วันอังคารที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2569

จากนโยบายสู่แนวปฏิบัติ: การสร้างภูมิคุ้มกันนิโคตินในเยาวชนด้วยหัวใจของเวชศาสตร์ครอบครัวการเสพติด การติดตามพฤติกรรมการใช้ผลิตภัณฑ์ยาสูบและนิโคตินในกลุ่มเยาวชนถือเป็นวาระสำคัญด้านสาธารณสุขระดับโลก โดยเฉพาะเมื่อเผชิญกับการแพร่หลายของผลิตภัณฑ์รูปแบบใหม่ อาทิ บุหรี่ไฟฟ้า และนิโคตินถุง (Nicotine Pouch) ข้อมูลล่าสุดจาก ผลสำรวจการใช้ยาสูบในเยาวชนระดับชาติของสหรัฐอเมริกาปี 2568 (2025 National Youth Tobacco Survey: NYTS) ซึ่งครอบคลุมกลุ่มตัวอย่างนักเรียนกว่า 27 ล้านคนทั่วประเทศ พบแนวโน้มที่น่าสนใจอย่างยิ่ง ผลการสำรวจระบุว่า อัตราการใช้ผลิตภัณฑ์ยาสูบทุุกประเภทในกลุ่มเยาวชนลดลงเหลือเพียง 7.5% ซึ่งเป็นระดับที่ต่ำที่สุดเป็นประวัติการณ์นับตั้งแต่มีการสำรวจ และลดลงอย่างก้าวกระโดดจาก 27.5% ในปี 2019 โดยเฉพาะอัตราการสูบบุหรี่มวนที่คงระดับต่ำเพียง 1.4% และการใช้บุหรี่ไฟฟ้าที่ลดลงจาก 5.9% เหลือ 5.2% แม้จะมีข้อจำกัดด้านอัตราการมีส่วนร่วม (Participation Rate) ที่ 29.7% แต่ตัวเลขนี้สะท้อนถึงความสำเร็จของมาตรการเชิงรุกที่น่าศึกษา ถอดรหัสกลยุทธ์ "สมดุลและเข้มงวด" ของ FDA สหรัฐฯ องค์การอาหารและยาสหรัฐฯ (FDA) ดำเนินนโยบายภายใต้แผน Youth Tobacco Prevention Plan โดยมุ่งเน้น 3 แนวทางหลักที่บูรณาการเข้าด้วยกัน ประการแรก การป้องกันการเข้าถึง (Preventing Access): บังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจังผ่านการตรวจร้านค้าปลีกกว่า 1 ล้านครั้ง และลงโทษผู้กระทำผิดซ้ำอย่างหนัก ประการต่อมา การควบคุมการตลาด (Curbing Marketing): สกัดกั้นผลิตภัณฑ์ที่จูงใจเด็ก เช่น บุหรี่ไฟฟ้ารสชาติผลไม้ หรือบรรจุภัณฑ์ที่เลียนแบบขนมเด็ก และประการสุดท้าย การสร้างความรอบรู้ (Education): ผ่านแคมเปญ “The Real Cost” ที่ให้ข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับความเสี่ยง และสร้างศูนย์ทรัพยากรเพื่อให้ครูและผู้ปกครองเป็นแนวร่วมในการเฝ้าระวัง มุมมองเชิงเวชศาสตร์ป้องกันและเวชศาสตร์ครอบครัวการเสพติด (Preventive & Addiction Family Medicine) ในมิติทางการแพทย์ การลดอุบัติการณ์ (Incidence) ของผู้เสพติดหน้าใหม่มีความสำคัญไม่น้อยไปกว่าการรักษาผู้ป่วยเดิม บทเรียนจากสหรัฐฯ สามารถนำมาประยุกต์สู่บริบทไทยผ่านเลนส์ของ เวชศาสตร์ครอบครัวการเสพติด เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันที่ยั่งยืนผ่าน 4 แกนสำคัญ: 1. การป้องกันปฐมภูมิ (Primary Prevention): จากการ "สั่งห้าม" สู่การสร้าง "ความรอบรู้" หัวใจสำคัญคือการสร้าง "ความรอบรู้" (Health Literacy) โดยปรับมาตรการที่มีประสิทธิภาพจากการใช้อำนาจสั่งการ มาเป็นการให้ข้อมูลความเสี่ยงต่อสมองและพัฒนาการอย่างตรงไปตรงมา เพื่อให้เยาวชนเกิด "การตัดสินใจเลือกสุขภาวะด้วยตนเอง" (Self-determination) ซึ่งเป็นเกราะป้องกันที่เข้มแข็งและยั่งยืนกว่ากฎหมายบังคับเพียงอย่างเดียว 2. บริบทครอบครัว: ปราการด่านแรกและด่านสุดท้าย การเสพติดมักเริ่มจากช่องว่างทางจิตใจหรือปัจจัยแวดล้อม นโยบายสุขภาพจึงต้องใช้แนวทางยึดครอบครัวเป็นศูนย์กลาง (Family-centered Approach) โดยสนับสนุนให้พ่อแม่มีความรู้ในการสังเกตสัญญาณแรกเริ่ม และใช้ทักษะการสื่อสารเชิงบวก (Motivational Interviewing) แทนการตำหนิ เพื่อไม่ให้เยาวชนหันไปใช้บุหรี่ไฟฟ้าเป็นที่พึ่งทางใจ 3. กลไกการลดอันตรายและความยืดหยุ่น (Harm Reduction & Balance) การออกแบบนโยบายต้องสร้างความสมดุลระหว่างการปกป้องเด็กและการให้ข้อมูลที่ถูกต้องแก่ผู้ใหญ่ การ "ห้ามแบบเบ็ดเสร็จ" โดยขาดการสื่อสารที่โปร่งใสอาจผลักดันให้เกิดการใช้แบบหลบซ่อนและเข้าสู่ตลาดมืด ซึ่งยากต่อการควบคุมและนำไปสู่พฤติกรรมเสี่ยงอื่นที่รุนแรงกว่า การสร้างความน่าเชื่อถือ (Trust) ระหว่างรัฐและประชาชนจึงเป็นปัจจัยสำคัญในงานเวชศาสตร์ป้องกัน 4. บทสรุป: การรักษาที่ดีที่สุดคือการไม่ต้องรักษา ความสำเร็จในการยับยั้งการเสพติดตั้งแต่ต้นน้ำต้องอาศัย 3 เสาหลัก ได้แก่ Access Control: ควบคุมการเข้าถึงเชิงกายภาพอย่างเข้มงวด Cognitive Shield: สร้างเกราะกำบังทางปัญญาด้วยข้อมูลที่ถูกต้อง และ Family Support: เสริมสร้างสายสัมพันธ์และพลังของครอบครัวในการเฝ้าระวัง การขับเคลื่อนนโยบายสุขภาพไทยในอนาคต จึงควรเป็นการบูรณาการระหว่าง “กฎหมายที่เข้มงวด” กับ “การสาธารณสุขที่เข้าถึงใจ” เพื่อเปลี่ยนผ่านจากการซ่อมสุขภาพ (Treatment) ไปสู่การสร้างเสริมสุขภาพ (Health Promotion) ที่มั่นคงในระยะยาว นพ.จักร์ชัย ติตตะบุตร แพทย์เวชศาสตร์ครอบครัวการเสพติด

 จากนโยบายสู่แนวปฏิบัติ: การสร้างภูมิคุ้มกันนิโคตินในเยาวชนด้วยหัวใจของเวชศาสตร์ครอบครัวการเสพติด

การติดตามพฤติกรรมการใช้ผลิตภัณฑ์ยาสูบและนิโคตินในกลุ่มเยาวชนถือเป็นวาระสำคัญด้านสาธารณสุขระดับโลก โดยเฉพาะเมื่อเผชิญกับการแพร่หลายของผลิตภัณฑ์รูปแบบใหม่ อาทิ บุหรี่ไฟฟ้า และนิโคตินถุง (Nicotine Pouch) ข้อมูลล่าสุดจาก ผลสำรวจการใช้ยาสูบในเยาวชนระดับชาติของสหรัฐอเมริกาปี 2568 (2025 National Youth Tobacco Survey: NYTS) ซึ่งครอบคลุมกลุ่มตัวอย่างนักเรียนกว่า 27 ล้านคนทั่วประเทศ พบแนวโน้มที่น่าสนใจอย่างยิ่ง

ผลการสำรวจระบุว่า อัตราการใช้ผลิตภัณฑ์ยาสูบทุุกประเภทในกลุ่มเยาวชนลดลงเหลือเพียง 7.5% ซึ่งเป็นระดับที่ต่ำที่สุดเป็นประวัติการณ์นับตั้งแต่มีการสำรวจ และลดลงอย่างก้าวกระโดดจาก 27.5% ในปี 2019 โดยเฉพาะอัตราการสูบบุหรี่มวนที่คงระดับต่ำเพียง 1.4% และการใช้บุหรี่ไฟฟ้าที่ลดลงจาก 5.9% เหลือ 5.2% แม้จะมีข้อจำกัดด้านอัตราการมีส่วนร่วม (Participation Rate) ที่ 29.7% แต่ตัวเลขนี้สะท้อนถึงความสำเร็จของมาตรการเชิงรุกที่น่าศึกษา

ถอดรหัสกลยุทธ์ "สมดุลและเข้มงวด" ของ FDA สหรัฐฯ

องค์การอาหารและยาสหรัฐฯ (FDA) ดำเนินนโยบายภายใต้แผน Youth Tobacco Prevention Plan โดยมุ่งเน้น 3 แนวทางหลักที่บูรณาการเข้าด้วยกัน ประการแรก การป้องกันการเข้าถึง (Preventing Access): บังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจังผ่านการตรวจร้านค้าปลีกกว่า 1 ล้านครั้ง และลงโทษผู้กระทำผิดซ้ำอย่างหนัก

ประการต่อมา การควบคุมการตลาด (Curbing Marketing): สกัดกั้นผลิตภัณฑ์ที่จูงใจเด็ก เช่น บุหรี่ไฟฟ้ารสชาติผลไม้ หรือบรรจุภัณฑ์ที่เลียนแบบขนมเด็ก และประการสุดท้าย การสร้างความรอบรู้ (Education): ผ่านแคมเปญ “The Real Cost” ที่ให้ข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับความเสี่ยง และสร้างศูนย์ทรัพยากรเพื่อให้ครูและผู้ปกครองเป็นแนวร่วมในการเฝ้าระวัง

มุมมองเชิงเวชศาสตร์ป้องกันและเวชศาสตร์ครอบครัวการเสพติด (Preventive & Addiction Family Medicine)

ในมิติทางการแพทย์ การลดอุบัติการณ์ (Incidence) ของผู้เสพติดหน้าใหม่มีความสำคัญไม่น้อยไปกว่าการรักษาผู้ป่วยเดิม บทเรียนจากสหรัฐฯ สามารถนำมาประยุกต์สู่บริบทไทยผ่านเลนส์ของ เวชศาสตร์ครอบครัวการเสพติด เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันที่ยั่งยืนผ่าน 4 แกนสำคัญ:

1. การป้องกันปฐมภูมิ (Primary Prevention): จากการ "สั่งห้าม" สู่การสร้าง "ความรอบรู้" 

หัวใจสำคัญคือการสร้าง "ความรอบรู้"  (Health Literacy) โดยปรับมาตรการที่มีประสิทธิภาพจากการใช้อำนาจสั่งการ มาเป็นการให้ข้อมูลความเสี่ยงต่อสมองและพัฒนาการอย่างตรงไปตรงมา เพื่อให้เยาวชนเกิด "การตัดสินใจเลือกสุขภาวะด้วยตนเอง" (Self-determination) ซึ่งเป็นเกราะป้องกันที่เข้มแข็งและยั่งยืนกว่ากฎหมายบังคับเพียงอย่างเดียว

2. บริบทครอบครัว: ปราการด่านแรกและด่านสุดท้าย

การเสพติดมักเริ่มจากช่องว่างทางจิตใจหรือปัจจัยแวดล้อม นโยบายสุขภาพจึงต้องใช้แนวทางยึดครอบครัวเป็นศูนย์กลาง (Family-centered Approach) โดยสนับสนุนให้พ่อแม่มีความรู้ในการสังเกตสัญญาณแรกเริ่ม และใช้ทักษะการสื่อสารเชิงบวก (Motivational Interviewing) แทนการตำหนิ เพื่อไม่ให้เยาวชนหันไปใช้บุหรี่ไฟฟ้าเป็นที่พึ่งทางใจ

3. กลไกการลดอันตรายและความยืดหยุ่น (Harm Reduction & Balance)

การออกแบบนโยบายต้องสร้างความสมดุลระหว่างการปกป้องเด็กและการให้ข้อมูลที่ถูกต้องแก่ผู้ใหญ่ การ "ห้ามแบบเบ็ดเสร็จ" โดยขาดการสื่อสารที่โปร่งใสอาจผลักดันให้เกิดการใช้แบบหลบซ่อนและเข้าสู่ตลาดมืด ซึ่งยากต่อการควบคุมและนำไปสู่พฤติกรรมเสี่ยงอื่นที่รุนแรงกว่า การสร้างความน่าเชื่อถือ (Trust) ระหว่างรัฐและประชาชนจึงเป็นปัจจัยสำคัญในงานเวชศาสตร์ป้องกัน

4. บทสรุป: การรักษาที่ดีที่สุดคือการไม่ต้องรักษา

ความสำเร็จในการยับยั้งการเสพติดตั้งแต่ต้นน้ำต้องอาศัย 3 เสาหลัก ได้แก่ Access Control: ควบคุมการเข้าถึงเชิงกายภาพอย่างเข้มงวด Cognitive Shield: สร้างเกราะกำบังทางปัญญาด้วยข้อมูลที่ถูกต้อง และ Family Support: เสริมสร้างสายสัมพันธ์และพลังของครอบครัวในการเฝ้าระวัง

การขับเคลื่อนนโยบายสุขภาพไทยในอนาคต จึงควรเป็นการบูรณาการระหว่าง “กฎหมายที่เข้มงวด” กับ “การสาธารณสุขที่เข้าถึงใจ” เพื่อเปลี่ยนผ่านจากการซ่อมสุขภาพ (Treatment) ไปสู่การสร้างเสริมสุขภาพ (Health Promotion) ที่มั่นคงในระยะยาว


นพ.จักร์ชัย ติตตะบุตร 

แพทย์เวชศาสตร์ครอบครัวการเสพติด

วันจันทร์ที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2569

True5G ร่วมสร้างปรากฏการณ์ความงามอันทรงคุณค่า Miss World Thailand 2026 Presented by True5G ส่งต่อพลังผู้หญิงไทยผ่านการสื่อสารแห่งอนาคต ขับเคลื่อนความงาม “The World is TRUE” ให้เปล่งประกายบนเวทีโลก

True5G ร่วมสร้างปรากฏการณ์ความงามอันทรงคุณค่า Miss World Thailand 2026  Presented by True5G ส่งต่อพลังผู้หญิงไทยผ่านการสื่อสารแห่งอนาคต ขับเคลื่อนความงาม “The World is TRUE” ให้เปล่งประกายบนเวทีโลก


ในยุคที่ “ความงาม” ไม่ได้วัดกันเพียงภาพลักษณ์ แต่คือพลังของความคิด ความกล้า และหัวใจ เวทีนางงามจึงไม่ใช่เพียงการประกวด แต่คือแพลตฟอร์มสำคัญที่เปิดโอกาสให้ผู้หญิงไทยได้เปล่งเสียง ถ่ายทอดตัวตนและส่งต่อแรงบันดาลใจสู่สังคมอย่างมีความหมาย…บมจ. ทรู คอร์ปอเรชั่น โดย คุณโอลิเวอร์ กิตติพงษ์ วีระเตชะ หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านแบรนด์และการสื่อสาร ต่อยอดความร่วมมืออย่างต่อเนื่อง กับการเป็นผู้สนับสนุนหลักอย่างเป็นทางการในการประกวด Miss World Thailand 2026 ภายใต้แนวคิด “The World is TRUE” ตอกย้ำจุดยืนของ True5G ที่เชื่อว่า “ความงามที่แท้จริง” คือพลังของหัวใจ ความคิด และการสื่อสารที่สามารถเชื่อมโยงผู้คน จุดประกายแรงบันดาลใจ และขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกให้เกิดขึ้นจริงในสังคม ทรู คอร์ปอเรชั่น ในฐานะ Telecom-Tech Company ได้นำศักยภาพด้านโครงข่ายอัจฉริยะเทคโนโลยี AI ความปลอดภัยไซเบอร์ และระบบนิเวศน์ดิจิทัลเข้ามาเติมศักยภาพให้เวทีนี้ก้าวไกลกว่าการประกวด สู่การเป็นเวทีที่ช่วยเปล่งเสียงให้สามารถสื่อสารได้อย่างทรงพลัง พร้อมเชื่อมต่อทุกเรื่องราวจากประเทศไทยสู่สายตาชาวโลก 


ทั้งนี้ TPNGTERO ผู้จัดการประกวด Miss World Thailand 2026 ได้จัดงานแถลงข่าวเปิดตัวผู้เข้าประกวดทั้ง 23 คนอย่างเป็นทางการ ณ Cloud 11 Bangkok เพื่อเฟ้นหาตัวแทนสาวไทยไปชิงตำแหน่ง “มงฟ้า” บนเวที Miss World 2026 ณ เมืองโฮจิมินห์ ประเทศเวียดนาม ในวันที่ 5 กันยายนนี้ โดยความร่วมมือครั้งนี้สะท้อนความเชื่อร่วมกันระหว่าง True5G และเวที Miss World Thailand ว่าเทคโนโลยีและความงามสามารถสร้างคุณค่าให้สังคมได้ เมื่อถูกขับเคลื่อนด้วยหัวใจ ความรับผิดชอบ และจุดมุ่งหมายเดียวกัน

คุณโอลิเวอร์ กิตติพงษ์ วีระเตชะ หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านแบรนด์และมีเดีย บมจ. ทรู คอร์ปอเรชั่น กล่าวว่า “True5G เชื่อว่าทุกความกล้า ทุกความฝัน และทุกหัวใจ ล้วนมีพลังในการเปลี่ยนแปลงโลก ความงามที่แท้จริงจึงไม่ใช่เพียงสิ่งที่มองเห็น แต่คือพลังของการสื่อสารที่เชื่อมโยงผู้คนเข้าด้วยกันอย่างมีความหมาย ภายใต้แนวคิด ‘The World is TRUE’ True5G มองโลกใบนี้ในฐานะโลกที่ทุกสิ่งเชื่อมถึงกัน โลกที่ความจริงใจ ความเชื่อ และพลังของผู้คนสามารถส่งต่อแรงบันดาลใจจากหนึ่งหัวใจไปสู่ผู้คนนับล้าน ผ่าน 3 พันธกิจสำคัญ ได้แก่ Inspiring Hearts การจุดประกายหัวใจให้ทุกเรื่องราวมีความหมายและทุกเสียงมีพลัง Empowering Possibilities การใช้ศักยภาพของโครงข่ายอัจฉริยะ True5G, AI และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล เปิดพื้นที่ให้ทุกความฝันเติบโตและขยายศักยภาพของผู้หญิงไทยสู่เวทีโลก และ Protecting the World การใช้เทคโนโลยีอย่างรับผิดชอบเพื่อเชื่อมโยงสังคมอย่างปลอดภัย พร้อมสนับสนุนกิจกรรมด้านสิ่งแวดล้อม ความปลอดภัยไซเบอร์ผ่าน True CyberSafe รวมถึงการยกระดับความรู้ด้านดิจิทัลและ AI Literacy ให้คนไทย เวที Miss World Thailand 2026 จึงไม่ใช่เพียงการค้นหาผู้หญิงที่งดงามที่สุด แต่คือการค้นหาผู้หญิงที่มีความคิด ความกล้า และหัวใจที่พร้อมสร้างคุณค่าให้โลก ความร่วมมือครั้งนี้สะท้อน Shared Purpose ระหว่าง True5G และ Miss World Thailand อย่างชัดเจนว่า เทคโนโลยีและความงามสามารถบรรจบกันเป็นพลังแห่งแรงบันดาลใจ เชื่อมโยงผู้คน ความรู้สึก โอกาส และความหวัง เพื่อร่วมกันสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกให้สังคมอย่างยั่งยืน”




True5G พร้อมเป็นอีกหนึ่งพลังสำคัญในการเสริมศักยภาพการสื่อสารของการประกวด Miss World Thailand 2026 Presented by True5G ให้เข้าถึงผู้คนในทุกมิติ ถ่ายทอดทุกโมเมนต์ของผู้เข้าประกวดให้กลายเป็นเรื่องราวแห่งแรงบันดาลใจ พร้อมผลักดันศักยภาพของผู้หญิงไทยและเสน่ห์ความเป็นไทยให้เปล่งประกายบนเวทีโลกอย่างสง่างาม เพราะทุกเสียงล้วนมีความหมาย ทุกความฝันควรมีพื้นที่ และทุกการเชื่อมต่อสามารถกลายเป็นพลังแห่งการเปลี่ยนแปลง เพื่อร่วมสร้างโลกที่ดีกว่าอย่างยั่งยืน โดยผู้ชมสามารถติดตามเส้นทางการประกวดตั้งแต่ช่วงเก็บตัว ทั้งความน่ารัก ความมุ่งมั่น และพัฒนาการของผู้เข้าประกวด ได้ทาง TrueVisions NOW, TrueID, YouTube: TPNG และ Facebook: Miss World Thailand ก่อนร่วมลุ้นค่ำคืนสำคัญของรอบตัดสิน ในวันอาทิตย์ที่ 10 พฤษภาคมนี้ เพื่อค้นหาผู้หญิงไทยผู้พร้อมคว้า “มงฟ้า” และส่งต่อความงามที่มีความหมายสู่สายตาโลก โดยสามารถรับชมการถ่ายทอดสดรอบตัดสินได้ทาง TrueVisions NOW และ TrueID


#BESTwithTRUE5G #TheWORLDisTRUE

#MissWorldThailand2026 #True5G #Cloud11


วธ. เตรียมจัดกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าทีปังกรรัศมีโชติฯ เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันประสูติ 29 เมษายน พร้อมกันทั่วประเทศ

 วธ. เตรียมจัดกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าทีปังกรรัศมีโชติฯ เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันประสูติ 29 เมษายน พร้อมกันทั่วประเทศ


นายชัยพล สุขเอี่ยม อธิบดีกรมการศาสนา เปิดเผยว่า เนื่องในโอกาสคล้ายวันประสูติ 29 เมษายน นับเป็นโอกาสอันดียิ่งที่พสกนิกรชาวไทยทุกหมู่เหล่าจะได้แสดงออกถึงความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ ด้วยการบำเพ็ญคุณงามความดีถวายพระกุศล แด่สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าทีปังกรรัศมีโชติ มหาวชิโรตตมางกูร สิริวิบูลยราชกุมาร ที่ทรงมีพระจริยวัตรที่งดงามในการทรงงานจิตอาสาอย่างเข้มแข็ง ทรงเป็นต้นแบบของประชาชนทุกหมู่เหล่าในการสมัครใจช่วยเหลือผู้อื่น เสียสละเวลา และพระวรกาย ในการทำงานที่เป็นสาธารณประโยชน์ โดยไม่หวังผลตอบแทนใด ๆ สมกับที่ทรงเป็นแบบอย่างของเยาวชนรุ่นใหม่ ทรงเป็นเจ้าฟ้าจิตอาสาของปวงชนชาวไทย ร่วมทำกิจกรรมในโครงการ “เราทำความดี ด้วยหัวใจ” อีกทั้งยังทรงใฝ่ในธรรมยิ่ง มักจะเสด็จไปยังวัดต่าง ๆ เพื่อทรงบำเพ็ญพระกุศล ยังทรงช่วยแบ่งเบาพระราชกรณียกิจน้อยใหญ่ ด้วยการตามเสด็จพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี และสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ไปทรงเยี่ยมราษฎร เพื่อติดตามการดำเนินงานของโครงการจิตอาสาพระราชทาน และโครงการตามแนวพระราชดำริต่าง ๆ ทรงเดินตามรอยทูลกระหม่อมพ่อ ด้วยการปฏิบัติพระองค์เป็นแบบอย่างของเยาวชนไทยในการทำความดีด้วยหัวใจอย่างแน่วแน่มั่นคง ทรงมีพระราชศรัทธาในพระพุทธศาสนาอย่างตั้งมั่น โดยทรงเสด็จไปถวายสักการะ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ณ วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม ทรงบำเพ็ญพระกุศลถวายจตุปัจจัยไทยธรรม ทรงสนทนาธรรม และทรงสดับพระโอวาทจาก สมเด็จพระสังฆราช อย่างสนพระทัยยิ่ง ทรงเสด็จไปยังสถานพำนักสงฆ์บ้านไร่ทอสี อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา เพื่อทรงบำเพ็ญพระกุศล และทรงสนทนาธรรมกับพระพรหมพัชรญาณมุนี เป็นการส่วนพระองค์เพื่อศึกษาธรรมะอย่างลึกซึ้ง ในปี 2566 ที่ผ่านมา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าทีปังกรรัศมีโชติ มหาวชิโรตตมางกูร สิริวิบูลยราชกุมาร เสด็จแทนพระองค์ ไปในการพระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลถวายผ้าพระกฐิน วัดสุทัศนเทพวราราม เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร และวัดพระพุทธบาท อำเภอพระพุทธบาท จังหวัดสระบุรี เป็นที่ปลื้มปิติของพสกนิกร และพุทธศาสนิกทุกหมู่เหล่า

อธิบดีกรมการศาสนา กล่าวเพิ่มเติมว่า ในการจัดพิธีในครั้งนี้ กระทรวงวัฒนธรรม โดยกรมการศาสนา ร่วมกับวัดประยุรวงศาวาส จัดพิธีเจริญพระพุทธมนต์ เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันประสูติ 29 เมษายน สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าทีปังกรรัศมีโชติ มหาวชิโรตตมางกูร สิริวิบูลยราชกุมาร ในวันพุธที่ 29 เมษายน 2569 ในส่วนภูมิภาค กรมการศาสนา ร่วมกับสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัด 76 จังหวัด จัดกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติ เนื่องในวันคล้ายวันประสูติ 29 เมษายน ได้แก่ พิธีเจริญพระพุทธมนต์ ทำบุญตักบาตรพระสงฆ์ นิทรรศการเฉลิมพระเกียรติ กิจกรรมจิตอาสาบำเพ็ญสาธารณประโยชน์ในศาสนสถาน การจัดนิทรรศการหรือจัดทำวีดีทัศน์ในมิติทางศาสนา และกิจกรรมอื่น ๆ ที่เป็นการเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์ในมิติทางศาสนา และจัดพิธีเจริญพระพุทธมนต์นวัคคหายุสมธัมม์ 




นอกจากนี้  สำนักพระราชวัง ขอเชิญชวนประชาชนร่วมลงนามถวายพระพร สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าทีปังกรรัศมีโชติ มหาวชิโรตตมางกูร สิริวิบูลยราชกุมาร เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันประสูติ วันที่ 29 เมษายน 2569 ผ่านระบบออนไลน์ ที่เว็บไซต์หน่วยราชการในพระองค์ www.royaloffice.th (ระหว่างวันที่ 28–30 เมษายน 2569)

ฟาร์มเอ็กซ์โป ผนึกกำลังพันธมิตร ลงนาม MOUยกระดับธุรกิจ–เทคโนโลยี–การตลาด ขับเคลื่อนอุตสาหกรรมเกษตรไทยสู่เวทีโลก

 ฟาร์มเอ็กซ์โป ผนึกกำลังพันธมิตร ลงนาม MOUยกระดับธุรกิจ–เทคโนโลยี–การตลาด ขับเคลื่อนอุตสาหกรรมเกษตรไทยสู่เวทีโลก


ฟาร์มเอ็กซ์โป ผนึกกำลังภาคีเครือข่ายด้านการเกษตรจากภาครัฐ ภาคเอกชน รวมถึงสถาบันการศึกษา ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ครั้งสำคัญ เพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาธุรกิจ เทคโนโลยี ตลอดจนการตลาดในอุตสาหกรรมเกษตรไทยอย่างครบวงจร มุ่งเชื่อมโยงองค์ความรู้ งานวิจัย ต่อยอดสู่นวัตกรรมเพื่อการใช้งานจริง ครอบคลุมในเชิงพาณิชย์ พร้อมยกระดับศักยภาพเกษตรกรไทย ควบคู่การเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันบนเวทีโลกอย่างยั่งยืน

นายนรบดี ผดุงเจริญ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ฟาร์มเอ็กซ์โป จำกัด ผู้ประสานและเชื่อมโยงความร่วมมือระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง กล่าวถึงความสำคัญของการลงนามในครั้งนี้ว่า “ความร่วมมือในครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญของการเชื่อมโยงทุกภาคส่วนในอุตสาหกรรมการเกษตรไทยเข้าด้วยกันอย่างเป็นระบบ เราเชื่อว่าการบูรณาการองค์ความรู้ เทคโนโลยี และเครือข่ายจากพันธมิตรที่แข็งแกร่ง จะช่วยเร่งการพัฒนาและยกระดับภาคการเกษตรไทยให้สามารถแข่งขันได้ในระดับสากล”

โดยความร่วมมือนี้เกิดขึ้นจากเจตนารมณ์ร่วมกันในการยกระดับภาคการเกษตรไทย ผ่านการบูรณาการองค์ความรู้ งานวิจัย ต่อยอดสู่นวัตกรรม จากหน่วยงานชั้นนำ ซึ่งตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมา ความร่วมมือระหว่างหน่วยงานต่าง ๆ ได้สร้างผลลัพธ์เชิงบวกในหลากหลายมิติ ทั้งการผลักดันผลงานวิจัยและนวัตกรรมสู่การใช้งานจริงในภาคการเกษตร การสร้างเวทีเชื่อมโยงเครือข่าย ตลอดจนการสนับสนุนการพัฒนาศักยภาพเกษตรกรไทยให้ก้าวสู่การแข่งขันได้ในระดับสากล

สำหรับการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ในครั้งนี้ ประกอบด้วยทั้งหน่วยงานที่ร่วมต่ออายุความร่วมมือ และหน่วยงานที่เข้าร่วมลงนามใหม่ เพื่อขยายเครือข่ายความร่วมมือให้ครอบคลุมมากยิ่งขึ้น โดยหน่วยงานที่ร่วมต่ออายุความร่วมมือ ได้แก่ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์, มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน), สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล, สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน), สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย, บริษัท ฟาร์มเอ็กซ์โป จำกัด และบริษัท เทคซอส มีเดีย จำกัด ส่วนหน่วยงานที่เข้าร่วมลงนามความร่วมมือใหม่ ได้แก่ สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม, กรมพัฒนาที่ดิน, กรมวิชาการเกษตร, สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง, บริษัท โพสต์ทูเดย์ จำกัด และ Marketeer ทั้งนี้ ยังมีหน่วยงานภาคีเดิม ได้แก่ กรมส่งเสริมการเกษตร, การยางแห่งประเทศไทย และสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ ซึ่งบันทึกข้อตกลงความร่วมมือเดิมยังมีผลบังคับใช้ เข้าร่วมในพิธีครั้งนี้ด้วย เพื่อสะท้อนพลังของเครือข่ายความร่วมมือที่ดำเนินมาอย่างต่อเนื่องและเป็นรูปธรรม

ภายใต้บันทึกข้อตกลงความร่วมมือฉบับนี้ มีการกำหนดวัตถุประสงค์สำคัญเพื่อส่งเสริมการเกื้อหนุนระหว่างภาครัฐและเอกชน ในการพัฒนาอุตสาหกรรมเกษตรไทย ถ่ายทอดองค์ความรู้ ผสานเทคโนโลยีสู่เกษตรกรอย่างทั่วถึง รวมถึงผลักดันการพัฒนาธุรกิจ ตลอดจนการตลาดสินค้าเกษตรทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยมีขอบเขตความร่วมมือครอบคลุม 5 มิติหลัก ได้แก่ การแลกเปลี่ยนข้อมูลเชิงองค์ความรู้ระดับมหภาค การสนับสนุนการเข้าถึงเทคโนโลยีการเกษตรสมัยใหม่ การพัฒนาธุรกิจเพื่อยกระดับสินค้าเกษตรสู่ตลาดโลก การสร้างโอกาสทางการตลาดผ่านเครื่องมือประชาสัมพันธ์ ตลอดจนการขับเคลื่อนการเกษตรเพื่อสิ่งแวดล้อมสู่เป้าหมาย Net Zero

ทั้งนี้ ความร่วมมือดังกล่าวมีกำหนดระยะเวลา 3 ปี โดยทุกฝ่ายสามารถร่วมกันพิจารณาขยายระยะเวลาเพิ่มเติมได้ในอนาคต พร้อมเปิดโอกาสให้จัดทำแผนปฏิบัติการเฉพาะด้าน เพื่อให้การดำเนินงานเกิดประสิทธิภาพสูงสุด สอดคล้องกับกฎหมาย และระเบียบของแต่ละหน่วยงาน การผนึกกำลังครั้งนี้จึงนับเป็นอีกก้าวสำคัญในการยกระดับอุตสาหกรรมการเกษตรไทย ผ่านการเชื่อมโยงทุกภาคส่วนเข้าด้วยกันอย่างเป็นรูปธรรม พร้อมผลักดันองค์ความรู้ ต่อยอดสู่นวัตกรรมเชิงพาณิชย์ เสริมความแข็งแกร่งให้ภาคเกษตรไทยก้าวสู่เวทีโลกอย่างมั่นคง


ฟาร์มเอ็กซ์โป มีบทบาทในฐานะตัวกลางที่เชื่อมโยงงานวิจัยสู่การใช้งานจริง พร้อมเปิดโอกาสทางธุรกิจ ตลอดจนเปิดโอกาสทางธุรกิจและการตลาดใหม่ ๆ ให้กับเกษตรกร ผู้ประกอบการ รวมถึงนักนวัตกรรมไทย เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มตลอดกระบวนการตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ อีกทั้งขับเคลื่อนอุตสาหกรรมการเกษตรให้เติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว เรามุ่งหวังให้ความร่วมมือครั้งนี้เป็นจุดเริ่มต้นของการพัฒนาเชิงระบบ ช่วยให้ภาคการเกษตรไทยเดินหน้าอย่างมีทิศทางชัดเจน ครอบคลุมการเพิ่มมูลค่าสินค้า การขยายตลาดใหม่ ตลอดจนการยกระดับศักยภาพของเกษตรกรและผู้ประกอบการ โดยฟาร์มเอ็กซ์โปพร้อมเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุน ขับเคลื่อนความร่วมมือนี้ให้เกิดผลลัพธ์อย่างต่อเนื่องและยั่งยืน” นายนรบดี กล่าวปิดท้าย

ติดต่อกิจกรรมของ ฟาร์มเอ็กซ์โป หรือสอบถามข้อมูลและรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Facebook: FarmExpothailand, LINE OA: @farmexpo หรือ www.farmexpo.co.th 

#FarmExpo2026 #ฟาร์มเอ็กซ์โป #farmexpothailand #เกษตรกรรุ่นใหม่ #เกษตรกรไทยเกษตรกรไทย #farmexpo #นวัตกรรมเกษตร


กรมส่งเสริมสหกรณ์ขานรับนโยบายเร่งด่วน”รมช.ปิยะรัฐชย์”ผนึกเครือข่ายสหกรณ์ทั่วไทยเร่งระบาย”นมอ.ส.ค.-ผลไม้”

 กรมส่งเสริมสหกรณ์ขานรับนโยบายเร่งด่วน”รมช.ปิยะรัฐชย์”ผนึกเครือข่ายสหกรณ์ทั่วไทยเร่งระบาย”นมอ.ส.ค.-ผลไม้”


กรมส่งเสริมสหกรณ์รับนโยบายมาตรการเร่งด่วนรมช.เกษตรฯ”ปิยะรัฐชย์ ติยะไพรัช”ผนึกเครือข่ายสหกรณ์ทั้งในและนอกภาคเกษตรเดินหน้าเร่งกระจายสินค้าสหกรณ์ “อธิบดีนิรันดร์”สนองทันควัน 2 ชนิดสินค้าเจ้าปัญหา “นม อ.ส.ค.- ผลไม้”เร่งกระจายเร็วที่สุด

        การยกระดับการกระจายสินค้าสหกรณ์ทั่วประเทศเพื่อแก้ไขปัญหาผลผลิตต้นตลาด สร้างอำนาจการต่อรองและเชื่อมโยงสินค้าตรงสู่ผู้บริโภคตั้งแต่ต้นน้ำกลางน้ำและปลายน้ำ โดยเชื่อมโยงเครือข่ายสหกรณ์และ      ศูนย์กระจายสินค้าสหกรณ์ (CDC)​ ถือเป็นหนึ่งในมาตรการเร่งด่วนที่รัฐมนตรีช่วยกว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ “นางสาวปิยะรัฐชย์  ติยะไพรัช” ประกาศเป็นนโยบายในงาน”รวมพลคนสหกรณ์” ณ ห้องประชุมสหกรณ์ออมทรัพย์ครูเชียงราย จำกัด อ.เมืองเชียงราย จ.เชียงราย เมื่อวันที่ 25 เมษายน 2569 ที่ผ่านมา






        ทั้งนี้ นอกจากการกระจายสินค้าแล้ว ยังช่วยทำตลาดโดยผ่านเครือข่ายสหกรณ์ทั่วประเทศอีกด้วย         ซึ่งที่ผ่านมา จะเน้นไปที่เครือข่ายสหกรณ์ภาคการเกษตร แต่จากนี้ไปจะมุ่งเป้าไปที่สหกรณ์นอกภาคเกษตรด้วยจะเข้ามามีส่วนช่วยกันกระจายสินค้าและทำการตลาดสินค้าร่วมกันด้วย ซึ่งเป็นไปนโยบายนายนิรันดร์ มูลธิดา อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ ที่ให้ไว้กับสหกรณ์จังหวัดทั่วประเทศและเครือข่ายสหกรณ์ทั้ง 7 ประเภท เมื่อคราวก้าวขึ้นมารั้งตำแหน่งอธิบดีได้ไม่นาน

         “ได้สั่งการไปยังสหกรณ์ทั่วประเทศแล้วว่า ต่อไปการเชื่อมเครือข่ายจะไม่ใช่แค่สหกรณ์ภาคการเกษตรเท่านั้น แต่จะรวมเอาสหกรณ์นอกภาคเกษตรเข้ามาด้วยในการช่วยกระจายสินค้าและทำตลาด โดยผ่านทั้ง         ศูนย์กระจายสินค้าสหกรณ์และตัวสหกรณ์เอง ที่ผ่านมาก็ได้มีการซักซ้อมทำความเข้าใจกันเรียบร้อยแล้ว ซึ่งเรื่องนี้ได้มอบให้รองณฤทธิ์ติดตามดูแล” อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์เผย



           อย่างไรก็ตามจากรายงานข้อมูลกรมส่งเสริมสหกรณ์พบว่าในปี 2568 มีจำนวนสหกรณ์ทั่วประเทศ 6,133 แห่ง จากทั้ง 7 ประเภท มีสมาชิกจำนวนทั้งสิ้น 11,022,393 คน หรือประมาณ 16.72% ของประชากรทั้งประเทศ




           นายนิรันดร์เผยต่อว่า ขณะนี้ได้เตรียมการกระจายสินค้าเร่งด่วน 2 ชนิด ผลิตภัณฑ์นมของอ.ส.ค.         ตราไทย-เดนมาร์ค หรือที่นิยมเรียกว่านมวัวแดง ซึ่งทางกระทรวงเกษตรฯ โดยนายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้มอบหมายให้กรมส่งเสริมสหกรณ์เข้ามาช่วยระบายนมกล่องค้างสต๊อค    ประมาณ 7.3 ล้านกล่อง โดยผ่านสหกรณ์ในเครือข่ายทั่วประเทศ ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการประสานกับสหกรณ์ ในจังหวัดต่าง ๆ ที่จะช่วยกันหาตลาด คาดว่าน่าจะช่วยระบายได้ในระดับหนึ่ง

นม อ.ส.ค. ตอนนี้วางแผนกระจายรอบใหม่ ที่ประชุมกันมันติดขัดในรายละเอียด ครั้งนี้มีแผนที่จะกระจายนมของ อ.ส.ค.ให้กับเครือข่ายสหกรณ์ทั่วประเทศในแต่ละจังหวัด เราต้องการช่วย อ.ส.ค.ในเรื่องการตลาดจริง ๆ ซึ่งไม่ได้มากมายอะไร อยากให้มาช่วยกันในหลาย ๆ ภาคส่วน อ.ส.ค.เองก็ซื้อน้ำนมดิบจากสหกรณ์โคนมด้วย ปริมาณนมตอนนี้ท่านปลัด (วิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข) ยังให้เช็คสต๊อกอยู่ว่าเหลือปริมาณเท่าไหร่ ที่เป็นนมพาณิชย์ รอทางกระทรวงฯ เริ่มคิกออฟเมื่อไหร่ สหกรณ์ก็พร้อมลุยทันที”นายนิรันดร์ยืนยัน

อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ย้ำด้วยว่าในส่วนผลไม้นั้น ซึ่งขณะนี้กำลังให้ผลผลิตในเกือบทุกภูมิภาค โดยเฉพาะภาคตะวันนออกผลผลิตทุกชนิดกำลังออกสู่ตลาด ที่ผ่านมาการกระจายผลไม้เน้นเชื่อมเครือข่าย สหกรณ์ภาคการเกษตรเท่านั้น แต่จากนี้ไปจะดึงสหกรณ์นอกภาคเกษตรเข้ามาด้วยในทุกจังหวัด แม้บางจังหวัด            ได้ดำเนินการแล้วก็ตาม ทั้งนี้ เพื่อสร้างพลังในการกระจายจากแหล่งผลิตสู่ผู้บริโภคสมาชิกทุกกลุ่มสหกรณ์ 

 ด้านนางพิชญ์สินี สว่างโรจน์ สหกรณ์จังหวัดพิษณุโลก กล่าวว่า เครือข่าวสหกรณ์ในจังหวัดทั้งใน       และ นอกภาคการเกษตรกว่า 90 สหกรณ์ รวมทั้งกลุ่มเกษตรกรอีกจำนวนหนึ่ง มีความพร้อมในการรับสินค้ามากระจายสู่สมาชิก หลังได้มีการซักซ้อมกับทางกรมส่งเสริมสหกรณ์ในการดำเนินการดังกล่าว โดยเฉพาะผลไม้ได้มีการเชื่อมเครือข่ายทั้งในและนอกภาคเกษตรมานานแล้ว เพียงแต่การดำเนินการยังไม่ชัดเจนเหนียวแน่น เหมือนสหกรณ์ภาคการเกษตรกรด้วยกัน

เครือขายสหกรณ์ทั้งในและนอกภาคเกษตรในพิษณุโลกทั้งหมดมีความพร้อมขายนม อ.ส.ค. หลังรับนโยบายจากรมฯ เราก็มาซักซ้อมกับเครือข่ายสหกรณ์ทั้งหมดในจังหวัดเขาก็ยินดีให้ความร่วมมือ จริง ๆ แล้ว  เราอยากได้สินค้าก่อนสงกรานต์ด้วยซ้ำ เพื่อทำเป็นของขวัญของชำร่วยแจกผู้หลักผู้ใหญ่ ส่วนผลไม้นั้น  เราดำเนินการมาทุกปี ปีนี้ก็เช่นกันรับสินค้ามาก็กระจายไปทุกสหกรณ์โดยผ่านศูนย์กระจายสินค้าสหกรณ์ CDC  ของสหกรณ์วัดจันทร์ จำกัด ซึ่งเป็นศูนย์กระจายสินค้าหลักของจังหวัดพิษณุโลก” สหกรณ์จังหวัดพิษณุโลกกล่าว 


……………………………..


วันอาทิตย์ที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2569

"เสี่ยโก้-สรวีร์"จัดศึกมวยไทยซุปเปอร์แชมป์ เดือดสะใจแฟนมวย พร้อมหนุน "ต่อเอก"ดาวรุ่งวัย16 สู่บัลลังก์โลก

 "เสี่ยโก้-สรวีร์"จัดศึกมวยไทยซุปเปอร์แชมป์ เดือดสะใจแฟนมวย พร้อมหนุน "ต่อเอก"ดาวรุ่งวัย16 สู่บัลลังก์โลก

 มาตามนัด "เสี่ยโก้"นายก่อเกียรติ พาณิชยารมณ์ และนายสรวีร์ ฤทธิชัย จัดคู่มวยในรายการมวยไทยซุปเปอร์แชมป์นัดประจำวันเสาร์ที่ 25 เม.ย.69 แบบสะใจแฟนมวย "มวยรอบสากล ก่อเกียรติ มุ่งแชมป์เปี้ยนโลก" ซุปเปอร์แม็กซ์ กิวกิวเต้น้องรักยิม ตัวแทน จ.ตราด ควงกำปั้นไล่ถล่มชนะ TKO ยก 2 ธนทัต กัลยาณมิตร จากสมุทรปราการ ส่วนคู่เอกมวยไทย 3 ยก ยอดพงศกร ท.ธีร์ปกรณ์ ไล่สาดแข้งซ้ายเข้าชายโครง คาลิด ไซเลน ตลอด 3 ยกชนะคะแนนสุดมันส์


     วันที่ 25 เม.ย.69 ที่ เวทีมวย World Siam Stadium ตะวันนา กรุงเทพฯ ในการแข่งขันมวยไทยซุปเปอร์แชมป์ พรีเซ็นเต็ดบายวันก่อเกียรติ โดยสองสองโปรโมเตอร์มือทอง "เสี่ยโก้"นายก่อเกียรติ พาณิชยารมณ์ โปรโมเตอร์มวยโลกเจ้าของรางวัลยอดเยี่ยมเอเชีย 3 สถาบัน และ "เสี่ยอู๊ด" นายสรวีร์ ฤทธิชัย ผู้บริหารวันก่อเกียรติและโปรโมเตอร์เวทีลุมพินี ยังคงเสริฟความดุเดือด ความสนุก จากมวยรอบสากล ก่อเกียรติมุ่งแขมป์เปี้ยนโลก และมวยไทย 3 ยกถ่ายทอดสดทั่วประเทศทุกวันเสาร์เวลา 17.30 น. - 20.00 น. ทางช่อง 8 กด 27 โดยการแข่งขันมวยไทยซุปเปอร์แชมป์ พรีเซ็นเต็ดบายวันก่อเกียรติ มีผลการแข่งขันดังนี้

- มวยรอบสากล ก่อเกียรติมุ่งแชมป์เปี้ยนโลก "ศึกนวมคู่กำปั้นทองคำ ครั้งที่ 1 นัดที่ 4 ธนทัต กัลยาณมิตร ตัวแทน จ.สมุทรปราการ พบกับ ซุปเปอร์แม็กซ์ กิวกิวเต้น้องรักยิม นักมวยตัวแทน จ.ตราด คู่นี้ยกแรก ซุปเปอร์แม็กซ์ ที่เสียเปรียบส่วนสูงเดินลุยเข้าวงในออกหมัดเน้นลำตัว แค่ ธนทัต ก็ใช่ชั้นเชิงตอบโต้ได้ดี มายกที่ 2 ซุปเปอร์แม็กซ์ เปลี่ยนแผนรัวหมัดเข้าใบหน้ท ธนทัต ชุดใหญ่จนร่วงไปให้กรรมการนับ 8 จากนั้นก็เป็น ซุปเปอร์แม็กซ์ ฉายเดี่ยวชกข้างเดียวจนกรรมการยุติการชกชูมือให้ ซุปเปอร์แม็กซ์ กิวกิวเต้น้องรักยิม ชนะ TKO ยกที่ 2 ทำให้ จ.ตราด ผ่านเข้ารอบตามนักชกจากนครปฐม สุโขทัย และชลบุรี ต่อไป

- คู่ที่ 2 มวยไทย 3 ยกพิกัด 53 ก.ก. ซากาเรีย อาตาร์ นักมวยไทยชาวโมร็อคโค สูงกว่า เพชรพานทอง ส.ผณินธร นักมวยไทยถึง 6 ซ.ม.แต่เจอทีเด็ดกำปั้นดาวรุ่งวัย 16 ปีสาดแข้งจนไปไม่เป็นครบ 3 ยก เพชรพานทอง ส.ผณินธร ชนะคะแนนเดือด

- คู่ที่ 3 มวยไทย 3 ยกพิกัด 58 ก.ก. ยูเซฟ เอลฮูร์ นักมวยไทยจากโมร็อคโคต้องการล้างตาแทนเพื่อนร่วมชาติกลับโดนย้ำแค้น โดนนักมวยไทยประสบการณ์สูง ท็อปกัน กิวกิวเต้ BBQยิม สาดอาวุธมวยไทยครบเครื่อง ตลอด 3 ยกก่อนชนะคะแนนไป

- คู่ที่ 4 มวยไทย 3 ยกพิกัด 65 ก.ก. ดาเนียล เซอรัสซี่ นักมวยไทยชาวอิหร่าน พบกับ แสนเก่งเล็ก ฐีรโคไท ดีกรีนักกีฬาคิ๊กบ็อกซิ่งทีมชาติไทย คู่นี้แลกอาวุธมวยไทยกันสนุก แต่นักมวยไทย แสนเก่งเล็ก มีลูกเล่นเพิ่มเติมจากแบ๊กคิกที่ชัดเจนและจังหวะฟาดเท้าสูตอกส้นทำให้เป็นฝ่ายชนะคะแนนไป ท่ามกลางเสียงเฮจากกองเชียร์แคมป์คิกบ็อกซิ่งทีมชาติไทย

- คู่ที่ 5 คู่เอกของรายการมวยไทย 3 ยกพิกัด 65 ก.ก. คาลิค ไซเลน กำปั้นโมร็คโควัย 22 ปีพบกับ ยอดพงศกร ท.ธีร์ปกรณ์ คู่นี้ คาลิด เดินลุยเข้าไปรับแข้งซ้ายของ ยอดพงศกร ตั้งแต่ต้นยกพยายามลุยฝ่าแข้งซ้ายเพื่อออกหมัดแต่ก็ทำได้ยาก มาถึงต้นยก 3 ยอดพงศกร ที่ออกแข้งซ้ายมาตลอด 2 ยกเผลอการ์ดตก คาลิด หลุดเข้าวงในออกหมัดชุดใหญ่เข้าใส่จน ยอดพงศกร ต้องกรรเชียงหนีก่อนฟื้นตัวมาสกัดด้วยแข้งซ้ายที่หนักหน่วงได้อีกครบ 3 ยก ยอดพงศกร ท.ธีร์ปกรณ์ ชนะคะแนนสุดมันส์

- คู่ที่ 6 มวยไทย 3 ยกพิกัด 63 ก.ก. โมฮัมเหม็ด เอลมาดี้ กำปั้นโมร็อคโคคนที่ 4 ปะทะ เหออเล เครูตู นักมวยไทยชาวมองโกเลียที่ฝึกซ้อมในค่ายมวยไทยที่จีน คู่นี้นักชกมองโกเลียออกอาวุธมวยไทยครบเครื่องชนะคะแนนไป

- คู่ที่ 7 มวยสากล 6 ยกพิกัด 52 ก.ก. ต่อเอก ก่อเกียรติยิม เจ้าหนูกำปั้นดาวรุ่งวัย 16 ปีเจ้าของสถิติชก 5 นัดชนะรวดต่อน้ำหนักให้กำปั้นอิหร่านวัย 30 ปี โครูช ถึง 2 ก.ก.และ ต่อเอก ไม่ทำให้แฟนมวยและทีมงานต้องผิดหวัง เดินลุยออกหมัดใสลำตัวและใบหน้าของ โครูช จนร่วงไปให้กรรมการนับ 8 ในยกที่ 2 จากนั้นยังเป็น ต่อเอก ที่โชว์ฟอร์มเหนือกว่า ส่วนกำปั้นอิหร่านได้แต่ป้องกัน ครบ 6 ยก ต่อเอก ก่อเกียรติยิม ชนะคะแนนขาดลอย




     "เสี่ยโก้" นายก่อเกียรติ พาณิชยารมณ์ โปรโมเตอร์มวยโลกเจ้าของรางวัลยอดเยี่ยมเอเชีย 3 สถาบันกล่าวว่า "ความพิเศษในวันนี้นอกเหนือจากมวยรอบสากล ก่อเกียรติมุ่งแชมป์เปี้ยนโลก 115 ปอนด์ ซึ่งได้นักมวยคนที่ 4 ผ่านเข้ารอบแล้ว มวยไทย 3 ยกก็ยังคงเน้นความสนุก ดุเดือด สะใจเพื่อแฟนมวย และยังเพิ่มความพิเศษกับคู่มวยสากลปิดท้าย ซึ่ง ต่อเอก ก่อเกียรติยิม นักมวยดาวรุ่งวัย 16 ปีคนนี้น่าจะเป็นอีกหนึ่งความหวังของคนไทยกับการขึ้นชกชิงแชมป์โลกในอนาคต ฝากผลงานของกำปั้นดาวรุ่งรายนี้ไว้กับแฟนมวยด้วยนะครับ พร้อมฝากติดตามมวยไทยซุปเปอร์แชมป์ พรีเซ็นเต็ดบายวันก่อเกียรติ  ที่เตรียมจัดคู่มวยทั้งมวยรอบสากล ก่อเกียรติมุ่งแชมป์เปี้ยนโลก และมวยไทย 3 ยก เพื่อความสนุก และความสุขให้กับแฟนมวยทั่วประเทศ ที่ เวทีมวย World Siam Stadium ตะวันนา กรุงเทพฯ นัดต่อไปวันเสาร์ที่ 2 พ.ค. 69 เวลา 17.30 น. - 20.00 น. ทางช่อง 8 กด 27 แฟนมวยไม่ควรพลาด !

วันเสาร์ที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2569

อ.เชน” โชว์วิสัยทัศน์เปิดเวที STS Forum ไทย – ญี่ปุ่น 2026 ผนึกกำลังภาควิชาการ - ภาคธุรกิจ - นักลงทุนร่วมผลักดันงานวิจัยให้กลายเป็นผลิตภัณฑ์ที่สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้จริง เริ่มจากงานวิจัยด้านสาธารณสุขสู่ "เศรษฐกิจสุขภาพ" เชื่อมถึงภาคเกษตร อุตสาหกรรม การท่องเที่ยว เตรียมจับมือญี่ปุ่นพัฒนา "อุปกรณ์การแพทย์" และ "อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์"

 “อ.เชน” โชว์วิสัยทัศน์เปิดเวที STS Forum ไทย – ญี่ปุ่น 2026 ผนึกกำลังภาควิชาการ  - ภาคธุรกิจ - นักลงทุนร่วมผลักดันงานวิจัยให้กลายเป็นผลิตภัณฑ์ที่สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้จริง เริ่มจากงานวิจัยด้านสาธารณสุขสู่ "เศรษฐกิจสุขภาพ" เชื่อมถึงภาคเกษตร อุตสาหกรรม การท่องเที่ยว เตรียมจับมือญี่ปุ่นพัฒนา "อุปกรณ์การแพทย์" และ "อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์"  



เมื่อวันที่ 24 เม.ย.69 ศ.ดร. ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เป็นประธานเปิดงานและกล่าวปาฐกถาพิเศษ หัวข้อ “ความท้าทายระดับโลกและแนวโน้มใหม่ด้านการวิจัยและการศึกษาในศตวรรษที่ 21” ในการประชุม STS forum Japan-Thailand Symposium 2026 ซึ่งจัดขึ้นเป็นครั้งแรกในประเทศไทย ภายใต้แนวคิด “The Great Convergence” ที่มุ่งเน้นการบูรณาการองค์ความรู้เพื่อสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อโลกในทุกมิติ โดยสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ(วช.) โดยมี ทพญ.ศรีญาดา ปาลิมาพันธ์ ที่ปรึกษา รมว.กระทรวง อว. นายฉัตริน จันทร์หอม เลขานุการ รมว.กระทรวง อว. ศ.ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวง อว. ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ผู้บริหารกระทรวง อว. และพันธมิตรทั้งในและต่างประเทศ เข้าร่วมอย่างคับคั่ง ณ ห้องเวิลด์บอลรูม ชั้น 23โรงแรม Centara Grand & Bangkok Convention Centre at CentralWorld กรุงเทพมหานคร 


ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ กล่าวว่า STS Forum Japan-Thailand Symposium 2026 เป็นเวทีที่รวบรวมผู้เชี่ยวชาญจากทุกศาสตร์ ทุกสาขา มาร่วมแลกเปลี่ยนและพัฒนาแนวทางเพื่อแก้ปัญหาระดับโลก เปรียบเสมือน “เวทีระดับโนเบลของเอเชีย” การที่ญี่ปุ่นเป็นผู้นำในการเชื่อมโยงความรู้ระดับโลก สะท้อนมาถึงนโยบายของตนที่ต้องการนำกระทรวง อว. เดินไปสู่ World Class University ที่อาจารย์และนักวิจัยจะมุ่งสู่ระดับโลก ซึ่งต้องแสวงหาความร่วมมือข้ามศาสตร์ ข้ามสาขาและเชื่อมโยงกับทั้งผู้ปฏิบัติ ภาคอุตสาหกรรม และหน่วยงานภาครัฐ 


รองนายกฯ และ รมว.อว. กล่าวต่อว่า การประชุมครั้งนี้ ได้ชูโมเดลการพัฒนามหาวิทยาลัยระดับโลกที่เน้นความสมดุลระหว่างการศึกษา การวิจัย และนวัตกรรม โดยงานวิจัยต้องไม่หยุดอยู่แค่ในสถาบันการศึกษา แต่ต้องก้าวไปสู่การสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้จริง หัวใจสำคัญคือการดึงกลุ่มนักลงทุนและผู้ประกอบการ เข้ามาเป็นจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญเพื่อสนับสนุนเงินทุน ผลักดันงานวิจัยให้กลายเป็นผลิตภัณฑ์ที่สร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสังคมและตอบโจทย์ตลาดโลกได้

กระทรวง อว.ตั้งเป้าหมายขับเคลื่อนอุตสาหกรรมเป้าหมาย โดยเฉพาะ "เศรษฐกิจสุขภาพ" (Wellness Economy) ที่บูรณาการภาคการเกษตร อุตสาหกรรม และบริการเพื่อต่อยอดสู่การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพมูลค่าสูง รวมถึงการพัฒนา "อุปกรณ์การแพทย์" ที่เตรียมร่วมมือกับบริษัทจากประเทศญี่ปุ่นในการนำเทคโนโลยีใหม่ ๆ เข้ามาประยุกต์ใช้ ตลอดจนการผลักดันงานวิจัยด้านสาธารณสุขให้ก้าวข้ามจากเครื่องต้นแบบไปสู่กระบวนการทดสอบทางคลินิก (Clinical Trials) อย่างจริงจัง นอกจากนี้ ยังให้ความสำคัญกับ "อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์" โดยเร่งดึงนักวิจัยไทยเข้าไปมีส่วนร่วมในห่วงโซ่การผลิตร่วมกับฐานโรงงานผลิตชิปของญี่ปุ่นในประเทศไทย เพื่อสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจร่วมกันอย่างเป็นรูปธรรม รวมทั้งมุ่งสร้างแรงบันดาลใจและสนับสนุน "นักวิจัยรุ่นใหม่" โดยได้รับการสนับสนุนจาก วช. เพื่อเปิดโอกาสให้นักวิจัยไทยได้เข้าร่วมเวทีระดับโลกและแลกเปลี่ยนมุมมองกับเจ้าของรางวัลโนเบล ซึ่งจะเป็นแรงกระตุ้นสำคัญในการสร้างสรรค์ผลงานที่สามารถเปลี่ยนแปลงโลกได้” ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวและว่า

การผนึกกำลังระหว่างภาควิชาการ ภาคธุรกิจ และนักลงทุน ไม่เพียงแต่จะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตและสังคมผู้สูงอายุ แต่ยังครอบคลุมถึงการนำเทคโนโลยีระดับสูงอย่างเทคโนโลยีฝาแฝดดิจิทัล (Digital Twin) มาใช้จำลองและรับมือกับวิกฤตการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ นำไปสู่การพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมอย่างยั่งยืนในทุกมิติ” ศ.ดร.ยศชนัน กล่าว

ด้าน ศ.ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล กล่าวว่า งาน STS forum Japan-Thailand Symposium 2026 เน้นบทบาทของ AI ในฐานะกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศและแก้ไขวิกฤตโลก ด้วยแนวคิด “The Great Convergence” ที่มุ่งบูรณาการ AI กับด้านสุขภาพ สิ่งแวดล้อม และเศรษฐกิจชีวภาพ กระทรวง อว. เดินหน้าสร้างระบบนิเวศนวัตกรรม ส่งเสริมวิจัยข้ามศาสตร์ และผลักดันการใช้ประโยชน์จริง ซึ่งความร่วมมือระดับนานาชาติเป็นสิ่งจำเป็น ขณะที่ก็ประเทศไทยมีความพร้อมทั้งด้านสาธารณสุขและเศรษฐกิจชีวภาพในการร่วมขับเคลื่อน เวทีนี้จึงเป็นพื้นที่สำคัญในการเชื่อมโยงความร่วมมือระหว่างภาครัฐ นักวิจัย และภาคเอกชน เพื่อกำหนดทิศทางการพัฒนาในอนาคต

ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กล่าวว่า การประชุมครั้งนี้เป็นความร่วมมือระหว่าง วช. และ STS forum เพื่อตอบโจทย์ความท้าทายของโลกที่มีความซับซ้อนและเชื่อมโยงกันมากขึ้น ทั้งด้านสาธารณสุข การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สิ่งแวดล้อม พลังงาน และการแข่งขันระดับโลก ทั้งนี้ ประเทศไทยโดย วช. ได้มีส่วนร่วมกับ STS forum อย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2560 ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของนักวิจัยไทยในเวทีนานาชาติ และนำไปสู่การจัดการประชุมครั้งนี้ ซึ่งผสานการหารือเชิงนโยบายและการแลกเปลี่ยนทางวิชาการผ่านการบรรยาย เสวนา และการประชุมย่อย อันเป็นก้าวสำคัญในการเสริมสร้างความร่วมมือระหว่าง วช. และ STS forum ให้เข้มแข็งยิ่งขึ้นในอนาคต

ถัดมาเป็น Congratulatory Messages การร่วมแสดงความยินดีต่อการจัดงาน STS forum Japan–Thailand Symposium 2026 ได้รับเกียรติจากบุคคลสำคัญ ได้แก่ Masato Otaka (H.E. Mr. Masato Otaka, Ambassador Extraordinary and Plenipotentiary of Japan to the Kingdom of Thailand), Hiroshi Komiyama (Prof. Hiroshi Komiyama, Chairman, Science and Technology in Society forum) และ Sadayuki Tsuchiya (Prof. Sadayuki Tsuchiya, Executive Director, Science and Technology in Society forum) ซึ่งได้ร่วมส่งสารแสดงความยินดีต่อการจัดงานในครั้งนี้ และสะท้อนถึงความร่วมมือระหว่างไทยและนานาชาติในการขับเคลื่อนวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมร่วมกัน

การประชุมครั้งนี้ประกอบด้วยกิจกรรมสำคัญดังนี้ การบรรยายพิเศษ (Plenary Sessions) การเสวนา (Panel Discussions) และการประชุมย่อย ครอบคลุมประเด็นสำคัญ อาทิ อนาคตของวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี พลังงานยั่งยืน สุขภาพอัจฉริยะ และบทบาทของปัญญาประดิษฐ์ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจชีวภาพและสิ่งแวดล้อม ภายใต้แนวคิด “The Great Convergence” ที่มุ่งเน้นการบูรณาการองค์ความรู้เพื่อสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อโลกในทุกมิติ


ทั้งนี้ การประชุม STS Forum Japan–Thailand Symposium 2026 จึงถือเป็นเวทีสำคัญในการขับเคลื่อนความร่วมมือด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมในระดับนานาชาติ พร้อมสร้างเครือข่ายความร่วมมือเชิงลึก และต่อยอดสู่ผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมต่อทั้งสองประเทศและประชาคมโลก และตอกย้ำบทบาทของไทยในฐานะหนึ่งในศูนย์กลางนวัตกรรมของภูมิภาค ที่พร้อมก้าวสู่อนาคตอย่างมั่นคงและยั่งยืน

จากนโยบายสู่แนวปฏิบัติ: การสร้างภูมิคุ้มกันนิโคตินในเยาวชนด้วยหัวใจของเวชศาสตร์ครอบครัวการเสพติด การติดตามพฤติกรรมการใช้ผลิตภัณฑ์ยาสูบและนิโคตินในกลุ่มเยาวชนถือเป็นวาระสำคัญด้านสาธารณสุขระดับโลก โดยเฉพาะเมื่อเผชิญกับการแพร่หลายของผลิตภัณฑ์รูปแบบใหม่ อาทิ บุหรี่ไฟฟ้า และนิโคตินถุง (Nicotine Pouch) ข้อมูลล่าสุดจาก ผลสำรวจการใช้ยาสูบในเยาวชนระดับชาติของสหรัฐอเมริกาปี 2568 (2025 National Youth Tobacco Survey: NYTS) ซึ่งครอบคลุมกลุ่มตัวอย่างนักเรียนกว่า 27 ล้านคนทั่วประเทศ พบแนวโน้มที่น่าสนใจอย่างยิ่ง ผลการสำรวจระบุว่า อัตราการใช้ผลิตภัณฑ์ยาสูบทุุกประเภทในกลุ่มเยาวชนลดลงเหลือเพียง 7.5% ซึ่งเป็นระดับที่ต่ำที่สุดเป็นประวัติการณ์นับตั้งแต่มีการสำรวจ และลดลงอย่างก้าวกระโดดจาก 27.5% ในปี 2019 โดยเฉพาะอัตราการสูบบุหรี่มวนที่คงระดับต่ำเพียง 1.4% และการใช้บุหรี่ไฟฟ้าที่ลดลงจาก 5.9% เหลือ 5.2% แม้จะมีข้อจำกัดด้านอัตราการมีส่วนร่วม (Participation Rate) ที่ 29.7% แต่ตัวเลขนี้สะท้อนถึงความสำเร็จของมาตรการเชิงรุกที่น่าศึกษา ถอดรหัสกลยุทธ์ "สมดุลและเข้มงวด" ของ FDA สหรัฐฯ องค์การอาหารและยาสหรัฐฯ (FDA) ดำเนินนโยบายภายใต้แผน Youth Tobacco Prevention Plan โดยมุ่งเน้น 3 แนวทางหลักที่บูรณาการเข้าด้วยกัน ประการแรก การป้องกันการเข้าถึง (Preventing Access): บังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจังผ่านการตรวจร้านค้าปลีกกว่า 1 ล้านครั้ง และลงโทษผู้กระทำผิดซ้ำอย่างหนัก ประการต่อมา การควบคุมการตลาด (Curbing Marketing): สกัดกั้นผลิตภัณฑ์ที่จูงใจเด็ก เช่น บุหรี่ไฟฟ้ารสชาติผลไม้ หรือบรรจุภัณฑ์ที่เลียนแบบขนมเด็ก และประการสุดท้าย การสร้างความรอบรู้ (Education): ผ่านแคมเปญ “The Real Cost” ที่ให้ข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับความเสี่ยง และสร้างศูนย์ทรัพยากรเพื่อให้ครูและผู้ปกครองเป็นแนวร่วมในการเฝ้าระวัง มุมมองเชิงเวชศาสตร์ป้องกันและเวชศาสตร์ครอบครัวการเสพติด (Preventive & Addiction Family Medicine) ในมิติทางการแพทย์ การลดอุบัติการณ์ (Incidence) ของผู้เสพติดหน้าใหม่มีความสำคัญไม่น้อยไปกว่าการรักษาผู้ป่วยเดิม บทเรียนจากสหรัฐฯ สามารถนำมาประยุกต์สู่บริบทไทยผ่านเลนส์ของ เวชศาสตร์ครอบครัวการเสพติด เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันที่ยั่งยืนผ่าน 4 แกนสำคัญ: 1. การป้องกันปฐมภูมิ (Primary Prevention): จากการ "สั่งห้าม" สู่การสร้าง "ความรอบรู้" หัวใจสำคัญคือการสร้าง "ความรอบรู้" (Health Literacy) โดยปรับมาตรการที่มีประสิทธิภาพจากการใช้อำนาจสั่งการ มาเป็นการให้ข้อมูลความเสี่ยงต่อสมองและพัฒนาการอย่างตรงไปตรงมา เพื่อให้เยาวชนเกิด "การตัดสินใจเลือกสุขภาวะด้วยตนเอง" (Self-determination) ซึ่งเป็นเกราะป้องกันที่เข้มแข็งและยั่งยืนกว่ากฎหมายบังคับเพียงอย่างเดียว 2. บริบทครอบครัว: ปราการด่านแรกและด่านสุดท้าย การเสพติดมักเริ่มจากช่องว่างทางจิตใจหรือปัจจัยแวดล้อม นโยบายสุขภาพจึงต้องใช้แนวทางยึดครอบครัวเป็นศูนย์กลาง (Family-centered Approach) โดยสนับสนุนให้พ่อแม่มีความรู้ในการสังเกตสัญญาณแรกเริ่ม และใช้ทักษะการสื่อสารเชิงบวก (Motivational Interviewing) แทนการตำหนิ เพื่อไม่ให้เยาวชนหันไปใช้บุหรี่ไฟฟ้าเป็นที่พึ่งทางใจ 3. กลไกการลดอันตรายและความยืดหยุ่น (Harm Reduction & Balance) การออกแบบนโยบายต้องสร้างความสมดุลระหว่างการปกป้องเด็กและการให้ข้อมูลที่ถูกต้องแก่ผู้ใหญ่ การ "ห้ามแบบเบ็ดเสร็จ" โดยขาดการสื่อสารที่โปร่งใสอาจผลักดันให้เกิดการใช้แบบหลบซ่อนและเข้าสู่ตลาดมืด ซึ่งยากต่อการควบคุมและนำไปสู่พฤติกรรมเสี่ยงอื่นที่รุนแรงกว่า การสร้างความน่าเชื่อถือ (Trust) ระหว่างรัฐและประชาชนจึงเป็นปัจจัยสำคัญในงานเวชศาสตร์ป้องกัน 4. บทสรุป: การรักษาที่ดีที่สุดคือการไม่ต้องรักษา ความสำเร็จในการยับยั้งการเสพติดตั้งแต่ต้นน้ำต้องอาศัย 3 เสาหลัก ได้แก่ Access Control: ควบคุมการเข้าถึงเชิงกายภาพอย่างเข้มงวด Cognitive Shield: สร้างเกราะกำบังทางปัญญาด้วยข้อมูลที่ถูกต้อง และ Family Support: เสริมสร้างสายสัมพันธ์และพลังของครอบครัวในการเฝ้าระวัง การขับเคลื่อนนโยบายสุขภาพไทยในอนาคต จึงควรเป็นการบูรณาการระหว่าง “กฎหมายที่เข้มงวด” กับ “การสาธารณสุขที่เข้าถึงใจ” เพื่อเปลี่ยนผ่านจากการซ่อมสุขภาพ (Treatment) ไปสู่การสร้างเสริมสุขภาพ (Health Promotion) ที่มั่นคงในระยะยาว นพ.จักร์ชัย ติตตะบุตร แพทย์เวชศาสตร์ครอบครัวการเสพติด

  จากนโยบายสู่แนวปฏิบัติ: การสร้างภูมิคุ้มกันนิโคตินในเยาวชนด้วยหัวใจของเวชศาสตร์ครอบครัวการเสพติด การติดตามพฤติกรรมการใช้ผลิตภัณฑ์ยาสูบและน...