibition Narrative) ได้รับแรงบันดาลใจจากปรัชญาจิตรกรรมไทยที่เชื่อมโยงกับวัฏจักรธรรมชาติของดอกไม้ 

การนำเสนอถ่ายทอดผ่านแนวคิด “ดอกไม้ร่วง–ดอกไม้ลอย (Fallen Flower)” ซึ่งเปรียบเสมือนสัจธรรม

ของการร่วงโรยและการคืนกลับสู่ผืนดิน การย่อยสลายกลับคืนเป็นแร่ธาตุและเมล็ดพันธุ์ที่พร้อมสืบทอดชีวิตใหม่ ก่อนเบ่งบานขึ้นอีกครั้งเป็น “ดอกไม้บาน (Blooming Flower)” สะท้อนวัฏจักรธรรมชาติที่ไม่มีวันสิ้นสุด ตลอดจนสื่อถึงความหวัง การปรับตัวของสิ่งมีชีวิต และการเริ่มต้นใหม่ท่ามกลางวิกฤตสิ่งแวดล้อมของโลก 

ด้านสถาปัตยกรรม จะนำเส้นสายของกลีบดอกไม้มาเป็นองค์ประกอบหลักในการออกแบบเส้นทางเดินชม เพื่อพาผู้เข้าชมผ่านพื้นที่จัดแสดงทั้งในร่มและกลางแจ้งอย่างกลมกลืน สำหรับ

ตราสัญลักษณ์ประจำอาคาร (Pavilion Logo) ได้รับแรงบันดาลใจจาก “ดอกมณฑารพ” ซึ่งเป็น

ดอกไม้ทิพย์ตามวรรณคดีไทย โดยนำมาปรับรูปทรงให้มีความร่วมสมัย และออกแบบกลีบดอก

ให้สอดคล้องกับรูปทรงของ ดอกซากุระ เพื่อสื่อถึงมิตรภาพอันยาวนานระหว่างประเทศไทยและญี่ปุ่น

ขณะที่ตัวแทนสัญลักษณ์ “ไทโย”  ได้รับการออกแบบให้เป็นทูตสื่อสารเรื่องราวของธรรมชาติ 

ผืนป่าอันอุดมสมบูรณ์ และพรรณไม้ไทย เพื่อถ่ายทอดความหลากหลายทางชีวภาพและวิสัยทัศน์

ด้านอนาคตสีเขียวของประเทศไทยสู่สายตาชาวโลก


ไทย–ญี่ปุ่น ครบรอบ 140 ปี เชื่อมเกษตรกับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

การเข้าร่วม GREEN×EXPO 2027 ยังมีความสำคัญในมิติความสัมพันธ์ไทย–ญี่ปุ่น เนื่องจาก

ปี 2570 ตรงกับวาระ ครบรอบ 140 ปีการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างประเทศไทยและญี่ปุ่น Thailand Pavilion จึงจะเป็นอีกหนึ่งพื้นที่สะท้อนมิตรภาพและความร่วมมือระหว่างสองประเทศ ผ่านความร่วมมือด้านการเกษตร การพัฒนาบุคลากร นวัตกรรม และการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้

นอกจากนี้ ยังมีแผนจัดกิจกรรมพิเศษตลอดระยะเวลาประมาณ 6 เดือน รวม 7 ครั้ง ครอบคลุม สงกรานต์ เทศกาลดอกไม้ไทย เทศกาลผลไม้ไทย เทศกาลอาหารแห่งอนาคต สัปดาห์ประเทศไทย เทศกาลผ้าไทย และเทศกาลสมุนไพร พร้อมกิจกรรมด้านศิลปวัฒนธรรมและการเฉลิมฉลองความสัมพันธ์ไทย–ญี่ปุ่นครบ 140 ปี

“จากวันนี้จนถึงวันเปิดงาน เราต้องทำให้คนไทยรู้สึกว่า นี่คือเวทีของเรา และเมื่อถึงวันที่ Thailand Pavilion เปิดประตูต้อนรับผู้คนจากทั่วโลก ทุกคนจะได้เห็นว่าเกษตรไทยมีทั้งรากฐานจากภูมิปัญญา มีศักยภาพด้านนวัตกรรม และมีอนาคตที่สามารถเติบโตไปพร้อมกับโลกได้” นางสาวปิยะรัฐชย์กล่าว


นางสาวปิยะรัฐชย์ กล่าวเสริมว่า การเข้าร่วม GREEN×EXPO 2027 ไม่ควรถูกมองเพียงการเข้า

ร่วมงานระดับนานาชาติ แต่ควรมองว่าเป็น “โอกาสของประเทศไทยและคนไทย” ซึ่งครอบคลุมตั้งแต่การสร้างการรับรู้เกี่ยวกับสินค้าเกษตรไทย การเปิดตลาดใหม่ การเพิ่มมูลค่าสินค้า การสร้างโอกาส

ทางธุรกิจ การเชื่อมโยงด้านการท่องเที่ยว ตลอดจนการสร้างเครือข่ายความร่วมมือด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมทางการเกษตร ขณะเดียวกัน การเข้าร่วม GREEN×EXPO 2027 ยังเป็นโอกาสสำคัญในการเตรียมความพร้อมสำหรับ Nakhon Ratchasima International Horticultural Expo 2029 ซึ่งประเทศไทยจะเป็นเจ้าภาพจัดงานมหกรรมพืชสวนโลกในลำดับต่อไป

“เมื่อเกษตรไทยไปไกล โอกาสของคนไทยก็ไปไกลด้วย การนำเกษตรไทยไปสู่เวทีโลกจึงไม่ใช่เรื่องของการจัดนิทรรศการเพียงอย่างเดียว แต่คือการเปิดประตูให้สินค้า เกษตรกร ผู้ประกอบการ และองค์ความรู้ของไทยได้เชื่อมต่อกับโลกมากขึ้น Thailand Pavilion จึงไม่ได้เป็นเพียงพื้นที่จัดแสดงประเทศไทยในต่างแดน แต่เป็นพื้นที่ที่นำ ‘เกษตรไทย’ จากผืนดินสู่สายตาโลก และเปิดโอกาสใหม่กลับคืนสู่เกษตรกร ผู้ประกอบการ และคนไทย” นางสาวปิยะรัฐชย์กล่าวปิดท้าย 


เตรียมพบกับ Thailand Pavilion ภายใต้แนวคิด “Collaboration with Nature: Caring for Life, Cultivating the Future” หรือ “วิสัยทัศน์ของชีวิตไทยแห่งอนาคต” ระหว่างวันที่ 19 มีนาคม–26 กันยายน 2570 ณ เมืองโยโกฮามา ประเทศญี่ปุ่น


กรมวิทยาศาสตร์บริการ ต้อนรับคณะผู้แทนนานาชาติจาก 19 ประเทศ ภายใต้มูลนิธิฟรีดริช เนามัน เยี่ยมชมสถาบันนวัตกรรมหุ่นยนต์และยานยนต์อัตโนมัติ

  📌กรมวิทยาศาสตร์บริการ ต้อนรับคณะผู้แทนนานาชาติจาก 19 ประเทศ ภายใต้มูลนิธิฟรีดริช เนามัน เยี่ยมชมสถาบันนวัตกรรมหุ่นยนต์และยานยนต์อัตโนมัติ

       เมื่อวันพุธที่ 30 กันยายน 2569 ดร.ปาษาณ กุลวานิช ผู้อำนวยการสถาบันนวัตกรรมหุ่นยนต์และยานยนต์อัตโนมัติ (IRAV) กรมวิทยาศาสตร์บริการ (วศ.) กระทรวง อว. ให้การต้อนรับคณะผู้เข้าร่วมโครงการสัมมนา "The Big Wave: Innovation Policy in the Age of AI and Beyond" ของมูลนิธิฟรีดริช เนามัน เพื่อเสรีภาพ (FNF) จำนวน 26 ท่าน คณะผู้เยี่ยมชมประกอบด้วยผู้แทนจากภาครัฐ รัฐสภา สถาบันวิชาการ คลังสมอง ภาคเอกชน และสื่อมวลชน จาก 19 ประเทศ ได้แก่ อาร์เมเนีย บราซิล บัลแกเรีย เยอรมนี อินเดีย อิสราเอล เคนยา มาเลเซีย เม็กซิโก โมร็อกโก ปาเลสไตน์ เซเนกัล สโลวาเกีย แอฟริกาใต้ ตูนิเซีย ตุรกี เวเนซุเอลา เนปาล และไทย

      ดร.ปาษาณ ได้บรรยายถึงความเป็นมาและบริบทเชิงนโยบายในการจัดตั้งสถาบันฯ บทบาทในการสนับสนุนเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ด้านอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง ตลอดจนวิสัยทัศน์ พันธกิจ ตัวอย่างความสำเร็จ และแผนการดำเนินงานในอนาคต พร้อมแลกเปลี่ยนแนวทางความร่วมมือกับภาคเอกชนทั้งในและต่างประเทศ จากนั้นคณะฯ ได้เยี่ยมชมสถาบันฯ


      นับเป็นโอกาสสำคัญในการนำเสนอศักยภาพด้านหุ่นยนต์และยานยนต์อัตโนมัติของไทยสู่สายตานานาชาติและสร้างเครือข่ายความร่วมมือด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมในระดับสากล


#กรมวิทยาศาสตร์บริการ #วศ #กระทรวงอว #IRAV #สถาบันนวัตกรรมหุ่นยนต์และยานยนต์อัตโนมัติ #หุ่นยนต์ #ยานยนต์อัตโนมัติ #FNF #นวัตกรรม #AI #ความร่วมมือระหว่างประเทศ

STRiPS ผู้บุกเบิกนวัตกรรม ‘วิตามินแผ่นฟิล์มละลายในปาก’ ทางเลือกสุขภาพที่ทลายทุกข้อจำกัดของการกินอาหารเสริม

 STRiPS ผู้บุกเบิกนวัตกรรม ‘วิตามินแผ่นฟิล์มละลายในปาก’ ทางเลือกสุขภาพที่ทลายทุกข้อจำกัดของการกินอาหารเสริม


ปรากฏการณ์ใหม่ที่จะมาปฏิวัติวงการดูแลสุขภาพ! STRiPS (สตริปส์) ผู้บุกเบิกนวัตกรรม ‘วิตามินแผ่นฟิล์มละลายในปาก (Oral Strip)’ ชูจุดเด่นความเป็น 'ทางเลือกใหม่ ที่ทลายทุกข้อจำกัดของการกินวิตามิน' ออกแบบมาเพื่อคนเมืองยุคนี้โดยเฉพาะ ตอบโจทย์ชีวิตเร่งรีบด้วยความรวดเร็ว ขั้นตอนที่ง่ายขึ้น และมาพร้อมกับสามสูตรที่ครอบคลุมทุกวันของชีวิต

คุณกิรณี ยาวิชัย, คุณธีร ชุติวราภรณ์ และคุณกวิณ วิภาวีสันทัด ผู้ร่วมก่อตั้ง บริษัท ดริปอินโนเทค จำกัด เปิดเผยว่า เป้าหมายของ STRiPS คือการเพิ่ม "ทางเลือกใหม่" ในการดูแลสุขภาพ มุ่งตอบโจทย์กลุ่มคนที่มองหานวัตกรรมที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ที่เร่งรีบ STRiPS จะเข้ามาทลายข้อจำกัดเดิมๆ ทำให้ไม่ต้องทนกลืนวิตามินหรืออาหารเสริมรูปแบบเม็ด ไม่ต้องพกพาให้ยุ่งยาก และมอบการบำรุงที่ตรงจุดโดยไม่ต้องเจ็บตัวจากการดริปวิตามิน 

ด้านคุณธีร ชุติวราภรณ์ ผู้ร่วมก่อตั้งแบรนด์ STRiPS ระบุว่า “จุดเด่นของนวัตกรรมนี้คือการแก้ปัญหาทานวิตามินแล้วร่างกายเอาไปใช้ได้ไม่หมด หลักการทำงานของ STRiPS คือการบรรจุสารสำคัญไว้ในแผ่นฟิล์มบาง (Oral Strip) เพียงวางไว้บนลิ้น สารสำคัญก็จะค่อยๆ ละลายและดูดซึมผ่านช่องปาก เพื่อให้ร่างกายนำไปใช้ได้เลยโดยไม่รบกวนระบบทางเดินอาหาร ซึ่งวงการสุขภาพในต่างประเทศนิยมใช้กันมาก โดยเฉพาะในฝั่งอเมริกา และเกาหลีใต้” ทางด้านผู้ร่วมพัฒนา STRiPS คุณณัฐพล ส่งพรประเสริฐ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อัลฟ่าไซแอนท์ จำกัด กล่าวเสริมว่า "เทคโนโลยีนี้ไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้นใหม่ แต่พัฒนาในวงการนวัตกรรมสุขภาพมาอย่างยาวนานจากแนวคิดที่ต้องการนำส่งสารสำคัญให้ร่างกายนำไปใช้ได้เร็วที่สุด เพื่อแก้ปัญหารูปแบบเดิมที่มักใช้เวลานาน ปัจจุบันเทคโนโลยีนี้ถูกนำมาประยุกต์ใช้กับกลุ่มวิตามินและสารสกัดธรรมชาติ (Micronutrients) เพื่อให้ร่างกายนำไปใช้งานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ"


สำหรับ STRiPS นั้น ก็มีสามสูตรด้วยกัน โดยคุณกิรณี กล่าวว่า "เราตั้งใจทำสามสูตรนี้ สำหรับใช้ได้ทั้งวัน ทุกวัน และทุกคน คือ ON มีส่วนผสมหลักจากสารสกัดจากชาเขียว ช่วยเพิ่มโฟกัส เติมสมาธิระหว่างวัน สูตรต่อไปคือ OFF มีส่วนผสมของทาร์ตเชอร์รี และสารสกัดจาก Saffron ที่มีส่วนช่วยให้รู้สึกผ่อนคลายและเตรียมความพร้อมร่างกายก่อนการพักผ่อนอย่างมีประสิทธิภาพ สูตรสุดท้ายคือ Gluta+ กลูตาไธโอนในรูปแบบแผ่น ดูดซึมนำไปใช้งานได้ดี ช่วยดูแลผิวพรรณได้อย่างตรงจุด โดยทั้งหมดเป็นสารสกัดที่มาจากธรรมชาติ ปลอดภัย ใช้ต่อเนื่องได้ และมีงานวิจัยรองรับ"


เป้าหมายของทีม STRiPS จึงไม่ใช่แค่การออกผลิตภัณฑ์ใหม่ แต่คือการยกระดับมาตรฐานอาหารเสริม ด้วยการนำเทคโนโลยีเข้ามาเปลี่ยนรูปแบบการกิน เพื่อแก้ข้อจำกัดเดิมๆ ที่ผู้บริโภคต้องเคยเจอ 


ไม่เพียงเท่านั้น ความมุ่งมั่นนี้ยังได้รับการการันตีความสำเร็จอันภาคภูมิ โดยล่าสุด STRiPS ได้คว้ารางวัลเกียรติยศสูงสุด "The Visionary Innovation Leader" จากเวที 3C 45th Anniversary Gala: The Legacy of Trust & Innovation เมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ซึ่งเป็นรางวัลที่เชิดชูแบรนด์ที่มีความโดดเด่นด้านการเป็นผู้นำนวัตกรรม และสร้างสรรค์โซลูชันแห่งความก้าวหน้าที่กำหนดทิศทางอนาคตของอุตสาหกรรมสุขภาพได้อย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งความสำเร็จดังกล่าว สอดคล้องกับมุมมองของคุณณัฐพล ที่ตอกย้ำว่า “Innovation ที่ดีที่สุด ไม่ใช่เทคโนโลยีที่ซับซ้อนที่สุด แต่คือเทคโนโลยีที่ทำให้คนธรรมดาดูแลตัวเองได้ง่ายที่สุด”

สิ่งนี้จึงนำมาสู่บทสรุปของคุณกวิณ ที่มองว่าเป้าหมายสูงสุดของแบรนด์ คือการสร้างพฤติกรรมใหม่ โดยเฉพาะกับกลุ่มคนที่ไม่ชอบกินวิตามิน แต่อยากเริ่มหันมาดูแลสุขภาพ “เรากำลังทำสิ่งที่ง่ายที่สุดสำหรับพวกเขา และหวังว่าสิ่งนี้จะกลายเป็นมาตรฐานรูปแบบใหม่ในการดูแลตัวเอง ที่ทุกคนจะเข้าถึงผลิตภัณฑ์เสริมอาหารได้ง่ายขึ้น”

สามารถติดตามรายละเอียดและสั่งซื้อได้ทางช่องทางออนไลน์ Shopee, TikTok Shop และ LINE Official: @theonlystrips

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง จัดพิธีอัญเชิญกิ้วอ๊วงฮุกโจว เปิดมณฑลพิธีภายในศาลเจ้าไต้ฮงกง เนื่องในงานเทศกาลกินเจ ประจำปี 2569 พร้อมจัดบริการอาหารเจแก่สาธุชนฟรี ตั้งแต่วันนี้ - 18 ตุลาคม 2569 ณ มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง พลับพลาไชย กรุงเทพฯ

  มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง จัดพิธีอัญเชิญกิ้วอ๊วงฮุกโจว เปิดมณฑลพิธีภายในศาลเจ้าไต้ฮงกง เนื่องในงานเทศกาลกินเจ ประจำปี 2569 พร้อมจัดบริการอาหารเจแ...