วันศุกร์ที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2569

“ค้าภายใน” เกาะติดสถานการณ์ปาล์ม เตรียมชงเข้มมาตรการสินค้าควบคุม ย้ำสต๊อกเพียงพอทั้งบริโภคและภาคพลังงานตามนโยบายรัฐ

 “ค้าภายใน” เกาะติดสถานการณ์ปาล์ม เตรียมชงเข้มมาตรการสินค้าควบคุม ย้ำสต๊อกเพียงพอทั้งบริโภคและภาคพลังงานตามนโยบายรัฐ

นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน กล่าวว่า กรมการค้าภายในได้ติดตามสถานการณ์น้ำมันปาล์มอย่างใกล้ชิด ทั้งด้านปริมาณผลผลิต สต๊อก และระดับราคา เพื่อให้เกิดความสมดุลระหว่างเกษตรกร ผู้ประกอบการ และผู้บริโภค โดยปัจจุบันประเทศไทยมีสต๊อกน้ำมันปาล์มดิบ (CPO) อยู่ประมาณ 350,000 ตัน ซึ่งยังอยู่ในระดับเพียงพอต่อการบริหารจัดการภายในประเทศ

นายวิทยากรกล่าวว่า ในช่วงเดือนเมษายนต่อเนื่องถึงเดือนกรกฎาคม ผลผลิตปาล์มน้ำมันฤดูกาลใหม่จะทยอยเข้าสู่ระบบ โดยคาดว่าในแต่ละเดือนจะมีผลผลิตออกสู่ตลาดไม่ต่ำกว่า 400,000 ตัน เมื่อรวมกับสต๊อกที่มีอยู่ จะทำให้ปริมาณน้ำมันปาล์มในประเทศมีเพียงพอรองรับทั้งการบริโภคภายในประเทศและความต้องการใช้ในภาคพลังงานไม่ว่าจะเป็น B7 B10 ตามนโยบายของรัฐบาล ส่งผลให้ภาพรวมปริมาณสินค้าอยู่ในภาวะสมดุล และช่วยให้ราคาผลปาล์มน้ำมันอยู่ในระดับที่ดีขึ้นด้วย

สำหรับสถานการณ์ราคาจำหน่ายน้ำมันปาล์มบรรจุขวด มีการติดตามการจำหน่ายอย่างใกล้ชิดโดยปัจจุบันราคาจำหน่ายอยู่ที่ประมาณขวดละ 42–50 บาท แตกต่างกันไปตามยี่ห้อสินค้า และยังไม่พบสัญญาณการปรับขึ้นราคาแต่อย่างใด

โดยล่าสุด กรมการค้าภายในได้ประสานไปยังผู้ผลิต ห้างค้าส่ง ค้าปลีก รวมถึงสมาคมการค้าปลีกและค้าส่ง อย่างต่อเนื่อง โดยยืนยันว่ายังไม่มีการปรับขึ้นราคาน้ำมันปาล์มแต่อย่างใด และภาครัฐยังติดตามโครงสร้างราคาสินค้าตั้งแต่ต้นทางการผลิต โรงสกัด โรงกลั่น ไปจนถึงราคาจำหน่ายปลายทางอย่างใกล้ชิด เพื่อป้องกันการฉวยโอกาสทางการค้า

นายวิทยากร กล่าวต่อว่า ”สินค้าน้ำมันปาล์มบรรจุขวดเป็นสินค้าควบคุมตามประกาศคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ (คณะกรรมการ กกร.) ภายใต้พระราชบัญญัติว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ. 2542 กรมการค้าภายใน ในฐานะเลขานุการคณะกรรมการ กกร. มีอำนาจกำกับดูแลและเสนอให้คณะกรรมการ กกร. พิจารณาทบทวนมาตรการที่เหมาะสม เพื่อรักษาสมดุลทั้งด้านต้นทุนการผลิต รายได้เกษตรกร และภาระค่าครองชีพของประชาชน

ในฐานะเลขานุการคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ กรมการค้าภายในจะเร่งพิจารณาทบทวนมาตรการเพิ่มเติมสำหรับสินค้าควบคุมโดยเร็ว เพื่อให้การกำกับดูแลราคาสินค้าเป็นไปอย่างเหมาะสมและสอดคล้องกับสถานการณ์ในช่วงสถานการณ์ที่มีความผันผวน กรมการค้าภายในขอความร่วมมือผู้ประกอบการห้ามปรับขึ้นราคาสินค้าและบริการโดยไม่มีเหตุผลอันสมควร พร้อมขอให้ประชาชนอย่าตื่นตระหนกไปกับกระแสข่าว และขอให้เชื่อมั่นว่ากรมการค้าภายในได้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ซึ่งหากพบเห็นการจำหน่ายสินค้าแพงเกินสมควร การกักตุน หรือปฏิเสธการจำหน่ายสินค้า สามารถแจ้งเบาะแสพร้อมรายละเอียดสถานที่เกิดเหตุได้ผ่านสายด่วน 1569 หรือสำนักงานพาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศ เพื่อดำเนินการตามกฎหมายอย่างเคร่งครัดต่อไป” นายวิทยากร กล่าวทิ้งท้าย

กสม. แนะกรมชลฯ ทบทวนโครงการประตูระบายน้ำแม่น้ำสะแกกรัง จ.อุทัยธานี ระบุเสี่ยงส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและวิถีชีวิตชุมชน

 กสม. แนะกรมชลฯ ทบทวนโครงการประตูระบายน้ำแม่น้ำสะแกกรัง จ.อุทัยธานี ระบุเสี่ยงส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและวิถีชีวิตชุมชน

นางสาวหรรษา  หอมหวล เลขาธิการคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เปิดเผยว่า คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ได้รับเรื่องร้องเรียนเมื่อเดือนเมษายน 2567 จากกลุ่มคนรักแม่น้ำสะแกกรัง ระบุว่า ผู้ร้องอยู่อาศัยและทำกินบริเวณแม่น้ำสะแกกรัง จังหวัดอุทัยธานี ต่อมากรมชลประทาน (ผู้ถูกร้อง) ได้ประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมเพื่อประกอบการดำเนินโครงการประตูระบายน้ำแม่น้ำสะแกกรัง จังหวัดอุทัยธานี แต่ผู้ร้องและประชาชนในพื้นที่ไม่เห็นด้วยและขอให้ยุติโครงการ เนื่องจากโครงการอาจส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและวิถีชีวิตของประชาชน และประชาชนไม่ได้มีส่วนร่วมแสดงความคิดเห็นอย่างเพียงพอ จึงขอให้ตรวจสอบ


กสม. ได้พิจารณาข้อเท็จจริงจากทุกฝ่าย หลักกฎหมาย และหลักสิทธิมนุษยชนที่เกี่ยวข้องแล้วเห็นว่า แม่น้ำสะแกกรังเป็นแม่น้ำสายหลักของจังหวัดอุทัยธานี ไหลจากพื้นที่ต้นน้ำทางตะวันตกผ่านตัวเมืองอุทัยธานี และไปบรรจบกับแม่น้ำเจ้าพระยา เป็นแหล่งน้ำเพื่อการเกษตร และการอุปโภคบริโภค มีความสำคัญต่อวิถีชีวิตและวัฒนธรรม โดยเฉพาะชุมชนเรือนแพซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของจังหวัดอุทัยธานี และการท่องเที่ยวชมทัศนียภาพทางน้ำ แม้ส่วนประกอบของโครงการจะกำหนดให้มีช่องทางเดินเรือ แต่ด้านเหนือประตูระบายน้ำไม่มีแหล่งน้ำต้นทุนเพียงพอที่จะปล่อยน้ำมาบริหารจัดการการเดินเรือได้ โครงการจึงอาจกระทบต่อวิถีชีวิตและการท่องเที่ยวทางวัฒนธรรม

แม่น้ำสะแกกรังยังเป็นแหล่งประมงพื้นบ้านและมีสัตว์น้ำหลายชนิด การก่อสร้างประตูระบายน้ำและอาคารประกอบจึงเป็นสิ่งกีดขวางทางน้ำและตัดวงจรชีวิตของสัตว์น้ำ แม้โครงการจะออกแบบให้มีทางผ่านปลาและบันไดปลา แต่โครงสร้างดังกล่าวไม่เหมาะสมกับปลาพื้นถิ่น โดยเฉพาะปลาผิวดินและปลาใต้ดิน อีกทั้งการปิดประตูระบายน้ำจะทำให้เกิดการสะสมของตะกอนบริเวณหน้าประตูที่อาจกระทบต่อการส่งผ่านแร่ธาตุซึ่งเป็นอาหารของสัตว์น้ำ 


เมื่อพิจารณามิติของการบริหารจัดการน้ำ เห็นว่า ที่ผ่านมาลุ่มน้ำสะแกกรังประสบปัญหาการขาดแคลนน้ำเพื่อการอุปโภคและการเกษตร และมีปัญหาน้ำหลากเนื่องจากเป็นที่ลุ่มต่ำ แม้ในช่วงหน้าแล้งการมีประตูระบายน้ำจะสามารถทำหน้าที่กักเก็บน้ำไว้ในลำน้ำสายหลักได้ การปิดประตูระบายน้ำอาจมีน้ำเสียจากชุมชนเมืองในลุ่มน้ำสะแกกรังตอนล่างขังอยู่บริเวณหน้าประตูระบายน้ำ ส่วนในช่วงน้ำหลากระดับน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาและแม่น้ำสะแกกรังจะมีระดับใกล้เคียงกัน จึงเป็นไปได้ยากที่ประตูระบายน้ำแม่น้ำสะแกกรังจะสามารถระบายน้ำออกไปยังแม่น้ำเจ้าพระยาได้ นอกจากนี้ ปัญหาการขาดแคลนน้ำและน้ำท่วมที่เกิดขึ้นมีสาเหตุส่วนหนึ่งจากประสิทธิภาพในการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ หากไม่ได้รับการแก้ไขอย่างครบถ้วนและบูรณาการ การสร้างประตูระบายน้ำแม่น้ำสะแกกรังก็ไม่อาจบรรลุวัตถุประสงค์ในการแก้ไขปัญหา ในชั้นนี้จึงเห็นว่า โครงการก่อสร้างประตูระบายน้ำแม่น้ำสะแกกรัง แม้จะมีวัตถุประสงค์เพื่อแก้ไขปัญหาอุทกภัยและบรรเทาการขาดแคลนน้ำ แต่มีความเสี่ยงที่จะก่อให้เกิดผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม ชุมชน และการประกอบอาชีพของประชาชน

ส่วนประเด็นการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมของโครงการ และการจัดการมีส่วนร่วมของประชาชนเห็นว่า การดำเนินโครงการประตูระบายน้ำแม่น้ำสะแกกรังเข้าข่ายต้องจัดทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (Environmental Impact Assessment: EIA) ตามพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2535 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ซึ่งผู้ทรงคุณวุฒิของ กสม. ได้มีข้อสังเกตต่อรายงาน EIA ของโครงการในหลายประเด็นที่อาจยังศึกษาและประเมินผลกระทบไม่ครบถ้วนเพียงพอ เช่น น้ำเสียสะสมบริเวณหน้าประตูระบายน้ำจากการที่ไม่มีระบบบำบัดน้ำเสียชุมชน บันไดปลาและทางผ่านปลาที่ไม่เหมาะสมกับปลาพื้นถิ่น น้ำต้นทุนสำหรับการบริหารจัดการประตูเดินเรือ แนวทางการแก้ไขปัญหาภัยแล้ง อุทกภัย และน้ำเสียไม่ชัดเจน ขาดการประเมินผลกระทบต่อการเลี้ยงปลาในกระชังและธุรกิจเรือท่องเที่ยว ซึ่งสอดคล้องกับความเห็นคณะกรรมการผู้ชำนาญการพิจารณาผลกระทบสิ่งแวดล้อม (คชก.) โครงการพัฒนาแหล่งน้ำ ที่มีมติไม่เห็นชอบรายงาน EIA และให้แก้ไขเพิ่มเติมในประเด็นผลกระทบต่าง ๆ 


นอกจากนี้ การจัดการมีส่วนร่วมและการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนเพื่อประกอบการจัดทำรายงาน EIA ยังไม่ครอบคลุมผู้มีส่วนได้เสียอย่างทั่วถึงโดยเฉพาะกลุ่มประมงพื้นบ้านและกลุ่มผู้เลี้ยงปลาในกระชัง อีกทั้งกลุ่มผู้ร้องยังไม่ได้รับเชิญให้เข้าร่วมการรับฟังความคิดเห็นของโครงการตั้งแต่ต้น ในชั้นนี้จึงเห็นว่า การประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมของโครงการ และการจัดการมีส่วนร่วมของประชาชน ไม่สอดคล้องกับการรับรองสิทธิในการมีส่วนร่วมของประชาชน อันเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน


ด้วยเหตุผลข้างต้น กสม. ในคราวประชุมด้านการคุ้มครองและส่งเสริมสิทธิมนุษยชน เมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2569 จึงมีมติให้กรมชลประทาน ผู้ถูกร้อง แก้ไขเพิ่มเติมรายงาน EIA โครงการประตูระบายน้ำสะแกกรัง จังหวัดอุทัยธานี ให้ครบถ้วนตามความเห็นของ คชก. และครอบคลุมผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม และชุมชน แล้วนำข้อมูลที่ได้จากการศึกษาและประเมินผลกระทบเพิ่มเติมไปรับฟังความคิดเห็นจากผู้มีส่วนได้เสียต่อไป พร้อมกันนี้ให้ทบทวนการดำเนินโครงการประตูระบายน้ำสะแกกรัง และให้ประสานไปยังคณะกรรมการลุ่มน้ำสะแกกรังและคณะกรรมการลุ่มน้ำเจ้าพระยา เพื่อร่วมกันพิจารณาทางเลือกอื่นในการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ 


นอกจากนี้ กสม. มีข้อเสนอแนะให้สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เสนอข้อมูลและผลการตรวจสอบตามรายงานนี้ ต่อ คชก. โครงการพัฒนาแหล่งน้ำ เพื่อประกอบการพิจารณารายงาน EIA โครงการประตูระบายน้ำสะแกกรัง จังหวัดอุทัยธานี ฉบับแก้ไขเพิ่มเติม และให้สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติประสานไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อจัดทำแผนบูรณาการปรับปรุงประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำของโครงการพัฒนาแหล่งน้ำที่มีอยู่เดิม และการก่อสร้างแหล่งน้ำขนาดเล็กในพื้นที่นอกเขตชลประทาน รวมถึงการฟื้นฟูแหล่งน้ำ หนองน้ำธรรมชาติ และป่าต้นน้ำเพื่อแก้ไขปัญหาการบริหารจัดการน้ำในลุ่มน้ำสะแกกรังอย่างยั่งยืน ทั้งนี้ให้จังหวัดอุทัยธานีประสานไปยังองค์การจัดการน้ำเสียและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่เพื่อร่วมกันจัดทำแผนและระบบจัดการน้ำเสียชุมชนด้วย

วันพฤหัสบดีที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2569

กสม. เผยกรณีตำรวจเข้าตรวจค้นบ้านผู้ประกาศข่าวหญิงช่อง The Critics ในคดีหมิ่นประมาทบนสื่อสังคมออนไลน์ เป็นการดำเนินการที่เกินสมควรแก่เหตุ

 กสม. เผยกรณีตำรวจเข้าตรวจค้นบ้านผู้ประกาศข่าวหญิงช่อง The Critics ในคดีหมิ่นประมาทบนสื่อสังคมออนไลน์ เป็นการดำเนินการที่เกินสมควรแก่เหตุ 

นางสาวสุภัทรา  นาคะผิว กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เปิดเผยว่า คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ได้รับเรื่องร้องเรียนเมื่อเดือนมีนาคม 2568 จากผู้ร้องซึ่งเป็นผู้ประกาศข่าวหญิงของช่อง The Critics บนแพลตฟอร์มยูทูป สังกัดสถาบันทิศทางไทย ระบุว่า ทนายความผู้รับมอบอำนาจจากนายทักษิณ  ชินวัตร ได้แจ้งความดำเนินคดีกับผู้ร้องต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจกองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บช.สอท.) จากการนำเสนอข่าวหัวข้อ “ทักษิณผู้นำเลวสุดในโลก มอนเตฯ ริบสัญชาติเพราะโกง” เมื่อวันที่ 3 มกราคม 2568 ผ่านช่องทางดังกล่าว ในข้อหาหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณาและนำเข้าข้อมูลสู่ระบบคอมพิวเตอร์ที่ประชาชนทั่วไปอาจเข้าถึงได้ ซึ่งข้อมูลนั้นอาจทำให้ผู้อื่นเสียหาย จากนั้นเมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2568 เจ้าหน้าที่ตำรวจกว่า 10 คน ได้เข้าตรวจค้นบ้านผู้ร้อง และเชิญผู้ร้องไปให้ถ้อยคำในวันเดียวกันตามหมายเรียกพยาน ผู้ร้องเห็นว่าการกระทำดังกล่าวเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน จึงขอให้ตรวจสอบ 


กสม. พิจารณาข้อเท็จจริงจากทุกฝ่าย หลักกฎหมาย และหลักสิทธิมนุษยชนที่เกี่ยวข้องแล้วเห็นว่าผู้ร้องย่อมได้รับความคุ้มครองสิทธิในกระบวนการยุติธรรม ตลอดจนสิทธิและเสรีภาพในชีวิตและร่างกาย ซึ่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 บัญญัติคุ้มครองไว้มิให้บุคคลใดกระทำการอันกระทบกระเทือนต่อสิทธิหรือเสรีภาพดังกล่าว เว้นแต่จะมีเหตุตามที่กฎหมายบัญญัติ ประเด็นแรกที่ต้องพิจารณาคือการที่พนักงานสอบสวนไม่ส่งหมายเรียกให้ผู้ร้องล่วงหน้าเป็นการกระทำที่ละเมิดสิทธิมนุษยชนหรือไม่ จากการตรวจสอบปรากฏว่าพนักงานสอบสวนออกหมายเรียกลงวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2568 ให้ผู้ร้องไปให้ถ้อยคำในฐานะพยานในวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2568 โดยมอบหมายให้เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดตรวจค้นนำส่งหมายเรียกในวันเข้าดำเนินการตรวจค้น ซึ่งเป็นวันเดียวกันกับที่กำหนดนัดตามหมายเรียก โดยอ้างเหตุผลความจำเป็นเพื่อป้องกันมิให้มีการทำลายพยานหลักฐาน โดยในวันตรวจค้นมีเจ้าหน้าที่ตำรวจยศพันตำรวจโทซึ่งถือเป็นตำรวจชั้นผู้ใหญ่ที่มีอำนาจเรียกผู้ร้องไปให้ถ้อยคำได้โดยไม่ต้องมีหมายเรียก อันสอดคล้องและเป็นไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 52 ซึ่งไม่ได้ตัดสิทธิผู้ร้องในการเสนอเหตุผลอันสมควรเพื่อขอเลื่อนการให้ถ้อยคำได้ 

อย่างไรก็ดี เมื่อพิจารณาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 54 ซึ่งวางหลักว่าในการออกหมายเรียกให้คำนึงถึงระยะทางและโอกาสในการมาตามกำหนดนัดนั้น การนำส่งหมายเรียกในวันเดียวกับวันที่กำหนดนัด จึงทำให้ผู้ร้องขาดโอกาสในการเตรียมตัว และอาจกระทบต่อการใช้สิทธิขั้นพื้นฐาน เช่น การปรึกษาทนายความ หรือการจัดการภารกิจส่วนตัว ซึ่งหากพนักงานสอบสวนเกรงว่าการส่งหมายเรียกไปก่อนจะทำให้เกิดการทำลายพยานหลักฐานก็สามารถให้เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดตรวจค้นเข้าตรวจค้นหลักฐานดังกล่าวก่อนได้ ในชั้นนี้ จึงรับฟังได้ว่า การที่พนักงานสอบสวนไม่ส่งหมายเรียกไปให้ผู้ร้องก่อนกำหนดนัด เป็นการเลือกใช้วิธีการที่เกินความจำเป็นแก่กรณี ไม่ได้สัดส่วนกับพฤติการณ์แห่งคดี และสร้างภาระเกินสมควรแก่เหตุต่อผู้ร้อง อันเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน


ส่วนการที่พนักงานสอบสวนใช้วิธีการขอหมายค้นเพื่อเข้าตรวจค้นบ้านของผู้ร้องนั้น เห็นว่า ผู้ร้องย่อมมีสิทธิในความเป็นอยู่ส่วนตัวและเสรีภาพในเคหสถาน ซึ่งได้รับการคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญ และการเข้าตรวจค้นที่เป็นการจำกัดสิทธิดังกล่าวจะกระทำได้ตามที่กฎหมายบัญญัติภายใต้หลักความจำเป็นและหลักความได้สัดส่วน กสม. เห็นว่า กรณีนี้เป็นคดีหมิ่นประมาทซึ่งมิใช่คดีร้ายแรง และพยานหลักฐานส่วนใหญ่เป็นข้อมูลที่ปรากฏในสื่อสาธารณะหรือสามารถตรวจสอบได้จากแหล่งอื่น เช่น สถานที่ทำงานของผู้ร้องหรือช่องทางออนไลน์ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยไม่จำเป็นต้องเข้าตรวจค้นเคหสถาน นอกจากนี้ แม้ผู้ร้องจะไม่มีสถานะเป็นสื่อมวลชนเนื่องจากไม่ได้เป็นสมาชิกสภาการสื่อมวลชนแห่งชาติ แต่ถือเป็นผู้ปฏิบัติหน้าที่ด้านสื่อ การใช้มาตรการที่เกินความจำเป็นในลักษณะดังกล่าวย่อมส่งผลกระทบต่อเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นและอาจถูกมองว่าเป็นการใช้กระบวนการยุติธรรมเพื่อปิดกั้นการมีส่วนร่วมของประชาชนหรือคุกคามสื่อ ดังนั้น การขอหมายค้นเพื่อเข้าตรวจค้นบ้านของผู้ร้องในคดีหมิ่นประมาทบนสื่อสังคมออนไลน์ จึงถือเป็นการใช้อำนาจที่กระทบสิทธิของประชาชนมากเกินจำเป็นและเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน 


กสม. ยังมีข้อสังเกตเพิ่มเติมกรณีการตรวจค้นบ้านพักของผู้ร้องซึ่งเป็นผู้หญิงว่า แม้การตรวจค้นดังกล่าวจะมิใช่การตรวจค้นร่างกาย และในวันเกิดเหตุผู้ร้องเดินทางไปกับเจ้าหน้าที่ตำรวจโดยสมัครใจ แต่เมื่อมีการเปลี่ยนพาหนะระหว่างการเดินทางก็อาจก่อให้เกิดความรู้สึกไม่ปลอดภัยหรือความวิตกกังวลต่อผู้ร้องซึ่งเป็นผู้หญิง ดังนั้น การตรวจค้นโดยปราศจากเจ้าหน้าที่ตำรวจหญิงร่วมปฏิบัติหน้าที่จึงอาจสุ่มเสี่ยงต่อการละเมิดสิทธิในความเป็นส่วนตัวและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ทั้งนี้ กสม. เห็นว่าการมีเจ้าหน้าที่ตำรวจหญิงร่วมปฏิบัติหน้าที่มิใช่เป็นเพียงเรื่องความเหมาะสม แต่เป็นมาตรการสำคัญในการสร้างความไว้วางใจ ความปลอดภัยทางจิตใจ และลดความวิตกกังวลของผู้ถูกตรวจค้นหรือพยานที่เป็นผู้หญิง โดยเฉพาะในกรณีที่ต้องอยู่ร่วมกับเจ้าหน้าที่หรือเดินทางไปด้วยกัน ซึ่งการละเลยในประเด็นนี้อาจสะท้อนถึงการขาดความระมัดระวังในการดำเนินการที่เกี่ยวข้องกับสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชน


ด้วยเหตุผลดังกล่าว กสม. ในคราวประชุมด้านการคุ้มครองและส่งเสริมสิทธิมนุษยชน เมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2569 จึงมีมติให้มีข้อเสนอแนะไปยังสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) ให้กำหนดมาตรการหรือแนวทางให้เจ้าหน้าที่ตำรวจใช้ดุลพินิจในการส่งหมายเรียกแก่บุคคลซึ่งเป็นพยานและการขอหมายค้นโดยต้องยึดถือ “หลักความจำเป็น” และ “หลักความได้สัดส่วน” เป็นบรรทัดฐานสำคัญ โดยเฉพาะในคดีที่มีอัตราโทษไม่ร้ายแรง หรือกรณีที่สามารถแสวงหาพยานหลักฐานได้ด้วยวิธีการอื่นที่กระทบสิทธิและเสรีภาพของประชาชนน้อยกว่า ทั้งนี้ เพื่อป้องกันมิให้การใช้อำนาจของเจ้าหน้าที่กระทบสิทธิขั้นพื้นฐานของบุคคลเกินสมควรแก่เหตุ นอกจากนี้ให้กำหนดแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจนและเป็นรูปธรรมในการจัดให้มีเจ้าหน้าที่หญิงร่วมปฏิบัติหน้าที่ในกรณีที่เกี่ยวข้องกับบุคคลที่เป็นผู้หญิงเพื่อเป็นการคุ้มครองสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชน และเสริมสร้างความเชื่อมั่นต่อกระบวนการยุติธรรมด้วย

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง จัดพิธีต้อนรับและอัญเชิญขบวนเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยวจากหาดใหญ่ ประจำปี 2569 ประดิษฐาน ณ ลานสำนักงาน มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง พลับพลาไชย

 มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง จัดพิธีต้อนรับและอัญเชิญขบวนเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยวจากหาดใหญ่ ประจำปี 2569 ประดิษฐาน ณ ลานสำนักงาน มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง พลับพลาไชย





วานนี้ (วันพฤหัสบดีที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2569) มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง นำโดย นายวิชิต ชินวงศ์วรกุล รองประธานกรรมการ นายวิรุฬ เตชะไพบูลย์ ที่ปรึกษาประธานกรรมการ นายสุรพงษ์ เตชะหรูวิจิตร กรรมการและรองเลขาธิการ พร้อมด้วย คณะกรรมการ ผู้ช่วยกรรมการ และผู้บริหารมูลนิธิฯ จัดพิธีต้อนรับและอัญเชิญเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยว องค์ฮกเต็กแป๊ะกง องค์นาจาไท้จื้อ (เทพโกมินทร์) และองค์หลวงปู่ไต้ฮง จาก มูลนิธิมิตรภาพสามัคคี (ท่งเซียเซี่ยงตึ๊ง) หาดใหญ่ เข้าประดิษฐาน ณ บริเวณลานสำนักงานมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง พลับพลาไชย กรุงเทพฯ โดยมี นายอรุณชัย ศิริมหาชัย ประธานมูลนิธิมิตรภาพสามัคคี (ท่งเซียเซี่ยงตึ๊ง) หาดใหญ่ พร้อมด้วย คณะกรรมการ เป็นผู้นำคณะและอัญเชิญมายังมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง พลับพลาไชย พร้อมด้วยสาธุชนร่วมพิธีรับคณะเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยวกันอย่างเนืองแน่น







โดยระหว่างวันที่ 19 – 22 มีนาคม พ.ศ. 2569  มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง และมูลนิธิมิตรภาพสามัคคี (ท่งเซียเซี่ยงตึ๊ง) หาดใหญ่ ขอเชิญศิษยานุศิษย์ และสาธุชนที่เลื่อมใส ร่วมสักการะเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยวจากหาดใหญ่ องค์ฮกเต็กแป๊ะกง และองค์นาจาไท้จื้อ (เทพโกมินทร์)  ณ บริเวณลานสำนักงาน มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง พลับพลาไชย กรุงเทพฯ โดยในวันพฤหัสบดีที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2569 เวลาประมาณ 17.30 น. คณะเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยวเดินทางถึงกรุงเทพฯ เคลื่อนขบวนผ่านบริเวณวงเวียนโอเดียน ไปตามถนนเยาวราช เจริญกรุง โดยขบวนจะแห่ถึงมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง และเปิดให้ผู้มีจิตศรัทธาเข้าสักการะ เวลาประมาณ 18.00 น. และในวันศุกร์ที่ 20 มีนาคม - วันเสาร์ที่ 21 มีนาคม 2569 มูลนิธิป่อเต็กตึ๊งเปิดให้ผู้มีจิตศรัทธาเข้าสักการะตั้งแต่เวลา 06.00 – 21.00 น. สำหรับวันอาทิตย์ที่ 22 มีนาคม 2569 เวลาประมาณ 18.00 น. จะมีพิธีส่งเจ้าแม่ลิ้มกอเหนี่ยวกลับหาดใหญ่










## มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ช่วยชีวิต รักษาชีวิต สร้างชีวิต ##

#สายด่วนและแอปพลิเคชันป่อเต็กตึ๊ง1418 

#ช่วยจริงอุ่นใจแม้ในนาทีฉุกเฉิน

กรมทรัพย์สินทางปัญญา เตรียมจัดใหญ่ “GI Market 2026”คัด 70 ร้าน GI คุณภาพพรีเมียมทั่วไทย บุกเซ็นทรัลปิ่นเกล้าสายชิม-สายช็อป ห้ามพลาด! 23 – 29 มี.ค. นี้

 กรมทรัพย์สินทางปัญญา เตรียมจัดใหญ่ “GI Market 2026”คัด 70 ร้าน GI คุณภาพพรีเมียมทั่วไทย บุกเซ็นทรัลปิ่นเกล้าสายชิม-สายช็อป ห้ามพลาด! 23 – 29 มี.ค. นี้

กรมทรัพย์สินทางปัญญา เตรียมจัดงาน GI Market 2026 สุดยิ่งใหญ่ ยกขบวนสินค้า GI อัตลักษณ์ ทั่วถิ่นไทยกว่า 70 ร้านค้า มาไว้ในงานเดียว เชิญชวนทุกท่านเตรียมตัวช็อปของดีของเด็ด พร้อมสนับสนุนผู้ประกอบการ GI ไทย ตลอด 7 วันเต็ม ระหว่างวันที่ 23 – 29 มีนาคม 2569 ณ ลานโปรโมชั่น ชั้น G ศูนย์การค้าเซ็นทรัล ปิ่นเกล้า

 


นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา เปิดเผยว่า กรมทรัพย์สินทางปัญญาเดินหน้าเสริมแกร่งผู้ประกอบการไทยและขับเคลื่อนเศรษฐกิจชุมชนด้วยกลไกสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) ซึ่งถือเป็นสินค้าอัตลักษณ์ท้องถิ่นที่มีคุณภาพเชื่อมโยงกับลักษณะทางภูมิศาสตร์ (ดิน น้ำ อากาศ และภูมิปัญญาท้องถิ่นของไทย) โดยปัจจุบันมีสินค้าไทยที่ขึ้นทะเบียนเป็น GI 254 รายการ สร้างมูลค่ารวมกว่า 115,224 ล้านบาท ซึ่งหลังจาก

ขึ้นทะเบียน กรมฯ ได้เร่งผลักดันการทำระบบควบคุมคุณภาพสินค้า พร้อมต่อยอดสร้างมูลค่าเพิ่มและขยายช่องทางการตลาดอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้สินค้า GI ไทยเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายในวงกว้าง และสร้างความเข้มแข็งให้ผู้ประกอบการสามารถเติบโตได้อย่างมั่นคงในระยะยาว

ล่าสุด กรมฯ เตรียมจัดงาน GI Market 2026 ภายใต้แนวคิด “คัดสรรของดีถิ่นไทย มาตรฐาน GI สู่คุณค่าระดับสากล” โดยรวบรวมสินค้า GI หลากหลายประเภท ทั้งในกลุ่มสินค้าเกษตร ประมง อาหารและเครื่องดื่ม ตลอดจนงานหัตถกรรม จากทุกภูมิภาคทั่วประเทศรวมกว่า 70 ร้านค้า มาไว้ในงานเดียว เพื่อให้ประชาชนได้ร่วมพิสูจน์คุณภาพและเลือกช็อปกันอย่างเต็มอิ่ม อาทิ ข้าวไร่ลืมผัวเพชรบูรณ์ ข้าวเหนียวเขาวงกาฬสินธุ์ ปลากะพงสามน้ำทะเลสาปสงขลา ปลาทูแม่กลอง (สมุทรสงคราม) ปลากุเลาเค็มตากใบ (นราธิวาส) หอยนางรมสุราษฎร์ธานี หอมแดงศรีสะเกษ ไชโป้วโพธาราม (ราชบุรี) ทุเรียนหลงลับแลอุตรดิตถ์ มะม่วงขายตึกแปดริ้ว (ฉะเชิงเทรา) มะพร้าวน้ำหอมบางคล้า (ฉะเชิงเทรา) มะยงชิดแม่ย่าสุโขทัย กาแฟเทพเสด็จ (เชียงใหม่) ผ้าย้อมครั่งลำปาง ผ้าหม้อห้อมแพร่ ผ้าครามธรรมชาติสกลนคร ศิลาดลเชียงใหม่ ชามไก่ลำปาง นิลเมืองกาญจน์ เป็นต้น

งาน GI Market 2026 ถือเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญในการขยายช่องทางการตลาดให้กับผู้ผลิตและผู้ประกอบการ GI ไทย ให้สามารถเข้าถึงกลุ่มผู้บริโภคในเขตเมืองและกลุ่มที่มีกำลังซื้อสูงมากยิ่งขึ้น กรมฯ จึงขอเชิญชวนทุกท่านมาเลือกซื้อสินค้าคุณภาพส่งตรงจากแหล่งผลิต GI ทั่วไทย โดยทุกการสนับสนุนของท่าน ไม่เพียงแต่จะได้รับสินค้าคุณภาพเอกลักษณ์เฉพาะถิ่น แต่ยังเป็นการร่วมส่งกำลังใจให้กับเกษตรกรและผู้ประกอบการท้องถิ่น ให้สามารถรักษาอัตลักษณ์ภูมิปัญญาท้องถิ่น และพัฒนาสินค้าชุมชนให้เติบโตได้อย่างยั่งยืน

นอกจากนี้ ภายในงานยังมีกิจกรรมให้ร่วมสนุก และโปรโมชั่นพิเศษมากมาย พร้อมเพลิดเพลินกับการแสดงมินิคอนเสิร์ตจาก 2 ศิลปินชื่อดัง “ลุลา” และ “นิว นภัสสร” พบกันได้ที่ ลานโปรโมชั่น ชั้น G โซนร้านทอง ศูนย์การค้าเซ็นทรัล ปิ่นเกล้า ระหว่างวันที่ 23 – 29 มีนาคม 2569 ตั้งแต่เวลา 10.00 – 22.00 น. โดยสามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Facebook Page : GI Thailand

 

 

---------------------

วว. ผนึกกำลัง Terry ยกระดับผลงานวิจัย-นวัตกรรมชูผลิตภัณฑ์จาก “เชอรี่ดอย” สู่การใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์อย่างเป็นรูปธรรม

 วว. ผนึกกำลัง Terry ยกระดับผลงานวิจัย-นวัตกรรมชูผลิตภัณฑ์จาก “เชอรี่ดอย” สู่การใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์อย่างเป็นรูปธรรม


ผศ.ดร.วีรชัย อาจหาญ ผู้ว่าการ สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือกับ นางสาวอภิชญา นุชประไพ กรรมการ บริษัท เธอร์รี่ เพอร์เฟคท์ จำกัด (Terry Thailand) เพื่อขับเคลื่อนผลงานวิจัยและนวัตกรรมของประเทศ สู่การนำไปใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์อย่างเป็นรูปธรรม โดยมี ดร.รจนา ตั้งกุลบริบูรณ์ รองผู้ว่าการยุทธศาสตร์และจัดการนวัตกรรม วว. ดร.กฤษณ์ คงเจริญ รักษาการ ผู้อำนวยการศูนย์บริหารการลงทุน (ศบล.) นางสาวอุบล ฤกษ์อ่ำ ผู้เชี่ยวชาญวิจัย นางสาวโชติกา ตันติวัฒนกุลชัย และนายณัฐพล อรุณยะเดช นักพัฒนาธุรกิจอาวุโส วว. ร่วมเป็นเกียรติและแสดงความยินดีด้วย เมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2569 ณ ห้องประชุม กวท. ชั้น 8 อาคาร RD 1 วว. เทคโนธานี คลองห้า จ.ปทุมธานี


ภายใต้ความร่วมมือดังกล่าวมีวัตถุประสงค์ ดังนี้

1.เพื่อขับเคลื่อนผลงานวิจัยและนวัตกรรมไปสู่การใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์

2.เพื่อพัฒนา ผลิต และต่อยอดผลิตภัณฑ์จากสารสกัดที่ได้จากงานวิจัย

3.เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจจากงานวิจัยของประเทศ ผ่านกลไกการตลาดและการพาณิชย์

4.เพื่อสร้างกลไกความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน

5.เพื่อศึกษาความเป็นไปได้ทางธุรกิจในการร่วมลงทุน (Feasibility study) ในการนำผลงานวิจัยและนวัตกรรมที่ผ่านการวิจัยและพัฒนา โดยมีแผนการดำเนินงานด้านการตลาดที่เหมาะสมไปใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์

ผู้ว่าการ วว. กล่าวว่า รู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งในความร่วมมือครั้งนี้ เพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศด้วยงานวิจัย วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม (วทน.) ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ โดยมุ่งเน้นการสร้างมูลค่าเพิ่มให้พืชสมุนไพรพื้นถิ่น ให้มีการใช้ประโยชน์ได้หลากหลาย สร้างรายได้เพิ่มให้กับเกษตรกร ผ่านการนำเทคโนโลยีมาพัฒนาให้ได้ผลิตภัณฑ์ที่สามารถใช้ได้จริงและมีผลที่ดีต่อสุขภาพและความงาม มีความยั่งยืนยฃของการใช้วัตถุดิบ และพัฒนาต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพจาก “เชอรี่ดอย หรือ Cherry Plum” ในรูปแบบอื่น ๆ ต่อไป 

ซึ่ง วว.ประสบผลสำเร็จในการศึกษาฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาและความเป็นพิษของสารสกัด จาก เชอรี่ดอย และการพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพและความงาม พร้อมที่จะผลิตและส่งต่อให้กับบริษัทที่ร่วมทุนในการนำไปจำหน่ายในเชิงพาณิชย์ และพัฒนาต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์ในรูปแบบต่าง ๆ เพื่อให้ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภค การดำเนินการดังกล่าวเป็นการสร้าง Model ความร่วมมือของ วว. กับภาคเอกชน อีกรูปแบบหนึ่ง ที่สะท้อนถึงการนำวิทยาศาสตร์เข้ามาสนับสนุนขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทยอย่างเป็นรูปธรรม ต่อยอดสู่การวิจัยและพัฒนาอย่างยั่งยืน

กรรมการ บริษัท เธอร์รี่ เพอร์เฟคท์ จำกัด กล่าวว่า Terry มีความเชื่อมั่นในงานวิจัยและเทคโนโลยีของ วว. มาโดยตลอด โดยเฉพาะเทคโนโลยีการใช้ประโยชน์จาก “เชอรี่ดอย หรือ Cherry Plum” ซึ่งเล็งเห็นว่าเป็นวัตถุดิบที่มีเอกลักษณ์และมีโอกาสเติบโตสูงในตลาด โดยความร่วมมือในครั้งนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญในการวางรากฐาน ข้อผูกพัน และเงื่อนไขต่างๆ เพื่อยกระดับผลงานวิจัยจากห้องปฏิบัติการไปสู่ผลิตภัณฑ์คุณภาพที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคได้อย่างแท้จริง ภายใต้เป้าหมายในการมุ่งสู่การทำ “สัญญาโครงการนำร่องเพื่อการผลิตและจำหน่ายเชิงพาณิชย์ร่วมกันในอนาคตอันใกล้” 


ทั้งนี้ Terry พร้อมสนับสนุนและผลักดันผลงานวิจัยของ วว. เพื่อให้เกิดผลสำเร็จในเชิงธุรกิจ และสามารถต่อยอดไปสู่ความสำเร็จร่วมกันในระยะยาว เพื่อสร้างคุณค่าและประโยชน์ให้กับประเทศชาติต่อไปในอนาคต


Terry” เป็นแบรนด์สกินแคร์ไทย ที่โด่งดังมากในโซเชียลมีเดีย โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์กลุ่มกันแดด (เช่น กันแดดขนมปัง) และเซรั่มบำรุงผิว ซึ่ง วว. ได้เป็นส่วนสำคัญในการวิจัยและพัฒนาเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์


กรมทรัพย์สินทางปัญญา ผนึกกำลัง บก.ปอศ.บุกตรวจการจำหน่ายสินค้าละเมิดทรัพย์สินทางปัญญากลางกรุงฯ

 กรมทรัพย์สินทางปัญญา ผนึกกำลัง บก.ปอศ.บุกตรวจการจำหน่ายสินค้าละเมิดทรัพย์สินทางปัญญากลางกรุงฯ

 




เมื่อวันที่ 18 มีนาคม 2569 กรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ ร่วมกับ กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (บก.ปอศ.) ลงตรวจสอบการจำหน่ายสินค้าที่อาจเข้าข่ายละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาในศูนย์การค้ากลางกรุงเทพฯ อย่างต่อเนื่อง พร้อมติดตามผลและยกระดับมาตรการป้องกันไม่ให้เกิดการกระทำผิดซ้ำ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคและนักลงทุน สอดรับกับนโยบายของรัฐบาลที่ให้ความสำคัญและเร่งขับเคลื่อนการแก้ปัญหาอย่างจริงจัง

 




นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา เปิดเผยว่า กรมทรัพย์สินทางปัญญา ร่วมกับ กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (บก.ปอศ.) นำทีมโดย พลตำรวจตรีทัศน์ภูมิ จารุปรัชญ์ ผู้บังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ ได้ลงพื้นที่ตรวจเข้มการจำหน่ายสินค้าละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา ณ ศูนย์การค้า MBK Center เมื่อวันที่

18 มีนาคม 2569 ซึ่งเป็นการดำเนินการต่อเนื่อง หลังจากกรมทรัพย์สินทางปัญญาร่วมลงพื้นที่กับกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ตรวจค้นและปราบปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาในศูนย์การค้า MBK Center เมื่อช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา เพื่อมุ่งกดดันไม่ให้มีการจำหน่ายสินค้าละเมิดฯ ที่อาจมีการปรับเปลี่ยนรูปแบบเพื่อหลีกเลี่ยงการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่ รวมทั้งติดตามผลและยกระดับการป้องกันไม่ให้ผู้ค้าที่เคยกระทำผิดกลับมาทำผิดซ้ำ

 


นางอรมน กล่าวว่า ในการตรวจติดตามครั้งนี้ ได้พบการจำหน่ายสินค้าละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาหลายพันรายการ มูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจไม่ต่ำกว่า 70 ล้านบาท ส่วนใหญ่เป็นสินค้าละเมิดเครื่องหมายการค้าและลิขสิทธิ์ประเภทกระเป๋า รองเท้า เสื้อผ้า น้ำหอม และสินค้าแฟชั่นที่เลียนแบบแบรนด์ดัง โดยเจ้าหน้าที่ได้ยึดของกลางและรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อดำเนินการตามกฎหมายกับผู้กระทำความผิดต่อไป ทั้งนี้ ภายหลังการลงพื้นที่ได้มีการหารือกับศูนย์การค้า MBK Center ซึ่งพร้อมให้ความร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐในการตรวจจับสินค้าละเมิดฯ อย่างเต็มที่ โดยจะยกเลิกสัญญาเช่ากับผู้กระทำความผิด และแจ้งว่าช่วงที่ผ่านมา MBK Center ได้ยกเลิกสัญญาเช่าพื้นที่กับผู้ค้าที่พบการจำหน่ายสินค้าละเมิดฯ ไปแล้ว 49 สัญญา พร้อมเพิ่มความเข้มงวดในการคัดกรองผู้เช่ารายใหม่ รวมทั้งจะจัดมาตรการตรวจสอบภายในศูนย์การค้าอย่างสม่ำเสมอ และรณรงค์สร้างความตระหนักรู้และต่อต้านการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาในพื้นที่ศูนย์การค้าอย่างต่อเนื่อง เพื่อตอกย้ำความเข้าใจให้แก่ผู้ค้าในการทำธุรกิจอย่างถูกกฎหมาย อันเป็นการส่งเสริมสภาพแวดล้อมทางการค้าที่เป็นธรรม โปร่งใส และสอดคล้องกับมาตรฐานสากล

 


นางอรมน เสริมว่า การบูรณาการความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภาครัฐ ทั้งกรมทรัพย์สินทางปัญญา กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (บก.ปอศ.) กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กรมศุลกากร ตลอดจนภาคเอกชนที่เกี่ยวข้อง สะท้อนถึงความมุ่งมั่น

ของไทยในการเดินหน้าใช้มาตรการปราบปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาอย่างจริงจัง โดยจะลงพื้นที่ตรวจสอบเฝ้าระวังพื้นที่เสี่ยงละเมิดฯ อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในแหล่งท่องเที่ยวและย่านการค้าที่มีนักท่องเที่ยวจำนวนมาก เพื่อบังคับใช้กฎหมายกับผู้กระทำผิดอย่างเด็ดขาด และมุ่งขยายผลการจับกุมไปสู่การตรวจยึดโกดังและแหล่งเก็บสินค้า ตลอดจนกวดขันการนำสินค้าละเมิดผ่านเข้ามาในพรมแดนไทย เนื่องจากสินค้าละเมิดเกือบทั้งหมดไม่ได้ผลิตในไทย แต่เป็นการนำเข้าจากต่างประเทศ เพื่อสกัดและตัดวงจรสินค้าละเมิดฯ ไม่ให้เข้าสู่ตลาด และดำเนินการกับผู้กระทำผิดรายใหญ่อย่างต่อเนื่อง

 


ทั้งนี้ เพื่อแก้ปัญหาการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาอย่างรอบด้าน กรมฯ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังได้เพิ่มมาตรการกำกับดูแลพื้นที่ออนไลน์ให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น โดยนำเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามาช่วยในการตรวจติดตามและเฝ้าระวัง และร่วมมือกับแพลตฟอร์มในการระงับการจำหน่ายสินค้าละเมิดฯ โดยเร็ว เพื่อให้สามารถป้องกันและรับมือกับรูปแบบการละเมิดฯ ออนไลน์ที่มีความซับซ้อนมากขึ้น อันจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นต่อระบบเศรษฐกิจการค้า และส่งเสริมระบบนิเวศทรัพย์สินทางปัญญาของไทยให้เข้มแข็งเอื้อต่อการลงทุนภายในประเทศ

 



กรมทรัพย์สินทางปัญญาจึงขอความร่วมมือจากผู้ประกอบการและประชาชน ไม่ซื้อ ไม่ขายและไม่สนับสนุนสินค้าละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา หากพบเห็นการกระทำที่เข้าข่ายละเมิดฯ สามารถแจ้งเบาะแสได้ที่สายด่วนกรมทรัพย์สินทางปัญญา 1368 หรือเว็บไซต์ www.ipthailand.go.th

 

---------------------

“ค้าภายใน” เกาะติดสถานการณ์ปาล์ม เตรียมชงเข้มมาตรการสินค้าควบคุม ย้ำสต๊อกเพียงพอทั้งบริโภคและภาคพลังงานตามนโยบายรัฐ

  “ค้าภายใน” เกาะติดสถานการณ์ปาล์ม เตรียมชงเข้มมาตรการสินค้าควบคุม ย้ำสต๊อกเพียงพอทั้งบริโภคและภาคพลังงานตามนโยบายรัฐ นายวิทยากร มณีเนตร อธิ...