วันเสาร์ที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2569

ปลัดท่องเที่ยวฯ ยินดี ผลสำรวจอินไซต์ท่องเที่ยวปี 2026 ไทยครองแชมป์จุดหมายยอดนิยมของนักท่องเที่ยวยึด“Tourism Hub” ของภูมิภาค

 ปลัดท่องเที่ยวฯ ยินดี ผลสำรวจอินไซต์ท่องเที่ยวปี 2026 ไทยครองแชมป์จุดหมายยอดนิยมของนักท่องเที่ยวยึด“Tourism Hub” ของภูมิภาค

( 14 มีนาคม 2569 ) นางสาวนัทรียา ทวีวงศ์ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยว่า ผลสำรวจพฤติกรรมการเดินทางของนักท่องเที่ยวทั่วโลกกว่า 217 ล้านคน บนแพลตฟอร์ม ทริปดอทคอม ปรากฏว่า ประเทศไทยยังคงเป็นผู้นำด้านการท่องเที่ยวของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และเป็นจุดหมายปลายทางที่ได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวทั่วโลกอย่างต่อเนื่อง 

ทั้งนี้ รายงานดังกล่าวระบุว่า ในการจัดอันดับ Global 100 Must-Visit Destination ประเทศไทยมีแหล่งท่องเที่ยวติดอันดับมากถึง 33% ของจุดหมายปลายทางทั้งหมดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แสดงให้เห็นว่า ประเทศไทยครองแชมป์จุดหมายปลายทางระดับโลก

นอกจากนี้ ประเทศไทยยังครองสัดส่วนสูงในหลายหมวดหมู่การท่องเที่ยวที่สำคัญของภูมิภาค เช่น 

57% ของจุดหมายปลายทางด้าน Family-Friendly Destination สำหรับการท่องเที่ยวกับครอบครัว

50% ของจุดหมายปลายทางในหมวด ชายหาดและเกาะยอดนิยม

41% ของกิจกรรมท่องเที่ยวแนะนำในภูมิภาค

36% ของจุดหมายปลายทางด้าน อาหารและร้านอาหารยอดเยี่ยม

พร้อมกันนี้ ข้อมูลยังชี้ว่า ในปี 2568 ที่ผ่านมา การจองทริปเดินทางมายังประเทศไทยเพิ่มขึ้นกว่า 24% บนแพลตฟอร์มดังกล่าว ซึ่งสถิติทั้งหมดนี้สะท้อนถึง ความสำเร็จและความทุ่มเทของรัฐบาลและภาคอุตสาหกรรมท่องเที่ยวที่สามารถสร้างความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยวต่างชาติต่อประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง


ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวว่า ตัวเลขดังกล่าวถือเป็นสัญญาณเชิงบวกและพลังขับเคลื่อนของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทย  รวมถึงประเทศไทยยังมีจุดแข็งทั้งด้านทรัพยากรธรรมชาติ อาหาร วัฒนธรรม และกิจกรรมการท่องเที่ยวที่หลากหลาย ซึ่งสามารถตอบโจทย์นักท่องเที่ยวทุกกลุ่ม


นอกจากนี้ รายงานดังกล่าวได้แสดงแนวโน้มสำคัญว่า นักท่องเที่ยวไทยและต่างชาติให้ความสำคัญกับ ประสบการณ์การท่องเที่ยวที่มีคุณภาพและเอกลักษณ์เฉพาะตัวมากขึ้น ซึ่งถือเป็นโอกาสสำคัญในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ท่องเที่ยวของประเทศไทยให้ตอบโจทย์ตลาดโลกในอนาคต


“ข้อมูลอินไซต์จากแพลตฟอร์มท่องเที่ยวระดับโลกยืนยันว่า ประเทศไทยยังคงเป็นจุดหมายปลายทางสำคัญของนักท่องเที่ยวในภูมิภาคและระดับโลก กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาจะนำข้อมูลเชิงลึกเหล่านี้มาใช้ประกอบการกำหนดนโยบายและพัฒนาสินค้าและบริการด้านการท่องเที่ยว เพื่อยกระดับคุณภาพประสบการณ์ของนักท่องเที่ยว และนำประเทศไทยสู่ศูนย์กลางการท่องเที่ยวของภูมิภาคอย่างยั่งยืนต่อไป” นางสาวนัทรียา กล่าว


กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน เปิดรับเยาวชนจบ ม.3 ฝึกอาชีพฟรี เสริมทักษะสู่ตลาดแรงงาน

 กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน เปิดรับเยาวชนจบ ม.3 ฝึกอาชีพฟรี เสริมทักษะสู่ตลาดแรงงาน

กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน เชิญชวนเยาวชนที่ไม่ได้ศึกษาต่อหลังจบการศึกษาภาคบังคับ (ระดับมัธยมศึกษาปีที่ 3) สมัครเข้ารับการฝึกอบรมใน “โครงการเพิ่มทักษะด้านอาชีพแก่นักเรียนที่ไม่ได้เรียนต่อหลังจบการศึกษาภาคบังคับ” เพื่อเปิดโอกาสให้เยาวชนได้พัฒนาทักษะวิชาชีพ และก้าวสู่เส้นทางการมีงานทำอย่างมั่นคงในอนาคต


นายสุคนธ์ อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน เปิดเผยว่า กระทรวงแรงงาน โดยกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน ได้ดำเนินโครงการเพิ่มทักษะด้านอาชีพแก่นักเรียนที่ไม่ได้ศึกษาต่อหลังจบการศึกษาภาคบังคับ เพื่อเปิดโอกาสให้เยาวชนที่จบการศึกษาระดับ ม.3 และไม่ได้ศึกษาต่อ ซึ่งมีอายุระหว่าง 15–25 ปี ได้เข้ารับการฝึกอบรม พัฒนาความรู้และทักษะในสาขาอาชีพที่สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงาน พร้อมเสริมสร้างโอกาสในการมีงานทำและสร้างรายได้อย่างยั่งยืน สำหรับการฝึกอบรมดังกล่าว มุ่งเน้นการเรียนรู้ทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ ใช้ระยะเวลาประมาณ 3 เดือน โดยแบ่งเป็นการฝึกในสถาบันหรือสำนักงานพัฒนาฝีมือแรงงาน 2 เดือน และฝึกประสบการณ์ในสถานประกอบการจริงอีก 1 เดือน เพื่อให้ผู้เข้ารับการฝึกอบรมได้เรียนรู้จากการทำงานจริงก่อนก้าวสู่ตลาดแรงงาน ทั้งนี้ การฝึกอบรมเปิดให้เข้าร่วมโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย พร้อมจัดที่พักและอาหารตลอดระยะเวลาการฝึกอบรม อีกทั้งผู้เข้ารับการฝึกยังมีสิทธิได้รับเงินสนับสนุนช่วยเหลือครอบครัว ชุดฝึกอบรม วุฒิบัตรรับรองการฝึก รวมถึงโอกาสในการมีงานทำจากสถานประกอบการที่เข้าฝึกงาน


นายสมาสภ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ปัจจุบันกรมพัฒนาฝีมือแรงงานได้เปิดรับสมัครผู้เข้ารับการฝึกอบรมในหลายพื้นที่ทั่วประเทศ อาทิ สถาบันพัฒนาฝีมือแรงงาน 12 สงขลา เปิดฝึกอบรมหลักสูตรช่างตรวจเช็คระยะรถยนต์ ช่างเครื่องทำความเย็นในบ้านและการพาณิชย์ขนาดเล็ก ช่างไฟฟ้าภายในอาคาร และช่างซ่อมบำรุงรักษารถจักรยานยนต์ สถาบันพัฒนาฝีมือแรงงาน 23 ปัตตานี เปิดฝึกอบรมหลักสูตรช่างเย็บจักรอุตสาหกรรม (ผ้า) ช่างซ่อมบำรุงรักษารถจักรยานยนต์ และช่างเดินสายไฟฟ้าในอาคาร สำนักงานพัฒนาฝีมือแรงงานชุมพร เปิดฝึกอบรมหลักสูตรช่างเชื่อมอาร์กโลหะด้วยมือ ช่างเดินสายไฟฟ้าภายในอาคาร ช่างซ่อมบำรุงรักษารถจักรยานยนต์ และช่างแต่งผมบุรุษ สถาบันพัฒนาฝีมือแรงงาน 25 นราธิวาส เปิดฝึกอบรมในหลากหลายสาขา อาทิ ช่างเครื่องทำความเย็นในบ้านและการพาณิชย์ขนาดเล็ก ช่างซ่อมตัวถังรถยนต์ ช่างเดินสายไฟฟ้าในอาคาร ช่างซ่อมบำรุงรักษารถจักรยานยนต์ แม่บ้านมืออาชีพ ช่างเย็บจักรอุตสาหกรรม (ผ้า) และผู้ประกอบอาหารไทย ส่วนสถาบันพัฒนาฝีมือแรงงาน 30 ปราจีนบุรี เปิดฝึกอบรมหลักสูตรช่างซ่อมอุปกรณ์ไฟฟ้า ช่างซ่อมรถจักรยานยนต์ และช่างแต่งผมสตรี นอกจากนี้ สำนักงานพัฒนาฝีมือแรงงานน่าน เปิดฝึกอบรมหลักสูตรช่างยนต์เล็กเพื่อการเกษตร ช่างเดินสายไฟฟ้าในอาคาร ช่างเครื่องปรับอากาศภายในบ้านและการพาณิชย์ขนาดเล็ก ช่างเย็บจักรอุตสาหกรรม (ผ้า) และช่างเชื่อมอาร์กโลหะด้วยมือ ขณะที่สำนักงานพัฒนาฝีมือแรงงานหนองบัวลำภู เปิดฝึกอบรมหลักสูตรช่างตรวจเช็คระยะรถยนต์ ช่างเครื่องปรับอากาศขนาดเล็ก ผู้ประกอบอาหารไทย ช่างเย็บจักรอุตสาหกรรม (ผ้า) และช่างแต่งผมสตรี เป็นต้น



“ขอเชิญชวนผู้ปกครองที่มีบุตรหลาน หรือเยาวชนที่จบการศึกษาระดับมัธยมศึกษาปีที่ 3 และยังไม่ได้ศึกษาต่อ สมัครเข้ารับการฝึกอบรมเพื่อพัฒนาทักษะอาชีพ โดยสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่สถาบันหรือสำนักงานพัฒนาฝีมือแรงงานทั่วประเทศ (ยกเว้นกรุงเทพมหานคร)” นายสมาสภ์ กล่าวทิ้งท้าย

ก.แรงงาน เผย ความคืบหน้าการช่วยเหลือ 23 ลูกเรือไทยในโอมาน

 ก.แรงงาน เผย ความคืบหน้าการช่วยเหลือ 23 ลูกเรือไทยในโอมาน

วันที่ 14 มีนาคม 2569 นายสันติ นันตสุวรรณ รองปลัดกระทรวงแรงงาน ในฐานะโฆษกกระทรวงแรงงาน เปิดเผยถึงความคืบหน้าการช่วยเหลือแรงงานไทยในภูมิภาคตะวันออกกลาง และการดำเนินการช่วยเหลือ 23 ลูกเรือไทยในโอมานว่า ปัจจุบันมีแรงงานไทยที่เดินทางไปทำงานในต่างประเทศและพำนักอยู่ในภูมิภาคตะวันออกกลาง จำนวนประมาณ 67,047 คน แจ้งความประสงค์ผ่านทางสถานเอกอัครราชทูตเพื่อเดินทางกลับประเทศไทย จำนวน 977 คน ขณะนี้ได้เดินทางกลับมาแล้ว 72 คน อยู่ระหว่างการรอเดินทางกลับในวันพรุ่งนี้ (15 มี.ค.69) อีกจำนวน 9 คน จากบาห์เรน ในส่วนการดำเนินการความช่วยเหลือลูกเรือไทยทั้ง 23 คน จากเหตุการณ์เรือสินค้ามยุรี นารีของไทย ถูกโจมตีในโอมานนั้น กระทรวงแรงงานได้ดำเนินการประสานความช่วยเหลือ ดังนี้

1) ประสานบริษัทเดินเรือเพื่อดำเนินการช่วยเหลือลูกเรือ 23 คน

    กระทรวงแรงงาน โดยกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน ได้ประสานกับบริษัทพรีเซียส ฟลาวเวอร์ส เจ้าของเรือมยุรี นารี ทำให้ทราบการดูแลช่วยเหลือลูกเรือไทย 20 คน ภายหลังได้รับการช่วยเหลือขึ้นมาจากเรืออย่างปลอดภัยแล้ว โดยบริษัทฯ ได้จัดให้ลูกเรือทุกคนพักอาศัย ณ โรงแรม Diwan AI Amir Hotel (ดิวาน อัล อัลมัย) เมืองคาซับ ราชอาณาจักรโอมาน โดยให้พักเดี่ยว พร้อมจัดหาอาหาร ยาเวชภัณฑ์ และเครื่องนุ่งห่มที่จำเป็นให้ครบถ้วน นอกจากนี้ ลูกเรือทุกคนยังสามารถใช้โทรศัพท์ในการติตต่อสื่อสารไปยังครอบครัวในประเทศไทยได้อย่างต่อเนื่อง สำหรับลูกเรือรายหนึ่งได้รับบาดเจ็บที่มือ ขณะนี้ได้เข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลในพื้นที่แล้ว และได้กลับมาพักที่โรงแรมดังกล่าวเป็นที่เรียบร้อยแล้ว นอกจากนี้ บริษัท ยังได้จัดหาบริการสนับสนุนด้านสุขภาพจิตและการให้คำปรึกษาทางออนไลน์ผ่านนักจิตวิทยาและที่ปรึกษาชาวไทยที่ได้รับใบอนุญาตและการรับรองตามมาตรฐานวิชาชีพ เพื่อให้บริการแก่ลูกเรือแต่ละรายตามคำร้องขอ 

นายสันติ กล่าวต่อว่า ส่วนลูกเรืออีก 3 คนที่ยังคงติดอยู่ในเรือ ขณะนี้อยู่ระหว่างการเข้าช่วยเหลือของเจ้าหน้าที่ ซึ่งกระทรวงแรงงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะประสานการทำงานอย่างใกล้ชิด เพื่อดำเนินการเข้าไปช่วยเหลือเพื่อความปลอดภัยของลูกเรือต่อไป

.

2) ติดตามสิทธิประโยชน์ด้านค่าตอบแทนของลูกเรือ

    บริษัทยืนยันว่าลูกเรือทุกคนจะได้รับค่าจ้างเต็มจำนวน รวมถึงค่าตอบแทนพิเศษสำหรับการปฏิบัติงานในพื้นที่สงครามตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้อง นับตั้งแต่วันเริ่มงานจนถึงวันที่เดินทางกลับถึงกรุงเทพมหานคร โดยบริษัทจะดำเนินการโอนค่าจ้างเข้าบัญชีธนาคารของลูกเรือแต่ละรายภายในวันสิ้นเดือนของทุกเดือนตามปกติ ในส่วนของทรัพย์สินส่วนตัวที่ลูกเรือต้องทิ้งไว้บนเรือ บริษัทจะดำเนินการชดเชยค่าเสียหายเต็มจำนวนให้แก่ลูกเรือแต่ละรายในระยะเวลาที่เหมาะสม ทั้งนี้ บริษัทได้ยืนยันเจตนารมณ์ที่จะรักษาการจ้างงานของลูกเรือทุกคน และพร้อมรับลูกเรือกลับเข้าปฏิบัติงานทันทีเมื่อมีความพร้อมและมีความประสงค์ที่จะกลับมาปฏิบัติงานอีกครั้ง

.

3) อำนวยความสะดวกในการเดินทางกลับของลูกเรือที่ได้รับการช่วยเหลือ 

   กระทรวงแรงงาน โดยสำนักงานแรงงาน ณ กรุงอาบูดาบี ได้ประสานการทำงานร่วมกับสถานเอกอัครราชทูต 

ณ กรุงอาบูดาบี และสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงมัสกัตอย่างใกล้ชิดเพื่ออำนวยความสะดวกในด้านเอกสารต่างๆ เพื่อให้ลูกเรือที่ได้รับการช่วยเหลือทั้งหมดได้เดินทางกลับประเทศไทยอย่างปลอดภัย ซึ่งขณะนี้ลูกเรือทั้ง 20 คน 

มีเอกสารที่จำเป็นพร้อมต่อการเดินทาง โดยมีกำหนดเดินทางกลับถึงประเทศไทยในวันจันทร์ที่ 16 มีนาคมนี้ 

.

4) ลงพื้นที่เยี่ยมบ้านสร้างขวัญกำลังใจครอบครัวลูกเรือทั้ง 23 คน

    กระทรวงแรงงาน ได้มอบหมายให้แรงงานจังหวัดพร้อมด้วยหน่วยงานในสังกัดกระทรวงแรงงานได้ลงพื้นที่เยี่ยมให้กำลังใจครอบครัวญาติพี่น้องของลูกเรือไทยทั้ง 23 คนแล้ว เพื่อสื่อสารความช่วยเหลือของกระทรวงแรงงาน

ให้ครอบครัวทราบในทันที และตรวจสอบสิทธิประโยชน์ต่างๆ ที่ลูกเรือทั้งหมดจะต้องได้รับจากนายจ้างตามกฎหมาย

.

“ทั้งนี้ กระทรวงแรงงานได้ประสานการทำงานร่วมกับกระทรวงการต่างประเทศ กรมเจ้าท่า และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิด เพื่อดำเนินการประสานความช่วยเหลือในเรื่องสิทธิประโยชน์ต่างๆ ที่ลูกเรือทั้ง 23 คน 

ควรจะได้รับต่อไป” นายสันติ กล่าว


วันศุกร์ที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2569

กพร. จับมือสภาสังคมสงเคราะห์ฯ พัฒนาทักษะแรงงานกลุ่มเปราะบาง สร้างอาชีพเพิ่มรายได้ยั่งยืน

 กพร. จับมือสภาสังคมสงเคราะห์ฯ พัฒนาทักษะแรงงานกลุ่มเปราะบาง สร้างอาชีพเพิ่มรายได้ยั่งยืน

วันที่ 13 มีนาคม 2569  นายสมาสภ์ ปัทมะสุคนธ์ อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน ลงนามบันทึกความเข้าใจความร่วมมือการพัฒนาฝีมือแรงงานให้แก่กลุ่มเปราะบางทุกช่วงวัย และผู้ประสบปัญหาความเดือดร้อน กับ ร้อยตำรวจโท ดร.มนัส โนนุช ประธานสภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ และพิธีเปิดฝึกอบรมหลักสูตรการทำดอกไม้ประดิษฐ์ให้มีมูลค่าเพิ่มเชิงวัฒนธรรมไทย โดยมี นายภัทรวุธ เภอแสละ รองอธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน  และดร. ธิดารักษ์ สัจจพงษ์ เลขาธิการสภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ เป็นสักขีพยาน และผู้บริหารทั้งสองหน่วยงานร่วมเป็นเกียรติ ณ ห้องประชุม ชั้น 3 ตึกนวมหาราช สภาสังคมสงเคราะห์ฯ



นายสมาสภ์ ปัทมะสุคนธ์ อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน เปิดเผยว่า ความร่วมมือในวันนี้ เพื่อเตรียมความพร้อมแรงงานก่อนเข้าสู่ตลาดแรงงาน และพัฒนาให้มีทักษะฝีมือสูงขึ้น ทั้งนี้ ทั้งสองหน่วยงานจะร่วมกันจัดฝึกอบรมนำร่อง หลักสูตรการทำดอกไม้ประดิษฐ์ให้มีมูลค่าเพิ่มเชิงวัฒนธรรมไทย ระยะเวลาการฝึก 30 ชั่วโมง ในพื้นที่ 35 จังหวัด เป้าหมาย 700 คน ตามโครงการพัฒนาฝีมือแรงงานสตรีเพื่อถวายเป็นพระราชกุศลและน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เพื่อฝึกทักษะด้านอาชีพแก่แรงงานสตรี ส่งเสริมการประกอบอาชีพอิสระและการต่อยอดเพิ่มรายได้ นอกจากนี้ ยังได้มอบเครื่องมือพื้นฐานชุดการฝึก (ชุดเครื่องมือทำมาหากิน) ให้แก่ผู้ผ่านการฝึกอบรมหลักสูตรการประกอบธุรกิจเครื่องดื่มมืออาชีพ จำนวน 21 คน และได้เยี่ยมชมกิจกรรมการฝึกอบรมฝีมือแรงงาน และการชี้แจงการดำเนินโครงการพัฒนาฝีมือแรงงานสตรีเพื่อถวายเป็นพระราชกุศล และน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง โดยกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน ในครั้งนี้ด้วย


เมื่อแรงงานนำความรู้ที่ได้รับไปต่อยอดสร้างอาชีพ มีรายได้เลี้ยงดูตนเองและครอบครัวได้อย่างมั่นคงในอนาคต จะสามารถยกระดับคุณภาพชีวิต ลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม และเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชนและเศรษฐกิจฐานรากของประเทศอย่างยั่งยืน อธิบดีสมาสภ์ กล่าวทิ้งท้าย

สพพ. และ อบก. ลงนามใน MoU เพื่อบูรณาการองค์ความรู้ด้านการจัดการก๊าซเรือนกระจก และยกระดับการพัฒนาเศรษฐกิจสีเขียวข้ามพรมแดนอย่างยั่งยืน

 สพพ. และ อบก. ลงนามใน MoU เพื่อบูรณาการองค์ความรู้ด้านการจัดการก๊าซเรือนกระจก และยกระดับการพัฒนาเศรษฐกิจสีเขียวข้ามพรมแดนอย่างยั่งยืน 

เมื่อวันที่ 13 มีนาคม 2569 นายพีรเมศร์ วุฒิธรเนติรักษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานความร่วมมือพัฒนาเศรษฐกิจกับประเทศเพื่อนบ้าน และนายณกรณ์ ตรรกวิรพัท ผู้อำนวยการองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก 

ได้ลงนามร่วมกันในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MoU) ระหว่างสำนักงานความร่วมมือพัฒนาเศรษฐกิจกับประเทศเพื่อนบ้าน (องค์การมหาชน) (สพพ.) และองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) (อบก.) เพื่อส่งเสริมการพัฒนาองค์ความรู้และมาตรฐานการบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจกในประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งจะช่วยสนับสนุนการดำเนินงานภายใต้ยุทธศาสตร์ “การลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมข้ามพรมแดน” (Cross Border Environmental Impact Reduction) ของ สพพ. เพื่อให้โครงการความร่วมมือเพื่อการพัฒนาต่างๆ เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และมีความสอดคล้องกับความตกลงปารีส (Paris Agreement) ตลอดจนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) เป้าหมายที่ 13 Climate Action ที่มุ่งเน้นการเสริมภูมิต้านทานและขีดความสามารถในการปรับตัวต่อผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การบูรณาการมาตรการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในระดับชาติ และการสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยมีนายธีรัชย์ อัตนวานิช ประธานกรรมการ คณะกรรมการสำนักงานความร่วมมือพัฒนาเศรษฐกิจกับประเทศเพื่อนบ้าน และนายกวิน ทังสุพานิช กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิด้านพลังงาน คณะกรรมการองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก ให้เกียรติเข้าร่วมเป็นสักขีพยานในการลงนามดังกล่าว ณ ห้องประชุม The Stair ชั้น 39 อาคารซันทาวเวอร์ส บี กรุงเทพมหานคร

วันพฤหัสบดีที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2569

TRT คว้าออเดอร์ กฟน. 760 ล้าน เสริมพอร์ตงานทุ่ม 126 ล้านบาท ลุยลงทุนขยายโรงงาน คาดรายได้ปี 69 สูงสุดเป็นประวัติการณ์

 TRT คว้าออเดอร์ กฟน. 760 ล้าน เสริมพอร์ตงานทุ่ม 126 ล้านบาท ลุยลงทุนขยายโรงงาน คาดรายได้ปี 69 สูงสุดเป็นประวัติการณ์

บริษัท ถิรไทย จำกัด (มหาชน) หรือ TRT ผู้ผลิตหม้อแปลงไฟฟ้า และอุปกรณ์ระบบไฟฟ้ากำลังของไทย เดินหน้าขยายธุรกิจรับกระแสการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน หลังคว้างานจัดหาหม้อแปลงไฟฟ้าจาก การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) มูลค่ารวมประมาณ 760 ล้านบาท เสริมความแข็งแกร่งของงานในมือ (Backlog) เพิ่มเป็น 2,230 ล้านบาท พร้อมเดินหน้าลงทุนขยายกำลังการผลิตกว่า 126 ล้านบาท รองรับดีมานด์หม้อแปลงไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นจากการขยายตัวของโครงข่ายไฟฟ้าในประเทศและต่างประเทศ โดยบริษัทคาดว่ารายได้ปี 2569 มีโอกาสทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์

นายสัมพันธ์ วงษ์ปาน กรรมการผู้จัดการ บริษัท ถิรไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า บริษัทได้รับคำสั่งซื้อหม้อแปลงไฟฟ้าระบบจำหน่ายชนิด Completely Self-Protected Type (CSP) แรงดัน 24 กิโลโวลต์ แบบ 3 เฟส 4 สาย ขนาด 150 กิโลโวลต์แอมแปร์ จากการไฟฟ้านครหลวง จำนวน 750 ชุด มูลค่า 565.36 ล้านบาท กำหนดส่งมอบภายในไตรมาส 2 ปี 2569

นอกจากนี้ บริษัทยังได้รับคำสั่งซื้อเพิ่มเติมสำหรับหม้อแปลงชนิดเดียวกันอีก 259 ชุด มูลค่า 195.24 ล้านบาท ส่งผลให้ TRT ได้รับงานจาก กฟน. รวม 1,009 ชุด มูลค่ารวมประมาณ 760 ล้านบาท ซึ่งจะทยอยรับรู้รายได้ตั้งแต่ปี 2569 เป็นต้นไป

การได้รับคำสั่งซื้อดังกล่าวสะท้อนแนวโน้มการลงทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน โดยเฉพาะการขยายตัวของโครงข่ายไฟฟ้าในเขตเมืองและปริมณฑล ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่สนับสนุนความต้องการหม้อแปลงไฟฟ้าและอุปกรณ์ระบบไฟฟ้าเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง



นายสัมพันธ์ กล่าวอีกว่า ขณะเดียวกัน บริษัทได้เดินหน้าเสริมศักยภาพธุรกิจในระยะยาว โดยเข้าซื้อ ที่ดินในนิคมอุตสาหกรรมแพรกษา จังหวัดสมุทรปราการ เนื้อที่กว่า 9 ไร่ มูลค่าการลงทุนรวม 126.49 ล้านบาท เพื่อรองรับการขยายพื้นที่ผลิตและระบบจัดเก็บฉนวนหม้อแปลงไฟฟ้า

ซึ่งโครงการดังกล่าวใช้แหล่งเงินทุนจากเงินกู้ระยะยาวจากธนาคารกรุงเทพจำนวน 90 ล้านบาท และเงินทุนหมุนเวียนของบริษัทสำหรับส่วนที่เหลือ โดยการลงทุนครั้งนี้จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารสายการผลิต โลจิสติกส์ และรองรับคำสั่งซื้อที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในอนาคต


“บริษัทมองว่า การขยายกำลังการผลิตครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญในการยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของ TRT เพื่อรองรับโอกาสจากการเติบโตของตลาดหม้อแปลงไฟฟ้าทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยเฉพาะตลาดสหรัฐอเมริกาและยุโรปที่มีการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง” นายสัมพันธ์ กล่าว และกล่าวอีกว่า 


ปัจจุบัน กลุ่มบริษัท TRT มี Backlog ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2568 มีมูลค่างานในมือรวมประมาณ 2,230 ล้านบาท แบ่งเป็น โดยแบ่งเป็นธุรกิจหม้อแปลงไฟฟ้า (Transformer) มูลค่า 2,021 ล้านบาท ซึ่งจะส่งมอบในปี 2569 จำนวน 2,008 ล้านบาท ส่งมอบในปี 2570 จำนวน 13 ล้านบาท ขณะที่ กลุ่มธุรกิจที่ไม่ใช่หม้อแปลง (Non-Transformer) เช่น งานโครงสร้างเหล็ก รถกระเช้า และงานบริการบำรุงรักษา มี Backlog ประมาณ 209 ล้านบาท 


“โดยโครงสร้างรายได้ของ TRT ยังคงมาจากธุรกิจหม้อแปลงไฟฟ้าเป็นหลัก โดยคาดว่าในปี 2569 สัดส่วนรายได้จะมาจากหม้อแปลงไฟฟ้าประมาณ 91% และธุรกิจอื่น ๆ อีก 9%”


ในด้านโอกาสทางธุรกิจ บริษัทมีมูลค่างานที่อยู่ระหว่างเสนอราคา (Bids & Quotations in Process) ณ สิ้นปี 2568 รวมกว่า 13,363 ล้านบาท แบ่งเป็น กลุ่มหม้อแปลงไฟฟ้า มูลค่าประมาณ 10,765 ล้านบาท จากลูกค้าหลัก เช่น การไฟฟ้านครหลวง (MEA), การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (PEA), การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (EGAT), ลูกค้าเอกชนในประเทศ และตลาดส่งออก และกลุ่มธุรกิจ Non-Transformer มูลค่าประมาณ 2,598 ล้านบาท โดยบริษัทคาดว่าอัตราการได้งาน (Success Rate) จะอยู่ในระดับ 20–25%

 “สำหรับทิศทางธุรกิจปี 2569 บริษัทคาดว่ารายได้จากธุรกิจหม้อแปลงไฟฟ้าจะเติบโตประมาณ 72% จากปี 2568 จากการรับรู้รายได้ของงานในมือที่เพิ่มขึ้น รวมถึงการขยายตลาดในต่างประเทศ ในขณะที่ธุรกิจ Non-Transformer คาดว่ารายได้จะปรับตัวลดลงเล็กน้อยจากปีที่ผ่านมา เนื่องจากการปรับโครงสร้างบางธุรกิจ แต่ยังคงมีบทบาทสนับสนุนรายได้ของกลุ่มบริษัท” นายสัมพันธ์ กล่าว


และบริษัทตั้งเป้ารักษา อัตรากำไรขั้นต้นเฉลี่ยประมาณ 18–20% ผ่านการบริหารต้นทุน การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และการขยายผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าเพิ่มสูง


สำหรับแนวโน้มการลงทุนด้านพลังงานทั่วโลกกำลังเร่งตัว โดยเฉพาะการพัฒนา Smart Grid, การขยายระบบพลังงานหมุนเวียน (Renewable Energy) และการเติบโตของ Data Center และเศรษฐกิจดิจิทัล ซึ่งล้วนต้องพึ่งพาโครงข่ายไฟฟ้าที่มีเสถียรภาพและประสิทธิภาพสูง ส่งผลให้ความต้องการหม้อแปลงไฟฟ้าเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง


“TRT มุ่งเน้นการขยายตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ พร้อมเพิ่มขีดความสามารถด้านการผลิตและนวัตกรรม เพื่อรองรับโอกาสการเติบโตของอุตสาหกรรมไฟฟ้าในอนาคต” นายสัมพันธ์ กล่าวทิ้งท้าย


###

*ศิษย์เก่า วปอ.57 - ซินโครตรอนเดินหน้าเสริมสมรรถนะแพทย์ทหารต่อเนื่อง​ ส่งมอบสายรัดห้ามเลือดแบบก้านหมุนให้ รพ.ค่ายสุรนารี ปกป้องกำลังพลชายแดน*

  *ศิษย์เก่า วปอ.57 - ซินโครตรอนเดินหน้าเสริมสมรรถนะแพทย์ทหารต่อเนื่อง​ ส่งมอบสายรัดห้ามเลือดแบบก้านหมุนให้ รพ.ค่ายสุรนารี ปกป้องกำลังพลชายแดน*

คณะศิษย์เก่าวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร รุ่นที่ 57 และสถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน (องค์การมหาชน) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ร่วมเสริมสมรรถนะแพทย์ทหารอย่างต่อเนื่อง ส่งมอบสายรัดห้ามเลือดให้แก่โรงพยาบาลค่ายสุรนารีจำนวน 1,000 ชิ้น หลังประสบความสำเร็จในการพัฒนาและทดสอบอุปกรณ์ทางการแพทย์เพื่อใช้ในราชการภาคสนามสำหรับปฐมพยาบาลและช่วยเหลือกำลังพลชายแดนที่ปฏิบัติภารกิจในพื้นที่ 


นครราชสีมา - คณะศิษย์เก่าวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร รุ่นที่ 57 และสถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน ผลิตและส่งมอบรายรัดห้ามเลือดแบบก้านหมุนหรือทูนิเก้ (Combat Application Tourniquet: CAT) จำนวน 1,000 ชิ้น ให้แก่ โรงพยาบาลค่ายสุรนารี เมื่อวันที่ 9 มีนาคม 2569 ณ โรงพยาบาลค่ายสุรนารี โดยมี นายศศิศ มนต์เสรีนุสรณ์ ประธานรุ่น วปอ.57 เป็นประธานในพิธีมอบ 

นายศศิศ มนต์เสรีนุสรณ์ ประธานรุ่น วปอ.57 กล่าวว่า “คณะศิษย์เก่า วปอ. 57 ได้บริจาคเงินในการผลิตห้ามเลือดแบบก้านหมุนนี้ ซึ่งเป็นผลงานที่เกิดขึ้นจากหลายภาคส่วน โดยสถาบันวิจัยแสงซินโครตรอนได้พัฒนาให้สามารถผลิตสายรัดห้ามเลือดได้ในราคาที่ประหยัดลง แต่มีคุณภาพดีเทียบเท่าสินค้าที่ผลิตจากต่างประเทศ ผลิตได้ในเมืองไทย ทำให้ผลิตได้มากขึ้น สามารถรักษาชีวิตกำลังพลได้มากขึ้น ส่วนโรงพยาบาลค่ายสุรนารีได้ให้การรักษาพยาบาลทางการแพทย์ในภาวะเสี่ยงอันตรายด้วยความเสียสละและกล้าหาญ และขอขอบคุณ พล.อ.สุรศักดิ์ ถนัดศีลธรรม อดีตผู้อำนวยการโรงพยาบาลค่ายสุรนารี และศิษย์เก่า วปอ.รุ่น 57 ที่จุดประกายให้เกิดโครงการสนับสนุนการผลิตสายรัดห้ามเลือดนี้”


“ตั้งแต่เกิดเหตุการณ์ไม่สงบคณะศิย์เก่า วปอ.57 ได้หารือกัน และตระหนักถึงความเสียสละของน้องๆ ทหารแนวหน้าที่ปกป้องอธิปไตยให้แนวหลังอยู่อย่างสงบปลอดภัย โครงการสนับสนุนการผลิตสายรัดห้ามเลือดนี้จะเป็นสิ่งที่แนวหลังได้ตอบแทนการเสียสละของแนวหน้า เรายึดหลักการว่าจะทำอะไรที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติ เราหวังว่าสายรัดห้ามเลือดที่มอบให้แก่น้องๆ ทหารจะไม่ถูกหยิบออกมาใช้ เพราะนั่นหมายความว่าท่านปลอดภัย แต่ถ้าถูกหยิบออกมาใช้ก็ขอให้ท่านได้กลับไปหาครอบครัวอันเป็นที่รักอย่างปลอดภัย” ประธานรุ่น วปอ.57 กล่าว  


พันเอก รัฐสรรค์ ภูวนาถวรกิตติ์ รองผู้อำนวยการโรงพยาบาลค่ายสุรนารี กล่าวว่า  “สายรัดห้ามเลือดแบบก้านหมุนที่ได้รับมาในครั้งนี้ หน่วยสายการแพทย์กองทัพภาคที่ 2 จะนำไปใช้ประโยชน์การสนับสนุนกองกำลังสุรนารีในภารกิจป้องกันประเทศตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา โดยโรงพยาบาลค่ายสุรนารีจะเป็นแม่ข่ายในการแจกจ่ายให้แก่กำลังพลเพื่อรักษาความมั่นคงตามแนวชายแดน” 

นายสำเริง ด้วงนิล รองผู้อำนวยการสถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน กล่าวว่า “สายรัดห้ามเลือดแบบก้านหมุนที่มอบให้แก่โรงพยาบาลค่ายในครั้งนี้ เป็นอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่สถาบันฯ และโรงพยาบาลค่ายสุรนารี ร่วมกันพัฒนาและทดสอบจนประสบความสำเร็จในการนำไปใช้ในราชการภาคสนามของกองทัพภาคที่ 2 แต่สถานการณ์ด้านความมั่นคงและการปฏิบัติภารกิจในพื้นที่ยังมีความจำเป็นต้องใช้อุปกรณ์ทางการแพทย์นี้ให้เพียงพอและต่อเนื่อง คณะศิษย์เก่า วปอ.57 จึงสนับสนุนงบประมาณ โดยสถาบันฯ รับผิดชอบในการจัดทำสายรัดห้ามเลือดแบบก้านหมุนนี้” 




สำหรับสายรัดห้ามเลือดแบบก้านหมุนนี้เป็นอุปกรณ์สำคัญทางเวชศาสตร์ฉุกเฉิน ที่ใช้เพื่อควบคุมภาวะเลือดออกรุนแรงจากบาดแผลที่แขนหรือขา ซึ่งไม่สามารถหยุดเลือดได้ด้วยวิธีกดแผลโดยตรง ซึ่งแถบที่กว้างของสายรัดจะกระจายแรงกดและลดความเสี่ยงต่อการบาดเจ็บของเนื้อเยื่อเฉพาะจุด จึงมีประสิทธิภาพและปลอดภัยกว่าวัสดุชั่วคราว อาทิ เชือก หรือผ้าแคบ ซึ่งการพัฒนาสายรัดห้ามเลือดนี้เป็นตัวอย่างหนึ่งของการประยุกต์ใช้ความเชี่ยวชาญของสถาบันวิจัยแสงซินโครตรอนเพื่อความมั่นคงของประเทศ


ปลัดท่องเที่ยวฯ ยินดี ผลสำรวจอินไซต์ท่องเที่ยวปี 2026 ไทยครองแชมป์จุดหมายยอดนิยมของนักท่องเที่ยวยึด“Tourism Hub” ของภูมิภาค

  ปลัดท่องเที่ยวฯ ยินดี ผลสำรวจอินไซต์ท่องเที่ยวปี 2026 ไทยครองแชมป์จุดหมายยอดนิยมของนักท่องเที่ยวยึด“Tourism Hub” ของภูมิภาค ( 14 มีนาคม 25...