วันศุกร์ที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569

HMPRO กำไรปี 68 แตะ 6,011 ล้านบาท ROE 22.73%เคาะปันผล 0.22 บาท ตอกย้ำหุ้นค้าปลีกบ้านฐานะแกร่ง ลุยเกม Hybrid Store ปูทางเติบโตระยะยาว

 HMPRO กำไรปี 68 แตะ 6,011 ล้านบาท ROE 22.73%เคาะปันผล 0.22 บาท ตอกย้ำหุ้นค้าปลีกบ้านฐานะแกร่ง ลุยเกม Hybrid Store ปูทางเติบโตระยะยาว

บริษัท โฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ โฮมโปร (HMPRO) รายงานผลประกอบการประจำปีสิ้นสุดวันที่ 31 ธันวาคม 2568 โดยมีกำไรสุทธิ 6,011.39 ล้านบาท ตอกย้ำฐานะการเงินที่แข็งแกร่งและความสามารถสร้างผลตอบแทนให้ผู้ลงทุนอย่างต่อเนื่อง แม้เศรษฐกิจยังเผชิญความไม่แน่นอนจากกำลังซื้อที่ผันผวนและแรงกดดันด้านต้นทุนการดำเนินงานต่างๆ อีกทั้งบอร์ดบริษัทเสนอพิจารณาอนุมัติจ่ายเงินปันผลในประชุมผู้ถือหุ้นประจำปี 2569 เป็นเงินสดที่อัตรา 0.22 บาท/หุ้น โดยขึ้นเครื่องหมาย XD วันที่ 22 เม.ย.2569 และจ่ายจริงวันที่ 7 พ.ค.2569 ซึ่งแสดงถึงความมั่นใจในศักยภาพสร้างกระแสเงินสดของธุรกิจ แม้สภาพตลาดเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งยังสามารถบริหารจัดการต้นทุน ควบคุมค่าใช้จ่าย และรักษาระดับความสามารถทำกำไรได้อย่างมีประสิทธิภาพ ควบคู่กับการเดินหน้าลงทุนเชิงกลยุทธ์เพื่อรองรับการเติบโตในระยะยาว

นายวีรพันธ์ อังสุมาลี กรรมการผู้จัดการ บริษัท โฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ โฮมโปร (HMPRO) เปิดเผยถึงผลการดำเนินงานของบริษัทฯ ประจำปี 2568 สิ้นสุดวันที่ 31 ธันวาคม 2568 ว่า บริษัทฯ มีกำไรสุทธิ 6,011.39 ล้านบาท ขณะที่อัตรากำไรก่อนภาษีอยู่ที่ 7,427.78 ล้านบาท และกำไรก่อนค่าใช้จ่ายทางการเงินและภาษีเงินได้ (EBIT) 8,099.72 ล้านบาท สะท้อนศักยภาพของโมเดลธุรกิจที่ยังสามารถสร้างผลตอบแทนได้อย่างต่อเนื่อง อัตรากำไรขั้นต้นอยู่ที่ 26.71% แสดงถึงประสิทธิภาพในการบริหารสินค้า การกำหนดราคา และการสร้างมูลค่าเพิ่มผ่านบริการที่เกี่ยวเนื่อง โดยเฉพาะบริการจาก “ช่างโฮมโปร” ที่ยังคงเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญในการเสริมความแตกต่างทางการแข่งขัน


ในมิติของผลตอบแทนต่อผู้ถือหุ้น บริษัทมีอัตราผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (ROE) อยู่ที่ 22.73% ซึ่งถือว่าอยู่ในระดับสูงเมื่อเทียบกับกลุ่มค้าปลีก สะท้อนความสามารถในการใช้เงินทุนสร้างกำไรได้อย่างมีประสิทธิภาพ ขณะที่โครงสร้างเงินทุนยังอยู่ในระดับเหมาะสม โดย ณ สิ้นปี 2568 บริษัทมีสินทรัพย์รวม 70,648.48 ล้านบาท หนี้สินรวม 44,551.25 ล้านบาท อัตราส่วนหนี้สินต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (D/E) เท่ากับ 1.71 เท่า และอัตราหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยต่อทุนอยู่ที่เพียง 0.71 เท่า แสดงถึงความสามารถในการบริหารความเสี่ยงทางการเงิน และไม่สร้างแรงกดดันต่อฐานะการเงินในระยะยาว


ด้านสภาพคล่อง บริษัทมีกระแสเงินสดสุทธิจากกิจกรรมดำเนินงานสูงถึง 9,337.05 ล้านบาท ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่สะท้อนความแข็งแกร่งของธุรกิจหลัก และเป็นฐานรองรับทั้งการลงทุนขยายสาขา การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และการดูแลผลตอบแทนผู้ถือหุ้นอย่างสม่ำเสมอ ทั้งนี้คณะกรรมการบริษัทมีมติเสนอจ่ายเงินปันผลสำหรับผลการดำเนินงานปี 2568 ในอัตรา 0.22 บาทต่อหุ้น กำหนดขึ้นเครื่องหมาย XD วันที่ 22 เมษายน 2569 และจ่ายเงินปันผลในวันที่ 7 พฤษภาคม 2569 ตอกย้ำความมุ่งมั่นในการสร้างผลตอบแทนที่ต่อเนื่องให้แก่นักลงทุน


นายวีรพันธ์ กล่าวอีกว่า ปีที่ผ่านมาเป็นอีกปีที่ธุรกิจต้องเผชิญความท้าทายรอบด้าน ทั้งจากภาวะเศรษฐกิจที่ขยายตัวในระดับจำกัด ปัญหาหนี้ครัวเรือน รวมถึงสถานการณ์ภัยธรรมชาติในบางพื้นที่ อย่างไรก็ตาม บริษัทสามารถจำกัดผลกระทบให้อยู่ในระดับที่บริหารจัดการได้ ผ่านมาตรฐานบริหารความเสี่ยง การทำประกันภัยที่ครอบคลุม และการใช้แผนบริหารความต่อเนื่องทางธุรกิจ (BCP) อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมเดินหน้ากลยุทธ์เติบโตอย่างมีคุณภาพ โดยมุ่งเน้นการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน และการสร้างประสบการณ์ลูกค้าที่แตกต่าง


สิ้นปี 2568 HMPRO มีสาขารวมทั้งสิ้น 133 สาขา ประกอบด้วย โฮมโปร 87 สาขา, โฮมโปรเอส 4 สาขา, เมกาโฮม 21 สาขา, Hybrid Store 14 สาขา และโฮมโปรมาเลเซียอีก 7 สาขา โดยในปีที่ผ่านมาได้เปิดสาขาใหม่รวม 10 แห่ง พร้อมเร่งขยายรูปแบบ Hybrid Store ซึ่งเป็นการผสานโฮมโปรและเมกาโฮมไว้ในพื้นที่เดียวกัน เพื่อรองรับทั้งกลุ่มเจ้าของบ้านและกลุ่มช่างผู้รับเหมาในทำเลศักยภาพ โมเดลดังกล่าวช่วยเพิ่มโอกาสในการขายจากความครบวงจรของสินค้า และยังช่วยลดต้นทุนการบริหารจัดการผ่านการใช้ทรัพยากรร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ในด้านการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน บริษัทได้ขยายศูนย์กระจายสินค้าและติดตั้งระบบคลังสินค้าอัตโนมัติ (ASRS) เพื่อยกระดับความแม่นยำและความรวดเร็วในการบริหารสต็อก รองรับการเติบโตในอนาคต พร้อมพัฒนาบริการจัดส่งสินค้าขนาดเล็กภายใน 1 ชั่วโมง เพื่อตอบโจทย์พฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่ นอกจากนี้ยังขยายแพลตฟอร์ม Marketplace เพื่อเพิ่มความหลากหลายของสินค้า และพัฒนาแพลตฟอร์ม B2B รองรับกลุ่มลูกค้าธุรกิจ เช่น โรงแรม ร้านอาหาร และองค์กรภาคเอกชน ซึ่งเป็นอีกหนึ่งฐานรายได้ที่มีศักยภาพในระยะยาว


นายวีรพันธ์ กล่าวย้ำอีกว่า บริษัทฯ ยังให้ความสำคัญกับการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน ภายใต้แนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน โดยสนับสนุนผลักดันโครงการ “แลกเก่าเพื่อโลกใหม่” (Trade-In) รับสินค้าเก่าที่เสื่อมสภาพ หรือไม่ใช้งานแล้ว เพื่อนำไปช่วยจัดการให้อย่างถูกวิธี และรีไซเคิลเป็นสินค้าใหม่ที่เรียกว่า “สินค้ารักษ์โลก” รวมถึงกิจกรรม “ซ่อมฟรี! เครื่องใช้ไฟฟ้าฟรี” เพื่อยืดอายุการใช้งานสินค้า ลดค่าครองชีพให้กับลูกค้า และได้ลดขยะอิเล็กทรอนิกส์ให้กับโลกอีกด้วย ในปัจจุบันบริษัทได้ติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ไปแล้วกว่า 116 สาขา และตั้งเป้าหมายสู่ Net Zero ภายในปี 2593 พร้อมเข้าร่วมโครงการ UN Global Compact ต่อเนื่องเป็นปีที่ 4 ตอกย้ำภาพลักษณ์องค์กรที่เติบโตควบคู่ความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม


“จากภาพรวมดังกล่าว HMPRO เรายังคงสะท้อนความเป็นหุ้นค้าปลีกกลุ่ม Home Improvement ที่มีลักษณะ Defensive มีฐานกระแสเงินสดแข็งแรง ผลตอบแทนต่อผู้ถือหุ้นในระดับสูง และนโยบายจ่ายปันผลสม่ำเสมอ ท่ามกลางสภาวะเศรษฐกิจที่ยังต้องติดตามอย่างใกล้ชิด ทั้งนี้บริษัทฯ ยังคงเดินหน้าสร้างความแข็งแกร่งเชิงโครงสร้าง เพื่อรองรับการเติบโต และสร้างคุณค่าอย่างยั่งยืนให้แก่ผู้ถือหุ้นในระยะยาวอีกด้วย” นายวีรพันธ์ กล่าวสรุปในตอนท้าย


#ผลประกอบการโฮมโปร #HMPRO #HomePro #โฮมโปร #BetterLivingเพื่อชีวิตที่ดีกว่า #homepropr

ปรมาณูเพื่อสันติ กระทรวง อว. ลงพื้นที่ภาคเหนือ ดึงสถาบันอุดมศึกษาร่วมผนึกกำลังสร้างระบบกำกับดูแลนิวเคลียร์ที่โปร่งใส ตรวจสอบได้ ชูเป้าหมาย "นิวเคลียร์เพื่อสันติ" สู่ความเชื่อมั่นระดับสากล

 ปรมาณูเพื่อสันติ กระทรวง อว. ลงพื้นที่ภาคเหนือ ดึงสถาบันอุดมศึกษาร่วมผนึกกำลังสร้างระบบกำกับดูแลนิวเคลียร์ที่โปร่งใส ตรวจสอบได้ ชูเป้าหมาย "นิวเคลียร์เพื่อสันติ" สู่ความเชื่อมั่นระดับสากล

นายแพทย์รุ่งเรือง กิจผาติ อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์บริการ และรักษาราชการแทนเลขาธิการสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ (ปส.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ให้เกียรติเป็นประธานในพิธีเปิดการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการ เรื่อง “การเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจด้านการพิทักษ์ความปลอดภัยทางนิวเคลียร์ (Safeguards) ประจำปี 2569” ในวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2569 ครั้งที่ 1 ณ โรงแรมเซ็นทารา ริเวอร์ไซด์ จังหวัดเชียงใหม่ โดยมีผู้บริหาร คณาจารย์ และผู้แทนจากสถาบันอุดมศึกษา ได้แก่ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง มหาวิทยาลัยนเรศวร มหาวิทยาลัยพะเยา มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา และศูนย์ความเป็นเลิศด้านฟิสิกส์ เข้าร่วมการฝึกอบรม เพื่อเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจและความร่วมมือด้านการกำกับดูแลทางนิวเคลียร์และรังสีของประเทศ

นายแพทย์รุ่งเรือง กล่าวว่า “ปส. ให้ความสำคัญกับการยกระดับมาตรฐานการกำกับดูแลด้านนิวเคลียร์และรังสีของประเทศไทยให้สอดคล้องกับหลักปฏิบัติสากล โดยเฉพาะการพิทักษ์ความปลอดภัยทางนิวเคลียร์ (Nuclear Safeguards) ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นต่อประชาคมโลกว่าการใช้ประโยชน์จากพลังงานนิวเคลียร์ของประเทศไทยเป็นไปอย่างโปร่งใส ถูกต้อง และเพื่อสันติ ทั้งนี้ การเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจแก่หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะสถาบันอุดมศึกษา ถือเป็นฟันเฟืองสำคัญในการพัฒนาระบบการกำกับดูแลของประเทศให้มีความเข้มแข็งและยั่งยืน

สนง.ปรมาณูเพื่อสันติ กำหนดจัดฝึกอบรมรวมทั้งสิ้น 4 ครั้ง ครอบคลุมทุกภูมิภาคของประเทศ เพื่อขยายโอกาสการเข้าถึงองค์ความรู้ด้านการพิทักษ์ความปลอดภัยทางนิวเคลียร์แก่สถาบันอุดมศึกษาอย่างทั่วถึง โดยหลังจากภาคเหนือ (เชียงใหม่) แล้ว มีกำหนดการเดินหน้าต่อเนื่องในพื้นที่ภาคใต้ จังหวัดสงขลา ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จังหวัดขอนแก่น และภาคกลาง ณ  กรุงเทพมหานคร ตามลำดับ เพื่อเสริมสร้างเครือข่ายความร่วมมือด้านการพิทักษ์ความปลอดภัยทางนิวเคลียร์ให้ครอบคลุมในทุกภูมิภาคของประเทศ


การฝึกอบรมครั้งนี้มุ่งเน้นการเสริมสร้างความรู้และความตระหนักในประเด็นสำคัญ ได้แก่ กฎกระทรวงการพิทักษ์ความปลอดภัยทางนิวเคลียร์ การรายงานปริมาณวัสดุนิวเคลียร์ และการแจ้งข้อมูลการวิจัยและพัฒนาวัฏจักรเชื้อเพลิงนิวเคลียร์ที่ไม่ใช้วัสดุนิวเคลียร์ เพื่อให้ผู้เข้าร่วมสามารถนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ในการปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ ยังเป็นเวทีสำคัญในการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ มุมมอง และข้อเสนอแนะระหว่างสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติและสถาบันอุดมศึกษา ซึ่งถือเป็นรากฐานสำคัญในการพัฒนาศักยภาพด้านนิวเคลียร์ของประเทศให้มีความเข้มแข็งและยั่งยืนในระยะยาว

“สุทิน คลังแสง” นายกสมาคมส่งเสริมกีฬาทหารฯ แถลงผลงานครบรอบ 1 ปี ประกาศความสำเร็จผลักดัน “มวยไทย” สู่กีฬาทหารโลก พร้อมจัดศึกใหญ่ต่อเนื่องปี 2026

 “สุทิน คลังแสง” นายกสมาคมส่งเสริมกีฬาทหารฯ แถลงผลงานครบรอบ 1 ปี ประกาศความสำเร็จผลักดัน “มวยไทย” สู่กีฬาทหารโลก พร้อมจัดศึกใหญ่ต่อเนื่องปี 2026



กรุงเทพมหานคร – ดร.สุทิน คลังแสง นายกสมาคมส่งเสริมกีฬาทหาร (ประเทศไทย) พร้อมด้วย ดร.ปัญญา หาญลำยวง อุปนายก พลเอก หม่อมหลวงสุปรีดี ประวิตร ร่วมกับคณะกรรมการสมาคมฯ จัดแถลงข่าววาระครบรอบ 1 ปี การดำเนินงานของสมาคมส่งเสริมกีฬาทหาร (ประเทศไทย) เผยความสำเร็จระดับประวัติศาสตร์และการเตรียมพร้อมจัดการแข่งขันระดับโลกในอนาคต

1. เปิดประตูมวยไทยสู่เวทีโลก: บรรจุเข้า CISM World Summer Games 2027

ดร.สุทิน เปิดเผยว่า ตามที่สภากีฬาทหารระหว่างประเทศ (CISM) ได้อนุญาตให้ประเทศไทยจัดการแข่งขัน 1st CISM Military Muaythai Challenge เมื่อวันที่ 8-14 กรกฎาคม 2568 ณ พารากอนฮอลล์ โดยมี 13 ประเทศเข้าร่วม ได้แก่ ศรีลังกา, อุซเบกิสถาน, เบลเยียม, ปาเลสไตน์, ตุรกี, ซาอุดีอาระเบีย, โปแลนด์, คาซัคสถาน, อิหร่าน, บาห์เรน, ญี่ปุ่น, มาเลเซีย และไทย

ความสำเร็จสูงสุดคือ การที่มวยไทยได้รับการบรรจุเป็นชนิดกีฬาลำดับที่ 26 ในการแข่งขัน CISM World Summer Games 2027 ณ เมืองนอร์ทแคโรไลนา สหรัฐอเมริกา ซึ่งถือเป็นมหกรรมกีฬาที่ใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลกรองจากโอลิมปิก (มีสมาชิก 141 ประเทศ) นับเป็นการเปิดประตูบานแรกให้มวยไทยก้าวสู่หนึ่งในกีฬาที่บรรจุในมหกรรมกีฬาระดับโลกอย่างเต็มตัว

2. สานต่อฐานะ Motherland of MUAYTHAI จัดศึกครั้งที่ 2 ปี 2026

จากผลสำเร็จดังกล่าว CISM ได้เชิญให้ไทยเป็นเจ้าภาพต่อเนื่องในรายการ 2nd CISM Military Muaythai Challenge (2026) ในฐานะประเทศแม่ของมวยไทย:

• กำหนดการ: 1-8 กรกฎาคม 2569 ณ ศูนย์การค้าเอ็มสเฟียร์ (Emsphere)

• หน่วยงานร่วมจัด: กองทัพไทย, สมาคมส่งเสริมกีฬาทหารฯ, สมาคมกีฬามวยไทยสมัครเล่นแห่งประเทศไทยฯ ในพระราชูปถัมภ์ และสหพันธ์สมาคมมวยไทยนานาชาติ (IFMA)

• วัตถุประสงค์: พัฒนามาตรฐานมวยไทยสู่สากล ใช้ซอฟต์พาวเวอร์ทางวัฒนธรรมสร้างความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และกระตุ้นเศรษฐกิจท่องเที่ยว

• หมายเหตุ: รายการนี้ปรากฏใน CISM WORLD EVENTS CALENDAR 2026 เรียบร้อยแล้ว กำหนดส่ง Preliminary Agreement ภายใน 1 พ.ค. 69 และ Final Entry ภายใน 15 มิ.ย. 69

3. ส่งเสริมเยาวชนผ่านกิจกรรม Youth Muaythai - Stage Dance Contest 2026

สมาคมฯ เล็งเห็นความสำคัญของการสร้างรากฐานที่ยั่งยืนผ่านกลุ่มเยาวชน จึงเตรียมจัดกิจกรรม:

• กิจกรรม: การแข่งขันเต้นมวยไทยประกอบจังหวะ (Youth Muaythai - Stage Dance Contest 2026)

• วันที่: 20-21 มิถุนายน 2569 ณ ศูนย์การค้าเดอะมอลล์ ไลฟ์สโตร์ บางแค

• รุ่นการแข่งขัน: อายุ 8-12 ปี และ 13-18 ปี

• รางวัล: ชิงเงินรางวัลรวมกว่า 500,000 บาท เพื่อส่งเสริมภูมิปัญญาไทยและสร้างพื้นที่แสดงความสามารถตามข้อบังคับสมาคมฯ

ติดตามข้อมูลข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่: เพจเฟซบุ๊กสมาคมส่งเสริมกีฬาทหาร (ประเทศไทย)


“ตรีนุช” เดินหน้าสร้างอาชีพเพื่อคนไทยมีงานทำ มอบชุดเครื่องมือทำกิน กลุ่มอาชีพอิสระกว่า 70 คน

 “ตรีนุช” เดินหน้าสร้างอาชีพเพื่อคนไทยมีงานทำ มอบชุดเครื่องมือทำกิน กลุ่มอาชีพอิสระกว่า 70 คน

วันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ห้องประชุม ชั้น 6 อาคาร DSD กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน นางสาวตรีนุช เทียนทอง รมว.แรงงงาน เป็นประธานพิธีมอบเครื่องมือพื้นฐานชุดการฝึก (ชุดเครื่องมือทำกิน) ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 โดยมี นายสมาสภ์ ปัทมะสุคนธ์ อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน และผู้บริหารกระทรวงแรงงาน เข้าร่วม 

นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เปิดเผยว่า การส่งเสริมให้คนไทยมีงานทำเป็นนโยบายและภารกิจหลักของกระทรวงแรงงาน ที่ต้องการให้คนไทยมีอาชีพ มีรายได้ อันจะเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ ลดความเหลื่อมล้ำ สร้างโอกาส และลดการเกิดปัญหาสังคมอื่น ๆ ลงได้มาก ซึ่งการทำงานท่ามกลางบริบทที่เปลี่ยนแปลง แรงงานไทยจำเป็นต้องได้รับการยกระดับทักษะใหม่ ๆ (Upskill) เพิ่มและพัฒนาทักษะ (Reskill)ให้เท่าทันกับการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีและการมีรายได้หรือค่าจ้างที่เหมาะสม 


รมว.แรงงาน กล่าวว่า ได้มอบหมายให้กรมพัฒนาฝีมือแรงงานไปดำเนินการส่งเสริมและพัฒนาความรู้ความสามารถในการประกอบอาชีพของแรงงานไทย รวมทั้งพัฒนาฝีมือแรงงาน เพิ่มศักยภาพของกำลังแรงงานให้ได้มาตรฐานในระดับสากล  ทั้งในเชิงปริมาณและคุณภาพ โดยให้ความสำคัญกับผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ แรงงานนอกระบบ แรงงานอิสระ ผู้รับจ้างทั่วไป ผู้ประกอบอาชีพอิสระ ให้มีทักษะความรู้ในสาขาอาชีพที่จะเข้ารับการฝึกอบรม โดยหลังจากสำเร็จการฝึกอบรม ผู้เข้าอบรมทุกคนจะได้รับมอบชุดเครื่องมือการประกอบอาชีพที่สอดคล้องกับหลักสูตรที่ฝึกเพื่อให้สามารถประกอบอาชีพอิสระได้ 



ขอแสดงความยินดีกับผู้ผ่านการฝึกอบรมเพิ่มทักษะที่ได้รับมอบเครื่องมือทำกินไปใช้ในการประกอบอาชีพทุกคน และหวังว่า เครื่องมือทำกินที่ได้รับไปในวันนี้ จะช่วยสร้างโอกาส สร้างรายได้ที่เหมาะสมให้กับครอบครัวของทุกท่านต่อไป” นางสาวตรีนุช กล่าว 


ด้านนายสมาสภ์ ปัทมะสุคนธ์ อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน กล่าวเพิ่มเติมว่า สถาบันพัฒนาฝีมือแรงงาน 13 กรุงเทพมหานคร ได้รับจัดสรรเป้าหมายให้ดำเนินการโครงการเพิ่มทักษะแรงงานอิสระและกลุ่มเป้าหมายเฉพาะเพื่อเพิ่มโอกาสในการประกอบอาชีพ กิจกรรม พัฒนาทักษะแรงงานนอกระบบให้สอดคล้อง กับความสามารถเฉพาะบุคคลเพื่อการประกอบอาชีพ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569  เป้าหมาย 1,000 คน โดยเมื่อผ่านการอบรมแล้ว จะได้รับการสนับสนุนชุดเครื่องมือทำมาหากิน มูลค่า 4,000 บาทต่อคน เพื่อเป็นเครื่องมือในการสร้างโอกาสในการประกอบอาชีพ ซึ่งกรมพัฒนาฝีมือแรงงานได้จัดการฝึกอบรมไปแล้ว จำนวน 9 รุ่น รวม 180 คน ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2568 ถึง เดือน มกราคม 2569 โดยในวันนี้เป็นการมอบชุดเครื่องมือทำมาหากิน ให้แก่ผู้ผ่านการอบรม จำนวน 5 รุ่น รวมทั้งสิ้น 74 คน ในหลักสูตร การทำขนมเบเกอรี่มืออาชีพและหลักสูตร การประกอบอาหารสตรีทฟู้ด โดยชุดเครื่องมือที่มอบให้ ประกอบด้วย เตาอบไฟฟ้า เครื่องผสมอาหาร ชุดเตาแก๊สแรงดันสูงพร้อมอุปกรณ์ เตาปิ้งย่างแบบแก๊สพร้อมอุปกรณ์ หม้อทอดไร้น้ำมันไฟฟ้า ซึ่งผู้ผ่านการอบรมจะได้นำไปใช้ในการประกอบอาชีพต่อไป

วันพฤหัสบดีที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569

สพพ. เข้าเยี่ยมคารวะเอกอัครราชทูต ณ เวียงจันทน์

 สพพ. เข้าเยี่ยมคารวะเอกอัครราชทูต ณ เวียงจันทน์

เมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2569 นายพีรเมศร์ วุฒิธรเนติรักษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานความร่วมมือพัฒนาเศรษฐกิจกับประเทศเพื่อนบ้าน (องค์การมหาชน) (สพพ.) พร้อมด้วยนายกีรติ เวฬุวัน รองผู้อำนวยการ และคณะผู้แทน ได้เข้าเยี่ยมคารวะนางครองขนิษฐ รักษ์เจริญ เอกอัครราชทูต ณ เวียงจันทน์ ในโอกาสเข้ารับตำแหน่ง และรายงานการดำเนินความร่วมมือเพื่อการพัฒนาของ สพพ. กับ สปป.ลาว ตลอดจนรายงานสถานะการดำเนินโครงการที่อยู่ระหว่างดำเนินการ และแจ้งแนวทางยุทธศาสตร์ความร่วมมือของ สพพ. กับ สปป.ลาว ในอนาคต ณ สถานเอกอัครราชทูต ณ เวียงจันทน์ นครหลวงเวียงจันทน์ สปป.ลาว

สภาการศึกษาผนึกกำลังภาคีเครือข่าย ชู 4 H.เสริมแนวทาง 3 เร่ง 3 ลด 3 เพิ่ม ฟื้นฟูพลังสมองเด็กปฐมวัยสู้ภาวะวิกฤต

 สภาการศึกษาผนึกกำลังภาคีเครือข่าย ชู 4 H.เสริมแนวทาง 3 เร่ง 3 ลด 3 เพิ่ม ฟื้นฟูพลังสมองเด็กปฐมวัยสู้ภาวะวิกฤต


วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2569  สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษาจัดประชุมเชิงปฏิบัติการครั้งใหญ่ “Power of Brain: เพิ่มพลังสมองเด็กปฐมวัยในสภาวะวิกฤต” ดึงผู้เชี่ยวชาญและภาคีเครือข่ายด้านการพัฒนาเด็กปฐมวัยร่วมขับเคลื่อนแนวคิด “3 เร่ง 3 ลด 3 เพิ่ม” และกลยุทธ์ “4 H” เพื่อสร้างรากฐานเด็กไทยให้แข็งแกร่งท่ามกลางความท้าทายยุคดิจิทัล ณ โรงแรมอัศวิน แกรนด์ คอนเวนชั่น กรุงเทพมหานคร


ดร.สุภชัย จันปุ่ม รองเลขาธิการสภาการศึกษา ประธานในพิธีเปิด เปิดเผยว่า การพัฒนาเด็กในช่วง 0–6 ปี คือช่วงเวลาทองของการสร้างรากฐานสมอง โดยเฉพาะสมองส่วนหน้า ซึ่งเป็นการลงทุนในเด็กเล็กให้ผลตอบแทนทางสังคมสูงสุดในระยะยาว แต่ปัจจุบันเด็กไทยกำลังเผชิญวิกฤตทั้งทางเศรษฐกิจ สังคม และการถูกแย่งชิงเวลาจากโลกดิจิทัล การประชุมครั้งนี้ตอกย้ำว่า การเพิ่มพลังสมองเด็กปฐมวัยไม่ใช่หน้าที่ของหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง แต่ต้องอาศัยพลังความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เพื่อสร้างเด็กไทยที่ “คิดเป็น เรียนรู้ได้ และปรับตัวได้” 

เปิดสูตรสำเร็จฟื้นฟูเด็กปฐมวัย “3 เร่ง 3 ลด 3 เพิ่ม” ในเวทีเสวนา ECD Talk คณะผู้เชี่ยวชาญนำโดย พญ.ดุษฎี จึงศิรกุลวิทย์  ผศ.ดร.ปนัดดา ธนเศรษฐกร นางธิดา พิทักษ์สินสุขและดร.วรลักษณ์ ชูกำเนิด ได้ร่วมกันถอดบทเรียนแนวทางการช่วยเหลือเด็กอย่างยั่งยืน ดังนี้ 3 เร่ง: เร่งฟื้นฟูพัฒนาการและคัดกรองเด็กกลุ่มเสี่ยง เร่งเสริมทักษะการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) และเร่งสนับสนุนโภชนาการและสุขภาพจิตครอบครัว 3 ลด: ลดปัจจัยเสี่ยงและความเครียดในบ้าน ลดเวลาหน้าจอ (Screen Time) และลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงทรัพยากร 3 เพิ่ม: เพิ่มภูมิคุ้มกันชีวิตผ่านการเล่น เพิ่มบทบาทครอบครัวเป็นฐานการเรียนรู้แรก และเพิ่มความร่วมมือของชุมชนรอบด้าน

ดร.สรวงมณฑ์ สิทธิสมาน ผนึกกำลังภาคีเครือข่ายจัดกิจกรรมขับเคลื่อนกลยุทธ์ 4 H (Head – Hand – Heart – Health) ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในการพัฒนาเด็ก 0–6 ปี Head (มหัศจรรย์แห่งการอ่าน) เน้นการอ่านนิทาน 15 นาทีต่อวัน เพื่อกระตุ้นเซลล์สมองและสร้างสายสัมพันธ์ในครอบครัวมากกว่าการท่องจำตัวอักษร Hand (เล่นเปลี่ยนโลก) ส่งเสริมการเล่นอิสระด้วยวัสดุรอบตัว (Loose Parts) เช่น กิ่งไม้ ใบไม้ ก้อนหิน เพื่อฝึกการแก้ปัญหาและจินตนาการไร้ขีดจำกัด Heart (สื่อและการเรียนรู้อารมณ์) การใช้สื่อสร้างสรรค์ช่วยให้เด็กรู้จักเท่าทันอารมณ์ตนเอง เห็นอกเห็นใจผู้อื่น และสร้างความมั่นคงทางใจ Health (สุขภาวะองค์รวม) ดูแลครบทั้งกาย (โภชนาการและการนอน), ใจ (ความรัก), และจิตวิญญาณ (การเห็นคุณค่าในตนเอง) เพื่อสร้างทุนมนุษย์ที่มีคุณภาพ



สำหรับพ่อแม่ ผู้ปกครอง ผู้ดูแลเด็กเล็กและครูที่พลาดการประชุม สามารถรับชมการเสวนาย้อนหลังทั้งช่วงเช้าและบ่ายเพื่อนำเทคนิคไปปรับใช้กับบุตรหลานได้ที่ 

Facebook สภาการศึกษา : https://www.facebook.com/share/v/183GfqdhrG/

YouTube สภาการศึกษา : https://www.youtube.com/live/mNLJVah8Fxc?si=FWSVhoVcII7z2MQ0

วันอังคารที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569

Dr Clear Aligners ชูนวัตกรรมจัดฟันใสยุคใหม่ ผสาน Intraoral Scanner เข้ากับเทคโนโลยีจากเยอรมนี

Dr Clear Aligners ชูนวัตกรรมจัดฟันใสยุคใหม่ ผสาน Intraoral Scanner เข้ากับเทคโนโลยีจากเยอรมนี

Dr Clear Aligners แนะนำแนวทางการ “จัดฟันรูปแบบใหม่” ที่ออกแบบมาเพื่อไลฟ์สไตล์คนยุคปัจจุบันยิ้มอย่างมั่นใจในทุกสถานการณ์ ใช้ชีวิตได้เต็มที่โดยไม่สะดุดทุกกิจกรรม

Dr Clear Aligners แบรนด์จัดฟันใสคุณภาพระดับพรีเมียม ระดับสากลจากประเทศสิงคโปร์ เผยเทคโนโลยีจัดฟันใสยุคใหม่พร้อมยกระดับมาตรฐานรอยยิ้ม ที่มั่นใจในทุกสถานการณ์ ด้วยนวัตกรรมดิจิทัลที่แม่นยำผสานเข้ากับการรักษาโดยทันตแพทย์ผู้ชำนาญการ รองรับการเติบโตอย่างก้าวกระโดดของตลาดทันตกรรมเพื่อความงาม (Cosmetic Dentistry) ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ผู้บริโภคยุคใหม่ทั้งในระดับโลกและในประเทศไทย ที่ไม่ได้มองหา แค่เพียงการจัดฟันเพื่อการรักษา แต่ยังต้องการโซลูชันที่สอดรับกับวิถีชีวิตที่เร่งรีบในปัจจุบัน


ข้อมูลจาก Fortune Business Insight คาดการณ์ว่ามูลค่าตลาดทันตกรรมเพื่อความงามทั่วโลกในปีที่ผ่านมามีมูลค่าอยู่ที่ 4.2 – 4.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 1.31 -1.49 แสนล้านบาท และคาดว่า   จะมีการเติบโตอย่างมีนัยสำคัญในปี 2026-2034 และมีอัตราเติบโตเฉลี่ยต่อปี (CAGR) ประมาณ 13-14% โดยหนึ่งในภูมิภาคที่มีอัตราเติบโตเร็วที่สุด คือ เอเชียแปซิฟิก (Asia-Pacific) ที่มีการเติบโตเป็นอันดับ 3 ของโลก ซึ่งประเทศไทยนับว่าเป็นหนึ่งในประเทศดาวรุ่งที่แบรนด์ระดับโลก รวมถึง Dr Clear Aligners ให้ความสนใจ จากแนวโน้มการเติบโตอย่างรวดเร็วของตลาดทันตกรรมในประเทศ สะท้อนจากตัวเลขคาดการณ์มูลค่าตลาดในปัจจุบันจาก Grand View Horizon ที่ชี้ว่าตลาดจัดฟันใสในประเทศไทยมีมูลค่าราว 1.6 พันล้านบาทในปีที่ผ่านมา และคาดว่าจะมีการเติบโตถึง 1.1 หมื่นล้านบาท ภายในปี 2033

นาย ไรอัน เตียว ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ ด็อกเตอร์ เคลียร์ อไลเนอร์ส (Ryan Teo, CEO of Dr Clear Aligners) เปิดเผยว่า “ทุกวันนี้การจัดฟันใสไม่ได้เป็นแค่ทางเลือก แต่ได้กลายเป็น “Mega Trend” ของคนทั่วโลกและประเทศไทยไปแล้ว จากสถิติพบว่ากลุ่มคนวัยทำงานและคนรุ่นใหม่ หันมาสนใจการจัดฟันใสเพิ่มมากขึ้น เนื่องจากไม่กระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน และยังตอบโจทย์     ไลฟ์สไตล์ทั้งด้านบุคลิกภาพและความสะดวกสบาย Dr Clear Aligners จึงเข้ามาเติมเต็มช่องว่างนี้ ในตลาดประเทศไทย ด้วยการนำเสนอทางเลือกการจัดฟันที่ทันสมัย ยืดหยุ่น และโปร่งใส ซึ่งแตกต่างจากการจัดฟันแบบเก่าที่อาจสร้างความไม่สะดวกสบาย และยังมีข้อจำกัดหลายประการในการดำเนินชีวิตประจำวัน เราจึงมุ่งเน้นการดูแลรอยยิ้มที่ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ชีวิตที่เร่งรีบ และไลฟ์สไตล์     ยุคใหม่อย่างราบรื่นโดยไม่สะดุด”


Technology-Driven Care with Professional Expertise

หัวใจสำคัญที่ทำให้ Dr Clear Aligners เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจในการจัดฟันใส คือการผสานนวัตกรรม   เข้ากับความเชี่ยวชาญทางการแพทย์เพื่อวางแผนการรักษาที่แม่นยำและได้ผลลัพธ์ที่สวยขึ้นประกอบด้วย

- เทคโนโลยี Intraoral Scanner (3D Scan)

วิเคราะห์และวางแผนผลลัพธ์การรักษาได้อย่างแม่นยำ ช่วยให้ทันตแพทย์สามารถออกแบบรอยยิ้มได้ตามที่ต้องการ และให้ผู้รับบริการสามารถเห็นภาพผลลัพธ์สุดท้ายได้ล่วงหน้าอย่างมั่นใจ

- ชุดอุปกรณ์จัดฟันใสคุณภาพสูง

ผลิตจากวัสดุปลอดภัยที่ได้รับการออกแบบเพื่อประสิทธิภาพการรักษาและความสบายในการใช้งาน ด้วยเทคโนโลยีจากเยอรมนีที่มีการดีไซน์วัสดุแบบ 3 ชั้น และออกแบบเฉพาะบุคคล ทำให้มีความแม่นยำ ยืดหยุ่น และทนทาน เหมาะกับการใช้ชีวิตประจำวัน ทั้งการรับประทานอาหารและการดูแลรักษาความสะอาด ทั้งนี้ระยะเวลาการรักษาแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล

- การติดตามผลการรักษาผ่านแอปพลิเคชัน

ช่วยให้การดูแลเป็นไปอย่างต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพ โดยอยู่ภายใต้การดูแลและติดตามผลอย่างใกล้ชิดของทันตแพทย์ที่มีประสบการณ์ด้านการจัดฟันใส เพื่อให้มั่นใจว่าการรักษาเป็นไปตามแผน และได้ผลลัพธ์ที่เหมาะสมที่สุด


เพื่อให้ผู้รับบริการเข้าใจและเห็นภาพกระบวนการรักษาอย่างชัดเจน Dr Clear Aligners ได้ออกแบบขั้นตอนการจัดฟันใสให้เป็นระบบ ชัดเจน และสอดคล้องกับไลฟ์สไตล์ยุคใหม่ โดยแบ่งออกเป็น 4 ขั้นตอนหลัก ได้แก่

1. การประเมินฟันโดยทันตแพทย์: เพื่อวิเคราะห์สภาพฟัน โครงสร้าง และความเหมาะสมในการจัดฟันใสเป็นรายบุคคล

2. การออกแบบรอยยิ้มด้วยเทคโนโลยี 3D Intraoral Scan: เพื่อช่วยให้สามารถวางแผนการรักษาได้อย่างแม่นยำ และเห็นภาพผลลัพธ์ล่วงหน้าอย่างมั่นใจ       

3. การรับชุดจัดฟันใสและเริ่มการรักษา: ภายใต้การดูแลของทันตแพทย์ พร้อมติดตามความคืบหน้าการรักษาผ่านระบบดิจิทัลและแอปพลิเคชัน

4. การดูแลต่อเนื่องจนถึงรอยยิ้มใหม่ที่มั่นใจ: เพื่อให้ผลลัพธ์เป็นไปตามแผนการรักษาและตอบโจทย์การใช้ชีวิตประจำวัน

กระบวนการทั้งหมดสะท้อนแนวคิดของ Dr Clear Aligners ที่ให้ความสำคัญกับความแม่นยำ ความสะดวกสบาย และประสบการณ์ของผู้รับบริการเป็นหลัก


Accessible Premium Orthodontic Care

“Dr Clear Aligners เข้าใจถึงความต้องการของผู้บริโภคยุคใหม่ ที่ให้ความสำคัญกับการดูแลตัวเองและต้องการ โซลูชันที่ทันสมัย มีคุณภาพ และไม่เป็นอุปสรรคต่อการใช้ชีวิต เราจึงมอบทางเลือกการจัดฟัน ที่ทันสมัยและยืดหยุ่น โดยนำเอามาตรฐานระดับสากลผนวกกับเทคโนโลยีสมัยใหม่ และการรักษาโดยทันตแพทย์ผู้ชำนาญการ เพื่อให้มั่นใจว่าทุกคนจะได้ผลลัพธ์การจัดฟันที่ดีขึ้น ซึ่งจะช่วยสร้างความมั่นใจในระยะยาว ที่สำคัญจุดเด่นของเราคือการนำเสนอคุณภาพระดับพรีเมียมในราคาที่เข้าถึงได้ โดยเริ่มต้นเพียง 34,900 บาท เพื่อให้คนไทยสามารถยิ้มอย่างมั่นใจในทุกสถานการณ์ และใช้ชีวิตได้เต็มที่ โดยไม่สะดุดทุกกิจกรรม” นาย ไรอัน เตียว กล่าวสรุป


สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Dr Clear Aligners และการจัดฟันใสที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนยุคใหม่ สามารถเยี่ยมชมได้ที่ https://www.drclearaligners.co.th/ หรือติดตามข่าวสารและกิจกรรมได้ที่ Instagram: drclearalignersthailand


สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ทาง LINE Official: @drclearaligner


###

HMPRO กำไรปี 68 แตะ 6,011 ล้านบาท ROE 22.73%เคาะปันผล 0.22 บาท ตอกย้ำหุ้นค้าปลีกบ้านฐานะแกร่ง ลุยเกม Hybrid Store ปูทางเติบโตระยะยาว

  HMPRO กำไรปี 68 แตะ 6,011 ล้านบาท ROE 22.73%เคาะปันผล 0.22 บาท ตอกย้ำหุ้นค้าปลีกบ้านฐานะแกร่ง ลุยเกม Hybrid Store ปูทางเติบโตระยะยาว บริษั...