วันพฤหัสบดีที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2569

5 ศาสนารวมพลังถวายอาลัย “เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา” วธ. ประสานองค์การศาสนาทั่วประเทศร่วมถวายพระกุศลและจัดพิธีทางศาสนา

 5 ศาสนารวมพลังถวายอาลัย “เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา” วธ. ประสานองค์การศาสนาทั่วประเทศร่วมถวายพระกุศลและจัดพิธีทางศาสนา


นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม เปิดเผยว่า กระทรวงวัฒนธรรม โดยกรมการศาสนา ได้ประสานความร่วมมือกับองค์การทางศาสนาทั้ง 5 ศาสนาที่ทางราชการรับรอง ได้แก่ พระพุทธศาสนา อิสลาม คริสต์ พราหมณ์–ฮินดู และซิกข์ ร่วมกำหนดแนวทางการปฏิบัติตามหลักศาสนาสำหรับศาสนิกชนทั่วประเทศ เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนทุกศาสนาได้ร่วมแสดงความอาลัย น้อมรำลึกในพระกรุณาธิคุณ และประกอบศาสนกิจตามหลักความเชื่อของตนเพื่อถวายเป็นพระกุศล สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ซึ่งทรงมีพระกรณียกิจอันโดดเด่นในการส่งเสริมและทำนุบำรุงกิจการศาสนาอย่างเสมอภาค ทรงอุปถัมภ์และสนับสนุนการดำเนินงานของทุกศาสนาที่ทางราชการรับรองมาโดยตลอด รวมทั้งทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจด้านศาสนา การศึกษา การพัฒนาสังคม และการสร้างความเข้าใจอันดีระหว่างศาสนิกชนต่างศาสนา อันเป็นคุณูปการสำคัญต่อความมั่นคงทางจิตใจและความสามัคคีของคนในชาติ



โดยแต่ละศาสนาได้กำหนดกิจกรรมและแนวทางปฏิบัติที่เหมาะสมตามหลักคำสอน อาทิ การสวดมนต์ เจริญจิตภาวนา อธิษฐานภาวนา การบำเพ็ญกุศล การปฏิบัติธรรม การจัดพิธีทางศาสนา การเผยแพร่พระกรณียกิจ และการปรับกิจกรรมต่าง ๆ ให้สอดคล้องกับช่วงเวลาแห่งการถวายอาลัย รวมทั้งเชิญชวนศาสนิกชนทั่วประเทศร่วมประพฤติปฏิบัติความดี รักษาศีลธรรม และทำประโยชน์เพื่อส่วนรวม เพื่อน้อมถวายเป็นพระกุศลและสืบสานพระราชปณิธานของพระองค์

• ศาสนาพุทธ

มหาเถรสมาคมได้มีมติ ที่ พิเศษ 6/2569 เรื่อง แนวทางการประกอบพิธีบำเพ็ญกุศล เพื่ออุทิศถวายพระกุศลแด่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา มีมติให้วัดทั่วประเทศและวัดไทยในต่างประเทศจัดพิธีบำเพ็ญกุศล อาทิ การสวดพระพุทธมนต์ สวดพระอภิธรรม เจริญจิตตภาวนา และปฏิบัติธรรมอุทิศถวายพระกุศล พร้อมเปิดโอกาสให้ประชาชนร่วมถวายบังคมและร่วมกิจกรรมทางพระพุทธศาสนา โดยกำหนดจัดกิจกรรมในวาระครบ 7 วัน 15 วัน 50 วัน และ 100 วัน



• ศาสนาอิสลาม

จุฬาราชมนตรีกำหนดแนวทางให้พี่น้องมุสลิมทั่วประเทศร่วมถวายอาลัยด้วยความสำรวม แต่งกายสุภาพตามแนวทางของทางราชการ ยืนสงบนิ่งแสดงความอาลัย และน้อมนำพระจริยวัตรด้านการอุทิศตนเพื่อประเทศชาติและประชาชนมาเป็นแบบอย่างในการดำเนินชีวิต



• ศาสนาคริสต์

องค์กรคริสต์ศาสนาทั่วประเทศ ได้แก่ สภาประมุขบาทหลวงโรมันคาทอลิกแห่งประเทศไทย สภาคริสตจักรในประเทศไทย สหกิจคริสเตียนแห่งประเทศไทย มูลนิธิคริสตจักรคณะแบ๊บติสต์ และมูลนิธิคริสตจักรเซเว่นธ์เดย์แอ๊ดเวนตีสแห่งประเทศไทย ร่วมแสดงความอาลัยและน้อมรำลึกในพระกรุณาธิคุณ โดยเชิญชวนคริสต์ศาสนิกชนร่วมสวดภาวนา อธิษฐานภาวนา และประกอบพิธีนมัสการตามหลักความเชื่อของแต่ละนิกาย พร้อมลดธงครึ่งเสา แต่งกายไว้ทุกข์ ปรับกิจกรรมให้เหมาะสมกับช่วงเวลาแห่งการถวายอาลัย และเผยแพร่พระกรณียกิจของพระองค์ผ่านช่องทางสื่อสารขององค์กรและสถาบันในสังกัด


• ศาสนาพราหมณ์-ฮินดู

สำนักพราหมณ์พระราชครู เทวสถานสำหรับพระนคร (โบสถ์พราหมณ์) และองค์กรศาสนาพราหมณ์–ฮินดู ร่วมประกอบพิธีกรรมทางศาสนาและสวดมนต์ถวายเป็นพระกุศล พร้อมตั้งพระฉายาลักษณ์ เผยแพร่พระกรณียกิจ และจัดพิธีในวาระสำคัญ อาทิ ครบ 50 วัน และ 100 วัน โดยลดธงครึ่งเสา แต่งกายไว้ทุกข์ และปรับกิจกรรมให้เหมาะสมกับช่วงเวลาแห่งการถวายอาลัยตามแนวทางของทางราชการ ส่วนสมาคมฮินดูสมาช วัดเทพมณเฑียร และโรงเรียนภารตวิทยาลัย พร้อมคณะพราหมณ์ ร่วมประกอบพิธีสวดมนต์และสวดคัมภีร์ภควัตคีตาเพื่อถวายเป็นพระกุศลแด่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ณ วัดเทพมณเฑียร พร้อมลดธงครึ่งเสา แต่งกายไว้ทุกข์ และปรับรูปแบบกิจกรรมให้เหมาะสมกับช่วงเวลาแห่งการถวายอาลัย

• ศาสนาซิกข์

องค์กรศาสนาซิกข์ทั่วประเทศร่วมเชิญชวนศาสนิกชนสวดมนต์ เจริญจิตภาวนา และประกอบพิธีทางศาสนาเพื่ออุทิศถวายพระกุศลในวาระครบ 7 วัน 15 วัน 50 วัน และ 100 วัน พร้อมเปิดโอกาสให้ประชาชนร่วมลงนามแสดงความอาลัย นอกจากนี้ ศาสนิกชนซิกข์-นามธารีได้กำหนดให้มีการยืนสงบนิ่งไว้อาลัย ประกอบพิธีอัรดาส (Ardas) จัดนิทรรศการเผยแพร่พระกรณียกิจ แต่งกายไว้ทุกข์ โดยปรับกิจกรรมทางศาสนาให้เหมาะสมกับช่วงเวลาแห่งการถวายอาลัย



ทั้งนี้ กรมการศาสนขอเชิญชวนประชาชนทุกศาสนา ร่วมน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณและถวายพระกุศลแด่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ผู้ทรงอุปถัมภ์กิจการศาสนาอย่างเสมอภาค ทั้งศาสนาพุทธ อิสลาม คริสต์ พราหมณ์–ฮินดู และซิกข์ และร่วมปฏิบัติตนด้วยความสำรวม รักษาศีลธรรม ประพฤติดี ทำประโยชน์ต่อส่วนรวม และสืบสานพระราชปณิธานของพระองค์ในการสร้างความรัก ความสามัคคี และสันติสุขให้แก่ประเทศชาติ เพื่อให้ความดีงามอันทรงสร้างไว้คงอยู่สถาพรในใจคนไทยตราบนานเท่านาน \\


ครึ่งปีหลังเศรษฐกิจอ่วม​ นักวิชาการชี้รัฐควรอุดรูรั่วก่อนเพิ่มภาระประชาชน

 ครึ่งปีหลังเศรษฐกิจอ่วม​  นักวิชาการชี้รัฐควรอุดรูรั่วก่อนเพิ่มภาระประชาชน

ท่ามกลางสัญญาณเศรษฐกิจครึ่งปีหลัง 2569 ที่ชะลอตัวกว่าคาด รัฐบาลกำลังเผชิญโจทย์สำคัญในการรักษาเสถียรภาพทางการคลัง พร้อมกับการหาแหล่งรายได้ใหม่เพื่อรองรับภาระงบประมาณที่เพิ่มขึ้น ทั้งจากสังคมผู้สูงอายุ โครงการสวัสดิการ และการกระตุ้นเศรษฐกิจ


คำถามสำคัญคือ รัฐควรเพิ่มรายได้ด้วยการ "ขึ้นภาษี" หรือควรเริ่มจากการ "อุดรูรั่ว" ในระบบภาษีเดิมก่อน


ผู้เชี่ยวชาญด้านการคลังหลายฝ่ายมองว่า หากรัฐบาลต้องการรายได้อย่างรวดเร็ว ภาษีสรรพสามิตยังเป็นเครื่องมือที่ใช้งานได้ทันที ไม่ว่าจะเป็นภาษีน้ำมัน สุรา ยาสูบ รวมถึงภาษีใหม่อย่างภาษีคาร์บอนและภาษีความเค็ม เนื่องจากสามารถปรับอัตราผ่านกฎกระทรวงได้โดยไม่ต้องแก้ไขกฎหมายหลัก


ขณะที่ "ภาษีมูลค่าเพิ่ม" หรือ VAT ยังคงเป็นมาตรการที่สร้างรายได้สูงที่สุดให้รัฐ โดยมีการประเมินว่า การปรับขึ้นเพียง 1% อาจเพิ่มรายได้ให้รัฐบาลได้หลายแสนล้านบาทต่อปี


แต่ VAT กลับเป็นภาษีที่อ่อนไหวทางการเมืองมากที่สุด เพราะเป็นภาษีที่ประชาชนทุกคนต้องจ่ายในอัตราเดียวกัน ไม่ว่าจะมีรายได้มากหรือน้อย จึงถูกวิจารณ์ว่าเป็นภาษีที่ส่งผลกระทบต่อผู้มีรายได้น้อยมากกว่ากลุ่มอื่น


ด้วยเหตุนี้ จึงมีข้อเสนอให้รัฐบาลทยอยปรับขึ้นแบบขั้นบันไดในช่วงหลายปีข้างหน้า พร้อมกับเพิ่มมาตรการช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางควบคู่กันไป


อย่างไรก็ตาม แนวทางที่ได้รับการสนับสนุนจากหลายฝ่ายมากที่สุดกลับไม่ใช่การขึ้นภาษี แต่เป็นการเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บภาษีเดิม


ตัวอย่างเช่น การทบทวนสิทธิประโยชน์ทางภาษีบางประเภท การจัดเก็บภาษีจากแพลตฟอร์มดิจิทัลข้ามชาติ การใช้มาตรการหักภาษี ณ ที่จ่ายในธุรกิจอีคอมเมิร์ซ และการผลักดันภาษีขั้นต่ำระดับโลก (Global Minimum Tax) ซึ่งถูกมองว่าเป็นการเพิ่มรายได้โดยไม่สร้างภาระใหม่ให้กับประชาชนส่วนใหญ่


นักเศรษฐศาสตร์จำนวนไม่น้อยยังชี้ว่า ปัญหาสำคัญของประเทศไทยในปัจจุบันอาจไม่ได้อยู่ที่ "เก็บภาษีน้อยเกินไป" แต่อยู่ที่ "เก็บภาษีได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ" และ “ใช้งบประมาณอย่างไม่มีประสิทธิภาพ"


ภาษีอัตราเดียว หนึ่งในเครื่องมือการเก็บภาษีให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

ในช่วงที่รัฐบาลกำลังเผชิญแรงกดดันด้านรายได้ของประเทศ หลายคนอาจนึกถึงการขึ้นภาษีเป็นลำดับแรก แต่ในความเป็นจริง ยังมีอีกแนวทางหนึ่งที่อาจช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บรายได้ของรัฐได้ โดยไม่จำเป็นต้องเพิ่มภาระให้ประชาชน นั่นคือ "การปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตให้เรียบง่ายขึ้น"

หนึ่งในแนวคิดที่ถูกพูดถึงมาอย่างต่อเนื่องคือ "ภาษีอัตราเดียว" หรือ Single Tax Rate

หลักการสำคัญของภาษีอัตราเดียวไม่ใช่การเก็บภาษีสูงขึ้น แต่เป็นการลดความซับซ้อนของระบบภาษี เพื่อให้การจัดเก็บมีประสิทธิภาพมากขึ้น ลดช่องว่างในการหลีกเลี่ยงภาษี และทำให้ภาครัฐสามารถคาดการณ์รายได้ได้แม่นยำกว่าเดิม รวมทั้งยังช่วยลดต้นทุนการบริหารอีกด้วย

ในขณะเดียวกัน การเก็บภาษีอัตราเดียวยังลดแรงจูงใจในการบิดเบือนตลาด ทั้งนี้เพราะเมื่อภาษีมีหลายอัตรา ผู้ประกอบการย่อมมีแรงจูงใจในการปรับเปลี่ยนสินค้า สูตรผลิตภัณฑ์ หรือแม้แต่โครงสร้างราคา เพื่อให้เข้าข่ายภาษีที่ต่ำกว่า ผลที่ตามมาคือการแข่งขันอาจไม่ได้อยู่ที่คุณภาพหรือประสิทธิภาพ แต่กลายเป็นการแข่งขันด้านการวางแผนภาษี

ภาษีอัตราเดียวช่วยให้ผู้ประกอบการแข่งขันกันบนพื้นฐานของคุณภาพ นวัตกรรม และประสิทธิภาพทางธุรกิจมากกว่าการหาช่องว่างทางกฎหมาย

ที่สำคัญที่สุดคือเป็นการเพิ่มรายได้รัฐอย่างยั่งยืนซึ่งหลายประเทศพบว่าการมีอัตราภาษีที่เรียบง่ายและชัดเจน ช่วยลดการหลีกเลี่ยงภาษีและเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บ

ทั้งนี้แม้ว่าอัตราภาษีอาจไม่ได้สูงขึ้น แต่รายได้ที่รัฐได้รับจริงกลับเพิ่มขึ้น เพราะฐานภาษีมีความโปร่งใสและตรวจสอบได้ง่ายกว่าเดิม ซึ่งสำหรับประเทศไทย ประเด็นนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งในช่วงที่รัฐบาลต้องการเพิ่มรายได้โดยไม่กระทบประชาชนมากเกินไป

สำหรับประเด็นเรื่องปัญหาสินค้าผิดกฎหมายนั้น แม้จะมีถกเถียงที่เกิดขึ้นบ่อยคือ เมื่อภาษีมีความแตกต่างระหว่างสินค้าอย่างมาก จะเกิดแรงจูงใจในการลักลอบนำเข้า การปลอมแปลงสินค้า หรือการหลีกเลี่ยงภาษีหรือไม่ ในทางตรงกันข้ามการกำหนดโครงสร้างภาษีที่เรียบง่ายและมีความสมดุล สามารถช่วยลดแรงจูงใจดังกล่าว และทำให้การบังคับใช้กฎหมายมีประสิทธิภาพมากขึ้น และยังสอดคล้องกับแนวคิดการปฏิรูประบบภาครัฐที่รัฐบาลทั่วโลกกำลังพยายามเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน ลดขั้นตอนที่ไม่จำเป็น และนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้ การปฏิรูประบบภาษีให้เรียบง่ายขึ้นถือเป็นส่วนหนึ่งของแนวทางเดียวกัน

คำถามสำคัญจึงอาจไม่ใช่ว่า “ควรขึ้นภาษีหรือไม่" แต่เป็นว่า "เราจะออกแบบระบบภาษีอย่างไรให้จัดเก็บได้เต็มเม็ดเต็มหน่วย โปร่งใส เป็นธรรม และมีต้นทุนต่ำที่สุด” เพราะบางครั้ง การเพิ่มรายได้ให้รัฐ อาจไม่ได้มาจากการเก็บเงินเพิ่มจากประชาชน แต่อาจมาจากการทำให้ระบบภาษีที่มีอยู่แล้วทำงานได้ดีขึ้นกว่าเดิม

ท้ายที่สุด การตัดสินใจเรื่องภาษีอาจไม่ใช่เพียงคำถามทางเศรษฐศาสตร์ แต่เป็นคำถามเรื่อง "ความไว้วางใจ" ระหว่างรัฐกับประชาชน


เพราะหากประชาชนเชื่อมั่นว่าเงินภาษีทุกบาทถูกใช้อย่างคุ้มค่า การปรับภาษีอาจเป็นเรื่องที่สังคมยอมรับได้


แต่หากความเชื่อมั่นยังไม่เกิดขึ้น การขึ้นภาษีแม้เพียงเล็กน้อย ก็อาจกลายเป็นชนวนของแรงต้านทางสังคมครั้งใหม่ได้เช่นกัน

"Triple Burden" เมื่อปัญหาการขาดวิตามินและแร่ธาตุที่สำคัญซุกซ่อนในร่างกายที่ดูสมบูรณ์

  "Triple Burden" เมื่อปัญหาการขาดวิตามินและแร่ธาตุที่สำคัญซุกซ่อนในร่างกายที่ดูสมบูรณ์

โดยปรกติแล้วเรามักจะคุ้นเคยกับภาวะขาดสารอาหารในเด็กเล็กที่เรียกว่า Double Burden ซึ่งประกอบไปด้วยภาวะโภชนาการต่ำกว่าเกณฑ์ และ ภาวะน้ำหนักเกินหรืออ้วน แต่ในปัจจุบัน รศ.พญ.สุชาอร แสงนิพันธ์กูล สาขากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ได้เปิดเผยข้อมูลที่สำคัญในการบรรยายหัวข้อเรื่อง The Relevancy of YCF in Thai Children : bridging the Iron Gap and Tackling Thailand’s Triple burden จัดโดยสมาคมผู้ผลิตอาหารทารกและเด็กเล็ก (PNMA) ว่าปัญหาใหญ่อีกปัญหาหนึ่งก็คือ ภาวะการขาดสารอาหารรอง หรือการขาดวิตามินและแร่ธาตุที่สำคัญ กลายเป็น  Triple Burden และเป็นปัญหาที่สามารถพบได้แม้ในเด็กที่ดูเหมือนปรกติ น้ำหนักและส่วนสูงอยู่ในเกณฑ์ และพบได้ในเด็กที่มีภาวะน้ำหนักเกินหรืออ้วน เช่นกัน

Triple Burden: ปัญหาโภชนาการ 3 ด้านที่เด็กไทยกำลังเผชิญ


ภาวะขาดสารอาหาร (Under-nutrition): เด็กที่ผอมหรือเตี้ยกว่าเกณฑ์ ซึ่งแม้จะมีแนวโน้มลดลงแต่ยังคงพบได้ในกลุ่มเด็กเปราะบาง เช่น เด็กเกิดก่อนกำหนด น้ำหนักแรกเกิดต่ำกว่าเกณฑ์ เด็กที่มีโรคประจำตัว


ภาวะโภชนาการเกิน (Over-nutrition): ปัญหาเด็กอ้วนที่มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว และมีระดับความอ้วนที่รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ


การขาดสารอาหารรอง เช่นขาดวิตามินและแร่ธาตุ (Micronutrient Deficiency) หรือที่เรียกว่า "Hidden Hunger" (ความหิวที่ซ่อนอยู่) ซึ่งเป็นด้านที่น่ากลัวที่สุด เพราะสามารถเกิดขึ้นได้กับเด็กที่มีรูปร่างปกติหรือแม้แต่ "เด็กอ้วน" ก็ตาม


วิธีการป้องกันและแนวทางแก้ไข

เพื่อปกป้องบุตรหลานจากภาวะ Triple Burden พ่อแม่และผู้ปกครองสามารถดำเนินการได้ดังนี้:


อย่าชะล่าใจเพียงเพราะลูกน้ำหนักตามเกณฑ์: หากลูกเริ่มมีพฤติกรรมกินยาก หรือเลือกกิน ควรปรึกษาแพทย์เพื่อซักประวัติอาหารอย่างละเอียด เพราะรูปร่างภายนอกไม่ได้การันตีว่าลูกได้รับสารอาหารครบถ้วน


การคัดกรอง (Screening) คือหัวใจสำคัญ: โดยเฉพาะการคัดกรองภาวะซีดตั้งแต่อายุ 9-12 เดือน เพื่อตรวจเช็กระดับความเข้มข้นของเม็ดเลือดแดงในร่างกาย เพราะภาวะโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็ก เป็นปัญหาที่สำคัญและพบบ่อยในเด็กเล็ก


เน้นความหลากหลายของอาหาร (Diversity): ส่งเสริมให้เด็กกินอาหารที่หลากหลายเพื่อสร้าง Gut Health (สุขภาพลำไส้) ที่ดี และป้องกันการขาดวิตามินและแร่ธาตุที่สำคัญ


ใช้ตัวช่วยเสริมในเด็กกินยาก: สำหรับเด็กที่ยังกินอาหารได้ไม่หลากหลาย การเลือกใช้ผลิตภัณฑ์เช่น Young Child Formula ที่มีการเสริม (Fortify) สารอาหารที่จำเป็น เช่น ธาตุเหล็ก วิตามิน และแร่ธาตุเข้าไป หรือการเสริมวิตามินและแร่ธาตุหลักด้วยยา ภายใต้การดูและและแนะนำจากแพทย์ จะเป็นตัวช่วยเสริมที่สำคัญเพื่อให้เด็กได้รับสารอาหารครบถ้วนตามความต้องการของสมองและร่างกาย ในระหว่างที่ผู้ปกครองปรับพฤติกรรมการกินให้กับลูก

ทั้งหมดนี้เพราะโภชนาการที่ดีไม่ใช่แค่การทำให้ลูก อิ่ม หรือ อ้วน แต่คือการทำให้ลูกได้รับสารอาหารที่ ครบถ้วน การตระหนักถึงภาวะ Triple Burden และการคัดกรองอย่างสม่ำเสมอ จะช่วยให้เราป้องกันปัญหาที่อาจส่งผลเสียต่อศักยภาพของเด็กไปตลอดชีวิต


เมื่อธาตุเหล็กหายไปในสายเลือดเด็กไทย

 เมื่อธาตุเหล็กหายไปในสายเลือดเด็กไทย

เด็กที่รับประทานอาหารน้อย คุณพ่อ คุณแม่จะรู้ได้ทันทีจากร่างกายที่ผอม ส่วนสูงและน้ำหนักที่ไม่เป็นไปตามเกณฑ์ ในขณะเดียวกันเด็กที่รับประทานอาหารมากเกินไป ก็รับรู้ปัญหาได้จากน้ำหนักเกิน แต่เด็กที่ได้รับธาตุเหล็กไม่เพียงพอ จนเกิดภาวะโลหิตจางจากการขาดธาตุเล็ก ผู้ปกครองไม่มีทางรู้ได้เลย ว่าเด็กน้อยวัย 1-3 ขวบปีกำลังขาดสารอาหารสำคัญในช่วงโอกาสทองของการเจริญเติบโตของสมองและพัฒนาการ ที่อาจส่งผลในระยะยาวจนถึงวัยผู้ใหญ่ 

รศ.พญ.สุชาอร แสงนิพันธ์กูล สาขากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ได้เปิดเผยข้อมูลสำคัญในการบรรยายหัวข้อเรื่อง The Relevancy of YCF in Thai Children : bridging the Iron Gap and Tackling Thailand’s Triple burden จัดโดยสมาคมผู้ผลิตอาหารทารกและเด็กเล็ก (PNMA) เผยว่าจากการศึกษาภาวะโภชนาการในเด็กไทย และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ พบความจริงที่น่ากังวลว่าเรากำลังเผชิญกับภาวะ "Triple Burden of Malnutrition" หรือภาวะทุพโภชนาการสามด้าน ซึ่งปัญหาอันดับต้นๆ ก็คือปัญหาการขาดสารอาหารรอง (Micronutrients) หรือการขาดวิตามินและแร่ธาตุที่สำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง "ธาตุเหล็ก" จากการศึกษาในผู้ป่วยเด็กที่เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลพบว่า ในบรรดาเด็กที่มีปัญหาขาดสารอาหารกลุ่มวิตามินและแร่ธาตุนั้น ธาตุเหล็กคือตัวแปรสำคัญที่พบสูงถึงร้อยละ 95 รองลงมาคือ การขาดวิตามินดี และแร่ธาตุสังกะสี ซึ่งแร่ธาตุเหล่านี้ทำงานร่วมกันในการเสริมสร้างความแข็งแรงของกระดูก การเจริญเติบโตทางร่างกาย และระบบภูมิคุ้มกัน

ธาตุเหล็กสำคัญอย่างไร

ธาตุเหล็กไม่ใช่แค่เรื่องของการสร้างเม็ดเลือดแดง แต่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการสร้าง "ไมอีลิน" (Myelin) และการทำงานของสมอง หากปล่อยให้เด็กอยู่ในภาวะซีดหรือขาดธาตุเหล็กในช่วงต้นของชีวิต โดยเฉพาะช่วง 2,500 วันแรก จะส่งผลเสียต่อการเรียนรู้ สติปัญญา (IQ) ในระยะยาวที่ยากจะเรียกคืนได้

ปัญหาจากพฤติกรรมการกิน 

ปัญหาส่วนใหญ่เกิดจาก พฤติกรรมการกิน โดยเฉพาะในเด็กวัยเตาะแตะที่เริ่มเลือกกิน ทำให้ได้รับสารอาหารไม่ครบถ้วน แต่ก่อนเวลาที่เด็กมีปัญหาด้านสมองเราอาจจะนึกถึงการขาดไอโอดีน แต่ปัจจุบันพบว่าเป็นจากการขาดธาตุเหล็ก ดังนั้นเวลาที่เราเห็นเด็กดูมีสุขภาพดี ส่วนสูง น้ำหนักได้ตามเกณฑ์ อย่าเพิ่งชะล่าใจ ควรใส่ใจเกี่ยวกับอาหารการกิน ชนิด และปริมาณของอาหารที่ลูกๆทานประจำ หากพบปัญหาจะได้ปรึกษากุมารแพทย์เพื่อแก้ไขได้ทัน หรือปรับอาหารให้เหมาะสมได้

ทางออกด้วยนวัตกรรมอาหาร Fortified

เมื่อการรับประทานอาหารตามธรรมชาติเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ หรือเด็กมีปัญหาเรื่องการเลือกกินหรือไม่กินอาหารอย่างใดอย่างหนึ่ง การใช้ นมสูตรเสริมสารอาหาร" (Fortified Formula) จึงเข้ามามีบทบาทสำคัญ โดยเฉพาะนมสำหรับเด็กเล็กที่มีการเติมธาตุเหล็ก วิตามินดี สังกะสี หรือวิตามินและแร่ธาตุที่จำเป็น เพื่อเป็นตัวช่วยเสริมให้เด็กได้รับสารอาหารตามความต้องการของร่างกายในแต่ละวัน 

เพราะในวันที่โลกหมุนเร็วและเด็กๆ เติบโตอย่างก้าวกระโดดในทุกวัน พฤติกรรมการกินและทางเลือกด้านโภชนาการที่เปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัย นมเสริมสารอาหารสำหรับเด็กในวันนี้จึงไม่ใช่แค่ทางเลือกสำหรับเด็กที่มีปัญหาด้านโภชนาการ แต่คือทางออกร่วมกับการปรับพฤติกรรมและดูแลด้านโภชนาการ สู่คำตอบในด้านสุขภาพที่แข็งแรงเป็นรากฐานที่มั่นคงตลอดชีวิตของพวกเขา

Photos:

        

    


#####################


รวบทันควัน! สาวเขมรโพสต์คลิปท้าทายอำนาจรัฐ ลักลอบเข้าเมืองทางช่องทางธรรมชาติ ชะล่าใจเดินเที่ยวห้างหรู โดนชุดสืบสวน ตม.ปทุมธานี แกะรอยรวบคาที่

 รวบทันควัน! สาวเขมรโพสต์คลิปท้าทายอำนาจรัฐ ลักลอบเข้าเมืองทางช่องทางธรรมชาติ ชะล่าใจเดินเที่ยวห้างหรู โดนชุดสืบสวน ตม.ปทุมธานี แกะรอยรวบคาที่

ตม.จว.ปทุมธานี, 18 มิถุนายน 2569 – ภายใต้การอำนวยการของ พ.ต.อ.ณัฐกิตติ์ มีสุข ผกก.ตม.จว.ปทุมธานี, พ.ต.ท.พีรพัฒน์ คล้ายคลึง รอง ผกก.ตม.จว.ปทุมธานี และ พ.ต.ต.หญิง สุภางค์กาญน์ มนตรีพิศาล สว.ตม.จว.ปทุมธานีและ พ.ต.ท.รวีศักดิ์ สุริยภักดิ์ สว.ฝ่ายบริการการศึกษา ศฝร.ตม. ช่วยราชการ ตม.จว.ปทุมธานี ได้สั่งการให้เจ้าพนักงานตำรวจชุดจับกุมนำโดย ร.ต.อ.สุวิทย์ สุทัศน์  ร.ต.อ.ชาติชนก สุวรรณทรรภ รอง สว.ตม.จว.ปทุมธานี พร้อมกำลังเจ้าหน้าที่ชุดสืบสวน ร่วมกันจับกุมตัว นางนากรี พล (MS.NAKRY PHON) อายุ 31 ปี สัญชาติกัมพูชา ผู้ต้องหาขบวนการลักลอบเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย  

สืบเนื่องจากกรณีที่ปรากฏกระแสบนสื่อสังคมออนไลน์ (Social Media) ซึ่งสร้างความตื่นตระหนกและเป็นการท้าทายอำนาจกฎหมายอย่างยิ่ง โดยมีหญิงต่างด้าวสัญชาติกัมพูชาคนดังกล่าว ได้โพสต์คลิปวิดีโออวดการลักลอบหนีเข้าประเทศไทยผ่านช่องทางธรรมชาติอย่างไม่เกรงกลัวกฎหมาย แถมยังชะล่าใจเข้าไปเดินท่องเที่ยวในห้างสรรพสินค้าชื่อดังอย่างสบายใจ พร้อมเช็กอินระบุพิกัดในโลกออนไลน์ เจ้าหน้าที่ชุดสืบสวน ตม.จว.ปทุมธานี ไม่นิ่งนอนใจ เร่งรัดติดตามข้อมูลเชิงลึกและลงพื้นที่แกะรอยตรวจสอบทันที จนกระทั่งสืบทราบพิกัดแน่ชัดก่อนเข้าทำการจับกุมตัวได้ที่บริเวณ ต.บึงทองหลาง อ.ลำลูกกา จ.ปทุมธานี  

จากการสอบสวนผู้ต้องหาให้การรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหา โดยยอมรับว่าตนเองได้ลักลอบเดินทางเข้ามาในประเทศไทยผ่านช่องทางธรรมชาติบริเวณบ้านแหลม อำเภอโป่งน้ำร้อน จังหวัดจันทบุรี จริง และเมื่อตรวจสอบในระบบสารสนเทศสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (BIOMETRICS) ก็ไม่พบข้อมูลการเดินทางเข้าเมืองอย่างถูกต้องแต่อย่างใด เจ้าหน้าที่จึงควบคุมตัวส่งพนักงานสอบสวน สภ.ลำลูกกา เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายและเข้าสู่กระบวนการผลักดันออกนอกราชอาณาจักรต่อไป  


ทั้งนี้ ตม.จว.ปทุมธานี ขอเตือนไปยังแรงงานต่างด้าวและกลุ่มผู้ลักลอบเข้าเมือง รวมถึงผู้ที่คิดจะใช้สื่อสังคมออนไลน์ในการกระทำผิดกฎหมายหรือท้าทายเจ้าหน้าที่รัฐ เจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจคนเข้าเมืองมีมาตรการเข้มงวดและตรวจสอบระบบสารสนเทศอย่างต่อเนื่อง หากพบการกระทำความผิดหรือต้องการแจ้งเบาะแส สามารถโทร. แจ้งสายด่วน 1178 ได้ทันที

สบพ. ต้อนรับอบอุ่น! "ภัคณัฏฐ์ มากช่วย" รับตำแหน่งผู้ว่าการฯ อีกวาระหนึ่ง ตามมติ ครม. อย่างเป็นทางการ ประกาศเดินหน้ายกระดับองค์กร มุ่งเน้นธรรมาภิบาล ความปลอดภัย และการทำงานเชิงรุก

 สบพ. ต้อนรับอบอุ่น! "ภัคณัฏฐ์ มากช่วย" รับตำแหน่งผู้ว่าการฯ อีกวาระหนึ่ง ตามมติ ครม. อย่างเป็นทางการ ประกาศเดินหน้ายกระดับองค์กร มุ่งเน้นธรรมาภิบาล ความปลอดภัย และการทำงานเชิงรุก

วันที่ 18 มิถุนายน 2569 เวลา 09.00 น. นางสาวภัคณัฏฐ์ มากช่วย ผู้ว่าการสถาบันการบินพลเรือน (ผวก.สบพ.) เป็นประธานการประชุมมอบนโยบายการบริหารงานแก่คณะผู้บริหาร เพื่อกำหนดทิศทางการดำเนินงานและเตรียมความพร้อมในการขับเคลื่อนองค์กรให้บรรลุเป้าหมายตามนโยบายของกระทรวงคมนาคม โดยมีคณะผู้บริหารร่วมรับฟังนโยบายและให้การต้อนรับอย่างอบอุ่นในโอกาสเข้ารับตำแหน่งอย่างเป็นทางการอีกวาระหนึ่งตามมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ณ ห้องประชุม CATC 3 ชั้น 17 อาคารพัฒนาบุคลากรด้านการบิน สถาบันการบินพลเรือน กรุงเทพฯ

 


นางสาวภัคณัฏฐ์ เปิดเผยว่า ตนเองมีความมุ่งมั่นที่จะต่อยอดความสำเร็จที่ได้ร่วมกันสร้างมา พร้อมทั้งขับเคลื่อนสถาบันการบินพลเรือนให้ก้าวสู่ความเป็นองค์กรด้านการบินของรัฐที่มีความเข้มแข็ง ทันสมัย และได้รับการยอมรับในระดับสากล โดยจะให้ความสำคัญกับนโยบายและทิศทางการดำเนินงานที่ได้รับมอบหมายจากรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม (ท่านภัทรพงศ์ ภัทรประสิทธิ์) ในคราวมาตรวจเยี่ยมและมอบนโยบายการดำเนินงานให้กับ สบพ. เมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2569 


การเข้ามาบริหารงานอีกวาระในครั้งนี้มาพร้อมกับความคาดหวังจากกระทรวงคมนาคมในการยกระดับการดำเนินงานขององค์กรให้มีประสิทธิภาพ โปร่งใส และเป็นไปตามหลักธรรมาภิบาล โดยจะมุ่งเน้นการบริหารงานภายใต้กฎ ระเบียบ และข้อกฎหมายอย่างเคร่งครัด ควบคู่กับการสร้างความสามัคคีภายในองค์กร เพื่อร่วมกันพัฒนา สบพ. ให้มีมาตรฐานการดำเนินงานที่เข้มแข็งและยั่งยืน ทั้งนี้ ได้มอบนโยบายให้ทุกหน่วยงานเร่งติดตามและประเมินผลการดำเนินงานในทุกมิติ ทั้งด้านสถานะทางการเงิน การบริหารงบประมาณ การติดตามความก้าวหน้าของโครงการจัดซื้อจัดจ้าง ตลอดจนการประเมินผลสัมฤทธิ์ของภารกิจในแต่ละหน่วยงาน เพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปตามเป้าหมายและสามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างทันท่วงที

 


โดยด้านการบริหารทรัพยากรบุคคล ได้เน้นย้ำการสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่ยึดหลักคุณธรรม ความโปร่งใส และความเป็นธรรม พร้อมกำชับให้ผู้บริหารทุกระดับปฏิบัติตนตามหลักจรรยาบรรณ และเป็นแบบอย่างที่ดีแก่บุคลากรในองค์กร รวมทั้งส่งเสริมการทำงานเป็นทีมและการพัฒนาศักยภาพบุคลากรอย่างต่อเนื่อง 

 

ในโอกาสนี้ ผวก.สบพ. ยังได้สะท้อนถึงความท้าทายสำคัญขององค์กร ภาระรายจ่ายที่เพิ่มขึ้น ความจำเป็นในการสร้างรายได้และเสริมความมั่นคงทางการเงินขององค์กร ตลอดจนการเตรียมความพร้อมรับมือกับความเสี่ยงและการแข่งขันที่เพิ่มขึ้นในอนาคต โดยมอบหมายให้ทุกหน่วยงานร่วมกันแสวงหาแนวทางเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานและสร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่ ๆ ให้กับองค์กร 

 


สำหรับศูนย์ฝึกการบิน (ศฝบ.) ได้เน้นย้ำให้ติดตามสถานะการฝึกของศิษย์การบินอย่างใกล้ชิด บริหารจัดการทรัพยากรด้านการฝึกบินให้เกิดประโยชน์สูงสุด และให้ความสำคัญกับมาตรฐานความปลอดภัยในการฝึกบินเป็นลำดับแรก พร้อมทั้งเร่งวางแผนการสรรหาบุคลากร การพัฒนาหลักสูตรใหม่ และการยกระดับมาตรฐานการฝึกให้สอดคล้องกับความต้องการของอุตสาหกรรมการบิน

 

นอกจากนี้ ได้มอบนโยบายให้ทุกหน่วยงานเตรียมการจัดทำงบประมาณประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2571 ควบคู่กับการทบทวนและปรับปรุงแผนการดำเนินงานประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 ให้สอดคล้องกับทิศทางการพัฒนาขององค์กร โดยเน้นการทำงานเชิงรุก การคิดเชิงกลยุทธ์ และการปรับตัวให้สอดคล้องกับนโยบายของกระทรวงคมนาคม เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนสถาบันการบินพลเรือนสู่การเป็นองค์กรชั้นนำด้านการพัฒนาบุคลากรการบินของประเทศและภูมิภาคอย่างยั่งยืนต่อไป

วันพุธที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2569

ททท. ขานรับนโยบายการท่องเที่ยวมูลค่าสูงของรัฐบาล และกระทรวงการท่องเที่ยวฯ ประกาศจับมือ Eastern & Oriental Express ผู้ให้บริการรถไฟลักชูรี่ระดับโลก สร้างประสบการณ์ท่องเที่ยวเมืองไทยในมิติใหม่ดึงดูดนักท่องเที่ยวคุณภาพจากทั่วโลก

 ททท. ขานรับนโยบายการท่องเที่ยวมูลค่าสูงของรัฐบาล และกระทรวงการท่องเที่ยวฯ ประกาศจับมือ Eastern & Oriental Express ผู้ให้บริการรถไฟลักชูรี่ระดับโลก สร้างประสบการณ์ท่องเที่ยวเมืองไทยในมิติใหม่ดึงดูดนักท่องเที่ยวคุณภาพจากทั่วโลก 

ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทยเติบโตจากจุดแข็งด้านธรรมชาติ วัฒนธรรม และการบริการที่ได้รับการยอมรับจากนักท่องเที่ยวทั่วโลก แต่ในยุคที่พฤติกรรมการเดินทางเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว  รวมถึง KPI ชี้วัดความสำเร็จของการท่องเที่ยวในปัจจุบัน คือ “คุณค่าเชิงประสบการณ์“ ที่ได้รับ และ “มูลค่า” ที่กระจายสู่เศรษฐกิจและชุมชนอย่างยั่งยืน


การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) จึงเล็งเห็นถึงการยกระดับการท่องเที่ยวทางรางให้เป็นอีกจุดเปลี่ยนสำคัญที่ตอบโจทย์แนวคิดดังกล่าวนี้  โดยใช้การเดินทางโดย “รถไฟ” เพื่อประตูแห่งประสบการณ์ ที่จะเปลี่ยนระยะทางให้กลายเป็นคุณค่าทางความรู้สึก และเปลี่ยนเส้นทางคมนาคมให้เป็นเส้นทางท่องเที่ยวที่มีความหมาย เปิดโอกาสให้นักเดินทางได้สัมผัสประเทศไทยในมิติที่แตกต่างจากการเดินทางรูปแบบอื่น


ซึ่งแนวทางของ ททท.นี้ สอดรับกับนโยบายส่งเสริมการท่องเที่ยวมูลค่าสูงของรัฐบาล และกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา รวมถึงนโยบายและกฎระเบียบใหม่ๆ ในการพัฒนาระบบรางของกระทรวงคมนาคม และการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ที่เอื้อต่อการเติบโตของอุตสาหกรรมท่องเที่ยว 



นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่า ททท. จึงได้นำทีมหารือร่วมกับ Mr. Gary Franklin กรรมการผู้จัดการ Belmond Trains บริษัทในเครือ LVMH ผู้ให้บริการรถไฟลักชูรี่ระดับโลก Eastern & Oriental Express เพื่อขับเคลื่อนการท่องเที่ยวคุณภาพสูงของประเทศไทย ภายใต้แนวคิด “Healing is the New Luxury” โดยโครงการดังกล่าวมุ่งตอบโจทย์นักท่องเที่ยวคุณภาพและกลุ่มผู้มีรายได้สูงจากทั่วโลก โดยมีแผนนำร่องที่จะเปิดเส้นทาง กรุงเทพฯ – กาญจนบุรี – หัวหิน – หาดใหญ่ – ปาดังเบซาร์ ภายในปี 2570




ททท. เชื่อว่าความร่วมมือครั้งนี้ จะเป็นการสร้างภาพลักษณ์ที่ดีสำหรับมาตรฐานการท่องเที่ยวไทย ส่งเสริมการขายสินค้าบริการท่องเที่ยว ควบคู่ เสน่ห์ไทย กับ 5 Must Do ตลอดจนช่วยกระจายการเดินทางและรายได้สู่เมืองรองและภูมิภาคของประเทศไทยอย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืนต่อไป


#AmazingThailand

#HealingIsTheNewLuxury

#EasternAndOrientalExpress


5 ศาสนารวมพลังถวายอาลัย “เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา” วธ. ประสานองค์การศาสนาทั่วประเทศร่วมถวายพระกุศลและจัดพิธีทางศาสนา

  5 ศาสนารวมพลังถวายอาลัย “เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา” วธ. ประสานองค์การศาสนาทั่วประเทศร่วมถวายพระกุศลและจัดพิธีทางศาสนา นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐ...