วันจันทร์ที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2569

RIDDARA กระแสแรงใน Motor Show 2026 ยอดจองทะลุ 1,000 คัน ภายใน 5 วัน เร่งการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคกระบะพลังงานใหม่ในไทย

 RIDDARA กระแสแรงใน Motor Show 2026 ยอดจองทะลุ 1,000 คัน ภายใน 5 วัน เร่งการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคกระบะพลังงานใหม่ในไทย

กรุงเทพฯ, มีนาคม 2569 – GEELY RIDDARA (ริดดารา) สร้างปรากฏการณ์ครั้งสำคัญในงาน Bangkok International Motor Show 2026 ด้วยยอดจองสะสมทะลุ 1,000 คัน ภายในระยะเวลาเพียง 5 วัน นับตั้งแต่วันเปิดให้ประชาชนเข้าชม สะท้อนถึงกระแสตอบรับอย่างล้นหลามจากผู้บริโภคชาวไทย และตอกย้ำการก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในแบรนด์ดาวเด่นของงานในปีนี้ ความสำเร็จดังกล่าวไม่เพียงเป็นการทำลายสถิติยอดจองของแบรนด์ แต่ยังสะท้อนถึงแนวโน้มการเปลี่ยนผ่านของตลาดรถกระบะไทย จากเครื่องยนต์สันดาปสู่ รถกระบะพลังงานใหม่ (NEV Pickup) อย่างชัดเจน

ยอดจองพุ่งแรง ทางเลือกใหม่ของผู้ใช้งานไทย

ภายในงาน RIDDARA ได้รับความสนใจอย่างมากจากกลุ่มผู้ใช้งานเชิงพาณิชย์และผู้ประกอบการ SME ในหลากหลายอุตสาหกรรม ไม่ว่าจะเป็นค้าปลีก ค้าส่ง งานก่อสร้าง หรือโลจิสติกส์ ซึ่งมองหาทางเลือกใหม่ในการลดต้นทุนการดำเนินธุรกิจในระยะยาว

หนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ผลักดันยอดจองอย่างต่อเนื่อง คือ ต้นทุนการใช้งานที่ต่ำอย่างมีนัยสำคัญ โดย RIDDARA มีค่าใช้จ่ายเฉลี่ยเพียงประมาณ 0.8–1 บาทต่อกิโลเมตร หรือเพียง 20% ของรถกระบะดีเซลทั่วไปที่มีต้นทุนราว 4 บาทต่อกิโลเมตร ส่งผลให้ผู้ใช้งานที่มีระยะทางเฉลี่ย 200 กิโลเมตรต่อวัน สามารถประหยัดค่าใช้จ่ายได้สูงถึง 16,000–18,000 บาทต่อเดือน

นอกจากนี้ รุ่น ECON ในรูปแบบกระบะ 4 ประตู ยังมีราคาเริ่มต้นเพียง 739,000 บาท ซึ่งช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถเข้าถึงรถกระบะพลังงานใหม่ได้ง่ายยิ่งขึ้น และมีความคุ้มค่าเมื่อเทียบกับรถกระบะในระดับเดียวกัน

ด้วยโครงสร้างราคาที่โดดเด่น RIDDARA มีระดับราคาที่ ต่ำกว่ารถกระบะเครื่องยนต์ดีเซลในหลายรุ่น และยังอยู่ในระดับเพียง ประมาณครึ่งหนึ่งของรถกระบะพลังงานใหม่จากแบรนด์เจ้าตลาดในอนาคต ทำให้กลายเป็นตัวเลือกที่คุ้มค่าอย่างยิ่งสำหรับทั้งผู้ใช้งานทั่วไปและผู้ประกอบการ

สมรรถนะเหนือชั้น ตอกย้ำแนวคิด “พลังงานใหม่คุ้มกว่าน้ำมัน”

RIDDARA ไม่ได้โดดเด่นเพียงด้านความประหยัด แต่ยังมอบสมรรถนะที่เหนือกว่ารถกระบะเครื่องยนต์สันดาปในหลายมิติ

รุ่น RD6 ให้แรงบิดสูงสุด 595 นิวตันเมตร และกำลัง 315 kW พร้อมอัตราเร่ง 0–100 กม./ชม. ภายใน 4.5 วินาที 

รุ่น ECON ให้แรงบิด 385 นิวตันเมตร และกำลัง 200 kW พร้อมสมรรถนะที่โดดเด่นแม้ในสภาพบรรทุกเต็ม 

รองรับการใช้งานหลากหลาย:

RD6 มาพร้อมโหมดการขับขี่ 7 รูปแบบ รองรับการใช้งานแบบออฟโรด 

ECON มาพร้อมโหมด Eco / Standard / Sport เพื่อให้เหมาะสมกับการใช้งานในหลากหลายสภาพถนน 

ประสบการณ์ใหม่ของกระบะ: ใช้งานแบบกระบะ ขับสบายแบบ SUV

RIDDARA ยกระดับประสบการณ์การขับขี่ของรถกระบะ ด้วยช่วงล่างแบบอิสระทั้ง 4 ล้อ ที่ให้ความนุ่มนวลในระดับเดียวกับรถยนต์ SUV ขณะที่ ระบบขับเคลื่อนพลังงานไฟฟ้า ให้แรงบิดทันทีและการเร่งที่ต่อเนื่องไร้แรงกระตุก ด้วยรัศมีวงเลี้ยวเพียง 6.1 เมตร และระบบพวงมาลัยไฟฟ้า (EPS) ช่วยให้การควบคุมรถทำได้ง่าย แม้ในสภาพการใช้งานที่ต้องบรรทุกหนัก

ตอกย้ำความเชื่อมั่นด้วยรางวัลระดับประเทศ

ควบคู่กับความสำเร็จด้านยอดจอง RIDDARA ยังได้รับการยอมรับจากวงการยานยนต์ไทย โดย RIDDARA RD6 ECON 2WD คว้ารางวัล “Best 2WD Pickup EV” ในงาน CAR OF THE YEAR 2026 ซึ่งจัดโดย บริษัท กรังด์ปรีซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) สะท้อนถึงคุณภาพของผลิตภัณฑ์ทั้งในด้านสมรรถนะ ความคุ้มค่า และความเหมาะสมต่อการใช้งานจริงในประเทศไทย


บทสรุป: จุดเปลี่ยนของตลาดกระบะไทยสู่ยุคพลังงานใหม่

ความสำเร็จของ RIDDARA ในงาน Motor Show 2026 แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า รถกระบะพลังงานใหม่กำลังกลายเป็นทางเลือกหลักของผู้ใช้งานไทย


RIDDARA ไม่ได้เป็นเพียงอีกหนึ่งตัวเลือก แต่กำลังก้าวขึ้นมาเป็นผู้เล่นสำคัญที่ช่วย “เปลี่ยนเกม” ของตลาดรถกระบะ ด้วยการผสาน สมรรถนะ ความประหยัด และความสะดวกสบาย เข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัว

###


เกี่ยวกับ GEELY RIDDARA

GEELY RIDDARA เป็นแบรนด์รถกระบะพลังงานใหม่ในเครือ GEELY AUTO GROUP ซึ่งเป็นกลุ่มบริษัทรถยนต์ชั้นนำระดับโลกที่มุ่งมั่นในการพัฒนายานยนต์พลังงานใหม่ โดยนำจุดแข็งด้านเทคโนโลยี การผลิต และการควบคุมคุณภาพ มาสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ทั้งการใช้งานและไลฟ์สไตล์ 


ปัจจุบัน GEELY RIDDARA ครองส่วนแบ่งอันดับ 1 ของตลาดรถกระบะพลังงานใหม่ในประเทศจีน

JimjamThailand แบ่งปันสังคม พานักมวย ร่วมกิจกรรมเรือนจำกลางเขาบิน ราชบุรี สร้างแรงบันดาลใจ

 JimjamThailand  แบ่งปันสังคม พานักมวย ร่วมกิจกรรมเรือนจำกลางเขาบิน ราชบุรี สร้างแรงบันดาลใจ 

JimJamThailand โดย มาดามพิม คุณวิชาดา เดอ สมิท (Vichada De Smit)  และ เคนโด้ เกรียงไกรมาศ พจนสุนทร พานักมวยจากค่าย Jimjam Boxing เข้าร่วมกิจกรรมมอบโอกาส สร้างแรงบันดาลใจ กับ ผู้ต้องขัง

โดยมี ผู้บัญชาการเรือนจำ ดร.ศุภโชค ควรฦาชัย  เปิดโอกาสให้จัดกิจกรรมในครั้งนี้ โดยมี นาย ปฎิพัทธ์ มหายศนันท์ ตำแหน่ง ผู้อำนวยการส่วนพัฒนาผู้ต้องขัง ให้การต้อนรับ โดยมีวัตถุประสงค์ สร้างแรงบันดาลใจและมอบโอกาสให้ผู้ต้องขัง โดย JimJamThailand ต้องการนำรายได้ส่วนหนึ่งจากผลประกอบการธุรกิจในเครือ มามอบให้ เพราะเล็งเห็นโอกาสเป็นสิ่งที่สำคัญกับผู้ต้องขังอย่างมาก การก้าวผิดพลาดในชีวิต เราต้องเป็นหนึ่งมือที่ดึงพวกเขาขึ้นมาและบอกพวกเขาว่า พวกเขาคือคนที่มีศักยภาพและสามารถใช้ศักยภาพนั้นทำงานและเลี้ยงดูตนได้ 

โดยวันนี้ JimJam Boxing ค่ายมวยในเครือ ได้พานักมวยระดับแชมป์ อาทิ พญาอินทรีย์ ทอร์นาโด กิตติศักดิ์ มาพบกันที่ค่ายมวยในเรือนจำ บ้านอินทรี ลูกพระยม มวยไทยยิม ซึ่งเปิดมาเพื่อส่งเสริมและให้โอกาสผู้ต้องขังได้ฝึกฝนเพื่อเป็นมวยมืออาชีพ และได้ร่วมชกเพื่อส่งพลังแห่งความฝันให้ผู้ต้องขัง สำหรับคนที่อยากเป็นนักมวยมืออาชีพ เมื้อพ้นโทษแล้ว ค่าย JimJam Boxing ยินดีรับมาฝึกฝนและเติบโตไปด้วยกัน 


พร้อมตั้งเป้าจัดมวยนัดพิเศษ เพื่อให้ผู้ต้องขังมีโอกาสขึ้นชกบนสังเวียนมืออาชีพ เพื่อสร้างแรงบันดาลใจ เป็นแบบอย่าง และ สานความฝันของผู้ต้องขังให้เป็นความจริง 

ย้ำชัด! สถานประกอบกิจการต้องยื่น สท.2 ผ่านระบบ PRB e-Service ภายใน 31 มี.ค. 69

 ย้ำชัด! สถานประกอบกิจการต้องยื่น สท.2 ผ่านระบบ PRB e-Service ภายใน 31 มี.ค. 69

กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน เตือนสถานประกอบกิจการ (100 คนขึ้นไป) ต้องยื่นแบบแสดงการส่งเงินสมทบกองทุนพัฒนาฝีมือแรงงาน ประจำปี 2568 ผ่านระบบ PRB e-Service ภายในวันที่ 31 มีนาคม 2569 นี้ 

นายสมาสภ์ ปัทมะสุคนธ์ อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน เปิดเผยว่า กรมพัฒนาฝีมือแรงงานมีภารกิจในการส่งเสริมและสนับสนุนให้สถานประกอบกิจการมีส่วนร่วมในการพัฒนากำลังแรงงานไม่น้อยกว่าปีละ 4 ล้านกว่าคน โดยกำหนดให้ผู้ประกอบกิจการที่มีลูกจ้างตั้งแต่ 100 คนขึ้นไป ต้องปฏิบัติตามพระราชบัญญัติส่งเสริมการพัฒนาฝีมือแรงงาน พ.ศ. 2545 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ฉบับที่ 2 พ.ศ. 2557 ซึ่งกำหนดให้ผู้ประกอบกิจการต้องมีการพัฒนาทักษะให้กัยลูกจ้างผ่านการจัดฝึกอบรมฝีมือแรงงาน การทดสอบมาตรฐานฝีมือแรงงานแห่งชาติ หรือการรับรองความรู้ความสามารถ รวมกันไม่น้อยกว่าร้อยละ 50 ของลูกจ้างทั้งหมดในแต่ละปี โดยผู้ประกอบกิจการที่เข้าข่ายตามกฎหมายต้องดำเนินการ ยื่นแบบแสดงการส่งเงินสมทบกองทุนพัฒนาฝีมือแรงงาน (สท.2) และชำระเงินสมทบดังกล่าวให้แล้วเสร็จภายใน วันที่ 31 มีนาคมของทุกปี ผ่านระบบออนไลน์ PRB e-Service เพื่ออำนวยความสะดวก ลดระยะเวลาการดำเนินงาน และลดค่าใช้จ่ายในการติดต่อหน่วยงานภาครัฐ

อธิบดีสมาสภ์ กล่าวต่อไปว่า การยื่นแบบ สท.2 ผ่าน ระบบ PRB e-Service  ช่วยลดขั้นตอนการดำเนินงานและประหยัดเวลา ลดค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปติดต่อหน่วยงาน  รวมทั้งสามารถตรวจสอบสถานะการยื่นแบบพร้อมจัดพิมพ์ใบเสร็จรีบเงินอิเล็กทรอนิกส์ได้ด้วยตน โดยสามารถยื่นแบบดังกล่าวได้จนถึง มีนาคมของทุกปี ผ่านระบบออนไลน์ PRB e-Service

กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน จึงขอแจ้งเตือนผู้ประกอบกิจการที่มีลูกจ้าง 100 คน ขึ้นไปทุกแห่ง ท่านมีหน้าที่ต้องยื่นแบบ สท.2 ประจำปี 2568 ผ่านระบบ PRB e-Service ภายในวันที่ 31 มีนาคม 2569 โดยสามารถศึกษาวิธีการยื่นได้ที่ E-book คลิก👉https://online.pubhtml5.com/luxk/qnln/#p=1 หรือสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ 0 2246 1937 อธิบดีสมาสภ์ กล่าวในตอนท้าย

ทีมนักหวดซอฟท์เทนนิสมหาลัยจากไชนีสไทเป"กวาดเรียบทุกแชมป์"วันสุดท้ายทิ้งทวนอีกสองแชมป์ทีมหญิงและทีมชายปิดฉากการแข่งขันซอฟท์เทนนิสนานาชาติ "The 2nd Asian University Soft Tennis Championships 2026" ที่ สนามเทนนิสมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี คลองหก ปทุมธานี

      ทีมนักหวดซอฟท์เทนนิสมหาลัยจากไชนีสไทเป"กวาดเรียบทุกแชมป์"วันสุดท้ายทิ้งทวนอีกสองแชมป์ทีมหญิงและทีมชายปิดฉากการแข่งขันซอฟท์เทนนิสนานาชาติ "The 2nd Asian University Soft Tennis Championships 2026" ที่ สนามเทนนิสมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี คลองหก ปทุมธานี 

     วันที่ 29 มี.ค.69 ที่ สนามเทนนิสมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี คลองหก จังหวัดปทุมธานี วันสุดท้ายของการแข่งขันซอฟท์เทนนิสชิงชนะเลิศมหาวิทยาลัยเอเชียรายการ "The 2nd Asian University Soft Tennis Championships 2026" โดยมีนักกีฬาซอฟท์เทนนิสระดับมหาวิทยาลัยเข้าร่วมแข่งขันรวม 6 ประเทศได้แก่ เกาหลีใต้ , ญี่ปุ่น ,ไชนีสไทเป , อินเดีย สปป.ลาว และประเทศไทยเจ้าภาพ 



     วันสุดท้ายชิงชัยในประเภททีมหญิง และทีมชาย โดยรอบชิงชนะเลิศประเภททีมหญิงทีมนักหวดสาวจากไชนีสไทเปเต็งแชมป์ยังคงร้อนแรง โชว์ฟอร์มสุดยอดเอาชนะทีมนัดหวดสาวแดนภารตะอินเดีย 3 : 0 คู่คว้าแชมป์ประเภททีมหญิง และ เจียง มิน-ยู เป็นคนเดียวที่ได้ทริปเปิลแชมป์จาก หญิงเดี่ยว , หญิงคู่ และทีมหญิง ส่วน ซู ยัน-เซ็น ได้ 2 แชมป์จากหญิงคู่และทีมหญิง


     ประเภททีมชายไชนีสไทเปยังคงไร้พ่ายไล่ทุบอินเดีย และเกาหลีใต้ในรอบพบกันหมดในกลุ่ม รอบรองชนะ เลิศชนะ สปป.ลาว โคจรมาพบกับเกาหลีใต้ ในรอบชิงชนะเลิศอีกครั้ง และไม่มีพลิกโผเหล่าจอมหวดจากไชนีสไทเป โชว์ฟอร์มสุดแกร่งทะลุองศาเดือดหวดเอาชนะ เกาหลีใต้ทั้งคู่มือ 1 และเดี่ยวมือ 1 ทำให้ทีมชายไชนีสไทเปคว้าแชมป์ที่ 6 ด้วยการชนะ เกาหลีใต้ที่ได้รองชนะเลิศอันดับ 1 ไป 2 : 0 คู่ส่วนรองชนะเลิศอันดับ 2 สปป.ลาว และทีมไทยเจ้าภาพ เชน ยู-ฮุน เป็นนักกีฬาซอฟท์เทนนิสชายของไชนีสไทเปที่คว้าทริเปิลแชมป์ ชายเดี่ยว , ชายคู่ และทีมชายส่วนคู่พาร์ทเนอร์ ชาง โป-ยี ได้ 2 แชมป์จากชายคู่และทีมชาย

     จากนั้นเป็นพิธีมอบเหรียญรางวัลการแข่งขัน "The 2nd Asian University Soft Tennis Championshjps 2026" ที่ ห้องประชุมชั้น 2 อาคารที่พักผู้เข้ารับการฝึกอบรม กรมพลศึกษา โดยได้รับเกียรติจาก รศ.ดร.สมหมาย ผิวสอาด อธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี เป็นประธานในพิธีมอบถ้วยรางวัล , เหรียญรางวัล , เกียรติบัตร และของที่ระลึกแก่นักกีฬาชนะเลิศลำดับต่างๆ ร่วมด้วย นางอุดมลักษณ์ ศิริกุลเลิศรัฐ นายกสมาคมกีฬาซอฟท์เทนนิสแห่งประเทศไทย , นายบรรลือชัย ผิวสานต์ นายกกิตติมศักดิ์สมาคมกีฬาซอฟท์เทนนิสแห่งประเทศไทย , ผู้บริหารสมาคมฯ , มิสเตอร์ ลี ฮยอน แท็ก ผู้แทนสหพันธ์ซอฟท์เทนนิสโลกจากเกาหลีใต้ , มิสเตอร์ หวู หมิง ชาง จากไชนีสไทเป , มิสเตอร์โคดัดฮารา ฮาชาง ผู้ควบคุมทีมซอฟท์เทนนิสอินเดีย ร่วมให้เกียรติมอบรางวัลก่อนถ่ายภาพร่วมกันเป็นอันปิดฉากการแข่งขันซอฟท์เทนนิสชิงชนะเลิศมหาวิทยาลัยแห่งเอเชีย รายการ "The 2nd Asian University Soft Tennis Championships 2026"

     

DITP เดินเครื่องยุทธศาสตร์ส่งออกไทย “THINK THAILAND: NEXT LEVEL” ปั้น 680 โครงการเร่งเครื่องเศรษฐกิจระหว่างประเทศ ปั๊มมูลค่าส่งออกกว่า 1.42 แสนล้านบาท พร้อมดันไทยติด Top 5 การค้าเอเชีย

 DITP เดินเครื่องยุทธศาสตร์ส่งออกไทย “THINK THAILAND: NEXT LEVEL” ปั้น 680 โครงการเร่งเครื่องเศรษฐกิจระหว่างประเทศ ปั๊มมูลค่าส่งออกกว่า 1.42 แสนล้านบาท พร้อมดันไทยติด Top 5 การค้าเอเชีย

กรุงเทพฯ - นางสาวสุนันทา กังวาลกุลกิจ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่าง ประเทศ เปิดเผยถึงกรอบแผนปฏิบัติ ราชการ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ว่า กรมฯ มีแผนดำเนิน โครงการ และกิจกรรมส่งเสริมการค้ากว่า 680 โครงการ โดยคาดว่าจะสามารถ สร้างมูลค่าการค้ารวม 142,000 ล้านบาท และมีผู้ประกอบการ ได้รับประโยชน์ กว่า 294,500 ราย ครอบคลุม กิจกรรมทั้งในประเทศ และต่างประเทศ ทั้งนี้ กรมฯ ตั้งเป้าเพิ่มขีดความสามารถ ในการแข่งขันด้านการค้า ระหว่างประเทศของไทย ให้ติดอันดับ 1 ใน 5ของเอเชียภายในปี พ.ศ. 2570 สำหรับหนึ่งในแผนปฏิบัติราชการ สำคัญ ได้แก่ การขยายผลแคมเปญ “THINK THAILAND: NEXT LEVEL” ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการสื่อสาร แบรนด์ประเทศไทย เพื่อยกระดับและพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการไทย ให้สามารถตอบสนอง ต่อความ ต้องการของตลาดโลก  ได้อย่าง เป็นรูปธรรมและยั่งยืน โดยมีแผนปฏิบัติราชการใน 5 เรื่อง ประกอบด้วย 



1. การสร้างจุดแข็งให้กับสินค้าและธุรกิจบริการไทยด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยี เพื่อตอบสนองต่อ ความต้องการ Megatrends และเศรษฐกิจใหม่ ด้วยแนวคิด “Thai to Global” From local value to global vision ตั้งเป้ามูลค่าการเจรจาการค้า ผ่านกิจกรรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ 125,675 ล้านบาทเร่งเพิ่มมูลค่าด้วยแบรนด์ นวัตกรรม และการออกแบบให้สอดรับเมกะเทรนด์ และเศรษฐกิจใหม่ อาทิ กลุ่มเกษตรสร้างมูลค่าสินค้าตามเทรนด์โลก เช่น สินค้าฮาลาล อาหารอนาคต อาหารเพื่อสุขภาพ อาหารที่ส่งเสริมความยั่งยืน อุตสาหกรรมและบริการแห่งอนาคต เช่น สินค้ายานยนต์ สมัยใหม่ รถยนต์ไฟฟ้าและอะไหล่ยานยนต์ เกษตรและเทคโนโลยีชีวภาพ อุตสาหกรรมเครื่องมือแพทย์ สินค้านวัตกรรมและเทคโนโลยีชั้นสูง เป็นต้น ตลอดจนพัฒนาและส่งเสริมธุรกิจบริการศักยภาพสร้างมูลค่าเพิ่มด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม รวมถึงสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่สินค้า บริการไทย ด้วยพลังสร้างสรรค์ หรือ Soft Power ใน 4 อุตสาหกรรม ได้แก่ เกม หนังสือ ออกแบบ และแฟชั่น เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับสินค้าบริการของไทยให้เป็นที่ยอมรับในระดับสากล

2. รุกตลาดศักยภาพเดิม เพิ่มตลาดใหม่ และขยายสัดส่วนการส่งออกสินค้าไทยสู่ตลาดโลก ทั้งในตลาดหลัก ได้แก่ สหรัฐอเมริกา สหภาพยุโรป ญี่ปุ่น อาเซียน และจีน (รวมฮ่องกง) ฯลฯ ตลาดศักยภาพ ได้แก่ อินเดีย ปากีสถาน บังคลาเทศ และอื่นๆ ตลาดศักยภาพใหม่ ได้แก่ อิรัก ซาอุดิอาระเบีย แอฟริกา ฯลฯ ส่งเสริมการเปิดตลาดโดยแสวงหาช่องทางการตลาดใหม่ๆ เร่งรัด Strategic Partnership กับประเทศคู่ค้าสำคัญ 

3. ส่งเสริมพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์และเศรษฐกิจแพลตฟอร์ม (Platform Economy) ด้วยการพัฒนา ระบบแพลตฟอร์มการค้าออนไลน์ (Thaitrade.com) และเครือข่ายพันธมิตรออนไลน์ พร้อมส่งเสริม สภาพแวดล้อมและปัจจัยสนับสนุนการค้าพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ สร้างพันธมิตรทางการค้าออนไลน์ แพลตฟอร์ม e-commerce ต่างๆ เป็นต้น  

4. พัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการให้พร้อมรับการเปลี่ยนแปลงสู่เศรษฐกิจยุคใหม่ ด้วยการพัฒนา ความรู้เบื้องต้นด้านการค้าระหว่างประเทศแก่ผู้ประกอบการและบุคคลทั่วไป การพัฒนาและต่อยอด องค์ความรู้ด้านการตลาด/สินค้าแก่ผู้ประกอบการ MSME, SME และบุคคลทั่วไปในอุตสาหกรรมเป้าหมาย ของประเทศ และพัฒนาผู้ประกอบการหรือผู้ส่งออกที่มีแบรนด์สินค้าให้สามารถดำเนินธุรกิจ ในต่างประเทศได้ ผ่านสถาบันพัฒนาผู้ประกอบการค้ายุคใหม่ (NEA)

5. ยกระดับการให้บริการด้านการค้าระหว่างประเทศด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล โดยใช้การวิเคราะห์ ข้อมูลขนาดใหญ่ (Big data) และเทคโนโลยีดิจิทัลในการปรับเปลี่ยนองค์กร เพื่อให้ทันต่อการ เปลี่ยนแปลงในยุคปัจจุบัน



ผู้ประกอบการที่สนใจเข้าร่วมโครงการของกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศสามารถติดตามรายละเอียดได้ที่ เว็บไซต์ www.ditp.go.th  Facebook : กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ และ DITP LINE Official : @DITP หรือสายด่วน 1169 และติดตามโอกาสทางการค้าระหว่างประเทศผ่านเว็บไซต์ WWW.THAITRADE.COM

#####

ขอขอบคุณที่ช่วยเผยแพร่ข่าวและกิจกรรมประชาสัมพันธ์ 


วันอาทิตย์ที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2569

คต. ผนึกกำลังภาคเอกชน รุกตลาดมันสำปะหลังพรีเมียมไทยสู่จีน

 คต. ผนึกกำลังภาคเอกชน รุกตลาดมันสำปะหลังพรีเมียมไทยสู่จีน

กรมการค้าต่างประเทศไม่หยุดนิ่งเดินหน้าขับเคลื่อนมาตรการเชิงรุกผลักดันมันสำปะหลังไทยสู่ตลาดโลก โดยผนึกกำลังภาครัฐ - เอกชนไทยเข้าร่วมประชุมหารือและเจรจาจับคู่ธุรกิจ (Business Matching) ในกลุ่มธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมมันสำปะหลังกว่า 150 นัดหมาย ณ นครฉงชิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งเป็นตลาดเป้าหมายใหม่ที่มีศักยภาพ ระหว่างวันที่ 8-9 เมษายน 2569 เพื่อขยายโอกาสทางการค้าและผลักดันสินค้ามันสำปะหลังมูลค่าเพิ่มของไทยเข้าสู่ตลาดจีนอย่างเป็นรูปธรรม คาดสามารถสร้างมูลค่าทางการค้าได้อย่างมีนัยสำคัญ

นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยว่า กรมฯ เดินหน้ารุกตลาดจีน นำทัพคณะผู้แทนภาครัฐและผู้ประกอบการอุตสาหกรรมมันสำปะหลังไทยรวม 17 ราย บุกนครฉงชิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีน เพื่อขยายโอกาสและสร้างเครือข่ายทางการค้ามันสำปะหลังไทย จัดกิจกรรมเจรจาจับคู่ธุรกิจ (Business Matching) เชื่อมโยงกับผู้ประกอบการของจีนกว่า 20 ราย ในวันที่ 8 เมษายน 2569 หวังขยายโอกาสทางการค้าและยกระดับเครือข่ายธุรกิจมันสำปะหลังไทยในตลาดศักยภาพสูง ซึ่งภารกิจครั้งนี้ได้รับความร่วมมืออย่างใกล้ชิดจากสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ นครเฉิงตู ในการเชิญผู้ประกอบการจีนในอุตสาหกรรมที่ใช้มันสำปะหลัง โดยมุ่งเน้นผลักดันสินค้ามูลค่าเพิ่มสูง อาทิ แป้งมันดัดแปร (Modified Starch) แป้งมันสำปะหลังเกรดพรีเมียม ที่กำลังเป็นที่ต้องการเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในภาคอุตสาหกรรมต่างๆ ของจีน สะท้อนโอกาสใหม่ของสินค้าไทยในเวทีการค้าระดับนานาชาติ

การจัดกิจกรรมครั้งนี้ เป็นเหมือนเวทีที่เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยได้พบปะกับผู้ประกอบการที่มีศักยภาพของจีน ครอบคลุมทั้งอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ อุตสาหกรรมอาหารแปรรูปและอุตสาหกรรมต่อเนื่องต่างๆ ซึ่งล้วนเป็นภาคอุตสาหกรรมสำคัญที่มีการใช้ผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังเป็นวัตถุดิบ โดยเฉพาะแป้งมันสำปะหลังเกรดพรีเมียมที่เป็นสินค้าคุณภาพสามารถใช้เป็นวัตถุดิบในอุตสาหกรรมต่อเนื่องได้หลากหลาย อาทิ การผลิตพลุ กาว กระดาษ เคมีภัณฑ์ โดยผู้ประกอบการไทยจะได้แลกเปลี่ยนข้อมูลสถานการณ์ทางการค้า และแนวโน้มความต้องการใช้มันสำปะหลังในอุตสาหกรรมต่างๆ ของจีน ซึ่งการได้พบเจรจากับคู่ค้าจีนโดยตรงจะช่วยสร้างเครือข่ายทางธุรกิจและพัฒนาสินค้าได้ตรงกับความต้องการได้มากยิ่งขึ้น


อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศกล่าวเพิ่มเติมว่า ในวันที่ 9 เมษายน 2569 กรมฯ มีกำหนดนำคณะผู้ประกอบการไทยเข้าศึกษาระบบการขนส่งสินค้า ณ ศูนย์นิทรรศการการแสดงระบบโลจิสติกส์ระหว่างประเทศของนครฉงชิ่ง (Chongqing Inland International Logistics Hub Exhibition Center) ซึ่งแสดงแบบจำลองการขนส่งระหว่างทางบกกับทางทะเล ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการขนส่งและกระจายสินค้าจากอาเซียนไปยังจีนไปแถบตะวันตกของจีน ซึ่งจะช่วยลดต้นทุน และขยายโอการทางการค้าไปยังพื้นที่อื่นๆ ของจีนต่อไป โดยกรมการค้าต่างประเทศเชื่อมั่นว่าการดำเนินการ

ในครั้งนี้จะเป็นก้าวสำคัญในการต่อยอดความสัมพันธ์ทางการค้ามันสำปะหลังที่มีมาอย่างยาวนานระหว่างกัน และสร้างโอกาสให้สินค้ามันสำปะหลังไทยสามารถขยายตลาดในเมืองอื่นๆ ของจีน พร้อมทั้งเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้อุตสาหกรรมมันสำปะหลังไทยในตลาดโลกอย่างต่อเนื่อง

 



ทั้งนี้ จีนเป็นตลาดส่งออกสินค้ามันสำปะหลังอันดับ 1 ของไทย คิดเป็นร้อยละ 56.13 ของมูลค่าการส่งออกทั้งหมด โดยปี 2568 ไทยส่งออกไปยังจีนปริมาณ 6 ล้านตัน มูลค่า 1,621 ล้านเหรียญสหรัฐ ปริมาณส่งออกเพิ่มขึ้น 1.81 ล้านตัน คิดเป็นร้อยละ 43.2 เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า โดยมีสัดส่วนสินค้าส่งออกไปจีน เรียงลำดับตามมูลค่า ดังนี้ (1) มันเส้น ร้อยละ 44.29

(2) แป้งมันสำปะหลังดิบ ร้อยละ 40.58 (3) แป้งมันสำปะหลังแปรรูป ร้อยละ 11.31 (4) มันอัดเม็ด ร้อยละ 3.37 และ (4) ผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังอื่นๆ (สาคู กากมัน) ร้อยละ 0.45

วันเสาร์ที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2569

เชียงรายเดินหน้าฟื้นเศรษฐกิจหลังอุทกภัยเตรียมจัดงาน “CHIANG RAI RESILIENCE EXPO 2026”ดันผู้ประกอบการสู่ตลาด สร้างเงินหมุนเวียน ฟื้นความเชื่อมั่นพื้นที่

 เชียงรายเดินหน้าฟื้นเศรษฐกิจหลังอุทกภัยเตรียมจัดงาน “CHIANG RAI RESILIENCE EXPO 2026”ดันผู้ประกอบการสู่ตลาด สร้างเงินหมุนเวียน ฟื้นความเชื่อมั่นพื้นที่




เชียงราย : จังหวัดเชียงราย โดยสำนักงานพาณิชย์จังหวัดเชียงราย กำหนดจัดงาน “CHIANG RAI RESILIENCE EXPO 2026 : การค้าขยับ เศรษฐกิจขับเคลื่อน” ภายใต้โครงการบูรณาการฟื้นฟูและกระตุ้นเศรษฐกิจจังหวัดเชียงรายจากสถานการณ์อุทกภัยระหว่างวันที่ 28 มีนาคม–1 เมษายน 2569 ณ สนามลานฝึกยุววรรณ อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย





การจัดงานครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ ภายหลังจังหวัดเชียงรายประสบอุทกภัยครั้งใหญ่ในปี พ.ศ. 2567 ซึ่งส่งผลกระทบต่อภาคการค้า การท่องเที่ยว และผู้ประกอบการในพื้นที่เป็นวงกว้าง จังหวัดเชียงรายจึงเร่งดำเนินมาตรการฟื้นฟูเศรษฐกิจอย่างเป็นระบบ โดยมุ่งสร้างโอกาสทางการตลาดและเพิ่มรายได้ให้กับผู้ประกอบการในพื้นที่ภายในงานรวบรวมผู้ประกอบการกว่า 200 ราย ครอบคลุมสินค้าและบริการหลากหลาย อาทิ สินค้า OTOP สินค้าเกษตรแปรรูป สินค้า GI สินค้า BCG สินค้าเชียงรายแบรนด์ สินค้าชุมชน รวมถึงธุรกิจบริการและการท่องเที่ยว เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการได้เข้าถึงผู้บริโภคโดยตรง พร้อมขยายตลาดและสร้างการรับรู้สินค้าในวงกว้าง


โครงการนี้มีเป้าหมายสำคัญในการ “ฟื้นเศรษฐกิจ–สร้างโอกาส–เชื่อมตลาด” โดยมุ่งเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการ สร้างช่องทางการค้าใหม่ เชื่อมโยงเครือข่ายธุรกิจ การลงทุน และการท่องเที่ยว ตลอดจนยกระดับเศรษฐกิจของจังหวัดเชียงรายให้เติบโตอย่างเข้มแข็งและยั่งยืน สอดคล้องกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติและยุทธศาสตร์ การพัฒนาจังหวัด

กิจกรรมไฮไลต์สำคัญของงาน คือ การเจรจาจับคู่ธุรกิจ (Business Matching) ทั้งในรูปแบบ Onsite และ Online โดยเชิญผู้ซื้อ นักลงทุน และผู้ประกอบการจากทั้งในและต่างประเทศเข้าร่วมจำนวนไม่น้อยกว่า 30 ราย เพื่อเชื่อมโยงกับผู้ประกอบการในจังหวัดเชียงรายไม่น้อยกว่า 50 ราย อันจะนำไปสู่การสร้างโอกาสทางการค้าอย่างเป็นรูปธรรม คาดว่าจะก่อให้เกิดมูลค่าทางการค้า และต่อยอดสู่ความร่วมมือทางธุรกิจในระยะยาวอย่างยั่งยืน

ภายในงานมีการจัดแสดงและจำหน่ายสินค้าในโดมปรับอากาศ เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้เข้าร่วมงานตลอดการจัดกิจกรรม พร้อมกิจกรรมส่งเสริมการขาย “ยิ่งช้อป ยิ่งสุข ยิ่งลุ้น” ชิงรางวัลรวมมูลค่ากว่า 500,000 บาท รวมถึงกิจกรรมความบันเทิง การแสดงศิลปวัฒนธรรม และมินิคอนเสิร์ตจากศิลปินชื่อดัง เพื่อสร้างบรรยากาศการจับจ่ายใช้สอยและดึงดูดประชาชนและนักท่องเที่ยว  

ทั้งนี้ การจัดงานคาดว่าจะช่วยกระตุ้นการใช้จ่าย สร้างเงินหมุนเวียนในพื้นที่ เพิ่มรายได้ให้ผู้ประกอบการ ฟื้นฟูความเชื่อมั่น และยกระดับภาพลักษณ์จังหวัดเชียงราย พร้อมวางรากฐานสู่การเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจ การค้า และการท่องเที่ยวของภาคเหนือตอนบนในอนาคต

RIDDARA กระแสแรงใน Motor Show 2026 ยอดจองทะลุ 1,000 คัน ภายใน 5 วัน เร่งการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคกระบะพลังงานใหม่ในไทย

  RIDDARA กระแสแรงใน Motor Show 2026 ยอดจองทะลุ 1,000 คัน ภายใน 5 วัน เร่งการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคกระบะพลังงานใหม่ในไทย กรุงเทพฯ, มีนาคม 2569 – ...