วันพฤหัสบดีที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2569

ชวนรู้จัก “กองทุน DE” โอกาสสนับสนุนโครงการดิจิทัลของคุณ​ ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา

 ชวนรู้จัก “กองทุน DE” โอกาสสนับสนุนโครงการดิจิทัลของคุณ​ ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา 

โลกเข้าสู่ยุคการเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัลอย่างรวดเร็ว ประเทศไทยจึงตระหนักถึงความจำเป็นในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและศักยภาพด้านดิจิทัลของประเทศอย่างเป็นระบบ รัฐบาลจึงได้ผลักดันการจัดตั้ง “กองทุนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม” (กองทุนดีอี : DEF) ขึ้นตามพระราชบัญญัติการพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม พ.ศ.2560 โดยอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และบริหารงานโดยสำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สดช.)

บทบาทของกองทุนดีอี ตามพระราชบัญญัติฯ หมวด 4 คือ การส่งเสริม สนับสนุน และให้ทุนอุดหนุนการวิจัยและพัฒนา แก่หน่วยงานรัฐ เอกชน และบุคคลทั่วไป ครอบคลุม 6 ภารกิจหลัก คือ ส่งเสริมและสนับสนุนการพัฒนาดิจิทัลเพื่อสาธารณะ ให้ทุนวิจัยและพัฒนาที่ไม่ซ้ำซ้อนกับหน่วยงาน สนับสนุนกิจกรรมที่มีผลกระทบสูงและวงกว้าง จัดสรรงบดำเนินงานให้สำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และบริหารค่าใช้จ่ายกองทุนอย่างมีประสิทธิภาพ “ที่เป็นการต่อยอดสร้างสรรค์สิ่งใหม่โดยไม่ซ้ำซ้อนกับโครงการที่มีอยู่เดิมหรือโครงการที่ได้รับทุนสนับสนุนจากแหล่งทุนอื่น”

กองทุนดีอี ถูกออกแบบมาเพื่อทำหน้าที่เป็นกลไกทางการเงินของรัฐ ที่มุ่งส่งเสริม สนับสนุน และลงทุนในกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาดิจิทัลของประเทศ ครอบคลุมทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน ที่มีความพร้อมในการดำเนินโครงการด้านดิจิทัล ซึ่งสะท้อนถึงการเปิดกว้างและการส่งเสริมให้เกิดการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วนในการพัฒนาประเทศ

กองทุนดีอี ไม่ได้เป็นเพียงแหล่งสนับสนุนเงินทุนแต่เป็นกลไกสำคัญในการเร่งให้เกิดการเปลี่ยนผ่านประเทศสู่ยุคดิจิทัลอย่างเป็นรูปธรรม เราเป็นกองทุนชั้นนําในการผลักดันและเพิ่มขีดความสามารถ การพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมไทยด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล มุ่งเน้นโครงการที่สามารถต่อยอดได้จริง เกิดผลกระทบ   เชิงบวกในวงกว้าง และสร้างประโยชน์ให้กับประชาชนในระยะยาว” (ภาพประกอบ-ดร. เวทางค์ พ่วงทรัพย์ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ BDE)

สำหรับเกณฑ์การพิจารณา กองทุนดีอี ให้ความสำคัญกับโครงการที่มีความสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติและแผนดิจิทัล มีความสามารถในการบรรลุผลลัพธ์ตามเป้าหมาย และการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ การสร้างผลกระทบเชิงบวกในวงกว้างต่อสังคม ตลอดจนศักยภาพในการดำเนินโครงการอย่างยั่งยืนหลังสิ้นสุดการสนับสนุน ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการสร้างการเปลี่ยนแปลงในระยะยาว

โดยผู้ที่สนใจขอรับการสนับสนุนงบประมาณจากกองทุนดีอี สามารถติดตามความคืบหน้าของกรอบนโยบายการให้ทุนประจำปีงบประมาณ 2569 ได้ทางเว็บไซต์ https://defund.bde.go.th และ Facebook ของกองทุนฯ

มาเปลี่ยนไอเดียของคุณให้เป็นพลังขับเคลื่อนประเทศ เพราะทุกความคิดมีศักยภาพในการสร้างความเปลี่ยนแปลง กองทุนดีอีพร้อมสนับสนุนให้ทุกไอเดียเติบโตสู่ผลลัพธ์ที่จับต้องได้ และร่วมขับเคลื่อนประเทศไทยสู่อนาคตดิจิทัลอย่างยั่งยืน


วันพุธที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2569

สีสันตะวันออก กอล์ฟ พาราไดซ์ 2026 “Color Of The East Golf Paradise 2026”

สีสันตะวันออก กอล์ฟ พาราไดซ์ 2026  “Color Of The East Golf Paradise 2026”

ททท. ภูมิภาคภาคตะวันออก จับมือร่วมกับสนามกอล์ฟชั้นนำของภาคตะวันออกและบริษัท ทริปเปิลนายน์ เน็ตเวิร์ค จำกัด จัดการแข่งขันกอล์ฟรายการ “Color Of The East Golf Paradise 2026” ชูแนวคิด “Play Stay Save” ปลุกกระแสท่องเที่ยวเชิงกีฬาช่วง Green Season ประเดิมสนามแรกวันศุกร์ที่ 19 มิถุนายน 2569 สนามรอยัลฮิลล์ กอล์ฟ รีสอร์ท แอนด์ สปา นครนายก

กรุงเทพฯ, 27 พฤษภาคม 2569 – การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ภูมิภาคภาคตะวันออก  นำโดย นางกนกกิตติกา กฤตย์วุฒิกร ผู้อำนวยการภูมิภาคภาคตะวันออก ผนึกกำลังร่วมกับพันธมิตรผู้บริหารสนามกอล์ฟชั้นนำของภาคตะวันออก ได้แก่ นายธนบูรณ์ ชนะรัตน์โสภณ ผู้จัดการทั่วไป สนามรอยัลฮิลล์ กอล์ฟ รีสอร์ท แอนด์ สปา, นายนิรันดร์ พิมพ์วงษ์ ผู้จัดการทั่วไป สนามกอล์ฟเซ้นต์แอนดรูว์ 2000, นายธนะสิทธิ์ ราชสิงห์ ผู้จัดการทั่วไป สนามโลตัส วัลเล่ย์ กอล์ฟ รีสอร์ท และนางสาวณัฐนรี เบ้าพิมพา ผู้ช่วยผู้จัดการทั่วไป สนามบางพระ กอล์ฟคลับ และบริษัท ทริปเปิลนายน์ เน็ตเวิร์ค จำกัด พร้อมด้วยเหล่าอินฟลูเอนเซอร์และผู้แทนองค์กรผู้สนับสนุน จัดงานแถลงข่าวเปิดตัวมหกรรมกอล์ฟยิ่งใหญ่แห่งปี “Color Of The East Golf Paradise 2026” สีสันตะวันออกกอล์ฟพาราไดซ์ อย่างเป็นทางการ ณ ห้องปาริชาติ โรงแรมโกลเด้นทิวลิป ซอฟเฟอริน ถนนพระราม 9  กรุงเทพฯ ชูแนวคิด “Play Stay Save” เดินหน้ากระตุ้นเศรษฐกิจการท่องเที่ยวเชิงกีฬา (Sports Tourism) ในช่วงนอกฤดูกาล ด้วยการจัดเต็มดีลสุดพิเศษและส่วนลดที่พักสุดคุ้ม เพื่อดึงดูดนักกอล์ฟและครอบครัวทั่วประเทศให้ร่วมปักหมุดเช็คอิน หวังสร้างรายได้หมุนเวียนและกระตุ้นเศรษฐกิจในพื้นที่ภาคตะวันออกอย่างยั่งยืน


นางกนกกิตติกา กฤตย์วุฒิกร ผู้อำนวยการภูมิภาคภาคตะวันออก การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.)      ในฐานะประธานการแถลงข่าว เปิดเผยว่า “ภูมิภาคภาคตะวันออกถือเป็นจุดหมายปลายทางที่มีศักยภาพด้านการท่องเที่ยวระดับสูง ด้วยความพร้อมด้านการคมนาคมที่สะดวกสบาย และสิ่งอำนวยความสะดวกที่ครบครันในฐานะ 'World Class Golf Destination' ซึ่งเคยรองรับทัวร์นาเมนต์ระดับสากลมาแล้ว ททท. จึงเล็งเห็นโอกาสสำคัญในการใช้กีฬากอล์ฟเป็น 'แม่เหล็ก' ดึงดูดนักท่องเที่ยวกลุ่มคุณภาพ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและการเดินทาง พร้อมสร้างหมุดหมายการท่องเที่ยวใหม่ โดยเฉพาะในช่วงฤดูฝน หรือ Green Season ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ธรรมชาติมีความอุดมสมบูรณ์และทัศนียภาพของสนามกอล์ฟมีความงดงามเป็นพิเศษ“ ททท. จึงได้จับมือร่วมกับภาคเอกชนเพื่อพลิกวิกฤตเป็นโอกาสในการกระตุ้นตลาด และดึงดูดนักท่องเที่ยวกลุ่มคุณภาพให้เกิดการเดินทางอย่างต่อเนื่อง ด้วยการชูกลยุทธ์  ‘PLAY STAY SAVE’ ที่ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์นักกอล์ฟและครอบครัวโดยเฉพาะ ไฮไลต์สำคัญของกิจกรรมนี้       คือการมอบความคุ้มค่าแบบ Value Return ภายใต้แนวคิด “สมัครแข่งขัน รับทันทีคูปองส่วนลดที่พัก 800 บาท” สำหรับใช้บริการโรงแรมรีสอร์ตที่เข้าร่วมโครงการ โดยกิจกรรมนี้จะจัดการแข่งขันใน 4 สนามกอล์ฟชั้นนำ ครอบคลุมพื้นที่ยุทธศาสตร์ของภาคตะวันออก ระหว่างเดือนมิถุนายน ถึง กันยายน 2569 เป้าหมายเพื่อเพิ่มการเดินทางท่องเที่ยวในช่วง Low Season กระจายเม็ดเงินสู่ผู้ประกอบการโรงแรม สนามกอล์ฟ และชุมชนอย่างทั่วถึง พร้อมทั้งบูรณาการความร่วมมือเพื่อยกระดับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวเชิงกีฬาของไทยให้เติบโตอย่างแข็งแกร่งและยั่งยืน”

สำหรับความพร้อมของสนามแข่งขัน ผู้บริหารจากทั้ง 4 สนามชั้นนำระดับตำนานและสนามยอดนิยมของภาคตะวันออก ได้แก่ สนามรอยัลฮิลล์ กอล์ฟ รีสอร์ท แอนด์ สปา, สนามกอล์ฟเซ้นต์แอนดรูว์ 2000, สนามโลตัส วัลเล่ย์ กอล์ฟ รีสอร์ท และสนามบางพระ กอล์ฟคลับ ต่างผนึกกำลังยืนยันความพร้อมในการเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขัน โดยได้ดึงจุดเด่นของสภาพสนามในช่วง Green Season ที่มีความชุ่มชื้นและท้าทายในทุกอุปสรรค มาผสานเข้ากับการเตรียมความพร้อมด้านการให้บริการอย่างเต็มพิกัด เพื่อให้ครอบคลุมการดูแลตั้งแต่นักกอล์ฟไปจนถึงผู้ติดตาม ตอบโจทย์การพักผ่อนแบบครอบครัวตามคอนเซปต์ 'Play Stay Save' ได้อย่างสมบูรณ์แบบที่สุด

ภายในงานแถลงข่าวยังได้รับเกียรติจาก 3 อินฟลูเอนเซอร์ชื่อดัง ตัวแทนนักกอล์ฟ 3 ไลฟ์สไตล์ ที่มาร่วมแชร์ประสบการณ์และตอกย้ำเสน่ห์ของการออกรอบในภาคตะวันออก นำโดย คุณปรัตถกร ดวงสว่าง (ปีเตอร์) นักแสดงหนุ่มที่สะท้อนความครบเครื่องของพื้นที่ ซึ่งตอบโจทย์คนรุ่นใหม่สาย 'Work Hard, Play Hard' ได้อย่างลงตัว  คุณ วรันธร สมกิจรุ่งโรจน์ (พิชซี่) ผู้ประกาศข่าวและตัวแทนสปอร์ตเกิร์ล ที่มาร่วมปลุกกระแสชวนสาวๆ ร่วมประชันวงสวิงให้คึกคักรับ Green Season ปิดท้ายด้วย คุณธนาวุฒิ นุชตเวชวงศ์ (ตู่) ผู้ประกาศข่าวกีฬาและตัวแทนแฟมิลี่แมน ที่มายืนยันว่าแคมเปญ Play Stay Save คือความคุ้มค่าที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ 'ท่องเที่ยวออกรอบครอบครัวสุขสันต์' ได้อย่างสมบูรณ์แบบ


เพื่อเป็นการสร้างสีสันให้กับการแข่งขัน โครงการฯ ได้รับเกียรติจาก ดร.ปราจิน เอี่ยมลำเนา ประธานคณะกรรมการบริหาร บริษัท กรังด์ปรีซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) ผู้ทรงคุณวุฒิในวงการยานยนต์ ที่เล็งเห็นถึงความสำคัญของการกระตุ้นการท่องเที่ยวผ่านกีฬากอล์ฟ ร่วมสนับสนุนรางวัลในการแข่งขันทุกสนาม พร้อมกันนี้ โครงการยังได้รับการสนับสนุนรางวัลพิเศษจากพันธมิตรชั้นนำมากมาย นำโดย รางวัล Hole in One ที่นอนเพื่อสุขภาพ Happiness Bedding Gen3 มูลค่า 149,000 บาท จากบริษัท พาวเวอร์ริช 2024 จำกัด พร้อมด้วยแพ็กเกจตรวจสุขภาพสุดเอ็กซ์คลูซีฟสำหรับนักกอล์ฟ มูลค่า 13,800 บาท จากโรงพยาบาลพระรามเก้า นอกจากนี้ ยังมีรางวัลนวัตกรรมอุปกรณ์กอล์ฟสุดล้ำให้ร่วมลุ้นรับกลับบ้าน อาทิ พัตเตอร์ 100dB SOUND PUTTER และเครื่องฝึกซ้อม Putt Simulator จากบริษัท โปรกอล์ฟ เอเชีย จำกัด 

กำหนดการแข่งขันกอล์ฟรายการ “Color Of The East Golf Paradise 2026” ทั้ง 4 สนาม

สนามแรกวันศุกร์ที่ 19 มิถุนายน 2569  สนามรอยัลฮิลล์ กอล์ฟ  รีสอร์ท แอนด์ สปา นครนายก 

สนามที่ 2 วันศุกร์ที่ 17 กรกฎาคม 2569  สนามเซ้นต์แอนดรูว์ 2000 ระยอง  

สนามที่ 3 วันศุกร์ที่ 7 สิงหาคม 2569 สนามโลตัส วัลเล่ย์ กอล์ฟ รีสอร์ท ฉะเชิงเทรา  

สนามที่ 4 วันศุกร์ที่ 4 กันยายน 2569 สนามบางพระ กอล์ฟ คลับ ชลบุรี 

สำหรับนักกอล์ฟและผู้ที่สนใจเข้าร่วมโครงการ “Color Of The East Golf Paradise 2026”  สามารถติดตามรายละเอียดการแข่งขันและสมัครเข้าร่วมกิจกรรมได้ที่ เบอร์โทรศัพท์ 062-416-5965 และ 064-162-6888  Facebook Page : สีสันตะวันออก กอล์ฟพาราไดซ์ และ Line Official : @triple999


มีฝีมือ ต้องได้ค่าจ้างที่คู่ควร กรมพัฒน์ฯ ชวนช่างเข้าทดสอบมาตรฐานฝีมือแรงงาน

  มีฝีมือ ต้องได้ค่าจ้างที่คู่ควร กรมพัฒน์ฯ ชวนช่างเข้าทดสอบมาตรฐานฝีมือแรงงาน

นายสมาสภ์ ปัทมะสุคนธ์ อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน เปิดเผยว่า กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน (กพร.) กระทรวงแรงงาน ได้ดำเนินการพัฒนาทักษะฝีมือแรงงานให้มีมาตรฐานสากลเป็นที่ยอมรับของตลาดแรงงานทั้งในและต่างประเทศ โดยร่วมกับหน่วยงานอื่น ๆ ทั้งสภาอุตสาหกรรม องค์กรวิชาชีพ สถาบันการศึกษา ในการร่วมกันกำหนดเพื่อจัดทำมาตรฐานฝีมือแรงงานในแต่ละสาขาอาชีพของประเทศไทย ซึ่งเป็นเครื่องมือที่สำคัญในการพัฒนาฝีมือแรงงานทุกมิติ สามารถผลิตแรงงานรองรับการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี ส่งผลดีต่อการเติบโตของเศรษฐกิจและสังคม โดยล่าสุดได้ผลักดันให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบอัตราค่าจ้างตามมาตรฐานฝีมือเพิ่มเติมอีก 4 สาขาอาชีพ เพื่อให้แรงงานฝีมือได้รับค่าจ้างที่เหมาะสมและเป็นธรรม จูงใจให้แรงงานพัฒนาฝีมือให้เป็นที่ยอมรับ เพิ่มหลักประกันรายได้ ให้กับตนเองและครอบครัวตามนโยบายของนายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน


สำหรับอาชีพที่จะต้องได้ค่าจ้างตามมาตรฐานฝีมือใหม่เพิ่มเติมอีก 4 สาขา ได้แก่ 1.สาขาช่างเชื่อมฟลักซ์คอร์ อัตราค่าจ้างตามมาตรฐานฝีมือ ระดับ 1 ไม่น้อยกว่า 550 บาท/วัน อัตราค่าจ้างตามมาตรฐานฝีมือ ระดับ 2 ไม่น้อยกว่า 650 บาท/วัน  2.สาขาช่างเชื่อมมิก อัตราค่าจ้างตามมาตรฐานฝีมือ ระดับ 1 ไม่น้อยกว่า  550 บาท/วัน อัตราค่าจ้างตามมาตรฐานฝีมือ ระดับ 2 ไม่น้อยกว่า  650 บาท/วัน  3.สาขาช่างติดตั้งระบบโซลาร์เซลล์แบบไม่เชื่อมต่อระบบโครงข่ายไฟฟ้า (Off Grid System) อัตราค่าจ้างตามมาตรฐานฝีมือ ระดับ 1 ไม่น้อยกว่า  560 บาท/วัน และ4.สาขาช่างบำรุงรักษาหุ่นยนต์อุตสาหกรรม อัตราค่าจ้างตามมาตรฐานฝีมือ ระดับ 1 ไม่น้อยกว่า  630 บาท/วัน



นายสมาสภ์ กล่าวต่อว่า การกำหนดอัตราค่าจ้างตามมาตรฐานฝีมือแต่ละสาขาเกิดจากหลายปัจจัย อาทิ เป็นสาขาอาชีพที่ตลาดแรงงานต้องการ เป็นสาขาที่ต้องมีทักษะความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน หรืออาจเกิดจากมีข้อพิพาทเรื่องอัตราค่าจ้าง รวมถึงเป็นสาขาที่กำลังแรงงานที่มีอยู่ในสาขาอาชีพนั้นควรจะพัฒนาทักษะฝีมืออยู่เสมอ สำหรับแรงงานหรือพนักงานในสถานประกอบกิจการที่ต้องการค่าจ้างดังกล่าว สามารถเข้ารับการทดสอบมาตรฐานฝีมือแรงงานกับหน่วยงานของกรมฯ ได้แก่ สถาบันพัฒนาฝีมือแรงงานและสำนักงานพัฒนาฝีมือแรงงาน รวมถึงศูนย์ทดสอบฯ เอกชนและสถาบันการศึกษาที่ได้รับรองจากกรมฯ มากกว่า 500 แห่งทั่วประเทศ



"จากประกาศเพิ่มเติมอีก 4 สาขา ทำให้มีอาชีพที่ได้รับค่าจ้างตามมาตรฐานฝีมือทั้งสิ้น 145 สาขา เป็นการขยายขอบเขตให้ครอบคลุมอาชีพที่ใช้ทักษะฝีมือมากขึ้น กระตุ้นให้แรงงานได้รับค่าจ้างตามฝีมือ ส่วนสถานประกอบกิจการก็มีพนักงานที่มีทักษะตรงกับความต้องการ ลดความสูญเสียในการผลิตได้ชิ้นงานที่มีคุณภาพ ส่วนประชาชนได้รับการบริการที่ดีมีมาตรฐานด้วย" อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน กล่าวทิ้งท้าย

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ลดความเหลื่อมล้ำ ขยายโอกาส สร้างอาชีพ สร้างชีวิตอย่างเท่าเทียมแก่ชาวสงขลา ลงพื้นที่มอบอุปกรณ์ประกอบอาชีพแก่ผู้ยากไร้ และนำหน่วยแพทย์ลงพื้นที่บริการประชาชนฟรี

 มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ลดความเหลื่อมล้ำ ขยายโอกาส สร้างอาชีพ สร้างชีวิตอย่างเท่าเทียมแก่ชาวสงขลา ลงพื้นที่มอบอุปกรณ์ประกอบอาชีพแก่ผู้ยากไร้ และนำหน่วยแพทย์ลงพื้นที่บริการประชาชนฟรี






วันนี้ (วันพุธที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2569) มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง นำโดย นางจินดา บุญลาภทวีโชค กรรมการตรวจสอบ นางศิริพร กระจ่างหล้า ผู้จัดการฝ่ายสังคมสงเคราะห์ นางสาวเนาวรัตน์ วรรณศิริ หัวหน้าแผนกหน่วยแพทย์สงเคราะห์ชุมชน นายพิทักษ์พนธ์ ถูกจิตต์ รักษาการผู้ช่วยหัวหน้าแผนกส่งเสริมการศึกษาและอาชีพ และนางสุชาดา น้อยจีน รักษาการผู้ช่วยหัวหน้าแผนกหน่วยแพทย์สงเคราะห์ชุมชน นำทีมเจ้าหน้าที่แผนกส่งเสริมการศึกษาและอาชีพ และหน่วยแพทย์สงเคราะห์ชุมชน ลงพื้นที่จังหวัดสงขลา มอบวัสดุอุปกรณ์ประกอบอาชีพ แก่ สตรี บุรุษ พ่อเลี้ยงเดี่ยว หรือผู้ที่มีความหลากหลายทางเพศ ที่มีความรู้และความสามารถ ฐานะยากจน ขาดแคลนวัสดุอุปกรณ์ในการประกอบอาชีพ รวมจำนวน 15 คน คิดเป็นมูลค่า 295,790 บาท (สองแสนเก้าหมื่นห้าพันเจ็ดร้อยเก้าสิบบาทถ้วน)  นอกจากนี้ มูลนิธิฯ ยังได้จัดหน่วยแพทย์สงเคราะห์ชุมชน นำทีมแพทย์อาสาฯ เจ้าหน้าที่หน่วยแพทย์ ทีมกู้ชีพ และอาสาสมัคร ออกหน่วยให้บริการตรวจรักษาโรคทั่วไป แจกแว่นสายตา บริการตัดผมชาย-หญิง และกิจกรรมนันทนาการเด็ก แก่ประชาชนในพื้นที่ฟรี โดยมี นางพรนิภา มาสิลีรังสี รองอธิบดีกรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว นายอัฐชัย ดุลยพัชร์  ผู้อำนวยการศูนย์เรียนรู้การพัฒนาสตรี และครอบครัวภาคใต้ จังหวัดสงขลา และนายไพโรจน์ ศรีละมุล นายอำเภอรัตภูมิ ร่วมในพิธี ณ ศูนย์เรียนรู้การพัฒนาสตรีและครอบครัวภาคใต้ จังหวัดสงขลา






นางจินดา บุญลาภทวีโชค กรรมการตรวจสอบ เปิดเผยว่า โครงการ ส่งเสริมอาชีพเพื่อสตรีและครอบครัว มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง มีวัตถุประสงค์เพื่อมอบวัสดุอุปกรณ์ประกอบอาชีพ แก่ สตรี บุรุษ พ่อเลี้ยงเดี่ยว ผู้ด้อยโอกาสทางสังคม หรือผู้ที่มีความหลากหลายทางเพศ ที่มีความรู้และความสามารถแต่ขาดแคลนวัสดุอุปกรณ์ในการประกอบอาชีพ โดยในปี พ.ศ. 2569 ได้รับความร่วมมือจากศูนย์เรียนรู้การพัฒนาสตรีและครอบครัว และสถานคุ้มครองและพัฒนาอาชีพ รวม 12 แห่ง ได้แก่ กรุงเทพฯ นนทบุรี ชลบุรี นครราชสีมา สงขลา สุราษฎร์ธานี ศรีสะเกษ  ขอนแก่น ลำพูน ลำปาง เชียงราย และพิษณุโลก คัดกรองผู้ที่ผ่านการฝึกอบรม เสริมทักษะอาชีพ ส่งมาให้มูลนิธิฯ พิจารณาตามเกณฑ์ที่กำหนดไว้  โดยมูลนิธิฯ หวังเป็นอย่างยิ่งว่า การดำเนินการโครงการดังกล่าวนี้ จะมีส่วนสนับสนุน ช่วยสร้างอาชีพ สร้างรายได้ เลี้ยงตนเองและครอบครัว ลดปัญหาความเหลื่อมล้ำในสังคม และประเทศชาติอย่างยั่งยืนต่อไป 





ตลอดระยะเวลากว่า 116 ปี ที่มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้ขยายขอบข่ายโครงการต่าง ๆ ออกไปอย่างกว้างขวาง ไม่เพียงแต่บำบัดทุกข์ บำรุงสุข แก่ผู้ตกทุกข์ได้ยากโดยไม่จำกัดเชื้อชาติ ศาสนา เท่านั้น แต่ยังได้พัฒนาคุณภาพชีวิตอีกในหลายทาง เพื่อเป็นองค์กรสาธารณกุศลที่ช่วยเหลือประชาชนครบวงจรในทุกๆ ด้าน ต่อไป ดังปณิธาน “มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ช่วยชีวิต รักษาชีวิต สร้างชีวิต” 



ติดตามข่าวสารกิจกรรม การช่วยเหลือของมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้ที่ เฟซบุ๊ก แฟนเพจwww.facebook.com/atpohtecktung หรือดูรายละเอียดช่องทางที่สะดวกได้ที่ https://linktr.ee/pohtecktung 

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ช่วยชีวิต รักษาชีวิต สร้างชีวิต” 

#แอปพลิเคชัน และ #สายด่วน ป่อเต็กตึ๊ง1418 

#ช่วยจริงอุ่นใจแม้ในนาทีฉุกเฉิน #แอปพลิเคชัน และ #สายด่วนป่อเต็กตึ๊ง1418

ฟัลครัม กรุ๊ป ไทย–จีน ผนึกกำลังจัดมหกรรมก่อสร้าง–โรงแรม–เฟอร์นิเจอร์ใหญ่แห่งปี ดันการค้าไทยสู่ตลาดอาเซียน

     ฟัลครัม กรุ๊ป ไทย–จีน ผนึกกำลังจัดมหกรรมก่อสร้าง–โรงแรม–เฟอร์นิเจอร์ใหญ่แห่งปี ดันการค้าไทยสู่ตลาดอาเซียน

 คุณสุวโรจน์ สุรักทวี ประธานบริหารบริษัท ฟัลครัม อินเตอร์เนชั่นแนล กรุ๊ป (ประเทศไทย) จำกัด และมิสเตอร์ เจียง จิว เหลียง ประธานบริษัท ฟัลครัม อินเตอร์เนชั่นแนล กรุ๊ป (ประเทศจีน) จำกัด ร่วมแถลงข่าวเชิญชวนเข้าร่วม "งานแสดงสินค้าและอุปกรณ์โรงแรม อุปกรณ์ในครัวกรุงเทพฯ 2569" จะเปิดมุมมองนวัตกรรมล้ำสมัย และเป็นอีกหนึ่งย่างก้าวสำคัญเชื่อมโยงเศรษฐกิจ การค้า และการลงทุนระหว่างนักธุรกิจไทยและนักธุรกิจจีน

     วันที่ 27 พ.ค.69 ที่ ห้องเจมินี่ ชั้น 3 รร.มิราเคิล แกรนด์ กรุงเทพฯ คุณสุวโรจน์ สุรักทวี ประธานบริหารบริษัท ฟัลครัม อินเตอร์เนชั่นแนล กรุ๊ป (ประเทศไทย) จำกัด (ผู้เชี่ยวชาญคร่ำหวอดในอุตสาหกรรมการก่อสร้างและนวัตกรรมที่อยู่อาศัย) และ มิสเตอร์ เจียง จิว เหลียง ประธานบริษัท ฟัลครัม อินเตอร์เนชั่นแนล กรุ๊ป (ประเทศจีน) จำกัดร่วมเป็นประธานในการแถลงข่าว "งานแสดงสินค้า และอุปกรณ์โรงแรม อุปกรณ์ครัว 2569" ในระหว่างวันที่ 3 - 5 มิถุนายน 2569 ณ ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี โดยมีผู้ร่วมแถลงข่าวประกอบด้วยคุณวีรินทร์ สุรักทวี รองประธาน บริษัท ฟัลครัม อินเตอร์เนชั่นแนล กรุ๊ป (ประเทศไทย) จำกัด , ดร.วิบูลย์ แช่มชื่น ที่ปรึกษา บริษัท ฟัลครัม อินเตอร์เนชั่นแนล กรุ๊ป (ประเทศไทย) จำกัด , คุณสุพิชฌาย์ พัฒนพันธ์ ที่ปรึกษา บริษัท ฟัลครัม อินเตอร์เนชั่นแนล กรุ๊ป (ประเทศไทย) จำกัด , มิสเตอร์ เกา หยวน ผู้จัดการ บริษัท ฟัลครัม อินเตอร์เนชั่นแนล กรุ๊ป (ประเทศจีน) จำกัด , มิสเตอร์ เซียว กั๋ว กัง ประธานสมาคมส่งเสริมความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการค้าไทย-จีนอาเซี่ยน

     คุณสุวโรจน์ สุรักทวี ประธานบริหารบริษัท ฟัลครัม อินเตอร์เนชั่นแนล กรุ๊ป (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวถึงการจัดงานในครั้งนี้ว่า "งานแสดงสินค้า และอุปกรณ์โรงแรม อุปกรณ์ครัว 2569" ถือเป็นการรวมตัวครั้งสำคัญของนักธุรกิจการสร้างบ้าน อาคารที่อยู่อาศัย คอนโดมีเนียม ผู้พัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ ผู้รับเหมา สถาปนิก มัณฑนากร ผู้ประกอบการโรงแรม รีสอร์ท และภาคบริการ รวมถึงนักลงทุนจากทุกภาคธุรกิจเข้าร่วมงาน เพื่อร่วมเปิดมุมมองใหม่ สร้างเครือข่ายธุรกิจ และต่อยอดโอกาสสู่ตลาดระดับสากล

     บริษัท ฟัลครัม อินเตอร์เนชั่นแนล กรุ๊ป (ประเทศไทย) จำกัด ขอเรียนเชิญร่วมงาน“มหกรรมแสดงนวัตกรรมอุตสาหกรรมก่อสร้าง วัสดุก่อสร้าง เฟอร์นิเจอร์ ตกแต่งบ้าน และเทคโนโลยีเพื่อการอยู่อาศัยแห่งอนาคต” ภายใต้แนวคิด “เปิดโลกเทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่ออนาคตแห่งการก่อสร้าง” เพื่อเชื่อมโยงโอกาสทางธุรกิจ การลงทุน และเทคโนโลยี Smart Living อย่างครบวงจร โดยมีนวัตกรรมล้ำสมัยกว่า 1,500 โรงงานจากประเทศไทยและประเทศจีนเข้าร่วมในงานมหกรรมนี้

     เราเชื่อมั่นว่างานในครั้งนี้จะเป็นศูนย์กลางแห่งโอกาส ที่จะช่วยผลักดันอุตสาหกรรมก่อสร้างและเฟอร์นิเจอร์ไทยให้ก้าวสู่ระดับนานาชาติ ทั่วภาคพื้นเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ พร้อมสร้างความร่วมมือทางเศรษฐกิจที่มั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืนระหว่างประเทศไทยและประเทศจีน งานนี้ถือเป็นงานแรกที่นำเสนอรูปแบบการขยายตลาดต่างประเทศแบบครบวงจร ทั้งการส่งเสริมการค้าผ่านงานแสดง การเชื่อมโยงงานแสดงกับการค้า การดำเนินงานต่อเนื่องหลังจบงาน และการรวมกลุ่มผู้ประกอบการเพื่อขยายตลาดต่างประเทศ โดยได้รับการสนับสนุนจากหน่วยงานภาครัฐ การรวมกลุ่มผู้แสดงสินค้า และการดำเนินงานระยะยาว เพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถขยายตลาดได้ในต้นทุนต่ำ ความเสี่ยงน้อย และมีประสิทธิภาพมากขึ้น พร้อมผลักดันอุตสาหกรรมวัสดุก่อสร้างและเฟอร์นิเจอร์จีนเข้าสู่ตลาดอาเซียนอย่างลึกซึ้ง


     ภายในงานแบ่งออกเป็น 7 โซนหลัก ได้แก่


* วัสดุตกแต่งอาคาร

* เฟอร์นิเจอร์

* อุปกรณ์โรงแรม

* อุปกรณ์ท่องเที่ยว

* พลังงานใหม่

* พื้นที่แสดงและซื้อขายอาคารพักอาศัย

* บ้านวิลล่าในประเทศไทย


คาดว่าจะมีผู้ประกอบการคุณภาพจากทั้งในและต่างประเทศเข้าร่วมกว่า 400 บริษัท และมีผู้ซื้อและผู้เข้าชมงานจากทั่วโลกมากกว่า 20,000 คน


ภายในงานยังมีกิจกรรมสำคัญมากมาย เช่น


* พิธีเปิดงาน

* สัมมนาความร่วมมือเศรษฐกิจและการค้าไทย–หูหนาน ปี 2026 ภายใต้หัวข้อ “เชื่อมโยงหูหนานสู่โลก ร่วมมือสร้างชัยชนะร่วมกัน”

* สัมมนาด้านการออกแบบตกแต่งอาคารไทย–จีน

 * สัมมนาด้านการออกแบบโรงแรมไทย–จีน

* กิจกรรมแสดงและซื้อขายบ้านและวิลล่าในไทย

* การเจรจาธุรกิจระหว่างประเทศ

* พิธีลงนามความร่วมมือทางธุรกิจ


เพื่อสร้างผลลัพธ์ในรูปแบบ “จัดงานครั้งเดียว แต่สามารถขยายตลาดและสร้างฐานลูกค้าได้ระยะยาว” พร้อมช่วยเสริมความมั่นใจให้กับผู้ประกอบการในการขยายธุรกิจสู่ต่างประเทศ


สมาคมอุตสาหกรรมเฟอร์นิเจอร์ไทย และหน่วยงานภาคอุตสาหกรรมอื่น ๆ จะเข้าร่วมจัดคณะผู้แทนเข้าร่วมงานในครั้งนี้ด้วย

     จึงขอเชิญชวนทุกท่านเข้าร่วมในงานดังกล่าวระหว่างวันที่ 3 - 5 มิ.ย.2569  ณ ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุม อิมแพ็ค เมืองทองธานี


Kani Family เร่งเครื่องบุกตลาดโลก ตั้งเป้ารายได้มากกว่า 4,000 ล้านบาท ปักหมุด “Surimi Seafood Leader” บนเวที THAIFEX 2026

 Kani Family เร่งเครื่องบุกตลาดโลก ตั้งเป้ารายได้มากกว่า 4,000 ล้านบาท ปักหมุด “Surimi Seafood Leader” บนเวที THAIFEX 2026


บริษัท ลัคกี้ ยูเนี่ยน ฟู้ดส์ จำกัด (LUF) ผู้ผลิตอาหารทะเลแปรรูปแช่แข็งภายใต้แบรนด์ “Kani Family” เดินหน้ากลยุทธ์รุกตลาดเต็มรูปแบบในปี 2026 ด้วยการใช้เวที THAIFEX – Anuga Asia เป็นจุดเริ่มต้นสำคัญในการขยายโอกาสทางธุรกิจสู่ตลาดต่างประเทศ พร้อมตั้งเป้าผลักดันรายได้รวมแตะระดับ 4,000 ล้านบาท จากทั้งตลาดในประเทศและต่างประเทศ ท่ามกลางการแข่งขันที่ทวีความเข้มข้นในอุตสาหกรรมอาหารแปรรูป

คุณศิริวรรณ ทวีปเรืองอุดม ตำแหน่งกรรมการผู้จัดการ บริษัท ลัคกี้ ยูเนี่ยน ฟู้ดส์ จำกัด (LUF) ผู้ผลิตอาหารทะเลแปรรูปแช่แข็งภายใต้แบรนด์ “Kani Family” เปิดเผยว่า การเข้าร่วมงาน THAIFEX – Anuga Asia ในปีนี้ LUF วางบทบาทของตนเองมากกว่าการเป็นเพียงผู้แสดงสินค้า แต่ยกระดับสู่การเป็นแพลตฟอร์มเชื่อมโยงพันธมิตรทางธุรกิจ โดยมุ่งเน้นการสร้างเครือข่ายกับคู่ค้าทั้งในและต่างประเทศ รวมถึงการเจรจาการค้า (Business Matching) เพื่อขยายฐานลูกค้าใหม่ในภูมิภาคเอเชียและตลาดศักยภาพทั่วโลก สะท้อนทิศทางการเติบโตที่บริษัทมองไกลเกินกว่าตลาดภายในประเทศ

หนึ่งในกลยุทธ์สำคัญคือการปรับตำแหน่งแบรนด์ (Repositioning) สู่การเป็น “The Surimi Seafood Leader” หรือผู้นำด้านผลิตภัณฑ์อาหารทะเลแปรรูปจากซูริมิ โดยสื่อสารผ่านแนวคิด “The Future Wave of Surimi Seafood” ที่ต้องการสะท้อนทั้งนวัตกรรมสินค้า คุณภาพ และการตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ผู้บริโภคยุคใหม่ การขยับครั้งนี้ถือเป็นการเปลี่ยนบทบาทจากผู้ผลิต (Manufacturer) ไปสู่การเป็นเจ้าของแบรนด์ (Brand Owner) ที่มีอิทธิพลในตลาดมากขึ้น

ขณะเดียวกัน บริษัทฯ ยังเดินหน้าลงทุนในเครื่องจักรและเทคโนโลยีการผลิตใหม่ เพื่อเพิ่มศักยภาพด้านการผลิต ยกระดับมาตรฐานคุณภาพสินค้า และรองรับการพัฒนาผลิตภัณฑ์นวัตกรรมในอนาคต สอดคล้องกับทิศทางการเติบโตของตลาดอาหารพร้อมรับประทานและอาหารพร้อมปรุงที่มีแนวโน้มขยายตัวอย่างต่อเนื่อง

ในด้านผลิตภัณฑ์ LUF เดินหน้าขยายพอร์ตเพื่อตอบสนองพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป โดยเฉพาะกลุ่มคนเมืองและผู้บริโภคที่มองหาความสะดวกในการบริโภค ภายในงาน บริษัทฯ ได้นำเสนอผลิตภัณฑ์ใหม่หลากหลายรายการ อาทิ ซาลาเปาเนื้อปลาสอดไส้ชีส ลูกชิ้นปลาสไตล์สิงคโปร์ และลูกชิ้นปลารักบี้ พร้อมต่อยอดกลุ่มผลิตภัณฑ์ปูอัด ภายใต้แบรนด์ “Kani Family” เช่น “ปูฟินน์” ปูอัดแท่งสไตล์ญี่ปุ่น ขนาดสุดคุ้ม 44 แท่งต่อแพ็ก รวมถึงสินค้าอื่นๆ ที่ครอบคลุมทั้งกลุ่มอาหารพร้อมปรุง (Ready-to-Cook) และอาหารพร้อมรับประทาน (Ready-to-Eat) สะท้อนกลยุทธ์การสร้างการเติบโตควบคู่ทั้งในตลาดผู้บริโภคทั่วไป (B2C) และกลุ่มผู้ประกอบการ (B2B) อย่างครบวงจร

คุณศิริวรรณ กล่าวต่อไปว่า จุดแข็งสำคัญที่บริษัทฯ ใช้เป็นหัวใจในการแข่งขัน คือคุณภาพของวัตถุดิบ ความสม่ำเสมอของรสชาติ และมาตรฐานการผลิตที่ LUF ได้รับการรับรองมาตรฐานระดับสากลหลายรายการ ไม่ว่าจะเป็น GMP, HACCP, MSC, ISO22000, ISO45001 และ HALAL ซึ่งช่วยเสริมความเชื่อมั่นให้กับคู่ค้าและผู้บริโภคในตลาดโลก ขณะเดียวกัน บริษัทฯ ยังลงทุนอย่างต่อเนื่องในเทคโนโลยีการผลิต ระบบการจัดเก็บ และการขนส่งแบบควบคุมอุณหภูมิ (Cold Chain) เพื่อรักษาคุณภาพสินค้าให้ถึงมือผู้บริโภคในสภาพที่ดีที่สุด


นอกเหนือจากการเติบโตเชิงธุรกิจ LUF ยังให้ความสำคัญกับการดำเนินงานอย่างยั่งยืน โดยนำแนวคิด Eco System มาใช้ในการพัฒนาองค์กร ตั้งแต่การใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ การลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ไปจนถึงการพัฒนาบรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อโลก แนวทางดังกล่าวไม่ได้เป็นเพียงภาพลักษณ์องค์กร แต่ยังกลายเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในตลาดสากล ซึ่งผู้บริโภคให้ความสำคัญกับเรื่องสิ่งแวดล้อมมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง

คุณศิริวรรณ กล่าวอีกว่า ในมุมมองของอุตสาหกรรม บริษัทฯ ประเมินว่าตลาดอาหารทะเลแปรรูปยังมีแนวโน้มเติบโตในระยะ 3-5 ปีข้างหน้า โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าที่ตอบโจทย์ความสะดวก ปลอดภัย และมีคุณภาพสูง อย่างไรก็ตาม ความท้าทายสำคัญยังคงอยู่ที่การแข่งขันที่รุนแรงขึ้น และพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทำให้ผู้ประกอบการจำเป็นต้องเร่งพัฒนาสินค้าและสร้างความแตกต่างอย่างต่อเนื่อง


การรุกตลาดผ่านเวที THAIFEX 2026 ของ Kani Family ในครั้งนี้ จึงสะท้อนภาพการเปลี่ยนผ่านของ LUF จากผู้ผลิตสู่การเป็นแบรนด์ระดับสากลอย่างเต็มตัว โดยใช้กลยุทธ์ผสานระหว่างนวัตกรรมสินค้า การขยายตลาดต่างประเทศ และการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน เพื่อสร้างการเติบโตในระยะยาว และก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในผู้นำของตลาดอาหารทะเลแปรรูปบนเวทีโลกในอนาคตอันใกล้

วันอังคารที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2569

วิสัยทัศน์ที่ถูกต้องและเด็ดขาด “ดร.เอกนิติ” กับการปกป้องวินัยการเงินการคลังเพื่ออนาคตประเทศไทย

 วิสัยทัศน์ที่ถูกต้องและเด็ดขาด “ดร.เอกนิติ” กับการปกป้องวินัยการเงินการคลังเพื่ออนาคตประเทศไทย

ในสภาวะการณ์ที่เศรษฐกิจโลกและไทยต้องเผชิญกับความผันผวนอย่างต่อเนื่อง บทบาทของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเปรียบเสมือนกัปตันเรือที่ต้องคอยคุมท้ายเสือไม่ให้ประเทศหลงทิศทาง การยืนยันแนวคิดอย่างหนักแน่นของ ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในการเดินหน้าแผนกู้เงิน 4 แสนล้านบาท พร้อมทั้งปฏิเสธแนวคิดการลดภาษีสรรพสามิต ถือเป็นท่าทีที่สะท้อนถึงความกล้าหาญทางนโยบาย และเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของคนเป็นผู้นำด้านเศรษฐกิจที่พึงมี คือการเลือกทำในสิ่งที่ “ถูกต้อง” มากกว่าสิ่งที่ “ถูกใจ”


เหตุผลสำคัญที่ต้องยอมรับในแนวคิดนี้ คือความจริงที่ว่าปัจจุบันประเทศไทยตกอยู่ในภาวะรายจ่ายสูงกว่ารายรายได้อยู่แล้ว หากรัฐบาลยอมจำนนต่อแรงกดดันทางสังคมด้วยการลดภาษีสรรพสามิต ซึ่งเป็นหนึ่งในฐานรายได้ที่มั่นคงที่สุดของรัฐ คำถามสำคัญที่ต้องคิดคือวินัยการเงินการคลังของประเทศจะเดินไปทางใด และรัฐจะหาเงินจากไหนมาจ่ายค่าใช้จ่ายประจำที่ผูกพันเพิ่มขึ้นในทุก ๆ ปี การรักษารายได้ก้อนนี้ไว้จึงไม่ใช่แค่เรื่องของตัวเลข แต่คือการรักษาเสถียรภาพและความยืดหยุ่นทางการคลังไม่ให้ล่มสลาย


การกู้เงิน 4 แสนล้านบาทในครั้งนี้ จึงไม่ใช่การกู้เพื่อชดเชยความล้มเหลว หรือกู้มาเพื่อแจกจ่ายให้หมดไปชั่วคราว แต่เป็นการกู้เงินเพื่อวางโครงสร้างพื้นฐานใหม่ที่จะพาประเทศไทยหลุดพ้นจากหล่มวิกฤตพลังงานแบบเดิม ๆ ทุกวันนี้วิกฤตพลังงานสะท้อนให้เห็นจุดอ่อนอย่างเด่นชัดว่าเราพึ่งพิงน้ำมันเชื้อเพลิงฟอสซิลมากเกินไป เม็ดเงินกู้จำนวนนี้จะถูกนำไปใช้เป็นแรงขับเคลื่อนสีเขียวเพื่อเปลี่ยนผ่านประเทศไปสู่พลังงานสะอาดอย่างแท้จริง ทั้งการอุดหนุนเทคโนโลยีทางเลือก ตลอดจนการยกระดับเศรษฐกิจใหม่หรือ New S-Curve ผ่านการพัฒนาทักษะให้แรงงานไทยพร้อมรองรับอุตสาหกรรมนวัตกรรมยุคใหม่ เป็นการกู้เพื่อสร้างอนาคตและเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน


นอกจากนี้ ยุทธศาสตร์ดังกล่าวยังเป็นฟันเฟืองสำคัญในการผลักดันประเทศไทยเข้าเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา หรือ OECD โดยการเข้าเป็นสมาชิกจะช่วยทำให้ไทยมีมาตรฐาน เป็นที่ยอมรับ เปิดโอกาสทางเศรษฐกิจและเปิดตลาดใหม่ให้กับประเทศ รวมทั้งจะช่วยส่งเสริมธรรมาภิบาลที่ดี ซึ่งนายกรัฐมนตรีต้องการเร่งให้สำเร็จภายใน 3 ปี จากเดิมที่เคยตั้งไว้ 5 ปี การจะก้าวไปสู่จุดนั้นได้ เรื่องนี้ถือเป็นเรื่องที่ดีที่แม้มีความพยายามโดยหน่วยงานรัฐหลายหน่วยงานดำเนินงานกันมาแล้วเป็นปี แต่ก็ยังไม่สามารถผลักดันให้เกิดขึ้นได้ เพราะการเป็นสมาชิก OECD จะช่วยยกระดับมาตรฐานของไทยในหลาย ๆ ด้าน ให้สอดคล้องกับมาตรฐานของ OECD เช่น การยกระดับและปฏิรูปกฎระเบียบให้ได้เทียบเท่ามาตรฐานสากล การเพิ่มความสามารถในการเข้าถึงประเทศสมาชิก หรือการได้รับความช่วยเหลือด้านวิชาการ ดังนั้น จึงถึงเป็นโอกาสดีที่จะมีการปรับปรุงการกฎระเบียบการประกอบธรุกิจและมาตรฐานการจัดเก็บภาษีการให้บริการของภาครัฐด้านต่าง ๆ เพื่อให้สอดคล้องกับมาตรฐานของ OECD


หนึ่งในตัวเลขด้านการคลังที่อาจเอามาเปรียบเทียบสถานการณ์ด้านการคลังกับประเทศ OECD ได้คือสัดส่วนรายได้ภาษีต่อ GDP ซึ่งบ่งบอกถึงศักยภาพของรัฐบาลในการรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและความยืดหยุ่นในการปรับตัวต่อความท้าทายต่าง ๆ ข้อมูลจากรายงาน Revenue Statistic 2025 ของ OECD แสดงให้เห็นว่าในปี พ.ศ. 2567 ประเทศสมาชิกมีสัดส่วนรายได้ภาษีต่อ GDP ค่อนข้างสูง โดยมีเดนมาร์ก เป็นอันดับ 1 พุ่งสูงถึงร้อยละ 45.2 ขณะที่ประเทศที่น้อยที่สุดอย่างเม็กซิโกยังอยู่ที่ร้อยละ 18.3 แต่เมื่อหันกลับมามองประเทศไทย ข้อมูลจากสำนักเศรษฐกิจการคลังระบุว่าเรามีสัดส่วนรายได้ภาษีต่อ GDP เพียงร้อยละ 15 ในปี 67 และลดลงมาอยู่ที่ร้อยละ 14.9 ในปี 68 ซึ่งถือว่ายังห่างไกลจากมาตรฐานขั้นต่ำของ OECD อยู่มาก


ดังนั้น หน้าที่ของรัฐบาลในยามวิกฤตนี้คือต้องทำทุกวิถีทางเพื่อดึงสัดส่วนรายได้ภาษีต่อ GDP ให้สูงขึ้น การรักษาฐานภาษีสรรพสามิตไว้จึงเป็นเรื่องที่จำเป็นอย่างยิ่ง การลดภาษีเพื่อสร้างความพึงพอใจชั่วคราวแต่ต้องไปกู้เงินเพิ่มในระบบเพื่อชดเชยรายได้ที่หายไป เป็นทางออกที่ถูกใจหลาย ๆ คน ที่ยังหวาดกลัวต่อคำว่าเงินกู้ แต่ไม่ใช่คำตอบที่ถูกต้องในมุมของการบริหารวินัยการเงินการคลัง เช่นเดียวกับเรื่องเล็ก ๆ อย่างโครงการนำรถเก่ามาแลกรถใหม่ที่ใช้พลังงานไฟฟ้า ซึ่งไม่ใช่ทุกผู้ประกอบการค่ายรถจะได้รับประโยชน์จากโครงการนี้ แต่ก็ต้องยอมรับว่าเป็นหนึ่งในกลไกที่จะช่วยให้ไทยก้าวสู่การใช้พลังงานสะอาดที่มากขึ้นได้ รวมถึงการเดินหน้าปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตบุหรี่ให้เป็นอัตราเดียว เพื่อแก้ปัญหารายได้สรรพสามิตที่ตกต่ำมาหลายปี และการบิดเบือนของกลไกราคาในตลาด รวมทั้งเป็นไปตามหลักสากลขององค์การอนามัยโลกและธนาคารโลกที่ประเทศ OECD ทุกประเทศได้มีการนำมาใช้ในการจัดเก็บภาษีบุหรี่ แม้การตัดสินใจเช่นนี้อาจสร้างความไม่พอใจให้กับผู้ประกอบการในประเทศที่ยังไม่ทราบว่าตนเองจะยังคงครองชัยชนะในตลาดที่หดตัวลงนี้อย่างไร แต่นี่คือคำตอบที่ถูกต้องที่สุดสำหรับกรมสรรพสามิตและกระทรวงการคลังในเวลานี้ ที่ไม่ว่าจะโครงการเล็กหรือใหญ่ หากสามารถช่วยระดมรายได้เข้ามาประคับประคองและนำพาประเทศไทยสู่ระดับสากลได้ก็ควรจะเร่งทำให้ได้มากที่สุด เพื่อเปิดประตูบานใหญ่สู่อนาคตที่มั่นคงของเศรษฐกิจการคลังไทยอย่างแท้จริง


ชวนรู้จัก “กองทุน DE” โอกาสสนับสนุนโครงการดิจิทัลของคุณ​ ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา

  ชวนรู้จัก “กองทุน DE” โอกาสสนับสนุนโครงการดิจิทัลของคุณ​ ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา  โลกเข้าสู่ยุคการเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัลอย่างรวดเร็ว ประเทศไท...