วันพุธที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2569

PDPC จับมือ UNICEF เร่งวางกรอบคุ้มครอง “ข้อมูลเด็ก” รับยุค AI

 PDPC จับมือ UNICEF เร่งวางกรอบคุ้มครอง “ข้อมูลเด็ก” รับยุค AI

สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (สคส.) หรือ PDPC เดินหน้ายกระดับการคุ้มครองสิทธิเด็กในโลกดิจิทัล จับมือองค์การทุนเพื่อเด็กแห่งสหประชาชาติ หรือ UNICEF ประเทศไทย โดย นายมูฮาหมัด   ราฟิค ข่าน หัวหน้าฝ่ายคุ้มครองเด็ก และนายสันติ ศิริธีราเจษฎ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านคุ้มครองเด็ก จาก UNICEF ประเทศไทย หารือเชิงลึกเพื่อกำหนดแนวทางคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของเด็ก ภายใต้บริบทของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่กำลังขยายตัวอย่างรวดเร็ว


.ต.อ.สุรพงศ์ เปล่งขำ เลขาธิการคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล เปิดเผยว่า การหารือครั้งนี้มีเป้าหมายสำคัญในการยกระดับมาตรฐานการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของเด็กให้เท่าทันบริบทเทคโนโลยี AI ที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดย สคส. ได้เปิดรับข้อเสนอแนะจาก UNICEF ต่อ (ร่าง) แนวปฏิบัติด้านการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลเกี่ยวกับ AI ซึ่งก่อนหน้านี้ได้เปิดรับฟังความคิดเห็นจากสาธารณะไปแล้ว


สคส. ให้ความสำคัญกับการบูรณาการประเด็น “เด็ก” เข้าไปในกรอบการกำกับดูแลข้อมูลส่วนบุคคลอย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะในยุคที่ AI เข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันของเด็กมากขึ้น เราจำเป็นต้องสร้างสมดุลระหว่างการส่งเสริมนวัตกรรมและการคุ้มครองสิทธิของเด็กและเยาวชน


ทั้งนี้ ในการหารือยังได้มีการแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับผลกระทบของ AI ต่อเด็กและเยาวชน ทั้งในด้านโอกาส เช่น การเข้าถึงการเรียนรู้ การพัฒนาทักษะดิจิทัล และการเข้าถึงบริการสาธารณะ ขณะเดียวกันก็มีความเสี่ยงสำคัญ อาทิ การละเมิดความเป็นส่วนตัว การใช้ข้อมูลโดยไม่เหมาะสม รวมถึงความเสี่ยงจากอัลกอริทึมที่อาจส่งผลต่อพฤติกรรมหรือการตัดสินใจของเด็ก


โดยการร่วมหารือครั้งนี้  สคส.นำโดย พ.ต.อ. ศิริพล  กุศลศิลป์วุฒิ รองเลขาธิการคณะกรรมการคุ้มครองข้อมุลส่วนบุคคล (กฎหมายและคดี) ได้เข้าร่วมหารือในประเด็นดังกล่าว  ปัจจุบัน สคส.อยู่ระหว่างการพัฒนาแนวปฏิบัติด้านการใช้ AI และการประมวลผลข้อมูลส่วนบุคคล โดยเน้นหลัก “การใช้ข้อมูลอย่างรับผิดชอบ” (Responsible Data Use) และ “การคุ้มครองเชิงรุก” (Proactive Protection) เพื่อให้หน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้อย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะในระบบที่เกี่ยวข้องกับเด็ก เช่น แพลตฟอร์มการศึกษาออนไลน์ แอปพลิเคชันสำหรับเยาวชน และบริการดิจิทัลต่าง ๆ


นอกจากนี้ สคส. ยังอยู่ระหว่างการศึกษาความเป็นไปได้ในการกำหนดมาตรการเพิ่มเติมสำหรับระบบ AI ที่มีความเสี่ยงสูง (High-Risk AI) โดยเฉพาะระบบที่มีการประมวลผลข้อมูลเด็กในวงกว้าง ซึ่งอาจต้องมีมาตรการกำกับดูแลที่เข้มข้นมากขึ้น ทั้งในด้านความโปร่งใส การตรวจสอบย้อนกลับได้ (Auditability) และการประเมินผลกระทบด้านสิทธิ (Impact Assessment) ก่อนนำระบบมาใช้งานจริง


อีกหนึ่งประเด็นสำคัญ คือแผนการจัดตั้งคณะทำงานเฉพาะกิจด้านการคุ้มครองข้อมูลเด็ก เพื่อศึกษา วิเคราะห์ และพัฒนากรอบนโยบายที่เหมาะสมกับบริบทของประเทศไทย โดยจะบูรณาการความร่วมมือจากหลายภาคส่วน ทั้งหน่วยงานกำกับดูแล นักวิชาการ ภาคเอกชน และองค์กรระหว่างประเทศ เพื่อให้การคุ้มครองข้อมูลเด็กมีความรอบด้านและยั่งยืน  ความร่วมมือกับ UNICEF ในครั้งนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญในการยกระดับมาตรฐานการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของเด็กของประเทศไทย ให้สอดคล้องกับแนวปฏิบัติสากล และสามารถรองรับความท้าทายในยุค AI ได้อย่างมีประสิทธิภาพ


###


กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน ผนึกกำลัง กรมส่งเสริมการเรียนรู้ ลงนาม MOU ยกระดับทักษะแรงงานไทย เชื่อมระบบการเรียนรู้สู่มาตรฐานอาชีพ

 กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน ผนึกกำลัง กรมส่งเสริมการเรียนรู้ ลงนาม MOU ยกระดับทักษะแรงงานไทย เชื่อมระบบการเรียนรู้สู่มาตรฐานอาชีพ

วันที่ 6 พฤษภาคม 2569 นายสมาสภ์ ปัทมะสุคนธ์ อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน พร้อมด้วยนางเกศทิพย์ ศุภวานิช อธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ ร่วมลงนามบันทึกความเข้าใจความร่วมมือทางวิชาการด้านการพัฒนาฝีมือแรงงาน ระหว่าง กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน กับ กรมส่งเสริมการเรียนรู้ โดยมี นายสมชาติ สุภารี รองอธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน และนางรุ่งอรุณ ไสยโสภณ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ เป็นพยาน พร้อมด้วย ผู้บริหารสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน  ผู้บริหารกรมส่งเสริมการเรียนรู้ ผู้บริหารกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน ร่วมเป็นเกียรติ ณ ห้องประชุม ชั้น 6 อาคาร DSD กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน 

นายสมาสภ์ ปัทมะสุคนธ์ อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน เปิดเผยว่า การลงนามบันทึกความเข้าใจในครั้งนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญของการบูรณาการความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภาครัฐในการพัฒนากำลังแรงงานของประเทศอย่างเป็นระบบ โดยเฉพาะการเชื่อมโยง การเรียนรู้ เข้ากับ ทักษะอาชีพ และมาตรฐานฝีมือแรงงาน ให้สามารถนำไปใช้ได้จริงในตลาดแรงงาน ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ กรมพัฒนาฝีมือแรงงานมีภารกิจหลักในการพัฒนาและยกระดับทักษะแรงงานทั้งก่อนเข้าสู่ตลาดแรงงานและแรงงานที่อยู่ในระบบแล้ว ให้มีสมรรถนะสอดคล้องกับความต้องการของสถานประกอบกิจการ โดยมุ่งเน้นการพัฒนาทักษะใหม่ (New Skill) การยกระดับทักษะ (Up Skill) และการปรับเปลี่ยนทักษะ (Re Skill) ให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีและโครงสร้างเศรษฐกิจ ซึ่งที่ผ่านมาได้ดำเนินงานร่วมกับเครือข่ายภาครัฐและเอกชนอย่างต่อเนื่อง


นายสมาสภ์ กล่าวต่อว่า หนึ่งในโครงการสำคัญของการบูรณาการความร่วมมือ คือ โครงการเพิ่มทักษะด้านอาชีพแก่นักเรียนที่ไม่ได้เรียนต่อหลังจบการศึกษาภาคบังคับ ซึ่งดำเนินการร่วมกับสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดินและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2563 – 2568 มีผู้ผ่านการฝึกอบรมแล้ว จำนวน 4,879 คน โดยผู้ผ่านการฝึกอบรมจำนวนมากสามารถนำความรู้ไปประกอบอาชีพ สร้างรายได้ อย่างเป็นรูปธรรม สำหรับความร่วมมือกับกรมส่งเสริมการเรียนรู้ในครั้งนี้ จะเป็นการยกระดับกลไกการทำงานร่วมกัน โดยทั้งสองหน่วยงานจะร่วมกันจัดตั้งศูนย์ทดสอบมาตรฐานฝีมือแรงงาน สาขาผู้ประกอบอาหารไทยระดับ 1 ณ ศูนย์วงเดือน อาคมสุรทัณฑ์ จ. อุทัยธานี และสาขาช่างฝีมือเครื่องประดับแนวอนุรักษ์ (เทคนิคโบราณ) ระดับ 1 และช่างเครื่องถม ระดับ 1 ณ ศูนย์การศึกษานอกโรงเรียนกาญจนาภิเษก (วิทยาลัยในวัง) จังหวัดนครปฐม เพื่อเพิ่มโอกาสให้ประชาชนสามารถเข้าถึงการทดสอบมาตรฐานฝีมือแรงงานแห่งชาติได้อย่างทั่วถึง รวมถึงการพัฒนาระบบการเทียบโอนสมรรถนะจากการฝึกอบรม การทดสอบมาตรฐานฝีมือแรงงานแห่งชาติ และประสบการณ์การทำงานเข้าสู่ระบบ ธนาคารหน่วยกิต (Credit Bank) ซึ่งนำมาเทียบโอนหน่วยกิตในระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย ซึ่งจะช่วยให้การเรียนรู้ของประชาชนไม่สูญเปล่า แต่สามารถต่อยอดทางการศึกษาและอาชีพได้ในอนาคต และจัดฝึกอบรมในสาขาอาชีพต่าง ๆ ตามโครงการเพิ่มทักษะด้านอาชีพแก่นักเรียนที่ไม่ได้เรียนต่อหลังจบการศึกษาภาคบังคับ ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 เป้าหมาย จำนวน 1,300 คน ในพื้นที่ 76 จังหวัด ยกเว้นกรุงเทพมหานคร โดยจัดฝึกอบรมในสาขาที่สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงาน อาทิ ช่างเชื่อมอาร์กโลหะด้วยมือ ช่างควบคุมเครื่องกัดและเครื่องกลึง CNC ช่างเครื่องทำความเย็นและเครื่องปรับอากาศในบ้านและการพาณิชย์ขนาดเล็ก ช่างซ่อมเครื่องยนต์ ช่างซ่อมและบำรุงรักษารถจักรยานยนต์ ช่างเดินสายไฟฟ้าภายในอาคาร และผู้ประกอบอาหารไทย 4 ภาค เป็นต้น สุดท้ายนี้ขอขอบคุณ กรมส่งเสริมการเรียนรู้ และ สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน ที่ให้ความสำคัญกับการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์  เพื่อสร้างกำลังคนที่มีคุณภาพ รองรับการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจและสังคมในอนาคตต่อไป





ด้านนางเกศทิพย์ ศุภวานิช อธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ กล่าวเพิ่มเติมว่า การลงนามในครั้งนี้เป็นการประกาศเจตนารมณ์ร่วมกันในการเชื่อมโยงการเรียนรู้กับชีวิตจริง อาชีพจริง และมาตรฐานจริง ภายใต้แนวคิดการเรียนรู้ตลอดชีวิต เพื่อให้ประชาชนสามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างมั่นคง พร้อมทั้งยืนยันว่าความร่วมมือครั้งนี้จะก่อให้เกิดประโยชน์ต่อประชาชนในทุกพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรม และนับเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของการบูรณาการการเรียนรู้ และ การพัฒนาฝีมือแรงงาน เข้าด้วยกันอย่างเป็นระบบซึ่งเป็นรากฐานของการพัฒนาประเทศ

ศน. วธ. ชูแนวคิด “จุดประทีป 1 ล้านดวง สวดมนต์ 1 ล้านจบ ถวายพุทธบูชา วันวิสาขบูชาโลก” ชวนชาวพุทธทั่วไทย ร่วมงานมหากุศลครั้งยิ่งใหญ่แห่งปี 2569

 ศน. วธ. ชูแนวคิด “จุดประทีป 1 ล้านดวง สวดมนต์ 1 ล้านจบ ถวายพุทธบูชา วันวิสาขบูชาโลก” ชวนชาวพุทธทั่วไทย ร่วมงานมหากุศลครั้งยิ่งใหญ่แห่งปี 2569



วันวิสาขบูชา เป็นวันที่พุทธศาสนิกชนทั่วโลกร่วมกันน้อมรำลึกถึงเหตุการณ์สำคัญยิ่ง 3 ประการของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ได้แก่ การประสูติ ตรัสรู้ และปรินิพพาน ซึ่งตรงกับวันเพ็ญขึ้น 15 ค่ำ เดือน 6 (หรือเดือน 7 ในปีอธิกมาส) อีกทั้งองค์การสหประชาชาติได้มีมติรับรองให้วันวิสาขบูชาเป็นวันสำคัญสากลของโลก ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2542 สะท้อนถึงคุณค่าแห่งพระพุทธศาสนาในฐานะมรดกทางจิตใจและภูมิปัญญาของมนุษยชาติ

นายชัยพล สุขเอี่ยม อธิบดีกรมการศาสนา เปิดเผยว่า เนื่องในโอกาสอันเป็นมงคลนี้ กรมการศาสนา กระทรวงวัฒนธรรม ได้กำหนดจัดกิจกรรมส่งเสริมพระพุทธศาสนา เนื่องในเทศกาลวันวิสาขบูชา ประจำปี พ.ศ. 2569 ภายใต้แนวคิด “จุดประทีป 1 ล้านดวง สวดมนต์ 1 ล้านจบ ถวายพุทธบูชา วันวิสาขบูชาโลก” ซึ่งการจุดประทีป เป็นสัญลักษณ์แห่งปัญญา ช่วยขจัดความมืดในจิตใจ ก่อให้เกิดอานิสงส์นำมาซึ่งความเจริญรุ่งเรือง ปัญญาแจ่มใส ตลอดจนเสริมสร้างความเป็นสิริมงคลแก่ชีวิต ในขณะที่การสวดมนต์บูชาพระรัตนตรัย เป็นการฝึกจิตใจให้สงบ มีสติ ลดความฟุ้งซ่าน ก่อให้เกิดปัญญาและความเข้มแข็งทางจิตใจ อันเป็นรากฐานสำคัญของการดำเนินชีวิตด้วยความไม่ประมาท


การจัดกิจกรรมครั้งนี้ เป็นการเปิดโอกาสให้พุทธศาสนิกชนและประชาชนทุกภาคส่วน ได้ร่วมกันบำเพ็ญกุศล สืบสานวัฒนธรรมประเพณีอันดีงาม พร้อมทั้งน้อมนำหลักธรรมคำสอนของพระพุทธศาสนาไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันอย่างเป็นรูปธรรม โดยการน้อมรำลึกถึงเหตุการณ์ของวันสำคัญ คือ วันประสูติ ที่สะท้อนความยิ่งใหญ่ของความเป็นมนุษย์ เมื่อพระพุทธองค์ทรงเปล่งวาจาว่า “...เราเป็นเลิศในโลก เราเป็นผู้เจริญที่สุดในโลก เราเป็นผู้ประเสริฐที่สุดในโลก การเกิดครั้งนี้ของเราเป็นครั้งสุดท้าย ภพใหม่ต่อไปไม่มีสำหรับเรา...” วันตรัสรู้ คือวันที่พระพุทธองค์ได้แสวงหาความหลุดพ้น ด้วยความจริงอันยิ่งใหญ่ คือ “อริยสัจ 4” อันเป็นหนทางแห่งการดับทุกข์ และวันปรินิพพาน เป็นการแสดงให้เห็นถึงไตรลักษณ์ คือ ไม่เที่ยง ทนอยู่ในสภาพเดิมไม่ได้ และไม่มีตัวตน แม้พระพุทธองค์ก็ยังดำรงอยู่ในไตรลักษณ์นี้ เหลือไว้เพียงพระธรรมวินัย ที่ถือเป็นตัวแทนของพระพุทธองค์ให้พุทธศาสนิกชนได้น้อมนำไปปฏิบัติสืบไป


กิจกรรมในส่วนกลาง กรุงเทพมหานคร เตรียมจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ ระหว่างวันที่ 29 - 31 พฤษภาคม 2569 ณ วัดเบญจมบพิตรดุสิตวนาราม เขตดุสิต โดยเปิดให้ประชาชนเข้าร่วมกิจกรรมตลอดทั้งวัน ตั้งแต่เวลา 10.00 – 20.00 น. ภายในงานมีกิจกรรมทางพระพุทธศาสนาและกิจกรรมสร้างสรรค์มากมาย อาทิ การสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์สำคัญภายในวัด ได้แก่ พระพุทธชินราช พระบรมราชสรีรางคาร รัชกาลที่ 5 พระพุทธรูป 3 ปาง (ประสูติ ตรัสรู้ ปรินิพพาน) ซึ่งอัญเชิญจากประเทศอินเดียมาประดิษฐานเป็นการชั่วคราว ณ ด้านหน้าพระอุโบสถ วัดเบญจมบพิตรดุสิตวนาราม และพระบรมราชานุสาวรีย์ รัชกาลที่ 5


นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรมเสริมสร้างความเป็นสิริมงคล อาทิ พิธีรดน้ำและห่มผ้าต้นพระศรีมหาโพธิ์ เพื่อความสงบร่มเย็น ชมการสาธิตการพับดอกบัว ชม ชิม ช้อป ผลิตภัณฑ์อาหารชุมชน ตลอดจนการทำวัตรเย็น เจริญพระพุทธมนต์บท “ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร” และเจริญภาวนา ชมบรรยากาศอันงดงามของสวนแสง “ประทีปแห่งศรัทธา” ที่จัดแสดงอย่างตระการตา ณ โพธิมณฑล สัตตมหาสถาน ซึ่งเป็นอีกหนึ่งจุดไฮไลต์สำหรับผู้เข้าร่วมงาน

ในวันที่ 31 พฤษภาคม 2569 ซึ่งตรงกับวันวิสาขบูชา จะมีกิจกรรมสำคัญตั้งแต่ช่วงเช้า ได้แก่ พิธีทำบุญตักบาตรพระสงฆ์ พิธีแห่ผ้าห่มและไม้ค้ำต้นพระศรีมหาโพธิ์ พิธีจุดประทีป และการสวดมนต์บทพระพุทธคุณ พระธรรมคุณ พระสังฆคุณ ทำนองสรภัญญะ พร้อมทั้งพิธีเวียนเทียนและถวายผ้าป่า เพื่อความเป็นสิริมงคล โดยบรรยากาศภายในงานจะสว่างไสวด้วยแสงแห่งศรัทธาตลอดค่ำคืน


อธิบดีกรมการศาสนา กล่าวต่อไปว่า สำหรับการจัดกิจกรรมในส่วนภูมิภาค กรมการศาสนาได้ประสานความร่วมมือกับสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดทั่วประเทศ บูรณาการการทำงานร่วมกับคณะสงฆ์ หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน เพื่อจัดกิจกรรมที่สอดคล้องกับบริบทของแต่ละพื้นที่ อาทิ พิธีเจริญพระพุทธมนต์ ทำบุญตักบาตร ปฏิบัติธรรม ฟังพระธรรมเทศนา การห่มผ้าพระธาตุเจดีย์ และเวียนเทียน เป็นต้น

และกิจกรรม “จุดประทีป 1 ล้านดวง สวดมนต์ 1 ล้านจบ ถวายพุทธบูชา วันวิสาขบูชาโลก” 

กรมการศาสนา กระทรวงวัฒนธรรม ได้เดินหน้าขับเคลื่อนการจัดกิจกรรม โดยบูรณาการความร่วมมือกับจังหวัดที่มีศักยภาพโดดเด่นทั้งด้านวัฒนธรรมและสถานที่ เพื่อยกระดับให้เป็นกิจกรรมสำคัญในระดับภูมิภาค สะท้อนพลังศรัทธาของพุทธศาสนิกชนอย่างยิ่งใหญ่ จำนวน 9 จังหวัด ได้แก่ 1. วัดธาตุน้อย จังหวัดนครศรีธรรมราช 2. วัดพระบาทมิ่งเมือง จังหวัดแพร่ 3. วัดศรีโคมคำ จังหวัดพะเยา 4. วัดผาซ่อนแก้ว จังหวัดเพชรบูรณ์ 5. วัดพระธาตุเชิงชุม จังหวัดสกลนคร 6. วัดต้นเลียบ จังหวัดสงขลา 7. วัดตระพังทอง จังหวัดสุโขทัย 8. วัดอุโปสถาราม จังหวัดอุทัยธานี 9. วัดพระบรมธาตุทุ่งยั้ง จังหวัดอุตรดิตถ์ และวัดสำคัญทุกจังหวัดทั่วประเทศ


อธิบดีกรมการศาสนา กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับการจัดกิจกรรมในปีนี้ มุ่งเน้นให้ทุกพื้นที่ทั่วประเทศร่วมกันสร้าง “สัญลักษณ์แห่งแสงสว่างทางปัญญาและศรัทธา” โดยเปิดโอกาสให้แต่ละพื้นที่สามารถออกแบบและประยุกต์รูปแบบการจัดวางโคมประทีปให้สอดคล้องกับอัตลักษณ์ท้องถิ่น ควบคู่กับการคำนึงถึงความปลอดภัยอย่างเคร่งครัด พร้อมส่งเสริมการใช้วัสดุในท้องถิ่นอย่างสร้างสรรค์ และในกรณีพื้นที่จำกัด สามารถปรับใช้โคมไฟหรือเทียนไฟฟ้าแทนได้ตามความเหมาะสม


นอกจากนี้ กิจกรรมดังกล่าวสอดคล้องกับนโยบายของนางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม “ไทไทย สร้างพลังวัฒนธรรม สร้างสุข สร้างอนาคต (Empowering Culture for Better Living)” ภายใต้แนวคิด “Ministry of Culture New Era – กระทรวงวัฒนธรรมยุคใหม่ ก้าวไกลสู่สากล” และยุทธศาสตร์ “5C พลัส1” อีกทั้งยังมีการรณรงค์ให้ประชาชนร่วมแต่งกายด้วยผ้าไทยหรือเครื่องแต่งกายที่สะท้อนอัตลักษณ์ท้องถิ่นเข้าร่วมกิจกรรม “ภูมิใจแต่งไทยทั้งแผ่นดิน” เพื่อร่วมสร้างบรรยากาศแห่งความงดงามทางวัฒนธรรม และส่งเสริมความภาคภูมิใจในเอกลักษณ์ความเป็นไทย

จึงขอเชิญชวนพุทธศาสนิกชนและประชาชนทั่วประเทศ ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างปรากฏการณ์แห่งศรัทธาครั้งยิ่งใหญ่ เนื่องในวันวิสาขบูชาโลก ประจำปี พ.ศ. 2569 โดยพร้อมเพรียงกัน สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ กรมการศาสนา โทร. 0 2209 3730 หรือสายด่วนวัฒนธรรม 1765 ///

วันอังคารที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2569

“โฮมโปร” ถอดรหัส 30 ปี ครองใจทุกเจนเนอเรชั่นเปลี่ยนบทบาทตัวเอง สู่ “Home Lifetime Companion” ด้วย AI-DATA และ Better Living

 “โฮมโปร” ถอดรหัส 30 ปี ครองใจทุกเจนเนอเรชั่นเปลี่ยนบทบาทตัวเอง สู่ “Home Lifetime Companion” ด้วย AI-DATA และ Better Living

ในยุคที่พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว การที่แบรนด์หนึ่งจะยืนหยัดและเติบโตต่อเนื่องยาวนานกว่า 30 ปี ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่คือผลลัพธ์ของวิสัยทัศน์ที่ชัดเจน การฟังลูกค้าอย่างจริงจัง และการปรับตัวให้ทันโลกที่เปลี่ยนไป และในวันนี้…เมื่อผู้บริโภคมีทางเลือกมากกว่าที่เคย แบรนด์จะไม่ถูกเลือกเพราะ “มีสินค้า” แต่จะถูกเลือกเพราะ “เข้าใจชีวิตของผู้คนมากพอ”


ล่าสุด นางอุไรวรรณ ตันติพิริยะกิจ รองกรรมการผู้จัดการ กลุ่มธุรกิจปฏิบัติการและการตลาด บริษัท โฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ “โฮมโปร” ได้เปิดเผยทิศทางและกลยุทธ์ที่ขับเคลื่อนแบรนด์ตลอดสามทศวรรษ พร้อมถ่ายทอดวิสัยทัศน์ของผู้บริหารระดับสูง (Top Management) ในการขับเคลื่อนองค์กรสู่ Home Lifetime Companion — แบรนด์ที่อยู่เคียงข้างในทุกช่วงชีวิต ผ่านการพูดคุยในรายการพอดแคสต์ โอกาสที่โฮมโปรได้รับเลือกเป็นพาร์ทเนอร์ในการร่วมออกแบบและเลือกสรรเฟอร์นิเจอร์สำหรับตกแต่งสตูดิโอของทาง Bitkub ( Link: https://www.facebook.com/reel/1400671840898499 ) 

30 ปีโฮมโปร : จาก Total Home Solution สู่ Home Lifetime Companion 

ตลอด 30 ปีที่ผ่านมา โฮมโปรเดินทางจากร้านค้าปลีกสินค้าและบริการเรื่องบ้าน สู่การเป็นผู้นำธุรกิจ Home Solution & Living Experience ที่ครอบคลุมทุกมิติของการอยู่อาศัย ปัจจุบันมีสาขาให้บริการกว่า 130 สาขา (รวมเมกาโฮม) ครอบคลุมทั้งกรุงเทพฯ และปริมณฑล จังหวัดใหญ่และเมืองรองทั่วประเทศ โดยยึดมั่นวิสัยทัศน์ตั้งต้นที่เริ่มไว้ตั้งแต่วันแรกยังคงไม่เปลี่ยนแปลง นั่นคือการเป็น Total Home Solution และ One Stop Shopping เพื่อสร้าง Customer Lifetime Value ให้แบรนด์อยู่กับลูกค้าในทุกช่วงชีวิต ภายใต้บทบาทใหม่ที่ขยับสู่การเป็น “Home Lifetime Companion” - แบรนด์ที่ไม่ได้แค่ขายสินค้า แต่จะอยู่เคียงข้างในทุกๆ การตัดสินใจและใช้ชีวิตเกี่ยวกับบ้าน


เมื่อผู้บริโภคเปลี่ยนเร็ว โฮมโปรจึงต้อง “พัฒนาเร็วกว่า”

นางอุไรวรรณ กล่าวว่า หลังโควิด พฤติกรรมลูกค้าเปลี่ยนชัดเจน คือ ลูกค้าเป็น Value Seeking — ยินดีจ่ายเงิน แต่ Value ที่ได้ก็ต้องคุ้มกับสิ่งที่จ่าย และลูกค้ามีทางเลือกมากขึ้น ทั้ง Social Commerce และ E-Commerce เปรียบเทียบฟีเจอร์ต่อฟีเจอร์ได้หมด เพราะฉะนั้นเราต้องนำเสนอสิ่งที่ดีจริงๆ อินไซต์นี้ ทำให้โฮมโปร ต้องยกระดับจาก “การขายสินค้า” → “การส่งมอบคุณค่าที่จับต้องได้จริง”


Better Living: จากเสียงลูกค้า สู่ 5 แกนหลัก — บ้านที่ดีขึ้นในทุกมิติ 

คำว่า “We Make a Better Living” ไม่ได้เป็นเพียงแค่ Brand Purpose แต่เป็นผลลัพธ์จากการสำรวจและวิจัยพฤติกรรมลูกค้าต่อเนื่อง เพื่อค้นหา Voice of Customer ว่า “ชีวิตที่ดีขึ้น” ในมุมของลูกค้า จริงๆ แล้วคืออะไร และโฮมโปรได้ขมวดคำตอบเหล่านั้นออกมาเป็น 5 แกนหลักที่ใช้เป็นเข็มทิศในการพัฒนาสินค้าและบริการ ได้แก่


-Safety — ความปลอดภัย ที่มั่นใจได้ ครอบคลุมทั้งภาพรวมของการอยู่อาศัย คุณภาพสินค้า และมาตรฐานการติดตั้ง เช่น เครื่องทำน้ำอุ่นที่ลูกค้าต้องมั่นใจได้ว่าการติดตั้งโดยช่างที่มีคุณภาพ ใช้แล้วปลอดภัย มั่นใจในทุกๆ วัน

-Healthy — สุขภาพดีและคุณภาพชีวิตดีขึ้น สอดรับกับเทรนด์ Longevity และ Proactive Health Care เนื่องจากปัจจุบันลูกค้าให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพเชิงป้องกันโฮมโปรจึงคัดสรรสินค้าที่ช่วยดูแลสุขภาพตั้งแต่การพักผ่อนจนถึงการใช้ชีวิตประจำวัน ทั้งหมอน-ที่นอนสุขภาพ เก้าอี้ปรับเอนสำหรับผู้มีอาการปวดหลัง

-Convenience — ความสะดวกสบาย ที่ออกแบบมาเพื่อชีวิตจริง โฮมโปรพัฒนาบริการต่างๆ แบบ Omni-channel ที่เชื่อมต่อทุกช่องทาง ทำให้ใช้ชีวิตง่ายขึ้น เช่น ซื้อวันนี้ส่งวันนี้ / ซื้อวันนี้ติดตั้งวันนี้ / ซื้อออนไลน์รับที่สาขาไหนก็ได้

-Aesthetic & Comfort — สุนทรียภาพ ความสุขในทุกมิติของการอยู่อาศัย บ้านไม่ใช่แค่ที่อยู่อาศัย แต่เป็นพื้นที่ที่อยู่แล้วมีความสุข สะท้อนตัวตน และไลฟ์สไตล์ของผู้อยู่อาศัย

-Sustainable & Save — ประหยัดพลังงาน คุ้มค่าทุกการใช้งาน อย่างยั่งยืน รวมถึงการเลือกใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ

ทั้งหมดคือ แกนหลักที่โฮมโปรนำมาตอบโจทย์ “Better Living — ชีวิตที่ดีขึ้น” ของลูกค้าในทุกมิติ


ชีวิตการอยู่อาศัยที่ดี สำหรับลูกค้าทุกเจนเนอเรชัน

ในยุคที่ Generation Gap กว้างขึ้น โฮมโปรไม่ได้เลือกโฟกัสเพียงกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง แต่เลือกเข้าใจ “ทุกคนในบ้าน” ตอบสนองลูกค้าทุกเจนเนอเรชัน ตั้งแต่ Baby Boomer ไปจนถึง Gen Alpha “ลูกค้าแต่ละเจเนอเรชั่น มีความต้องการต่างกัน เราจึงต้องใช้ AI และเทคโนโลยีอย่างเหมาะสม เพื่อทำให้เราเข้าใจลูกค้าอย่างลึกซึ้ง และสร้าง Hyper Personalization ได้แบบเรียลไทม์” คุณอุไรวรรณ กล่าว 


AI + Loyalty Program Data 13 ปี: รากฐานของ Hyper Personalization

โฮมโปรลงทุนพัฒนาองค์กรสู่การเป็น Data-Driven Organization โดยนำ AI มาใช้ร่วมกับระบบจัดเก็บและวิเคราะห์ข้อมูลลูกค้าอย่างเป็นระบบ เพื่อส่งมอบข้อเสนอและประสบการณ์ที่ “ตรงใจ”ใน “ช่วงจังหวะที่ใช่” และเป็นประสบการณ์เฉพาะของแต่ละคนที่เกิดขึ้นแบบเรียลไทม์ กลยุทธ์นี้ต่อยอดมาจากรากฐานสำคัญบน Loyalty Program ที่พัฒนามากว่า 13 ปี และปัจจุบันโฮมโปรมีฐานลูกค้าจาก Loyalty Program ประมาณ 6-7 แสนราย ที่มีความสัมพันธ์กับแบรนด์อย่างต่อเนื่อง ซึ่งถือเป็น Data Asset หรือ สินทรัพย์ทางข้อมูลสำคัญ ที่ทำให้เข้าใจพฤติกรรมผู้บริโภคในเรื่องบ้านได้ลึกซึ้ง และต่อยอดสู่การพัฒนาประสบการณ์เฉพาะบุคคลแบบ Real-Time


Private Brand: ไม่ได้โฟกัสแค่กำไร แต่เพื่อ “สินค้าคุณภาพดี ที่จับต้องได้”โฮมโปรพัฒนา Private Brand มากกว่า 100 แบรนด์ ครอบคลุมสินค้าหลากหลายหมวด ภายใต้แนวคิด “ไม่ใช่เพื่อผลกำไร แต่เพื่อให้ลูกค้าได้ใช้สินค้าคุณภาพดี ในราคาเข้าถึงง่าย” พร้อมสร้างประสบการณ์ภายในสาขา ผ่านโซนไลฟ์สไตล์ที่ตอบโจทย์ลูกค้าทุกกลุ่ม เช่น Cooking Lovers ที่มีกิจกรรมสอนทำอาหารฟรี! สัปดาห์ละครั้งสำหรับสมาชิก HomeCard และ Small Lover ที่ออกแบบมาเป็นพื้นที่ของเด็กๆ โฮมโปร ขับเคลื่อนพนักงานด้วย 3 Core Values ได้แก่ Customer Success -การสร้างความสำเร็จให้กับลูกค้าเป็นเป้าหมายเดียวที่ทุกแผนกมุ่งเน้น Speed and Agility - ทำงานต้องไว แข่งกับเวลาและการเปลี่ยนแปลงของตลาด และ One HomePro – ทุกแผนกทำงานร่วมกัน โดยมองที่ลูกค้าเป็นจุดศูนย์กลาง 

จากการดูแล “บ้าน” สู่ “ทุกช่วงชีวิต”

“เราไม่ได้แค่อยากขายของ แต่เราอยากดูแลลูกค้าตลอดช่วงเวลาที่อยู่กับเรา ให้ลูกค้าไว้ใจเรา และสิ่งที่ทำให้แบรนด์อยู่ได้ยาว คือการคำนึงถึงความโปร่งใสในการทำธุรกิจเสมอ มองความไว้ใจลูกค้าเป็นความยั่งยืนในระยะยาว เพราะสุดท้ายแล้ว Customer Lifetime Value คือการที่ลูกค้าอยู่กับเราในทุกช่วงชีวิตจริงๆ” คุณอุไรวรรณ กล่าวทิ้งท้าย

ในวันที่บ้านไม่ได้เป็นเพียงที่อยู่อาศัย แต่เป็นพื้นที่ของชีวิต ความปลอดภัย สุขภาพ ความสะดวกสบาย และความสุขในทุกช่วงเวลา - โฮมโปรในวัย 30 ปี ยังคงเดินหน้าทำในสิ่งที่เริ่มต้นไว้ตั้งแต่วันแรก แต่ในบทบาทที่ใหญ่ขึ้น คือ การอยู่เคียงข้างทำให้บ้านของคนไทยดีขึ้นในทุกช่วงชีวิต ภายใต้ “We Make a Better Living”


#HomeLifetimeCompanion #โฮมโปร #HomePro #BetterLivingเพื่อชีวิตที่ดีกว่า #homepropr




“ครม.ไฟเขียวอนุมัติแต่งตั้ง “รุ่งเรือง กิจผาติ” เป็นเลขาฯ สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ”

 “ครม.ไฟเขียวอนุมัติแต่งตั้ง “รุ่งเรือง กิจผาติ” เป็นเลขาฯ สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ”

น.ส.ลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติอนุมัติตามที่กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เสนอแต่งตั้ง นายรุ่งเรือง กิจผาติ ข้าราชการพลเรือนสามัญ ตำแหน่งอธิบดีกรมวิทยาศาสตร์บริการ (ตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง) รักษาราชการแทนเลขาธิการสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม


ให้ดำรงตำแหน่งเลขาธิการสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ (ตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง) สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป...

Rotary Club of Sports Thailand ได้จัดงานฉลองสารตราตั้ง โดยสโมสรโรตารี สปอร์ต ไทยแลนด์ เป็นสโมสรแรกในประเทศไทย

 Rotary Club of Sports Thailand ได้จัดงานฉลองสารตราตั้ง โดยสโมสรโรตารี สปอร์ต ไทยแลนด์ เป็นสโมสรแรกในประเทศไทย

เมื่อวันที 26 เมษายน 2569 Rotary Club of Sports Thailand ได้จัดงานฉลองสารตราตั้ง โดยสโมสรโรตารี สปอร์ต ไทยแลนด์ เป็นสโมสรแรกในประเทศไทยที่จัดตั้งขึ้นโดยยึดถือ ความสนใจในกิจกรรมกีฬาและสุขภาพ ในโรตารีภาค 3350 เพื่อบำเพ็ญประโยชน์ และบริการเหนือตนเอง ตามหลักของ โรตารีสากล 

งานจัดขึ้นที่ โรงแรม Queensland ห้อง Ballroom โดยมี สมาชิกโรตารี ทั้งใน และต่างประเทศมาเข้าร่วมแสดงความยินดีอย่างมากมาย เช่น ประเทศ หม่า ไต้หวัน รัสเซีย มาเลเซีย ญี่ปุ่น  

ในงาน มีการพูดถึง วิสัยทัศ ของนายกก่อตั้ง ดร.พนิต นะวิโรจน์  เกี่ยวกับการสนับสนุนด้านกีฬา สุขภาพและพัฒนาชุมชน ในบริบทต่างๆมากมาย และมีการสาธิต กีฬาเพาะกาย กีฬาเทคควนโด กีฬาลีลาศ (american Latin) และ ซามูไร เป็นต้น 


บรรยากาศภายในงาน โดยมีประธานจัดงาน อดีตนายก พนิดา นะวิโรจน์ ขึ้นกล่าว เปิดงาน ความเคลื่อนไหวครั้งสำคัญของภาค 3350 โรตารีสากล กับการจัดตั้งสโมสรโรตารีสปอร์ตไทยแลนด์ซึ่งถูกบันทึกสถิติ ว่าเป็น interest based club หรือสโมสรที่ตั้งตามความสนใจเฉพาะด้านแห่งแรกของภาค 3350 ในประเทศไทย โดยมี นายธวัชชัย ฉัตรวิทยานนท์ เป็นผู้ว่าการภาค 2568-2569

 การเกิดขึ้นของสโมสรโรตารีสปอร์ตไทยแลนด์ไม่ได้เป็นเพียงแค่การรวมตัวของคนรักกีฬาเท่านั้น แต่ยังมีเป้าหมายหลักที่ชัดเจนใน 2 มิติ


ด้านเยาวชน

มุ่งเน้นการสนับสนุนกิจกรรมกีฬาเพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้เด็ก ๆ ใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ห่างไกลจากอบายมุขและเสริมสร้างระเบียบวินัย


ด้านผู้สูงอายุ

ส่งเสริมสุขภาพที่ดีผ่านการออกกำลังกายที่เหมาะสมเพื่อสร้างสังคมผู้สูงวัยที่แข็งแรงและมีคุณภาพชีวิตที่ดี เราเชื่อว่ากีฬาคือภาษาสากลที่เข้าถึงคนได้ทุกวัย 



การเป็นinterest based club จะทําให้เราดึงดูดคนรุ่นใหม่และผู้เชี่ยวชาญด้านกีฬาเข้ามาขับเคลื่อนงานจิตอาสาได้สนุกและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

ผู้ผลิตแผงวงจรฯ รายใหญ่ของโลกรวมพลังที่กรุงเทพฯ ประกาศความพร้อมขับเคลื่อนไทยสู่ศูนย์กลางอุตสาหกรรม PCB รองรับAI ระดับโลก

 ผู้ผลิตแผงวงจรฯ รายใหญ่ของโลกรวมพลังที่กรุงเทพฯ ประกาศความพร้อมขับเคลื่อนไทยสู่ศูนย์กลางอุตสาหกรรม PCB รองรับAI ระดับโลก

ท่ามกลางการปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทานโลก และความต้องการด้านพลังการประมวลผลปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ประเทศไทยกำลังก้าวขึ้นเป็นฐานการผลิตสำคัญแห่งใหม่ของอุตสาหกรรมแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ (PCB) ในระดับการผลิตขั้นสูง

เมื่อวันที่ 27 เม.ย.ที่ กรุงเทพมหานคร สมาคมแผงวงงวงจรไต้หวัน (TPCA) ร่วมกับสมาคมแผงวงจรแห่งประเทศไทย (THPCA) จัดงาน "การประชุมสุดยอดอุตสาหกรรม PCB แห่งประเทศไทย 1 2026” (2026 Thailand PCB Industry Summit) พร้อมเปิดเผยรายงานการสำรวจหัวข้อ "โอกาสของอุตสาหกรรม PCB ไทยภายได้กระแส AI และภูมิรัฐศาสตร์" โดยมุ่งเน้นประเด็นสำคันสำคัญเชิงปฏิบัติไนการดำเนินธุรกิจในประเทศไทย อาทิ การขอใบอนุญาตทำงาน การพัฒนาบุคลากร โครงสร้างพื้นฐาน และนโยบายภาครัฐ

การประชุมครั้งนี้จัดขึ้นในฐานะเวทีหารือเชิงยุทธศาสตร์ระดับผู้นำ โดยใด้รับการสนับสนุนจากสมาคมแผ่นวงจรพิมพ์ฮ่องกง(HKPCA) และสมาคมอุตสาหกรรมแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ขึ้น (CPCA) มีผู้บริหารและผู้แทนจากอุตสาหกรรมในไต้หวัน จีน และไทย เข้าร่วมกว่า 60 ราย นอกจากนี้ ยังมีผู้แทนจากหน่วยงานภาครัฐของไทย อาทิ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (IEAT) สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (NXPD) กระทรวงแรงงานไทย เข้าร่วมงาน สะท้อนถึงความสำคัญที่ญที่ภาครัฐไทยให้ต่อการพัฒนาอุตสาหกรรม PCB และความร่วมมือระหว่างประเทศ

การสำรวจข้ามภูมิภาค ชี้ชัดทิศทางการเติบโตของตลาด PCB โลกและศักยภาพของไทย ไฮไลต์สำคัญของการประชุมชุมสุดยอดในครั้งนี้ คือการเปิดตัวรายงานการสำรวจอุตสาหกรรมในหัวข้อ "โอกาสของอุตสาหกรรม PCB ไทยภายใต้คลื่นกระแส AI และภูมิรัฐศาสตร์" ซึ่งจัดทำขึ้นจากความร่วมมือระหว่าง TPCA, THPCA และ HKPCA

รายงานฉบับนี้ได้ประมวลผลข้อมูลเชิงสำรวจและรวบรวบรวมทรรศนะจากภาคอุตสาหกรรมข้ามภูมิภาค เพื่อสะท้อนถึงประเด็นยุทธศาสตร์ที่ผู้ประกอบการ PCB ในจีน ฮ่องกง ไต้หวัน และไทย ต่างให้ความสำคัญร่วมกัน อาทิ การกำหนดยุทธทรศาสตร์การลงทุนไทย การสร้างความเข้มแข็งให้ห่วงโซ่อุปทานในพื้นที่ และการพัฒนาทรัพยากรบุคคล

สิ่งนี้ไม่เพียงยกระดับความน่าเชื่อถือและสะท้อนภาพรวมของอุตสาหกรรมได้อย่างแท้จริง แต่ยังเป็นการตอกย้ำให้เห็นว่า ท่ามกลางกระแสการปรับโครงสร้างดูดสาหกรรมระดับโลก อุตสาหกรรม PCB ในภูมิภาคเอเชียกำลังมุ่งสู่การบูรณาการความร่วมมือระดับภูมิภาคที่ใกล้ชิดมากขึ้น

AI ขับเคลื่อนคลาด PCB โลกติบโตสู่ระดับแสนล้านเหรียญสหรัฐ เปิดหน้าต่างแห่งโอกาสให้ไทยก้าวสู่อุตสาหกรรมมูลค่าสูง

รายงานระบุว่า ตลาด PCB ทั่วโลกยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่องโดยได้รับอานิสงส์จากการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน AI ซึ่งคาดการณ์ว่าในปี 2568 มูลค่าตลาดจะสูงถึงถึง 92,400 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และมีแนวโน้มเติบโตถึง 113,700 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2559 โดยมีอัตราการเติบโตต่อปีสูงถึง 23.1% รายงานชี้ให้เห็นว่า ความต้องการด้านขีดความสามารถในการประมวลผล AI กำลังกลายเป็นกลไกหลักที่ขับเคลื่อนการเติบโดของอุดสาหกรรม PCB โลก ทั้งยังเป็นตัวเร่งให้คิดการผลิดขั้นสูง และการปรับโครงสร้างห่วงโช่อุปทาน ซึ่งจะนำมาซึ่งคลื่นลูกใหม่แห่งโอกาสการเติบโตทางเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมของประเทศไทย

เพื่อรับมือกับความท้าทายด้านปัญหาคอขวดของทรัพยากรบุคคล ในช่วงบ่ายของวันเดียวกัน TPCA ได้จัด "งานพบปะเครือข่ายฝ่ายทรัพยากรบุคคลไทย-ไต้หวัน และงานเสวนาความร่วมมือทางวิชาการและอุตสาหกรรม" เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมมมองเชิงลึกเกี่ยวกับความร่วมมือระหว่างภาคอุตสาหกรรมและสถาบันการศึกษาการฝึกอบรมบุคลากร และกลไกการผลิตบุคลากรในประเทศ การหารือในครั้งนี้ยังมุ่งเป้าไปที่การตอบสนองต่อภาวะขาดแคลนบุคลากรในสายงานวิชาชีพที่สำคัญ อาทิ วิศวกรรม กระบวนการผลิต การซ่อมบำรุงครื่องจักร และการวิจัยและพัฒนา (R&D) เพื่อวางรางรากฐานอันแข็งแกร่งสำหรับการเติบโตในระยะยาวของอุตสาหกรรม PCB ไทย

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา มีผู้ผลิต PCB มากกว่า 60 รายเข้ามาลงทุนในประเทศไทย ส่งผลให้ประเทศไทยกำลังก้าวสู่การเป็นฐานการผลิตมูลค่าสูง และรองรับความต้องการในกลุ่มเซิร์ฟเวอร์ AI ระบบสื่อสารขั้นสูง และอิเล็กทรอนิกส์ยานยนต์ โดยกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ยานยนต์มีสัดส่วนสูงสุดที่ร้อยละ 31 สะท้อนถึงความแข็งเเกร่งของฐานอุตสาหกรรมยานยนต์ของไทย

ขณะเดียวกัน การลงทุนของผู้ประกอบการในห่วงโซ่อุตสาหกรรมมากกว่า 100 ราย ได้สนับสนุนให้โครงสร้างผลิตภัณฑ์ PCB ของไทย พัฒนาไปสู่ผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง เช่น แผงวงจรหลายชั้นขั้นสูง (สัดส่วนร้อยละ 47) และแผงวงจรความหนาแน่นสูง (HDI ร้อยอะ 23)

PCB คือรากฐานสำคัญของอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ ภาคเอกชนจึงเรียกร้องให้รัฐบาลไทยเพิ่มการสนับสนุนการดำเนินงานและการสร้างห่วงโซ่อุปทาน PCB ภายในประเทศอย่างป็นรูปธรรม

รายงานฉบับดังกล่าวระบุว่าแม้อุตสาหกรรม PCB ของไทยจะเติบโตอย่างรวดเร็ว แต่ระบบนิเวศอุตสากรรมยังต้องการการพัฒนาเพิ่มเติม โดยพบว่าผู้ประกอบการร้อยละ 46 มีสัดส่วนการจัดซื้อในประเทศต่ำกว่าร้อยละ 20 สะท้อนถึงความจำในการพัฒนาห่วงโซ่อุปทานภายในประเทศ ในการหารือระหว่างภาครัฐและเอกชน ผู้เข้าร่วมได้เสนอแนวทางสำคัญ 4 ประการ ได้แก่

1. ขยายระยะเวลาใบอนุญาตทำงานกรณีเร่งด่วนเป็น 60-90 วัน และอนุญาตให้ยื่นคำขอก่อนเดินทางข้าประเทศ เพื่อสนับสนุนการดำเนินงานของภาคการผลิต

2. สนับสนุนความร่วมมือระหว่างภาคอุตสาหกรรมและสถาบันการศึกษา รวมถึงโครงการฝึกงานและการพัฒนาทักษะแรงงาน

3. ยกระดับโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวข้อง เช่น ระบบไฟฟ้า พลังงานสะอาด และการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ เพื่อรองรับการผลิตขั้นสูง

4. ผลักดันให้อุตสาหกรรม PCB เป็นส่วนหนึ่งของอุดสาหกรรมเป้าหมายระดับชาติ เพื่อเสริมสร้างความสามกรถในการแข่งขันในห่วงโซ่อุปทาน AI ระดับโลก

ปัญหาด้านบุคลากรคือตัวแปรสำคัญต่ออุตลาหกรรม TPCA เดินหน้าผลักดันการพัฒนาบุคลากรวิชาชีพไทยอย่างเป็นรูปธรรม

รายงานยังระบุว่า ปัญหาการขาดแคลนหลักในปัจจุบันอยู่ที่การจัดหาวัตถุดิบภายในประเทศ สูงถึงร้อยละ 35 รองมาคือ พนักงานระดับปฏิบัติการและบุคลากรทางวิศวกรรมเทคนิค ร้อยละ 22 ตลอดจนบริการด้านโลจิสติกส์ชิ้นส่วนอุปกรณ์และการซ่อมบำรุง ร้อยละ 21 จากความท้าทายเบบพหุคุณ ที่ครอบคลุมตั้งแต่วัตถุดิบ เครื่องจักร ไปจนถึงการจัดหาบุคลากร สะท้อนให้เห็นว่า หากอุตสาหกรรม PCB ของไทยต้องการที่จะขับเคลื่อนการพัฒนาในก้าวต่อไป จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องยกระดับความพร้อมของห่วงโช่อุปทาน และเสริมสร้างรากฐานการพัฒนาทรัพยากรบุคคลไปพร้อมๆ กัน โดยคาดการณ์ว่าภายในปี 2573 ความต้องการบุคลากรในสายงานที่เกี่ยวข้องจะพุ่งสูงขึ้นถึง 74,200 คน

เมื่อการวางรากฐานทางอุตสาหกรรมเริ่มปรากฎผลเป็นรูปธรรม เป้าหมายหลักในระยะถัดไปของอุตสาหกรรม PCB ในประเทศไทยจึงมิใช่เพียงแค่การขยายกำลังการผลิตลิตอีกต่อไป แต่เป็นการเร่งขับเคลื่อนการสร้างระบบนิเวศการผลิตขั้นสูง โดยขีดความสามารถในการแข่งขันในอนาคตจะขึ้นอยู่กับความต่อเนื่องในการพัฒนาห่วงโซ่อุปทานภายในประเทศ การบ่มเพาะบุคลากร ตลอดจนโครงสร้างพื้นฐานและมาตรการสนับสนุนที่เกี่ยวข้องให้มีความสมบูรณ์ยิ่งขึ้น

เพื่อก้าวข้ามวิกฤตคอขวดด้านบุคลากร ในช่วงบ่ายของวันเดียวกัน TPCA จึงได้จัด "งานพบปะเครือข่ายฝ้ายทรัพยากรบุคคล ไทย-ไต้หวัน และงานเสวนาความร่วมมือทางวิชาการและอุตสาหกรรม" เพื่อเป็นเวทีในการแลกเปลี่ยนวิสัยทัศน์เชิงลึกเกี่ยวกับความร่วมมือทวิภาคีระหว่างภาคอุตสาหกรรมและสถาบันการศึกษา การฝึกอบรมบุคลากร และกลใกการผลิตบุคลากรในประเทศ การหารือครั้งนี้ยังให้ความสำคัญกับกับการตอบโจทย์ภาวะขาดแคลนบุคลากรในสายงานวิชาชีพหลัก อาทิ วิศวกรรม/กระบวนการผลิต การซ่อมบำรุงเครื่องจักร และการวิจัยและพัฒนา (R&D) เพื่อเสริมสร้างรากฐานที่แข็งแกร่งสำหรับการเติบใดในระยะยาวของอุตสาหกรรม PCB ไทย

นอกจากนี้ TPCA จะยังคงเดินหน้าบูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานพันธมิตร ได้แก่ THPCA, BOI, IEAT, NXPO และTECO เพื่อต่อยอดเเพลตฟอร์มความร่วมมือด้านการพัฒนาบุคลากรระดับมืออาชีพให้มีความหลากหลายยิ่งขึ้น พร้อมทั้งเป็นตัวกลางในการเชื่อมโยงทรัพยากรจากภาครัฐเพื่อสนับสนุนภาคธุรกิจ โดยมุ่งหวังที่จะผนึกกำลังยกระดับห่วงโซ่อุตสาหกรรม PCB ส่งเสริมศักยภาพและความเชี่ยวชาญของบุคลากรไทย ซึ่งจะนำไปสู่การสร้างมีส่วนสนับสนุนต่อเศรษฐกิจและสังคมไทย



PDPC จับมือ UNICEF เร่งวางกรอบคุ้มครอง “ข้อมูลเด็ก” รับยุค AI

  PDPC จับมือ UNICEF เร่งวางกรอบคุ้มครอง “ข้อมูลเด็ก” รับยุค AI สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (สคส.) หรือ PDPC เดินหน้ายกระดับกา...