วันพฤหัสบดีที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2569

“พิพัฒน์ชัย” ลุยสมุทรปราการ ส่งทีมช่างช่วยผู้ประสบภัย ซ่อมรถ-เครื่องใช้ไฟฟ้า ฟรี! บรรเทาทุกข์ถึงชุมชน

  “พิพัฒน์ชัย” ลุยสมุทรปราการ ส่งทีมช่างช่วยผู้ประสบภัย ซ่อมรถ-เครื่องใช้ไฟฟ้า ฟรี! บรรเทาทุกข์ถึงชุมชน

วันที่ 15 ตุลาคม 2569 นายพิพัฒน์ชัย ไพบูลย์ โฆษกกระทรวงแรงงาน (ฝ่ายการเมือง) ลงพื้นที่ติดตามการดำเนินงานศูนย์ "ซ่อม สร้าง สุข" ช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยของกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน กระทรวงแรงงาน ณ เรือนจำกลางสมุทรปราการ โดยมี นายสมชาติ สุภารี รองอธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน, นายสมรัตน์ เข็มศิริ ผู้บัญชาการเรือนจำกลางชลบุรี รักษาราชการแทนผู้บัญชาการเรือนจำกลางสมุทรปราการ, นายสิทธิชัย สุดสวาท ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาฝีมือแรงงาน 1 สมุทรปราการ และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ร่วมให้การต้อนรับ

นายพิพัฒน์ชัย ไพบูลย์ เปิดเผยว่า สถาบันพัฒนาฝีมือแรงงาน 1 สมุทรปราการ ร่วมกับเรือนจำกลางสมุทรปราการ นำทีมช่างผู้ต้องขังที่ผ่านการฝึกอบรมสาขาช่างซ่อมรถจักรยานยนต์และเตรียมได้รับการปล่อยตัว มาให้บริการตรวจเช็กและซ่อมแซมรถจักรยานยนต์ รวมถึงเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ได้รับความเสียหายจากอุทกภัย เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายและให้ประชาชนนำกลับมาใช้งานได้โดยเร็ว ซึ่งศูนย์บริการแห่งนี้เปิดให้บริการตั้งแต่วันที่ 14 ตุลาคม 2569 และมีแผนขยายเวลาให้บริการเป็น 1 สัปดาห์ โดยปัจจุบันให้บริการซ่อมรถจักรยานยนต์ไปแล้วกว่า 200 คัน และเครื่องใช้ไฟฟ้ากว่า 60 ชิ้น เพื่อให้การบริการครอบคลุมและทั่วถึงตามข้อสั่งการของ นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน สถาบันพัฒนาฝีมือแรงงาน 1 สมุทรปราการ จึงได้จัดตั้งศูนย์ "ซ่อม สร้าง สุข" ในพื้นที่สมุทรปราการ รวม 3 จุด ได้แก่

1. ลานจอดรถหน้าเรือนจำกลางสมุทรปราการ อ.บางบ่อ

2. โดมศูนย์ราชการเทศบาลตำบลบางพลี อ.บางพลี

3. องค์การบริหารส่วนตำบลศีรษะจรเข้น้อย อ.บางเสาธง







ทั้งนี้ ประชาชนสามารถติดตามพิกัดและรายละเอียดจุดบริการได้ที่ https://eit.dsd.go.th/rep ตลอด 24 ชั่วโมง


“กระทรวงแรงงานพร้อมเดินหน้าช่วยเหลือประชาชนตามข้อสั่งการของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน โดยนำทีมช่างลงพื้นที่จริงเพื่อแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่าย พร้อมขยายจุดบริการให้ครอบคลุมความต้องการของชุมชน เพื่อให้พี่น้องประชาชนกลับมาใช้ชีวิตและประกอบอาชีพได้ตามปกติโดยเร็วที่สุด” นายพิพัฒน์ชัย กล่าว

การเสริมแคลเซียมเพียงอย่างเดียว เพียงพอสำหรับเด็กในช่วงวัยแห่งการเจริญเติบโตแล้วหรือยัง?

 การเสริมแคลเซียมเพียงอย่างเดียว เพียงพอสำหรับเด็กในช่วงวัยแห่งการเจริญเติบโตแล้วหรือยัง?

แคลเซียมเป็นหนึ่งในสารอาหารที่สำคัญยิ่งต่อระบบกระดูก และมักได้รับความสำคัญเป็นอันดับแรกจากผู้ปกครองเมื่อใส่ใจในเรื่องส่วนสูงของเด็กอย่างไรก็ตาม ในช่วงวัยแห่งการเจริญเติบโต การเสริมแคลเซียมเพียงอย่างเดียวอาจยังไม่เพียงพอ เพราะการส่งเสริมการเจริญเติบโตด้านรูปร่างและส่วนสูงที่มีประสิทธิภาพนั้น เด็กจำเป็นต้องได้รับรากฐานทางโภชนาการที่มีการผสานการทำงานร่วมกันระหว่างแคลเซียม กับวิตามิน D3, วิตามิน K2, โปรตีน, ฟอสฟอรัส, แมกนีเซียม ร่วมกับสารอาหารอื่นๆ อีกหลากหลายชนิด


การส่งเสริมการเจริญเติบโตด้านรูปร่างและส่วนสูงของเด็ก จำเป็นต้องมองจากรากฐานโภชนาการที่ครอบคลุมและสมบูรณ์ในทุกด้าน ไม่ใช่เพียงแค่การเสริมแคลเซียมแต่เพียงอย่างเดียว


หากต้องการดูแลระบบกระดูก ไม่ควรมองแค่เพียงแคลเซียมเท่านั้น


แคลเซียมเป็นแร่ธาตุที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อโครงสร้างกระดูก ด้วยเหตุนี้ จึงมักเป็นปัจจัยแรกที่คุณพ่อคุณแม่ให้ความสนใจเมื่อเลือกสรรผลิตภัณฑ์โภชนาการให้แก่เด็กอย่างไรก็ตาม ในช่วงวัยแห่งการเจริญเติบโต ระบบกระดูกไม่ได้ต้องการเพียงแค่แคลเซียมเท่านั้น แต่ยังต้องอาศัยการทำงานร่วมกันของสารอาหารอีกหลากหลายชนิด ดังนั้น แทนที่จะพิจารณาเพียงแค่ปริมาณแคลเซียมแต่เพียงอย่างเดียว ผู้ปกครองจึงควรใส่ใจในระบบสารอาหารทั้งหมดที่ได้รับการผสานไว้ภายในสูตรอาหารอย่างรอบด้าน

ใน UniGrow Optipro แคลเซียมได้รับการผสานการทำงานร่วมกับ Bonepep®, CPP, วิตามิน D3 และ วิตามิน K2 ควบคู่ไปกับการเสริมโปรตีน, ฟอสฟอรัส และแมกนีเซียม แนวทางการสร้างสรรค์นี้แสดงให้เห็นว่า ผลิตภัณฑ์ไม่ได้เข้าถึงเรื่องราวการพัฒนากระดูกในทิศทางของส่วนประกอบโดดเดี่ยวเพียงชนิดเดียว แต่เป็นการจัดวางแคลเซียมให้อยู่ภายในระบบโภชนาการที่มีความหลากหลายด้านส่วนประกอบ เพื่อมุ่งเน้นการสนับสนุนรากฐานการเจริญเติบโตของเด็กในช่วงวัยแห่งการเจริญเติบโตอย่างมีประสิทธิภาพ


แคลเซียมเป็นส่วนสำคัญยิ่งของระบบกระดูก แต่กระบวนการเจริญเติบโตยังต้องอาศัยการทำงานร่วมกันของกลุ่มสารอาหารอื่นๆ อีกหลากหลายชนิด


ระบบสารอาหารที่หลากหลาย เพื่อเส้นทางการเจริญเติบโตสู่ความสูงของเด็ก


ในช่วงวัยแห่งการเจริญเติบโต ความต้องการทางโภชนาการของเด็กไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่สารอาหารชนิดใดชนิดหนึ่งแต่เพียงอย่างเดียว นอกจากแคลเซียมแล้ว ระบบกระดูกยังต้องอาศัยการผสานการทำงานร่วมกันของส่วนประกอบอื่นๆ อีกหลากหลายชนิด เพื่อสร้างสรรค์รากฐานทางโภชนาการที่เหมาะสมกับกระบวนการพัฒนาทางร่างกาย ด้วยเหตุนี้ แทนที่จะพิจารณาเพียงแค่สารออกฤทธิ์โดดเด่นเพียงชนิดเดียว คุณพ่อคุณแม่จึงควรใส่ใจในระบบสารอาหารทั้งหมดที่ได้รับการผสานไว้ภายในสูตรอาหารอย่างรอบด้าน


ใน UniGrow Optipro กลุ่มสารอาหารที่เกี่ยวข้องกับระบบกระดูก ได้รับการสร้างสรรค์ขึ้นโดยมี แคลเซียม + Bonepep® เป็นแกนหลัก ร่วมกับ CPP – วิตามิน D3 – วิตามิน K2 พร้อมทั้งเสริมด้วยโปรตีน, ฟอสฟอรัส และแมกนีเซียม นอกจากนี้ สูตรอาหารยังประกอบด้วย DHA/EPA, Choline, Taurine, โคลอสตรุ้ม (น้ำนมเหลือง), Inulin, FOS และ Beta-glucan ซึ่งช่วยขยายรากฐานทางโภชนาการให้ครอบคลุมและสมบูรณ์ยิ่งขึ้น สำหรับเด็กในเส้นทางการเจริญเติบโต

แนวทางการเข้าถึงแบบหลากหลายส่วนประกอบนี้ แสดงให้เห็นว่าการส่งเสริมการเจริญเติบโตสู่ความสูงของเด็กไม่ควรมองจากสารอาหารเพียงชนิดเดียวเท่านั้น แต่จำเป็นต้องจัดวางให้อยู่ภายในระบบโภชนาการที่มีการประสานพลังระหว่างกลุ่มส่วนประกอบที่หลากหลาย นี่คือทิศทางที่ UniGrow Optipro เลือกสรรเพื่อเคียงข้างเด็กในช่วงวัยแห่งการเจริญเติบโต

ใน UniGrow Optipro แคลเซียมได้รับการผสานการทำงานร่วมกับ Bonepep®, CPP, วิตามิน D3, วิตามิน K2 และสารอาหารอื่นๆ ภายในระบบสูตรอาหารที่มีความหลากหลายด้านส่วนประกอบอย่างสมบูรณ์


โภชนาการที่หลากหลายด้วยสารอาหาร เพื่อเส้นทางการเจริญเติบโตด้านรูปร่างและส่วนสูง


การส่งเสริมการเจริญเติบโตด้านรูปร่างและส่วนสูงนับเป็นกระบวนการระยะยาว ซึ่งจำเป็นต้องมองโภชนาการในภาพรวม มากกว่าการมุ่งเน้นไปที่สารอาหารเพียงชนิดใดชนิดหนึ่งแต่เพียงอย่างเดียว นอกจากแคลเซียมแล้ว เด็กในช่วงวัยแห่งการเจริญเติบโตยังต้องการการผสานการทำงานร่วมกันของกลุ่มสารอาหารอื่นๆ อีกหลากหลายกลุ่ม เพื่อสร้างสรรค์รากฐานทางโภชนาการที่เหมาะสมสำหรับระบบกระดูกและกระบวนการเจริญเติบโตโดยรวม

สำหรับ UniGrow Optipro แนวทางการเข้าถึงนี้ได้รับการถ่ายทอดผ่านระบบสารอาหารที่ประกอบด้วย แคลเซียม, Bonepep®, CPP, วิตามิน D3 และ วิตามิน K2 ผสานการทำงานร่วมกับโปรตีน, ฟอสฟอรัส, แมกนีเซียม และสารอาหารเกื้อหนุนอีกหลากหลายชนิด นอกจากนี้ สูตรอาหารยังประกอบด้วย DHA/EPA, Choline, Taurine, โคลอสตรุ้ม (น้ำนมเหลือง), Inulin, FOS และ Beta-glucan ซึ่งสะท้อนถึงทิศทางการสร้างสรรค์รากฐานทางโภชนาการที่มีความหลากหลายด้านส่วนประกอบ แทนที่จะโคจรอยู่รอบๆ แคลเซียมแต่เพียงอย่างเดียว

UniGrow Optipro มุ่งมั่นที่จะเคียงข้างครอบครัวชาวไทยในเส้นทางการเจริญเติบโตด้านรูปร่างและส่วนสูงของเด็ก ด้วยแนวทางการเข้าถึงทางโภชนาการที่ครอบคลุมและสมบูรณ์ยิ่งขึ้น โดยคุณค่าที่แท้จริงไม่ได้ขึ้นอยู่กับส่วนประกอบโดดเด่นเพียงชนิดเดียว แต่เกิดจากการผสานพลังระหว่างกลุ่มสารอาหารหลากหลายกลุ่มภายในระบบสูตรอาหารเดียวกัน


โภชนาการที่หลากหลายด้วยสารอาหาร คือส่วนหนึ่งในเส้นทางการสร้างสรรค์รากฐานการเจริญเติบโตด้านรูปร่างและส่วนสูงให้แก่เด็กอย่างยั่งยืน


วันพุธที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2569

รวมพลังองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นบุรีรัมย์​ เตรียมขับเคลื่อนสุขภาวะชุมชนระดับจังหวัด

 รวมพลังองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นบุรีรัมย์​ เตรียมขับเคลื่อนสุขภาวะชุมชนระดับจังหวัด

จากเส้นทางการขับเคลื่อนตำบลสุขภาวะมาตั้งแต่ปี 2553 ภายใต้การสนับสนุนของสำนักสนับสนุนสุขภาวะชุมชน (สำนัก 3) สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) โดยมีองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) เป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนงาน ครอบคลุมทุกพื้นที่ทุกจังหวัดทั่วประเทศ

ที่จังหวัดบุรีรัมย์ ก็เป็นอีกพื้นที่หนึ่งที่ร่วมขับเคลื่อนงานสร้างเสริมสุขภาพร่วมกับสสส.มาอย่างต่อเนื่อง ขณะที่เครือข่ายตำบลสุขภาวะก็ขยายครอบคลุมถึง 65 ตำบลใน 20 อำเภอ หรือคิดเป็นร้อยละ 30 ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ทั้งจังหวัด โดยมีศูนย์จัดการเครือข่ายตำบลสุขภาวะจำนวน 7 แห่ง และมี อปท. 21 แห่งที่ยังขับเคลื่อนงานอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะที่อำเภอลำปลายมาศมีเครือข่ายที่ยังดำเนินการมากที่สุดถึง 6 แห่ง 

ตลอดระยะเวลากว่า 10 ปีที่ผ่านมา เครือข่ายตำบลสุขภาวะในจังหวัดบุรีรัมย์ได้ดำเนินงานผ่านหลักคิดและยุทธศาสตร์สำคัญที่ยืดหยุ่นตามบริบทของการเปลี่ยนแปลง ตั้งแต่การขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะใน 8 ประเด็นหลัก เช่น การบริหารแบบมีส่วนร่วม การจัดการภัยพิบัติ เกษตรกรรมยั่งยืน เป็นต้น จากนั้นขยายผลขยายแนวคิดและนำยุทธศาสตร์ S2I (S – Systematization การจัดการพื้นที่, I - Innovation Creation การสร้างและพัฒนานวัตกรรม, I - Integration and Collaboration การบูรณาการภายในชุมชนท้องถิ่น และร่วมมือกับหน่วยงานสนับสนุนจากภายนอก) มาขับเคลื่อนในพื้นที่อย่างเป็นระบบ พร้อมการนำทิศทางการพัฒนาที่ยั่งยืนมาขับเคลื่อนร่วมกับงานในพื้นที่ น้อมนำศาสตร์ของพระราชามาเป็นแนวทางปฏิบัติ ควบคู่ไปกับการพัฒนาระบบข้อมูลตำบล TCNAP และ RECAP เพื่อใช้เป็นฐานข้อมูลในการออกแบบงานและรับมือกับวิกฤตการณ์ต่างๆ เช่น การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19

จากนั้นตั้งแต่ปี 2565 เป็นต้นมา เครือข่ายฯ ได้ยกระดับการทำงานเข้าสู่ยุทธศาสตร์ "ไตรพลัง" ซึ่งประกอบด้วย พลังปัญญา พลังนโยบาย และพลังสังคม เพื่อขับเคลื่อนการจัดการปัญหาพื้นฐานของชุมชนอย่างครอบคลุมถึง 14 ประเด็นสำคัญ ซึ่งเชื่อมโยงกับ 8 ประเด็นหลักของ สสส. ครอบคลุมตั้งแต่การลดการสูบบุหรี่และการใช้บุหรี่ไฟฟ้า การลดการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ การลดอุบัติเหตุและส่งเสริมการสวมหมวกนิรภัย การลดการบริโภคเค็ม การเพิ่มกิจกรรมทางกาย การลดภาวะอ้วน ตลอดจนการส่งเสริมสุขภาพจิต ผลงานเชิงประจักษ์จึงสะท้อนผ่านความเปลี่ยนแปลงในหลายพื้นที่ อาทิ อบต.ทุ่งกระเต็น ที่ครัวเรือนเกษตรอินทรีย์เพิ่มขึ้น พร้อมแนวโน้มการดื่มสุราและการสูบบุหรี่ที่ลดลง, เทศบาลตำบลโคกขมิ้น ที่มีความโดดเด่นด้านการรู้รับปรับตัวและการพัฒนากองทุนชุมชน อบต.บุกระสัง กับโมเดล "ตำบลขับขี่ปลอดภัย" สวมหมวกนิรภัย 100% และ อบต.โคกกลาง ที่มีกองทุนหมุนเวียนกว่า 100 ล้านบาท และพัฒนาโรงเรียนผู้สูงอายุให้เป็นต้นแบบของพื้นที่

จากผลงานและบทเรียนที่สั่งสมมา ศูนย์สนับสนุนวิชาการเพื่อการจัดการเครือข่ายพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (ศวภ.อีสาน) ร่วมกับศูนย์วิจัยและพัฒนาระบบสุขภาพชุมชน (ศวช.) คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น และ สสส. สำนัก 3 จึงจัด "ประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อสรุปบทเรียนและออกแบบการสร้างเสริมสุขภาวะชุมชนในพื้นที่จังหวัดบุรีรัมย์" เมื่อวันที่ 17 กันยายน 2569 ณ อาคารโดมเวฬุสโมสร โรงเรียนมีชัยพัฒนา ตำบลโคกกลาง อำเภอลำปลายมาศ โดยมี 17 อปท.เครือข่าย เพื่อร่วมกันสรุปบทเรียนและออกแบบแนวทางการจัดเวทีขับเคลื่อนงานสุขภาวะชุมชนของบุรีรัมย์ในระยะต่อไป

นางธัญญา แสงอุบล ผู้จัดการศูนย์สนับสนุนวิชาการเพื่อการจัดการเครือข่ายพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (ศวภ.อีสาน) กล่าวว่า งานสร้างเสริมสุขภาพที่ สสส. สนับสนุนให้ อปท. เป็นกลไกขับเคลื่อนในบุรีรัมย์ ตลอดกว่า 10 ปี ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า เมื่อท้องถิ่นลุกขึ้นมาทำงานร่วมกับกลไกในพื้นที่ ก็สามารถทำให้ประชาชนมีสุขภาพและคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นได้ แม้มีการเปลี่ยนเจ้าหน้าที่และผู้บริหารในหลายตำบลระหว่างทาง 

"ตลอดเวลากว่า 10 ปีที่ผ่านมา พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า เมื่อองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นลุกขึ้นมาขับเคลื่อนร่วมกับกลไกในพื้นที่ ก็สามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนให้ดีขึ้นได้อย่างแท้จริง แม้ต้องเผชิญกับความท้าทายและการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารหรือบุคลากร แต่ทิศทางและกลไกการทำงานด้านสุขภาวะยังสามารถเดนหน้าต่อได้" นางธัญญา กล่าว 

นอกจากนี้ นางธัญญา ยังได้สะท้อนถึงจุดแข็งสำคัญที่ทำให้จังหวัดบุรีรัมย์มีความพร้อมก้าวสู่การทำงานเชิงระบบในระดับจังหวัดว่า ประกอบด้วย 3 ด้านหลัก ได้แก่ "เครื่องมือ" จากชุดองค์ความรู้ของ สสส. สำนัก 3 ที่ครอบคลุมการแก้ปัญหากว่า 20 เรื่อง เช่น บุหรี่ สุรา อุบัติเหตุ และสุขภาพผู้สูงอายุ ซึ่งท้องถิ่นสามารถนำไปปรับใช้ได้ทันที ต่อมาคือ  "คน" ซึ่งมีพลังของบุคลากรรุ่นใหม่เป็นฟันเฟืองสำคัญ และสุดท้ายคือ "องค์ประกอบ" ที่ครบถ้วนตามหลักการ "สามเหลี่ยมเขยื้อนภูเขา" ผสานพลังทั้งภาคประชาสังคม ภาควิชาการ และภาคราชการ ร่วมกับความพร้อมของหน่วยงานภาครัฐและเอกชนในพื้นที่ 

"บุรีรัมย์มีองค์ประกอบเหล่านี้ครบถ้วน ถึงเวลาแล้วที่เราจะชวนกันขับเคลื่อนในระดับจังหวัด เพื่อดูว่าอะไรทำได้ อะไรที่มีข้อจำกัด และให้ภาครัฐ ภาคเอกชนที่เกี่ยวข้องเข้ามาเสริม" นางธัญญา กล่าว 

ผู้จัดการ ศวภ.อีสาน เปิดเผยเพิ่มเติมว่า จากประสบการณ์และบทเรียนการทำงานของท้องถิ่นในจังหวัด เครือข่ายสามารถสกัดประเด็นร่วมได้ 9 ประเด็น เพื่อใช้ขับเคลื่อนการสร้างเสริมสุขภาวะในจังหวัดบุรีรัมย์ และเป็นการน้อมรำลึกถึงในหลวง รัชกาลที่ 9 ในโอกาสที่จะครบ 100 ปีพระบรมราชสมภพในปี 2570 อันเป็นปีที่มีความหมายต่อประชาชน 

โดยการประชุมครั้งนี้มีคาดหวัง 2 ประการ คือ การร่วมยืนยันความมั่นใจว่า 9 ประเด็นดังกล่าว มีบทเรียนรองรับในการทำให้ประชาชนมีสุขภาพดี และการร่วมกันค้นหาแนวทางให้หน่วยงานและภาคีที่เกี่ยวข้องเข้ามาสนับสนุนและยกระดับการทำงาน ซึ่งจะเป็น "นิมิตหมาย" ของการทำงานระดับจังหวัดของ สสส. ในพื้นที่บุรีรัมย์ และเป็นแรงยึดเหนี่ยวให้ชุมชนท้องถิ่นเข้มแข็งยิ่งขึ้น

ด้าน นายเจริญ สุขวิบูลย์ นายกองค์การบริหารส่วนตำบลโคกกลาง อ.ลำปลายมาศ กล่าวว่า อบต.โคกกลางร่วมเป็นเครือข่ายของ สสส. มาอย่างยาวนาน โดยเริ่มจากการเป็นลูกข่ายก่อนพัฒนาเป็นแม่ข่าย และมองว่าการรวมตัวของ อปท. เกือบทั้งจังหวัดครั้งนี้จะทำให้สังคมได้เห็นภาพความเข้มแข็งของท้องถิ่นบุรีรัมย์ ที่ร่วมขับเคลื่อนงานสุขภาวะ ซึ่งที่ผ่านมาต่างคนต่างทำและยังไม่เคยมีเวทีให้สังคมรับรู้ ทั้งนี้หากการนัดรวมตัวกันอีกครั้ง จะสร้างแรงกระเพื่อมและช่วยปรับภาพลักษณ์ของท้องถิ่น ให้สังคมเห็นว่ามีผู้ทำงานท้องถิ่นจำนวนมากที่ทำเรื่องดีเพื่อประชาชน

"ถ้ามีเวทีการรวมพลังของอปท.เกิดขึ้นในจังหวัดบุรีรัมย์อีกครั้ง ผมเชื่อว่าจะช่วยสร้างแรงกระเพื่อมได้ เพราะคนท้องถิ่นทำเรื่องดีๆ เยอะมาก ไม่ได้มีแต่เรื่องทุจริตอย่างเดียว" นายเจริญ กล่าว


นอกจากนี้ นายก อบต.โคกกลาง ระบุว่า การทำงานร่วมกันทั้งจังหวัดเป็นโอกาสในการสร้าง "ข้าราชการท้องถิ่นที่เข้มแข็ง" ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่จะทำให้ท้องถิ่นเข้มแข็งอย่างแท้จริง เนื่องจากประชาชนให้ความหวังกับผู้บริหารเพียง 4 ปี แต่ให้ความหวังกับข้าราชการตลอดชีวิต หากข้าราชการท้องถิ่นตระหนักถึงพื้นที่ที่ตนรับผิดชอบ มีเมตตา และมีคุณธรรมในการปฏิบัติหน้าที่มากขึ้น การขับเคลื่อนงานสุขภาวะของท้องถิ่นก็จะมีความต่อเนื่องและมีพลังมากขึ้นตามไปด้วย

ขณะที่ นายสมพงษ์ จันสิงห์ นายกองค์การบริหารส่วนตำบลไพศาล อ.ประโคนชัย สะท้อนมุมมองในประเด็นเดียวกันว่า แต่เดิม อปท.ทำงานด้านสุขภาวะชุมชนค่อนข้างแยกส่วน ไม่มีที่ปรึกษาและเครือข่ายสำหรับแลกเปลี่ยนเรียนรู้ การขับเคลื่อนงานค่อนข้างช้าและเป็นไปอย่างจำกัด แต่หลังจากได้พบปะแลกเปลี่ยนกับเครือข่ายและได้รับความรู้จาก สสส. ก็ทำให้ทำงานกันได้ชัดเจนขึ้น และนำสิ่งที่ได้ไปปรับใช้กับตำบลได้ทันที

นายกอบต.ไพศาล กล่าวเพิ่มเติมว่า การรวมตัวกันของ อปท.จากหลายพื้นที่ในจังหวัด จะเป็นประโยชน์อย่างแน่นอน เพราะความรู้จากท้องถิ่นต่างๆ ที่มาแลกเปลี่ยนกันจะนำไปสู่สุขภาวะที่ดีของแต่ละชุมชน โดยเฉพาะ 16 ชุมชนในตำบลที่ยังรอความช่วยเหลืออยู่

"เดิมที อปท.เรา เสมือนทำงานอยู่คนเดียว ไม่มีเพื่อนคิด การขับเคลื่อนต่างๆ อาจเป็นไปได้ช้า แต่พอมีเพื่อน ได้รับความรู้จาก สสส. ทุกอย่างก็เริ่มกระจ่างขึ้นเราเชื่อว่าสิ่งดีๆ ที่ สสส. เข้ามาสนับสนุนจะช่วยพัฒนาชุมชนของเราได้อย่างยั่งยืนต่อไป" นายสมพงษ์ กล่าว


สำหรับบทบาทของ สสส. ที่เข้ามาสนับสนุนงานสุขภาวะชุมชนในบุรีรัมย์อย่างต่อเนื่อง ดร.นิสา รัตนดิลก ณ ภูเก็ต ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนสุขภาวะชุมชน (สำนัก 3) สสส. กล่าวว่า การสนับสนุนของ สสส. ในพื้นที่บุรีรัมย์ มุ่งเสริมศักยภาพขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นให้สามารถขับเคลื่อนงานสุขภาวะได้อย่างเหมาะสมกับบริบทของพื้นที่ ผ่านการหนุนเสริม 3 ด้าน ได้แก่ 1) การใช้ข้อมูลและทุนทางสังคม เพื่อให้ท้องถิ่นทบทวนศักยภาพของพื้นที่ ค้นหาคนต้นแบบ กลไก และแนวทางการทำงานต่อยอดเป็นต้นแบบระดับจังหวัด 2) การส่งเสริมการพัฒนานวัตกรรม และ 3) การบูรณาการการทำงานทั้งภายในผ่านการบรรจุนโยบายสุขภาวะลงในแผนและข้อบัญญัติ และภายนอกที่เชื่อมกับกระทรวง กรม จังหวัด อำเภอ ตลอดจนเครือข่ายตำบลด้วยกัน ทั้งนี้ เน้นย้ำให้ทุกพื้นที่ให้ความสำคัญกับการขับเคลื่อนประเด็นยาสูบและเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อย่างต่อเนื่อง ควบคู่กับประเด็นสุขภาวะอื่นตามบริบทของแต่ละพื้นที่

สำหรับก้าวต่อไป ผู้อำนวยการสำนัก 3 ระบุว่า การขับเคลื่อนงานในระยะต่อไปมุ่งเชื่อมเครือข่าย โดยชวน "เพื่อนเก่า" ที่เคยร่วมงานกันให้กลับมาเชื่อมพลังอีกครั้ง พร้อมเปิดพื้นที่ให้ "เพื่อนใหม่" ที่มีเป้าหมาย และอุดมการณ์เดียวกันเข้ามาเสริมเครือข่าย เพื่อให้เครือข่ายครอบคลุมมากกว่า 65 ตำบล



คณะเวชศาสตร์เขตร้อน มหาวิทยาลัยมหิดลร่วมมือบริษัท แอฟฟิโนม จำกัด ร่วมผลิตชุดตรวจช่วยผู้ป่วยได้รับการวินิจฉัยโรคไข้ดินอย่างรวดเร็ว

 คณะเวชศาสตร์เขตร้อน มหาวิทยาลัยมหิดลร่วมมือบริษัท แอฟฟิโนม จำกัด ร่วมผลิตชุดตรวจช่วยผู้ป่วยได้รับการวินิจฉัยโรคไข้ดินอย่างรวดเร็ว

คณะเวชศาสตร์เขตร้อน มหาวิทยาลัยมหิดล ผนึกกำลังภาคเอกชน บริษัท เซียร่า ไบโอไซเอนซ์ จำกัด และบริษัท แอฟฟิโนม จำกัด นำผลงานวิจัยต่อยอดเป็นชุดตรวจอย่างรวดเร็ว  MUTM MELIOIDOSIS ANTIBODY TEST และ  MELIOID ANTIGEN TEST ผลิตภัณฑ์ที่เป็นเครื่องมือช่วยแพทย์วินิจฉัยและรักษาผู้ป่วยโรคเมลิออยโดสิสหรือโรคไข้ดินได้อย่างรวดเร็วกว่าการเพาะเชื้อ  

โรคเมลิออยโดสิสหรือโรคไข้ดิน เป็นโรคติดเชื้อแบคทีเรียที่ชื่อว่า Burkholderia pseudomallei ที่พบได้ในดินและน้ำ โดยเฉพาะในภูมิภาคเขตร้อนของโลกอย่างประเทศไทย อาการแสดงของผู้ป่วยมีความหลากหลาย เช่น มีไข้ ปอดอักเสบ เกิดฝีในอวัยวะต่าง ๆ หรือติดเชื้อในกระแสเลือด มีรายงานอัตราเสียชีวิตโดยรวมประมาณร้อยละ 35 และอาจสูงถึงร้อยละ 40–60 ในผู้ป่วยที่มีภาวะติดเชื้อในกระแสเลือดอย่างรุนแรง ปัจจุบันการเพาะเชื้อยังเป็นวิธีมาตรฐานในการยืนยันโรค แต่ต้องอาศัยห้องปฏิบัติการและใช้เวลาหลายวันกว่าจะทราบผล 

  ศาสตราจารย์ ดร.นริศรา จันทราทิตย์ ภาควิชาจุลชีววิทยาและอิมมิวโนวิทยา คณะเวชศาสตร์เขตร้อน มหาวิทยาลัยมหิดล จึงได้นำทีมวิจัยศึกษาและพัฒนาชุดตรวจแบบรวดเร็ว MUTM MELIOIDOSIS ANTIBODY TEST และ  MELIOID ANTIGEN TEST เพื่อเพิ่มเครื่องมือช่วยให้แพทย์ตรวจวินิจฉัยโรคไข้ดินได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำมากขึ้น ช่วยให้ผู้ป่วยได้รับการรักษาที่เหมาะสมอย่างทันท่วงที โดยไม่จำเป็นต้องรอผลเพาะเชื้อเพียงอย่างเดียว

  ผลิตภัณฑ์ทั้งสองเป็นชุดตรวจแบบรวดเร็ว ใช้งานง่าย ได้รับการขึ้นทะเบียนเครื่องมือแพทย์จากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา ทราบผลภายในประมาณ 10-20 นาที ไม่ต้องอาศัยเครื่องมือเฉพาะทางและสามารถนำไปใช้ในบริเวณใกล้จุดให้บริการผู้ป่วยได้ ชุดตรวจทั้งสองชนิดเป็นเครื่องมือสนับสนุนการคัดกรองและการวินิจฉัยเบื้องต้นแต่มีเป้าหมายในการตรวจแตกต่างกัน โดยชุดตรวจ MUTM MELIOIDOSIS ANTIBODY TEST ตรวจหาสารภูมิคุ้มกันที่ร่างกายสร้างขึ้นต่อเชื้อก่อโรค ส่วนชุดตรวจ MELIOID ANTIGEN TEST ตรวจหาองค์ประกอบจำเพาะของเชื้อก่อโรคตรงจาก เสมหะ หนอง หรือปัสสาวะ และตัวอย่างจากการเพาะเชื้อในเลือด ช่วยให้บุคลากรทางการแพทย์สามารถตัดสินใจได้อย่างมั่นใจและรวดเร็วยิ่งขึ้น จำกัดการลุกลามของเชื้อและเพิ่มโอกาสหายขาดจากโรค

  สำหรับกลุ่มที่จะได้รับประโยชน์จากชุดตรวจนี้ นอกจากผู้ป่วยที่มีอาการเข้าได้กับโรค เช่น ไข้หรือไข้ไม่ทราบสาเหตุ ปอดอักเสบ มีฝี หรือติดเชื้อในกระแสเลือด โดยเฉพาะผู้ที่มีประวัติสัมผัสดินหรือน้ำ กลุ่มที่ควรให้ความสำคัญเป็นพิเศษ ได้แก่ เกษตรกร ชาวนา ผู้ที่ต้องทำงานสัมผัสดินหรือลุยน้ำ ผู้สูงอายุ ผู้มีภูมิคุ้มกันต่ำ และผู้ป่วยโรคเรื้อรัง เช่น เบาหวาน โรคไต โรคตับ โรคปอดเรื้อรัง และธาลัสซีเมีย ซึ่งมีความเสี่ยงต่อการเกิดโรครุนแรงมากกว่าประชาชนทั่วไป ทั้งนี้ ชุดตรวจแบบรวดเร็วเป็นเครื่องมือช่วยประกอบการวินิจฉัยสำหรับบุคลากรทางการแพทย์ ผลตรวจต้องแปลร่วมกับอาการและประวัติของผู้ป่วย และการเพาะเชื้อยังคงเป็นวิธีมาตรฐานในการยืนยันโรค

  นอกจากนี้ กลุ่มแพทย์และบุคลากรสาธารณสุข โดยเฉพาะโรงพยาบาลชุมชนและหน่วยบริการปฐมภูมิ เช่น โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล ซึ่งเป็นจุดแรกที่ประชาชนในพื้นที่เข้ารับบริการ หากบุคลากรได้รับการอบรมและมีระบบการใช้ชุดตรวจที่เหมาะสม ชุดตรวจแบบรวดเร็วจะช่วยสนับสนุนการประเมินความเสี่ยงและคัดกรองผู้ป่วยได้เร็วขึ้น ทำให้สามารถประสานและส่งต่อผู้ป่วยที่สงสัยไปยังโรงพยาบาลชุมชนหรือโรงพยาบาลที่มีศักยภาพได้อย่างทันท่วงที ซึ่งประชาชนสามารถเข้าถึงการตรวจได้โดยเข้ารับบริการ ณ โรงพยาบาล คลินิก หรือสถานพยาบาลใกล้บ้าน สำหรับระบบบริการสุขภาพ โรงพยาบาลภาครัฐ โรงพยาบาลเอกชน คลินิก และหน่วยบริการสาธารณสุข สามารถจัดหาชุดตรวจไปใช้ตามขอบเขตการให้บริการและความพร้อมของแต่ละแห่ง โดยมีเป้าหมายสำคัญในการขยายการเข้าถึงไปยังโรงพยาบาลชุมชนและหน่วยบริการในพื้นที่เสี่ยง เพื่อสนับสนุนการคัดกรอง การประเมินผู้ป่วย และการส่งต่อให้เป็นไปอย่างรวดเร็วและเหมาะสม

ศาสตราจารย์ ดร.นริศรา จันทราทิตย์ เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านจุลชีววิทยาและภูมิคุ้มกันวิทยา รวมถึงอายุรศาสตร์เขตร้อน ได้มุ่งมั่นทุ่มเททำงานวิจัยเกี่ยวกับการตรวจและรักษาโรคไข้ดินนี้มายาวนานกว่า 3 ทศวรรษ กล่าวว่า "ผู้ป่วยเมลิออยโดสิสที่อาการรุนแรงจำนวนมากเสียชีวิตภายใน 48 ชั่วโมงแรกหลังเข้าโรงพยาบาล ซึ่งเร็วกว่าที่ผลเพาะเชื้อจะออก ยาปฏิชีวนะที่ใช้รักษาโรคนี้ก็ต่างจากยาที่แพทย์มักเริ่มให้ในผู้ป่วยติดเชื้อทั่วไป การรู้ผลเร็วขึ้นแม้เพียงหนึ่งหรือสองวันจึงมีความหมายต่อผู้ป่วยมาก ทีมวิจัยใช้เวลาหลายปีทดสอบชุดตรวจกับตัวอย่างผู้ป่วยจริงในพื้นที่ระบาด เพื่อให้แน่ใจว่าใช้ได้ในสภาพการทำงานของโรงพยาบาลไทย"

คุณรุ่งนภา ฝั้นแปง ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เซียร่า ไบโอไซเอนซ์ จำกัด กล่าวว่า งานวิจัยดี ๆ ของไทยจำนวนมากหยุดอยู่ที่ผลงานตีพิมพ์ เราต้องการพาชุดตรวจนี้ไปให้ถึงมือแพทย์ และนักเทคนิคการแพทย์ในโรงพยาบาลที่พบผู้ป่วยโรคนี้เป็นประจำ ขณะนี้ชุดตรวจพร้อมจำหน่ายแล้ว และเราเริ่มส่งออกไปยังต่างประเทศที่มีโรคนี้เป็นโรคประจำถิ่นเช่นกัน  โดยคณะเวชศาสตร์เขตร้อน มหาวิทยาลัยมหิดล มีบทบาทในการศึกษาปัญหาของโรค ค้นคว้าและคัดเลือกแอนติเจนเป้าหมาย ออกแบบและพัฒนาชุดตรวจ ตลอดจนประเมินประสิทธิภาพกับตัวอย่างจากผู้ป่วยจริง เพื่อสร้างหลักฐานทางวิชาการรองรับประสิทธิภาพและการนำไปใช้ประโยชน์ทางการแพทย์ โดยบริษัทฯ ได้รับอนุญาตให้ใช้สิทธิในผลงานจากมหาวิทยาลัยมหิดล การพัฒนาตลาด และการจัดจำหน่าย เพื่อพัฒนานวัตกรรมการตรวจวินิจฉัยและการรักษาโรคไข้ดิน รวมทั้งผลักดันให้โรคดังกล่าวได้รับการยกระดับการป้องกันสู่ระดับสากล

คุณเจษฎา ณ ปลอด ประธานกรรมการบริหาร บริษัท แอฟฟิโนม จำกัด เปิดเผยว่า บริษัทฯ มีความเชี่ยวชาญด้านการออกแบบและพัฒนาเครื่องมือแพทย์สำหรับการตรวจวินิจฉัยภายนอกร่างกาย โดยชุดตรวจ MUTM MELIOIDOSIS ANTIBODY TEST และ  MELIOID ANTIGEN TEST เป็นผลจากความร่วมมือระหว่างสถาบันการศึกษาและภาคเอกชนของไทย บริษัทฯ ได้มีบทบาทในการรับถ่ายทอดเทคโนโลยี การดำเนินการด้านการขึ้นทะเบียนผลิตภัณฑ์ การผลิตและควบคุมคุณภาพภายใต้ระบบบริหารคุณภาพตามมาตรฐาน ISO 13485 ทั้งนี้ ความร่วมมือดังกล่าวสะท้อนให้เห็นการพัฒนานวัตกรรมทางการแพทย์มิได้สิ้นสุดเพียงการวิจัยในห้องปฏิบัติการ เชื่อมโยงองค์ความรู้ทางวิชาการเข้ากับการผลิตตามมาตรฐานสากลและการดำเนินธุรกิจ การดำเนินงานร่วมกันของทั้งสามหน่วยงานจึงช่วยยกระดับงานวิจัยของไทยสู่ผลิตภัณฑ์ที่ผลิตได้ภายในประเทศ ลดการพึ่งพาเทคโนโลยีและผลิตภัณฑ์นำเข้า และเพิ่มโอกาสให้หน่วยบริการสุขภาพสามารถเข้าถึงชุดตรวจได้อย่างทั่วถึงมากขึ้น

สำหรับผู้ที่สนใจนวัตกรรมชุดตรวจโรคเมลิออยโดสิส สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ บริษัท เซียร่า ไบโอไซเอนซ์ จำกัด โทรศัพท์ 098-987-9882, 083-152-9495 หากสนใจผลิตและพัฒนานวัตกรรมชุดตรวจทางการแพทย์ สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ บริษัท แอฟฟิโนม จำกัด โทรศัพท์ 02-013-3989


วันอังคารที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2569

ONNEX by SCG ชูจุดเด่น “อัปเกรด Inverter” ยกระดับการดูแลระบบโซลาร์เซลล์ผนึก Huawei Digital Power เดินหน้า “Power for Better Care” ดูแลตลอดอายุการใช้งาน

 ONNEX by SCG ชูจุดเด่น “อัปเกรด Inverter” ยกระดับการดูแลระบบโซลาร์เซลล์ผนึก Huawei Digital Power เดินหน้า “Power for Better Care” ดูแลตลอดอายุการใช้งาน

ONNEX by SCG สานต่อความร่วมมือกับ Huawei Digital Power ภายใต้แนวคิด “Power for Better Care” มุ่งพัฒนาประสบการณ์การใช้งานระบบโซลาร์เซลล์ให้สะดวกและดูแลได้ง่ายยิ่งขึ้น ด้วยเทคโนโลยี Huawei FusionSolar ที่ช่วยติดตามและตรวจสอบการทำงานของระบบได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมเปิดทางเลือกให้ลูกค้า ONNEX by SCG ที่ใช้งาน String Inverter อยู่เดิมแบรนด์ใดก็ได้ สามารถอัปเกรดเป็น Huawei Inverter พร้อมรับบริการดูแลหลังการขายอย่างต่อเนื่องตลอดอายุการใช้งาน

นายภควันต์ ประคงบุญ Head of Smart Solutions Business, ONNEX by SCG กล่าวว่า ปัจจุบันการเลือกใช้โซลาร์เซลล์ไม่ได้จบเพียงแค่การติดตั้งระบบ แต่สิ่งที่ลูกค้าให้ความสำคัญมากขึ้นคือการใช้งานในระยะยาว ทั้งเรื่องประสิทธิภาพการใช้งานของระบบ เทคโนโลยีความปลอดภัย ความสะดวกในการติดตามการทำงาน รวมถึงการได้รับคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญและบริการหลังการขายเมื่อมีความต้องการเปลี่ยนแปลงระบบ ONNEX by SCG จึงให้ความสำคัญกับการสร้างประสบการณ์ที่ดีให้กับลูกค้าในทุกช่วงของการใช้งาน ผ่านการพัฒนาบริการหลังการติดตั้งควบคู่ไปกับการเลือกใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสม เพื่อให้ลูกค้าสามารถใช้งานโซลาร์เซลล์ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพและมั่นใจในระยะยาว 

“ความร่วมมือกับ Huawei Digital Power ในครั้งนี้ จะช่วยให้เราเติมเต็มประสบการณ์ของลูกค้าได้มากขึ้น โดยเฉพาะการนำ Huawei Inverter และ โซลูชั่นจาก Huawei FusionSolar ช่วยให้ลูกค้าติดตามข้อมูลการผลิตพลังงานและสถานะการทำงานของระบบได้สะดวกขึ้น ซึ่งทาง ONNEX by SCG ยังมีทีมผู้เชี่ยวชาญคอยให้คำแนะนำและดูแลลูกค้าอย่างต่อเนื่อง เพราะเราต้องการให้ลูกค้ามั่นใจว่าเมื่อเลือกใช้โซลาร์เซลล์กับ ONNEX by SCG แล้ว จะได้รับการดูแลตั้งแต่การติดตั้งไปจนถึงการใช้งานในระยะยาว”

สำหรับลูกค้าเก่าของ ONNEX by SCG ที่ใช้ String Inverter ที่ใช้งานอยู่เดิม รุ่นใดหรือแบรนด์ใดก็ได้ และต้องการอัปเกรดเป็น Huawei Inverter สามารถรับสิทธิพิเศษทั้งส่วนลดค่าสินค้า และบริการติดตั้งในราคาพิเศษ  อีกทั้งยังได้รับสิทธิ์การรับประกัน Huawei Inverter ตามมาตรฐานผู้ผลิต และสามารถเชื่อมต่อการใช้งานผ่าน Huawei FusionSolar พร้อมรับคำแนะนำและการดูแลอย่างต่อเนื่องโดยทีมผู้เชี่ยวชาญ

นายแจ็ค เจิ้ง President of Digital Power Dept., Huawei Technologies (Thailand) Co., Ltd. กล่าวว่า “บริษัทฯ มองว่าการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดไม่ได้จบอยู่ที่การติดตั้งระบบโซลาร์เซลล์ แต่หัวใจสำคัญคือการทำให้พลังงานสามารถถูกบริหารจัดการได้อย่างชาญฉลาดและตอบโจทย์การใช้งานในระยะยาว ความร่วมมือกับ ONNEX by SCG จึงเป็นการนำจุดแข็งด้านเทคโนโลยีของ Huawei Digital Power มาผสานกับความเชี่ยวชาญด้านโซลูชันและการบริการของ ONNEX by SCG เพื่อยกระดับระบบพลังงานให้มีทั้งประสิทธิภาพ ความน่าเชื่อถือ และสะดวกในการบริหารจัดการ เราเชื่อว่าการผสานเทคโนโลยีเข้ากับการดูแลอย่างต่อเนื่อง จะช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถใช้ประโยชน์จากพลังงานแสงอาทิตย์ที่ผลิตได้อย่างคุ้มค่า และวางแผนการใช้พลังงานในแต่ละวันได้ง่ายขึ้น” 

ด้าน นายลูอี้ หู Vice President of FusionSolar Residential Business, Digital Power Department, Huawei Technologies (Thailand) Co., Ltd. กล่าวว่า “สำหรับการใช้งานโซลาร์เซลล์ในบ้าน สิ่งที่ลูกค้าต้องการไม่ใช่เพียงการผลิตไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์ แต่คือการรู้ว่าระบบกำลังทำงานอย่างไรในแต่ละวัน และสามารถเข้าถึงข้อมูลที่จำเป็นได้ง่าย Huawei FusionSolar จึงถูกออกแบบมาเพื่อช่วยให้ลูกค้าสามารถติดตามการทำงานของระบบและข้อมูลการผลิตพลังงานได้สะดวกยิ่งขึ้น เมื่อทำงานร่วมกับ ONNEX by SCG ลูกค้ายังได้รับคำแนะนำและการดูแลจากทีมผู้เชี่ยวชาญ ทำให้ประสบการณ์การใช้โซลาร์เซลล์ตั้งแต่การติดตั้งไปจนถึงการใช้งานในระยะยาวมีความต่อเนื่องและมั่นใจมากยิ่งขึ้น” 

ในด้านการบริการ ONNEX by SCG มุ่งเน้นการสร้างประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้กับลูกค้า ผ่านบริการแบบ One-stop Service ตั้งแต่การให้คำปรึกษา ออกแบบ ติดตั้ง ไปจนถึงการดูแลหลังการขาย โดยมีระบบ Operations & Maintenance (O&M) ที่ครอบคลุมทั้งการตรวจเช็กระบบประจำปี การล้างแผงโซลาร์เซลล์ และทีมงาน Support ที่พร้อมเข้าดูแลหน้างานเมื่อเกิดปัญหา เพื่อให้มั่นใจว่าระบบสามารถทำงานได้เต็มประสิทธิภาพในระยะยาว นอกจากนี้ ONNEX by SCG ยังมาพร้อมการรับประกันทั้งตัวระบบและงานติดตั้ง ช่วยสร้างความมั่นใจให้กับลูกค้าว่าจะได้รับการดูแลอย่างต่อเนื่องจากทีมงานมืออาชีพ ไม่ต้องกังวลเรื่องผู้ให้บริการหายหรือขาดการดูแลในอนาคต สะท้อนความเชื่อมั่นในมาตรฐานคุณภาพและบริการหลังการขาย ทำให้ลูกค้า “มั่นใจได้ยาวๆ” เมื่อติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปกับ ONNEX by SCG ทั้งในเรื่องความปลอดภัย อุ่นใจ และคุ้มค่าในระยะยาว

ผู้ที่สนใจติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปกับ ONNEX by SCG สามารถดูข้อมูลและสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม ได้ทางเว็บไซต์ www.onnexbyscg.com หรือ Line OA: @Onnex, Facebook Page: ONNEX by SCG ลูกค้าสามารถจองบริการและติดตามสถานะงานได้อย่างง่ายดายผ่านแอปพลิเคชัน Q-CHANG หรือ SCG Home Online สัมผัสโซลูชันจริงได้ที่ SCG HOME Experience, SCG HOME, เครือข่าย SCG Authorized Dealer และร้านค้าพันธมิตร Q-CHANG (Shop Service) ทั่วประเทศ 

วันจันทร์ที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2569

สพพ. ร่วมกับ TICA เป็นเจ้าภาพการประชุม The 2nd Round Table Meeting between Emerging Development Partners from ASEAN and Japan (EDPAJ)

  🤝 สพพ. ร่วมกับ TICA เป็นเจ้าภาพการประชุม The 2nd Round Table Meeting between Emerging Development Partners from ASEAN and Japan (EDPAJ) 

 


เมื่อวันที่ 9 ตุลาคม 2569 สำนักงานความร่วมมือพัฒนาเศรษฐกิจกับประเทศเพื่อนบ้าน (องค์การมหาชน) (สพพ.)(NEDA) ร่วมกับกรมความร่วมมือระหว่างประเทศ (TICA) กระทรวงการต่างประเทศ เป็นเจ้าภาพจัดการประชุม EDPAJ ครั้งที่ 2 ณ โรงแรม St. Regis กรุงเทพฯ ภายใต้หัวข้อ “Strengthening ASEAN Resilience and the Role of Emerging Development Partners for a More Secure and Sustainable Future” โดยมีผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ สพพ. เข้าร่วม 

 


การประชุมครั้งนี้มีผู้แทนจากหน่วยงานความร่วมมือเพื่อการพัฒนาของกระทรวงการต่างประเทศของอินโดนีเซีย มาเลเซีย สิงคโปร์ ไทย พร้อมด้วยผู้แทนจาก Japan International Cooperation Agency (JICA) เข้าร่วม และมีผู้แทนสถานเอกอัครราชทูตฟิลิปปินส์ ประจำประเทศไทย เข้าร่วมในฐานะผู้สังเกตการณ์ เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองต่อความท้าทายของอาเซียนในยุคแห่งความไม่แน่นอน แบ่งปันแนวปฏิบัติที่ดีในการเสริมสร้างความยืดหยุ่นของภูมิภาค และหารือทิศทางความร่วมมือในอนาคต 

 



ในโอกาสนี้ สพพ. ได้นำเสนอแนวทาง “Green Development & Unlocking the Connectivity Bottleneck for ASEAN Resilience” ซึ่งเน้นการพัฒนาความเชื่อมโยงข้ามพรมแดนอย่างยั่งยืนในทุกมิติ และเครื่องมือทางการเงินเพื่อการพัฒนาที่มุ่งผลลัพธ์ เพื่อลดช่องว่างการพัฒนาในภูมิภาค พร้อมนี้ ที่ประชุมได้ร่วมกันรับรอง “Bangkok Summary” ซึ่งเป็นเอกสารผลลัพธ์จากการประชุมที่จะใช้กำหนดทิศทางการดำเนินงานร่วมกันต่อไปในอนาคต ทั้งนี้ การประชุมดังกล่าวได้รับการรับรองได้เป็นกิจกรรมที่เกี่ยวเนื่อง (Affiliate Event) กับการประชุมประจำปีกลุ่มธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (WBG–IMF Annual Meetings 2026)  

 

#NEDA #สพพ #EDPAJ #TICA #JICA #ความร่วมมือเพื่อการพัฒนา #ASEAN #BangkokSummary #AMWBG2026

วันอาทิตย์ที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2569

กระทรวง อว. โดย วว. ขับเคลื่อน “วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี นวัตกรรม เพื่อชุมชน” จังหวัดกำแพงเพชรขนทัพเทคโนโลยีเกษตร – แปรรูป - พลังงาน ยกระดับเศรษฐกิจฐานรากให้ยั่งยืน

 กระทรวง อว.  โดย วว. ขับเคลื่อน “วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี นวัตกรรม เพื่อชุมชน” จังหวัดกำแพงเพชรขนทัพเทคโนโลยีเกษตร – แปรรูป - พลังงาน ยกระดับเศรษฐกิจฐานรากให้ยั่งยืน 


กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.)  โดย สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) นำโดย ศ.ดร.ยศชนัน  วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว.  ลงพื้นที่จังหวัดกำแพงเพชร  พร้อมผลักดันองค์ความรู้ งานวิจัยและนวัตกรรมสู่พื้นที่จริง  มุ่งแก้ปัญหาด้านการเกษตร ลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าเกษตรและพลังงานสะอาด เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรและชุมชนอย่างยั่งยืน  ในวันที่  11 ตุลาคม 2569  ณ อาคารหอประชุมทีปังกรรัศมีโชติ มหาวิทยาลัยราชภัฏกำแพงเพชร จังหวัดกำแพงเพชร

“...ภาคการเกษตรคือรากฐานสำคัญของเศรษฐกิจไทย แต่ปัจจุบันเกษตรกรยังคงต้องเผชิญกับความท้าทาย ทั้งด้านต้นทุนการผลิตที่สูงจากราคาปัจจัยการผลิต ปัญหาโรคพืช เช่น โรคใบด่างมันสำปะหลัง รวมถึงข้อจำกัดด้านการแปรรูปและการเข้าถึงตลาด  เพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว กระทรวง อว. จึงมุ่งเน้นเปลี่ยนนโยบายให้เกิดผลสัมฤทธิ์ในพื้นที่ โดยนำวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม (วทน.) เข้าไปแก้ไขปัญหาที่ตรงจุดและตอบโจทย์เกษตรกรอย่างจริงจังและเป็นรูปธรรม...”


 ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ กล่าวตอนหนี่งในการปาฐกถาพิเศษ เรื่อง "วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมเพื่อชุมชน" เนื่องในโอกาสลงพื้นที่จังหวัดกำแพงเพชร

นอกจากนี้ ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ ให้เกียรติเป็นสักขีพยานในพิธีลงนามบันทึกความร่วมมือสำคัญระหว่าง วว. และภาคีเครือข่าย จำนวน 2 ฉบับ ได้แก่ 1.ความร่วมมือกับองค์การสุราเพื่อการผลิตเอทานอล และ 2.ความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยราชภัฏกำแพงเพชร เพื่อสร้างเครือข่ายความร่วมมือในการถ่ายทอดเทคโนโลยีและการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากในพื้นที่อย่างถาวรและยั่งยืน

"...นวัตกรรมที่ดีต้องสร้างคุณค่าทั้งแก่คน เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อมไปพร้อมกัน กระทรวง อว.  และ วว.  จะเดินหน้าใช้องค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์เป็นเครื่องมือขับเคลื่อนชุมชนให้เข้มแข็ง มีรายได้ที่ยั่งยืน และเป็นกำลังสำคัญของประเทศต่อไป..."  ศ.ดร.ยศชนันฯ กล่าวสรุป


ผศ.ดร.วีรชัย   อาจหาญ   ผู้ว่าการ วว.  กล่าวว่า  ในการลงพื้นที่จังหวัดกำแพงเพชรในครั้งนี้  วว.  โดย  ดร.รจนา  ตั้งกุลบริบูรณ์  รองผู้ว่าการวิจัยและพัฒนา พร้อมคณะนักวิจัยและบุคลากร วว. นำเสนอผลงาน  “7 นวัตกรรมเกษตรและแปรรูปเด่น”  ที่สร้างผลลัพธ์เชิงรูปธรรมในพื้นที่ต่างๆ ของประเทศ  โดยมีศักยภาพในการแก้โจทย์อย่างตรงจุด  ดังนี้  1) ปุ๋ยอินทรีย์เคมีสั่งตัด (สำหรับอ้อยและมันสำปะหลัง)  มีประสิทธิภาพบำรุงพืชได้แม่นยำตามสภาพดิน ฟื้นฟูดินและลดต้นทุนลงได้สูงสุดถึง 60%   2) การผลิตกล้วยต้นเตี้ย   ด้วยเทคโนโลยีที่ช่วยลดความเสียหายของลำต้นและผลผลิตจากสภาพอากาศแปรปรวน ช่วยให้ได้ผลผลิตสม่ำเสมอ และเพิ่มรายได้ 20-30%   3.) ต้นกล้ามันสำปะหลังปลอดโรค   ที่ใช้เทคนิคเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อผลิตต้นกล้าปลอดเชื้อไวรัส ช่วยลดการใช้สารเคมีและเพิ่มผลผลิตได้ 80-100%   4) เตาชีวมวล   เทคโนโลยีแปรรูปอาหารที่ช่วยลดระยะเวลาในการกวน และประหยัดค่าเชื้อเพลิงได้ถึง 37.43%   5) เครื่องหั่นกล้วยสไลด์   ยกระดับประสิทธิภาพการแปรรูปเพิ่มขึ้นกว่า 50% และลดการใช้แรงงานลงถึง 60%   6) การผลิตสุราท้องถิ่น   เทคโนโลยีแปรรูปเพิ่มมูลค่าผลผลิตเกษตร เช่น อ้อย มันสำปะหลัง ช่วยยกระดับราคาพืชผลและส่งเสริมการท่องเที่ยวชุมชน  และ 7) โรงงานต้นแบบผลิตแอลกอฮอล์ไร้น้ำ   มีกำลังผลิตเอทานอลไร้น้ำความบริสุทธิ์ 99.5% จากมันสำปะหลัง ลดการใช้พลังงานในกระบวนการผลิตลง 40% ช่วยลดการพึ่งพาพลังงานจากต่างประเทศตามแนวทาง BCG


การลงพื้นที่จังหวัดกำแพงเพชรของกระทรวง อว. โดย วว. ครั้งนี้ นับเป็นก้าวสำคัญในการนำวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม มาขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากอย่างเป็นรูปธรรม ผ่าน 7 นวัตกรรมเด่นด้านการเกษตร การแปรรูป และพลังงานสะอาด ที่ช่วยแก้ปัญหาต้นทุนสูง โรคพืช และเพิ่มมูลค่าผลผลิต พร้อมผนึกกำลังพันธมิตรสร้างเครือข่ายความร่วมมือ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรและสร้างความเข้มแข็งให้ชุมชนเติบโตอย่างยั่งยืน





สอบถามรายละเอียดและรับบริการด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.)  ได้ที่ call center โทร. 0 2577 9000 หรือที่ระบบบริการลูกค้า “วว. JUMP” 


#วทน #เพิ่มมูค่า #เศรษฐกิจ #เศรษฐกิจฐานราก #BCG

#สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย 

#อว #วว #TISTR #กำแพงเพชร


“พิพัฒน์ชัย” ลุยสมุทรปราการ ส่งทีมช่างช่วยผู้ประสบภัย ซ่อมรถ-เครื่องใช้ไฟฟ้า ฟรี! บรรเทาทุกข์ถึงชุมชน

   “พิพัฒน์ชัย” ลุยสมุทรปราการ ส่งทีมช่างช่วยผู้ประสบภัย ซ่อมรถ-เครื่องใช้ไฟฟ้า ฟรี! บรรเทาทุกข์ถึงชุมชน วันที่ 15 ตุลาคม 2569 นายพิพัฒน์ชัย...