วันอังคารที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2569

ยกระดับโรบัสต้าชุมพรวิสาหกิจชุมชนละแมฮิลล์คอฟฟี่ด้วยแสงซินโครตรอน

 ยกระดับโรบัสต้าชุมพรวิสาหกิจชุมชนละแมฮิลล์คอฟฟี่ด้วยแสงซินโครตรอน

นักวิจัยสถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน (องค์การมหาชน) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (อว.) ลงพื้นที่หารือแนวทางความร่วมมือด้านการวิจัยกับวิสาหกิจชุมชนละแมฮิลล์คอฟฟี่ อำเภอละแม จังหวัดชุมพร เพื่อประยุกต์ใช้เทคนิควิเคราะห์ด้วยแสงซินโครตรอนและเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ในการพัฒนาคุณภาพกาแฟโรบัสต้า และเพิ่มมูลค่าผลผลิตทางการเกษตรในพื้นที่

ชุมพร - ดร.นิชาดา เจียรนัยกูร นักวิทยาศาสตร์ระบบลำเลียงแสง ส่วนวิจัยด้านอาหารและการเกษตร 

ฝ่ายวิจัยและประยุกต์ใช้แสงซินโครตรอน กล่าวว่า “เราได้นำเทคโนโลยีแสงซินโครตรอนขั้นสูงไปช่วยยกระดับกาแฟสายพันธุ์อาราบิก้าที่นิยมปลูกทางภาคเหนือ และทีมนักวิทยาศาสตร์ของสถาบันฯ ได้ขยายการประยุกต์ใช้องค์ความรู้ดังกล่าว สู่การยกระดับกาแฟสายพันธุ์โรบัสต้าที่นิยมปลูกทางภาคใต้ โดยได้ลงพื้นที่ อ.ละแม จ.ชุมพร เพื่อสร้างความร่วมมือด้านการวิจัยกับวิสาหกิจชุมชนละแมฮิลล์คอฟฟี่ซึ่งเป็นผู้ผลิตกาแฟในชุมพร โดยมุ่งนำเทคโนโลยีแสงซินโครตรอนมาสนับสนุนการพัฒนาคุณภาพกาแฟของชุมชน” 


ทั้งนี้ นางสาวนิสสา พิณแพทย์ และ นางสาวณฐมน พรหมสุวรรณ ผู้ก่อตั้งวิสาหกิจชุมชนละแมฮิลล์คอฟฟี่ พร้อมด้วยคณะนักวิชาการส่งเสริมการเกษตรจากสำนักงานเกษตรอำเภอละแม จ.ชุมพร ได้ร่วมแลกเปลี่ยนข้อมูลและองค์ความรู้เกี่ยวกับกาแฟโรบัสต้าของ จ.ชุมพร กับทีมนักวิทยาศาสตร์ของสถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน


ประเด็นสำคัญที่มีการแลกเปลี่ยนกัน ได้แก่ การใช้แสงซินโครตรอนเทคนิคฟูเรียร์ทรานส์ฟอร์มอินฟราเรดสเปกโทรสโกปี (FTIR) ศึกษาองค์ประกอบทางเคมี และเทคนิคเอกซเรย์โทโมกราฟีระดับจุลภาค (XTM) ศึกษาโครงสร้างภายในของเมล็ดกาแฟสารโรบัสต้าด้วย โดยมีแนวทางการนำข้อมูลที่ได้มาพิจารณาร่วมกับผลการประเมินทางประสาทสัมผัส เพื่อศึกษาลักษณะเด่นและความแตกต่างของกาแฟ ตลอดจนสนับสนุนการพัฒนากาแฟคุณภาพสูงที่มีอัตลักษณ์เฉพาะของแหล่งผลิต 

ในโอกาสนี้ ดร.รุ่งเรือง พัฒนากุล นักวิทยาศาสตร์ระบบลำเลียงแสง จากส่วนวิจัยด้านอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ ได้เสนอแนวทางพัฒนาระบบประมวลผลภาพร่วมกับเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อช่วยประเมินระดับความสุกของผลกาแฟเชอร์รี่จากลักษณะภายนอก เช่นสีของผล โดยมุ่งสนับสนุนการประเมินคุณภาพเบื้องต้นของผลกาแฟเชอร์รี่ที่รับซื้อจากเกษตรกรให้รวดเร็วยิ่งขึ้น และช่วยคัดเลือกผลกาแฟที่มีระดับความสุกสม่ำเสมอ ก่อนเข้าสู่กระบวนการแปรรูปเป็นสารกาแฟ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการควบคุมคุณภาพวัตถุดิบ เพื่อส่งเสริมคุณภาพด้านกลิ่นรสของกาแฟ


นอกจากนี้ยังมีการแลกเปลี่ยนเรื่องการเพิ่มมูลค่าผลพลอยได้จากกระบวนการแปรรูปกาแฟ โดยเฉพาะการแปรรูปเปลือกผลกาแฟเชอร์รี่ให้เป็นวัตถุดิบหรือผลิตภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่มในอนาคต ซึ่งเพิ่มแนวทางสร้างมูลค่าให้ผลกาแฟเชอร์รี่จากเดิมที่ทำได้เพียงผลิตเป็นปุ๋ยเท่านั้น ควบคู่กับการศึกษาด้านองค์ประกอบ คุณภาพ และความปลอดภัยอย่างเหมาะสมด้วยเทคโนโลยีแสงซินโครตรอน 


หลังจากนี้สถาบันฯ และวิสาหกิจชุมชนละแมฮิลล์คอฟฟี่จะร่วมมือวิจัย เพื่อสนับสนุนการพัฒนาคุณภาพกาแฟภายใต้แบรนด์ Lamae Coffee เพิ่มมูลค่าผลผลิต และต่อยอดองค์ความรู้และเทคโนโลยีให้ตอบโจทย์เกษตรกรและชุมชนในพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรมต่อไป


“นายกรัฐมนตรี” เปิดมหกรรมพืชสวนโลกจังหวัดอุดรธานี พ.ศ. 2569 ยิ่งใหญ่! ตระการตาแสง สี เสียง และโดรน คาดกระตุ้นเศรษฐกิจกว่า 2 หมื่นล้านบาท

 “นายกรัฐมนตรี” เปิดมหกรรมพืชสวนโลกจังหวัดอุดรธานี พ.ศ. 2569 ยิ่งใหญ่! ตระการตาแสง สี เสียง และโดรน คาดกระตุ้นเศรษฐกิจกว่า 2 หมื่นล้านบาท

วันที่ 2 พฤศจิกายน 2569 ณ พื้นที่ชุ่มน้ำหนองแด จังหวัดอุดรธานี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานในพิธีเปิดงาน “มหกรรมพืชสวนโลกจังหวัดอุดรธานี พ.ศ. 2569” อย่างเป็นทางการ โดยมีคณะรัฐมนตรี คณะทูตานุทูต ผู้แทนจากประเทศและองค์กรนานาชาติ ผู้แทนสมาคมพืชสวนระหว่างประเทศ (AIPH) ตลอดจนผู้แทนหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคีเครือข่ายทั้งในและต่างประเทศเข้าร่วมพิธีอย่างคับคั่ง ขณะที่บรรยากาศภายในงานเป็นไปอย่างคึกคัก มีประชาชนและนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติเดินทางมาร่วมงานเป็นจำนวนมาก สะท้อนถึงความสนใจและกระแสตอบรับที่ดีต่อการจัดมหกรรมพืชสวนระดับนานาชาติครั้งสำคัญของประเทศไทย

พิธีเปิดเริ่มต้นด้วยการแสดงศิลปวัฒนธรรมชุดพิเศษ ก่อนเข้าสู่พิธีการ โดย นายชัยวัฒน์ ชื่นโกสุม ผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรธานี กล่าวต้อนรับในนามจังหวัดอุดรธานี ตามด้วย นายเลโอนาร์โด กาปิตานิโอ (Mr. Leonardo Capitanio) ประธานสมาคมพืชสวนระหว่างประเทศ (AIPH) กล่าวแสดงความยินดีในโอกาสที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพจัดงานระดับนานาชาติ และ นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวรายงานวัตถุประสงค์และความเป็นมาของการจัดงาน

จากนั้น นายกรัฐมนตรี กล่าวเปิดงานและประกอบพิธีเปิดอย่างเป็นทางการ ท่ามกลางการแสดงแสง สี เสียง และสื่อประกอบพิธีเปิดที่สร้างความตื่นตาตื่นใจ ก่อนร่วมถ่ายภาพเป็นที่ระลึกกับคณะรัฐมนตรี คณะทูตานุทูต ผู้แทนสมาคมพืชสวนระหว่างประเทศ และท่านผู้มีเกียรติ จากนั้นนายกรัฐมนตรีพร้อมคณะผู้บริหารได้เยี่ยมชมนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติ โดยการเฉลิมฉลองปิดท้ายด้วยการแสดงแสง สี เสียง ประกอบโดรนสุดตระการตา สร้างความประทับใจแก่ผู้ร่วมงาน และนับเป็นการเริ่มต้นมหกรรมพืชสวนโลกจังหวัดอุดรธานี พ.ศ.2569 อย่างเป็นทางการ

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า การที่ประเทศไทยได้รับเกียรติเป็นเจ้าภาพจัดงาน “มหกรรมพืชสวนโลกจังหวัดอุดรธานี พ.ศ. 2569” ถือเป็นโอกาสสำคัญในการยกระดับบทบาทของประเทศไทยบนเวทีโลก และสะท้อนศักยภาพด้านความหลากหลายทางชีวภาพ ภูมิปัญญาการเกษตร และทรัพยากรธรรมชาติอันทรงคุณค่า รัฐบาลมุ่งหวังให้มหกรรมแห่งนี้เป็นมากกว่าการจัดแสดงพืชสวน แต่เป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างความร่วมมือและโอกาสใหม่ ๆ ที่นำไปสู่การพัฒนาประเทศอย่างสมดุล ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม รวมถึงการต่อยอดองค์ความรู้ เทคโนโลยี และการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ เพื่อวางรากฐานการเติบโตที่มั่นคงและส่งต่อคุณค่าให้แก่ประเทศและคนรุ่นต่อไป

นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า “การที่ประเทศไทยได้รับสิทธิเป็นเจ้าภาพจัดงาน ‘มหกรรมพืชสวนโลกจังหวัดอุดรธานี พ.ศ. 2569’ นับเป็นโอกาสสำคัญในการแสดงศักยภาพด้านพืชสวนและการเกษตร เทคโนโลยีและนวัตกรรม ตลอดจนความหลากหลายทางชีวภาพและภูมิปัญญาท้องถิ่นสู่สายตานานาชาติ ภายใต้แนวคิด ‘ความหลากหลายแห่งสรรพชีวิต: สายสัมพันธ์แห่งผู้คน สายน้ำ และพืชพรรณ สู่การดำรงชีวิตที่ยั่งยืน’ ซึ่งมุ่งนำเสนอความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติ ผ่านความงดงามของพืชพรรณและสวนนานาชาติ ควบคู่กับการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และส่งเสริมการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ นอกจากนี้ การจัดงานยังช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว สร้างงาน สร้างรายได้ และเปิดโอกาสให้เกษตรกร ผู้ประกอบการ และชุมชนในพื้นที่มีส่วนร่วม พร้อมวางแนวทางพัฒนาพื้นที่ชุ่มน้ำหนองแดให้เป็นพื้นที่สีเขียว แหล่งเรียนรู้ และแหล่งท่องเที่ยวที่สร้างประโยชน์แก่ประชาชนในระยะยาว ทั้งนี้ ความสำเร็จของการจัดงานเกิดจากความร่วมมือของหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน องค์กรระหว่างประเทศ และภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วนที่ร่วมกันผลักดันให้มหกรรมครั้งนี้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม”

นายเลโอนาร์โด กาปิตานิโอ (Leonardo Capitanio) ประธานสมาคมพืชสวนระหว่างประเทศ (AIPH) กล่าวว่า “ในนามของ AIPH ขอแสดงความยินดีกับรัฐบาลไทย กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กรมวิชาการเกษตร จังหวัดอุดรธานี และทุกภาคส่วนที่ร่วมกันผลักดันให้การจัดงาน ‘มหกรรมพืชสวนโลกจังหวัดอุดรธานี พ.ศ. 2569’ เกิดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ สะท้อนถึงวิสัยทัศน์และความร่วมมืออันเข้มแข็งของประเทศไทยในการส่งเสริมอุตสาหกรรมพืชสวนระดับนานาชาติ ภายใต้แนวคิด ‘ความหลากหลายแห่งสรรพชีวิต: สายสัมพันธ์แห่งผู้คน สายน้ำ และพืชพรรณ สู่การดำรงชีวิตที่ยั่งยืน’ ซึ่งสอดคล้องกับความท้าทายของโลกด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ โดยมหกรรมครั้งนี้ไม่เพียงนำเสนอความงดงามของพืชพรรณจากทั่วโลก แต่ยังเป็นเวทีแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ นวัตกรรม และวัฒนธรรม เสริมสร้างมิตรภาพและความร่วมมือระหว่างประเทศ AIPH หวังเป็นอย่างยิ่งว่าการจัดงานจะช่วยสร้างแรงบันดาลใจให้ผู้คนตระหนักถึงคุณค่าของธรรมชาติ ส่งเสริมวิถีชีวิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และสร้างมรดกอันทรงคุณค่าเพื่อประโยชน์ที่ยั่งยืนต่อจังหวัดอุดรธานี ประเทศไทย และประชาคมโลก”

นายชัยวัฒน์ ชื่นโกสุม ผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรธานี กล่าวว่า “จังหวัดอุดรธานีมีความยินดีและภาคภูมิใจอย่างยิ่งที่ได้รับเกียรติเป็นเจ้าภาพจัดงาน ‘มหกรรมพืชสวนโลกจังหวัดอุดรธานี พ.ศ. 2569’ ซึ่งถือเป็นโอกาสสำคัญในการแสดงศักยภาพของจังหวัดสู่สายตานานาชาติ ทั้งด้านพืชสวน การเกษตร การท่องเที่ยว และการพัฒนาอย่างยั่งยืน โดยมุ่งให้มหกรรมครั้งนี้เป็นเวทีแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ นวัตกรรม และความร่วมมือระหว่างประเทศ ควบคู่กับการสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจ กระจายรายได้สู่เกษตรกร ผู้ประกอบการ และธุรกิจชุมชน ตลอดจนยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนและส่งเสริมการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติในระยะยาว ทั้งนี้ ความสำเร็จของการจัดงานเกิดจากความร่วมมือของรัฐบาล กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ สมาคมพืชสวนระหว่างประเทศ หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชนชาวอุดรธานีที่ร่วมแรงร่วมใจกันทำหน้าที่เจ้าบ้านอย่างเต็มกำลัง จังหวัดอุดรธานีพร้อมแล้วที่จะต้อนรับผู้มาเยือนจากทั่วโลก และมุ่งหวังให้มหกรรมครั้งนี้สร้างความประทับใจแก่ผู้เข้าชม พร้อมเป็นจุดเริ่มต้นของการพัฒนาเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวที่สร้างประโยชน์อย่างยั่งยืนให้แก่จังหวัดและคนรุ่นต่อไป”

ด้านนายระพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เผยว่า มหกรรมพืชสวนโลกจังหวัดอุดรธานี พ.ศ. 2569 เกิดขึ้นจากความร่วมมือของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมวิชาการเกษตร ในฐานะหน่วยงานหลัก ร่วมกับจังหวัดอุดรธานี สมาคมพืชสวนระหว่างประเทศ (AIPH) และภาคีเครือข่ายทั้งในและต่างประเทศ เพื่อขับเคลื่อนการจัดมหกรรมพืชสวนระดับนานาชาติบนพื้นที่ชุ่มน้ำหนองแดกว่า 1,030 ไร่ ภายใต้แนวคิด “ความหลากหลายแห่งสรรพชีวิต: สายสัมพันธ์แห่งผู้คน สายน้ำ และพืชพรรณ สู่การดำรงชีวิตที่ยั่งยืน” (Diversity of Life: Connecting People, Water and Plants for Sustainable Living) โดยมีไฮไลต์สำคัญคือสวนนานาชาติ แบ่งเป็นสวนภายนอกอาคารและสวนภายในอาคารประเภทละ 16 สวน รวม 32 สวน ตลอดจน สวนองค์กรจากหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนชั้นนำของไทยอีก 16 สวน ซึ่งร่วมถ่ายทอดความงดงามของพืชพรรณ ศิลปะการจัดสวน และอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมจากหลากหลายประเทศ เปิดประสบการณ์ให้ผู้เข้าชมได้สัมผัสความหลากหลายของพืชสวนจากทั่วโลกภายในงานเดียว คาดกระตุ้นเศรษฐกิจกว่า 2 หมื่นล้านบาท

พื้นที่จัดแสดงแบ่งออกเป็น 6 โซนสำคัญ ได้แก่ 1. โซนทางเข้าและจุดจำหน่ายบัตร ให้บริการจำหน่ายบัตร ข้อมูล และอำนวยความสะดวกแก่ผู้เข้าชม 2. โซนสวนจัดแสดงและอาคารหลัก นำเสนอความงดงามและความหลากหลายของพรรณไม้ พร้อมอาคารสำคัญ เช่น เรือนอีสาน ที่สะท้อนเอกลักษณ์ของท้องถิ่น 3. โซนสวนนานาชาติ จัดแสดงสวนจากประเทศและองค์กรนานาชาติ 4. โซนนิทรรศการภายในอาคาร ประกอบด้วย อาคารเรือนกระจก สำหรับจัดแสดงนิทรรศการวิชาการหมุนเวียนและการประกวดพืชพรรณ อาคารอำนวยการ สำหรับจัดแสดงสวนนานาชาติภายในอาคาร โรงเรือนไม้ในร่ม ที่จัดแสดงไม้ประดับและกล้วยไม้ และ โรงเรือนจัดแสดงสวนพืชทะเลทราย ที่จัดแสดงพืชตระกูลแคคตัส 5. โซนนิทรรศการวิชาการภายนอกอาคาร อาทิ นิทรรศการเฉลิมพระเกียรติ นิทรรศการไม้ผลและเทคโนโลยีการเกษตร นิทรรศการไม้ดอกไม้ประดับ สวนกล้วยไม้ สวนบัว และนิทรรศการสวนคาร์บอนเครดิต และ 6. โซนสวนพรรณไม้ประจำจังหวัด สวนไผ่ และเรือนเพาะชำ ถ่ายทอดความหลากหลายของพรรณไม้และองค์ความรู้ด้านการเพาะขยายพันธุ์พืช ให้ผู้เข้าชมได้เพลิดเพลินกับความงดงามของธรรมชาติ ควบคู่กับการเรียนรู้ด้านการเกษตร นวัตกรรม และสิ่งแวดล้อมตลอดเส้นทางการเยี่ยมชม

หนึ่งในไฮไลต์ที่ไม่ควรพลาด คือสวนจัดแสดงพรรณไม้กว่า 50 สวน ที่รวบรวมพรรณไม้เด่นและพรรณไม้หายากจากทั่วโลกจำนวนหลายหมื่นต้น อาทิ สวนนุ่นยักษ์จากทวีปอเมริกาใต้ สวนอินทผลัมยักษ์ สวนเบาบับด่าง สวนมะกอกโอลีฟ สวนสนใบพาย ต้นกระบก ตาลโตนด ต้นรวงผึ้ง ราชพฤกษ์ ยี่เข่ง ตาลฟ้า และไม้ดัดรูปทรงแปลกตาจากประเทศจีน ซึ่งบางต้นมีมูลค่าสูงถึงหลักแสนบาท พร้อมสร้างสีสันด้วย ไม้ดอกไม้ประดับหมุนเวียนรวมกว่า 1 ล้านต้น ตลอดระยะเวลาการจัดงาน ให้ผู้เข้าชมได้สัมผัสความงดงามของพืชพรรณที่หลากหลายในแต่ละช่วงเวลา นอกจากนี้

ยังมี นิทรรศการ 16 นิทรรศการ แบ่งเป็น นิทรรศการหมุนเวียนภายในอาคาร 8 นิทรรศการ และนิทรรศการภายนอกอาคาร 8 นิทรรศการ พร้อม การประกวดพืชพรรณ 7 ประเภท และกิจกรรมประชุมวิชาการระดับชาติและนานาชาติ ถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านพืชสวน เทคโนโลยีการเกษตรสมัยใหม่ และนวัตกรรมสีเขียว

อีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญที่สร้างความโดดเด่นให้กับมหกรรมครั้งนี้ คือ สถาปัตยกรรมที่ผสานอัตลักษณ์อุดรธานีและภูมิปัญญาอีสานเข้ากับธรรมชาติ ผ่านการออกแบบที่ให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน ได้แก่ 1. อาคารประชาสัมพันธ์ หรือ “อาคารรูปไห” ได้รับแรงบันดาลใจจากเครื่องปั้นดินเผาบ้านเชียงและ “ข้อง” ภาชนะสานด้วยไม้ไผ่สำหรับใส่ปลา 2. อาคารเฉลิมพระเกียรติ ผสานแนวคิดจากวัดป่าภูก้อนและดอกบัว ภายในประดิษฐานพระศรีอริยเมตไตรย “พระพุทธภัทรบรมสุข” พร้อมนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติ “ผลพระคุณ ธ รักษา” และนิทรรศการ “134 ปีแห่งเรื่องราว สู่เมืองอุดรธานีวันนี้” 3. อาคารอำนวยการ หรือ “อาคารรูปไซ” ได้รับแรงบันดาลใจจากเครื่องมือจับปลาพื้นบ้าน 4. อาคารเรือนกระจก ได้รับแรงบันดาลใจจาก “เฮือนแฝด” ผสานการออกแบบร่วมสมัย เน้นความโปร่งโล่งและการถ่ายเทอากาศ และ 5. หมู่บ้านอีสาน ถ่ายทอดวิถีชีวิตและความผูกพันของครอบครัวชาวอีสาน ผ่านการจำลองเรือนพื้นถิ่นดั้งเดิมรูปแบบต่าง ๆ ให้ผู้เข้าชมได้สัมผัสเสน่ห์ทางวัฒนธรรมของภาคตะวันออกเฉียงเหนืออย่างใกล้ชิด


นอกจากความงดงามของสวนและพรรณไม้แล้ว ภายในงานยังมีกิจกรรมสำคัญ ได้แก่ กิจกรรมเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสทรงครองราชย์ครบ 10 ปี และ กิจกรรมเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เนื่องในโอกาสทรงเจริญพระชนมายุ 6 รอบ พร้อมจัดแสดงพระราชกรณียกิจ โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ และโครงการส่วนพระองค์ที่เกี่ยวข้องกับการเกษตร อีกทั้งยังเตรียมสร้างสีสันตลอดการจัดงานด้วย การแสดงศิลปวัฒนธรรมกว่า 200 รายการ ตลอด 134 วัน ณ “ลานตุ้มโฮม” รวมถึงกิจกรรมเฉลิมฉลองเทศกาลและวันสำคัญต่าง ๆ พร้อมชวนเลือกซื้อสินค้าและลิ้มรสอาหารท้องถิ่นจาก “ตลาดชุมชนริมน้ำ” ที่รวบรวมร้านค้าท้องถิ่น 50 ร้าน หมุนเวียนจำหน่ายอาหาร สินค้าเกษตร และผลิตภัณฑ์ชุมชน ภายใต้แนวคิดตลาดรักษ์โลกที่มุ่งลดการใช้พลาสติกและส่งเสริมการคัดแยกขยะเพื่อกระจายรายได้และสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้กับชุมชนในพื้นที่

ขณะเดียวกัน การจัดงานยังให้ความสำคัญกับการอนุรักษ์ระบบนิเวศพื้นที่ชุ่มน้ำหนองแด ควบคู่กับการบริหารจัดการทรัพยากรและขยะอย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ตามแนวทางมาตรฐาน ISO 20121 และ ESG พร้อม

ท้องถิ่นแดนใต้จี้รัฐถอนร่างแก้พ.ร.บ.สสส.​ ชี้กระทบงานพัฒนาคุณภาพชีวิตชุมชน

 ท้องถิ่นแดนใต้จี้รัฐถอนร่างแก้พ.ร.บ.สสส.​ ชี้กระทบงานพัฒนาคุณภาพชีวิตชุมชน

เครือข่ายร่วมสร้างชุมชนท้องถิ่นน่าอยู่ 14 จังหวัดภาคใต้ จัดเวทีเสวนาค้านยกเลิกภาษีเพื่อวัตถุประสงค์เฉพาะ (Earmarked Tax) ชี้กระทบงานสร้างคน-สุขภาพรากหญ้า เชื่อตอบโจทย์งานพัฒนาคุณภาพชีวิตมากกว่าระบบงบประมาณแผ่นดินปกติพร้อมประกาศเจตนารมณ์จี้พรรคภูมิใจไทยถอนร่างแก้ไข พ.ร.บ. สสส. ทันที

เครือข่ายร่วมสร้างชุมชนท้องถิ่นน่าอยู่ พื้นที่ภาคใต้ ได้จัดเวทีเสวนาในหัวข้อ "ยกเลิกภาษีเพื่อวัตถุประสงค์เฉพาะ (Earmarked Tax) : ผลกระทบต่อการสร้างเสริมสุขภาพของท้องถิ่น" ณ องค์การบริหารส่วนตำบลท่าข้าม อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา โดยมีตัวแทนเครือข่ายร่วมสร้าง ชุมชนท้องถิ่นน่าอยู่ 14 จังหวัดภาคใต้ เข้าร่วมกว่า 70 คน เพื่อร่วมสะท้อนบทบาท ความสำคัญ และผลกระทบต่อพื้นที่ หากมีการยกเลิกกลไกภาษีเฉพาะที่นำมาหนุนเสริมการพัฒนาสุขภาวะในระดับรากหญ้า

ในการเสวนา ผู้เข้าร่วมเสวนาประกอบด้วย นายสุริยา ยีขุน ผู้เชี่ยวชาญด้านการปกครองท้องถิ่น ดร.สินธพ อินทรัตน์ นายกองค์การบริหารส่วนตำบลท่าข้าม อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา, นายวรวิศ มาลินี นายกองค์การบริหารส่วนตำบลควนโดน อำเภอควนโดน จังหวัดสตูล และ น.ส.จุฑามณี หามะ นายกองค์การบริหารส่วนตำบลแว้ง อำเภอแว้ง จังหวัดนราธิวาส โดยมี นายมานะ ช่วยชู นายกสมาคมดับบ้านดับเมือง เป็นผู้ดำเนินรายการ โดยในเวทีดังกล่าวผู้นำท้องถิ่น ได้แสดงทัศนะและข้อห่วงกังวลต่อแนวคิดการยกเลิกภาษีเพื่อวัตถุประสงค์เฉพาะ (Earmarked Tax) โดยมองภาพรวมในทิศทางเดียวกันว่า งบประมาณจาก สสส. มีลักษณะพิเศษและตอบโจทย์งานพัฒนาคุณภาพชีวิตมากกว่าระบบงบประมาณแผ่นดินปกติ​

นายสุริยา ยีขุน ผู้เชี่ยวชาญด้านการปกครองท้องถิ่น มองว่า ปัญหาสุขภาพหรือสุขภาวะมีความซับซ้อน หากท้องถิ่นไม่มีตัวช่วยก็ต้องแก้ปัญหาแบบเดิมๆ เพราะงบประมาณรัฐส่วนใหญ่ส่งลงมาเพื่อสร้างถนน สร้างโครงสร้างพื้นฐาน เสียเงินแล้วก็จบ แต่การสร้าง 'คน' มันต้องใช้กระบวนการทางสังคม ซึ่ง สสส. เข้ามาช่วยยกระดับพลเมืองจาก passive สู่ active citizen

สอดคล้องกับมุมมองของ ดร.สินธพ อินทรัตน์ นายกองค์การบริหารส่วนตำบลท่าข้าม มองว่าการทำงานของ สสส. เมื่อเปรียบเทียบกับหน่วยงานของรัฐบาล มีความยืดหยุ่นและสามารถใช้แก้ปัญหาได้ลงลึกมากกว่า 

"อารยประเทศทั่วโลกเค้ามีแต่กระจายเงิน กระจายคน กระจายการจัดการลงสู่ชุมชน แต่การที่รัฐจะเอางบ สสส. ที่ทำมาไปรวมอำนาจ ซึ่งเรียกว่าเป็นการคิดแบบเผด็จการ ถ้าท่านเอาไป การพัฒนาคุณภาพชีวิต ท่านต้องทำแย่กว่าเราแน่นอน” นายกองค์การบริหารส่วนตำบลท่าข้าม ยืนยันและย้ำว่า ถ้า สสส.ยังคงสนับสนุนชุมชนท้องถิ่นในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนระดับรากหญ้า ตนมั่นใจว่าชุมชนท้องถิ่นทำได้ดีและคุ้มค่ากว่า

นอกจากนี้ ดร.สินธพ ยังแสดงความกังวลต่อแนวทางการแก้ไขพ.ร.บ.สสส. โดยฟันธงว่า หากรัฐบาลนี้ หรือรัฐบาลใดๆ นำกองทุน สสส. ไปอยู่ภายใต้เงินอุดหนุนจากรัฐบาลตามความจำเป็น จะทำให้การพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนแย่ลงกว่าที่ สสส. ดำเนินการอยู่ เพราะอิทธิพลทางการเมืองมีส่วนสำคัญในการจัดสรรงบประมาณ เห็นได้จากรัฐบาลทุกชุดมักให้ความสำคัญและจัดสรรงบประมาณให้ผู้มีอิทธิพลหรือหัวคะแนนหลักก่อน ขณะที่ผู้ไม่มีเส้นสายหรือมีเส้นสายน้อยมักเสียเปรียบ ซึ่งเป็นปัญหาที่อยู่คู่สังคมไทยมานาน ต่างจากที่สสส. มุ่งเน้นการทำงานเชิงรุก สร้างสรรค์นวัตกรรม และเรียนรู้จากบทเรียนที่หลากหลาย เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของชาวบ้านโดยไม่เลียนแบบรูปแบบเดิมๆ

ขณะที่ นายวรวิศ มาลินี นายกองค์การบริหารส่วนตำบลควนโดน เน้นย้ำถึงความยืดหยุ่นของระบบงบประมาณ โดยระบุว่า งบประมาณของ สสส. ให้มาแบบคร่อมปีงบประมาณ ซึ่งดีมากสำหรับงานพัฒนาคน เป็นโมเดลล้ำหน้า ที่ชุมชนสามารถขอกิจกรรมตรงไปได้เลยโดยไม่ต้องผ่านระบบราชการปกติที่ต้องผ่านอำเภอ ผ่านจังหวัด ผ่านตัวชี้วัด ซึ่งบางทีเพี้ยนไปหมดจนไม่ตอบสนองความต้องการที่แท้จริงในพื้นที่

ด้าน นางสาวจุฑามณี หามะ นายกองค์การบริหารส่วนตำบลแว้ง สะท้อนผลสัมฤทธิ์จากพื้นที่ห่างไกลว่า  ถ้าไม่มี สสส. ในวันนั้น วันนี้ก็คงไม่มีเรา อบต.แว้งเราเป็นองค์กรเล็กๆ ในพื้นที่ห่างไกล แต่การได้เข้าร่วมเป็นเครือข่ายทำให้เกิดการเรียนรู้ จนเปลี่ยนตำบลเล็กๆ ให้กลายเป็นแหล่งเรียนรู้ให้กับพื้นที่อื่นถึง 20 อปท. ขณะที่เรื่องงบประมาณ อบต.มีงบประมาณ แต่ไม่สามารถนำงบมาทำนวัตกรรมใหม่ๆ หรือพัฒนาศักยภาพคนได้เท่ากับการมี สสส. เข้ามาหนุนเสริม

นอกจากนี้ เวทีเสวนาได้เปิดโอกาสให้ผู้ร่วมกิจกรรมเสวนาร่วมกันสะท้อนความเห็นต่อ พ.ร.บ. สสส. โดยต่างเห็นตรงกันว่า รัฐบาลควรถอนร่างพ.ร.บ.สสส.ออกจากสภาทันที อย่างความคิดเห็นของ นางจันทนา เจริญวิริยะภาพ  ผู้แทนภาคประชาชน กล่าวว่า สสส.ให้ความสำคัญกับพื้นที่ของคนตัวเล็กตัวน้อยในสังคม ให้ได้ส่งเสียงในสิ่งที่ปกติไม่ได้ยิน ทั้งคนพิการ ผู้สูงอายุ กลุ่มคนยากจนเมือง แรงงานนอกระบบ ฯลฯ สสส.ได้เข้าไปจุดประกาย เปิดพื้นที่ให้เกิดการรวมกลุ่ม เสมือนอาคารที่เปิดไว้ให้เป็น 'แหล่งมั่วสุมทางปัญญา' ให้คนได้มาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ เพื่อนำไปขับเคลื่อนและพัฒนาท้องถิ่นของตนเอง

หลังจากจบเวทีเสวนา เครือข่ายร่วมสร้างชุมชนท้องถิ่นน่าอยู่ 14 จังหวัดภาคใต้ ได้ร่วมกันประกาศเจตนารมณ์อย่างพร้อมเพรียง โดยขอเรียกร้องให้พรรคภูมิใจไทยถอนร่างพระราชบัญญัติกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. … (ร่าง พ.ร.บ. สสส.) ออกไปโดยทันที เพื่อรักษาภารกิจ กลไกภาษีเพื่อวัตถุประสงค์เฉพาะ และเจตนารมณ์ในการหนุนเสริมให้ชุมชนท้องถิ่นสามารถจัดการตนเองและสร้างเสริมสุขภาพได้อย่างต่อเนื่องและยั่งยืนต่อไป  

สำหรับเครือข่ายร่วมสร้างชุมชนท้องถิ่นน่าอยู่ พื้นที่ภาคใต้ ปัจจุบันมีสมาชิกองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) กระจายอยู่ครบทั้ง 14 จังหวัด รวม 542 แห่ง จาก อปท. ทั้งหมดในภาคใต้ 1,176 แห่ง คิดเป็นร้อยละ 46.08 โดยได้รับการหนุนเสริมจากแผนสุขภาวะชุมชน  สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ที่เข้ามาร่วมเชื่อมโยงทุนทางสังคม  จัดทำระบบข้อมูล TCNAP และ RECAP รวมถึงการสนับสนุนให้เกิดศูนย์เรียนรู้การจัดการสุขภาวะชุมชนจำนวน 12  แห่ง เพื่อส่งเสริมกระบวนการเรียนรู้การจัดการตนเองของชุมชนท้องถิ่นอย่างยั่งยืน


วันอาทิตย์ที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2569

สพพ. ลงนามใน Record of Discussion ความร่วมมือทางวิชาการสำหรับงานทบทวนผลการศึกษาความเหมาะสมและออกแบบรายละเอียดโครงการเกษตรพลังงานแสงอาทิตย์ตาเรย์ทัง (Tareythang) 100 MW ในราชอาณาจักรภูฏาน

 สพพ. ลงนามใน Record of Discussion ความร่วมมือทางวิชาการสำหรับงานทบทวนผลการศึกษาความเหมาะสมและออกแบบรายละเอียดโครงการเกษตรพลังงานแสงอาทิตย์ตาเรย์ทัง (Tareythang) 100 MW ในราชอาณาจักรภูฏาน 

เมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2569 พันเอกศรัณยู วิริยเวชกุล รองผู้อำนวยการ รักษาการแทนผู้อำนวยการ สำนักงานความร่วมมือพัฒนาเศรษฐกิจกับประเทศเพื่อนบ้าน (องค์การมหาชน) (สพพ.) ได้ร่วมลงนามในบันทึกการหารือ (Record of Discussion: ROD) ความร่วมมือทางวิชาการ สำหรับงานทบทวนผลการศึกษาความเหมาะสมและออกแบบรายละเอียดโครงการเกษตรพลังงานแสงอาทิตย์ตาเรย์ทัง (Tareythang) 100 MW ราชอาณาจักรภูฏาน กับ Mr. Tshering Dorji Director General, Department of Macro-Fiscal & Development Finance (DMDF) กระทรวงการคลังภูฏานและ และ Mr. Pema Wangchuk CEO Norion Renewable Energy Limited (NREL) หน่วยงานภายใต้โครงการฝึกอบรมทักษะอาชีพตามพระราชดำริของกษัตริย์ภูฏาน (De-Suung Skilling Programme (DSP)) His Majesty's Secretariat (HMS) โดยมีนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีราชอาณาจักรไทย และ H.E. Dasho Tshering Tobgay นายกรัฐมนตรีราชอาณาจักรภูฏานเป็นสักขีพยาน ณ โรงแรม Pemako  กรุงทิมพู ราชอาณาจักรภูฏาน  


โครงการ Tareythang 100 MW ตั้งอยู่ในจังหวัดซาร์ปัง (Sarpang) ห่างจากเมืองแห่งสติเกเลฟู Gelephu Mindfulness City (GMC) ประมาณ 45 กิโลเมตร เป็นโครงการนวัตกรรมต้นแบบที่ผสมผสานการผลิตพลังงานไฟฟ้าแสงอาทิตย์กับการเกษตรขนาดใหญ่แห่งแรกในภูฏาน เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงด้านพลังงานและอาหารในระยะยาวผ่านการใช้ประโยชน์จากที่ดินอย่างเต็มประสิทธิภาพ โครงการที่กล่าวนับเป็นโครงการริเริ่มในการขยายขอบเขตความร่วมมือของ สพพ.​ ไปยังภูฏานเพื่อเสริมสร้างความสัมพันธ์และเพิ่มการขยายตัวทางด้านการค้า การลงทุน ตลอดจนส่งเสริมผู้ประกอบการไทย โดย สพพ. จะดำเนินการจัดจ้างที่ปรึกษาในการดำเนินการทบทวนผลการศึกษาและออกแบบรายละเอียดด้านวิศวกรรม ผลประโยชน์และผลกระทบของโครงการ รวมถึงศึกษากลไกความร่วมมือด้านเศรษฐกิจและสังคมคาร์บอนต่ำต่อไป

วันเสาร์ที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2569

‘กรมวิชาการเกษตร’ แจงปมจ้าง ปชส. พืชสวนโลกอุดร ยัน ‘กรมบัญชีกลาง‘ - หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกส่วน ร่วมตรวจสอบทุกขั้นตอนตั้งแต่ต้น ส่วนการขอเพิ่มงบฯ เป็นไปตามมาตรฐาน-ข้อเสนอของ AIPH

 ‘กรมวิชาการเกษตร’ แจงปมจ้าง ปชส. พืชสวนโลกอุดร ยัน ‘กรมบัญชีกลาง‘ - หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกส่วน ร่วมตรวจสอบทุกขั้นตอนตั้งแต่ต้น ส่วนการขอเพิ่มงบฯ เป็นไปตามมาตรฐาน-ข้อเสนอของ AIPH


วันที่ 30 ตุลาคม 2569 นางศศิญา ปานตั้น รองอธิบดีกรมวิชาการเกษตรในฐานะโฆษกกรมวิชาการเกษตร ชี้แจงข้อเท็จจริงกรณีที่บริษัท มีเดีย ไอ แอม จำกัด ซึ่งได้รับสัญญากับกรมวิชาการเกษตร ในงานประชาสัมพันธ์ที่เกี่ยวข้องกับมหกรรมพืชสวนโลก จังหวัดอุดรธานี จำนวน 2 โครงการว่า โครงการแรก ซึ่งดำเนินการในปี 2567 เพื่อประชาสัมพันธ์และสร้างการรับรู้ทั้งในและต่างประเทศ งบประมาณ 48.3 ล้านบาท  ด้วยวิธีประกวดราคาอิเล็กทรอนิกส์ (e-bidding) หลังจากนั้นจึงจัดจ้างโครงการที่ 2 โครงการจ้างบริหารจัดการ ประชาสัมพันธ์ และจัดกิจกรรมโครงการจัดงานมหกรรมพืชสวนโลกอุดรธานี พ.ศ. 2569 งบประมาณ 290 ล้านบาท โดยวิธีคัดเลือก ซึ่งโครงการนี้ไม่ได้มุ่งเน้นการประชาสัมพันธ์เพียงอย่างเดียว แต่ยังรวมถึงการจัดสวนนานาชาติ การจัดนิทรรศการ และการบริหารจัดงานทั้งหมด เพื่อให้การจัดงานสามารถเปิดได้ตามกำหนดเวลาที่สมาคมพืชสวนระหว่างประเทศ (International Association of Horticultural Producers) หรือ AIPH ซึ่งเป็นผู้ให้สิทธิประเทศไทยในการจัดงานพืชสวนโลก กำหนด 

ต่อมาในเดือนมิถุนายน ปี 2569 คณะกรรมการ AIPH ได้ลงพื้นที่เพื่อติดตามความก้าวหน้าการดำเนินการ ซึ่งการลงพื้นที่ครั้งนี้ คณะกรรมการ AIPH มีมติให้เพิ่มงบประมาณเพื่อให้เป็นไปตามข้อกำหนดของ AIPH โดย AIPH ประเมินงานในขณะนั้นแล้วเห็นว่า ยังไม่เป็นไปตามมาตรฐานที่กำหนด ที่ประชุมคณะกรรมการอำนวยการจัดงานมหกรรมพืชสวนโลกฯ จึงมีมติให้เพิ่มงบประมาณ 10% หรือ 250 ล้านบาท ของงบประมาณรวมทั้งหมด (2,500 ล้านบาท) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานในส่วนของสวนนานาชาติ การรักษาความปลอดภัย ค่าสาธารณูปโภค การอำนวยความสะดวกเกี่ยวกับการจราจร การบริหารจัดการพื้นที่ ฯลฯ ทั้งหมดนี้เป็นการดำเนินการให้เป็นไปตามข้อเสนอและมาตรฐานของ AIPH

นางศศิญา กล่าวว่า กรมวิชาการเกษตรจึงดำเนินการจัดทำรายละเอียดคำของบประมาณ เพื่อเสนอให้ครม. พิจารณา ซึ่งหลังจาก ครม. พิจารณาโดยประกอบความคิดเห็นจากสภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ กรมบัญชีกลาง กระทรวงการคลัง และสำนักงบประมาณแล้ว จึงอนุมัติให้กรมวิชาการเกษตรสามารถรับการจัดสรรงบประมาณเพิ่มเติมได้ 10% เป็นงบประมาณ 250 ล้านบาท โดยมีข้อมูลเปรียบเทียบที่มาของวงเงินงบประมาณแต่ละรายการอย่างชัดเจน และในกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างแต่ละขั้นตอน จะมีผู้สังเกตการณ์จาก องค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) ของกรมบัญชีกลาง ร่วมสังเกตการณ์และให้คำแนะนำ เพื่อให้โครงการจัดซื้อจัดจ้างขนาดใหญ่ มีการดำเนินการที่ถูกต้อง ตนขอให้สังคมและประชาชน มั่นใจได้ว่าทุกขั้นตอนยึดระเบียบทางราชการอย่างเคร่งครัด ตั้งแต่ต้นจนสิ้นสุด

*****************


LEAPMOTOR Thailand เปิดตัว B03X อย่างเป็นทางการชูแนวคิด “YOUNG STYLE, MORE SMILE” เติมสีสันใหม่ให้ตลาด EV พร้อมแผนเติบโตในไทยและ สิทธิพิเศษช่วงเปิดตัว

 LEAPMOTOR Thailand เปิดตัว B03X อย่างเป็นทางการชูแนวคิด “YOUNG STYLE, MORE SMILE” เติมสีสันใหม่ให้ตลาด EV พร้อมแผนเติบโตในไทยและ สิทธิพิเศษช่วงเปิดตัว


LEAPMOTOR เปิดตัว B03X รถยนต์ Smart SUV EV ใหม่อย่างเป็นทางการภายใต้แนวคิด “Young Style, More Smile” พร้อมเผยแผนการดำเนินธุรกิจในประเทศไทยและสิทธิพิเศษในช่วงเปิดตัว โดยนำความเชี่ยวชาญ ด้านการวิจัย พัฒนา และการผลิตระดับโลก มาผสานกับการดำเนินงานในไทย เพื่อเป็นอีกหนึ่งทางเลือกของรถยนต์ไฟฟ้าที่ตอบ โจทย์และคุ้มค่าสำหรับผู้บริโภคชาวไทย ภายในงานยังมีเซอร์ไพรส์พิเศษเมื่อ ออม กรณ์นภัส BRAND AMBASSADOR LEAPMOTOR รุ่น B03X มาร่วมปรากฏตัวภายในงานถ่ายทอดภาพลักษณ์แบรนด์ที่สดใสและเข้าถึงคนรุ่นใหม่

รู้จัก LEAPMOTOR บริษัทเทคโนโลยียานยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม

LEAPMOTOR ก่อตั้งขึ้นในปี 2558 ในฐานะบริษัทเทคโนโลยียานยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม มุ่งวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีหลัก ด้วยตนเองในทุกมิติอย่างครบวงจร ควบคู่กับการผลิตชิ้นส่วนหลักด้วยเทคโนโลยีและโรงงานของตนเอง แนวทางนี้ช่วยให้แบรนด์ สามารถควบคุมทั้งเทคโนโลยีและขั้นตอนสำคัญในห่วงโซ่อุตสาหกรรม พร้อมยกระดับความสามารถในการแข่งขันได้อย่างต่อเนื่อง ปัจจุบัน LEAPMOTOR มีโรงงานผลิตชิ้นส่วน 18 แห่ง โดยชิ้นส่วนและระบบสำคัญที่บริษัทพัฒนาและผลิตเองครอบคลุมถึง 65% ของต้นทุนการผลิตรถทั้งคัน ขณะที่แพลตฟอร์มรถยนต์สามารถใช้ร่วมกันได้ถึง 90% ช่วยให้บริษัทบริหารการพัฒนาและนำ เทคโนโลยีมาใช้ได้รวดเร็วขึ้น รวมไปถึงควบคุมคุณภาพและประสิทธิภาพการส่งมอบ ตลอดจนบริหารต้นทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ข้อมูลของบริษัท ณ เดือนกันยายน 2569 ระบุว่า LEAPMOTOR มียอดส่งมอบสะสมทั่วโลกมากกว่า 1.85 ล้านคัน และมียอดส่ง มอบเกินเดือนละ 100,000 คันติดต่อกันเป็นเวลาสามเดือน โดยอยู่ในสามอันดับแรกของแบรนด์รถยนต์พลังงานใหม่ในจีน และสี่ อันดับแรกของโลก พร้อมทำตลาดครอบคลุม 50 ประเทศทั่วโลก

นายหลี่ เถิงเฟย รองประธานบริษัทและประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายการเงินของ LEAPMOTOR กล่าวว่า “ทุกต้นทุนที่เราประหยัดได้ เรานำกลับไปใช้ในการเพิ่มอุปกรณ์และระบบความปลอดภัยที่ผู้ใช้มองเห็นและสัมผัสได้จริง”

ก้าวไกลสู่ตลาดโลก พร้อมพันธสัญญา 4 ด้านในไทย LEAPMOTOR ร่วมมือกับ Stellantis กลุ่มยานยนต์ระดับโลก ขยายธุรกิจสู่ยุโรป ตะวันออกกลาง แอฟริกา เอเชียแปซิฟิกและ อเมริกาใต้ โดยมีเครือข่ายการจำหน่ายและศูนย์บริการกว่า 2,000 แห่งทั่วโลก หลี่ เถิงเฟย กล่าวอีกว่า “การดำเนินธุรกิจระดับโลก ไม่ใช่เพียงการส่งออกรถยนต์ไปจำหน่ายในต่างประเทศ แต่คือการตั้งรากฐานในแต่ละตลาด เข้าใจความต้องการของลูกค้า และ ผสานพลังกับพันธมิตรท้องถิ่น เพื่อสร้างระบบนิเวศทางธุรกิจที่แข็งแกร่งและเติบโตอย่างยั่งยืน” ประเทศไทยเป็นตลาดหลักในกลยุทธ์ระดับโลกของ LEAPMOTOR และเป็นฐานสำคัญของการดำเนินธุรกิจให้สอดคล้องกับแต่ละ ตลาด เมื่อวันที่ 30 กันยายน 2569 บริษัทได้ประกาศจัดตั้ง Leapmotor (Thailand) Co., Ltd. เพื่อดูแลด้านแบรนด์ ผลิตภัณฑ์ ช่องทางจำหน่าย และบริการโดยตรง พร้อมวางแผนพัฒนาไทยให้เป็นศูนย์กลางสำหรับการขยายธุรกิจสู่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และตลาดรถพวงมาลัยขวาทั่วโลกในระยะต่อไป

ในช่วง 3 ปีข้างหน้า LEAPMOTOR จะเดินหน้าตามพันธสัญญา 4 ด้าน ได้แก่ ผลิตภัณฑ์ เครือข่าย บริการ และการพัฒนาธุรกิจร่วม กับท้องถิ่น โดยในปี 2569 จะนำ B03X และ C10 รุ่นปรับปรุงใหม่เข้าสู่ตลาด และทยอยนำรถรุ่นใหม่จากตลาดโลกมาจำหน่ายอย่าง ต่อเนื่อง พร้อมตั้งเป้าขยายเครือข่ายจำหน่ายและบริการเป็น 30 แห่งในปี 2569 เพิ่มเป็น 65 แห่งในปี 2570 และ 100 แห่งในปี 2571

ด้านบริการ บริษัทจะจัดตั้งคลังอะไหล่และศูนย์บริการด้านเทคนิคในไทย พร้อมผลักดันให้ลูกค้าเดิมได้รับสิทธิประโยชน์อย่างเท่า เทียมกับลูกค้าใหม่ ส่วนการจ้างงาน บริษัทตั้งเป้าให้บุคลากรไทยมีสัดส่วนมากกว่า 90% ของตำแหน่งงานในบริษัทลูกใน ประเทศไทย และร่วมมือกับพันธมิตรท้องถิ่นเพื่อพัฒนาเครือข่ายอุตสาหกรรมยานยนต์อัจฉริยะและยานยนต์พลังงานใหม่ สร้าง คุณค่าให้ผู้ใช้ อุตสาหกรรม และสังคม

B03X ดีไซน์มีสไตล์ พร้อมพื้นที่ใช้สอยอเนกประสงค์และเทคโนโลยีอัจฉริยะ


B03X ชูจุดเด่นด้านดีไซน์ พื้นที่ใช้สอย เทคโนโลยีอัจฉริยะ และความปลอดภัย รองรับทั้งการเดินทางในชีวิตประจำวันและทริปพัก ผ่อน ไฟหน้ายิ้มหวาน ไฟท้าย LOL และสีตัวถังทันสมัย 5 สีสะท้อนบุคลิกที่สดใส พร้อมสัดส่วนพื้นที่ใช้สอยภายในห้องโดยสารสูงถึง 88.1% ช่องเก็บของใต้พื้นขนาด 106 ลิตรที่ล้างทำความสะอาดได้ และพื้นที่ใช้สอยอเนกประสงค์ที่ปรับเปลี่ยนได้ตามทุกไลฟ์สไตล์ ช่วยเพิ่มความสะดวกในการจัดเก็บและบรรทุกสัมภาระ

ภายในติดตั้งจอกลางแบบลอยตัวขนาด 14.6 นิ้ว ความละเอียด 2.5K รองรับ Apple CarPlay และ Android Auto พร้อมระบบช่วย ขับขี่อัจฉริยะแบบบูรณาการ รุ่นระยะทางไกลวิ่งได้สูงสุด 450 กิโลเมตรตามมาตรฐาน NEDC รองรับการชาร์จ DC กำลังสูงสุด 133 กิโลวัตต์ และชาร์จจาก 30% ถึง 80% ได้เร็วสุดใน 16 นาทีภายใต้เงื่อนไขที่กำหนด ด้านความปลอดภัยใช้เทคโนโลยี CTC 2.0 Plus ที่ผสานแบตเตอรี่เข้ากับโครงสร้างแชสซี พร้อมกรอบป้องกันชุดแบตเตอรี่ ควบคู่กับโครงสร้างตัวถังนิรภัยแบบกรงความแข็งแรง สูง ทั้งนี้ อุปกรณ์แต่ละรุ่นเป็นไปตามข้อมูลที่บริษัทประกาศ และประสิทธิภาพจริงขึ้นอยู่กับสภาพการใช้งาน

เพิ่มความคุ้มค่าด้วยสิทธิประโยชน์พิเศษ 4 ประการ

B03X มีให้เลือกสองรุ่น ได้แก่ Design ราคาจำหน่ายอย่างเป็นทางการ (MSRP) 【609,000】 บาท และ รุ่น Life ราคาจำหน่าย อย่างเป็นทางการ (MSRP) 【549,000】 บาท พร้อมราคา Early Bird สำหรับลูกค้า 3,000 คันแรกที่จองล่วงหน้า โดยรุ่น Design มีราคาพิเศษ 【569,000】 บาท และรุ่น Life มีราคาพิเศษ 【499,000】 บาท มาพร้อมสิทธิประโยชน์พิเศษเพื่อความอุ่นใจของลูกค้าครอบคลุมการรับประกันตัวรถ 8 ปี หรือ 150,000 กิโลเมตร การรับประกัน ตลอดอายุการใช้งานสำหรับระบบแบตเตอรี่ มอเตอร์ไฟฟ้า และระบบควบคุมอัจฉริยะ พร้อมรับฟรีประกันภัยรถยนต์ชั้น 1 และ พ.ร.บ. ปีแรก รวมถึงสายด่วนให้บริการครอบคลุมทั่วประเทศไทย และบริการช่วยเหลือฉุกเฉินบนท้องถนนตลอด 24 ชั่วโมง ตั้งแต่วันเปิดตัวถึงวันที่ 30 พฤศจิกายน 2569 ลูกค้าที่เข้าเงื่อนไขยังได้รับฟิล์มกรองแสงคุณภาพสูง พรมปูพื้นตรงรุ่น และบริการ ดำเนินการจดทะเบียนรถโดยไม่คิดค่าบริการ ทั้งนี้ ขอบเขต ระยะเวลา และเงื่อนไขของสิทธิประโยชน์แต่ละรายการเป็นไปตามที่ LEAPMOTOR ประเทศไทยกำหนด

คุณหลิว หนิง ผู้จัดการทั่วไป Leapmotor Thailand กล่าวว่า “การซื้อรถเป็นเพียงจุดเริ่มต้น แต่การดูแลตลอดการใช้งานคือสิ่งที่ จะอยู่เคียงข้างลูกค้าอย่างแท้จริง” ปัจจุบัน B03X พร้อมให้ลูกค้าสัมผัสแล้วที่ศูนย์จำหน่ายและบริการที่ได้รับการแต่งตั้งอย่างเป็น ทางการ 19 แห่งในประเทศไทย โดย LEAPMOTOR จะเดินหน้าพัฒนาเครือข่ายและบริการในประเทศอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้คำมั่น “Here For Thailand. Here to Stay. ตั้งรากฐานในประเทศไทย สร้างคุณค่าอย่างยั่งยืน” เป็นจริงผ่านการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง

ภายในงานเปิดตัว ออม กรณ์นภัส นักแสดงสาวยอดนิยม ปรากฏตัวสร้างเซอร์ไพรส์ พร้อมเปิดตัวอย่างเป็นทางการใน ฐานะ B03X Ambassador และรับมอบรถในฐานะเจ้าของ B03X คนแรกของประเทศไทย โดย LEAPMOTOR พร้อมเดินหน้าร่วมกับออม ถ่ายทอดประสบการณ์และสร้างความผูกพันกับผู้ใช้ชาวไทย ตั้งแต่การสัมผัสตัวรถไปจนถึง การดูแลตลอดการใช้งาน เพื่อร่วมเติมเต็มทุกการเดินทางภายใต้แนวคิด “Young Style, More Smile”


###


 


นับถอยหลังอีก 2 วัน! “มหกรรมพืชสวนโลกจังหวัดอุดรธานี พ.ศ.2569” จัดพิธีบวงสรวงใหญ่ นางรำ 134 คน รำถวายอย่างงดงาม เสริมสิริมงคลก่อนเปิดต้อนรับนักท่องเที่ยวทั่วโลก 1 พ.ย. นี้

 นับถอยหลังอีก 2 วัน! “มหกรรมพืชสวนโลกจังหวัดอุดรธานี พ.ศ.2569” จัดพิธีบวงสรวงใหญ่ นางรำ 134 คน รำถวายอย่างงดงาม เสริมสิริมงคลก่อนเปิดต้อนรับนักท่องเที่ยวทั่วโลก 1 พ.ย. นี้

อุดรธานี 30 ตุลาคม 2569 – บรรยากาศแห่งความตื่นเต้นและการเฉลิมฉลองเริ่มต้นขึ้นแล้ว! ก่อนเปิดประตูต้อนรับนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกในอีกเพียง 2 วัน กับงาน “มหกรรมพืชสวนโลกจังหวัดอุดรธานี พ.ศ. 2569” มหกรรมพืชสวนระดับนานาชาติครั้งแรกในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย โดยวันนี้ได้มีการจัด พิธีบวงสรวงสิ่งศักดิ์สิทธิ์อย่างยิ่งใหญ่ เพื่อความเป็นสิริมงคลก่อนการเปิดงาน ท่ามกลางบรรยากาศอันศักดิ์สิทธิ์และงดงามของศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่น พร้อมการแสดงรำถวายจากนางรำจำนวน 134 คน สะท้อนความพร้อมและความภาคภูมิใจของชาวอุดรธานีในการเป็นเจ้าภาพต้อนรับผู้มาเยือนจากทั่วโลก

พิธีบวงสรวงจัดขึ้น ณ หมู่บ้านอีสาน พื้นที่จัดงานมหกรรมพืชสวนโลกจังหวัดอุดรธานี พ.ศ. 2569 พื้นที่ชุ่มน้ำหนองแด ตำบลกุดสระ อำเภอเมืองอุดรธานี จังหวัดอุดรธานี โดยมี นางศศิญา ปานตั้น รองอธิบดีกรมวิชาการเกษตร เป็นประธานในพิธีบวงสรวงและจุดเทียนชัย เพื่อแสดงความเคารพต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำพื้นที่ และขอพรให้การจัดงานเป็นไปด้วยความเรียบร้อยและประสบความสำเร็จ ภายในพิธีเต็มไปด้วยบรรยากาศแห่งความเป็นสิริมงคลแก่การจัดงาน นับเป็นการเริ่มต้นอันงดงามก่อนเปิดให้เข้าชมมหกรรมพืชสวนโลกระดับนานาชาติครั้งสำคัญของประเทศไทย ที่พร้อมต้อนรับผู้มาเยือนจากทั่วทุกมุมโลกสู่จังหวัดอุดรธานี


ไฮไลต์สำคัญของพิธีคือการรำถวายจากนางรำจำนวน 134 คน ที่ร่วมถ่ายทอดความงดงามของศิลปวัฒนธรรมอีสาน ผ่านลีลาการร่ายรำอันอ่อนช้อยและพร้อมเพรียง สร้างสีสันและความประทับใจให้แก่ผู้ร่วมพิธี โดยจำนวน 134 คนยังสอดคล้องกับระยะเวลาการจัดงานมหกรรมพืชสวนโลกที่เปิดให้เข้าชมตลอด 134 วัน นับเป็นอีกหนึ่งภาพแห่งความภาคภูมิใจที่สะท้อนอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรม ความศรัทธา และการมีส่วนร่วมของชาวอุดรธานี ก่อนก้าวสู่การเป็นเจ้าภาพมหกรรมพืชสวนระดับนานาชาติ

สำหรับ “มหกรรมพืชสวนโลกจังหวัดอุดรธานี พ.ศ. 2569” เตรียมเปิดให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวเข้าชมตั้งแต่ วันที่ 1 พฤศจิกายน 2569 ถึง 14 มีนาคม 2570 รวม 134 วัน บนพื้นที่กว่า 1,030 ไร่ ณ พื้นที่ชุ่มน้ำหนองแด ภายใต้แนวคิด “ความหลากหลายแห่งสรรพชีวิต: สายสัมพันธ์แห่งผู้คน สายน้ำ และพืชพรรณ สู่การดำรงชีวิตที่ยั่งยืน” (Diversity of Life: Connecting People, Water and Plants for Sustainable Living) โดยได้รับการรับรองจากสมาคมพืชสวนระหว่างประเทศ (AIPH)


ภายในงานเตรียมพบกับความงดงามของ สวนนานาชาติรวม 32 สวน จาก 17 ประเทศ และ 2 องค์กรนานาชาติ แบ่งเป็น สวนนานาชาติภายนอกอาคาร 16 สวน และสวนนานาชาติภายในอาคาร 16 สวน พร้อมด้วย สวนองค์กรจากหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนชั้นนำของไทย 16 สวน ซึ่งจะนำเสนอความงดงามของพืชพรรณ ศิลปะการจัดสวน และอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมจากนานาประเทศ ถือเป็นโอกาสพิเศษที่ประชาชนและนักท่องเที่ยวจะได้สัมผัสความหลากหลายของพืชสวนจากทั่วโลกภายในงานเดียว


หนึ่งในไฮไลต์ที่ไม่ควรพลาด คือสวนจัดแสดงพรรณไม้กว่า 50 สวน ที่รวบรวมพรรณไม้เด่นและพรรณไม้หายากจากทั่วโลกจำนวนหลายหมื่นต้น อาทิ สวนนุ่นยักษ์จากทวีปอเมริกาใต้ สวนอินทผลัมยักษ์ สวนเบาบับด่าง สวนมะกอกโอลีฟ สวนสนใบพาย ต้นกระบก ตาลโตนด ต้นรวงผึ้ง ราชพฤกษ์ ยี่เข่ง ตาลฟ้า และไม้ดัดรูปทรงแปลกตาจากประเทศจีน ซึ่งบางต้นมีมูลค่าสูงถึงหลักแสนบาท พร้อมสร้างสีสันด้วย ไม้ดอกไม้ประดับหมุนเวียนรวมกว่า 1 ล้านต้น ตลอดระยะเวลาการจัดงาน ให้ผู้เข้าชมได้สัมผัสความงดงามของพืชพรรณที่หลากหลายในแต่ละช่วงเวลา นอกจากนี้ ยังมี นิทรรศการ 16 นิทรรศการ แบ่งเป็น นิทรรศการหมุนเวียนภายในอาคาร 8 นิทรรศการ และนิทรรศการภายนอกอาคาร 8 นิทรรศการ พร้อม การประกวดพืชพรรณ 7 ประเภท และกิจกรรมประชุมวิชาการระดับชาติและนานาชาติ ถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านพืชสวน เทคโนโลยีการเกษตรสมัยใหม่ และนวัตกรรมสีเขียว


สำหรับพื้นที่จัดงานแบ่งออกเป็น 6 โซนสำคัญ ได้แก่ 1. โซนทางเข้าและจุดจำหน่ายบัตร ให้บริการจำหน่ายบัตร ข้อมูล และอำนวยความสะดวกแก่ผู้เข้าชม 2. โซนสวนจัดแสดงและอาคารหลัก นำเสนอความงดงามและความหลากหลายของพรรณไม้ พร้อมอาคารสำคัญ เช่น เรือนอีสาน ที่สะท้อนเอกลักษณ์ของท้องถิ่น 3. โซนสวนนานาชาติ จัดแสดงสวนจากประเทศและองค์กรนานาชาติ 4. โซนนิทรรศการภายในอาคาร ประกอบด้วย อาคารเรือนกระจก สำหรับจัดแสดงนิทรรศการวิชาการหมุนเวียนและการประกวดพืชพรรณ อาคารอำนวยการ สำหรับจัดแสดงสวนนานาชาติภายในอาคาร โรงเรือนไม้ในร่ม ที่จัดแสดงไม้ประดับและกล้วยไม้ และ โรงเรือนจัดแสดงสวนพืชทะเลทราย ที่จัดแสดงพืชตระกูลแคคตัส 5. โซนนิทรรศการวิชาการภายนอกอาคาร อาทิ นิทรรศการเฉลิมพระเกียรติ นิทรรศการไม้ผลและเทคโนโลยีการเกษตร นิทรรศการไม้ดอกไม้ประดับ สวนกล้วยไม้ สวนบัว และนิทรรศการสวนคาร์บอนเครดิต และ 6. โซนสวนพรรณไม้ประจำจังหวัด สวนไผ่ และเรือนเพาะชำ ถ่ายทอดความหลากหลายของพรรณไม้และองค์ความรู้ด้านการเพาะขยายพันธุ์พืช ให้ผู้เข้าชมได้เพลิดเพลินกับความงดงามของธรรมชาติ ควบคู่กับการเรียนรู้ด้านการเกษตร นวัตกรรม และสิ่งแวดล้อมตลอดเส้นทางการเยี่ยมชม

อีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญที่สร้างความโดดเด่นให้กับมหกรรมครั้งนี้ คือ สถาปัตยกรรมที่ผสานอัตลักษณ์อุดรธานีและภูมิปัญญาอีสานเข้ากับธรรมชาติ ผ่านการออกแบบที่ให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน ได้แก่ 1. อาคารประชาสัมพันธ์ หรือ “อาคารรูปไห” ได้รับแรงบันดาลใจจากเครื่องปั้นดินเผาบ้านเชียงและ “ข้อง” ภาชนะสานด้วยไม้ไผ่สำหรับใส่ปลา 2. อาคารเฉลิมพระเกียรติ ผสานแนวคิดจากวัดป่าภูก้อนและดอกบัว ภายในประดิษฐานพระศรีอริยเมตไตรย “พระพุทธภัทรบรมสุข” พร้อมนิทรรศการเฉลิมพระเกียรติ “ผลพระคุณ ธ รักษา” และนิทรรศการ “134 ปีแห่งเรื่องราว สู่เมืองอุดรธานีวันนี้” 3. อาคารอำนวยการ หรือ “อาคารรูปไซ” ได้รับแรงบันดาลใจจากเครื่องมือจับปลาพื้นบ้าน 4. อาคารเรือนกระจก ได้รับแรงบันดาลใจจาก “เฮือนแฝด” ผสานการออกแบบร่วมสมัย เน้นความโปร่งโล่งและการถ่ายเทอากาศ และ 5. หมู่บ้านอีสาน ถ่ายทอดวิถีชีวิตและความผูกพันของครอบครัวชาวอีสาน ผ่านการจำลองเรือนพื้นถิ่นดั้งเดิมรูปแบบต่าง ๆ ให้ผู้เข้าชมได้สัมผัสเสน่ห์ทางวัฒนธรรมของภาคตะวันออกเฉียงเหนืออย่างใกล้ชิด


นอกจากความงดงามของสวนและพรรณไม้แล้ว ภายในงานยังมีกิจกรรมสำคัญ ได้แก่ กิจกรรมเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสทรงครองราชย์ครบ 10 ปี และ กิจกรรมเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เนื่องในโอกาสทรงเจริญพระชนมายุ 6 รอบ พร้อมจัดแสดงพระราชกรณียกิจ โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ และโครงการส่วนพระองค์ที่เกี่ยวข้องกับการเกษตร อีกทั้งยังเตรียมสร้างสีสันตลอดการจัดงานด้วย การแสดงศิลปวัฒนธรรมกว่า 200 รายการ ตลอด 134 วัน ณ “ลานตุ้มโฮม” รวมถึงกิจกรรมเฉลิมฉลองเทศกาลและวันสำคัญต่าง ๆ พร้อมชวนเลือกซื้อสินค้าและลิ้มรสอาหารท้องถิ่นจาก “ตลาดชุมชนริมน้ำ” ที่รวบรวมร้านค้าท้องถิ่น 50 ร้าน หมุนเวียนจำหน่ายอาหาร สินค้าเกษตร และผลิตภัณฑ์ชุมชน ภายใต้แนวคิดตลาดรักษ์โลกที่มุ่งลดการใช้พลาสติกและส่งเสริมการคัดแยกขยะเพื่อกระจายรายได้และสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้กับชุมชนในพื้นที่

อีกเพียง 2 วันเท่านั้น! เตรียมร่วมเป็นส่วนหนึ่งของมหกรรมพืชสวนระดับโลกครั้งสำคัญของประเทศไทย เปิดให้เข้าชมตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2569 – 14 มีนาคม 2570 เปิดให้เข้าชมทุกวัน เวลา 08.00–20.00 น. ณ พื้นที่ชุ่มน้ำหนองแด จังหวัดอุดรธานี บัตรเข้าชมสำหรับบุคคลทั่วไปราคา 199 บาท ทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ จำหน่ายผ่านเคาน์เตอร์ All Ticket ที่ร้าน 7-Eleven ทั่วประเทศ เว็บไซต์จำหน่ายบัตรอย่างเป็นทางการ https://www.allticket.com/event/UdonExpo2026 และจุดจำหน่ายบัตรหน้างาน นอกจากนี้ ยังมีบัตรเข้าชมประเภทอื่น ๆ ได้แก่ บัตรเจ้าบ้านอุดรธานี บัตรเครือสบายดี บัตรแบบกลุ่ม และบัตรเข้าชมฟรีสำหรับผู้มีสิทธิ์ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ LINE Official Account: @organizer.udonexpo 

 

 


ยกระดับโรบัสต้าชุมพรวิสาหกิจชุมชนละแมฮิลล์คอฟฟี่ด้วยแสงซินโครตรอน

  ยกระดับโรบัสต้าชุมพรวิสาหกิจชุมชนละแมฮิลล์คอฟฟี่ด้วยแสงซินโครตรอน นักวิจัยสถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน (องค์การมหาชน) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทย...