วันพฤหัสบดีที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2569

วธ. ร่วมกับองค์การทางศาสนา จัดพิธีทางศาสนามหามงคล ๕ ศาสนา พร้อมเพรียงทั่วประเทศ น้อมถวาย พระพรชัยมงคลพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา ๒๘ กรกฎาคม

 วธ. ร่วมกับองค์การทางศาสนา จัดพิธีทางศาสนามหามงคล ๕ ศาสนา พร้อมเพรียงทั่วประเทศ น้อมถวาย พระพรชัยมงคลพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา ๒๘ กรกฎาคม





วันพฤหัสบดีที่ ๑๖ กรกฎาคม ๒๕๖๙ เวลา ๑๔.๐๐ น. กระทรวงวัฒนธรรม โดยกรมการศาสนา จัดพิธีทางศาสนามหามงคล ๕ ศาสนา น้อมถวายพระพรชัยมงคลพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาส วันเฉลิมพระชนมพรรษา ๒๘ กรกฎาคม โดยมีนางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม ประธานในพิธี พร้อมด้วยนายประสพ เรียงเงิน ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม นายชัยพล สุขเอี่ยม อธิบดีกรมการศาสนา ผู้บริหารกระทรวงวัฒนธรรม และผู้นำองค์การศาสนา ๕ ศาสนา หน่วยงานภาคี เครือข่ายที่เกี่ยวข้อง เจ้าหน้าที่และสื่อมวลชน เข้าร่วม ณ หอศิลป์แห่งชาติ กระทรวงวัฒนธรรม เขตห้วยขวาง กรุงเทพมหานคร




เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ๒๘ กรกฎาคม ซึ่งเป็นวาระ สำคัญที่พสกนิกรชาวไทยพร้อมใจกันแสดงความจงรักภักดีและน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจเพื่อประโยชน์สุขของประชาชนมาโดยตลอด พร้อมทั้ง ทรงทำนุบำรุงและอุปถัมภ์ศาสนาทุกศาสนาในประเทศไทยอย่างเสมอภาคและอย่างต่อเนื่อง ตลอดรัชสมัย ส่งผลให้ประชาชนทุกศาสนาอยู่ร่วมกันด้วยความเข้าใจ ความเคารพ และความสามัคคี อันเป็น รากฐานสำคัญของสังคมไทย

กระทรวงวัฒนธรรม โดยกรมการศาสนา ร่วมกับองค์การทางศาสนา จึงกำหนดจัดพิธีทางศาสนา

มหามงคล เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ๒๘ กรกฎาคม พร้อมกัน

ทั้ง ส่วนกลางและส่วนภูมิภาค เพื่อให้ผู้นำศาสนา ศาสนิกชน และประชาชนทุกศาสนา ได้ร่วมประกอบศาสนพิธี ตามหลักคำสอนของแต่ละศาสนา ได้แก่ ศาสนาพุทธ ศาสนาอิสลาม ศาสนาคริสต์ ศาสนาพราหมณ์–ฮินดู และศาสนาซิกข์ น้อมถวายพระราชกุศลและถวายพระพรชัยมงคลแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว 

พร้อมแสดงออกถึงความจงรักภักดี ความสามัคคี และความพร้อมเพรียงของศาสนิกชนทุกศาสนา โดยมีสถาบันพระมหากษัตริย์เป็นศูนย์รวมจิตใจของคนไทย

นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม กล่าวว่า กระทรวงวัฒนธรรม ให้ความสำคัญกับการส่งเสริมบทบาทของศาสนาในการพัฒนาคุณธรรมจริยธรรมของประชาชน ควบคู่กับการ สร้างความเข้าใจอันดีระหว่างศาสนิกชนทุกศาสนา และการอยู่ร่วมกันในสังคมพหุวัฒนธรรมอย่างสันติ ภายใต้สถาบันพระมหากษัตริย์ซึ่งทรงเป็นศูนย์รวมจิตใจของคนไทย และทรงทำนุบำรุงศาสนาทุกศาสนาที่ ประชาชนชาวไทยนับถืออย่างเสมอภาค ทั้งนี้ กระทรวงวัฒนธรรมให้ความสำคัญกับการนำหลักธรรมทาง ศาสนามาส่งเสริมคุณธรรมของประชาชน ควบคู่กับการสร้างความเข้าใจอันดีระหว่างศาสนิกชนทุกศาสนา 

เพื่อให้สังคมไทยอยู่ร่วมกันด้วยความสงบสุข


รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม กล่าวต่อว่า สำหรับส่วนกลาง กรมการศาสนาได้กำหนดจัดพิธี ทางศาสนามหามงคล ๕ ศาสนา ณ หอศิลป์แห่งชาติ กระทรวงวัฒนธรรม เขตห้วยขวาง กรุงเทพมหานคร 

โดยมีผู้แทนหน่วยงานภาครัฐ ผู้นำศาสนาทั้ง ๕ ศาสนา ศาสนิกชน และประชาชนเข้าร่วมประมาณ ๕๐๐ คน ภายในงานประกอบด้วยพิธีถวายพระพรชัยมงคล และพิธีทางศาสนาตามหลักศาสนบัญญัติของแต่ละศาสนา

ได้แก่ พิธีเจริญพระพุทธมนต์ พิธีดุอาอ์ขอพร พิธีอธิษฐานภาวนาขอพร พิธีสวดมนต์สรรเสริญพระผู้เป็นเจ้า และพิธีสวดอัรดาสและกีรตัน



นอกจากนี้ ยังมีการจัดแสดงศาสนวัตถุจากทั้ง ๕ ศาสนา ซึ่งนับเป็นโอกาสสำคัญที่ประชาชนจะได้ เรียนรู้คุณค่าทางประวัติศาสตร์ ศิลปวัฒนธรรม และความเชื่อของแต่ละศาสนา พร้อมทั้งจัดแสดงผลิตภัณฑ์ ชุมชนจากองค์การทางศาสนา และการแสดงศิลปวัฒนธรรมเฉลิมพระเกียรติ สำหรับส่วนภูมิภาค ขอความ ร่วมมือสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดทุกจังหวัด ร่วมกับส่วนราชการ องค์การทางศาสนา ภาคเอกชน วัด และศาสนสถานในพื้นที่ จัดพิธีทางศาสนามหามงคล เพื่อให้ศาสนิกชนทุกศาสนาได้ร่วมถวายพระราชกุศล ถวายพระพรชัยมงคล และแสดงความจงรักภักดีต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ตามวัน เวลา และสถานที่ที่ เหมาะสมของแต่ละจังหวัด นอกจากนี้ ยังเชิญชวนหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน วัด ศาสนสถาน สถานศึกษา และประชาชน ร่วมประดิษฐานพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พร้อมประดับธงชาติ และธง วปร. ณ อาคารสถานที่ราชการ วัด ศาสนสถาน สถานศึกษา สำนักงาน และอาคารบ้านเรือน เพื่อร่วม 

เฉลิมพระเกียรติเนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา



รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม กล่าวเพิ่มเติมว่า การจัดพิธีทางศาสนามหามงคลในครั้งนี้ นอกจากจะเป็นการน้อมถวายพระพรชัยมงคลและแสดงความจงรักภักดีต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวแล้ว ยังเป็นการรวมพลังของผู้นำศาสนาและศาสนิกชนทุกศาสนาในการร่วมประกอบศาสนพิธีและทำความดีถวาย เป็นพระราชกุศล พร้อมทั้งส่งเสริมความเข้าใจอันดีและความสามัคคีของประชาชนทุกศาสนา เพื่อให้สังคมไทย อยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข ภายใต้สถาบันพระมหากษัตริย์ซึ่งเป็นศูนย์รวมจิตใจของคนไทย ///

กรมวิทยาศาสตร์บริการ ขับเคลื่อน “หัตถกรรมรักษ์โลก” ยกระดับงานชุมชนด้วยวิทยาศาสตร์​ ดัน Green Craft Network สู่ข้อเสนอนโยบายสาธารณะ

 กรมวิทยาศาสตร์บริการ ขับเคลื่อน “หัตถกรรมรักษ์โลก” ยกระดับงานชุมชนด้วยวิทยาศาสตร์​ ดัน Green Craft Network สู่ข้อเสนอนโยบายสาธารณะ

15 กรกฎาคม 2569 กรมวิทยาศาสตร์บริการ (วศ.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดยสถาบันวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีชุมชน (สทช.) จัดงานสัมมนาเชิงปฏิบัติการ “สร้างความร่วมมือพัฒนาเครือข่ายการผลิตงานหัตถกรรมชุมชนที่ได้มาตรฐานและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และผลักดันให้เป็นนโยบายสาธารณะ” ภายใต้โครงการพัฒนาผลิตภัณฑ์สินค้าชุมชน เพื่อสร้างความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ภาควิชาการ และภาคชุมชน ในการยกระดับกระบวนการผลิตงานหัตถกรรมชุมชนให้ได้มาตรฐาน เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และร่วมกันผลักดันข้อเสนอเชิงนโยบายสาธารณะด้านการพัฒนาผลิตภัณฑ์ชุมชนอย่างยั่งยืน โดยมี ดร.พจมาน ท่าจีน รองอธิบดีรักษาราชการแทนอธิบดีกรมวิทยาศาสตร์บริการ เป็นประธานเปิดงาน และ นางอาภาพร สินธุสาร ผู้อำนวยการสถาบันวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีชุมชน กล่าวรายงาน ณ โรงแรมเดอะ สุโกศล กรุงเทพฯ

ดร.พจมาน ท่าจีน กล่าวว่า ปัจจุบันมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมได้กลายเป็นปัจจัยสำคัญในการแข่งขันทางการค้าและการสร้างความเชื่อมั่นของผู้บริโภคทั่วโลก การพัฒนางานหัตถกรรมชุมชนจึงต้องก้าวไปไกลกว่าการอนุรักษ์ภูมิปัญญาท้องถิ่น โดยมุ่งยกระดับคุณภาพ มาตรฐาน ความปลอดภัย และกระบวนการผลิตที่รับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อเพิ่มโอกาสทางการตลาดและสร้างมูลค่าเพิ่มให้ผลิตภัณฑ์ชุมชนไทย

กรมวิทยาศาสตร์บริการ ในฐานะหน่วยงานด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมของประเทศ ได้สนับสนุนผู้ประกอบการชุมชนอย่างต่อเนื่อง ทั้งด้านการวิจัย การทดสอบ การตรวจสอบ และการพัฒนามาตรฐานผลิตภัณฑ์ ควบคู่กับการพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม อาทิ การใช้สีย้อมจากวัสดุธรรมชาติ เช่น ดิน ฝักคูณ และใบสัก รวมถึงการพัฒนาเทคนิคกาวแป้งทดแทนเทียนบาติก เพื่อลดการใช้สารเคมี ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และยกระดับผลิตภัณฑ์หัตถกรรมไทยให้สามารถแข่งขันได้ในตลาดสากล

ด้านนางอาภาพร สินธุสาร กล่าวว่า การสัมมนาครั้งนี้มุ่งสร้างความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ภาควิชาการ และภาคชุมชน เพื่อร่วมกันพัฒนาองค์ความรู้ เทคโนโลยี และมาตรฐานการผลิตงานหัตถกรรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม พร้อมวางรากฐานการจัดตั้งเครือข่าย Green Craft Network ซึ่งจะเป็นกลไกสำคัญในการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ ขยายผลการใช้เทคโนโลยีสีเขียว และร่วมผลักดันข้อเสนอเชิงนโยบายสาธารณะด้านการพัฒนางานหัตถกรรมชุมชนอย่างเป็นรูปธรรม


ภายในงานประกอบด้วยการบรรยายพิเศษในหัวข้อ “Connecting the Dots: พลังความร่วมมือสู่การผลักดันหัตถกรรมชุมชนรักษ์โลกเป็นนโยบายสาธารณะ” การจัดแสดงนิทรรศการผลิตภัณฑ์หัตถกรรมชุมชนที่ได้มาตรฐานและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม การแลกเปลี่ยนความคิดเห็นจากผู้เชี่ยวชาญด้านวิทยาศาสตร์ สิ่งแวดล้อม สิ่งทอ และการออกแบบ ตลอดจนเวทีประชาพิจารณ์เพื่อรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วน ก่อนรวบรวมเป็นข้อเสนอเชิงนโยบายสำหรับขับเคลื่อนการพัฒนางานหัตถกรรมชุมชนในระดับประเทศ

การดำเนินงานครั้งนี้สะท้อนบทบาทของกรมวิทยาศาสตร์บริการในการนำวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม มาผสานกับภูมิปัญญาท้องถิ่น เพื่อยกระดับงานหัตถกรรมชุมชนไทยให้มีคุณภาพได้มาตรฐาน และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม สร้างเครือข่ายการผลิตที่เข้มแข็ง เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากสู่การเติบโตอย่างยั่งยืนในทุกมิติ ทั้งเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม

 

#กระทรวงการอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์วิจัยและนวัตกรรม #อว #กรมวิทยาศาสตร์บริการ #วศ #DSS #ผลิตภัณฑ์ชุมชน #สถาบันวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีชุมชน #หัตถกรรมชุมชนรักษ์โลก #greencraft #สิ่งแวดล้อม #ชุมชน

วันพุธที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2569

โรงพยาบาลศุขเวชรับโล่จากกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ​ ในงาน Thailand Medical & Wellness Expo 2026

 โรงพยาบาลศุขเวชรับโล่จากกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ​ ในงาน Thailand Medical & Wellness Expo 2026

           


 ทนพ.ภูมรินทร์ อยู่ประทานพร รองผู้อำนวยการโรงพยาบาลศุขเวช รับโล่รางวัลจากนายแพทย์ภูวเดช สุระโคตร อธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (กรม สบส.) กระทรวงสาธารณสุข ในฐานะหน่วยงานที่ให้ความร่วมมือและสนับสนุนการจัดนิทรรศการในงาน Thailand Medical & Wellness Expo 2026 มหกรรมนวัตกรรมการแพทย์ สุขภาพ และความงาม ภายในงาน โรงพยาบาลศุขเวชและบริษัทในเครือได้นำบริการด้านสุขภาพและนวัตกรรมการดูแลสุขภาพมานำเสนอแก่ผู้เข้าชมงาน ซึ่งได้รับความสนใจจากกลุ่มเป้าหมายเป็นอย่างดี สำหรับผู้ที่สนใจบริการต่าง ๆ  สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ โรงพยาบาลศุขเวช เลขที่ 20/6 ซอยนวศรี 2 ถนนรามคำแหง 21 แขวงพลับพลา เขตวังทองหลาง กรุงเทพฯ 10310 โทรศัพท์ 02-319-5870, 02-319-5871, 086-366-2711, 087- 091-0385, 098-653-5156

กรมการท่องเที่ยวผนึกกำลังทุกภาคส่วน ยกระดับศักยภาพบุคลากรด้านการท่องเที่ยว แก้ปัญหาการขาดแคลนแรงงานคุณภาพ พร้อมพลิกโฉมบุคลากรด้านการท่องเที่ยวสู่อนาคต

 กรมการท่องเที่ยวผนึกกำลังทุกภาคส่วน ยกระดับศักยภาพบุคลากรด้านการท่องเที่ยว แก้ปัญหาการขาดแคลนแรงงานคุณภาพ พร้อมพลิกโฉมบุคลากรด้านการท่องเที่ยวสู่อนาคต

วันที่ 15 กรกฎาคม 2569 กรมการท่องเที่ยว จัดงาน “การพัฒนาเครือข่ายความร่วมมือเพื่อยกระดับศักยภาพและสร้างโอกาสทางอาชีพแก่บุคลากรด้านการท่องเที่ยว” เพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาศักยภาพบุคลากรด้านการท่องเที่ยว รองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวและแก้ไขปัญหาการขาดแคลนแรงงานคุณภาพ โดยมุ่งสร้างความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และสถาบันการศึกษา ในการพัฒนากำลังคนให้มีคุณภาพและตรงกับความต้องการของตลาดแรงงาน 

นางสาววรธีรา สุวรรณศร รองอธิบดีกรมการท่องเที่ยว เปิดเผยว่าการท่องเที่ยวเป็นอุตสาหกรรมภาคบริการที่มีบทบาทสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศ สามารถสร้างรายได้และก่อให้เกิดธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องอีกมากมาย แต่ในปัจจุบันนักท่องเที่ยวมีความคาดหวังต่อคุณภาพการบริการสูงขึ้น ส่งผลให้ภาคธุรกิจท่องเที่ยว โดยเฉพาะธุรกิจโรงแรมและที่พัก เผชิญปัญหาการขาดแคลนบุคลากรที่มีทักษะและความรู้ตรงตามความต้องการของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว

กรมการท่องเที่ยวในฐานะหน่วยงานที่มีภารกิจในการพัฒนาบุคลากรด้านการท่องเที่ยว จึงได้ดำเนิน “กิจกรรมการพัฒนาศักยภาพบุคลากรด้านการท่องเที่ยวเพื่อแก้ไขปัญหาการขาดแคลนแรงงาน” โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาและยกระดับศักยภาพของบุคลากรด้านการท่องเที่ยวในธุรกิจโรงแรม/ที่พัก ให้มีคุณภาพและสอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงานในปัจจุบัน และอนาคต อันจะนำไปสู่การยกระดับคุณภาพการให้บริการและเสริมสร้างความเชื่อมั่นต่อการท่องเที่ยวของประเทศไทยในระยะยาว โดยมีการจัดทำหลักสูตรการพัฒนาศักยภาพบุคลากรด้านการท่องเที่ยวในธุรกิจโรงแรม/ที่พัก จำนวน ๓ หลักสูตร ประกอบด้วย ๑) หลักสูตรการพัฒนาศักยภาพแม่บ้าน ๒) หลักสูตรการพัฒนาศักยภาพพนักงานต้อนรับส่วนหน้า และ ๓) หลักสูตรการพัฒนาศักยภาพพนักงานบริการอาหารและเครื่องดื่ม เพื่อนำไปใช้ในการพัฒนาและยกระดับศักยภาพของบุคลากรด้านการท่องเที่ยว ให้มีคุณภาพและสอดคล้องกับความต้องการของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวในปัจจุบัน และอนาคต 

กรมการท่องเที่ยวจึงได้ จัดงาน “การพัฒนาเครือข่ายความร่วมมือเพื่อยกระดับศักยภาพและสร้างโอกาสทางอาชีพแก่บุคลากรด้านการท่องเที่ยว” ภายใต้กิจกรรมดังกล่าว และภายในงาน กรมการท่องเที่ยวได้เปิดตัว หลักสูตรการพัฒนาศักยภาพบุคลากรด้านการท่องเที่ยวในธุรกิจโรงแรมและที่พัก ทั้ง 3 หลักสูตร โดยนำมาจัดอบรมนำร่อง เพื่อเตรียมความพร้อมให้แก่บุคลากรด้านการท่องเที่ยว พร้อมจัดเวทีเสวนาในหัวข้อ “อนาคตบุคลากรด้านการท่องเที่ยวไทยในยุค Smart Hospitality : ทักษะใหม่ โอกาสใหม่” โดยมีวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิด้านการท่องเที่ยว มาร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว ทักษะที่จำเป็นในโลกการทำงานยุคใหม่ 


การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์ (AI) ควบคู่กับการบริการที่เป็นเลิศ ตลอดจนการเตรียมความพร้อมในการปรับตัวและพัฒนาทักษะใหม่เพื่อให้สามารถทำงานร่วมกับเทคโนโลยีได้อย่างมีประสิทธิภาพ


อีกหนึ่งกิจกรรมสำคัญของงาน คือ พิธีลงนามบันทึกความเข้าใจความร่วมมือการพัฒนาศักยภาพบุคลากรด้านการท่องเที่ยว (MOU) ระหว่างกรมการท่องเที่ยวกับหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และสถาบันการศึกษา เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนการพัฒนาและยกระดับศักยภาพบุคลากรในอุตสาหกรรมให้ตรงกับความต้องการของตลาดแรงงาน นอกจากนี้ ภายในงานยังมีการจัดกิจกรรม Business Matching เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการด้านการท่องเที่ยว และบุคลากรด้านการท่องเที่ยว ได้พบปะ แลกเปลี่ยนข้อมูลด้านการจ้างงานและความต้องการแรงงาน ตลอดจนต่อยอดความร่วมมือทางธุรกิจ ซึ่งจะช่วยเชื่อมโยงการพัฒนากำลังคนกับความต้องการของภาคอุตสาหกรรมได้อย่างเป็นรูปธรรม

นางสาววรธีรา สุวรรณศร รองอธิบดีกรมการท่องเที่ยว กล่าวเพิ่มเติมว่า การจัดงานครั้งนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของกรมการท่องเที่ยวในการยกระดับศักยภาพบุคลากรด้านการท่องเที่ยวให้มีมาตรฐาน มีทักษะที่สอดคล้องกับบริบทของอุตสาหกรรมยุคใหม่ และพร้อมพลิกโฉมบุคลากรด้านการท่องเที่ยวไทยสู่อนาคต ผ่านความร่วมมือของทุกภาคส่วน อันจะเป็นรากฐานสำคัญในการแก้ไขปัญหาการขาดแคลนแรงงาน ยกระดับคุณภาพการบริการ และเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทยในระยะยาว

กรมการท่องเที่ยวมุ่งหวังว่า การบูรณาการความร่วมมือจากทุกภาคส่วน จะเป็นกลไกสำคัญในการแก้ไขปัญหาการขาดแคลนแรงงานด้านการท่องเที่ยวของประเทศไทยอย่างยั่งยืน ควบคู่ไปกับ

การยกระดับมาตรฐานการให้บริการ และเสริมสร้างความเชื่อมั่นต่อภาคการท่องเที่ยวไทย ทั้งในระดับประเทศและในเวทีอาเซียนในลำดับต่อไป รองอธิบดีกรมการท่องเที่ยว กล่าวทิ้งท้าย


#กรมการท่องเที่ยว

#Smart Hospitality

#Business Matching

#อุตาหกรรมการท่องเที่ยว

#แรงงานด้านการท่องเที่ยว


วันอังคารที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2569

วธ. ยกระดับสังคมคุณธรรม เร่งเครื่องแผนส่งเสริมคุณธรรมแห่งชาติ ระยะที่ 3​ ชู “ระบบเครดิตคุณธรรม” เปลี่ยนความดีให้เป็นทุนชีวิต

 วธ. ยกระดับสังคมคุณธรรม เร่งเครื่องแผนส่งเสริมคุณธรรมแห่งชาติ ระยะที่ 3​ ชู “ระบบเครดิตคุณธรรม” เปลี่ยนความดีให้เป็นทุนชีวิต

วันที่ 13 กรกฎาคม 2569 เวลา 10.00 น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ประธานกรรมการส่งเสริมคุณธรรมแห่งชาติ มอบหมายให้นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม รองประธานกรรมการ คนที่ 1 เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการส่งเสริมคุณธรรมแห่งชาติ ครั้งที่ 2/2569 พร้อมด้วยผู้ทรงคุณวุฒิ และผู้แทนหน่วยงานต่าง ๆ เข้าร่วมประชุม ณ ศูนย์ประชุมกระทรวงวัฒนธรรม ชั้น 8 อาคารวัฒนธรรมวิศิษฏ์ กระทรวงวัฒนธรรม





นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม เปิดเผยว่า การประชุมครั้งนี้ได้ติดตามผลการดำเนินงานที่ผ่านมา ซึ่งมีความก้าวหน้าในหลายด้าน ได้แก่ การกำหนดมาตรฐานความซื่อสัตย์สุจริตสำหรับผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองและองค์กรอิสระ การยกระดับความโปร่งใสในการคัดเลือก “คนดีศรีจังหวัด” และ “คนดีศรีกรุงเทพมหานคร” รวมถึงการบูรณาการคุณธรรม 5 ประการ (พอเพียง วินัย สุจริต จิตอาสา และกตัญญู) เข้ากับหลักธรรมาภิบาลในองค์กรต่าง ๆ ทั่วประเทศ สำหรับทิศทางการขับเคลื่อนในระยะต่อไป ที่ประชุมให้ความสำคัญกับประเด็นสำคัญ 3 เรื่อง ได้แก่ (1) การจัดทำ (ร่าง) แผนปฏิบัติการด้านการส่งเสริมคุณธรรมแห่งชาติ ระยะที่ 3 (พ.ศ. 2571 - 2575) โดยมุ่งเน้นการพัฒนาทุนชีวิตเด็กอายุต่ำกว่า 13 ปี ซึ่งเป็นช่วงวัยที่สำคัญที่สุดในการบ่มเพาะพฤติกรรมและการเรียนรู้ โดยใช้กลไกส่งเสริมคุณธรรมที่สอดคล้องกับพัฒนาการตามช่วงวัย พร้อมสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการปลูกฝังคุณธรรม ผ่านพื้นที่ปลอดภัยและสร้างสรรค์ เพื่อให้เด็กสามารถเรียนรู้และซึมซับค่านิยมที่ดีงามได้จากทุกมิติรอบตัว ทั้งบ้าน วัด โรงเรียน และชุมชน โดยแผนงานนี้จะเน้นการดึงทุกภาคส่วนเข้ามามีส่วนร่วมในการเป็นต้นแบบที่ดี เพื่อให้เด็กได้รับการปลูกฝังคุณธรรมและมีภูมิคุ้มกันทางสังคม ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญในการส่งเสริมให้เด็กเติบโตเป็นคนดี คนเก่ง และคนมีคุณภาพของประเทศ (2) ผลักดันระบบเครดิตคุณธรรมให้เป็นรูปธรรม เพื่อสร้างสังคมที่ยกย่องคนดี โดยมุ่งเน้นการศึกษาและพัฒนาระบบบันทึกข้อมูลความดีที่มีมาตรฐาน เพื่อเปลี่ยนพฤติกรรมคุณธรรมที่เป็นนามธรรมให้กลายเป็น “ทุนทางสังคม” ที่วัดผลได้จริง โดยจะดำเนินการศึกษาวิจัยเพื่อเชื่อมโยงผลลัพธ์จากการทำความดีเข้ากับสิทธิประโยชน์เชิงรูปธรรมจากหลายภาคส่วน ซึ่งจะส่งผลให้ผู้ที่มีเครดิตคุณธรรมได้รับโอกาสในหลายด้าน เช่น ด้านการศึกษา ได้รับทุนการศึกษาเป็นกรณีพิเศษ การเข้าถึงสวัสดิการภาครัฐที่สะดวกและรวดเร็วยิ่งขึ้น รวมถึงการได้รับโอกาสในการสมัครงานหรือการพิจารณาตำแหน่งหน้าที่ในอนาคต เป้าหมายสำคัญคือการสร้างสังคมที่ยกย่องคนดี โดยเปลี่ยนการทำความดีให้เป็นทุนชีวิตที่มีคุณค่า และสามารถต่อยอดไปสู่โอกาสต่างๆ ในสังคมได้ ซึ่งจะเป็นแรงจูงใจให้ประชาชนทุกวัยมุ่งมั่นทำความดีจนกลายเป็นพฤติกรรมที่ยั่งยืน (3) ปรับโฉมกลไกการประเมินจังหวัดคุณธรรมให้มีมาตรฐาน เพื่อสร้างความเป็นเอกภาพและยกระดับธรรมาภิบาลในระดับพื้นที่อย่างเข้มแข็ง ซึ่งที่ประชุมได้ร่วมกันพิจารณาการปรับปรุงกลไกการประเมินจังหวัดคุณธรรม โดยมอบหมายให้คณะอนุกรรมการด้านการประเมินบุคคล ชุมชน องค์กร อำเภอ และจังหวัดคุณธรรม ทำหน้าที่เป็นกลไกหลักในการประเมินจังหวัดคุณธรรมทั้ง 3 ระดับ ได้แก่ ระดับส่งเสริมคุณธรรม ระดับพัฒนาคุณธรรม และระดับคุณธรรมต้นแบบ รวมทั้งการคัดเลือกจังหวัดคุณธรรมต้นแบบโดดเด่น เริ่มตั้งแต่ปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 เป็นต้นไป เพื่อให้การประเมินจังหวัดคุณธรรมได้รับการรับรองมาตรฐานจากส่วนกลาง มีความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และสะท้อนผลสัมฤทธิ์ของการขับเคลื่อนคุณธรรมในระดับพื้นที่อย่างแท้จริง โดยการปรับปรุงนี้จะช่วยให้สามารถจัดเก็บฐานข้อมูลคุณธรรมระดับจังหวัดได้อย่างเป็นระบบ และพัฒนาศักยภาพพื้นที่ให้เป็นต้นแบบที่ดีได้มากยิ่งขึ้น พร้อมกันนี้ มีมติให้ยกเลิกคณะอนุกรรมการส่งเสริมคุณธรรมกระทรวงมหาดไทย และปรับใช้กลไกคณะอนุกรรมการส่งเสริมคุณธรรมระดับกระทรวงในการขับเคลื่อนองค์กรคุณธรรมของกระทรวงมหาดไทย เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ลดความซ้ำซ้อนของโครงสร้าง และทำให้การบริหารจัดการมีความคล่องตัวมากยิ่งขึ้น อันจะเป็นการวางรากฐานสำคัญในการขับเคลื่อนสังคมคุณธรรมที่เข้มแข็งจากฐานราก สู่การเป็นเครือข่ายความดีที่มีเอกภาพครอบคลุมทั่วทุกภูมิภาคของประเทศ










นอกจากนี้ ที่ประชุมได้รับทราบผลการดำเนินงานของคณะอนุกรรมการระดับนโยบายทั้ง 4 คณะ ซึ่งได้ขับเคลื่อนแผนปฏิบัติการด้านการส่งเสริมคุณธรรมแห่งชาติ ระยะที่ 2 (พ.ศ. 2566 - 2570) อย่างต่อเนื่อง โดยมีความก้าวหน้าที่สำคัญ อาทิ การจัดทำร่างแผนปฏิบัติการด้านการส่งเสริมคุณธรรมแห่งชาติ ระยะที่ 3 การพัฒนาแนวทางส่งเสริมคุณธรรมสำหรับเด็กอายุต่ำกว่า 13 ปี การศึกษาระบบเครดิตคุณธรรมเพื่อสร้างแรงจูงใจให้ประชาชนทำความดี การผลิตสื่อและกิจกรรมสร้างการรับรู้ด้านคุณธรรม รวมถึงการประเมินและยกย่องชุมชน องค์กร อำเภอ และจังหวัดคุณธรรมต้นแบบ ตลอดจนการคัดเลือกคนดีศรีจังหวัดและคนดีศรีกรุงเทพมหานคร เพื่อขยายผลการสร้างสังคมคุณธรรมในทุกพื้นที่


ทั้งนี้ ที่ประชุมมีมติปรับปรุงองค์ประกอบ หน้าที่ และอำนาจของคณะอนุกรรมการระดับนโยบายและระดับปฏิบัติการ ให้สอดคล้องกับภารกิจและทิศทางการดำเนินงานในอนาคต รองรับการจัดทำแผนปฏิบัติการด้านการส่งเสริมคุณธรรมแห่งชาติ ระยะที่ 3 ซึ่งจะเป็นกรอบนโยบายสำคัญในการพัฒนาคุณธรรมของประเทศในช่วงปี พ.ศ. 2571 - 2575 และผลการติดตามตัวชี้วัดภายใต้แผนปฏิบัติการด้านการส่งเสริมคุณธรรมแห่งชาติ ระยะที่ 2 สะท้อนให้เห็นพัฒนาการในหลายด้าน โดยดัชนีคุณธรรม 5 ประการ และระดับคุณธรรมในการบริหารงานของหน่วยงานภาครัฐมีแนวโน้มดีขึ้นจากปีที่ผ่านมา ขณะที่การพัฒนาระบบเครดิตทางสังคมและการขยายเครือข่ายองค์กรคุณธรรมมีความก้าวหน้าอย่างต่อเนื่อง แม้ยังมีบางตัวชี้วัดที่ต้องเร่งรัดให้บรรลุเป้าหมาย โดยเฉพาะการสร้างการมีส่วนร่วมของประชาชนและการพัฒนาทุนชีวิตเด็กและเยาวชน ซึ่งจะเป็นหัวใจสำคัญของแผนส่งเสริมคุณธรรม ระยะที่ 3 อีกทั้ง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรมยังเน้นย้ำให้ส่งเสริมและเผยแพร่สื่อสร้างสรรค์ด้านคุณธรรมอย่างต่อเนื่องผ่านแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจและภูมิคุ้มกันที่ดีแก่เด็กและเยาวชน พร้อมยก “น้องเนเน่” เป็นแบบอย่างของความมีวินัยและความมุ่งมั่นสู่เป้าหมาย รวมทั้งให้สื่อสารเรื่อง “ความพอเพียง” ให้ชัดเจน เข้าใจง่าย และเข้าถึงเด็กและเยาวชน โดยทุกภาคส่วนร่วมกันขับเคลื่อนคุณธรรมให้เป็นเรื่องใกล้ตัวและนำไปใช้ได้จริง


รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม กล่าวว่า กระทรวงวัฒนธรรมจะเดินหน้าบูรณาการการทำงานร่วมกับทุกภาคส่วน เพื่อยกระดับการส่งเสริมคุณธรรม สร้างระบบที่สนับสนุนการทำความดีให้เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องในทุกมิติ ตั้งแต่ระดับบุคคล ครอบครัว ชุมชน องค์กร จังหวัด ไปจนถึงระดับประเทศ เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันทางสังคม และวางรากฐานประเทศไทยให้เป็นสังคมที่เข้มแข็งด้วยคุณธรรม จริยธรรม และความรับผิดชอบต่อส่วนรวมอย่างยั่งยืน.


วธ. ร่วมกับองค์การทางศาสนา จัดพิธีทางศาสนามหามงคล ๕ ศาสนา พร้อมเพรียงทั่วประเทศ น้อมถวาย พระพรชัยมงคลพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา ๒๘ กรกฎาคม

  วธ. ร่วมกับองค์การทางศาสนา จัดพิธีทางศาสนามหามงคล ๕ ศาสนา พร้อมเพรียงทั่วประเทศ น้อมถวาย พระพรชัยมงคลพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอ...