วันศุกร์ที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2569

ค้าภายใน ถก 9 บิ๊กอุปโภคบริโภค รับมือวิกฤตตะวันออกกลางกระทบต้นทุนบรรจุภัณฑ์เตรียมยกระดับกฎหมายคุมเข้มสินค้าจำเป็น หากสถานการณ์ยืดเยื้อ

 ค้าภายใน ถก 9 บิ๊กอุปโภคบริโภค รับมือวิกฤตตะวันออกกลางกระทบต้นทุนบรรจุภัณฑ์เตรียมยกระดับกฎหมายคุมเข้มสินค้าจำเป็น หากสถานการณ์ยืดเยื้อ

นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมติดตามสถานการณ์สินค้าร่วมกับผู้ประกอบการสินค้าอุปโภคบริโภครายใหญ่ 9 ราย ประกอบด้วย ยูนิลีเวอร์ สหพัฒน์ พีแอนด์จี นีโอ โอสถสภา บีเจซี เอฟแอนด์เอ็น เนสท์เล่ และดัชมิลล์ เพื่อประเมินผลกระทบจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ส่งผลต่อวัตถุดิบเกี่ยวเนื่องกับน้ำมันดิบและการขนส่งสินค้า โดยเฉพาะกลุ่มบรรจุภัณฑ์พลาสติกและขวดพลาสติกที่อาจได้รับผลกระทบจากการขนส่งที่ล่าช้า ซึ่งหากสถานการณ์ยืดเยื้ออาจส่งผลต่อราคาสินค้าในอนาคตได้

นายวิทยากร กล่าวว่า “ภายหลังมีการปรับขึ้น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ (นางศุภจี สุธรรมพันธุ์) ได้สั่งการให้กรมการค้าภายในติดตามประเมินสถานการณ์ร่วมกับผู้ประกอบการสินค้าอุปโภคบริโภคอย่างใกล้ชิด โดยผู้ประกอบการทั้ง 9 รายยืนยันว่าปัจจุบันสต็อกสินค้ายังมีเพียงพอต่อการบริโภค และสามารถตรึงราคาสินค้าออกไปได้อย่างน้อยถึงเดือนเมษายน โดยกระทรวงพาณิชย์ได้เร่งดำเนินการประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อลดข้อกังวลด้านต้นทุนการผลิต โดยเฉพาะวัตถุดิบและบรรจุภัณฑ์ที่อาจมีข้อจำกัดด้านปริมาณ เช่น เม็ดพลาสติก กำมะถัน และสารโซเวนท์ รวมถึงการลดขั้นตอนและข้อจำกัดด้านการดำเนินงาน เพื่อให้ราคาสินค้าเป็นไปตามกลไกตลาดอย่างเหมาะสม เพื่อให้ผู้ประกอบการเม็ดพลาสติกเพื่อให้มีปริมาณเพียงพอใช้ไปจนถึงเดือนพฤษภาคมพร้อมเตรียมเจรจากับทางการเกาหลีใต้เพื่อขอผ่อนผันการส่งออกสารโซเวนท์และเร่งหาแหล่งนำเข้าวัตถุดิบสำรองอื่นๆ เพิ่มเติมทันที

นอกจากนี้ เพื่อเป็นการดูแลค่าครองชีพของประชาชนอย่างใกล้ชิด กรมการค้าภายในเตรียมยกระดับมาตรการทางกฎหมายโดยอาศัยอำนาจตามกฎหมาย พระราชบัญญัติว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ.2542 ปรับมาตรการควบคุมสินค้าจำเป็น 6 รายการ ได้แก่ กระดาษชำระและกระดาษเช็ดหน้า แชมพู ผงซักฟอกและน้ำยาซักฟอก ผลิตภัณฑ์ล้างจาน ผ้าอนามัย และสบู่ จากเดิมที่เพียงแจ้งเปลี่ยนแปลงราคา เป็นการต้องขออนุญาตก่อนปรับขึ้นราคาทุกครั้ง โดยจะมีการประชุมรับฟังความคิดเห็นจากหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องในสัปดาห์หน้า ก่อนเสนอคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ หรือ กกร. ที่มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์เป็นประธานพิจารณาเห็นชอบต่อไป

ในส่วนของมาตรการตรวจสอบ กรมฯ ได้สั่งการให้ใช้กฎหมายมาตราชั่งตวงวัดเข้าตรวจสอบปริมาณบรรจุแก๊สหุงต้มตามโรงบรรจุและร้านค้าปลีกอย่างเคร่งครัด พร้อมทั้งพิจารณาปรับปรุงแก้ไขกฎหมายคลังสินค้า ไซโล และห้องเย็น ให้ครอบคลุมถึงคลังที่เก็บสินค้าของตนเอง โดยกำหนดให้ผู้ประกอบการต้องแจ้งข้อมูลสินค้าที่เก็บในคลัง เพื่อให้เจ้าหน้าที่สามารถตรวจสอบและป้องกันการกักตุนเก็งกำไร ตลอดจนทราบปริมาณสินค้าที่แท้จริงในระบบเพื่อนำมาบริหารจัดการให้เกิดความเหมาะสมและเพียงพอต่อความต้องการของประชาชน

กรมการค้าภายในจะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และพร้อมดำเนินมาตรการทันที หากพบการฉวยโอกาสปรับขึ้นราคาโดยไม่มีเหตุอันสมควร เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมต่อประชาชนและรักษาเสถียรภาพราคาสินค้าในประเทศ ทั้งนี้ หากประชาชนพบเห็นการกักตุนสินค้าหรือฉวยโอกาสขึ้นราคา แจ้งได้ที่สายด่วน DIT โทร 1569” นายวิทยากร กล่าวย้ำ


กรมทรัพย์สินทางปัญญา ขึ้นทะเบียน “ปลากะพงสองน้ำสมุทรปราการ” เป็น GI น้องใหม่ยกระดับของดีเมืองปากน้ำ เป็นสินค้าประมงอัตลักษณ์ เจาะตลาดพรีเมียม

 กรมทรัพย์สินทางปัญญา ขึ้นทะเบียน “ปลากะพงสองน้ำสมุทรปราการ” เป็น GI น้องใหม่ยกระดับของดีเมืองปากน้ำ เป็นสินค้าประมงอัตลักษณ์ เจาะตลาดพรีเมียม

 



กรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ ประกาศขึ้นทะเบียน “ปลากะพงสองน้ำสมุทรปราการ” เป็นสินค้าสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) รายการใหม่ มุ่งยกระดับสินค้าอัตลักษณ์ท้องถิ่น ด้วยมาตรฐานและระบบควบคุมคุณภาพที่เข้มข้น เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มและเสริมความเชื่อมั่นในตลาด ช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถจำหน่ายสินค้าได้ในราคาดีและมีราคาคงที่ พร้อมส่งเสริมการรวมกลุ่มผู้ผลิตในพื้นที่ที่เข้มแข็ง ต่อยอดเศรษฐกิจชุมชนผ่านการแปรรูป การตลาด การท่องเที่ยวเชิงอาหารอย่างยั่งยืน

 


นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา เปิดเผยว่า “ปลากะพงสองน้ำสมุทรปราการ” GI น้องใหม่ของเมืองปากน้ำ จังหวัดสมุทรปราการ นับเป็นสินค้าประมงอัตลักษณ์ที่สะท้อนความอุดมสมบูรณ์ของระบบนิเวศและทรัพยากรได้อย่างแท้จริง โดยมีแหล่งเพาะเลี้ยงในอำเภอบางบ่อ อำเภอเมืองสมุทรปราการ และอำเภอพระสมุทรเจดีย์ ซึ่งเป็นพื้นที่ราบลุ่มชายฝั่งทะเลอ่าวไทย มีความชื้นสูงและฝนตกชุก อีกทั้งมีแม่น้ำเจ้าพระยาและลำคลองไหลผ่านกว่า 63 สาย ส่งผลให้น้ำในพื้นที่มีลักษณะเป็นทั้งน้ำจืดในช่วงฤดูฝนและน้ำกร่อยในช่วงฤดูร้อน เอื้อต่อการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ โดยเฉพาะปลากะพงขาวที่เจริญเติบโตได้ดีในระบบสองน้ำ

 



ผู้ประกอบการในพื้นที่จะทำการเพาะเลี้ยงปลากระพงในบ่อดินที่อยู่ใกล้กับแหล่งน้ำจืดและน้ำกร่อยตามธรรมชาติ เพื่อให้ปลาสามารถว่ายน้ำและหาอาหารได้อย่างอิสระ ทำให้ปลาไม่เครียด ช่วยพัฒนาระบบกล้ามเนื้อและการเผาผลาญพลังงานของปลาได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้ผลผลิตมีคุณภาพดี โดยมีลำตัวอ้วน มีปริมาณเนื้อมาก เนื้อขาวแน่น นุ่ม ให้รสหวาน ไม่คาว และไม่มีกลิ่นโคลน ซึ่งปลาที่มีอายุตั้งแต่5 เดือนขึ้นไปจะมีน้ำหนักประมาณ 0.5 กิโลกรัมต่อตัว และสามารถเติบโตจนมีน้ำหนักมากถึง 18 กิโลกรัม เมื่อมีอายุประมาณ 36 เดือน ทั้งนี้ ผลผลิตที่เป็น GI ครอบคลุมทั้งรูปแบบปลากะพงสด ปลากะพงแช่แข็ง (แบบทั้งตัวและแบบตัดแต่งเป็นชิ้น) และปลากะพงแดดเดียว ซึ่งมีเนื้อแน่น มีไขมันแทรกตามธรรมชาติเมื่อนำไปทอดจะมีกลิ่นหอม รสชาติกลมกล่อม กรอบนอกนุ่มใน สะท้อนเอกลักษณ์และมาตรฐานคุณภาพของปลากะพงสองน้ำสมุทรปราการได้อย่างชัดเจน

 




นางอรมน กล่าวเพิ่มเติมว่า ปัจจุบันมีผู้ประกอบการปลากะพงสองน้ำสมุทรปราการในพื้นที่กว่า 166 ราย ผลิตปลาจำหน่ายภายในประเทศเป็นหลัก ในปริมาณกว่า 4,467 ตันต่อปี ขายได้ราคาเฉลี่ย 120 บาทต่อกิโลกรัม สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจสูงถึง 536 ล้านบาทในปี 2568 โดยปลากะพงสองน้ำสมุทรปราการนับเป็นสินค้า GI รายการที่ 4 ของจังหวัด ต่อจากมะม่วงน้ำดอกไม้คุ้งบางกะเจ้า ปลาสลิดบางบ่อ และมะม่วงน้ำดอกไม้สมุทรปราการ ซึ่งล้วนเป็นสินค้า GI ที่สะท้อนอัตลักษณ์และภูมิปัญญาท้องถิ่นได้อย่างโดดเด่นทั้ง 4 สินค้าช่วยสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้กว่า 850 ล้านบาทต่อปี ทั้งนี้ กลไกการคุ้มครองและควบคุมคุณภาพ GI จะช่วยยกระดับมูลค่าสินค้า เพิ่มความน่าเชื่อถือและสร้างโอกาสทางการตลาดให้แก่เกษตรกรและผู้ประกอบการในพื้นที่ ตอกย้ำศักยภาพสินค้าอัตลักษณ์ท้องถิ่น และเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ทำให้เศรษฐกิจการค้าภายในจังหวัดเติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน

 


อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กล่าวย้ำว่า หลังจากขึ้นทะเบียน GI แล้ว กรมฯ จะเดินหน้าส่งเสริมการพัฒนามาตรฐานและควบคุมคุณภาพการผลิตปลากะพงสองน้ำสมุทรปราการอย่างต่อเนื่อง โดยมุ่งสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคผ่านการใช้ตรา GI และระบบตรวจสอบย้อนกลับ เพื่อคุ้มครองชื่อเสียงและอัตลักษณ์ของสินค้าที่เชื่อมโยงกับแหล่งภูมิศาสตร์ พร้อมส่งเสริมการใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ ด้วยการขยายช่องทางการตลาดทั้งในและต่างประเทศ จัดหาช่องทางจำหน่ายสินค้าผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ โมเดิร์นเทรด งานแสดงสินค้าระดับประเทศและระดับนานาชาติ เพื่อผลักดันสินค้าเข้าสู่ตลาดพรีเมียมและกลุ่มผู้บริโภคที่มีกำลังซื้อสูง พร้อมเชื่อมโยงการท่องเที่ยวเชิงอาหาร โดยใช้เสน่ห์วิถีชุมชนดึงดูดนักท่องเที่ยว นอกจากนี้ กรมฯ ยังมุ่งเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชนประมง ทั้งในด้านมาตรฐานการผลิต การบริหารจัดการผลผลิตและการตลาดสินค้ามูลค่าสูง ควบคู่กับการผลักดันการคุ้มครอง GI ในต่างประเทศที่เป็นตลาดศักยภาพ เพื่อต่อยอดโอกาสทางการค้าและสร้างรายได้หมุนเวียนให้กับเศรษฐกิจท้องถิ่นในระยะยาว

 

---------------------

สวนกระแสน้ำมันขาดแคลน!!ผู้ประกอบการรถขนส่งลดภาระค่าพลังงานเท่าตัว จากความร่วมมือของบริษัทยักษ์ใหญ่

 สวนกระแสน้ำมันขาดแคลน!!ผู้ประกอบการรถขนส่งลดภาระค่าพลังงานเท่าตัว จากความร่วมมือของบริษัทยักษ์ใหญ่

ดีพี เน็กซ์ จับมือ แรพพิด มอเตอร์ส หนุน EV ภาคขนส่งไทย ขับเคลื่อนอนาคตคาร์บอนตํ่า

ดีพี เน็กซ์ (DP NEXT) ภายใต้บริษัทร่วมทุน (JV) ระหว่างบ้านปู เน็กซ์ และดูราเพาเวอร์ ต่อยอดธุรกิจผลิตแบตเตอรี่ สู่ความ ร่วมมือเชิงกลยุทธ์กับ แรพพิด มอเตอร์ส (Rapid Motors) ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีการแปลงยานยนต์เคร่ืองยนต์สันดาป ภายใน (Internal Combustion Engine: ICE) เป็นยานยนต์ไฟฟ้า (EV) เพื่อขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านภาคขนส่งไทยอย่าง ยั่งยืน โดยกําลังศึกษาการพัฒนาธุรกิจแปลงสภาพยานยนต์เชิงพาณิชย์เป็นยานยนต์ไฟฟ้า (EV Conversion) สําหรับฟลีทรถ ขนส่งในประเทศไทย โดยระยะแรกมุ่งเจาะตลาดกลุ่มลูกค้าฟลีทรถกระบะ นับเป็นการช่วยลดต้นทุนของผู้ประกอบการ เพิ่ม ประสิทธิภาพการขนส่ง ควบคู่กับการลดการปล่อยคาร์บอนในภาคขนส่งไทยอีกด้วย

นายสุวิทย์ พฤกษ์วัฒนานนท์ กรรมการผู้จัดการ ดีพี เน็กซ์ กล่าวว่า “ในปี 2568 ดีพี เน็กซ์ ได้ส่งมอบแบตเตอรี่สําหรับ ยานยนต์ไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ให้กับลูกค้าหลากหลายกลุ่ม อาทิ ธุรกิจขนส่ง ผู้ให้บริการฟลีทรถ และอุตสาหกรรมการผลิต ซึ่ง สะท้อนให้เห็นถึงความต้องการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าเพื่อช่วยควบคุมต้นทุนทางธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ  จากแนวโน้ม อุตสาหกรรมการดัดแปลงยานยนต์ ICE สู่ยานยนต์ไฟฟ้าที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งมาตรการสนับสนุนของภาครัฐและ เป้าหมายการแปลงสภาพยานยนต์อย่างน้อย 40,000 คัน ภายในปี 2570* ดีพี เน็กซ์ จึงมองเห็นโอกาสขยายตลาด โดยเฉพาะ ผู้ประกอบการที่ต้องการใช้ฟลีทรถกระบะไฟฟ้าที่มีข้อจํากัดด้านต้นทุน ซึ่งบริษัทฯ เห็นโอกาสในการเสนอราคาแบตเตอรี่ที่ เหมาะสมและแข่งขันได้ ความร่วมมือกับแรพพิด มอเตอร์ส จึงเป็นก้าวสําคัญในการต่อยอดธุรกิจแบตเตอรี่ของดีพี เน็กซ์ ให้ เติบโตอย่างแข็งแกร่ง พร้อมสร้างคุณค่าต่ออุตสาหกรรมขนส่งไทยในระยะยาว"

นายรริส อยู่วิทยา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร แรพพิด มอเตอร์ส กล่าวว่า “บริษัทฯ มุ่งพัฒนาเทคโนโลยีการแปลงสภาพ เครื่องยนต์สันดาปภายใน (ICE) ให้เป็นยานยนต์ไฟฟ้า โดยให้ความสําคัญกับมาตรฐานด้านความปลอดภัยและประสิทธิภาพ ในการใช้งานจริงเป็นสําคัญ เนื่องจากแบตเตอรี่เป็นหัวใจสําคัญของยานยนต์ไฟฟ้า เราจึงมองหาพันธมิตรที่มีความเชี่ยวชาญ ด้านเทคโนโลยีแบตเตอรี่ที่ลํ้าสมัย มีคุณภาพและความปลอดภัยสูง เหมาะสําหรับยานยนต์ไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ที่ต้องรองรับการ ใช้งานแบบ Heavy Duty ความร่วมมือกับ ดีพี เน็กซ์ จะช่วยเสริมศักยภาพโซลูชันการแปลงสภาพยานยนต์ ICE สู่ยานยนต์ ไฟฟ้าให้ตอบโจทย์การใช้งานจริงของลูกค้าฟลีทรถขนส่งได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งในด้านสมรรถนะ ความคุ้มค่าในการลงทุน ระยะยาว และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของทั้งสองบริษัทในตลาดยานยนต์ไฟฟ้าเชิงพาณิชย์

สําหรับความร่วมมือในระยะแรก ทั้งสองบริษัทจะร่วมกันศึกษาและพัฒนาการแปลงสภาพยานยนต์ ICE ให้เป็นยานยนต์ ไฟฟ้า โดยนําโซลูชันแบตเตอรี่ของ ดีพี เน็กซ์ ผสานความเชี่ยวชาญทางเทคโนโลยีการแปลงสภาพของแรพพิด มอเตอร์ส เพื่อให้บริการกลุ่มลูกค้าฟลีทรถกระบะเชิงพาณิชย์ ตั้งเป้าหมายปริมาณการผลิต 1,500 คันต่อปี ซึ่งคาดว่าช่วยลดต้นทุนค่า เชื้อเพลิงได้ 60-80% และลดการปล่อยคาร์บอนได้ถึง 15,000 ตันต่อปี เพื่อรองรับความต้องการของตลาดฟลีทรถขนส่งเชิงพาณิชย์ที่มีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะรถกระบะซึ่งมีอัตราการใช้ขนส่งสูงที่สุดเมื่อเทียบกับรถบัสและรถบรรทุก ขนาดใหญ่** ในระยะถัดไป ทั้งสองบริษัทจะมองหาโอกาสในการต่อยอดความร่วมมือไปยังยานยนต์ไฟฟ้าประเภทอื่นๆ ใน อนาคต


ดีพี เน็กซ์ ตั้งเป้าหมายการเติบโตทางธุรกิจ ด้วยกลยุทธ์การพัฒนาโซลูชันแบตเตอรี่ที่ตอบสนองความต้องการเฉพาะด้านของ ยานยนต์ไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ทุกประเภท ครอบคลุมตั้งแต่รถตุ๊กตุ๊กไฟฟ้า รถบัสไฟฟ้า รถบรรทุกไฟฟ้า รถหัวลากภาคอุตสาหกรรม และเรือไฟฟ้า และมองหาโอกาสร่วมมือกับพันธมิตรชั้นนําที่มีความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีที่เกี่ยวเนื่องกับยานยนต์ไฟฟ้าและ ระบบกักเก็บพลังงาน เพื่อต่อยอดและขยายธุรกิจแบตเตอรี่ในระยะยาว ขณะที่แรพพิด มอเตอร์ส กําลังขยายฟลีทยานยนต์ ไฟฟ้าเพื่อเพิ่มศักยภาพในการให้บริการลูกค้าธุรกิจ โดยตั้งเป้าหมายการแปลงสภาพรถขนส่งในตลาดประมาณ 10% ให้เป็น ยานยนต์ไฟฟ้า ซึ่งจะช่วยขับเคลื่อนภาคการขนส่งของประเทศและเร่งการพัฒนาเศรษฐกิจคาร์บอนตํ่าในวงกว้าง

อ้างอิง

* NXPO-EV Conversion regulations

Nectec-EV Conversion, Transition Strategy

** Autospin - 2025 EV registrations in Thailand

###

เกี่ยวกับดีพี เน็กซ์

บริษัท ดีพี เน็กซ์ จํากัด ดําเนินกิจการภายใต้บริษัทร่วมทุน (JV) ระหว่างบ้านปู เน็กซ์ และดูราเพาเวอร์ โดยบ้านปู เน็กซ์ ถือหุ้น 70% และดูรา เพาเวอร์ ถือหุ้น 30% (ทั้งนี้ ดูราเพาเวอร์ เป็นบริษัทลูกของบ้านปู เน็กซ์ ซึ่งถือหุ้นอยู่ 65.1%) โรงงานแบตเตอรี่ตั้งอยู่ในนิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ จังหวัดชลบุรี ซึ่งส่งมอบแบตเตอรี่สําหรับยานยนต์ไฟฟ้าเชิงพาณิชย์หลากหลายประเภทในอุตสาหกรรมการเดินทางและขนส่ง อาทิ รถบัส รถบรรทุก รถยก รถพ่วง รถลากเครื่องบิน ยานยนต์ไฟฟ้าเฉพาะทาง เช่น รถตุ๊กตุ๊ก เรือ ยานพาหนะที่ใช้สําหรับการขนส่งในท่าเรือ และระบบกักเก็บพลังงาน (Energy Storage System) แบตเตอรี่ของโรงงานแห่งนี้ถูกออกแบบให้มีนํ้าหนักเบา รองรับการชาร์จเร็ว และกักเก็บพลังงานได้ยาวนาน ทั้งยังมี มาตรฐานความปลอดภัยสูงสุด รวมถึงผ่านการทดสอบแบบเจาะทะลุ ซึ่งเป็นการทดสอบประสิทธิภาพความปลอดภัยของแบตเตอรี่

เกี่ยวกับแรพพิด มอเตอร์ส

บริษัท แรพพิด มอเตอร์ส จํากัด เป็นบริษัทเทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้าของไทย ที่พัฒนาโซลูชันการแปลงสภาพยานยนต์เครื่องยนต์สันดาปภายใน (ICE) ให้เป็นยานยนต์ไฟฟ้า (EV Conversion) สําหรับการใช้งานเชิงพาณิชย์ โดยเฉพาะในภาคการขนส่งและโลจิสติกส์ บริษัทมุ่งพัฒนาเทคโนโลยี ที่มีมาตรฐานความปลอดภัยและประสิทธิภาพสูง ครอบคลุมการออกแบบระบบแบตเตอรี่ ระบบควบคุมยานยนต์ และการบูรณาการระบบพลังงาน เพื่อรองรับการใช้งานจริงของฟลีทรถเชิงพาณิชย์ พร้อมสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านของภาคการขนส่งไทยสู่เศรษฐกิจคาร์บอนตํ่าอย่างยั่งยืน

ข้อมูลเพิ่มเติมสําหรับสื่อมวลชน กรุณาติดต่อ บริษัท บ้านปู เน็กซ์ จํากัด :

มนภา พงค์ธเนศวร Branding and Marketing Communications โทร. 02-095-6535 อีเมล manapah_p@banpu.co.th

กัญขจี มี้เจริญ Branding and Marketing Communications โทร. 02-095-6544 อีเมล kankhachee_m@banpu.co.th



น้ำยืนไฟต์"คู่เอก"พยัคฆ์ดำ" น็อค "เจสเปอร์" ยก 3 มหกรรมมวยไทยนานาชาติ อ.น้ำยืน จ.อุบลราชธานี

 พลตรีณัฏฐ์ ศรีอินทร์ รองแม่ทัพภาค 2 ประธานเปิด "น้ำยืนไฟต์"คู่เอก"พยัคฆ์ดำ" น็อค "เจสเปอร์" ยก 3  มหกรรมมวยไทยนานาชาติ อ.น้ำยืน จ.อุบลราชธานี

วันที่ 19 มี.ค.69 ที่เวทีมวยชั่วคราวลานหน้าเทศบาลอำเภอน้ำยืน จ.อุบลราชธานี พลตรีณัฏฐ์ ศรีอินทร์ รองแม่ทัพภาพที่ 2ประธานมูลนิธิพิทักษ์ชายแดนอีสานใต้ เป็นประธานในการแข่งขันมหกรรมมวยไทยนานาชาติ "งานประเพณีบวงสรวงสักการะศาลเจ้าพ่อหลักเมือง สืบสานวัฒนธรรม 4 ชนเผ่า ชาวอำเภอน้ำยืน ประจำปี 2569 "น้ำยืนไฟต์" โดยมี นายวสวรรธน์ พวงพรศรี ส.ส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคไทรวมพลัง และนายสมศักดิ์ บุญประชุม ส.ส.เขต 10 จ.อุบลราชธานี พรรคไทรวมพลัง ประธานดำเนินการจัดการแข่งขัน, นายอาทิตย์ บุษบา นายอำเภอน้ำยืน ประธานจัดการแข่งขัน, และ "เสี่ยโก้" นายก่อเกียรติ พาณิชยารมณ์ โปรโมเตอร์ยอดเยี่ยมมวยโลกเอเชีย 3 สถาบัน และนายสรวีร์ ฤทธิชัย ผู้บริหาร วันก่อเกียรติ และ โปรโมเตอร์เวทีลุมพินี 



สำหรับผลการแข่งขันมวยไทย ในมหกรรมมวยไทยนานาชาติ "งานประเพณีบวงสรวงสักการะศาลเจ้าพ่อหลักเมือง สืบสานวัฒนธรรม 4 ชนเผ่า ชาวอำเภอน้ำยืน ประจำปี 2569 "น้ำยืนไฟต์" บาย ก่อเกียรติสัญจร ที่ถ่ายทอดสดทาง ททบ.5 มีดังนี้


อนันตชัย เมืองโพนทอง ชนะTKO เพชรแสงโสม ศิษย์ครูอินทร์ ในยกที่ 2, โทนี่ ลำน้ำมูลมวยไทย ชนะน็อค ข.ไข่ ศิษย์ครูเต๋า ในยกที่ 2, ดีเอโก้ สันติอุบล ชนะคะแนน ยอดมนุษย์ ส.เอกพาพันธ์, โทมัส ลูกหนึ่งอุบล ชนะ TKO จอนนี่ ลูกนาวิกโยธิน ยกที่ 3, ขุนแผนศิษย์ครูอ๊อดเมืองโพนทอง แพ้น็อค ยอดเพชรเอก ซ้อเพ็ญสั่งลุย ในยกที่ 3, มัสเตอร์ ลูกหนึ่งอุบล ชนะ TKO พันธ์พยัคฆ์ ส.อู้๊ดดียิม ยกที่ 1 และ คู่เอกของรายการ เจสเปอร์ สันติอุบล แพ้น็อค พยัคฆ์ดำ ส.สกุลนนท์ ในยกที่ 3

“ค้าภายใน” เกาะติดสถานการณ์ปาล์ม เตรียมชงเข้มมาตรการสินค้าควบคุม ย้ำสต๊อกเพียงพอทั้งบริโภคและภาคพลังงานตามนโยบายรัฐ

 “ค้าภายใน” เกาะติดสถานการณ์ปาล์ม เตรียมชงเข้มมาตรการสินค้าควบคุม ย้ำสต๊อกเพียงพอทั้งบริโภคและภาคพลังงานตามนโยบายรัฐ

นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน กล่าวว่า กรมการค้าภายในได้ติดตามสถานการณ์น้ำมันปาล์มอย่างใกล้ชิด ทั้งด้านปริมาณผลผลิต สต๊อก และระดับราคา เพื่อให้เกิดความสมดุลระหว่างเกษตรกร ผู้ประกอบการ และผู้บริโภค โดยปัจจุบันประเทศไทยมีสต๊อกน้ำมันปาล์มดิบ (CPO) อยู่ประมาณ 350,000 ตัน ซึ่งยังอยู่ในระดับเพียงพอต่อการบริหารจัดการภายในประเทศ

นายวิทยากรกล่าวว่า ในช่วงเดือนเมษายนต่อเนื่องถึงเดือนกรกฎาคม ผลผลิตปาล์มน้ำมันฤดูกาลใหม่จะทยอยเข้าสู่ระบบ โดยคาดว่าในแต่ละเดือนจะมีผลผลิตออกสู่ตลาดไม่ต่ำกว่า 400,000 ตัน เมื่อรวมกับสต๊อกที่มีอยู่ จะทำให้ปริมาณน้ำมันปาล์มในประเทศมีเพียงพอรองรับทั้งการบริโภคภายในประเทศและความต้องการใช้ในภาคพลังงานไม่ว่าจะเป็น B7 B10 ตามนโยบายของรัฐบาล ส่งผลให้ภาพรวมปริมาณสินค้าอยู่ในภาวะสมดุล และช่วยให้ราคาผลปาล์มน้ำมันอยู่ในระดับที่ดีขึ้นด้วย

สำหรับสถานการณ์ราคาจำหน่ายน้ำมันปาล์มบรรจุขวด มีการติดตามการจำหน่ายอย่างใกล้ชิดโดยปัจจุบันราคาจำหน่ายอยู่ที่ประมาณขวดละ 42–50 บาท แตกต่างกันไปตามยี่ห้อสินค้า และยังไม่พบสัญญาณการปรับขึ้นราคาแต่อย่างใด

โดยล่าสุด กรมการค้าภายในได้ประสานไปยังผู้ผลิต ห้างค้าส่ง ค้าปลีก รวมถึงสมาคมการค้าปลีกและค้าส่ง อย่างต่อเนื่อง โดยยืนยันว่ายังไม่มีการปรับขึ้นราคาน้ำมันปาล์มแต่อย่างใด และภาครัฐยังติดตามโครงสร้างราคาสินค้าตั้งแต่ต้นทางการผลิต โรงสกัด โรงกลั่น ไปจนถึงราคาจำหน่ายปลายทางอย่างใกล้ชิด เพื่อป้องกันการฉวยโอกาสทางการค้า

นายวิทยากร กล่าวต่อว่า ”สินค้าน้ำมันปาล์มบรรจุขวดเป็นสินค้าควบคุมตามประกาศคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ (คณะกรรมการ กกร.) ภายใต้พระราชบัญญัติว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ. 2542 กรมการค้าภายใน ในฐานะเลขานุการคณะกรรมการ กกร. มีอำนาจกำกับดูแลและเสนอให้คณะกรรมการ กกร. พิจารณาทบทวนมาตรการที่เหมาะสม เพื่อรักษาสมดุลทั้งด้านต้นทุนการผลิต รายได้เกษตรกร และภาระค่าครองชีพของประชาชน

ในฐานะเลขานุการคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ กรมการค้าภายในจะเร่งพิจารณาทบทวนมาตรการเพิ่มเติมสำหรับสินค้าควบคุมโดยเร็ว เพื่อให้การกำกับดูแลราคาสินค้าเป็นไปอย่างเหมาะสมและสอดคล้องกับสถานการณ์ในช่วงสถานการณ์ที่มีความผันผวน กรมการค้าภายในขอความร่วมมือผู้ประกอบการห้ามปรับขึ้นราคาสินค้าและบริการโดยไม่มีเหตุผลอันสมควร พร้อมขอให้ประชาชนอย่าตื่นตระหนกไปกับกระแสข่าว และขอให้เชื่อมั่นว่ากรมการค้าภายในได้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ซึ่งหากพบเห็นการจำหน่ายสินค้าแพงเกินสมควร การกักตุน หรือปฏิเสธการจำหน่ายสินค้า สามารถแจ้งเบาะแสพร้อมรายละเอียดสถานที่เกิดเหตุได้ผ่านสายด่วน 1569 หรือสำนักงานพาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศ เพื่อดำเนินการตามกฎหมายอย่างเคร่งครัดต่อไป” นายวิทยากร กล่าวทิ้งท้าย

กสม. แนะกรมชลฯ ทบทวนโครงการประตูระบายน้ำแม่น้ำสะแกกรัง จ.อุทัยธานี ระบุเสี่ยงส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและวิถีชีวิตชุมชน

 กสม. แนะกรมชลฯ ทบทวนโครงการประตูระบายน้ำแม่น้ำสะแกกรัง จ.อุทัยธานี ระบุเสี่ยงส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและวิถีชีวิตชุมชน

นางสาวหรรษา  หอมหวล เลขาธิการคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เปิดเผยว่า คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ได้รับเรื่องร้องเรียนเมื่อเดือนเมษายน 2567 จากกลุ่มคนรักแม่น้ำสะแกกรัง ระบุว่า ผู้ร้องอยู่อาศัยและทำกินบริเวณแม่น้ำสะแกกรัง จังหวัดอุทัยธานี ต่อมากรมชลประทาน (ผู้ถูกร้อง) ได้ประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมเพื่อประกอบการดำเนินโครงการประตูระบายน้ำแม่น้ำสะแกกรัง จังหวัดอุทัยธานี แต่ผู้ร้องและประชาชนในพื้นที่ไม่เห็นด้วยและขอให้ยุติโครงการ เนื่องจากโครงการอาจส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและวิถีชีวิตของประชาชน และประชาชนไม่ได้มีส่วนร่วมแสดงความคิดเห็นอย่างเพียงพอ จึงขอให้ตรวจสอบ


กสม. ได้พิจารณาข้อเท็จจริงจากทุกฝ่าย หลักกฎหมาย และหลักสิทธิมนุษยชนที่เกี่ยวข้องแล้วเห็นว่า แม่น้ำสะแกกรังเป็นแม่น้ำสายหลักของจังหวัดอุทัยธานี ไหลจากพื้นที่ต้นน้ำทางตะวันตกผ่านตัวเมืองอุทัยธานี และไปบรรจบกับแม่น้ำเจ้าพระยา เป็นแหล่งน้ำเพื่อการเกษตร และการอุปโภคบริโภค มีความสำคัญต่อวิถีชีวิตและวัฒนธรรม โดยเฉพาะชุมชนเรือนแพซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของจังหวัดอุทัยธานี และการท่องเที่ยวชมทัศนียภาพทางน้ำ แม้ส่วนประกอบของโครงการจะกำหนดให้มีช่องทางเดินเรือ แต่ด้านเหนือประตูระบายน้ำไม่มีแหล่งน้ำต้นทุนเพียงพอที่จะปล่อยน้ำมาบริหารจัดการการเดินเรือได้ โครงการจึงอาจกระทบต่อวิถีชีวิตและการท่องเที่ยวทางวัฒนธรรม

แม่น้ำสะแกกรังยังเป็นแหล่งประมงพื้นบ้านและมีสัตว์น้ำหลายชนิด การก่อสร้างประตูระบายน้ำและอาคารประกอบจึงเป็นสิ่งกีดขวางทางน้ำและตัดวงจรชีวิตของสัตว์น้ำ แม้โครงการจะออกแบบให้มีทางผ่านปลาและบันไดปลา แต่โครงสร้างดังกล่าวไม่เหมาะสมกับปลาพื้นถิ่น โดยเฉพาะปลาผิวดินและปลาใต้ดิน อีกทั้งการปิดประตูระบายน้ำจะทำให้เกิดการสะสมของตะกอนบริเวณหน้าประตูที่อาจกระทบต่อการส่งผ่านแร่ธาตุซึ่งเป็นอาหารของสัตว์น้ำ 


เมื่อพิจารณามิติของการบริหารจัดการน้ำ เห็นว่า ที่ผ่านมาลุ่มน้ำสะแกกรังประสบปัญหาการขาดแคลนน้ำเพื่อการอุปโภคและการเกษตร และมีปัญหาน้ำหลากเนื่องจากเป็นที่ลุ่มต่ำ แม้ในช่วงหน้าแล้งการมีประตูระบายน้ำจะสามารถทำหน้าที่กักเก็บน้ำไว้ในลำน้ำสายหลักได้ การปิดประตูระบายน้ำอาจมีน้ำเสียจากชุมชนเมืองในลุ่มน้ำสะแกกรังตอนล่างขังอยู่บริเวณหน้าประตูระบายน้ำ ส่วนในช่วงน้ำหลากระดับน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาและแม่น้ำสะแกกรังจะมีระดับใกล้เคียงกัน จึงเป็นไปได้ยากที่ประตูระบายน้ำแม่น้ำสะแกกรังจะสามารถระบายน้ำออกไปยังแม่น้ำเจ้าพระยาได้ นอกจากนี้ ปัญหาการขาดแคลนน้ำและน้ำท่วมที่เกิดขึ้นมีสาเหตุส่วนหนึ่งจากประสิทธิภาพในการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ หากไม่ได้รับการแก้ไขอย่างครบถ้วนและบูรณาการ การสร้างประตูระบายน้ำแม่น้ำสะแกกรังก็ไม่อาจบรรลุวัตถุประสงค์ในการแก้ไขปัญหา ในชั้นนี้จึงเห็นว่า โครงการก่อสร้างประตูระบายน้ำแม่น้ำสะแกกรัง แม้จะมีวัตถุประสงค์เพื่อแก้ไขปัญหาอุทกภัยและบรรเทาการขาดแคลนน้ำ แต่มีความเสี่ยงที่จะก่อให้เกิดผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม ชุมชน และการประกอบอาชีพของประชาชน

ส่วนประเด็นการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมของโครงการ และการจัดการมีส่วนร่วมของประชาชนเห็นว่า การดำเนินโครงการประตูระบายน้ำแม่น้ำสะแกกรังเข้าข่ายต้องจัดทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (Environmental Impact Assessment: EIA) ตามพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2535 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ซึ่งผู้ทรงคุณวุฒิของ กสม. ได้มีข้อสังเกตต่อรายงาน EIA ของโครงการในหลายประเด็นที่อาจยังศึกษาและประเมินผลกระทบไม่ครบถ้วนเพียงพอ เช่น น้ำเสียสะสมบริเวณหน้าประตูระบายน้ำจากการที่ไม่มีระบบบำบัดน้ำเสียชุมชน บันไดปลาและทางผ่านปลาที่ไม่เหมาะสมกับปลาพื้นถิ่น น้ำต้นทุนสำหรับการบริหารจัดการประตูเดินเรือ แนวทางการแก้ไขปัญหาภัยแล้ง อุทกภัย และน้ำเสียไม่ชัดเจน ขาดการประเมินผลกระทบต่อการเลี้ยงปลาในกระชังและธุรกิจเรือท่องเที่ยว ซึ่งสอดคล้องกับความเห็นคณะกรรมการผู้ชำนาญการพิจารณาผลกระทบสิ่งแวดล้อม (คชก.) โครงการพัฒนาแหล่งน้ำ ที่มีมติไม่เห็นชอบรายงาน EIA และให้แก้ไขเพิ่มเติมในประเด็นผลกระทบต่าง ๆ 


นอกจากนี้ การจัดการมีส่วนร่วมและการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนเพื่อประกอบการจัดทำรายงาน EIA ยังไม่ครอบคลุมผู้มีส่วนได้เสียอย่างทั่วถึงโดยเฉพาะกลุ่มประมงพื้นบ้านและกลุ่มผู้เลี้ยงปลาในกระชัง อีกทั้งกลุ่มผู้ร้องยังไม่ได้รับเชิญให้เข้าร่วมการรับฟังความคิดเห็นของโครงการตั้งแต่ต้น ในชั้นนี้จึงเห็นว่า การประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมของโครงการ และการจัดการมีส่วนร่วมของประชาชน ไม่สอดคล้องกับการรับรองสิทธิในการมีส่วนร่วมของประชาชน อันเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน


ด้วยเหตุผลข้างต้น กสม. ในคราวประชุมด้านการคุ้มครองและส่งเสริมสิทธิมนุษยชน เมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2569 จึงมีมติให้กรมชลประทาน ผู้ถูกร้อง แก้ไขเพิ่มเติมรายงาน EIA โครงการประตูระบายน้ำสะแกกรัง จังหวัดอุทัยธานี ให้ครบถ้วนตามความเห็นของ คชก. และครอบคลุมผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม และชุมชน แล้วนำข้อมูลที่ได้จากการศึกษาและประเมินผลกระทบเพิ่มเติมไปรับฟังความคิดเห็นจากผู้มีส่วนได้เสียต่อไป พร้อมกันนี้ให้ทบทวนการดำเนินโครงการประตูระบายน้ำสะแกกรัง และให้ประสานไปยังคณะกรรมการลุ่มน้ำสะแกกรังและคณะกรรมการลุ่มน้ำเจ้าพระยา เพื่อร่วมกันพิจารณาทางเลือกอื่นในการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ 


นอกจากนี้ กสม. มีข้อเสนอแนะให้สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เสนอข้อมูลและผลการตรวจสอบตามรายงานนี้ ต่อ คชก. โครงการพัฒนาแหล่งน้ำ เพื่อประกอบการพิจารณารายงาน EIA โครงการประตูระบายน้ำสะแกกรัง จังหวัดอุทัยธานี ฉบับแก้ไขเพิ่มเติม และให้สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติประสานไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อจัดทำแผนบูรณาการปรับปรุงประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำของโครงการพัฒนาแหล่งน้ำที่มีอยู่เดิม และการก่อสร้างแหล่งน้ำขนาดเล็กในพื้นที่นอกเขตชลประทาน รวมถึงการฟื้นฟูแหล่งน้ำ หนองน้ำธรรมชาติ และป่าต้นน้ำเพื่อแก้ไขปัญหาการบริหารจัดการน้ำในลุ่มน้ำสะแกกรังอย่างยั่งยืน ทั้งนี้ให้จังหวัดอุทัยธานีประสานไปยังองค์การจัดการน้ำเสียและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่เพื่อร่วมกันจัดทำแผนและระบบจัดการน้ำเสียชุมชนด้วย

วันพฤหัสบดีที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2569

กสม. เผยกรณีตำรวจเข้าตรวจค้นบ้านผู้ประกาศข่าวหญิงช่อง The Critics ในคดีหมิ่นประมาทบนสื่อสังคมออนไลน์ เป็นการดำเนินการที่เกินสมควรแก่เหตุ

 กสม. เผยกรณีตำรวจเข้าตรวจค้นบ้านผู้ประกาศข่าวหญิงช่อง The Critics ในคดีหมิ่นประมาทบนสื่อสังคมออนไลน์ เป็นการดำเนินการที่เกินสมควรแก่เหตุ 

นางสาวสุภัทรา  นาคะผิว กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เปิดเผยว่า คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ได้รับเรื่องร้องเรียนเมื่อเดือนมีนาคม 2568 จากผู้ร้องซึ่งเป็นผู้ประกาศข่าวหญิงของช่อง The Critics บนแพลตฟอร์มยูทูป สังกัดสถาบันทิศทางไทย ระบุว่า ทนายความผู้รับมอบอำนาจจากนายทักษิณ  ชินวัตร ได้แจ้งความดำเนินคดีกับผู้ร้องต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจกองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บช.สอท.) จากการนำเสนอข่าวหัวข้อ “ทักษิณผู้นำเลวสุดในโลก มอนเตฯ ริบสัญชาติเพราะโกง” เมื่อวันที่ 3 มกราคม 2568 ผ่านช่องทางดังกล่าว ในข้อหาหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณาและนำเข้าข้อมูลสู่ระบบคอมพิวเตอร์ที่ประชาชนทั่วไปอาจเข้าถึงได้ ซึ่งข้อมูลนั้นอาจทำให้ผู้อื่นเสียหาย จากนั้นเมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2568 เจ้าหน้าที่ตำรวจกว่า 10 คน ได้เข้าตรวจค้นบ้านผู้ร้อง และเชิญผู้ร้องไปให้ถ้อยคำในวันเดียวกันตามหมายเรียกพยาน ผู้ร้องเห็นว่าการกระทำดังกล่าวเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน จึงขอให้ตรวจสอบ 


กสม. พิจารณาข้อเท็จจริงจากทุกฝ่าย หลักกฎหมาย และหลักสิทธิมนุษยชนที่เกี่ยวข้องแล้วเห็นว่าผู้ร้องย่อมได้รับความคุ้มครองสิทธิในกระบวนการยุติธรรม ตลอดจนสิทธิและเสรีภาพในชีวิตและร่างกาย ซึ่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 บัญญัติคุ้มครองไว้มิให้บุคคลใดกระทำการอันกระทบกระเทือนต่อสิทธิหรือเสรีภาพดังกล่าว เว้นแต่จะมีเหตุตามที่กฎหมายบัญญัติ ประเด็นแรกที่ต้องพิจารณาคือการที่พนักงานสอบสวนไม่ส่งหมายเรียกให้ผู้ร้องล่วงหน้าเป็นการกระทำที่ละเมิดสิทธิมนุษยชนหรือไม่ จากการตรวจสอบปรากฏว่าพนักงานสอบสวนออกหมายเรียกลงวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2568 ให้ผู้ร้องไปให้ถ้อยคำในฐานะพยานในวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2568 โดยมอบหมายให้เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดตรวจค้นนำส่งหมายเรียกในวันเข้าดำเนินการตรวจค้น ซึ่งเป็นวันเดียวกันกับที่กำหนดนัดตามหมายเรียก โดยอ้างเหตุผลความจำเป็นเพื่อป้องกันมิให้มีการทำลายพยานหลักฐาน โดยในวันตรวจค้นมีเจ้าหน้าที่ตำรวจยศพันตำรวจโทซึ่งถือเป็นตำรวจชั้นผู้ใหญ่ที่มีอำนาจเรียกผู้ร้องไปให้ถ้อยคำได้โดยไม่ต้องมีหมายเรียก อันสอดคล้องและเป็นไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 52 ซึ่งไม่ได้ตัดสิทธิผู้ร้องในการเสนอเหตุผลอันสมควรเพื่อขอเลื่อนการให้ถ้อยคำได้ 

อย่างไรก็ดี เมื่อพิจารณาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 54 ซึ่งวางหลักว่าในการออกหมายเรียกให้คำนึงถึงระยะทางและโอกาสในการมาตามกำหนดนัดนั้น การนำส่งหมายเรียกในวันเดียวกับวันที่กำหนดนัด จึงทำให้ผู้ร้องขาดโอกาสในการเตรียมตัว และอาจกระทบต่อการใช้สิทธิขั้นพื้นฐาน เช่น การปรึกษาทนายความ หรือการจัดการภารกิจส่วนตัว ซึ่งหากพนักงานสอบสวนเกรงว่าการส่งหมายเรียกไปก่อนจะทำให้เกิดการทำลายพยานหลักฐานก็สามารถให้เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดตรวจค้นเข้าตรวจค้นหลักฐานดังกล่าวก่อนได้ ในชั้นนี้ จึงรับฟังได้ว่า การที่พนักงานสอบสวนไม่ส่งหมายเรียกไปให้ผู้ร้องก่อนกำหนดนัด เป็นการเลือกใช้วิธีการที่เกินความจำเป็นแก่กรณี ไม่ได้สัดส่วนกับพฤติการณ์แห่งคดี และสร้างภาระเกินสมควรแก่เหตุต่อผู้ร้อง อันเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน


ส่วนการที่พนักงานสอบสวนใช้วิธีการขอหมายค้นเพื่อเข้าตรวจค้นบ้านของผู้ร้องนั้น เห็นว่า ผู้ร้องย่อมมีสิทธิในความเป็นอยู่ส่วนตัวและเสรีภาพในเคหสถาน ซึ่งได้รับการคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญ และการเข้าตรวจค้นที่เป็นการจำกัดสิทธิดังกล่าวจะกระทำได้ตามที่กฎหมายบัญญัติภายใต้หลักความจำเป็นและหลักความได้สัดส่วน กสม. เห็นว่า กรณีนี้เป็นคดีหมิ่นประมาทซึ่งมิใช่คดีร้ายแรง และพยานหลักฐานส่วนใหญ่เป็นข้อมูลที่ปรากฏในสื่อสาธารณะหรือสามารถตรวจสอบได้จากแหล่งอื่น เช่น สถานที่ทำงานของผู้ร้องหรือช่องทางออนไลน์ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยไม่จำเป็นต้องเข้าตรวจค้นเคหสถาน นอกจากนี้ แม้ผู้ร้องจะไม่มีสถานะเป็นสื่อมวลชนเนื่องจากไม่ได้เป็นสมาชิกสภาการสื่อมวลชนแห่งชาติ แต่ถือเป็นผู้ปฏิบัติหน้าที่ด้านสื่อ การใช้มาตรการที่เกินความจำเป็นในลักษณะดังกล่าวย่อมส่งผลกระทบต่อเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นและอาจถูกมองว่าเป็นการใช้กระบวนการยุติธรรมเพื่อปิดกั้นการมีส่วนร่วมของประชาชนหรือคุกคามสื่อ ดังนั้น การขอหมายค้นเพื่อเข้าตรวจค้นบ้านของผู้ร้องในคดีหมิ่นประมาทบนสื่อสังคมออนไลน์ จึงถือเป็นการใช้อำนาจที่กระทบสิทธิของประชาชนมากเกินจำเป็นและเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน 


กสม. ยังมีข้อสังเกตเพิ่มเติมกรณีการตรวจค้นบ้านพักของผู้ร้องซึ่งเป็นผู้หญิงว่า แม้การตรวจค้นดังกล่าวจะมิใช่การตรวจค้นร่างกาย และในวันเกิดเหตุผู้ร้องเดินทางไปกับเจ้าหน้าที่ตำรวจโดยสมัครใจ แต่เมื่อมีการเปลี่ยนพาหนะระหว่างการเดินทางก็อาจก่อให้เกิดความรู้สึกไม่ปลอดภัยหรือความวิตกกังวลต่อผู้ร้องซึ่งเป็นผู้หญิง ดังนั้น การตรวจค้นโดยปราศจากเจ้าหน้าที่ตำรวจหญิงร่วมปฏิบัติหน้าที่จึงอาจสุ่มเสี่ยงต่อการละเมิดสิทธิในความเป็นส่วนตัวและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ทั้งนี้ กสม. เห็นว่าการมีเจ้าหน้าที่ตำรวจหญิงร่วมปฏิบัติหน้าที่มิใช่เป็นเพียงเรื่องความเหมาะสม แต่เป็นมาตรการสำคัญในการสร้างความไว้วางใจ ความปลอดภัยทางจิตใจ และลดความวิตกกังวลของผู้ถูกตรวจค้นหรือพยานที่เป็นผู้หญิง โดยเฉพาะในกรณีที่ต้องอยู่ร่วมกับเจ้าหน้าที่หรือเดินทางไปด้วยกัน ซึ่งการละเลยในประเด็นนี้อาจสะท้อนถึงการขาดความระมัดระวังในการดำเนินการที่เกี่ยวข้องกับสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชน


ด้วยเหตุผลดังกล่าว กสม. ในคราวประชุมด้านการคุ้มครองและส่งเสริมสิทธิมนุษยชน เมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2569 จึงมีมติให้มีข้อเสนอแนะไปยังสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) ให้กำหนดมาตรการหรือแนวทางให้เจ้าหน้าที่ตำรวจใช้ดุลพินิจในการส่งหมายเรียกแก่บุคคลซึ่งเป็นพยานและการขอหมายค้นโดยต้องยึดถือ “หลักความจำเป็น” และ “หลักความได้สัดส่วน” เป็นบรรทัดฐานสำคัญ โดยเฉพาะในคดีที่มีอัตราโทษไม่ร้ายแรง หรือกรณีที่สามารถแสวงหาพยานหลักฐานได้ด้วยวิธีการอื่นที่กระทบสิทธิและเสรีภาพของประชาชนน้อยกว่า ทั้งนี้ เพื่อป้องกันมิให้การใช้อำนาจของเจ้าหน้าที่กระทบสิทธิขั้นพื้นฐานของบุคคลเกินสมควรแก่เหตุ นอกจากนี้ให้กำหนดแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจนและเป็นรูปธรรมในการจัดให้มีเจ้าหน้าที่หญิงร่วมปฏิบัติหน้าที่ในกรณีที่เกี่ยวข้องกับบุคคลที่เป็นผู้หญิงเพื่อเป็นการคุ้มครองสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชน และเสริมสร้างความเชื่อมั่นต่อกระบวนการยุติธรรมด้วย

ค้าภายใน ถก 9 บิ๊กอุปโภคบริโภค รับมือวิกฤตตะวันออกกลางกระทบต้นทุนบรรจุภัณฑ์เตรียมยกระดับกฎหมายคุมเข้มสินค้าจำเป็น หากสถานการณ์ยืดเยื้อ

  ค้าภายใน ถก 9 บิ๊กอุปโภคบริโภค รับมือวิกฤตตะวันออกกลางกระทบต้นทุนบรรจุภัณฑ์เตรียมยกระดับกฎหมายคุมเข้มสินค้าจำเป็น หากสถานการณ์ยืดเยื้อ น...