วันอังคารที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2569

“สคส. เคลียร์ใจสื่อ” ชวนสื่อร่วมสร้างความเข้าใจ PDPA เปิด 4,210 เรื่องร้องเรียน พร้อมเจาะ 1,650 เหตุข้อมูลรั่ว

  “สคส. เคลียร์ใจสื่อ” ชวนสื่อร่วมสร้างความเข้าใจ PDPA เปิด 4,210 เรื่องร้องเรียน พร้อมเจาะ 1,650 เหตุข้อมูลรั่ว

สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (สคส.) หรือ PDPC จัดงาน “สคส. เคลียร์ใจสื่อ ตอบทุกข้อคำถามเรื่อง PDPA” เปิดพื้นที่พูดคุยกับสื่อมวลชนอย่างใกล้ชิด พร้อมเปิดสถิติเรื่องร้องเรียนและข้อปรึกษา 4,210 เรื่อง และสถิติการรับแจ้งเหตุละเมิดข้อมูลส่วนบุคคล 1,650 เรื่อง สะท้อนสถานการณ์การคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของประเทศไทย ตลอดจนเคลียร์ประเด็นที่สังคมและสื่อยังเข้าใจคลาดเคลื่อน ทั้งข้อจำกัดและกระบวนการตรวจสอบของ สคส. ก่อนวินิจฉัยว่า “ผิดหรือไม่ผิด PDPA” ดราม่าบนหน้าสื่อจากการตีความกฎหมาย แนวทางนำเสนอข่าวเมื่อเกิดเหตุข้อมูลรั่วไหลโดยไม่ซ้ำเติมผู้เสียหาย รวมถึงบทบาทของสื่อมวลชนในการแนะนำประชาชนเมื่อถูกละเมิดข้อมูล เพื่อให้การสื่อสารเรื่อง PDPA ถูกต้อง เข้าใจง่าย และนำไปใช้ได้จริง

พ.ต.อ. สุรพงศ์ เปล่งขำ เลขาธิการคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล กล่าวว่า ปัจจุบันสื่อมวลชนมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการทำให้ประชาชนเข้าใจสิทธิด้านข้อมูลส่วนบุคคล เนื่องจากหลายเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องกับ PDPA มักเริ่มต้นจากเรื่องใกล้ตัว ก่อนถูกนำเสนอและขยายผลผ่านสื่อมวลชน สื่อออนไลน์ และสังคมออนไลน์อย่างรวดเร็ว ความถูกต้องของข้อมูลตั้งแต่ต้นจึงมีผลโดยตรงต่อความเข้าใจของประชาชน

“สคส. มองว่าสื่อมวลชนไม่ใช่เพียงผู้รายงานข่าว แต่เป็นพันธมิตรสำคัญในการทำให้เรื่อง PDPA ซึ่งอาจดูเป็นกฎหมายที่ซับซ้อน กลายเป็นเรื่องที่ประชาชนเข้าใจง่าย รู้ว่าตัวเองมีสิทธิอะไร และองค์กรมีหน้าที่อย่างไร เราจึงต้องการเปิดพื้นที่ให้สื่อสามารถสอบถามได้อย่างตรงไปตรงมา โดยเฉพาะเรื่องที่ยังมีความเข้าใจคลาดเคลื่อนหรือกำลังเป็นประเด็นในสังคม” 

นอกจากนี้ สคส. ยังได้สรุปผลการดำเนินงานด้านการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลทั้งในมิติเชิงรุกและเชิงรับ พร้อมเปิดเผย สถิติเรื่องร้องเรียนและข้อปรึกษา 4,210 เรื่อง ซึ่งเป็นข้อมูลสำคัญที่สะท้อนการตื่นตัวของประชาชนต่อสิทธิในข้อมูลส่วนบุคคล 

จากข้อมูลดังกล่าว พบว่าผู้ถูกร้องเรียนเป็น ภาคเอกชน 3,889 เรื่อง และภาครัฐ 321 เรื่อง โดย 3 ประเด็นที่มีการร้องเรียนสูง ได้แก่ มาตรา 27 การเปิดเผยข้อมูลโดยไม่ได้รับความยินยอม 1,025 เรื่อง, มาตรา 4 ประเด็นข้อยกเว้นเรื่องประโยชน์ส่วนตน 724 เรื่อง และมาตรา 24/26 เรื่องการเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคล 586 เรื่อง 

นอกเหนือจากสถิติเรื่องร้องเรียนและข้อปรึกษาแล้ว อีกข้อมูลสำคัญที่สะท้อนภาพความเสี่ยงด้านข้อมูลส่วนบุคคล คือ สถิติการรับแจ้งเหตุการละเมิดข้อมูลส่วนบุคคล ซึ่งตั้งแต่ปี พ.ศ. 2566 ถึงวันที่ 31 พฤษภาคม 2569 สคส. ได้รับแจ้งเหตุรวม 1,650 เรื่อง โดยจำแนกเป็น Non-cyber 849 เรื่อง คิดเป็น 51.45% Cyber 747 เรื่อง คิดเป็น 45.27% และสาเหตุอื่น ๆ 54 เรื่อง คิดเป็น 3.28% ทั้งนี้ ในกลุ่ม Cyber พบเหตุจาก Cyber Threat 567 เรื่อง และ Social Media 180 เรื่อง ขณะที่กลุ่ม Non-cyber ส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับ Human Error

ในด้านประเภทหน่วยงานที่มีการแจ้งเหตุสูงสุด พบว่า กลุ่มการเงิน การลงทุน และการประกัน 723 เรื่อง รองลงมา ได้แก่ หน่วยงานของรัฐและรัฐวิสาหกิจ 206 เรื่อง ธุรกิจการค้าปลีก-ส่งและการค้าออนไลน์ 204 เรื่อง กลุ่มพลังงาน สาธารณูปโภคและอุตสาหกรรมการผลิต 105 เรื่อง และด้านสาธารณสุข 87 เรื่อง ขณะที่สถานะการดำเนินการจากเหตุทั้งหมด 1,650 เรื่อง แบ่งเป็น อยู่ระหว่างดำเนินการ 569 เรื่อง เฝ้าระวังและติดตาม 1,071 เรื่อง เสนอคณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญ 9 เรื่อง และส่งเรื่องให้ศูนย์ให้คำปรึกษาและรับเรื่องร้องเรียน 1 เรื่อง

“ตัวเลข 1,650 เหตุ ทำให้เราเห็นชัดว่าเรื่องข้อมูลรั่วไหลไม่ได้มีคำตอบเพียงว่า ‘ถูกแฮกหรือไม่’ เพราะมากกว่าครึ่งอยู่ในกลุ่ม Non-cyber และ Human Error การป้องกันจึงต้องมองทั้งระบบ ตั้งแต่เทคโนโลยี บุคลากร กระบวนการทำงาน ไปจนถึงวัฒนธรรมการคุ้มครองข้อมูลภายในองค์กร” พ.ต.อ. สุรพงศ์ เปล่งขำ กล่าว

ด้าน นางสาววีรินทร์ อรวัฒนพันธุ์ ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารองค์กร สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (สคส.) กล่าวว่า หนึ่งในประเด็นที่ สคส. ต้องการ “เคลียร์” ให้ประชาชนและสื่อมวลชนเข้าใจตรงกันมากที่สุด คือความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนเกี่ยวกับ PDPA ซึ่งพบได้ทั้งในฝั่งประชาชนและฝั่งองค์กร โดยประชาชนจำนวนไม่น้อยยังเข้าใจว่า PDPA เป็นกฎหมายที่เข้มงวดจนกระทบการใช้ชีวิตประจำวัน เช่น การถ่ายภาพติดบุคคลอื่นในพื้นที่สาธารณะหรือการโพสต์ภาพลงสื่อสังคมออนไลน์ ทั้งที่หากเป็นการใช้ชีวิตตามปกติ ไม่ได้มีเจตนาแสวงหาประโยชน์ทางการค้า หรือก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้อื่น ก็อาจอยู่ในขอบเขตที่สามารถดำเนินการได้ตามหลักกฎหมาย 

ขณะที่ในฝั่งองค์กรและหน่วยงาน ยังพบความเข้าใจผิดว่า “การเก็บหรือใช้ข้อมูลส่วนบุคคลทุกกรณีต้องขอ Consent” จนเกิดภาวะ Over-compliance และสร้างภาระแก่ประชาชน ทั้งที่ PDPA กำหนดฐานทางกฎหมายสำหรับการประมวลผลข้อมูลไว้หลายรูปแบบ เช่น ฐานสัญญา ฐานการปฏิบัติตามกฎหมาย หรือฐานประโยชน์อันชอบธรรม ดังนั้น หากเป็นการใช้ข้อมูลที่จำเป็นต่อการให้บริการหรือการปฏิบัติตามสัญญาอยู่แล้ว องค์กรไม่จำเป็นต้องขอ Consent ซ้ำซ้อนให้เป็นภาระแก่ประชาชน 

“PDPA ไม่ได้หมายความว่าทุกเรื่องต้องขอความยินยอม และไม่ได้หมายความว่าประชาชนจะใช้ชีวิตตามปกติไม่ได้ สิ่งสำคัญคือ ต้องดูว่าการเก็บ ใช้ หรือเปิดเผยข้อมูลนั้นมีฐานทางกฎหมายรองรับหรือไม่ และดำเนินการอยู่ในขอบเขตที่เหมาะสมหรือไม่” นางสาววีรินทร์ กล่าว

สำหรับ มาตรา 4 ซึ่งเป็นอีกหนึ่งประเด็นที่ประชาชนสอบถามเข้ามาจำนวนมาก นางสาววีรินทร์ อธิบายว่า กฎหมายกำหนดข้อยกเว้นสำหรับการดำเนินการเพื่อประโยชน์ส่วนตนหรือกิจกรรมในครอบครัว เพื่อให้ประชาชนสามารถดำเนินชีวิตประจำวันได้ตามปกติ เช่น การบันทึกภาพครอบครัว หรือการติดตั้งกล้องวงจรปิดเพื่อดูแลความปลอดภัยภายในรั้วบ้านของตนเอง อย่างไรก็ตาม “จุดตัดสำคัญ” อยู่ที่ขอบเขตการใช้งาน หากกล้องถูกหันไปบันทึกพื้นที่ส่วนตัวภายในบ้านของผู้อื่น หรือมีการนำภาพของบุคคลอื่นไปเผยแพร่ประจานในสื่อสังคมออนไลน์ กรณีดังกล่าวอาจพ้นจากขอบเขตของการใช้เพื่อประโยชน์ส่วนตนและเข้าสู่ประเด็นการละเมิดสิทธิได้ 

“ประเด็นเหล่านี้เป็นเหตุผลที่ สคส. ต้องการทำงานร่วมกับสื่อมวลชนอย่างใกล้ชิด เพราะการตีความ PDPA แบบสั้นหรือสุดโต่ง เช่น “ถ่ายรูปติดคนอื่นก็ผิด” “ทุกอย่างต้อง Consent” หรือ “อ้าง PDPA แล้วเปิดเผยข้อมูลไม่ได้ทุกกรณี” อาจทำให้สังคมเข้าใจกฎหมายคลาดเคลื่อน สื่อจึงมีบทบาทสำคัญในการช่วยแยกแยะข้อเท็จจริง อธิบายบริบท และทำให้ประชาชนเข้าใจว่า PDPA มีเป้าหมายเพื่อสร้างสมดุลระหว่างการใช้ข้อมูลกับการคุ้มครองสิทธิ ไม่ใช่เพื่อสร้างภาระหรือปิดกั้นการดำเนินชีวิตตามปกติ” นางสาววีรินทร์ กล่าวสรุปในตอนท้าย


###


วันจันทร์ที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2569

“เรฟลอน” เปิดตัว Revlon Super Lustrous Ultra Lipstick ลิปสติกที่ตอบรับความต้องการของผู้หญิงยุคใหม่

“เรฟลอน” เปิดตัว Revlon Super Lustrous Ultra Lipstick  ลิปสติกที่ตอบรับความต้องการของผู้หญิงยุคใหม่

Revlon Thailand แบรนด์เครื่องสำอางชั้นนำของประเทศ จัดงานเปิดตัว Revlon SUPER LUSTROUS ULTRA LIPSTICK ลิปสติกที่ตอบรับความต้องการของผู้หญิงยุคใหม่  และตอบรับความต้องการของสาว ๆ ทั้งสีสันที่โดดเด่น  เน้นความสบายริมฝีปาก เพื่อเพิ่มความมั่นใจในแบบของตัวเอง โดยได้จัดให้มีกิจกรรมและโชว์พิเศษจากศิลปิน ดารา เช่น RYUJIN & PATJI และคารีสา สปริงเก็ตต์ มาร่วมสร้างสีสันให้กับผู้ร่วมงาน 

คุณจักรกฤศ เดชวรสุทธิ General Manager Sales and Marketing Revlon Thailand เปิดเผยถึงความโดดเด่นของ “Revlon Super Lustrous Ultra Lipstick” ว่า เป็นลิปสติกโฉมใหม่ที่มาพร้อมกับสูตรที่เข้มข้นยิ่งขึ้น อัดแน่นด้วยส่วนผสมที่ช่วยบำรุงริมฝีปาก พร้อมออกแบบแพ็กเกจหรูหรากว่าเดิม เพื่อต้องการสร้างความประทับใจให้กับลูกค้า และรับรู้ได้ถึงความรู้สึกไม่ใช่เป็นเพียงลิปสติกที่ทา แต่เป็นประสบการณ์ที่ทำให้สัมผัสได้ถึงการดูแลริมฝีปาก เสมือนลิปบาล์มที่ให้รู้สึกนุ่มชุ่มชื้นตลอดเวลาที่ทา  เนื่องจากเนื้อลิปสติกเข้มข้น นุ่มละมุน เกลี่ยลื่น ทาได้อย่างเรียบเนียน ให้สีสวยสดใสเปล่งประกายในการทาเพียงครั้งเดียว  พร้อมคุณสมบัติติดทน ไม่เลอะเลือน และไม่ไหลเยิ้ม ทั้งยังเป็นการบำรุงแบบลิปบาล์มในรูปแบบลิปสติก 

  นอกจากนี้แล้ว “Revlon Super Lustrous Ultra Lipstick” ยังเป็นลิปสติกที่มีคุณสมบัติพิเศษที่มีสีสันเข้มข้น เปล่งประกาย ติดทน ไม่ซีดจาง เนื่องจากมีส่วนผสมของ  Murumuru  Butter  ช่วยล็อกความชุ่มชื้นและเสริมเกราะความชุ่มชื้นของริมฝีปากให้แข็งแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง พร้อมด้วย Optical Diffusing Powder ช่วยเบลอริมฝีปากให้ดูเรียบเนียน รวมทั้ง Orchid Extract มอบสัมผัสหรูหราสบายริมฝีปาก และ Moisture Wear Technology ผสาน Polymers + Squalane  เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการติดทนที่ดียิ่งขึ้น รวมทั้งช่วยเพิ่มระดับความชุ่มชื้นให้ริมฝีปากดูอิ่มเอิบ สดใส และมีชีวิตชีวา ที่สำคัญยังเกลี่ยลื่น เรียบเนียน ให้การปกปิดเต็มสีในการทาเพียงครั้งเดียว มีทั้งหมด 8 เฉดสี ราคาปกติ 570 บาท

  สำหรับแนวคิดของ “Revlon Super Lustrous Ultra Lipstick” นั้น เป็นลิปสติกที่มีสีสวยโดดเด่นและมั่นใจแบบ “ULTRA”  รวมทั้งมีเนื้อสัมผัสที่ให้ความรู้สึกสบายสามารถเติมสีบนริมฝีปากได้อย่างมั่นใจ  เนื้อสัมผัสช่วยให้ริมฝีปากดูเรียบเนียน และช่วยเติมเต็มร่องลึกบนริมฝีปาก เพื่อให้สีลิปสติกดูสวยและไม่เป็นปัญหาเรื่องตกร่อง  ทำให้ผู้ใช้เกิดความประทับใจกับคุณภาพในด้านต่าง ๆ เนื่องจากการสำรวจความคิดเห็นจากกลุ่มผู้บริโภค 44 คนที่ทดลองใช้ “Revlon Super Lustrous Ultra Lipstick” พบว่า 98% เห็นด้วยว่าเป็นลิปสติกที่ให้การปกปิดสีที่ยอดเยี่ยม 97% เห็นด้วยว่าสีสันดูเปล่งประกายอย่างชัดเจน 92% เห็นด้วยว่าริมฝีปากรู้สึกชุ่มชื้นระหว่างการใช้ และ  90% เห็นด้วยว่าประสิทธิภาพดีกว่าหรือเทียบเท่าลิปสติกที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน

นอกจากนี้แล้ว “เรฟลอน” ยังมีรุ่นพี่อย่าง Revlon Super Lustrous THE ICON ลิปสติกแท่งดำในตำนานที่สะท้อนความคลาสสิกของ Revlon โดดเด่นด้วยสีสวย เม็ดสีชัด และเนื้อสัมผัสที่ช่วยให้ริมฝีปากดูสวยเรียบเนียน  นี่คือรุ่นที่ทำให้ชื่อของ Super Lustrous กลายเป็นหนึ่งในไอคอนของวงการลิปสติก  ซึ่งเป็นรุ่นพี่ของครอบครัวที่มีความ Classic Timeless และยังคงเป็นที่รักของสาว ๆ มาจนถึงวันนี้  รวมทั้งลิปสติกที่เข้ามาเติมเต็มความต้องการที่หลากหลายของสาว ๆ นั่นก็คือ  Revlon Super Lustrous Glass Shine Lip Balm สำหรับผู้ที่รักความฉ่ำวาวและชอบริมฝีปากที่ดูอิ่มน้ำ สดใส และมีมิติ  ตัวนี้มาพร้อม Glass Shine Finish ให้ลุคปากฉ่ำวาว พร้อมความรู้สึกสบายริมฝีปาก  เรียกได้ว่าเป็นสมาชิกสาย Fresh & Glossy ที่จะช่วยเติมความสดใสให้กับลุคได้ในทุกวัน

  พบกับ “Revlon Super Lustrous Ultra Lipstick” สูตรใหม่ได้แล้วที่เคาน์เตอร์ Revlon ทุกสาขาEVEANDBOY, WATSON, BEAUTRIUM, CENTRAL, ROBINSON, THE MALL, SIAM PARAGON และ ช่องทางออนไลน์  Shopee, Lazada, TikTok Shop, Line Chat Shop

วันอาทิตย์ที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2569

เคนโด้ เปิดตัว จิ้มแจ่ม พริกพก ผงโรยข้าวพร้อมทาน รสต้มยำและวาซาบิ พกง่ายแซ่บได้ทุกที่

 เคนโด้ เปิดตัว จิ้มแจ่ม พริกพก ผงโรยข้าวพร้อมทาน รสต้มยำและวาซาบิ พกง่ายแซ่บได้ทุกที่ 

เคนโด้ เกรียงไกรมาศ พจนสุนทร CEO จิ้มแจ่มไทยแลนด์  ได้เปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ภายใต้แบรนด์ "จิ้มแจ่ม พริกพก" ผงโรยข้าวพร้อมทาน 2 รสชาติยอดฮิต รสต้มยำกุ้งเห็ดทรัฟเฟิล และรสสาหร่ายวาซาบิ เจาะกลุ่มคนรักรสจัดจ้านที่ต้องการความสะดวกสบาย พกไปไหนก็ได้ แซ่บได้ทุกมื้อ

แนวคิดของ 'พริกพก' มาจากการที่เราเห็นว่าปัจจุบันคนยุคใหม่เร่งรีบ แต่ไม่อยากให้ความอร่อยต้องลดลง ผงโรยข้าวของเราบรรจุในบรรจุภัณฑ์ขนาดกะทัดรัด พกใส่กระเป๋าได้ง่าย ทานคู่ข้าวสวยร้อนๆ โรยบนอาหารต่างๆ  ก็เพิ่มรสชาติให้จัดจ้านถึงรสต้นตำรับทันที ไม่ต้องปรุงเพิ่ม

สำหรับจุดเด่นของผลิตภัณฑ์ คือการคัดสรรวัตถุดิบคุณภาพดี เน้นรสชาติที่คุ้นเคยและถูกปากคนไทย รสต้มยำให้รสเปรี้ยวเผ็ดจัดจ้านหอมสมุนไพรผสมความหอมของเห็ดทรัฟเฟิลสุดพรีเมี่ยม  ส่วนรสสาหร่ายวาซาบิให้ความหอมเผ็ดติดจมูกที่ลงตัว สามารถเก็บรักษาได้ง่าย เหมาะสำหรับพกไปทำงาน เดินทาง หรือทานที่บ้าน

"เราไม่ได้เพียงแค่ขายเครื่องปรุง แต่ส่งความอร่อยแบบไทยไปพร้อมกับทุกคน ทุกที่ ทุกเวลา นี่คือความภาคภูมิใจของแบรนด์จิ้มแจ่ม " เคนโด้ กล่าว

มาตรฐานและการผลิตภายใต้โรงงาน ดิ สมิธ ฟู้ด อินเตอร์เนชั่นแนล ประสบการกว่า 25 ปี ด้วยมาตรฐานการผลิตระดับสากล อาทิ BRC (Food Safety) / USDA ORGANIC / US FDA / EU ORGANIC / HALAL /GHP / HACCP / Thailand Trust Mask /(PM's Export Award) / FSSC 22000(Food Safety System Certification) / Carbon Footprint  มั่นใจได้เลยว่าสินค้าในแบรนด์จิ้มแจ่มมีมาตรฐานระดับสากล เราอยากให้คนไทยได้กินของดีของเกรดส่งออกในราคาที่คนไทยสามารถซื้อได้ แต่ยังคงมาตรฐานสากล 

ผลิตภัณฑ์ "จิ้มแจ่ม พริกพก" ผงโรยข้าวพร้อมทาน ขนาด 30 กรัม  รับตัวแทนจำหน่ายทั่วประเทศ ตัวแทนจำหน่ายนอกจากจะได้จำหน่ายพริกพกแล้ว ในอนาคตยังมีสินค้าอีกมากมาย อาทิ น้ำส้มตำสำเร็จรูป พริกทอดในน้ำมันรำข้าว ซอสศรีราชา ซอสกะเพรา ผัดไทย พริกแกงและน้ำจิ้มทุกชนิดอีกด้วย 


สนใจเป็นตัวแทนจำหน่าย ติดตามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่เพจเฟซบุ๊ก Jimjam Thailand  Line @jimjamthailand 


คณะเวชศาสตร์เขตร้อน มหาวิทยาลัยมหิดล ร่วมกับ“แอฟฟิโนม” เปิดตัวชุดตรวจเครื่องมือช่วยแพทย์วินิจฉัยโรคไข้ดิน

 คณะเวชศาสตร์เขตร้อน มหาวิทยาลัยมหิดล ร่วมกับ“แอฟฟิโนม” เปิดตัวชุดตรวจเครื่องมือช่วยแพทย์วินิจฉัยโรคไข้ดิน 

ศาสตราจารย์ ดร.นริศรา จันทราทิตย์ (ที่ 4 จากซ้าย) ภาควิชาจุลชีววิทยาและอิมมิวโนวิทยา คณะเวชศาสตร์เขตร้อน มหาวิทยาลัยมหิดล   พร้อมด้วยคุณสุรกิจ กุนอก (ที่ 2 จากซ้าย) กรรมการผู้จัดการ บริษัท แอฟฟิโนม จำกัด   และคุณรุ่งนภา ฝั้นแปง (ที่ 5 จากซ้าย) ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เซียร่า ไบโอไซเอนซ์ จำกัด ร่วมเปิดตัวผลิตภัณฑ์  MUTM MELIOIDOSIS ANTIBODY TEST และ  MELIOID ANTIGEN TEST ชุดตรวจแบบรวดเร็วเพื่อเพิ่มเครื่องมือช่วยให้แพทย์ตรวจวินิจฉัยโรคเมลิออยโดสิสหรือโรคไข้ดินได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำมากขึ้น ช่วยให้ผู้ป่วยได้รับการรักษาที่เหมาะสมอย่างทันท่วงที โดยไม่จำเป็นต้องรอผลเพาะเชื้อเพียงอย่างเดียว

ผลิตภัณฑ์ทั้งสองเป็นชุดได้รับการขึ้นทะเบียนเครื่องมือแพทย์ จากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา ทราบผลภายในประมาณ 10-20 นาที ซึ่งประชาชนสามารถเข้าถึงการตรวจได้โดยเข้ารับบริการ ณ โรงพยาบาล คลินิก หรือสถานพยาบาลใกล้บ้าน สำหรับผู้ที่สนใจนวัตกรรมชุดตรวจโรคเมลิออยโดสิส สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ บริษัท เซียร่า ไบโอไซเอนซ์ จำกัด โทรศัพท์ 098-987-9882, 083-152-9495 หากสนใจผลิตและพัฒนานวัตกรรมชุดตรวจทางการแพทย์ สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ บริษัท แอฟฟิโนม จำกัด โทรศัพท์ 02-013-3989

วันศุกร์ที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2569

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง รวมพลังผู้มีจิตศรัทธา จัดพิธีเวียนธูปศักดิ์สิทธิ์ เนื่องในเทศกาลกินเจ ประจำปี 2569 ตั้งจิตอธิษฐานขอพรจากเทพเจ้าเพื่อความเป็นสิริมงคลแก่ตนเองและครอบครัว รวมทั้งขอพรให้แผ่นดินไทยผ่านพ้นโพยภัยพิบัติ ณ ศาลเจ้าไต้ฮงกง มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง พลับพลาไชย

 มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง รวมพลังผู้มีจิตศรัทธา จัดพิธีเวียนธูปศักดิ์สิทธิ์ เนื่องในเทศกาลกินเจ ประจำปี 2569 ตั้งจิตอธิษฐานขอพรจากเทพเจ้าเพื่อความเป็นสิริมงคลแก่ตนเองและครอบครัว รวมทั้งขอพรให้แผ่นดินไทยผ่านพ้นโพยภัยพิบัติ ณ ศาลเจ้าไต้ฮงกง มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง พลับพลาไชย


วันนี้ (วันศุกร์ที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2569 เวลา 18.00 น.) มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง นำโดย นายสัก กอแสงเรือง รองประธานกรรมการ เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วย นายวิชิต ชินวงศ์วรกุล รองประธานกรรมการ นายวิรุฬ เตชะไพบูลย์ ที่ปรึกษาประธานกรรมการ นายสุรพงษ์ เตชะหรูวิจิตร กรรมการและรองเลขาธิการ ผู้ช่วยกรรมการ และผู้บริหารมูลนิธิฯ ร่วมในพิธี “เวียนธูปศักดิ์สิทธิ์” เนื่องในเทศกาลกินเจ ประจำปี 2569 ตั้งจิตอธิษฐาน ขอพรจากเทพเจ้า เพื่อความเป็นสิริมงคล โดยเชื่อว่าเมื่อรับพรจากเทพเจ้าแล้ว จะทำให้จิตใจเบิกบาน ผ่องแผ้ว มีแต่ความสุขความเจริญรุ่งเรือง โดยมี เจ้าหน้าที่ และ อาสาสมัครมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง รวมทั้งศิษยานุศิษย์ และสาธุชน ร่วมพิธีกันอย่างเนืองแน่น ณ ศาลเจ้าไต้ฮงกง มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง พลับพลาไชย







“พิธีเวียนธูป ในเทศกาลกินเจ” เป็นพิธีศักดิ์สิทธิ์ เป็นการสรรเสริญและรับพรจากเทพเจ้า 9 พระองค์ อันเป็นภาคหนึ่งของพระพุทธเจ้า 7 พระองค์ และพระโพธิสัตว์ 2 พระองค์ โดยเชื่อว่าเมื่อรับพรจากเทพเจ้าแล้ว จะทำให้จิตใจเบิกบานผ่องแผ้ว มีแต่ความสุข ความเจริญ โดยในแต่ละปี ศาลเจ้าไต้ฮงกง มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง จะมีศิษยานุศิษย์และสาธุชน นุ่งขาว ห่มขาว ถือศีล กินเจ มาร่วมพิธีศักดิ์สิทธิ์กันอย่างเนืองแน่น ขบวนแห่เวียนธูปของมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้จัดซุ้มประตูมังกร เพื่อให้ขบวนต่างๆ ผ่านด้านหน้าศาลเจ้าไต้ฮงกง แต่ละขบวนตกแต่งสวยงาม นำด้วยกองธงชาติ ธงธรรมจักร และธงมูลนิธิฯ ตามด้วยขบวนป้ายผ้าเทศกาลกินเจ ชุดตั่วล่อโก้ว (ชุดขบวนกลองใหญ่) ชุดกระถางธูป และขบวนพระผู้ประกอบพิธี ตามด้วยผู้แสวงบุญตามขบวน

 




โดยในปีนี้ มูลนิธิฯ และ ผู้ร่วมขบวนแห่เวียนธูป 3 รอบ จะตั้งจิตอธิษฐานต่อเทพยดาฟ้าดิน และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ตนนับถือ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หลวงปู่ไต้ฮง (องค์ไต้ฮงกง) ดังนี้

รอบที่ 1 ตั้งจิตอธิษฐาน เพื่อถวายเป็นพระราชกุศล แด่ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา

รอบที่ 2 ตั้งจิตอธิษฐาน ขอพรให้ ทั่วทั้งแผ่นดินไทยผ่านพ้นโพยภัยพิบัติ ทุกแนวชายแดนไทยปลอดภัยจากการรุกราน

รอบที่ 3 ตั้งจิตอธิษฐาน ขอพรให้ตนเอง บิดา มารดา ครูอุปัชฌาย์อาจารย์ ผู้มีพระคุณ และครอบครัว มีความสุขความเจริญ สุขภาพแข็งแรงตลอดไป และอุทิศส่วนกุศลให้ทุกดวงวิญญาณและสรรพสัตว์ผู้ล่วงลับ สู่สุคติ

ทั้งนี้ ติดต่อสอบถาม ติดตามข่าวสาร และกิจกรรมของมูลนิธิป่อเต็กตึ๊งได้ที่ เฟซบุ๊ก แฟนเพจ www.facebook.com/atpohtecktung และช่องทางอื่นๆ ที่สะดวกรวมถึงพิกัดมูลนิธิฯ ได้ที่ https://linktr.ee/pohtecktung หรือที่สายด่วนป่อเต็กตึ๊ง 1418

.

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ขอบุญบารมีองค์หลวงปู่ไต้ฮง (ไต้ฮงกง) ดลบันดาลให้ผู้มีจิตศรัทธา เจ้าหน้าที่ อาสาสมัคร และครอบครัวของทุกท่าน ที่มีส่วนร่วมในงานมหาบุญ มหากุศลนี้ มีความสุข ความเจริญ สุขภาพร่างกายแข็งแรงตลอดปี ตลอดไป

.

“มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ช่วยชีวิต รักษาชีวิต สร้างชีวิต”

ม.รามคำแหง จับมือ โรงเรียนเกาะกูดวิทยาคม ผู้นำชุมชน ภาคีเครือข่าย และการสนับสนุนจาก UNEP จัด “ค่ายเยาวชนอนุรักษ์ทะเลเกาะกูด” ชูความสำคัญระบบนิเวศทางทะเลและชายฝั่ง มุ่งปั้นเยาวชนคนรุ่นใหม่รับมือวิกฤตสิ่งแวดล้อม หนุนเป้าหมายโลก 30x30 เพื่อประโยชน์สูงสุดของชุมชนเกาะกูด จ.ตราด

 ม.รามคำแหง จับมือ โรงเรียนเกาะกูดวิทยาคม ผู้นำชุมชน ภาคีเครือข่าย และการสนับสนุนจาก UNEP จัด “ค่ายเยาวชนอนุรักษ์ทะเลเกาะกูด” ชูความสำคัญระบบนิเวศทางทะเลและชายฝั่ง มุ่งปั้นเยาวชนคนรุ่นใหม่รับมือวิกฤตสิ่งแวดล้อม หนุนเป้าหมายโลก 30x30 เพื่อประโยชน์สูงสุดของชุมชนเกาะกูด จ.ตราด

เมื่อวันที่ 12 – 14 ตุลาคม 2569 ที่ผ่านมา มหาวิทยาลัยรามคำแหง โดยศูนย์บริการวิชาการและวิจัย คณะวิทยาศาสตร์ ร่วมมือกับโรงเรียนเกาะกูดวิทยาคม และภาคีเครือข่ายในพื้นที่ จัดโครงการอบรม “ค่ายเยาวชนอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งเกาะกูด (เรียนรู้ สำรวจ วิเคราะห์ และสื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพ)” ณ โรงเรียนเกาะกูดวิทยาคม อำเภอเกาะกูด จังหวัดตราด  โดยการสนับสนุนงบประมาณจากหน่วยงานระดับสากล ภายใต้โครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ (UNEP)/ กองทุนสิ่งแวดล้อมโลก (GEF)/ สำนักงานบริการโครงการแห่งสหประชาชาติ (UNOPS) ดำเนินงานตามแผนปฏิบัติการเชิงยุทธศาสตร์สำหรับทะเลจีนใต้และอ่าวไทย (Strategic Action Programme for the South China Seas and Gulf of Thailand : SCS-SAP) ร่วมกับองค์กรสิ่งแวดล้อมแห่งภูมิภาคแปซิฟิก (Pacific Environment : PE) ซึ่งเป็นกิจกรรมสำคัญภายใต้โครงการยกระดับการอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งโดยชุมชนในจังหวัดตราด ประเทศไทย (Scaling Community-Led Coastal and Marine Conservation in Trat Province, Thailand) 

จากรายงานการประเมินระดับโลกของเวทีระหว่างรัฐบาลว่าด้วยนโยบาย-วิทยาศาสตร์ด้านความหลากหลายทางชีวภาพและบริการจากระบบนิเวศ (Intergovernmental Science-Policy Platform on Biodiversity and Ecosystem Services : IPBES) ที่ชี้ให้เห็นว่าสิ่งมีชีวิตทั่วโลกกว่า 1 ล้านชนิดกำลังเผชิญความเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ ประชาคมโลกจึงร่วมกันกำหนดกรอบงานคุนหมิง–มอนทรีออลว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ (Kunming–Montreal Global Biodiversity Framework: GBF) โดยมีเป้าหมายสำคัญตาม Target 3 หรือ “30x30” ที่มุ่งอนุรักษ์พื้นที่ทางทะเลและชายฝั่งอย่างน้อยร้อยละ 30 ภายในปี ค.ศ. 2030 ผ่านการจัดตั้งและบริหารจัดการพื้นที่คุ้มครอง รวมถึงมาตรการอนุรักษ์เชิงพื้นที่อื่นที่มีประสิทธิผล (Other Effective Area-Based Conservation Measures: OECMs) ซึ่งสอดคล้องกับแผนปฏิบัติการด้านความหลากหลายทางชีวภาพระดับชาติ (NBSAP) และแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 13 ของประเทศไทย 

เพื่อสนับสนุนการขับเคลื่อนเป้าหมายดังกล่าว ตลอดจนแก้ไขข้อจำกัดด้านข้อมูลพื้นฐานและเสริมสร้างศักยภาพการอนุรักษ์ของชุมชนท้องถิ่น มหาวิทยาลัยรามคำแหงจึงร่วมมือกับ PE พัฒนาข้อเสนอโครงการและได้รับการสนับสนุนงบประมาณจาก UNEP/GEF/UNOPS SCS-SAP โดยมุ่งเน้นการอนุรักษ์และพัฒนาระบบบริหารจัดการระบบนิเวศทางทะเลและชายฝั่งในจังหวัดตราด ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีความหลากหลายทางชีวภาพสูง มีบทบาทสำคัญในการเป็นแหล่งอนุบาลสัตว์น้ำ และเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศทางทะเลที่เปราะบาง และส่งเสริมการมีส่วนร่วมของชุมชนในการดูแลรักษาทรัพยากรและยกระดับการบริหารจัดการพื้นที่ให้เกิดประสิทธิผลและความยั่งยืนในระยะยาว

การจัดค่ายเยาวชนในครั้งนี้ มีเป้าหมายสำคัญในการสร้างความตระหนักรู้และพัฒนาศักยภาพเยาวชนในพื้นที่ให้เป็นกำลังสำคัญในการปกป้องทรัพยากรธรรมชาติ ผ่าน 5 วัตถุประสงค์หลัก ได้แก่:

1. ตระหนักรู้คุณค่าท้องถิ่น: เพื่อให้เยาวชนเข้าใจความสำคัญเชิงระบบนิเวศและเศรษฐกิจสังคมของทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง

2. เข้าใจนิเวศวิทยาแบบเชื่อมโยง: เพื่อเรียนรู้ความสัมพันธ์ของ 3 ระบบนิเวศสำคัญ ได้แก่ ป่าชายเลน – หาดทราย – แนวปะการัง ในฐานะระบบนิเวศที่เกื้อกูลและเชื่อมโยงกัน

3. ลงมือปฏิบัติจริงในภาคสนาม: เพื่อพัฒนาทักษะการสำรวจระบบนิเวศทางทะเลและชายฝั่งในพื้นที่จริง พร้อมทั้งเรียนรู้กระบวนการวิเคราะห์ข้อมูลอย่างมีหลักการทางวิทยาศาสตร์

4. ปลูกฝังจิตสำนึกการใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืน: เพื่อส่งเสริมความตระหนักรู้ในการดูแลรักษาและการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติให้อยู่คู่ชุมชนอย่างสมดุล

5. สร้างทักษะการสื่อสารเพื่อการเปลี่ยนแปลง: เพื่อพัฒนาศักยภาพเยาวชนให้สามารถถ่ายทอดเรื่องราว ความสำคัญ และแนวทางการอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเลไปสู่นักท่องเที่ยว ชุมชน และสาธารณชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นอกจากนี้ นักเรียนที่เข้าร่วมกิจกรรมยังได้เรียนรู้และทดลองใช้งานแอปพลิเคชัน TH-BIF Journey ซึ่งพัฒนาโดยสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) และแอปพลิเคชัน iNaturalist เพื่อส่งเสริมทักษะด้านวิทยาศาสตร์ภาคพลเมือง (Citizen Science) ผ่านการสำรวจ บันทึก และศึกษาข้อมูลความหลากหลายทางชีวภาพในพื้นที่ อันเป็นการส่งเสริมการเรียนรู้วิทยาศาสตร์จากประสบการณ์จริง และสร้างการมีส่วนร่วมของเยาวชนในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม 

ผศ.ดร.วิชิน สืบปาละ ภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง และหัวหน้าโครงการยกระดับการอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งโดยชุมชนในจังหวัดตราด ได้กล่าวถึงเจตนารมณ์ในการจัดกิจกรรมครั้งนี้

 "ค่ายเยาวชนครั้งนี้เป็นหนึ่งในหัวใจสำคัญของการขับเคลื่อนการอนุรักษ์ผ่านกลไกพื้นที่อนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ (OECMs) ซึ่งเกิดขึ้นจากความร่วมมือของหลายองค์กร โดยความตั้งใจหลักของเราคือการนำองค์ความรู้ระดับสากลมาปลูกฝังเป็นรากฐานและสร้างทัศนคติที่ดีให้แก่เยาวชน เพราะเชื่อมั่นว่าเยาวชนคนรุ่นใหม่ในพื้นที่ จะเป็นพลังและกำลังสำคัญที่สุดในการสืบทอด ดำรงรักษา และใช้ประโยชน์จากความหลากหลายทางชีวภาพทางทะเลของบ้านเกิดตนเองได้อย่างยั่งยืนในอนาคต"

นายวุฒินันท์ จันทร์นพรัตน์ ผู้อำนวยการโรงเรียนเกาะกูดวิทยาคม ได้กล่าวถึงประโยชน์ที่นักเรียนได้รับ พร้อมแสดงความขอบคุณต่อโครงการและภาคีเครือข่าย

 "โครงการนี้ได้เปิดโลกการเรียนรู้และมอบประสบการณ์ตรงที่หาไม่ได้จากห้องเรียนปกติ ให้เด็กๆ ได้ลงมือปฏิบัติจริง ทั้งการศึกษาระบบนิเวศชายหาด ป่าชายเลน แนวปะการัง รวมถึงการลงดำน้ำสัมผัสแปลงปะการังเทียมในพื้นที่จริง ที่สำคัญคือการฝึกฝนให้นักเรียนก้าวสู่การเป็น 'นักสื่อสารด้านการอนุรักษ์และการท่องเที่ยว' ทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ นอกจากนี้ กิจกรรมที่จัดขึ้นยังเป็นโครงการที่ดีอย่างยิ่งในการนำองค์ความรู้ที่นักเรียนได้รับไปบูรณาการร่วมกับชุมชน และต่อยอดประยุกต์ใช้ในการประกอบอาชีพในอนาคต ซึ่งสอดคล้องกับบริบทของพื้นที่และเป้าประสงค์ของโรงเรียนอย่างแท้จริง ต้องขอขอบคุณทางโครงการและภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วนเป็นอย่างสูง ที่นำโอกาสดีๆ มามอบให้แก่เยาวชนเกาะกูดในการพัฒนาศักยภาพตนเองเพื่อบ้านเกิด"

วิทยากรของค่ายเยาวชนฯ ครั้งนี้ประกอบด้วย รศ.ดร.มาฆมาส สุทธาชีพ, ดร.ดุษณี เชยทอง, นายพีรเดช จวบศักดิ์, นายอริย์รัช วงศ์ณัทปรานนต์, นายฤทธิ์ไกร ไขแสง นอกจากนี้ยังได้รับการสนับสนุนจากผู้นำชุมชน และกลุ่มอาสาสมัครพิทักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้แก่ นายสุธี ศิริราชนิยม (ผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 1 บ้านคลองหินดำ)  นายพรพิพัฒน์ เพิ่มทรัพย์ (ผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 2 บ้านคลองเจ้า) นายชาตรี ทศดารา (ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 3 บ้านอ่าวใหญ่) นายสมเกียรติ์ ทศดารา (ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 4 บ้านสลักลึก/บ้านสลักหลุด) นายสุรชัย รำไพ, นางทัศนีย์ รำไพ และนางวาสนา สิงหพันธ์ 

นายสุรินทร์ พนมทม ประธานชมรมผู้สูงอายุอำเภอเกาะกูด ให้เกียรติกล่าวโอวาทแก่นักเรียนที่เข้าร่วมโครงการ

"เยาวชนคนรุ่นใหม่คือหัวใจสำคัญที่สุดในการขับเคลื่อนและสืบทอดการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของเกาะกูดอย่างยั่งยืนในอนาคต ขอขอบคุณคณะทำงานและโครงการเป็นอย่างยิ่งที่ได้มองเห็นความสำคัญของพื้นที่ เข้ามาร่วมมือกับโรงเรียนเกาะกูดวิทยาคมในการจัดกิจกรรมอันมีคุณค่ายิ่งเช่นนี้ ซึ่งไม่เพียงแต่มอบความรู้ แต่ยังช่วยปลูกฝังจิตสำนึกรักบ้านเกิดให้แก่ลูกหลานและเยาวชนชาวเกาะกูด เพื่อให้พวกเขาสามารถดูแลรักษาทรัพยากรทางทะเลอันทรงคุณค่าให้อยู่คู่ชุมชนต่อไป"

รศ.ดร. ธรรมศักดิ์ ยีมิน กลุ่มวิจัยความหลากหลายทางชีวภาพในทะเล คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง และกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิด้านวิทยาศาสตร์ทางทะเล ในคณะกรรมการนโยบายและแผนการบริหารจัดการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งแห่งชาติ กล่าวว่า “มหาวิทยาลัยรามคำแหงให้ความสำคัญกับการให้โอกาสทางการศึกษา การบริการทางวิชาการแก่ชุมชน การฝึกอบรมนักเรียน นักศึกษา และการเรียนรู้ตลอดชีวิต ขณะนี้คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหงกำลังพัฒนาหลักสูตรปริญญาตรี ด้านนวัตกรรมวิทยาศาสตร์ทางทะเลและความยั่งยืน หลักสูตรปริญญาโท-เอก ด้านวิทยาศาสตร์ทางทะเลและความยั่งยืน ซึ่งจะช่วยสร้างทรัพยากรบุคคลสำหรับการพัฒนาที่ยั่งยืนในทะเลไทย” 

เสียงสะท้อนและความประทับใจจากเยาวชนโรงเรียนเกาะกูดวิทยาคม:

“ชอบมาก สนุกมาก มีโอกาสมาจัดกิจกรรมอีก อยากให้จัดกิจกรรมดำน้ำดูปะการังอีก กิจกรรมสนุกมาก อาหารอร่อยมาก ประทับใจวิทยากรทุกคนน่ารัก ใจดี และเป็นกันเองกับน้องๆ ได้เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ที่ไม่เคยทำมาก่อน ได้ไปในที่ที่ไม่เคยไป ได้ฝึกฝนการนำเสนอเป็นภาษาอังกฤษ และที่สำคัญคือได้ค้นพบตัวเอง จนอยากเติบโตไปเป็นนักดำน้ำและศึกษาต่อด้านวิทยาศาสตร์ทางทะเลในอนาคต!”

ตลอดระยะเวลา 3 วัน เยาวชนผู้เข้าร่วมกิจกรรมไม่เพียงแต่ได้รับความรู้เชิงวิชาการจากผู้เชี่ยวชาญ แต่ยังได้ลงพื้นที่สำรวจธรรมชาติจริง รวมถึงฝึกฝนเทคนิคการเล่าเรื่อง (Storytelling) และการสื่อสารความหมายธรรมชาติ เพื่อให้เยาวชนคนรุ่นใหม่ ซึ่งเป็นเจ้าของพื้นที่ สามารถก้าวขึ้นมาเป็น “สื่อกลาง” ในการเชื่อมโยงการอนุรักษ์ร่วมกับภาคการท่องเที่ยวและชุมชนได้อย่างยั่งยืน


ความสำเร็จของโครงการนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญในการผลักดันการบริหารจัดการทรัพยากรทางทะเลโดยชุมชน (OECMs) ของจังหวัดตราด โดยอาศัยพลังของเยาวชนและกระบวนการเรียนรู้ทางวิทยาศาสตร์ เป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญในการรักษาความสมบูรณ์ของอ่าวไทยและทะเลจังหวัดตราดต่อไปในอนาคต


วว. มอบผลิตภัณฑ์จุลินทรีย์ชีวภาพ “BioD Aqua” ช่วยฟื้นฟูคุณภาพน้ำจากสถานการณ์น้ำท่วมจังหวัดฉะเชิงเทรา

 วว. มอบผลิตภัณฑ์จุลินทรีย์ชีวภาพ “BioD Aqua” ช่วยฟื้นฟูคุณภาพน้ำจากสถานการณ์น้ำท่วมจังหวัดฉะเชิงเทรา

นางอลิสรา  คูประสิทธิ์  ผู้อำนวยการ สำนักสื่อสารการตลาดและจัดการความรู้  สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย  (วว.) กระทรวงการอุดมศึกษา  วิทยาศาสตร์  วิจัยและนวัตกรรม  (อว.)  พร้อมด้วย  ดร.ตันติมา  กำลัง นักวิจัยอาวุโส  ศูนย์ความหลากหลายทางชีวภาพและคณะ  เป็นผู้แทน วว. มอบผลิตภัณฑ์ผลงานวิจัยและนวัตกรรมสู้ภัยน้ำท่วม เพื่อนำไปใช้ฟื้นฟูคุณภาพน้ำจากสถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่จังหวัด  ฉะเชิงเทรา  ได้แก่  ผลิตภัณฑ์จุลินทรีย์ชีวภาพ “BioD Aqua” เพื่อฟื้นฟูคุณภาพน้ำและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม  จำนวน  1,000 ลิตร   ซึ่งคัดเลือกเชื้อโดย ศูนย์จุลินทรีย์ และผลิตโดย ศูนย์นวัตกรรมผลิตหัวเชื้อจุลินทรีย์เพื่ออุตสาหกรรม (ICPIM)  โดยมี  นายเจษฎา แพงแสงไพศาล ปลัด อบจ.ฉะเชิงเทราและคณะ เป็นผู้แทนรับมอบ ในวันที่  15   ตุลาคม  2569  ณ  อบจ. จังหวัดฉะเชิงเทรา




ทั้งนี้ สถานการณ์น้ำท่วมจังหวัดฉะเชิงเทราในปี 2569 ถือเป็นวิกฤตอุทกภัยครั้งรุนแรงในรอบ 50 ปี ที่ส่งผลกระทบวงกว้างท่วมขยายวงครบทั้ง 11 อำเภอ ส่งผลกระทบต่อประชาชนมากกว่า 63,000 ครัวเรือน โดยมีสาเหตุหลักมาจากฝนที่ตกหนักต่อเนื่อง มวลน้ำหลากตอนบนล้นอ่างเก็บน้ำคลองสียัดและคลองระบม รวมถึงการระบายน้ำจากเขื่อนในจังหวัดใกล้เคียงไหลมารวมกันที่ลุ่มน้ำบางปะกง ประกอบกับมีสภาวะน้ำทะเลหนุนสูงอย่างต่อเนื่อง ทำให้การระบายน้ำเป็นไปได้ล่าช้า ส่งผลให้พื้นที่เศรษฐกิจและเส้นทางคมนาคมสายหลัก เช่น ถนนสาย 304 และ 3121 มีน้ำท่วมขังสูงจนรถเล็กไม่สามารถสัญจรผ่านได้ในหลายจุดจนถึงช่วงกลางเดือนตุลาคม สถานการณ์ในพื้นที่ลุ่มต่ำ เช่น อำเภอบางคล้า อำเภอเมือง และอำเภอบางน้ำเปรี้ยว ยังคงมีน้ำท่วมขังยาวนานนับสัปดาห์และยังไม่คลี่คลายลง 


#นวัตกรรมสู้ภัยน้ำท่วม2569 #บาล์มตะไคร้ #BioDAqua

#สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย

#อว #วว #TISTR #ฉะเชิงเทรา





“สคส. เคลียร์ใจสื่อ” ชวนสื่อร่วมสร้างความเข้าใจ PDPA เปิด 4,210 เรื่องร้องเรียน พร้อมเจาะ 1,650 เหตุข้อมูลรั่ว

   “สคส. เคลียร์ใจสื่อ” ชวนสื่อร่วมสร้างความเข้าใจ PDPA เปิด 4,210 เรื่องร้องเรียน พร้อมเจาะ 1,650 เหตุข้อมูลรั่ว สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครอง...