“รอย คอนซูเมอร์ โปรดักส์” เขย่าอุตสาหกรรม OEM ไทย ทรานส์ฟอร์มสู่ Strategic Partner ปักธงปั้นแบรนด์ CHILLY รุกตลาดโลกเต็มกำลัง
กรุงเทพฯ – ท่ามกลางการแข่งขันที่ทวีความเข้มข้นในอุตสาหกรรมรับจ้างผลิต (OEM) ของไทย ทั้งจากแรงกดดันด้านต้นทุน มาตรฐานสากลที่เข้มงวดขึ้น และพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว บริษัท รอย คอนซูเมอร์ โปรดักส์ จำกัด เดินเกมรุกครั้งสำคัญ ประกาศทรานส์ฟอร์มองค์กรสู่การเป็น “Strategic OEM Partner” อย่างเต็มรูปแบบ ประกาศรายได้ปี 2568 แตะ 470 ล้านบาท พร้อมปักธงปั้นแบรนด์ CHILLY ของบริษัทให้แตะ 100 ล้านบาท ภายในระยะเวลา 3 ปี
นายปิติพงศ์ รอยเรืองพานิช กรรมการผู้จัดการ บริษัท รอย คอนซูเมอร์ โปรดักส์ จำกัด เปิดเผยว่า บริษัทมีจุดเริ่มต้นจากธุรกิจเทรดดิ้งเคมีภัณฑ์สำหรับผลิตภัณฑ์ทำความสะอาด โดยเน้นการจัดหาวัตถุดิบและแบ่งบรรจุส่งต่อให้ร้านค้าและโรงงานขนาดเล็ก ก่อนจะมองเห็นช่องว่างเชิงโครงสร้างของตลาด OEM ไทยในอดีต ซึ่งส่วนใหญ่กำหนดปริมาณการสั่งผลิตขั้นต่ำค่อนข้างสูงในระดับร้อยตันหรือหลายพันชิ้น ส่งผลให้ผู้ประกอบการรายย่อยและเจ้าของแบรนด์เกิดใหม่ไม่สามารถเข้าถึงกำลังการผลิตที่ได้มาตรฐานในต้นทุนที่เหมาะสม
“เราจึงตัดสินใจเข้าสู่ธุรกิจ OEM เมื่อกว่า 15 ปีก่อน ซึ่งถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่วางรากฐานการเติบโตของบริษัทมาจนถึงปัจจุบัน โดยตั้งเป้าชัดเจนตั้งแต่ต้นว่าจะไม่เป็นเพียง ‘ผู้รับจ้างผลิต’ แต่ต้องเป็นพันธมิตรทางธุรกิจที่ช่วยสร้างความสำเร็จให้กับแบรนด์” เราไม่ได้มองตัวเองเป็นแค่โรงงาน แต่เป็นพาร์ตเนอร์เชิงกลยุทธ์ที่ช่วยลูกค้าตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ตั้งแต่การคิดสูตร วางตำแหน่งสินค้า คำนวณโครงสร้างต้นทุน ไปจนถึงการขยายตลาด หากลูกค้าเติบโตได้อย่างมั่นคง เราก็จะเติบโตอย่างยั่งยืนไปพร้อมกัน”
ปัจจุบัน รอย คอนซูเมอร์ โปรดักส์ พัฒนาศักยภาพสู่การเป็นผู้ผลิต OEM แบบครบวงจร (One-Stop Service) ดูแลลูกค้ากว่า 100 แบรนด์ ครอบคลุมการวิจัยและพัฒนาสูตร (R&D) การออกแบบและพัฒนาบรรจุภัณฑ์ การวิเคราะห์ต้นทุนและกำหนดโครงสร้างราคา การควบคุมคุณภาพ การขอขึ้นทะเบียนผลิตภัณฑ์ ไปจนถึงการให้คำปรึกษาด้านกลยุทธ์ช่องทางจำหน่าย ทั้ง Modern Trade, E-commerce และการส่งออก
นายปิติพงศ์ กล่าวต่อว่า ในปี 2568 บริษัทมีรายได้รวม 470 ล้านบาท แบ่งเป็นรายได้จากธุรกิจ OEM ประมาณ 450 ล้านบาท และรายได้จากแบรนด์ของบริษัทเองประมาณ 20 ล้านบาท โดยสัดส่วนรายได้หลักมาจากกลุ่มเครื่องสำอางและสกินแคร์ 70% ซึ่งเติบโตต่อเนื่องในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา รองลงมาคือกลุ่มผลิตภัณฑ์ในครัวเรือน 15% และธุรกิจเทรดดิ้งวัตถุดิบเคมีภัณฑ์อีก 15% สะท้อนความแข็งแกร่งของพอร์ตธุรกิจที่มีความหลากหลายและสมดุล
อีกปัจจัยความสำเร็จที่สร้างความแตกต่างคือ “ความยืดหยุ่นเชิงระบบ” (Operational Flexibility) โดยเฉพาะการรองรับคำสั่งซื้อที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจากกระแสออนไลน์ หรือที่เรียกว่า “ออเดอร์กระชาก” ซึ่งเป็นความท้าทายสำคัญของแบรนด์ยุคดิจิทัลที่ยอดขายสามารถพุ่งขึ้นภายในข้ามคืนจากกระแสโซเชียล “โรงงานต้องปรับตัวได้เร็วกว่าเดิม เราลงทุนในระบบการวางแผนการผลิต ทีมงาน และซัพพลายเชน เพื่อให้สามารถเพิ่มกำลังการผลิตได้ทันทีโดยไม่กระทบคุณภาพ เพราะความตรงต่อเวลาคือความน่าเชื่อถือของแบรนด์”
ในด้านนวัตกรรม บริษัทให้ความสำคัญกับการวิเคราะห์แนวโน้มตลาดล่วงหน้า โดยทีม Business Development ทำงานร่วมกับทีม R&D อย่างใกล้ชิด แบ่งแผนพัฒนาผลิตภัณฑ์เป็นรอบครึ่งปี เพื่อเตรียมสูตรมาตรฐานรองรับเทรนด์สำคัญ อาทิ ผลิตภัณฑ์กลุ่ม Organic และ Clean Beauty ผลิตภัณฑ์สูตรเฉพาะ (Niche & Formula-Driven) รวมถึงอิทธิพลเทรนด์ความงามจากจีนที่กำลังเติบโตในภูมิภาคเอเชีย“ธุรกิจ OEM ยุคใหม่ต้องคิดล่วงหน้าอย่างน้อยหนึ่งก้าว เราพัฒนาสูตรต้นแบบเตรียมไว้ก่อนตลาดจะมาถึง เพื่อให้ลูกค้าสามารถปรับแต่งและเปิดตัวสินค้าได้ทันจังหวะโอกาสทางธุรกิจ”
นายปิติพงศ์ กล่าวปิดท้ายว่า นอกจากรับจ้างผลิตสินค้าแล้ว บริษัทยังได้พัฒนาแบรนด์ของตนเองภายใต้ชื่อ “CHILLY” โดยกำหนดกลยุทธ์ชัดเจนไม่ให้ทับซ้อนกับลูกค้า OEM ในกลุ่มความงาม จึงเลือกโฟกัสกลุ่มผลิตภัณฑ์ดูแลบ้าน (Home Care) เป็นหลัก หนึ่งในผลิตภัณฑ์สำคัญคือ “เจลบอล” (Gel Ball / Laundry Pods) ซึ่งบริษัทเป็นหนึ่งในผู้ผลิตรายแรก ๆ ในประเทศไทยที่มีไลน์การผลิตภายในโรงงานของตนเอง นอกจากนี้ยังพัฒนานวัตกรรมน้ำยาทำความสะอาดกึ่งสำเร็จรูปภายใต้แนวคิด “เติมน้ำแล้วใช้ได้เลย” เพื่อลดต้นทุนการขนส่งและเพิ่มประสิทธิภาพด้านโลจิสติกส์
บริษัทตั้งเป้ายอดขายแบรนด์ CHILLY แตะ 100 ล้านบาทภายใน 3 ปี โดยมุ่งเน้นการขยายตลาดต่างประเทศเป็นหลัก ทั้งในเวียดนาม ฟิลิปปินส์ ลาว กัมพูชา อินเดีย บังกลาเทศ ตะวันออกกลาง และจีน โดยอาศัยจุดแข็งด้านภาพลักษณ์ “Made in Thailand” ซึ่งยังคงได้รับความเชื่อมั่นสูง โดยเฉพาะในกลุ่มผลิตภัณฑ์ความงามและดูแลผิว
“เราเชื่อว่าผู้ผลิตไทยมีศักยภาพแข่งขันในระดับภูมิภาคและระดับโลกได้ หากมีทั้งมาตรฐานสากล ความรวดเร็วในการปรับตัว และวิสัยทัศน์ที่ชัดเจน พร้อมเปิดรับพันธมิตรทางธุรกิจที่ต้องการเติบโตอย่างมั่นคง และสร้างแบรนด์ให้แข็งแรงในระยะยาวไปด้วยกัน”
จากธุรกิจเทรดดิ้งขนาดเล็ก สู่ผู้ผลิต OEM รายได้เกือบ 500 ล้านบาท และการวางยุทธศาสตร์รุกตลาดโลกอย่างเป็นระบบ รอย คอนซูเมอร์ โปรดักส์ กำลังสะท้อนภาพผู้ประกอบการไทยยุคใหม่ที่ไม่ได้แข่งขันกันด้วยกำลังการผลิตเพียงอย่างเดียว แต่แข่งขันด้วยกลยุทธ์ ความเข้าใจตลาด และความสามารถในการเติบโตเคียงข้างพันธมิตรทางธุรกิจอย่างแท้จริง พร้อมก้าวสู่บทบาทสำคัญในห่วงโซ่อุตสาหกรรมความงามและสินค้าอุปโภคบริโภคของภูมิภาคในอนาคตอันใกล้
สำหรับผู้ประกอบการที่สนใจ สามารถพบกับบริษัทได้ที่งาน Cosmopack CBE ASEAN Bangkok 2026 ซึ่งจัดขึ้นภายใต้งาน Cosmoprof CBE ASEAN Bangkok 2026 งาน B2B ในประเทศไทยเพื่อขยายโอกาสทางธุรกิจความงามในตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยมีกำหนดจัดงานระหว่างวันที่ 24–26 มิถุนายน 2569 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กรุงเทพฯ สอบถามข้อมูลและลงทะเบียนเข้าร่วมงานเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ cosmoprof.com และ Facebook: Cosmoprof CBE ASEAN Bangkok


































