วันเสาร์ที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2569

“ค้าภายใน” ลงพื้นที่พบเกษตรกรปาล์ม ย้ำส่งออกยังคล่องตัว ดันใช้ B20 เพิ่ม โรงสกัดต้องให้ราคาเพิ่มตามคุณภาพ ไม่มีติดคิว หนุนราคาปาล์มขยับ เกษตรกรมั่นใจสถานการณ์คลี่คลาย

 “ค้าภายใน” ลงพื้นที่พบเกษตรกรปาล์ม ย้ำส่งออกยังคล่องตัว ดันใช้ B20 เพิ่ม โรงสกัดต้องให้ราคาเพิ่มตามคุณภาพ ไม่มีติดคิว หนุนราคาปาล์มขยับ เกษตรกรมั่นใจสถานการณ์คลี่คลาย  

วันที่ 1 พฤษภาคม 2569 นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า จากกรณีที่กลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกปาล์มน้ำมันในพื้นที่ภาคกลาง ทั้งจังหวัดสระบุรีและจังหวัดปทุมธานี เข้ายื่นหนังสือต่อกระทรวงพาณิชย์ เพื่อสะท้อนข้อกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์ราคาปาล์มน้ำมันและการส่งออก นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้สั่งการให้กรมการค้าภายในลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์และเร่งแก้ไขปัญหาอย่างใกล้ชิด




โดยวันนี้กรมการค้าภายในได้ลงพื้นที่พบปะเกษตรกรผู้ปลูกปาล์มน้ำมัน ในพื้นที่จังหวัดสระบุรีและปทุมธานี พร้อมหารือร่วมกับนายมนัส พุทธรัตน์ ประธานสมาพันธ์ชาวสวนปาล์มน้ำมันแห่งประเทศไทย ผู้แทนโรงสกัด และกลุ่มเกษตรกรในพื้นที่ เพื่อรับฟังสถานการณ์และข้อเสนอจากเกษตรกรโดยตรง


นายวิทยากร กล่าวว่า กระทรวงพาณิชย์ติดตามสถานการณ์ปาล์มน้ำมันทั้งระบบอย่างต่อเนื่อง และบริหารจัดการให้เกิดสมดุลทั้งด้านสต็อก การใช้ในประเทศ และการส่งออก เพื่อให้ราคาสะท้อนกลไกตลาดและเกิดความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย โดยในส่วนที่เกษตรกรมีข้อกังวลเรื่องการส่งออกนั้น กรมการค้าภายในขอยืนยันว่า ปัจจุบันยังสามารถส่งออกน้ำมันปาล์มได้ตามปกติ ภายใต้กรอบบริหารจัดการสต็อกที่เหมาะสม ซึ่งตั้งแต่วันที่ 7 เมษายน 2569 จนถึงปัจจุบัน ได้อนุญาตส่งออกแล้ว 11 ราย ปริมาณรวมกว่า 200,000 ตัน และอยู่ในระดับที่สามารถบริหารจัดการได้


นายวิทยากร ยังกล่าวต่อว่า “สถานการณ์ราคาพลังงานโลกที่ปรับตัวสูงขึ้น ส่งผลให้ความต้องการใช้น้ำมันปาล์มดิบในภาคพลังงานเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยรัฐบาลมีนโยบายส่งเสริมการใช้น้ำมันไบโอดีเซลเพื่อช่วยลดการนำเข้าน้ำมันดีเซลและสร้างความมั่นคงทางพลังงาน ปัจจุบันมีความต้องการใช้น้ำมันปาล์มดิบเพื่อผลิตไบโอดีเซลมากกว่า 100,000 ตันต่อเดือน อีกทั้งยังมีการขยายจุดให้บริการน้ำมัน B20 แล้วกว่า 200 จุดทั่วประเทศ รวมถึงมีนโยบายสนับสนุนให้ราคาน้ำมัน B20 ต่ำกว่า B7 เพื่อจูงใจการใช้งาน ส่งผลให้ความต้องการใช้น้ำมันปาล์มดิบในประเทศเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน และเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยสนับสนุนราคาผลปาล์มในช่วงนี้


ล่าสุด ราคาผลปาล์มปรับขึ้นมาอยู่ที่ 6.80-7.20 บาทต่อกิโลกรัม จากสัปดาห์ก่อนที่อยู่ในระดับ 6.60-7.00 บาทต่อกิโลกรัม สะท้อนทิศทางตลาดที่ปรับตัวดีขึ้นทั้งจากความต้องการใช้ในประเทศและตลาดโลก”

ในการลงพื้นที่ครั้งนี้ อธิบดีกรมการค้าภายในยังได้ติดตามสถานการณ์รับซื้อของโรงงานสกัดน้ำมันปาล์มในพื้นที่ ได้แก่ บริษัท กลุ่มสมอทอง จำกัด (มหาชน) ซึ่งยืนยันว่าโรงงานยังเปิดรับซื้อผลปาล์มตามปกติ เดินเครื่องผลิตเต็มกำลัง และไม่พบปัญหาการติดคิวหน้าโรงงาน เนื่องจากผลผลิตทยอยออกสู่ตลาดอย่างต่อเนื่องไม่กระจุกตัวเหมือนบางช่วงในปีก่อน


ทั้งนี้ กรมการค้าภายในได้เน้นย้ำให้โรงงานสกัดรับซื้อผลปาล์มตามคุณภาพและเปอร์เซ็นต์น้ำมัน เพื่อสร้างความเป็นธรรมให้แก่เกษตรกร และจูงใจให้เกษตรกรพัฒนาคุณภาพผลผลิต โดยเฉพาะการตัดปาล์มสุกที่มีเปอร์เซ็นต์น้ำมันสูง เพื่อยกระดับมาตรฐานปาล์มน้ำมันไทยในระยะยาว

ด้านนายมนัส พุทธรัตน์ ประธานสมาพันธ์ชาวสวนปาล์มน้ำมันแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ปัจจุบันเกษตรกรพึงพอใจกับระดับราคาที่ปรับตัวดีขึ้น และสถานการณ์รับซื้อปีนี้ถือว่าคลี่คลายกว่าปีก่อน ไม่มีปัญหาปาล์มตกค้างหน้าโรงงาน พร้อมขอให้ภาครัฐติดตามการรับซื้ออย่างต่อเนื่องเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมกับเกษตรกร และขณะนี้เกษตรกรพึงพอใจกับระดับราคาที่ปรับตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง

วันศุกร์ที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2569

บอกลาความเสี่ยง ยกระดับธุรกิจ! เปิดเหตุผลทำไมองค์กรชั้นนำวางใจเลือก โดรน Autel จาก ARV

 บอกลาความเสี่ยง ยกระดับธุรกิจ! เปิดเหตุผลทำไมองค์กรชั้นนำวางใจเลือก โดรน Autel จาก ARV

ปฏิเสธไม่ได้ว่าในปัจจุบัน การนำ "โดรน" หรืออากาศยานไร้คนขับ มาใช้บินสำรวจโครงสร้างขนาดใหญ่ ลาดตระเวนในพื้นที่อุตสาหกรรม หรือแม้แต่ปฏิบัติภารกิจกู้ภัย ไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไปเทคโนโลยี อากาศยานไร้คนขับกลายเป็นหนึ่งในเครื่องมือสำคัญ ที่ช่วยยกระดับความปลอดภัยและเพิ่มประสิทธิภาพ การทำงานให้กับหลากหลายธุรกิจ


อย่างไรก็ตาม โจทย์ใหญ่ที่หลายองค์กรและฝ่ายจัดซื้อต้องเผชิญก่อนตัดสินใจเลือกนำ "โดรน" มาใช้ในธุรกิจคือการตัดสินใจเลือกพันธมิตรหรือตัวแทนจำหน่ายที่ไว้ใจได้



เมื่อต้องจัดหาโดรนระดับองค์กร (Enterprise Drone) หลายบริษัทนิยมตัดสินใจโดยใช้ "ราคาเริ่มต้น" เป็นปัจจัยหลัก และเลือกซื้อจากผู้นำเข้าอิสระ ช่องทางออนไลน์ หรือใช้เครื่องหิ้วที่ไม่ผ่านการรับรอง


แม้ตัวเลขจะดูคุ้มค่าและช่วยประหยัดงบได้ในระยะสั้น แต่ในโลกของการดำเนินธุรกิจที่เต็มไปด้วย ความเสี่ยง การตัดสินใจในลักษณะเช่นนี้อาจกลายเป็นช่องโหว่ที่ทำให้องค์กรต้องตามแก้ปัญหาและแบกรับ "ต้นทุนแฝง" มหาศาลในภายหลัง"


ต้นทุนแฝงและรอยรั่วทางธุรกิจที่มองไม่เห็น

ในภารกิจที่ต้องแข่งกับเวลาอย่างการตรวจสอบรอยร้าวของแท่นขุดเจาะกลางทะเล หรือการค้นหา ผู้สูญหาย หากระบบของโดรนเกิดขัดข้องกะทันหัน ผลกระทบที่ตามมาไม่ใช่เพียงความเสียหายของตัว อุปกรณ์ แต่คือการหยุดชะงักของปฏิบัติการทั้งหมด ซึ่งมีมูลค่าความเสียหายสูงกว่าส่วนต่างของ ราคาเครื่องหลายเท่าตัว



องค์กรที่เลือกจัดหาโดรนจากผู้ขายที่ไม่ใช่ตัวแทนจำหน่ายทางการ มักต้องแบกรับความเสี่ยงทั้งหมดด้วย ตัวเองเมื่ออุปกรณ์มีปัญหา ไม่ว่าจะเป็นการไม่มีช่างผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางคอยดูแล เสี่ยงต่อการถูกเปลี่ยน ใส่อะไหล่ที่ไม่ได้มาตรฐาน รวมถึงความล่าช้าเมื่อต้องส่งซ่อม


นอกจากนี้ ประเด็นที่น่ากังวลที่สุดคือ "ความเสี่ยงทางกฎหมาย" เนื่องจากโดรนที่นำเข้าอย่างไม่ถูกต้อง จะไม่สามารถนำไปขึ้นทะเบียนกับสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.)


และมีผลให้ไม่สามารถทำประกันภัยบุคคลที่ 3 ได้ ยิ่งมีความเสี่ยงมากในการทำภารกิจต่าง ๆ ตลอดจนไม่สามารถลงทะเบียนกับสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (CAAT) ได้เนื่องจากจะไม่ผ่านเงื่อนไขที่ CAAT กำหนด ทั้งส่วนของ กสทช. และประกัน และไม่สามารถขออนุญาตบินได้เลย


มั่นใจกว่าเมื่อเลือก โดรน Autel กับ ARV ตัวจริงเรื่องเทคโนโลยีโดรนในไทย


เพื่อเติมเต็มขีดความสามารถและยกระดับมาตรฐานการใช้งานโดรนระดับองค์กร (Enterprise) ในกลุ่มธุรกิจและอุตสาหกรรมต่าง ๆ รวมทั้งงานภาครัฐ เช่น การตรวจสอบโครงสร้าง สิ่งปลูกสร้างสำคัญของทั้งภาครัฐและเอกชน การสำรวจและทำแผนที่ การตรวจการเปลี่ยนแปลงของสภาพพื้นที่โดยรอบ หรืองานบริการการจราจร การบินตรวจเฝ้าระวังสัตว์ หรือไฟ ควันไฟ งานด้านความปลอดภัยสาธารณะใน ประเทศไทย บริษัท เอไอ แอนด์ โรโบติกส์ เวนเจอร์ส จำกัด (เออาร์วี) หรือ ARV ผู้เชี่ยวชาญด้านการพัฒนา หุ่นยนต์และปัญญาประดิษฐ์ขั้นสูงของไทย ได้ก้าวเข้ามาในฐานะผู้บูรณาการ เทคโนโลยีและตัวแทน จำหน่าย อย่างเป็นทางการ (Official Authorized Distributor) ในไทยและมีชื่อระบุอยู่บนเว็บไซต์ หลักของ Autel Robotics แบรนด์เทคโนโลยีระดับโลกด้านโดรน


นอกจากนี้ ARV ยังได้พัฒนาแพลตฟอร์มเอง สำหรับรวบรวมข้อมูลไว้ที่ศูนย์กลาง (Data consolidation) และการบริหารจัดการโดรน (Fleet management) ซึ่งออกแบบให้สอดคล้องและบูรณาการกับระบบของ Autel Robotics โดยเฉพาะ ทำให้การติดตามสถานะและภารกิจของโดรนและการควบคุมและเฝ้าระวังแบบรวมศูนย์ (Centralized monitoring and management) ทำได้สะดวกรวดเร็ว และสามารถเชื่อมต่อกับระบบอื่น ๆ ที่ลูกค้ากำหนดได้ง่ายกว่าเดิมมากยิ่งขึ้น อีกทั้งลูกค้าสามารถตรวจสอบสถานะของโดรนพร้อมวีดีโอ ภาพ ย้อนหลังที่ถูกจัดเก็บไว้ทั้งหมด และสามารถประยุกต์นำ AI เข้าใช้ได้ทั้งแบบ Real-time และ Post processing และทำ Trigger ไปยังระบบอื่นอย่างลงตัว ไม่ว่าจะทำ Human หรือ Object detection และแจ้งเตือนไปยังระบบเฝ้าระวังอื่น ๆ ได้ หรือการสั่งให้โดรนบินไปยังพื้นที่เป้าหมายเมื่อได้รับแจ้ง

คุณธษภิชญ ถาวรสุข Head of Commercial บริษัท เอไอ แอนด์ โรโบติกส์ เวนเจอร์ส จำกัด ให้ความ เห็นว่า “การนำเทคโนโลยีโดรนมาใช้ในภาคธุรกิจ ไม่ใช่เพียงการจัดหาอุปกรณ์เพื่อเสริมภาพลักษณ์ ความทันสมัย แต่คือการลงทุนเพื่อสร้างความมั่นคงและต่อเนื่องทางธุรกิจ สิ่งที่องค์กรต้องการ ไม่ได้มีเพียงโดรนที่พร้อมบิน แต่คือความมั่นใจว่าในทุกสภาวะการใช้งาน จะมีทีมผู้เชี่ยวชาญคอยดูแล และแก้ไขปัญหาอย่างทันท่วงที ความคุ้มค่าที่แท้จริงจึงอยู่ที่การลดความเสี่ยง และยกระดับการทำงาน ให้ดำเนินไปอย่างราบรื่นและเต็มประสิทธิภาพ”


ทำไมธุรกิจชั้นนำถึงเลือกซื้อโดรน Autel จาก ARV

1. ความโปร่งใสทางกฎหมาย ใช้งานได้อย่างเต็มศักยภาพ


องค์กรและภาคธุรกิจที่เลือกซื้อโดรน Autel จาก ARV ไม่ต้องคอยกังวลเรื่องเอกสารสิทธิ์ เพราะผ่านกระบวนการนำเข้าอย่างถูกต้องตามกฎหมายทุกขั้นตอน


นอกจากนี้ ARV ยังมีทีมผู้เชี่ยวชาญคอยอำนวยความสะดวกและให้คำปรึกษาด้านการขึ้นทะเบียนกับ หน่วยงานรัฐ และประกันที่จำเป็นและเป็นพื้นฐาน อย่างครบวงจร เพื่อให้ภาคธุรกิจสามารถนำเทคโนโลยี ไปใช้งานได้อย่างมั่นใจ ราบรื่น และเต็มประสิทธิภาพ


2. บริการหลังการขายระดับเอ็กซ์คลูซีฟ ประสานงานโดยตรงถึงผู้ผลิต


อีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้หลายองค์กรเลือกซื้อโดรน Autel จาก ARV คือระบบบริการหลังการขาย (After-Sales Service) ที่ออกแบบมาเพื่อดูแลลูกค้าองค์กรโดยเฉพาะ ด้วยทีมวิศวกรที่คอยประสานงานตรง กับโรงงานผู้ผลิตของ Autel Robotics ทำให้เมื่อเกิดปัญหาทางเทคนิคหรือจำเป็นต้องใช้สิทธิ รับประกันตามเงื่อนไข ทีมงานจึงสามารถวิเคราะห์และดำเนินการประสานงานเพื่อแก้ปัญหาได้อย่างรวดเร็ว แม่นยำ และได้มาตรฐานระดับสากล ช่วยลดภาระขององค์กรในการติดต่อประสานงานข้ามประเทศ ด้วยตนเอง


3. โซลูชันที่ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ธุรกิจโดยเฉพาะ


ARV ไม่ได้เป็นเพียงผู้จัดจำหน่ายอุปกรณ์เท่านั้น แต่ยังเป็นบริษัทผู้เชี่ยวชาญด้านการวางระบบ (System Integrator) ที่จะเข้ามาช่วยลูกค้าในการวางโซลูชันที่ประกอบจากเทคโนโลยีหลากหลาย และประยุกต์เทคโนโลยีให้ตรงกับความต้องการเฉพาะของแต่ละอุตสาหกรรมได้อย่างลงตัว


ตัวอย่างเช่น การช่วยหาอุปกรณ์เสริม (Payload) เพื่อให้เข้ากับภารกิจแต่ละแบบ เพย์โหลดปล่อยของ เพื่อส่งเครื่องมือสื่อสาร อาหารแห้ง น้ำดื่ม ในยามเหตุฉุกเฉิน เพย์โหลดไฟสปอตไลท์และลำโพง เพื่องาน ค้นหา กู้ภัย และรักษาความปลอดภัย ระบบไฟส่องสว่างพร้อมตรวจตราและเฝ้าระวังตลอด 24 ชม. ด้วยระบบ Tethered และความปลอดภัยขั้นสูงด้วยการใช้ระบบโดรนอัตโนมัติ (Autonomous Drone-in-the-box)


นอกจากนี้ ARV ยังมีแพลตฟอร์มศูนย์กลางที่ช่วยให้ผู้บริหารสามารถเรียกดูและบริหารจัดการข้อมูล ภาพถ่ายและวิดีโอได้อย่างสะดวกรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ


ในโลกธุรกิจที่แข่งขันกันด้วยความแม่นยำและความเร็ว การเลือกใช้เทคโนโลยีที่ได้มาตรฐานและเชื่อถือได้ ถือเป็นหนึ่งในกลยุทธ์สำคัญที่ช่วยสร้างความได้เปรียบทางธุรกิจในระยะยาว การเลือกใช้ Autel Drones ภายใต้การดูแลของ ARV จึงไม่ใช่แค่การยกระดับความปลอดภัยให้ได้มาตรฐานสากล แต่ยังรับประกันว่าธุรกิจจะสามารถเดินหน้าต่อไปได้ในทุกสถานการณ์

 

สำหรับผู้ที่สนใจ Autel Drone จาก ARV สามารถศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://arv.co.th/th/autel

และติดต่อได้ที่ sales@arv.co.th

 

เต็นท์รถคุณพ้ง” เบอร์ 1 วงการรถมือสองกับเส้นทาง 40 ปีแห่งความไว้วางใจ สู่มาตรฐานใหม่ในปี 2026

 เต็นท์รถคุณพ้ง” เบอร์ 1 วงการรถมือสองกับเส้นทาง 40 ปีแห่งความไว้วางใจ สู่มาตรฐานใหม่ในปี 2026



ตลาดรถยนต์มือสองในประเทศไทยมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง แต่โจทย์ใหญ่ของผู้บริโภคยังคงเป็นเรื่องของ “ความเชื่อมั่น” โดยเฉพาะในพื้นที่กรุงเทพฯ ที่มีตัวเลือกมากมาย การค้นหาศูนย์รวมรถมือสองที่น่าเชื่อถือที่สุด จึงเป็นสิ่งแรกที่ผู้ซื้อควรรู้ก่อนตัดสินใจ เพื่อให้ได้รถคุณภาพดีในราคาที่เป็นธรรม


กว่า 40 ปี สู่ความเชื่อมั่น เส้นทางที่ไม่ได้มาเพราะโชคช่วย


เบื้องหลังก้าวสำคัญในการทรานส์ฟอร์มธุรกิจของ “เต็นท์รถคุณพ้ง” คือการนำโดย “คุณแมน” ผู้บริหารวิสัยทัศน์ไกลที่มาพร้อมกับแนวคิดการทำธุรกิจยุคใหม่ โดยมองว่ารากฐานของความยั่งยืนไม่ใช่เพียงยอดขาย แต่คือการส่งมอบคุณภาพควบคู่ไปกับความจริงใจ ทั้งนี้ คุณแมนได้ดึงกลยุทธ์ Social Marketing มาเป็นฟันเฟืองหลักในการขับเคลื่อน เพื่อสร้างตัวตนและการสร้างความเชื่อมั่นให้เกิดขึ้นในใจลูกค้าทุกราย

การปรับเปลี่ยนภายใต้การนำของคุณแมน ทำให้ภาพลักษณ์ของเต็นท์รถคุณพ้งเปลี่ยนแปลงไปอย่างชัดเจน จากเดิมที่เป็นเพียงสถานที่เลือกซื้อรถมือสอง ได้กลายเป็น “ศูนย์รวมที่ปรึกษาด้านรถยนต์มือสองมืออาชีพ” ที่ลูกค้าให้ความไว้วางใจสูงสุด ด้วยสไตล์การบริหารที่เน้นการดูแลลูกค้าเหมือนคนในครอบครัว และการให้ข้อมูลอย่างตรงไปตรงมา



ภายในระยะเวลาเพียงไม่กี่เดือน คุณแมนสามารถพิสูจน์ความสามารถด้วยการพาองค์กรก้าวข้ามขีดจำกัดเดิมๆ จนได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวาง ทั้งจากกลุ่มลูกค้าเดิมและกลุ่มคนรุ่นใหม่ สะท้อนให้เห็นว่าในโลกธุรกิจปัจจุบัน ความจริงใจและการไม่หยุดนิ่งที่จะพัฒนา คือรากฐานสำคัญที่จะพาแบรนด์ไปสู่ความสำเร็จที่ยั่งยืน

พลิกโฉมการซื้อ-ขาย ให้เป็นเรื่องง่ายและปลอดภัยระดับสากล

ในปี 2026 นี้ เต็นท์รถคุณพ้ง ได้สร้างปรากฏการณ์ พลิกโฉมการซื้อ-ขายรถมือสอง ให้กลายเป็นเรื่องง่ายและปลอดภัย ด้วยการนำเทคโนโลยีมาช่วยในการตรวจสอบประวัติรถและการยื่นขอสินเชื่อออนไลน์ ทำให้ผู้ซื้อยุคใหม่เข้าถึงรถยนต์คุณภาพได้เพียงปลายนิ้วสัมผัส ถือเป็น แหล่งซื้อรถมือสองราคาดีในประเทศไทย ที่คุ้มค่าที่สุดในขณะนี้เทคนิคการเลือกซื้อรถแบบไม่โดนเอาเปรียบ โดย “เต็นท์รถคุณพ้ง”เพราะหัวใจสำคัญในปี 2026 คือ “คุณภาพต้องพิสูจน์ได้ ราคาต้องโปร่งใส” เต็นท์รถคุณพ้งจึงร่วมแชร์หลักการสำคัญสำหรับผู้ที่กำลังมองหารถคู่ใจเลือกซื้อจากแหล่งที่กล้าการันตีสภาพ: เพื่อเป็นหลักประกันความเสี่ยงว่าคุณจะได้รถคุณภาพดีจริงตามที่ตกลงราคากลางต้องสอดคล้องกับสภาพจริง: ราคาต้องมีความสมดุล ไม่ถูกจนผิดสังเกตหรือแพงเกินมูลค่าตลาดโดยไม่มีเหตุผลรองรับเอกสารประวัติรถต้องชัดเจน: ต้องมี Service Record หรือเอกสารยืนยันประวัติการบำรุงรักษาที่โปร่งใสและตรวจสอบย้อนกลับได้ทุกคันไม่ใช่ทุกคนที่จะมีความรู้เรื่องเครื่องยนต์ เต็นท์รถคุณพ้ง จึงมีทีมผู้เชี่ยวชาญที่คอยให้คำแนะนำเสมือนเป็นเพื่อนคู่คิด ช่วยวิเคราะห์ความต้องการ ตั้งแต่ลักษณะการใช้งานไปจนถึงการวางแผนการเงิน เพื่อให้มั่นใจว่าลูกค้าจะได้ “รถที่ใช่” ในงบประมาณที่เหมาะสมที่สุด

การเลือกซื้อรถมือสองในปี 2026 จะไม่ใช่เรื่องที่น่ากังวลอีกต่อไป หากเริ่มต้นจากแหล่งที่โปร่งใสและเป็นมืออาชีพ “เต็นท์รถคุณพ้ง” พร้อมยกระดับประสบการณ์การซื้อขายรถให้ง่าย ปลอดภัย และคุ้มค่าที่สุด ด้วยเทคโนโลยีการตรวจสอบสภาพที่เข้มงวดและทีมผู้เชี่ยวชาญที่ดูแลเสมือนคนในครอบครัว เพื่อตอกย้ำความเป็นผู้นำวงการรถมือสองเบอร์ 1 ในใจคนกรุงเทพฯ ที่พร้อมมอบ “รถที่ใช่” ในราคาที่ยุติธรรมที่สุด






สกศ. ผนึกกำลังสถาบันชั้นนำ แนะนำเส้นทางวิชาชีพ “การศึกษาเฉพาะทาง” ดึงระบบ ISTEd จัดการสารสนเทศดิจิทัลทางการศึกษาไทย

 สกศ. ผนึกกำลังสถาบันชั้นนำ แนะนำเส้นทางวิชาชีพ “การศึกษาเฉพาะทาง” ดึงระบบ ISTEd จัดการสารสนเทศดิจิทัลทางการศึกษาไทย


วันที่ 30 เมษายน – 1 พฤษภาคม 2569 นางอำภา พรหมวาทย์ ที่ปรึกษาด้านนโยบายและแผนการศึกษา เป็นประธานเปิดการประชุมเชิงปฏิบัติการ เรื่อง การพัฒนาเครือข่ายข้อมูลการศึกษาเฉพาะทาง : เปิดประตูสร้างฝัน สู่เส้นทางวิชาชีพการศึกษาเฉพาะทาง โดยมี ผู้แทนจากหน่วยงานที่จัดการศึกษาเฉพาะทาง ได้แก่ กลุ่มการศึกษาวิชาชีพเฉพาะทาง กลุ่มวิชาชีพทหาร ตำรวจ และกลุ่มวิชาชีพแพทย์ พยาบาล พร้อมด้วย ครู บุคลากรทางการศึกษา ร่วมประชุม ณ โรงแรมริเวอร์ไซด์ แบงค็อก กรุงเทพมหานคร ควบคู่กับการถ่ายทอดสดผ่าน Facebook “สภาการศึกษา” 

พลโท ทองคำ ชุมพล ผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษกองทัพบก บรรยายเรื่อง “การศึกษาเฉพาะทางต่อการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทย”เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับหน่วยงานที่จัดการศึกษาเฉพาะทาง รวมถึงกลไกการรับรองมาตรฐานหลักสูตรการศึกษาผ่านความร่วมมือกับ ศธ. อว. และสภาวิชาชีพต่าง ๆ พร้อมตัวอย่างการดำเนินงานของกระทรวงกลาโหม มีหน่วยงานดูแลสถานศึกษาในกำกับของตนเอง คือ กองบัญชาการกองทัพไทย กองทัพบก กองทัพเรือ และกองทัพอากาศ หัวใจสำคัญคือหลักการ “เข้าใจ เข้าถึง และพัฒนา” โดยเฉพาะการก้าวทันความเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีที่ต้องนำมาปรับใช้ในหลักสูตรการสอน เช่น การสอนบินโดรนหรือทักษะดิจิทัลสมัยใหม่ เพื่อให้การผลิตกำลังพลเฉพาะทางของไทยมีคุณภาพเทียบเท่ามาตรฐานสากลและสามารถแข่งขันได้ในเวทีโลก

การจัดการศึกษาเฉพาะทางในประเทศไทยสอดคล้องกับพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 มาตรา 21 ระบุว่า “กระทรวง ทบวง กรม รัฐวิสาหกิจ และหน่วยงานอื่นของรัฐอาจจัดการศึกษาเฉพาะทางตามความต้องการและความชำนาญของหน่วยงานนั้น โดยคำนึงถึงนโยบายและมาตรฐานของชาติ ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่กำหนดในกฎกระทรวง” และกฎกระทรวงว่าด้วยการจัดการศึกษาเฉพาะทาง พ.ศ. 2547 เป็นการจัดการศึกษาลักษณะพิเศษที่แตกต่างจากการจัดการศึกษาในหลักสูตรปกติทั่วไป โดยมุ่งผลิตบุคลากรที่มีความรู้และทักษะวิชาชีพเฉพาะทางตามความต้องการของหน่วยงาน มุ่งพัฒนาผู้เรียนผ่านหลักสูตร ม.ปลายหรือเทียบเท่า หลังม.ปลายหรือเทียบเท่าที่ไม่ใช่อุดมศึกษา อนุปริญญา และปริญญาตรี รวมถึงมีการใช้บุคลากรที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญในวิชาชีพเฉพาะมาถ่ายทอดความรู้ เพื่อบ่มเพาะผู้เรียนให้มีสมรรถนะตรงตามความต้องการของหน่วยงานและพร้อมขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ

การอภิปราย 3 กลุ่มสายงาน ได้แก่ 1) กลุ่มการศึกษาวิชาชีพเฉพาะทาง : โรงเรียนวิศวกรรมรถไฟ มุ่งผลิตบุคลากรผู้ชำนาญการในระดับปฏิบัติการรองรับอุตสาหกรรมขนส่งทางรางไทย ในหลักสูตรระดับ ปวส. 5 สาขาวิชา ได้แก่ ช่างเครื่องกล ช่างเทคนิคไฟฟ้ารถจักรและล้อเลื่อน ช่างอาณัติสัญญาณและโทรคมนาคม ช่างโยธา และการจัดการเดินรถ 2) กลุ่มการศึกษาวิชาชีพทหาร ตำรวจ : เน้นระเบียบวินัยควบคู่กับวิชาการ เมื่อสำเร็จการศึกษาได้รับพระราชทานกระบี่และปริญญาบัตรตามสาขาวิชา พร้อมบรรจุเข้ารับราชการเป็นนายทหารสัญญาบัตร ยศร้อยตรี/เรือตรี/เรืออากาศตรี/ร้อยตำรวจตรี และได้รับเบี้ยเลี้ยงระหว่างการศึกษา 3) กลุ่มการศึกษาวิชาชีพแพทย์ พยาบาล: สถาบันการพยาบาลศรีสวรินทิรา สภากาชาดไทย เปิดรับนักศึกษาหลักสูตรพยาบาลศาสตรบัณฑิต พร้อมสนับสนุนทุนการศึกษาสภากาชาดไทยให้แก่ผู้ผ่านการคัดเลือกทุกคน เพื่อสร้างโอกาสทางการศึกษาสู่สังคมไทย 





สกศ. ขอแนะนำแพลตฟอร์มระบบบริหารจัดการสารสนเทศดิจิทัลทางการศึกษา สำหรับลงทะเบียนจัดเก็บข้อมูลสถิติการศึกษาเฉพาะทางคือ ISTEd : Information System for Thailand Education ที่พัฒนาขึ้นเพื่อเป็นเครื่องมือรวบรวมและเชื่อมโยงข้อมูลด้านการศึกษาของหน่วยจัดการศึกษาในประเทศไทย ประกอบด้วยตัวชี้วัดทางการศึกษา ได้แก่ การประเมินคุณภาพการศึกษา คุณภาพการศึกษา ดัชนีการเรียนรู้ตลอดชีวิต การเข้าถึงโอกาสทางการศึกษา ปีการศึกษาเฉลี่ยของประชากร โดยมุ่งหวังให้เป็นข้อมูลในการวางแผนการศึกษาของประเทศไทยให้เป็นไปตามเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนด้านการศึกษาหรือ SDG 4 ในการสร้างหลักประกันให้การศึกษามีคุณภาพอย่างครอบคลุมและส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตอย่างยั่งยืน (แพลตฟอร์ม ISTEd >> https:// isted.onec.go.th)


วันพฤหัสบดีที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2569

สกศ.ยกระดับทักษะแห่งอนาคตเด็กไทย จัดกิจกรรม“Pop the Card : ระเบิดไอเดียการสอน สร้างห้องเรียนสุดสร้างสรรค์” ผ่านบอร์ดเกม

 สกศ.ยกระดับทักษะแห่งอนาคตเด็กไทย จัดกิจกรรม“Pop the Card : ระเบิดไอเดียการสอน สร้างห้องเรียนสุดสร้างสรรค์” ผ่านบอร์ดเกม

วันที่ 30 เมษายน 2569  ดร.รุ่งนภา จิตรโรจนรักษ์ ที่ปรึกษาด้านวิจัยและประเมินผลการศึกษา รักษาการในตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักวิจัยและพัฒนาการศึกษา เป็นประธานเปิดกิจกรรม POP the Class : ระเบิดไอเดียการสอน สร้างห้องเรียนสุดสร้างสรรค์ โดยมีวิทยากรจากทีม Spark JOY และมีผู้ทรงคุณวุฒิ ดร. รังสรรค์ มณีเล็กอนุกรรมการสภาการศึกษา ด้านวิจัย เทคโนโลยีดิจิทัล และนวัตกรรมด้านการศึกษา สกศ. เข้าร่วมกิจกรรม ผู้เข้ารับการอบรม ได้แก่ ครูผู้สอน 59 คนที่ได้คัดเลือกจากแผนการสอนที่เข้มข้นจากทั่วประเทศทั้ง 6 สังกัด ได้แก่ สพฐ. สถ. สช. สกร. สอศ. และ อว. เข้าร่วมเวิร์คชอปต่อยอดงานวิจัยสู่การปฏิบัติจริงในชั้นเรียน ณ โรงแรมไมด้า ดอนเมือง แอร์พอร์ต กรุงเทพฯ




ดร.รุ่งนภา กล่าวว่า กิจกรรมวันนี้มาจากรากฐานงานวิจัยระดับชาติเรื่อง “ทักษะแห่งอนาคต” โดยสำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา ได้นำเสนอชุดทักษะที่จำเป็นสำหรับเยาวชนไทยและผ่านมติเห็นชอบจากคณะกรรมการสภาการศึกษาในระดับชาติมาแล้ว โดยมุ่งเน้นที่ทักษะสำคัญ 3 ด้าน คือ ความคิดสร้างสรรค์ Creative Thinking ความฉลาดรู้ Literacy และความฉลาดรู้ทางดิจิทัล Digital Literacy หัวใจหลักของกิจกรรมคือ การใช้แนวคิดบอร์ดเกมที่เรียกว่า “สตอรี่ป๊อป” (Story Pop) มาเป็นเครื่องมือสนับสนุนการจัดการเรียนรู้ โดยระยะแรกคุณครูทั้ง 59 ท่าน จะได้ทดลองใช้เครื่องมือจริง สัมผัส Mock-up การ์ดเกมที่ผ่านการทดสอบกับเด็กและนักวิชาการ จะได้นำไปปรับใช้ตามบริบท เรียนรู้วิธีการปรับเปลี่ยนเกมให้เข้ากับข้อจำกัดและแผนการจัดการเรียนรู้ของแต่ละห้องเรียน คุณครูจะระเบิดไอเดียร่วมกัน และออกแบบวิธีการสอนที่ทำให้การเรียนรู้ไม่ใช่เรื่องน่าเบื่ออีกต่อไป สำหรับก้าวต่อไปจะมีการรับอาสาสมัครทดลองใช้เครื่องมือในห้องเรียนจริงของคุณครูกับกลุ่มผู้เรียน (Field Test) โดยจะมีคู่มือและการประเมินผลอย่างเป็นระบบ เพื่อติดตามความก้าวหน้าของนักเรียนว่าบอร์ดเกมชุดนี้สามารถช่วยพัฒนาทักษะทั้ง 3 ด้านได้มีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะการเชื่อมโยงทักษะบอร์ดเกมเข้ากับโลกดิจิทัล เป้าหมายคือการเห็นความก้าวหน้าของลูกศิษย์ ผ่านการเรียนรู้ที่สนุกและจับต้องได้


นายสุภเกียรติ คุ้มหอยกัน ทีม Spark JOY กล่าวว่า การสร้างพื้นที่ปลอดภัย Safe Zone ครูต้องทำให้เด็กกล้าที่จะบอกว่าตัวเองไม่รู้และกล้าถามเพื่อเปิดพื้นที่การเรียนรู้ร่วมกัน และพลังแห่งความเงียบ (Wait Time) ครูอดทนรอให้เด็กได้ใช้ความคิดและกระตุ้นให้เกิดการตั้งข้อสังเกต ไม่ปิดกั้นความสงสัย เพื่อให้ความสงสัยนำไปสู่การค้นพบความรู้ใหม่ นอกจากนี้ การออกแบบห้องเรียนที่เน้นความสนุกจะสร้างความสุขให้ทั้งครูและผู้เรียนร่วมกัน ครูเป็นผู้ออกแบบกระบวนการ แต่ต้องให้เด็กได้รู้สึกเป็นเจ้าของการเรียนรู้ ต้องสร้างความสัมพันธ์ การตอบสนองต่อคำถามช่วยต่อยอดไอเดียและสร้างความสัมพันธ์ที่ดีสามารถต่อยอดไอเดียใหม่ๆ ให้กับผู้เรียนได้ทันที ดังนั้น ห้องเรียนที่มีชีวิตชีวาเกิดจากความตั้งใจของครูในการสร้างพื้นที่ให้เด็กกล้าเป็นตัวของตัวเอง และห้องเรียนนั้นจะเป็นพื้นที่แห่งการเรียนรู้ที่สนุกและมีชีวิตชีวาได้อย่างแท้จริง

กิจกรรมภาคบ่าย กิจกรรม Storytelling Game “Story POP” การเล่าเรื่องเชิงสร้างสรรค์การผสมผสานระหว่าง Game-Based Learning ใช้เกมเป็นเครื่องมือ และ Gamification ใช้กลไกเกมเพื่อจูงใจให้ปรับพฤติกรรม เช่น การสะสมแต้มและลำดับที่เพื่อกระตุ้นการมีส่วนร่วม โดยมีอุปกรณ์การเล่น การ์ดสถานการณ์ POP Card  การ์ด

ธีมการเล่า การ์ดลำดับ การ์ดเปล่าประเภทต่าง ๆ สำหรับสร้างสรรค์ได้เอง และเหรียญคะแนน สำหรับใช้โหวต ใช้เวลาเล่น 20 นาทีต่อรอบ ขั้นตอนจะแจกการ์ดสัญลักษณ์ให้ผู้เล่นคนละ 5 ใบ เพื่อใช้เป็นวัตถุดิบในการเล่าเรื่อง และเหรียญคะแนนคนละ 4 เหรียญตามจำนวนรอบ วิธีการเล่นจะเปิดสถานการณ์ 1 ใบ เพื่อให้ทุกคนเห็นโจทย์เดียวกัน จะมีช่วงเวลาสร้างสรรค์ให้ผู้เล่นแต่ละคนเลือกการ์ดในมือ 1 ใบ เพื่อเตรียมเล่าเรื่องให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่ได้รับมากที่สุด มีกลไก Gamification เรื่อง Time Pressure และลำดับเรื่องราวเมื่อหมดเวลา ให้ทุกคนหยิบการ์ดเพื่อดูว่าใครจะได้เล่าก่อน-หลัง การตัดสินมาจากการลงคะแนน เมื่อเล่าครบแล้วให้ทุกคนโหวต และมอบเหรียญคะแนนให้แก่เรื่องราวที่ประทับใจที่สุด ดังนั้น สรุปผลและถอดบทเรียน (Reflect & Debrief) ข้อคิดสำหรับคุณครู หัวใจของเกมนี้ไม่ใช่แค่ความสนุก แต่คือการฝึกความคิดสร้างสรรค์ และการสื่อสาร ผ่านกลไกเกม  ลำดับ และคะแนน จะเป็นตัวช่วยลดความเขินอาย จะทำให้เด็ก ๆ ได้กล้าปล่อยไอเดียออกมาได้เต็มที่

สำหรับกิจกรรมจะเป็นการฝึกทักษะการเป็นครูโค้ชพัฒนาห้องเรียนสุดสร้างสรรค์ผ่านกิจกรรม Coaching teacher Simulation, Grow Model, Active Listening, The Power of Question, สร้างแผนการประยุกต์ใช้บอร์ดเกม Story POP เพื่อนำไปปรับใช้ในห้องเรียน เป็นต้น  


กรมพัฒน์ จับมือ TWI ยกระดับแรงงานช่างเชื่อมสู่มาตรฐานสากล ป้อนอุตสาหกรรมรายได้สูง

 กรมพัฒน์ จับมือ TWI ยกระดับแรงงานช่างเชื่อมสู่มาตรฐานสากล ป้อนอุตสาหกรรมรายได้สูง

วันที่ 30 เมษายน 2569 นายสมาสภ์ ปัทมะสุคนธ์ อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน พร้อมด้วย นายสท้านภพ  อ่ำสุพรรณ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ที ดับบลิว ไอ เทรนนิ่ง แอนด์ เซอร์วิส จำกัด ร่วมลงนามบันทึกความเข้าใจความร่วมมือการพัฒนาศักยภาพให้แก่กำลังแรงงานสาขาเทคโนโลยีการเชื่อมและการตรวจสอบมาตรฐานสากล ระหว่าง กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน กับ บริษัท ที ดับบลิว ไอ เทรนนิ่ง แอนด์ เซอร์วิส จำกัด โดยมีนายภัทรวุธ เภอแสละ รองอธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน นายณรงค์ฤทธิ์  พิเชษฐพงศ์นิมิต รักษาการผู้จัดการประจำประเทศไทย บริษัท ที ดับบลิว ไอ เทรนนิ่ง แอนด์ เซอร์วิส จำกัด ร่วมเป็นสักขีพยาน นอกจากนี้ยังมีคุณทากาซาวะ ไทชิ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัทไทย นิป สตีล เอ็นจิเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น จำกัด คุณวิรัช ตันติวิภา ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการบริษัทไทย นิป สตีล เอ็นจิเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น จำกัด ผู้บริหารกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน บริษัทไทย นิปปอน สตีล เอ็นจิเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น จำกัด ภาคีเครือข่าย ร่วมเป็นเกียรติ ณ ห้องประชุม ชั้น 6 อาคาร DSD กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน

นายสมาสภ์  ปัทมะสุคนธ์ อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน เปิดเผยว่า ความร่วมมือในครั้งนี้เกิดจากความสำคัญของภาคอุตสาหกรรมและโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ ไม่ว่าจะเป็นงานก่อสร้างอาคาร สะพาน โรงงานอุตสาหกรรม หรือระบบสาธารณูปโภค ซึ่งล้วนต้องอาศัยทักษะและความชำนาญของช่างเชื่อมเป็นสำคัญ ดังนั้น การยกระดับฝีมือแรงงานให้ได้มาตรฐานสากลจึงเป็นภารกิจสำคัญที่ทุกภาคส่วนต้องร่วมกันผลักดัน โดยสอดคล้องกับบทบาทของกรมพัฒนาฝีมือแรงงานในการพัฒนาทักษะแรงงานทั้งก่อนและระหว่างการทำงาน ทั้งนี้ กรมพัฒนาฝีมือแรงงานมีสถาบันพัฒนาบุคลากรการเชื่อม ซึ่งเป็นศูนย์ความเป็นเลิศด้านการเชื่อมในระดับภูมิภาคอาเซียน และอยู่ระหว่างเตรียมความพร้อมสู่การเป็นหน่วยรับรองมาตรฐานสากลตามมาตรฐาน ISO 17024 และ ISO 17025 ด้านบริษัท ที ดับบลิว ไอ เทรนนิ่ง แอนด์ เซอร์วิส จำกัด เป็นองค์กรที่มีความเชี่ยวชาญด้านการฝึกอบรมและการรับรองมาตรฐานวิศวกรรมการเชื่อมในระดับสากล อาทิ มาตรฐาน BGAS-CSWIP จาก The Welding Institute (TWI) ประเทศสหราชอาณาจักร และมาตรฐาน AWS โดยมีเป้าหมายในการพัฒนากำลังแรงงานเพื่อรองรับความต้องการของภาคอุตสาหกรรมทั้งในและต่างประเทศ รวมถึงมีการสนับสนุนงบประมาณด้านความรับผิดชอบต่อสังคม (CSR) เพื่อการพัฒนาฝีมือแรงงานปีละประมาณ 40 ล้านบาท  โดยทั้งสองฝ่ายจะร่วมกันพัฒนาบุคลากรฝึกของกรมพัฒนาฝีมือแรงงานในหลักสูตรผู้ตรวจสอบงานเชื่อม และได้รับการสนับสนุนผู้เชี่ยวชาญจากต่างประเทศ รวมถึงจัดฝึกอบรมหลักสูตรการเชื่อมอาร์กโลหะด้วยมือชิ้นงานเหล็กท่อต่อชนตามมาตรฐานสากล (SMAW) ระดับ 6G อีกทั้งยังมีการดำเนินการนำร่องฝึกอบรม และมีผู้ผ่านการทดสอบมาตรฐานช่างเชื่อม (WQT) ได้รับวุฒิบัตร จำนวน 16 คน นอกจากนี้ในเรื่องของการพัฒนาทักษะด้านภาษา ก็ยังเป็นสิ่งสำคัญสำหรับช่างเชื่อม เพื่อเป็นการยกระดับทักษะของตนเอง ทำให้มีโอกาสไปทำงานต่างประเทศได้ ซึ่งหากต้องการพัฒนาทักษะด้านภาษาสามารถเข้ารับการฝึกอบรมกับกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน นอกจากพิธีลงนามแล้ว ยังมีพิธีมอบวุฒิบัตรให้แก่ผู้สำเร็จการฝึกอบรมหลักสูตรช่างเชื่อมอาร์กโลหะด้วยมือชิ้นงานเหล็กท่อต่อชนตามมาตรฐานสากล 6G จำนวน 16 คน พร้อมพิธีส่งมอบผู้สำเร็จการฝึกอบรมหลักสูตรช่างเชื่อม ให้แก่บริษัท ไทย นิปปอน สตีล เอ็นจิเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น จำกัด เพื่อบรรจุเข้าทำงาน กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน ขอแสดงความยินดีกับทุกท่านที่ผ่านการฝึกอบรมและได้รับการบรรจุเข้าทำงานทันที ซึ่งจะได้รับรายได้สูงสุดถึง 80,000 – 100,000 บาทต่อเดือน ทั้งนี้ขอขอบคุณ บริษัท ไทย นิปปอน สตีล เอ็นจิเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น จำกัด และบริษัท ที ดับบลิว ไอ เทรนนิ่ง แอนด์ เซอร์วิส จำกัด สำหรับความร่วมมือในครั้งนี้







ด้านนายสท้านภพ อ่ำสุพรรณ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ที ดับบลิว ไอ เทรนนิ่ง แอนด์ เซอร์วิส จำกัด กล่าวถึงความร่วมมือในครั้งนี้ว่า พิธีลงนามในวันนี้ไม่ได้เป็นเพียงพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจแต่เป็น “จุดเริ่มต้นของการยกระดับมาตรฐานกำลังคนของประเทศไทย” ในอุตสาหกรรมที่มีความเสี่ยงสูง เช่น พลังงาน โครงสร้างพื้นฐาน และการผลิตคุณภาพของงานเชื่อม ไม่ใช่เพียงเรื่องของทักษะ แต่เป็นเรื่องของความปลอดภัย ความน่าเชื่อถือ และความสามารถในการแข่งขันของประเทศ จึงมีเป้าหมายที่ชัดเจนในการเชื่อมโยงมาตรฐานของประเทศไทย สู่มาตรฐานสากล” ผ่าน 3 มิติสำคัญ ได้แก่ 1. การพัฒนาหลักสูตร นำมาตรฐานระดับโลก เช่น CSWIP และ BGAS-CSWIP มาบูรณาการกับระบบของประเทศไทย 2. การยกระดับบุคลากร พัฒนาศักยภาพครูฝึกและผู้เชี่ยวชาญให้สามารถรองรับเทคโนโลยีและมาตรฐานใหม่ของอุตสาหกรรม และ 3. การสร้าง Platform ต้นแบบ เพื่อเป็นรากฐานของระบบการรับรองมาตรฐานฝีมือแรงงานระดับสากลที่สามารถขยายผลไปยังอุตสาหกรรมอื่นในอนาคตต่อไป


สำนักงานสถิติแห่งชาติ เผยผลการประมวลข้อมูลพื้นที่การก่อสร้าง พ.ศ. 2568​ อาคารโรงเรือนที่ได้รับอนุญาตให้ก่อสร้างลดลงร้อยละ 13.2 จากปีที่แล้ว

 สำนักงานสถิติแห่งชาติ เผยผลการประมวลข้อมูลพื้นที่การก่อสร้าง พ.ศ. 2568​ อาคารโรงเรือนที่ได้รับอนุญาตให้ก่อสร้างลดลงร้อยละ 13.2 จากปีที่แล้ว           


              

ดร.เอกพงษ์  หริ่มเจริญ ผู้อำนวยการสำนักงานสถิติแห่งชาติ เปิดเผยว่าการประมวลข้อมูลพื้นที่การก่อสร้างเป็นโครงการที่เก็บรวบรวมข้อมูลจากทะเบียนผู้ขออนุญาตก่อสร้างและต่อเติมหรือดัดแปลงสิ่งก่อสร้างทั้งที่เป็นอาคารโรงเรือน และไม่ใช่อาคารโรงเรือน จากหน่วยงานผู้ให้อนุญาตก่อสร้างตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 ได้แก่ สำนักงานเขตในกรุงเทพมหานคร เทศบาลนคร เทศบาลเมือง เทศบาลตำบล และองค์การบริหารส่วนตำบลทั่วประเทศ สำหรับผลการประมวลพื้นที่การก่อสร้าง พ.ศ. 2568 สรุปได้ดังนี้

ปี 2568 มีผู้ได้รับอนุญาตให้ก่อสร้างใหม่และต่อเติมหรือดัดแปลงสิ่งก่อสร้างทั้งที่เป็นอาคารโรงเรือน และไม่ใช่อาคารโรงเรือนทั้งสิ้น 189,974 ราย โดยภาคกลางมีจำนวนผู้ได้รับอนุญาตฯ สูงสุด 49,710 ราย รองลงมาเป็นภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 40,717 ราย ภาคใต้ 33,429 ราย ภาคเหนือ 32,033 ราย ปริมณฑล 25,113 ราย และกรุงเทพมหานคร 8,972 ราย

เมื่อพิจารณาจำนวนสิ่งก่อสร้างที่ได้รับอนุญาตทั้งสิ้น 241,255 แห่ง พบว่า เป็นการก่อสร้างฯ ในภาคกลางสูงสุด 67,886 แห่ง รองลงมาเป็นภาคใต้ 43,228 แห่ง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 42,826 แห่ง ปริมณฑล 39,559 แห่ง ภาคเหนือ 35,386 แห่ง และกรุงเทพมหานคร 12,370 แห่ง 


เมื่อพิจารณาการเปลี่ยนแปลงของการขออนุญาตก่อสร้างอาคารโรงเรือน ตั้งแต่ปี 2558–2568 พบว่า ผู้ได้รับอนุญาตให้ก่อสร้างอาคารโรงเรือนมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง หลังจากนั้นเริ่มลดลง อย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2568 ผู้ได้รับอนุญาตให้ก่อสร้างอาคารโรงเรือนลดลงร้อยละ 2.4 เมื่อเปรียบเทียบกับปี 2567

สำหรับจำนวนอาคารโรงเรือนที่ได้รับอนุญาตฯ ตั้งแต่ปี 2562 เป็นต้นมา มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม ในปี 2566-2568 จำนวนอาคารโรงเรือนที่ได้รับอนุญาตให้ก่อสร้างมีแนวโน้มลดลง โดยในปี 2568 ลดลงร้อยละ 8.6 เมื่อเปรียบเทียบกับปี 2567

ส่วนพื้นที่อาคารโรงเรือนที่ได้รับอนุญาตให้ก่อสร้างฯ มีแนวโน้มทรงตัว ตั้งแต่ปี 2559-2566  แต่ในปี 2567 และปี 2568 พื้นที่อาคารโรงเรือนที่ได้รับอนุญาตให้ก่อสร้างลดลงร้อยละ 13.2 และ 2.5  เมื่อเปรียบเทียบกับปี 2566  และ 2567 ตามลำดับ 

เมื่อพิจารณาการเปลี่ยนแปลงของการขออนุญาตก่อสร้าง สิ่งก่อสร้างที่ไม่ใช่อาคารโรงเรือนและมีหน่วยวัดเป็นความยาว ตั้งแต่ปี 2558–2568 พบว่า ผู้ได้รับอนุญาตให้ก่อสร้างค่อนข้างมีความผันผวนสลับขึ้นลงในปี 2558-2566 หลังจากนั้นมีแนวโน้มลดลง โดยในปี 2568 ผู้ได้รับอนุญาตให้ก่อสร้างฯ ลดลงร้อยละ 17.4 เมื่อเปรียบเทียบกับปี 2567

และเมื่อพิจารณาจำนวนสิ่งก่อสร้างที่ได้รับอนุญาตให้ก่อสร้างฯ พบว่า มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2562-2566 แต่ในปี 2567 และปี 2568 จำนวนสิ่งก่อสร้างที่ได้รับอนุญาตให้ก่อสร้างฯ ลดลงร้อยละ 31.6 และ 21.9  เมื่อเปรียบเทียบกับปี 2566 และ 2567 ตามลำดับ

สำหรับความยาวสิ่งก่อสร้างที่ได้รับอนุญาตให้ก่อสร้างฯ ตั้งแต่ปี 2558–2568 มีแนวโน้มทรงตัว โดยในปี 2568 ความยาวสิ่งก่อสร้างที่ได้รับอนุญาตให้ก่อสร้างฯ เพิ่มขึ้นร้อยละ 20.6 เมื่อเปรียบเทียบกับปี 2567 

เมื่อพิจารณาการเปลี่ยนแปลงของการขออนุญาตก่อสร้าง สิ่งก่อสร้างที่ไม่ใช่อาคารโรงเรือนและมีหน่วยวัดเป็นพื้นที่ ตั้งแต่ปี 2558-2568 พบว่า จำนวนผู้ได้รับอนุญาตให้ก่อสร้างฯ ค่อนข้างมีความผันผวนสลับขึ้นลงเป็นระยะ โดยในปี 2568 ผู้ได้รับอนุญาตให้ก่อสร้างเพิ่มขึ้นร้อยละ 0.6 เมื่อเปรียบเทียบกับปี 2567

สำหรับจำนวนสิ่งก่อสร้างที่ได้รับอนุญาตให้ก่อสร้างฯ ค่อนข้างมีความ  ผันผวนสลับขึ้นลงเป็นระยะ ในทำนองเดียวกับจำนวนผู้ได้รับอนุญาตให้ก่อสร้าง และในปี 2568 พบว่า สิ่งก่อสร้างที่ได้รับอนุญาตให้ก่อสร้างฯ ลดลงร้อยละ 4.1 เมื่อเปรียบเทียบกับปี 2567

สำหรับพื้นที่สิ่งก่อสร้างที่ได้รับอนุญาตให้ก่อสร้างฯ มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นตั้งแต่ปี 2564-2566 แต่ในปี 2567 และปี 2568 พื้นที่สิ่งก่อสร้างที่ได้รับอนุญาตให้ก่อสร้างฯ ลดลงร้อยละ 20.7 และ 10.5 เมื่อเปรียบเทียบกับปี 2566 และ 2567 ตามลำดับ 


กองสถิติเศรษฐกิจ  กลุ่มสถิติอุตสาหกรรม โทรศัพท์ 02 142 1236 ไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์  eindust@nso.go.th

“ค้าภายใน” ลงพื้นที่พบเกษตรกรปาล์ม ย้ำส่งออกยังคล่องตัว ดันใช้ B20 เพิ่ม โรงสกัดต้องให้ราคาเพิ่มตามคุณภาพ ไม่มีติดคิว หนุนราคาปาล์มขยับ เกษตรกรมั่นใจสถานการณ์คลี่คลาย

  “ค้าภายใน” ลงพื้นที่พบเกษตรกรปาล์ม ย้ำส่งออกยังคล่องตัว ดันใช้ B20 เพิ่ม โรงสกัดต้องให้ราคาเพิ่มตามคุณภาพ ไม่มีติดคิว หนุนราคาปาล์มขยับ เก...