วันศุกร์ที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2569

ศน. เดินหน้าส่งเสริม “สมาธิ” ยกระดับสุขภาวะทางจิตใจ สู่ Thailand Meditation Hub ณ โพธิธรรมญาณสถาน หาดใหญ่ จังหวัดสงขลา

 ศน. เดินหน้าส่งเสริม “สมาธิ” ยกระดับสุขภาวะทางจิตใจ สู่ Thailand Meditation Hub ณ โพธิธรรมญาณสถาน หาดใหญ่ จังหวัดสงขลา


เมื่อวันที่ 3 กรกฎาคม 2569 ณ โพธิธรรมญาณสถาน หาดใหญ่ จังหวัดสงขลา นายพจนาถ ปัญญาศิลป์ รองอธิบดีกรมการศาสนา ผู้แทนอธิบดีกรมการศาสนา เป็นประธานในพิธีเปิดโครงการ “สมาธิเสริมคุณธรรม นำชีวิตสู่สมดุล : Moral Meditation for Life Balance” ภายใต้กิจกรรมวิปัสสนาเพื่อคนทั้งมวล ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 เนื่องในโอกาสฉลองพระชนมายุ 99 พรรษา สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก 26 มิถุนายน 2569 และเพื่อถวายพระกุศลแด่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา โดยมีนายกองเอก อดุลย์ชูทอง รองผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา นางพิมพ์เพ็ญ พัฒโน ผู้แทนโพธิธรรมญาณสถาน หาดใหญ่ หัวหน้าส่วนราชการ ผู้บริหารสถานศึกษา เครือข่ายทางวัฒนธรรม องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และประชาชน เข้าร่วมกิจกรรมอย่างพร้อมเพรียง


นายพจนาถ ปัญญาศิลป์ รองอธิบดีกรมการศาสนา กล่าวว่า กระทรวงวัฒนธรรม โดยกรมการศาสนา ร่วมกับสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดสงขลา มูลนิธิโนอิ้งบุดด้า เพื่อการปกป้องพระพุทธศาสนา และภาคีเครือข่าย จัดกิจกรรมส่งเสริมการฝึกสมาธิ ภายใต้โครงการส่งเสริมคุณธรรมจริยธรรมเพื่อคนทั้งมวล เพื่อถวายพระกุศลแด่สมเด็จพระสังฆราช เนื่องในวาระฉลองพระชนมายุ 99 พรรษา และถวายพระกุศลแด่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา โดยดำเนินการตามประกาศของเลขานุการสมเด็จพระสังฆราช และปรับรูปแบบกิจกรรมให้เหมาะสมกับช่วงเวลาไว้ทุกข์ในพระราชสำนัก





กิจกรรมดังกล่าว เพื่อส่งเสริมให้ประชาชนพัฒนาจิตใจผ่านการฝึกสมาธิ เสริมสร้างสติ ความตระหนักรู้ในตนเอง ความเข้มแข็งทางจิตใจ และการบริหารจัดการอารมณ์ ยกระดับคุณภาพชีวิตและสร้างสังคมแห่งคุณธรรม ในสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงของโลกยุคดิจิทัลและเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่ส่งผลต่อสุขภาวะทางจิตของผู้คนในปัจจุบัน

ประเทศไทยมีศักยภาพด้านการปฏิบัติธรรมและการฝึกสมาธิ ด้วยสำนักปฏิบัติธรรมและสถานที่ฝึกสมาธิกว่า 2,000 แห่งทั่วประเทศ จึงพร้อมผลักดันสู่การเป็น “Thailand Meditation Hub” หรือศูนย์กลางการปฏิบัติสมาธิระดับสากล เพื่อส่งเสริมสุขภาวะทางจิตและคุณภาพชีวิตของประชาชนทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ

รองอธิบดีกรมการศาสนา กล่าวเพิ่มเติมว่า การจัดกิจกรรมครั้งนี้มีผู้เข้าร่วม 150 คน ประกอบด้วยผู้ปฏิบัติธรรม 50 คน และผู้เข้าร่วมพิธีเปิด 100 คน โดยมีกิจกรรมสำคัญ ได้แก่ การฝึกอานาปานสติ การเดินจงกรม และการเรียนรู้ผ่านหลักสูตร Journey to the Mind ซึ่งมุ่งพัฒนาสติ สมาธิ และการปรับกรอบความคิด (Mindset) เพื่อให้ผู้เข้าร่วมสามารถรู้เท่าทันความคิดและอารมณ์ของตนเอง นำหลักธรรมไปประยุกต์ใช้ในการดำเนินชีวิตได้อย่างเหมาะสม



นอกจากนี้ การดำเนินงานดังกล่าว สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ทุกช่วงวัย ผ่านการนำหลักธรรมทางพระพุทธศาสนามาเสริมสร้างสติปัญญา ความสงบภายใน และคุณภาพชีวิต พร้อมขับเคลื่อนการสร้างสังคมคุณธรรมด้วยพลัง “บวร” ได้แก่ บ้าน วัด และราชการ เพื่อการพัฒนาสังคมไทยอย่างยั่งยืน ///

วศ. ถ่ายทอดนวัตกรรม "ลดความฝาดเฝื่อนถั่วดาวอินคา" หนุนภาคเอกชนต่อยอดโปรตีนทางเลือกสู่ตลาดโลก

 วศ. ถ่ายทอดนวัตกรรม "ลดความฝาดเฝื่อนถั่วดาวอินคา" หนุนภาคเอกชนต่อยอดโปรตีนทางเลือกสู่ตลาดโลก

       กรมวิทยาศาสตร์บริการ (วศ.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เดินหน้าขับเคลื่อนงานวิจัยสู่การใช้ประโยชน์จริง โดยทีมวิจัยด้านนวัตกรรมอาหารของ วศ. ถ่ายทอดเทคโนโลยี "กระบวนการลดความฝาดเฝื่อนในถั่วดาวอินคา" ซึ่งเป็นนวัตกรรมที่ได้รับอนุสิทธิบัตร ให้แก่ บริษัท นิเคโอะ คอร์เปอเรชัน จำกัด จังหวัดระยอง เมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2569 โดยมี นายวัชรินทร์ สวัสดี พร้อมทีมวิจัยของบริษัท เข้าร่วมรับการถ่ายทอดเทคโนโลยีดังกล่าว เพื่อนำไปพัฒนาปรับปรุงคุณภาพผลิตภัณฑ์โปรตีนไอโซเลทจากถั่วดาวอินคาให้มีรสชาติที่ดีขึ้น ตอบโจทย์ตลาดโปรตีนทางเลือกที่กำลังเติบโตอย่างต่อเนื่อง


         ถั่วดาวอินคา (Sacha Inchi) เป็นพืชที่มีศักยภาพสูงในฐานะแหล่งโปรตีนทางเลือก เนื่องจากอุดมด้วยกรดไขมันโอเมก้า 3 และโปรตีนคุณภาพดี แต่หนึ่งในความท้าทายสำคัญของอุตสาหกรรมคือ "รสฝาดเฝื่อน" ที่ติดมากับผลิตภัณฑ์ ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาสินค้าให้เป็นที่ยอมรับในวงกว้าง การดำเนินงานที่สำคัญทีมวิจัย วศ. ได้คิดค้นกระบวนการที่ช่วยลดปัญหานี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งอยู่ในกระบวนการยื่นการรับรองด้วยอนุสิทธิบัตร และเป็นที่สนใจของผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม



        ความร่วมมือครั้งนี้สะท้อนบทบาทสำคัญของ วศ. ในการเชื่อมโยงระหว่างองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์กับภาคอุตสาหกรรม ช่วยยกระดับขีดความสามารถของผู้ประกอบการไทยให้สามารถผลิตสินค้านวัตกรรมที่มีคุณภาพ ตอบโจทย์เทรนด์สุขภาพและความยั่งยืนของผู้บริโภคยุคใหม่ พร้อมเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันทั้งในและต่างประเทศ

        ทั้งนี้ วศ. พร้อมสนับสนุนงานวิจัยและนวัตกรรมด้านอาหารอย่างต่อเนื่อง เพื่อผลักดันให้ผู้ประกอบการไทยก้าวสู่การเป็นผู้นำด้านนวัตกรรมอาหารแห่งอนาคต


#กรมวิทยาศาสตร์บริการ #กระทรวงการอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์วิจัยและนวัตกรรม #กระทรวงอว #นวัตกรรมอาหาร  #ถั่วดาวอินคา #โปรตีนทางเลือก

TRT ปรับโครงสร้างทุนบริษัทย่อย เสริมฐานการเงินรับการเติบโต​ คาด Q2 ผลงานใกล้เคียง Q1 พร้อมลุ้นปันผลระหว่างกาล หาก Cash Flow แข็งแกร่ง

 TRT ปรับโครงสร้างทุนบริษัทย่อย เสริมฐานการเงินรับการเติบโต​  คาด Q2 ผลงานใกล้เคียง Q1 พร้อมลุ้นปันผลระหว่างกาล หาก Cash Flow แข็งแกร่ง

บริษัท ถิรไทย จำกัด (มหาชน) หรือ TRT ผู้ผลิตหม้อแปลงไฟฟ้าและอุปกรณ์ระบบไฟฟ้าของไทย เดินหน้าปรับฐานการเงินกลุ่มบริษัท เสริมแกร่ง รองรับการเติบโตของธุรกิจพลังงานและโครงสร้างพื้นฐานไฟฟ้า ล่าสุดบอร์ดอนุมัติแผนปรับโครงสร้างทุน บริษัท แอล.ดี.เอส.เมทัล เวิร์ค จำกัด (LDS Metal Work) บริษัทย่อย เพื่อยกระดับฐานะการเงิน ล้างผลขาดทุนสะสม เพิ่มทุนปรับโครงสร้างทางการเงินและเสริมเงินทุนหมุนเวียน ขณะที่ผลประกอบการไตรมาส 2/2569 มีแนวโน้มใกล้เคียงไตรมาสแรก พร้อมพิจารณาจ่ายเงินปันผลระหว่างกาล หากกระแสเงินสดเป็นไปตามแผน

 

นายสัมพันธ์ วงษ์ปาน กรรมการผู้จัดการ บริษัท ถิรไทย จำกัด (มหาชน) หรือ TRT เปิดเผยว่า บริษัทเดินหน้าปรับโครงสร้างทางการเงินของกลุ่มบริษัทอย่างต่อเนื่อง เพื่อเพิ่มความแข็งแกร่งและยกระดับศักยภาพการแข่งขันในระยะยาว โดยล่าสุดคณะกรรมการบริษัทมีมติอนุมัติแผนปรับโครงสร้างทุนของ บริษัท แอล.ดี.เอส.เมทัล เวิร์ค จำกัด (LDS Metal Work) ซึ่งเป็นบริษัทย่อยที่ TRT ถือหุ้นในสัดส่วน 92.50% เพื่อฟื้นฐานะทางการเงินและรองรับการขยายธุรกิจในอนาคต

 

สำหรับแผนดังกล่าว ประกอบด้วยการ ลดทุนจดทะเบียน ผ่านการลดมูลค่าที่ตราไว้ (Par Value) ของหุ้น เพื่อล้างผลขาดทุนสะสมของบริษัทย่อย ก่อนดำเนินการ เพิ่มทุนจดทะเบียน เพื่อนำเงินที่ได้รับไปใช้ปรับโครงสร้างทางการเงินและเสริมเงินทุนหมุนเวียน (Working Capital) รองรับการดำเนินธุรกิจให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ซึ่งถือเป็นการปรับฐานทางการเงินให้มีความเหมาะสมกับทิศทางการเติบโตในอนาคต มากกว่าจะเป็นการแก้ไขปัญหาทางธุรกิจแต่อย่างใด

 

ภายใต้แผนดังกล่าว บริษัทย่อยจะลดทุนจดทะเบียนจาก 120 ล้านบาท เหลือ 30 ล้านบาท ผ่านการลดมูลค่าหุ้นจาก 100 บาท เหลือ 25 บาทต่อหุ้น ก่อนเพิ่มทุนจดทะเบียนอีกไม่เกิน 515 ล้านบาท ส่งผลให้ทุนจดทะเบียนเพิ่มเป็นไม่เกิน 545 ล้านบาท เพื่อนำเงินไปใช้ในการปรับโครงสร้างทางการเงินและเสริมสภาพคล่องในการดำเนินธุรกิจในระยะต่อไป

 

นายสัมพันธ์ กล่าวอีกว่า การปรับโครงสร้างทุนครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของแผนการบริหารเงินลงทุนภายในกลุ่มบริษัท เพื่อให้ทุกบริษัทในเครือมีฐานะการเงินที่แข็งแรง สามารถรองรับโครงการขนาดใหญ่และการขยายธุรกิจในอนาคต โดยเฉพาะในช่วงที่อุตสาหกรรมโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานทั่วโลกยังมีความต้องการลงทุนอย่างต่อเนื่อง ทั้งการขยายระบบส่งไฟฟ้า การลงทุนในพลังงานหมุนเวียน รวมถึงโครงการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด (Energy Transition)

 

"TRT ไม่ได้มองเพียงผลประกอบการระยะสั้น แต่ให้ความสำคัญกับการสร้างฐานการเงินที่มั่นคงในทุกบริษัทภายในกลุ่ม เพื่อรองรับการเติบโตในอีกหลายปีข้างหน้า การปรับโครงสร้างทุนของ LDS จึงเป็นการเตรียมความพร้อมให้สามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ และสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผู้ถือหุ้นในระยะยาว"

 

ในส่วนของผลการดำเนินงาน บริษัทประเมินว่า ผลประกอบการไตรมาส 2 ปี 2569 มีแนวโน้มใกล้เคียงกับไตรมาสแรกของปี โดยยังได้รับแรงสนับสนุนจากการทยอยรับรู้รายได้จากงานในมือ (Backlog) ทั้งในประเทศและต่างประเทศ รวมถึงคำสั่งซื้อจากโครงการด้านระบบไฟฟ้าและโครงสร้างพื้นฐานที่ทยอยส่งมอบอย่างต่อเนื่อง

ขณะเดียวกัน บริษัทเดินหน้าบริหารต้นทุนและกระแสเงินสดอย่างรอบคอบ เพื่อรักษาความสามารถในการทำกำไรและรองรับแผนการลงทุนในอนาคต

 

สำหรับนโยบายการจ่ายเงินปันผล นายสัมพันธ์ กล่าวว่า บริษัทให้ความสำคัญกับการสร้างผลตอบแทนที่เหมาะสมแก่ผู้ถือหุ้นอย่างต่อเนื่อง โดยหากผลการดำเนินงานและ กระแสเงินสด (Cash Flow) เป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้ บริษัทมีโอกาสพิจารณาจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลสำหรับผลประกอบการไตรมาส 2 ตามความเหมาะสม

 

"เรายังคงยึดหลักการสร้างสมดุลระหว่างการลงทุนเพื่อการเติบโตในอนาคต กับการสร้างผลตอบแทนที่ดีให้ผู้ถือหุ้น หากสถานะกระแสเงินสดมีความแข็งแรงเพียงพอ คณะกรรมการก็พร้อมพิจารณาการจ่ายเงินปันผลตามนโยบายของบริษัท"

 

นายสัมพันธ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า TRT ยังคงเดินหน้าตามยุทธศาสตร์การก้าวสู่ Global Energy Infrastructure Player โดยมุ่งขยายธุรกิจหม้อแปลงไฟฟ้ากำลังขนาดใหญ่และอุปกรณ์ระบบส่งไฟฟ้าสู่ตลาดต่างประเทศ ซึ่งได้รับแรงหนุนจากการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานพลังงานทั่วโลก การขยายโครงข่ายไฟฟ้า การลงทุนในศูนย์ข้อมูล (Data Center) รวมถึงการเติบโตของอุตสาหกรรมพลังงานสะอาด ส่งผลให้ความต้องการหม้อแปลงไฟฟ้าประสิทธิภาพสูงยังอยู่ในระดับที่แข็งแกร่งอย่างต่อเนื่อง

วันพฤหัสบดีที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2569

วว. ผนึกกำลัง กยท. ยกระดับความปลอดภัยทางถนน เปิดตัวนวัตกรรม “ราวกันชนลูกกลิ้งยางพารา”โชว์จุดเด่นลดแรงกระแทก-หนุนเศรษฐกิจชาวสวนยางอย่างยั่งยืน

 วว. ผนึกกำลัง กยท. ยกระดับความปลอดภัยทางถนน เปิดตัวนวัตกรรม “ราวกันชนลูกกลิ้งยางพารา”โชว์จุดเด่นลดแรงกระแทก-หนุนเศรษฐกิจชาวสวนยางอย่างยั่งยืน

กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดย สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) ร่วมกับ การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) ประกาศความสำเร็จในการขับเคลื่อนนวัตกรรมความปลอดภัยบนท้องถนน เปิดตัว “ราวกันชนชนิดลูกกลิ้งยางพาราต้นแบบ : Rolling Guard Barrier” นวัตกรรมฝีมือคนไทยที่ผ่านการทดสอบตามแนวทางมาตรฐานระดับสากล มุ่งลดอัตราการสูญเสียชีวิตและทรัพย์สินบริเวณทางโค้งอันตราย พร้อมกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากด้วยการแปรรูปยางพาราไทยสู่อุตสาหกรรมความปลอดภัย ระบุช่วยยกระดับมูลค่าตลาดรวมกว่า 4.5 แสนล้านบาท โอกาสนี้ วว. และ กยท. ยังได้ลงนามบันทึกความร่วมมือ เพื่อขยายกรอบการดำเนินงาน เสริมแกร่งเศรษฐกิจประเทศให้ยั่งยืน โดยได้รับเกียรติจาก นายคณัสชนม์ ศรีเจริญรอง  รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา เป็นสักขีพยาน ในการนี้ คณะผู้บริหาร นักวิจัย บุคลากรทั้งสองหน่วยงาน  ผู้แทนหน่วยงานภาคีเครือข่ายภาครัฐและเอกชนร่วมเป็นเกียรติและแสดงความยินดี  (วันที่ 2 กรกฎาคม 2569 ณ อาคารถ่ายทอดเทคโนโลยีสร้างมูลค่าเพิ่มวัสดุ  สถานีวิจัยลำตะคอง จังหวัดนครราชสีมา)



ผศ.ดร.วีรชัย อาจหาญ ผู้ว่าการ วว. กล่าวว่า ปัญหาอุบัติเหตุทางถนนบริเวณทางโค้งและทางลาดชันเป็นสาเหตุสำคัญที่นำมาซึ่งความสูญเสียอย่างมหาศาล วว. จึงได้ดำเนินโครงการวิจัย “การพัฒนาราวกันชนชนิดลูกกลิ้งยางพาราต้นแบบ (Rolling Guard Barrier) สำหรับกันกระแทกบริเวณทางโค้งถนนทางหลวง” โดยมี ดร.ศิริพร ลาภเกียรติถาวร ผู้เชี่ยวชาญพิเศษ วว. เป็นหัวหน้าโครงการ และได้รับการสนับสนุนทุนวิจัยจาก การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) ประสบผลสำเร็จในการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ต้นแบบที่มีประสิทธิภาพตอบโจทย์ทั้งในมิติด้านความปลอดภัยและมิติด้านเศรษฐกิจ พร้อมทั้งสามารถคว้ารางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 จากการประกวดนวัตกรรมยางพาราเชิงธุรกิจ (SME & Startup) ประจำปี 2569 ด้วย

“... วว. และการยางแห่งประเทศไทยบูรณาการดำเนินงานพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากชุมชน ส่งเสริมอาชีพ สร้างรายได้ให้เกษตรกรไทยร่วมกันมาอย่างต่อเนื่อง และในวันนี้หน่วยงานของเราทั้งสองได้ขยายกรอบการดำเนินงานส่งเสริมการใช้ทรัพยากรร่วมกันด้านการอบรม วิจัย พัฒนา และนวัตกรรมผลผลิตยางพารา รวมถึงผลิตภัณฑ์ยางหรือผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับยาง ให้มีการวิจัยและพัฒนาโรงเรือนเพาะปลูกพืชเศรษฐกิจ เพื่อสร้างรายได้ให้เกษตรกรผู้ปลูกยางพารา ร่วมกันส่งเสริมให้เกิดการนำงานวิจัยไปใช้ประโยชน์ได้อย่างเป็นรูปธรรม นำวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมไปพัฒนาอาชีพเสริมและสร้างมูลค่าเพิ่ม แก่เกษตรกรผู้ปลูกยางพารา เพื่อการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน...” ผู้ว่าการ วว. กล่าว






นายโกศล บุญคง รองผู้ว่าการด้านบริหาร รักษาการแทนผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย กล่าวว่า การยางแห่งประเทศไทย มีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้สนับสนุนทุนวิจัยในโครงการนี้ และได้ร่วมมือกับ วว. ในการผลักดันนวัตกรรม “ราวกันชนชนิดลูกกลิ้งยางพาราต้นแบบ” จนประสบความสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญในการส่งเสริมและเพิ่มปริมาณการใช้ยางพาราภายในประเทศตามนโยบายของรัฐบาล การเปลี่ยนน้ำยางพาราดิบให้กลายเป็นอุตสาหกรรมความปลอดภัยบนท้องถนน นอกจากจะช่วยยกระดับความปลอดภัยและลดความสูญเสียของผู้ใช้รถใช้ถนนอย่างมีประสิทธิภาพเท่านั้น แต่ยังเป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลผลิตยางพารา อันจะส่งผลให้พี่น้องเกษตรกรชาวสวนยางมีช่องทางการจำหน่ายที่หลากหลายและมีรายได้ที่มั่นคงยั่งยืนยิ่งขึ้น นอกจากนั้นการลงนามบันทึกความร่วมมือในวันนี้ จะทำให้ทั้งสองหน่วยงานได้ร่วมกันบูรณาการองค์ความรู้ เทคโนโลยี และการฝึกอบรม เพื่อขยายผลงานวิจัยสู่เชิงพาณิชย์และยกระดับอุตสาหกรรมยางพาราไทยให้เติบโตอย่างเข้มแข็งต่อไป




ดร.ศิริพร ลาภเกียรติถาวร ผู้เชี่ยวชาญพิเศษ วว. ในฐานะหัวหน้าโครงการฯ กล่าวถึงจุดเด่นและการนำไปใช้ประโยชน์ของราวกันชนชนิดลูกกลิ้งยางพาราต้นแบบว่า นวัตกรรมดังกล่าวถูกออกแบบและขึ้นรูปด้วยโครงสร้างพิเศษ ที่มีคุณสมบัติในการดูดซับและลดพลังงานจากแรงกระแทกได้อย่างดีเยี่ยม โดยตัวลูกกลิ้งสามารถหมุนฟรีเมื่อเกิดการชน ช่วยประคองยานพาหนะให้กลับเข้าสู่เส้นทางและลดความรุนแรงของอุบัติเหตุได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผลิตภัณฑ์ผ่านการทดสอบความปลอดภัยอย่างเข้มงวด ทั้งในระดับห้องปฏิบัติการและการทดสอบการชนภาคสนาม (Field Crash Test) ซึ่งพบว่า ลดแรงกระแทกได้ดีกว่าราวกันชนเหล็กทั่วไปอย่างชัดเจน อีกทั้งยังช่วยลดการนำเข้าเทคโนโลยีลูกกลิ้งสังเคราะห์จากต่างประเทศที่มีราคาสูง


นวัตกรรม “ราวกันชนชนิดลูกกลิ้งยางพาราต้นแบบ : Rolling Guard Barrier” นอกจากจะช่วยปกป้องชีวิตผู้ใช้ถนนแล้ว ยังมี Impact เชิงเศรษฐกิจที่สำคัญ ได้แก่

1. เพิ่มปริมาณการใช้ยางในประเทศ โดยการติดตั้งราวกันชนทุก ๆ 1 กิโลเมตร จะช่วยเพิ่มปริมาณการใช้น้ำยางพาราไทยได้สูงถึง 21 ตัน

2) ขับเคลื่อนมูลค่าตลาด ผลักดันให้เกิดอุตสาหกรรมแปรรูปยางพาราเพื่อความปลอดภัย ยกระดับมูลค่าตลาดรวมในประเทศให้สูงถึง 456,025 ล้านบาท

3) สร้างรายได้สู่ฐานราก เกษตรกรชาวสวนยางมีรายได้ที่มั่นคงและยั่งยืนขึ้นจากการเปลี่ยนสินค้าเกษตรให้เป็นผลิตภัณฑ์นวัตกรรมมูลค่าสูง


ความสำเร็จของ วว. และ กยท. ในการวิจัยและพัฒนา “ราวกันชนลูกกลิ้งยางพารา” ดังกล่าว ถือเป็นก้าวสำคัญในการบูรณาการงานวิจัย วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม เข้ามาช่วยแก้ไขปัญหาของประเทศอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งจะช่วยปกป้องชีวิตผู้ใช้รถใช้ถนนด้วยมาตรฐานความปลอดภัยระดับสูง และยังจะเป็นฟันเฟืองสำคัญในการพลิกฟื้นอุตสาหกรรมยางพาราไทย ที่เปลี่ยนจากสินค้าเกษตรขั้นปฐมภูมิให้เป็นนวัตกรรมเชิงพาณิชย์ที่มีมูลค่าสูง นับเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญในการยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรไทย และขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศให้เติบโตอย่างมั่งคั่งและยั่งยืน


สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมและรับบริการด้านเพิ่มมูลค่ายางพาราด้วย วทน. ติดต่อได้ที่ อาคารศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีสร้างมูลค่าเพิ่มวัสดุธรรมชาติ สถานีวิจัยลำตะคอง วว. call center โทร.0 2577 9000 หรือที่ siriporn@tistr.or.th


#อว #วว #TISTR #กยท #ยางพารา #วทน #เกษตรกร #สวนยาง

 #ราวกันชนลูกกลิ้งยางพารา #นวัตกรรมความปลอดภัยบนท้องถนน

#RollingGuardBarrier #SustainableInnovation

#สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย

ก.แรงงาน ปักหมุดสระแก้ว เปิด SAKAEO SKILLS FOR ALL เรียนได้งบ จบได้งาน” สร้างทักษะ สร้างอาชีพ

 ก.แรงงาน ปักหมุดสระแก้ว เปิด SAKAEO SKILLS FOR ALL  เรียนได้งบ จบได้งาน” สร้างทักษะ สร้างอาชีพ

วันที่ 2 กรกฎาคม 2569 นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เป็นประธานในพิธีเปิดโครงการ “SAKAEO SKILLS FOR ALL : เรียนได้งบ จบได้งาน ยกระดับทักษะ เติมโอกาส สร้างรายได้อย่างยั่งยืน”  โดยมี นายปริญญา โพธิสัตย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดสระแก้ว กล่าวต้อนรับ นายสมาสภ์ ปัทมะสุคนธ์ อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน กล่าวรายงานวัตถุประสงค์ของการจัดโครงการ พร้อมด้วยหัวหน้าส่วนราชการ ผู้บริหารหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน สถานประกอบกิจการ และสถานศึกษา เข้าร่วมงานอย่างพร้อมเพรียง ณ สถาบันพัฒนาฝีมือแรงงาน 31 สระแก้ว 



นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เปิดเผยหลังจากเป็นประธานว่า กระทรวงแรงงานให้ความสำคัญกับการพัฒนาทักษะแรงงานอย่างต่อเนื่อง เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจ เทคโนโลยีดิจิทัล และรูปแบบการจ้างงานที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยขับเคลื่อนนโยบาย “เรียนได้งบ จบได้งาน” เปิดโอกาสให้ประชาชนทุกกลุ่มเข้าถึงการเรียนรู้ตลอดชีวิต ทั้งการยกระดับทักษะ (Upskill) การเพิ่มทักษะใหม่ (Reskill) และการสร้างทักษะแห่งอนาคต (New Skill) เพื่อนำไปสู่การมีงานทำที่มั่นคง มีรายได้เพิ่มขึ้น และยกระดับคุณภาพชีวิตอย่างยั่งยืน ซึ่งจังหวัดสระแก้วเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์ด้านเศรษฐกิจที่มีศักยภาพทั้งด้านอุตสาหกรรม การค้า การบริการ การท่องเที่ยว และการเชื่อมโยงเศรษฐกิจชายแดน การพัฒนากำลังแรงงานให้มีทักษะตรงกับความต้องการของตลาด จึงเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของจังหวัดและประเทศ พร้อมชื่นชมความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน สถานศึกษา และสถานประกอบกิจการ ที่ร่วมกันสร้างพื้นที่แห่งการเรียนรู้และเปิดโอกาสให้ประชาชนได้เรียนรู้จากการปฏิบัติจริง สามารถนำองค์ความรู้ไปต่อยอดสู่อาชีพและสร้างรายได้ได้อย่างเป็นรูปธรรม

ด้าน นายสมาสภ์ ปัทมะสุคนธ์ อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน กล่าวเสริมว่า กระทรวงแรงงาน มอบหมายให้กรมพัฒนาฝีมือแรงงานมุ่งพัฒนาศักยภาพกำลังแรงงานให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงานและเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลง เพื่อให้ประชาชนทุกกลุ่มสามารถเข้าถึงการฝึกอบรม การทดสอบมาตรฐานฝีมือแรงงาน และการรับรองความรู้ความสามารถ อันจะนำไปสู่การมีงานทำและสร้างรายได้อย่างมั่นคง






สำหรับโครงการ “SAKAEO SKILLS FOR ALL” จัดขึ้นโดยสถาบันพัฒนาฝีมือแรงงาน 31 สระแก้ว เพื่อเปิดโอกาสให้แรงงานในสถานประกอบกิจการ แรงงานอิสระ ผู้ว่างงาน นักเรียน นักศึกษา ผู้ประกอบอาชีพอิสระ ผู้สูงอายุ ผู้พิการ และประชาชนทั่วไป ได้เข้าถึงองค์ความรู้และการพัฒนาทักษะอาชีพอย่างทั่วถึง โดยได้รับความร่วมมือจากจังหวัดสระแก้ว หน่วยงานในสังกัดกระทรวงแรงงาน สถานศึกษา สถานประกอบกิจการ และภาคีเครือข่าย ร่วมจัดนิทรรศการและกิจกรรมสาธิตกว่า 30 บูธ ครอบคลุมเทคโนโลยีสมัยใหม่ อาทิ ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ระบบ IoT พลังงานสะอาด การแปรรูปสินค้าเกษตร การประกอบอาหาร เครื่องดื่ม งานบริการ สุขภาพและเวลเนส ตลอดจนการทดสอบมาตรฐานฝีมือแรงงาน การรับรองความรู้ความสามารถ การแนะแนวอาชีพ และการจัดหางานแบบครบวงจร

ทั้งนี้ ท่านจุลพันธ์ได้เยี่ยมชมกิจกรรมสาธิตการฝึกอาชีพและนิทรรศการภายในงาน อาทิ เทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้า (EV) กราฟิกดีไซน์และเทคโนโลยีดิจิทัล การแปรรูปสินค้าเกษตรและผลิตภัณฑ์ชุมชน การประกอบอาหารไทย สตรีทฟู้ด บาริสต้ามืออาชีพ การทำเบเกอรี่ การนวดสปาและเวลเนส การตัดผมชายมืออาชีพ การสาธิตระบบโซลาร์เซลล์ การทดสอบมาตรฐานฝีมือแรงงานแห่งชาติ และพบปะพูดคุยกับผู้ผ่านการฝึกอบรมช่างเชื่อมทิกอลูมิเนียมแผ่นบาง กลุ่มผู้พิการทางการเคลื่อนไหว ตลอดจนเยี่ยมชมนิทรรศการของหน่วยงานในสังกัดกระทรวงแรงงานและเครือข่ายสถานประกอบกิจการในครั้งนี้ด้วย นายสมาสภ์ กล่าวทิ้งท้าย

ศน. เดินหน้าส่งเสริม “สมาธิ” ยกระดับสุขภาวะทางจิตใจ สู่ Thailand Meditation Hub ณ โพธิธรรมญาณสถาน หาดใหญ่ จังหวัดสงขลา

  ศน. เดินหน้าส่งเสริม “สมาธิ” ยกระดับสุขภาวะทางจิตใจ สู่ Thailand Meditation Hub ณ โพธิธรรมญาณสถาน หาดใหญ่ จังหวัดสงขลา เมื่อวันที่ 3 กรกฎา...