วันเสาร์ที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2569

อ.ต.ก. ขับเคลื่อนนโยบายรัฐ ยกระดับผลไม้ไทยสู่ผู้บริโภค ในงาน “แอ่วเมืองเหนือ ชิมผลไม้ถิ่นล้านนา”ระหว่างวันที่ 22-26 เมษายน 2569 ณ มีโชค พลาซ่า จ.เชียงใหม่

 อ.ต.ก. ขับเคลื่อนนโยบายรัฐ ยกระดับผลไม้ไทยสู่ผู้บริโภค ในงาน “แอ่วเมืองเหนือ ชิมผลไม้ถิ่นล้านนา”ระหว่างวันที่ 22-26 เมษายน 2569 ณ มีโชค พลาซ่า จ.เชียงใหม่ 

องค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อ.ต.ก.) ภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จัดกิจกรรมส่งเสริมตลาดผู้บริโภคผลไม้ไทยกลุ่มภาคเหนือ ภายใต้ชื่องาน “แอ่วเมืองเหนือ ชิมผลไม้ถิ่นล้านนา” ระหว่างวันที่ 22–26 เมษายน 2569 ณ มีโชคพลาซ่า จังหวัดเชียงใหม่ และในวันที่ 23 เมษายน 2569 ได้จัดพิธีเปิดอย่างเป็นทางการ โดยได้รับเกียรติจาก ดร.พรเทพ ศรีธนาธร ผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานในพิธีเปิดงาน พร้อมด้วยผู้บริหารระดับสูงจากหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน สถาบันเกษตรกร และประชาชนเข้าร่วมงานอย่างคับคั่ง


การจัดงานในครั้งนี้ อ.ต.ก. มุ่งเน้นการตลาดที่เกษตรกรจำหน่ายสินค้าให้กับผู้บริโภคโดยตรง โดยไม่ผ่านพ่อค้าคนกลาง เรียกว่า "การตลาดแบบตรง" (Direct Marketing) หรือในบริบทของเกษตรกรรมมักเรียกกันว่า "Direct-to-Consumer (D2C) Marketing" ลดข้อจำกัดด้านช่องทางจำหน่าย และเพิ่มโอกาสในการสร้างมูลค่าให้กับผลผลิตทางการเกษตร โดยเฉพาะผลไม้เศรษฐกิจสำคัญของภาคเหนือที่มีศักยภาพสูงในเชิงพาณิชย์ ทั้งนี้ อ.ต.ก. ยังคงขับเคลื่อนกิจกรรมภายใต้แนวคิด “อ.ต.ก.แฟร์ 4 ภาค” อย่างต่อเนื่อง เพื่อกระจายผลผลิตตามฤดูกาลไปยังพื้นที่ที่มีศักยภาพ โดยการจัดงานในจังหวัดเชียงใหม่ที่เป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจอันดับ 1 ของภาคเหนือ ถือเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญในการเสริมความแข็งแกร่งให้กับระบบตลาดภายในประเทศ โดยคาดว่าจะสามารถต่อยอดโอกาสทางการตลาดให้แก่เกษตรกรและสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้กับพื้นที่ภาคเหนือได้อย่างเป็นรูปธรรม




อ.ต.ก. คัดสรรผลไม้สดจากแหล่งผลิตและสินค้าเกษตรแปรรูปคุณภาพ จากผู้ประกอบการกว่า 60 ร้านค้า พร้อมกิจกรรมส่งเสริมการขายที่ออกแบบให้เกิดการมีส่วนร่วมของผู้บริโภค อาทิ กิจกรรมนาทีทอง การแสดงดนตรีมินิคอนเสิร์ตจากศิลปินชื่อดัง และกิจกรรมบนเวทีตลอดทั้งวัน นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรมการลุ้นรับของรางวัลประจำวัน โดยผู้เข้าร่วมงานซื้อสินค้าครบ 100 บาท จะได้รับคูปอง สำหรับ ชิงโชค 1 ใบ เพื่อลุ้นรับรางวัลมูลค่ารวมกว่า 150,000 บาท ซึ่งเป็นอีกหนึ่งกลไกในการกระตุ้นการจับจ่ายและสร้างแรงจูงใจให้เกิดการบริโภคอย่างต่อเนื่อง อ.ต.ก.ขอเชิญทุกท่านสนับสนุนสินค้าเกษตรไทย ในงาน “แอ่วเมืองเหนือ ชิมผลไม้ถิ่นล้านนา” จัดขึ้นระหว่างวันที่ 22-26 เมษายน 2569  เวลา 10.00–21.00 น. ณ มีโชคพลาซ่า จังหวัดเชียงใหม่

วันศุกร์ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2569

AdvanceBIO ยืนยันความเป็นผู้นำนวัตกรรมบรรจุภัณฑ์พลาสติกย่อยสลาย ประกาศส่งต่อคุณค่าธุรกิจที่ยั่งยืนสู่ผู้บริหารรุ่นที่ 2 พร้อมเดินหน้าขยายตลาดอย่างแข็งแกร่ง ตอบทุกโจทย์ธุรกิจสีเขียวปี 2026

 AdvanceBIO  ยืนยันความเป็นผู้นำนวัตกรรมบรรจุภัณฑ์พลาสติกย่อยสลาย ประกาศส่งต่อคุณค่าธุรกิจที่ยั่งยืนสู่ผู้บริหารรุ่นที่ 2 พร้อมเดินหน้าขยายตลาดอย่างแข็งแกร่ง ตอบทุกโจทย์ธุรกิจสีเขียวปี 2026

บริษัท แอดวานซ์ โนวฮาว จำกัด ผู้พัฒนาและให้บริการโซลูชันบรรจุภัณฑ์พลาสติกรักษ์โลก ก่อตั้งขึ้นในปี 2005 จากวิสัยทัศน์ของ คุณสิริประภา นิ่มกิตติกุล กรรมการผู้จัดการ  จากความเชื่อว่า “ธุรกิจต้องเป็นมากกว่าเครื่องมือสร้างกำไร” สู่การวางรากฐานเพื่อสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืน เพราะโลกคือบ้านหลังใหญ่ที่ทุกคนต้องร่วมกันดูแลและเป็นสิ่งที่ธุรกิจควรมีส่วนรับผิดชอบร่วมกัน ก่อนจะเริ่มพัฒนาทางเลือกสำหรับ Biodegradable Plastic อย่างจริงจังในปี 2008 โดยออกแบบเทคโนโลยีให้เหมาะกับสภาพการจัดการขยะของประเทศไทย ซึ่งถือเป็นหนึ่งในจุดตั้งต้นสำคัญของแบรนด์จนถึงปัจจุบัน





ตลอดระยะเวลากว่า 20 ปี AdvanceBIO เติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยก้าวขึ้นเป็นผู้นำตลาดพลาสติกย่อยสลายได้ในปี 2018 และขยายฐานลูกค้าองค์กรกว่า 10,000 รายในปี 2020 สะท้อนถึงการเปลี่ยนผ่านจากผู้พัฒนานวัตกรรม สู่การเป็นพันธมิตรทางธุรกิจที่ช่วยองค์กรขับเคลื่อนความยั่งยืนในเชิงพาณิชย์

หัวใจสำคัญของ AdvanceBIO คือการพัฒนาผลิตภัณฑ์จาก “โจทย์จริง” ของตลาด ไม่ใช่เพียงอุดมคติด้านสิ่งแวดล้อม แต่ต้องสามารถใช้งานได้จริงในหลากหลายธุรกิจ โดยปัจจุบันบริษัทมีเทคโนโลยีหลัก 3 กลุ่ม ได้แก่

Compostable (Nature X) จากวัตถุดิบธรรมชาติ 100% ย่อยสลายได้ในระบบหมักปุ๋ย

Bio-based (Ecoplas) ลดการใช้ปิโตรเลียมและลดคาร์บอนฟุตพรินต์ ย่อยสลายในบ่อฝังกลบ 3–5 ปี

Landfill Biodegradable (BIOMat.) ย่อยสลายในบ่อฝังกลบภายใน 5–10 ปี และสามารถรีไซเคิลได้


เทคโนโลยีทั้งหมดถูกออกแบบให้ตอบโจทย์ทั้งด้านวัตถุดิบ อายุการใช้งาน ต้นทุน และวิธีการกำจัดที่แตกต่างกัน



ในมุมมองของผู้บริหาร AdvanceBIO ระบุว่า บรรจุภัณฑ์ในยุคปัจจุบันไม่ได้เป็นเพียงวัสดุห่อหุ้มสินค้า แต่เป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์ธุรกิจ ที่สะท้อนความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมและความคาดหวังของผู้บริโภค องค์กร และตลาดในอนาคต


นอกจากนี้ บริษัทยังมุ่งสร้าง Green Awareness ให้กับสังคมไทย พร้อมผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมทั้งในภาคธุรกิจและผู้บริโภค โดยเชื่อว่าทุกการเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ คือการร่วมลดขยะพลาสติกและส่งต่อคุณค่าความยั่งยืนในระบบเศรษฐกิจ


AdvanceBIO ยังมีผลิตภัณฑ์ครอบคลุมทั้ง

สินค้ามาตรฐานพร้อมใช้ เช่น ถุงหูหิ้ว ถุงขยะ แก้ว กล่องอาหาร หลอด และอุปกรณ์บรรจุภัณฑ์ต่าง ๆ

สินค้าสั่งผลิต (Made to Order) รองรับการพิมพ์โลโก้ ปรับดีไซน์  สี ขนาด หรือรูปแบบ

งานพัฒนาเฉพาะ (Custom Development) เพื่อสร้างโซลูชันใหม่ตามความต้องการลูกค้า


ล่าสุด บริษัทได้จัดกิจกรรมพูดคุยในหัวข้อ “การส่งต่อคุณค่าธุรกิจที่ยั่งยืน” ผ่านมุมมองผู้บริหารรุ่นที่ 2 ได้แก่ คุณจรัสพร นิ่มกิตติกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) และคุณจิรประภา นิ่มกิตติกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายการตลาด (CMO) ถ่ายทอดแนวคิด Seamless, Sustainable และ Succession


โดยคุณจรัสพรเผยว่า จุดเริ่มต้นธุรกิจมาจากแนวคิด “3 Win” ที่ต้องทำให้ผู้บริโภค ผู้ผลิต และสิ่งแวดล้อมเติบโตไปพร้อมกัน ขณะที่คุณจิรประภาเสริมว่า แรงบันดาลใจสำคัญมาจากความตั้งใจของผู้ก่อตั้งที่ต้องการ “คืนคุณค่าให้กับแผ่นดิน”


สำหรับแนวคิด Seamless คือการสร้างนวัตกรรมที่ใช้งานได้จริง ตั้งแต่การผลิต ราคาที่เข้าถึงได้ ไปจนถึงการกำจัดปลายทาง ขณะที่ Sustainable เป็นแกนหลักของธุรกิจ และ Succession คือการสืบทอดและต่อยอดแนวคิดสู่การเติบโตในยุคใหม่ ทั้งด้านกลยุทธ์ การตลาด และการดำเนินงาน


ผู้บริหารยังระบุว่า ความท้าทายในช่วงเริ่มต้นไม่ใช่เพียงการพัฒนาผลิตภัณฑ์ แต่คือการสร้างความตระหนักรู้ให้ตลาดเข้าใจความสำคัญของสิ่งแวดล้อม จนสามารถต่อยอดสู่ความต้องการ (Demand) และการใช้งานจริงในวงกว้าง ซึ่งถือเป็นหนึ่งในความสำเร็จสำคัญของบริษัท


ในระยะยาว AdvanceBIO ยังคงมุ่งพัฒนาเทคโนโลยีพลาสติกชีวภาพอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างสมดุลระหว่างประสิทธิภาพ ต้นทุน และผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม พร้อมขับเคลื่อนระบบ Circular Economy ร่วมกับพันธมิตรในทุกภาคส่วน รวมถึงการใช้ Data และ Technology ในการวัดผลด้าน Carbon Footprint และ Waste Reduction อย่างเป็นรูปธรรม

ทั้งนี้ บริษัทยังเดินหน้าสร้างความรู้และรณรงค์แนวคิด 4R ได้แก่ Reduce, Reuse, Recycle และ Return to Earth เพื่อผลักดันการเปลี่ยนแปลงอย่างยั่งยืนในสังคมไทย


AdvanceBIO เชื่อว่าความสำเร็จของธุรกิจไม่ได้วัดเพียงยอดขาย แต่คือจำนวนองค์กรที่สามารถเปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืนได้จริง และยิ่งมีการใช้งานมากเท่าไร ผลกระทบเชิงบวกต่อโลกก็จะยิ่งขยายวงกว้างมากขึ้น


สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมหรือติดตามข้อมูลข่าวสารได้ที่ marketing@advancebio11.com 

Line ID : advancebio 

Facebook : AdvanceBIO  

Instagram : advancebio 

และเว็บไซต์ : www.advancebio11.com

กรมทรัพย์สินทางปัญญา เดินสาย 3 มหาวิทยาลัยเครือข่าย TISC ให้คำปรึกษาเชิงรุกด้านสิทธิบัตร/อนุสิทธิบัตร มุ่งยกระดับคุณภาพคำขอเพื่อเร่งคุ้มครองนวัตกรรมไทย สู่การต่อยอดเชิงพาณิชย์

 กรมทรัพย์สินทางปัญญา เดินสาย 3 มหาวิทยาลัยเครือข่าย TISC ให้คำปรึกษาเชิงรุกด้านสิทธิบัตร/อนุสิทธิบัตร มุ่งยกระดับคุณภาพคำขอเพื่อเร่งคุ้มครองนวัตกรรมไทย สู่การต่อยอดเชิงพาณิชย์


กรมทรัพย์สินทางปัญญาเดินหน้าส่งเสริมนวัตกรรมไทยให้ได้รับความคุ้มครองสิทธิบัตร/อนุสิทธิบัตร และใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์อย่างมีประสิทธิภาพ ล่าสุดได้ส่งทีมผู้เชี่ยวชาญด้านสิทธิบัตรลงพื้นที่มหาวิทยาลัยภายใต้เครือข่ายศูนย์ส่งเสริมเทคโนโลยีและนวัตกรรม (Technology and Innovation Support Center: TISC) 3 แห่ง ใน 3 ภูมิภาค ให้คำปรึกษาเชิงรุกด้านสิทธิบัตรเป็นรายคำขอ เพื่อเพิ่มโอกาสในการได้รับจดทะเบียนและมุ่งลดปริมาณคำขอที่ค้างสะสม ซึ่งจะช่วยเร่งผลักดันให้ผลงานนวัตกรรมเข้าสู่ภาคธุรกิจได้รวดเร็วยิ่งขึ้น สอดรับกับนโยบายของรัฐบาลและกระทรวงพาณิชย์ ที่มุ่งยกระดับศักยภาพการแข่งขันและสร้างโอกาสให้กับผู้ประกอบการไทย โดยใช้ทรัพย์สินทางปัญญาเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศอย่างยั่งยืน

นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา เปิดเผยว่า สถิติในปี 2568 มีการยื่นคำขอจดทะเบียนสิทธิบัตรการประดิษฐ์และอนุสิทธิบัตรในประเทศไทยสูงถึง 13,330 คำขอ เพิ่มขึ้นร้อยละ 7.41 เมื่อเทียบกับปี 2567 โดยเป็นคำขอของผู้ยื่นต่างชาติ 59.3% และผู้ยื่นชาวไทย 40.7% ซึ่งคำขอของไทยส่วนใหญ่เป็นคำขอรับอนุสิทธิบัตร และมีหน่วยงานภาคการศึกษาเป็นผู้ขับเคลื่อนสำคัญ อย่างไรก็ดี มีคำขอของไทยบางส่วนที่กรมฯ ยังไม่สามารถรับจดทะเบียนได้ เนื่องจากคำขอขาดความสมบูรณ์หรือมีรายละเอียด

ที่ไม่สอดคล้องกับหลักเกณฑ์ตามกฎหมาย ส่งผลให้ผู้ยื่นต้องเสียเวลาและค่าใช้จ่ายในการแก้ไขคำขอ และทำให้กระบวนการพิจารณาคำขอต้องล่าช้าออกไป กรมฯ จึงเล็งเห็นความสำคัญของการส่งเสริมความรู้และการให้คำแนะนำเชิงเทคนิคเกี่ยวกับการจัดทำคำขอให้ครบถ้วนสมบูรณ์ตั้งแต่ต้นทาง ซึ่งจะช่วยลดระยะเวลาในกระบวนการพิจารณาคำขอ ทำให้การจดทะเบียนเป็นไปอย่างรวดเร็ว และส่งเสริมให้เกิดการนำนวัตกรรมไปใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ได้อย่างมีประสิทธิภาพและรวดเร็วยิ่งขึ้น


ด้วยเหตุนี้ กรมฯ จึงได้จัดกิจกรรมให้คำปรึกษาเชิงรุกด้านสิทธิบัตรเป็นรายคำขอ เพื่อยกระดับคุณภาพคำขอจดทะเบียนสิทธิบัตร/อนุสิทธิบัตรให้มีความสมบูรณ์ โดยนำร่องจัดกิจกรรมในสถาบันการศึกษาภายใต้เครือข่าย TISC 3 แห่ง ใน 3 ภูมิภาค ได้แก่ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ (จ.เชียงใหม่) มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (กรุงเทพฯ) และมหาวิทยาลัยมหาสารคาม ตั้งแต่เดือนมกราคม – มีนาคม 2569 

โดยผลการดำเนินงานได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี มีคณาจารย์ นักวิจัย และบุคลากรของมหาวิทยาลัยเข้าร่วม 123 ราย และสามารถสะสางคำขอค้างสะสมของมหาวิทยาลัยทั้ง 3 แห่งได้ถึง 155 คำขอ แบ่งเป็น (1) คำขอที่แก้ไขตามคำแนะนำของผู้เชี่ยวชาญและเตรียมพร้อมรับจดทะเบียน 98 คำขอ คิดเป็น 63.2% (2) คำขอที่อยู่ระหว่างดำเนินการร่างหรือจัดเตรียมคำขอแก้ไขเพิ่มเติม 29 คำขอ คิดเป็น 18.7% และ (3) คำขอ

ที่ไม่สอดคล้องกับหลักเกณฑ์ และได้มีการถอนหรือละทิ้งคำขอ 28 คำขอ คิดเป็น 18.1% นอกจากนี้ กิจกรรมดังกล่าวยังมีส่วนสำคัญในการเสริมสร้างองค์ความรู้ด้านการจัดทำคำขอสิทธิบัตรและอนุสิทธิบัตรให้แก่ผู้เข้าร่วม โดยผลการประเมินพบว่า ผู้เข้าร่วมมีระดับความเข้าใจเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 88.4% สะท้อนถึงการยกระดับศักยภาพของผู้ยื่นคำขอได้อย่างเป็นรูปธรรม ทั้งนี้ กรมฯ มีแผนขยายผลการดำเนินกิจกรรมดังกล่าวไปยังสถาบันการศึกษาและหน่วยงานวิจัยในภูมิภาคอื่นของไทยอย่างต่อเนื่อง


นางอรมน กล่าวเพิ่มเติมว่า นอกจากกิจกรรมดังกล่าว กรมฯ ยังได้พัฒนาบริการสนับสนุนการสร้างสรรค์และคุ้มครองสิทธิบัตร/อนุสิทธิบัตรอย่างต่อเนื่อง อาทิ บริการให้คำปรึกษาออนไลน์ (Tele-Consulting) ที่เปิดโอกาสให้ผู้ยื่นคำขอสามารถรับคำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญของกรมฯ ผ่านระบบออนไลน์ได้อย่างสะดวกรวดเร็ว บริการวิเคราะห์แนวโน้มเทคโนโลยีด้านสิทธิบัตรทั่วโลก เพื่อสนับสนุนการวางแผนวิจัยและพัฒนานวัตกรรมอย่างมีทิศทาง ตอบโจทย์ความต้องการของตลาดได้อย่างแท้จริง ตลอดจนโครงการเร่งรัดสิทธิบัตรมุ่งเป้า (Target Patent Fast Track) ในสาขานวัตกรรมสำคัญ เช่น นวัตกรรมด้านการแพทย์และสาธารณสุข นวัตกรรมอาหารแห่งอนาคต นวัตกรรมรักษ์สิ่งแวดล้อม และนวัตกรรมดิจิทัล เพื่อเป็นช่องทางเร่งรัดการจดทะเบียนและส่งเสริมการนำผลงานนวัตกรรมไปใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ได้รวดเร็วยิ่งขึ้น 


ทั้งนี้ แนวทางดังกล่าวสอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลที่ให้ความสำคัญกับการยกระดับโครงสร้างนวัตกรรมของประเทศ เพื่อรองรับความท้าทายในมิติต่างๆ ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมือง ภูมิรัฐศาสตร์ เทคโนโลยี และสิ่งแวดล้อม โดยที่ผ่านมา นวัตกรรมที่คนไทยยื่นจดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญาส่วนใหญ่

อยู่ในรูปแบบอนุสิทธิบัตร ซึ่งเป็นการพัฒนาต่อยอดจากเทคโนโลยีเดิม กรมฯ จึงมุ่งส่งเสริมงานวิจัยขั้นสูงและการพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ที่เป็นนวัตกรรมของคนไทย พร้อมผลักดันให้มีการจดทะเบียนรับความคุ้มครองสิทธิบัตรมากขึ้น เพื่อยกระดับระบบนิเวศนวัตกรรมของประเทศอย่างเป็นรูปธรรม ลดการพึ่งพาเทคโนโลยี

จากต่างประเทศ และเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว


---------------------------------------


กรมการค้าภายในเดินหน้าคุมสมดุล ‘หมู-ไก่-ไข่’ หนุนราคายุติธรรม ไม่เป็นภาระทั้งเกษตรกรและผู้บริโภค

 กรมการค้าภายในเดินหน้าคุมสมดุล ‘หมู-ไก่-ไข่’ หนุนราคายุติธรรม ไม่เป็นภาระทั้งเกษตรกรและผู้บริโภค

นายจิรวุฒิ สุวรรณอาจ รองอธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า กรมฯ ได้หารือร่วมกับองค์กรเกษตรกรผู้เลี้ยงหมู ไก่เนื้อ และไก่ไข่ ได้แก่ สมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ สมาคมผู้เลี้ยงไก่เนื้อ สมาคมผู้ผลิตไก่เนื้อเพื่อการส่งออก สมาคมผู้เลี้ยงไก่ไข่ สมาคมผู้เลี้ยงไก่ไข่ภาคใต้ สมาคมการค้าผู้เลี้ยงไก่ไข่รายย่อยภาคกลาง สมาคมผู้ผลิตผู้ค้าและส่งออกไข่ไก่ และเครือข่ายสหกรณ์ผู้เลี้ยงไก่ไข่แปดริ้ว ชลบุรี ลุ่มแม่น้ำน้อย และเชียงใหม่ – ลำพูน รวมถึงผู้ประกอบการรายใหญ่ ซีพีเอฟ เบทาโกร ไทยฟู้ดส์ สหฟาร์ม คาร์กิลล์มีทส์ อัครากรุ๊ป วี.ซี.เอฟ.กรุ๊ป และเอส พี เอ็ม เพื่อติดตามสถานการณ์การผลิตและการค้าสินค้าเนื้อหมู เนื้อไก่ และไข่ไก่ พร้อมหารือแนวทางบริหารจัดการด้านราคาให้เกิดความสมดุล ไม่เป็นภาระต่อผู้ผลิตและไม่กระทบต่อผู้บริโภคในสถานการณ์ปัจจุบัน


จากการติดตามพบว่า สภาพอากาศที่ร้อนในปัจจุบัน ยังคงส่งผลกระทบต่อการเจริญเติบโตของสัตว์ แม้ผลผลิตจะออกสู่ตลาดอย่างต่อเนื่อง แต่เนื่องจากสัตว์กินอาหารลดลง ทำให้มีการเติบโตช้ากว่าปกติ และมีผลผลิตที่ไม่ตรงตามมาตรฐานเดิม แต่จากปัจจุบันที่สภาวะการค้าที่เริ่มชะลอตัวหลังสงกรานต์จากความต้องการบริโภคที่ลดลง ส่งผลให้ราคาสินค้าทั้งไข่ไก่และสุกรยังคงทรงตัวอย่างต่อเนื่อง ส่วนไก่เนื้อมีแนวโน้มที่จะมีการปรับลดลงจากผลผลิตที่เข้าสู่ตลาดเพิ่มขึ้นกว่าช่วงก่อนหน้า 

ด้านนายเกียรติภูมิ พฤกษะวัน ผู้แทนสมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ กล่าวว่า ราคาหมูมีชีวิตหน้าฟาร์มปัจจุบันราคาทรงตัวอยู่ในช่วง 68 - 70 บาท/กก. ซึ่งทรงตัวมาตั้งแต่ช่วงก่อนสงกรานต์ โดยราคายังคงใกล้เคียงกับต้นทุนการผลิตในปัจจุบันซึ่งอยู่ที่ประมาณ 70 บาท/กก. ขณะเดียวกัน แม้ความต้องการบริโภคเพิ่มขึ้นในช่วงเทศกาลสงกรานต์ แต่จากสถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลางที่ส่งผลให้การค้าและการบริโภคชะลอตัว จึงคาดว่าแนวโน้มราคายังจะทรงตัวต่อเนื่อง จึงขอให้ภาครัฐช่วยกำกับดูแลการรับซื้อสุกรให้เป็นธรรมไม่ให้เกษตรกรถูกเอาเปรียบจากพ่อค้าคนกลางในส่วนของไก่เนื้อ นายสมบูรณ์ วัชรพงษ์พันธ์ นายกสมาคมผู้เลี้ยงไก่เนื้อ ได้กล่าวในที่ประชุมหารือว่า ปัจจุบันปริมาณผลผลิตเริ่มกลับเข้าสู่ภาวะปกติและออกสู่ตลาดอย่างต่อเนื่อง หลังเพิ่มกำลังการผลิตเพื่อชดเชยความสูญเสียจากผลกระทบของสภาพอากาศร้อนในช่วงก่อนหน้า แม้มีความต้องการบริโภคเพิ่มขึ้นในช่วงสงกรานต์ แต่ขณะนี้เริ่มชะลอตัวลง ส่งผลให้ราคาปัจจุบันใกล้เคียงต้นทุน และราคามีแนวโน้มทรงตัวหรือปรับลดลงเล็กน้อยในระยะต่อไป

ขณะที่ นางพเยาว์ อริกุล นายกสมาคมการค้าผู้เลี้ยงไก่ไข่รายย่อยภาคกลาง ได้กล่าวเสริมว่า สภาพอากาศที่ร้อนจัดทำให้ปัจจุบันไข่ไก่ขนาดเล็กออกสู่ตลาดมาก ประกอบกับต้นทุนช่วงหน้าร้อนที่เพิ่มขึ้นกว่าช่วงปกติ ทำให้เกษตรกรต้องรับภาระเพิ่มขึ้น แม้ราคาไข่ไก่จะมีการประกาศราคาแนะนำอยู่ที่ 3.60 บาท/ฟอง แต่ในสถานการณ์ปัจจุบันที่ภาวะการค้าชะลอตัวทำให้ราคาเริ่มปรับลดลงในบางพื้นที่

ทั้งนี้ ในส่วนของผู้แทนผู้ประกอบการรายใหญ่ ได้แก่ นายเกียรติโชติ เหมือนสิงห์ ผู้แทนเบทาโกร นายสมรักษ์ จองสุวรรณ ผู้แทน CPF และนายธนาวุฑ เอื้อละพันธ์ ผู้แทนอัครากรุ๊ปยังได้มีข้อกังวลเพิ่มเติมในประเด็นเรื่องวัตถุดิบอาหารสัตว์ซึ่งเป็นวัตถุดิบสำคัญของสินค้าภาคปศุสัตว์ ที่อาจจะได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลาง กดดันให้วัตถุดิบบางตัวได้รับผลกระทบทำให้มีการปรับราคาเพิ่มขึ้นได้ในช่วงระยะถัดไป ซึ่งทำให้ต้นทุนภาพรวมของสินค้าหมวดปศุสัตว์ปรับตัวสูงขึ้นได้ในอนาคต 


รองอธิบดีกรมการค้าภายใน กล่าวเพิ่มเติมว่า กรมการค้าภายใน ได้มีการหารือมาตรการช่วยเหลือผู้บริโภค โดยกรมฯ ได้มีการจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภคในราคาประหยัดผ่านงานธงฟ้าราคาประหยัด ทั้งในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล รวมถึงภูมิภาค เพื่อเป็นช่องทางในการบรรเทาภาระค่าครองชีพให้กับประชาชนผู้บริโภค และกรมฯ จะติดตามสถานการณ์สินค้าอุปโภคบริโภคอย่างใกล้ชิด โดยจะมีการหารือองค์กรเกษตรกร และผู้ประกอบการอย่างต่อเนื่อง เพื่อกำกับดูแลให้เกิดความเป็นธรรมแก่ทุกภาคส่วน และประเมินแนวทางในการบริหารจัดการด้านราคาให้เกิดความเหมาะสม ไม่ให้เป็นภาระแก่เกษตรกร และกระทบต่อประชาชนผู้บริโภค 


ทั้งนี้ กรมการค้าภายใน ได้มีการกำกับดูแลและติดตามสถานการณ์ราคาเนื้อหมู เนื้อไก่ และไข่ไก่ อย่างใกล้ชิดมาโดยตลอด เพื่อไม่ให้มีการเอาเปรียบผู้บริโภค หากพบผู้ค้ารายใดมีพฤติกรรมจำหน่ายเนื้อหมู เนื้อไก่ และไข่ไก่ในราคาสูงเกินสมควร สามารถร้องเรียนได้ที่สายด่วนกรมการค้าภายใน 1569 หากพบการกระทำผิด จะมีความผิดตามมาตรา 29 พ.ร.บ.ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ.2542 มีโทษปรับไม่เกิน 140,000 บาท หรือจำคุกไม่เกิน 7 ปี หรือทั้งจำทั้งปรับ

คอนเสิร์ตการกุศลเชื่อมหัวใจคน 3 GEN “The Giving Concert” 3 Generations • 1 HEART คอนเสิร์ตแรก “Sing History เพลงรักในวันวาน” พบกัน 9 พฤษภาคมนี้

 คอนเสิร์ตการกุศลเชื่อมหัวใจคน 3 GEN  “The Giving Concert” 3 Generations • 1 HEART  คอนเสิร์ตแรก “Sing History เพลงรักในวันวาน” พบกัน 9 พฤษภาคมนี้

ทุกที่นั่งคือเงินบริจาค พร้อมรับสิทธิลดหย่อนภาษี 2 เท่า ได้บุญ ได้บัตร แล้ววันนี้ ที่ www.iredcross.org

สภากาชาดไทย โดย DONATION HUB และเวิร์คพอยท์ กรุ๊ป นำประสบการณ์ทางดนตรีและภารกิจของการให้ มาร้อยเรียงเป็นคอนเสิร์ตการกุศลเชื่อมหัวใจคน 3 GEN “The Giving Concert” 3 Generations • 1 HEART จาก 1 ปณิธานแห่งการให้ สู่ 3 Generations สืบสานพันธกิจสภากาชาดไทย สร้าง 3 ปรากฏการณ์ทางดนตรีเพื่อการแบ่งปัน จากคนรุ่นใหญ่ สู่คนรุ่นกลาง และส่งต่อไปยังคนรุ่นใหม่ ที่จะเป็นตัวแทนในการถ่ายทอดปณิธานแห่งการให้และร่วมสนับสนุนภารกิจสภากาชาดไทยในการให้ความช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ได้อย่างยั่งยืน ผ่านเสียงดนตรีที่จะเป็นสื่อกลางและเชื่อมโยงน้ำใจของคนไทยทุกวัยเข้าด้วยกัน   

THE GIVING CONCERT ที่ 1: Sing History เพลงรักในวันวาน คอนเสิร์ตที่ถ่ายทอดพลังแห่งการให้ในรูปแบบ Story Concert พาย้อนวันวานไปกับบทเพลงอันไพเราะจากภาพยนตร์และละครในความทรงจำ เชื่อมโยงเหตุการณ์สำคัญๆ ของสภากาชาดไทย ให้ทุกคนซาบซึ้งไปกับบทเพลงแห่งความทรงจำจาก โหมโรง เดอะมิวสิคัล, สุนทราภรณ์ เดอะมิวสิคัล, ทองกวาว เดอะมิวสิคัล และการแสดงของนักร้องคุณภาพบนเวทีเดียวกันเต็มอิ่มกับพลังเสียงจาก DIVA สายบุญ สุนารี ราชสีมา, ตั๊ก-ศิริพร อยู่ยอด, ฮาย-อาภาพร นครสวรรค์ และการรวมตัวครั้งสำคัญของศิลปินที่มีเสียงเป็นเอกลักษณ์ ไรอัล - กาจบัณฑิต จำปาศิลป์, ธัช - กิตติธัช แก้วอุทัย, แบ็งค์ - เฉลิมรัฐ จุลโลบล, อลิศ - ธนัชศลักษณ์ ฮัดสัน ร่วมด้วย 2 พิธีกรคุณภาพ เกลือ - กิตติ เชี่ยววงศ์กุล และเสนาลิง - สมเกียรติ จันทร์พราหมณ์

The Giving Concert ไม่ได้มอบเพียงความสุขผ่านบทเพลงอันไพเราะ หากยังเป็นอีกหนึ่งพลังสำคัญในการส่งต่อโอกาสและความช่วยเหลือเพื่อสนับสนุนภารกิจของสภากาชาดไทย ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการให้ที่มีความหมายผ่านบทเพลงอันไพเราะ ทุกที่นั่งคือเงินบริจาค พร้อมรับสิทธิลดหย่อนภาษี 2 เท่า บัตรบริจาคราคา 7,000 / 5,000 / 4,000 / 3,000 และ 2,000 บาท ได้บุญ ได้บัตร แล้ววันนี้ ที่ www.iredcross.org  Line: @iredcross หรือ โทรศัพท์: 02 2564440 กด 7

มาร่วมร้อง ร่วมซึ้ง และร่วมส่งต่อการให้กับสภากาชาดไทยไปด้วยกัน

กรมพัฒน์ เตรียมพร้อมเยาวชนไทย ลุยศึก WorldSkills Shanghai 2026

 กรมพัฒน์ เตรียมพร้อมเยาวชนไทย ลุยศึก WorldSkills Shanghai 2026

วันที่ 24 เมษายน  2569  นายสมชาติ สุภารี รองอธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน เป็นประธานในพิธีเปิดการสัมมนาเตรียมความพร้อมก่อนเก็บตัวฝึกซ้อมของเยาวชนเข้าร่วมการแข่งขันฝีมือแรงงานนานาชาติ ครั้งที่ 48 (WorldSkills Shanghai 2026) โดยมีผู้บริหารกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน ผู้เชี่ยวชาญด้านการแข่งขัน ล่าม เยาวชน ร่วมในพิธีดังกล่าว ณ โรงแรมดีวารี จอมเทียนบีช พัทยา อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี


นายสมชาติ สุภารี รองอธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน เปิดเผยหลังเป็นประธานในพิธีดังกล่าวว่า การจัดสัมมนาในครั้งนี้ จัดขึ้นระหว่างวันที่ 24-26 เมษายน 2569  เพื่อเตรียมความพร้อมทั้งด้านความรู้ ทักษะทางเทคนิค ตลอดจนสร้างความตระหนักรู้ในบทบาทหน้าที่ ความรับผิดชอบ และคุณลักษณะที่จำเป็น รวมถึงการเตรียมความพร้อมด้านจิตใจ การแก้ไขปัญหา การบริหารจัดการเวลา และการปฏิบัติงานภายใต้สภาวะกดดัน ซึ่งเป็นองค์ประกอบที่สำคัญของการแข่งขันฝีมือแรงงาน เพื่อให้การเก็บตัวฝึกซ้อมเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ผู้เข้าสัมมนาเป็นเยาวชนที่จะเก็บตัวฝึกซ้อม ผู้เชี่ยวชาญ ล่ามและหัวหน้าทีมผู้แข่งขัน ที่จะปฏิบัติหน้าที่ในการแข่งขันฝีมือแรงงานนานาชาติ ครั้งที่ 48 จำนวน 80 คน



นายสมชาติ กล่าวต่อไปว่า สำหรับการแข่งขันฝีมือแรงงานนานาชาติ ครั้งที่ 48 ที่จะเกิดขึ้นนั้นมีกำหนดการแข่งขันระหว่างวันที่ 22 – 27 กันยายน 2569 ณ นครเซี่ยงไฮ้ สาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งถือเป็นเวทีสำคัญในการแสดงศักยภาพด้านทักษะฝีมือแรงงานและเทคโนโลยีของประเทศในระดับนานาชาติ ครั้งนี้ประเทศไทยส่งเยาวชนเข้าร่วมการแข่งขัน จำนวน 22 สาขา ประกอบด้วย 1. สาขาเมคคาทรอนิกส์ (ประเภททีม) 2. สาขาการเขียนแบบวิศวกรรมเครื่องกลด้วยคอมพิวเตอร์ 3. สาขาเทคโนโลยีงานเชื่อม 4. สาขาการปูกระเบื้อง 5. สาขาเทคโนโลยีเว็บ 6. สาขาเทคโนโลยีระบบไฟฟ้าภายในอาคาร 7. สาขาการก่ออิฐ 8. สาขาหุ่นยนต์เคลื่อนที่ (ประเภททีม) 9. สาขาไม้เครื่องเรือน 10. สาขาการแต่งผม 11. สาขาการประกอบอาหาร 12. สาขาการบริการอาหารและเครื่องดื่ม 13. สาขาเทคโนโลยีระบบทำความเย็น 14. สาขากราฟิกดีไซน์ 15. สาขาการดูแลผู้สูงอายุและผู้ป่วย 16. สาขาการสร้างโมเดลในเกมสามมิติ 17. สาขาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ (ประเภททีม) 18. สาขาเครื่องจักรกล CNC (เครื่องกลึง) 19. สาขาอุตสาหกรรม 4.0 (ประเภททีม) 20. สาขาการบูรณาการระบบหุ่นยนต์ (ประเภททีม) 21. สาขาการซ่อมตัวถังรถยนต์ และ 22. สาขาเทคโนโลยีสีรถยนต์

ซึ่งกรมได้ร่วมมือกับภาคีเครือข่ายทั้งภาครัฐ และภาคเอกชน อาทิ บริษัท เด็นโซ่ อินเตอร์เนชั่นแนล เอเชีย จำกัด มหาวิทยาลัยขอนแก่น บริษัท ฟานัคไทย จำกัด และบริษัท แอสเวลล์ โซลูชั่น จำกัด บริษัท เค คอนซัลติ้ง แอนด์ ซัพพลาย จำกัด ในการสนับสนุนงบประมาณ องค์ความรู้และทรัพยากรในการพัฒนาทักษะของเยาวชนไทย



ขอให้น้อง ๆ เยาวชนไทยตั้งใจในการสัมมนาและเก็บเกี่ยวความรู้ให้เต็มที่ เพื่อจะได้มีความพร้อมในเวทีการแข่งขันระดับนานาชาติ และเชื่อมั่นว่าด้วยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน จะสามารถพัฒนากำลังคนที่มีคุณภาพ และสามารถคว้ารางวัล สร้างชื่อเสียงความภาคภูมิใจให้กับประเทศได้ นายสมชาติ กล่าวทิ้งท้าย

สคส. ลุยตรวจสอบ “สภาวิศวกร” ถูกแฮก เร่งคุ้มครองสิทธิประชาชนสั่งทบทวนมาตรการ-ขยายผลเอาผิดถึงที่สุด

 สคส. ลุยตรวจสอบ “สภาวิศวกร” ถูกแฮก เร่งคุ้มครองสิทธิประชาชนสั่งทบทวนมาตรการ-ขยายผลเอาผิดถึงที่สุด

 


สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล หรือ สคส. เร่งตรวจสอบกรณี “สภาวิศวกร” ถูกแฮกระบบข้อมูล พร้อมกำกับให้เร่งแก้ไข ระงับความเสียหาย แจ้งเตือนและเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบตามกฎหมาย PDPA อย่างครบถ้วน ขณะเดียวกันอยู่ระหว่างติดตามและทบทวนมาตรการความปลอดภัยเพื่อป้องกันเหตุซ้ำ หากพบการฝ่าฝืนหรือมีผู้เสียหายร้องเรียน จะดำเนินการตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด และอาจขยายผลถึงความผิดทางอาญาร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยประชาชนที่ได้รับผลกระทบสามารถร้องเรียนมายัง สคส. ได้ทันที เพื่อให้ได้รับการคุ้มครองสิทธิอย่างเต็มที่

.ต.อ.สุรพงศ์ เปล่งขำ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (สคส.) เปิดเผยถึงกรณีกระแสข่าว “สภาวิศวกร” ถูกแฮกระบบข้อมูลว่า ขณะนี้ สคส. ได้เร่งดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริง พร้อมกำกับดูแลการดำเนินงานของสภาวิศวกรอย่างใกล้ชิด เพื่อคุ้มครองสิทธิของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลที่อาจได้รับผลกระทบโดยทันที

ทั้งนี้ สคส. ได้กำชับให้สภาวิศวกรดำเนินมาตรการแก้ไข ระงับยับยั้งความเสียหาย ตลอดจนเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบให้ครบถ้วนตามหลักกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) พร้อมเข้าตรวจสอบเชิงลึกเพิ่มเติม เพื่อทบทวนมาตรการรักษาความมั่นคงปลอดภัยของข้อมูล ไม่ให้เกิดเหตุการณ์ลักษณะเดียวกันซ้ำอีกในอนาคต

เลขาธิการ สคส. กล่าวต่อว่า หากการตรวจสอบพบว่าเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดจากการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย PDPA เช่น การไม่มีมาตรการรักษาความมั่นคงปลอดภัยที่เหมาะสม หรือมีผู้เสียหายร้องเรียนเข้ามา สคส. จะรวบรวมข้อเท็จจริงเสนอคณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญ เพื่อพิจารณาโทษทางปกครองตามขั้นตอนต่อไป

สำหรับเหตุการณ์เบื้องต้น สภาวิศวกรตรวจพบการละเมิดข้อมูลเมื่อวันศุกร์ที่ 17 เมษายน 2569 และได้ดำเนินการแก้ไขระงับเหตุ รวมถึงแจ้งเหตุละเมิดมายัง สคส. แล้ว ขณะนี้อยู่ระหว่างการแจ้งให้เจ้าของข้อมูลที่อาจได้รับผลกระทบรับทราบ พร้อมทั้งทบทวนและยกระดับมาตรการด้านความปลอดภัยของข้อมูล

สคส. อยู่ระหว่างติดตามและตรวจสอบการดำเนินการอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เป็นไปตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด และคุ้มครองสิทธิของประชาชนอย่างเต็มที่ พร้อมขยายผลการบังคับใช้กฎหมายให้เต็มศักยภาพ หากพบการกระทำผิดที่เกี่ยวข้องกับกฎหมายอื่น เช่น การเข้าถึงข้อมูลโดยมิชอบตามพระราชบัญญัติคอมพิวเตอร์ ก็จะประสานเจ้าหน้าที่ตำรวจดำเนินคดีทางอาญากับผู้กระทำผิดอย่างถึงที่สุด” พ.ต.อ.สุรพงศ์ กล่าว


ทั้งนี้ สคส. ขอให้ประชาชนที่อาจได้รับความเสียหายจากกรณีดังกล่าว สามารถใช้สิทธิร้องเรียนมายัง PDPC ได้ โดย สคส. พร้อมดูแลและคุ้มครองสิทธิของเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลตามกฎหมาย PDPA อย่างเต็มที่


📌 ติดตามข้อมูลเพิ่มเติม: https://www.facebook.com/share/p/1BPsAsWAfZ/

อ.ต.ก. ขับเคลื่อนนโยบายรัฐ ยกระดับผลไม้ไทยสู่ผู้บริโภค ในงาน “แอ่วเมืองเหนือ ชิมผลไม้ถิ่นล้านนา”ระหว่างวันที่ 22-26 เมษายน 2569 ณ มีโชค พลาซ่า จ.เชียงใหม่

  อ.ต.ก. ขับเคลื่อนนโยบายรัฐ ยกระดับผลไม้ไทยสู่ผู้บริโภค ในงาน “แอ่วเมืองเหนือ ชิมผลไม้ถิ่นล้านนา”ระหว่างวันที่ 22-26 เมษายน 2569 ณ มีโชค พล...