วันอังคารที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2569

ถิรไทย (TRT) ผนึกกำลัง “ชมรมวิศวกรสีเขียว” ลงนาม MOU ขับเคลื่อนวิศวกรรมไทย สู่อนาคตที่ยั่งยืน ต่อยอดองค์ความรู้ Carbon Neutrality–Net Zero Engineeringสร้างวิศวกรรุ่นใหม่ รองรับการเปลี่ยนผ่านสู่สังคมคาร์บอนต่ำ

 ถิรไทย (TRT) ผนึกกำลัง “ชมรมวิศวกรสีเขียว” ลงนาม MOU ขับเคลื่อนวิศวกรรมไทย สู่อนาคตที่ยั่งยืน ต่อยอดองค์ความรู้ Carbon Neutrality–Net Zero Engineeringสร้างวิศวกรรุ่นใหม่ รองรับการเปลี่ยนผ่านสู่สังคมคาร์บอนต่ำ

บริษัท ถิรไทย จำกัด (มหาชน) หรือ TRT ผู้นำด้านการผลิตหม้อแปลงไฟฟ้าและโซลูชันด้านระบบพลังงานของไทย เดินหน้าตอกย้ำบทบาทการเป็นองค์กรที่มุ่งสร้างความยั่งยืนให้แก่ภาคอุตสาหกรรม ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการ (Memorandum of Understanding: MOU) กับชมรมวิศวกรสีเขียว (Green Engineers Club) เพื่อผสานองค์ความรู้ ความเชี่ยวชาญ และประสบการณ์จากภาคอุตสาหกรรมและเครือข่ายวิศวกร ในการยกระดับบุคลากรวิศวกรรมไทยให้พร้อมรับการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ และร่วมสนับสนุนเป้าหมาย Net Zero ของประเทศไทยอย่างเป็นรูปธรรม

ความร่วมมือในครั้งนี้มุ่งสร้างประโยชน์ให้แก่สังคมและวงการวิศวกรรมไทย ผ่านการจัดกิจกรรมเผยแพร่ความรู้ การพัฒนาหลักสูตรฝึกอบรม (Training Program) การสัมมนาวิชาการ และการจัด Workshop ที่เปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมได้เรียนรู้จากกรณีศึกษาจริงและประสบการณ์ตรงจากภาคอุตสาหกรรม โดยให้ความสำคัญกับองค์ความรู้ด้าน Carbon Neutrality และ Net Zero Engineering รวมถึงการแลกเปลี่ยนทรัพยากร เครือข่าย และแนวปฏิบัติที่เป็นประโยชน์ เพื่อสร้างวิศวกรรุ่นใหม่ที่มีทั้งความสามารถเชิงเทคนิค ความเข้าใจด้านสิ่งแวดล้อม และวิสัยทัศน์ที่สอดคล้องกับความต้องการของโลกยุคใหม่

นายสัมพันธ์ วงษ์ปาน กรรมการผู้จัดการ บริษัท ถิรไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “TRT เชื่อมั่นว่า ความรู้คือพลังสำคัญในการสร้างการเปลี่ยนแปลง และการพัฒนาที่ยั่งยืนจะเกิดขึ้นได้จากความร่วมมือของทุกภาคส่วน การลงนาม MOU กับชมรมวิศวกรสีเขียวในครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ แต่เป็นการร่วมกันสร้างคน สร้างโอกาส และต่อยอดนวัตกรรมด้านวิศวกรรม เพื่อให้บุคลากรไทยมีความพร้อมต่อความท้าทายของอุตสาหกรรมพลังงานในอนาคต”


“ในฐานะผู้ดำเนินธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน TRT พร้อมสนับสนุนองค์ความรู้และประสบการณ์จากการดำเนินงานจริง เพื่อช่วยผลักดันแนวคิดการออกแบบ การผลิต และการบริหารจัดการทางวิศวกรรมที่คำนึงถึงประสิทธิภาพพลังงาน การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม เราหวังว่าความร่วมมือครั้งนี้จะเป็นอีกแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ช่วยให้ประเทศไทยก้าวสู่สังคมคาร์บอนต่ำได้อย่างมั่นคง” นายสัมพันธ์กล่าว

รองศาสตราจารย์ ดร.ขวัญชัย ลีเผ่าพันธุ์ ประธานชมรมวิศวกรสีเขียว กล่าวว่า “การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ทำให้บทบาทของวิศวกรในวันนี้ขยายไปไกลกว่าการออกแบบหรือแก้ไขปัญหาทางเทคนิค แต่ต้องร่วมออกแบบอนาคตของประเทศให้เติบโตควบคู่กับความสมดุลของสิ่งแวดล้อม ชมรมวิศวกรสีเขียวจึงมุ่งเป็นพื้นที่กลางในการเชื่อมโยงภาคการศึกษา ภาควิชาชีพ และภาคอุตสาหกรรม เพื่อสร้างการเรียนรู้ที่นำไปใช้ได้จริง”

“เรามีความยินดีอย่างยิ่งที่ได้ร่วมมือกับ TRT ซึ่งมีความเชี่ยวชาญและประสบการณ์ในอุตสาหกรรมพลังงาน ความร่วมมือครั้งนี้จะช่วยยกระดับการเรียนรู้ของวิศวกรและบุคลากรรุ่นใหม่ ให้เข้าใจแนวคิด Carbon Neutrality และ Net Zero Engineering อย่างลึกซึ้ง พร้อมเปลี่ยนความรู้ให้เป็นแนวปฏิบัติที่จับต้องได้ เพื่อสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อทั้งองค์กร อุตสาหกรรม และสังคมไทยในระยะยาว” รองศาสตราจารย์ ดร.ขวัญชัยกล่าว

การลงนาม MOU ระหว่าง TRT และชมรมวิศวกรสีเขียว สะท้อนเจตนารมณ์ร่วมกันในการผลักดันวิศวกรรมไทยให้เติบโตบนฐานของนวัตกรรม ความรับผิดชอบ และความยั่งยืน โดยทั้งสองฝ่ายพร้อมเดินหน้าสร้างเครือข่ายความร่วมมือ พัฒนาศักยภาพบุคลากร และขยายองค์ความรู้สู่สังคมในวงกว้าง เพื่อร่วมสร้าง “วิศวกรสีเขียว” ในวันนี้ และวางรากฐานอนาคตที่ยั่งยืนให้ประเทศไทยต่อไป

วันจันทร์ที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2569

“เคนโด้” ผนึก THAI THAI ปั้น “จิ้มแจ่ม” สู่แบรนด์พันล้าน รุก Content–Live Commerce–ตลาดออนไลน์เต็มรูปแบบ

 “เคนโด้” ผนึก THAI THAI ปั้น “จิ้มแจ่ม” สู่แบรนด์พันล้าน รุก Content–Live Commerce–ตลาดออนไลน์เต็มรูปแบบ

“เคนโด้ – เกรียงไกรมาศ พจนสุนทร” เดินหน้ารุกธุรกิจอาหารและเครื่องปรุงครั้งใหญ่ จับมือแพลตฟอร์ม THAI THAI ผลักดันแบรนด์ “จิ้มแจ่ม” สู่ตลาดดิจิทัลเต็มรูปแบบ วางกลยุทธ์ใช้พลัง Content, Creator, Live Commerce และ E-Commerce ขยายฐานลูกค้าทั้งในประเทศและต่างประเทศ พร้อมตั้งเป้าผลักดันธุรกิจสู่ยอดขายระดับ 1,000 ล้านบาท

ความร่วมมือครั้งนี้ถือเป็นอีกก้าวสำคัญของ “จิ้มแจ่ม” หลังเดินหน้าขยายผลิตภัณฑ์ในกลุ่มน้ำจิ้ม ซอส พริกแกง เครื่องปรุง และอาหารรสจัดจ้าน โดยเตรียมยกระดับช่องทางการขายจากรูปแบบเดิมเข้าสู่การทำตลาดออนไลน์อย่างเป็นระบบ ผ่านแพลตฟอร์ม THAI THAI

แนวทางดังกล่าวไม่ได้มุ่งเพียงการเพิ่มช่องทางจำหน่ายสินค้า แต่เป็นการเชื่อมตั้งแต่ การสร้างการรับรู้แบรนด์ การผลิตคอนเทนต์ การประชาสัมพันธ์ การทำแคมเปญ การขายผ่าน Live Commerce ตลอดจนการใช้ Creator และ Affiliate เข้ามาช่วยสร้างยอดขายและขยายฐานผู้บริโภค

เคนโด้เปิดเผยว่า ตลาดออนไลน์ถือเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญของการเติบโตในยุคปัจจุบัน โดยเฉพาะสินค้าอาหารและเครื่องปรุงไทยที่มีจุดแข็งด้านรสชาติและเอกลักษณ์ ซึ่งยังมีศักยภาพในการขยายตลาดได้อีกมาก ทั้งในประเทศไทยและกลุ่มผู้บริโภคที่ชื่นชอบอาหารไทยในต่างประเทศ

“เป้าหมายของเราไม่ใช่เพียงการขายสินค้าให้ได้มากขึ้น แต่ต้องการสร้าง ‘จิ้มแจ่ม’ ให้เป็นแบรนด์ที่ผู้บริโภคนึกถึงเมื่อพูดถึงความอร่อยและรสชาติแบบไทย เป้าหมายยอดขาย 1,000 ล้านบาทจึงเป็นความท้าทายครั้งสำคัญ และการร่วมมือกับ THAI THAI จะเป็นอีกหนึ่งพลังที่จะช่วยให้เราเข้าถึงผู้บริโภคได้เร็วขึ้น กว้างขึ้น และสร้างตลาดได้อย่างเป็นระบบ”

สำหรับแผนงานหลังจากนี้ “จิ้มแจ่ม” เตรียมเดินหน้าทำตลาดเชิงรุกทั้ง Content Marketing, Live Commerce, Creator & Affiliate Marketing, Campaign Collaboration และ Promotion รวมถึงการพัฒนาสินค้าใหม่เพื่อเข้าถึงกลุ่มผู้บริโภครุ่นใหม่มากขึ้น

ขณะเดียวกันยังมีแผนต่อยอดโอกาสในการขยายตลาดสู่ต่างประเทศ โดยใช้จุดแข็งของสินค้าไทยและรสชาติอาหารไทยเป็นหัวใจสำคัญในการสร้างความแตกต่างของแบรนด์

ด้าน THAI THAI จะเข้ามามีบทบาทในการสนับสนุนการเติบโตผ่านโครงสร้าง Content + Creator + Community + Commerce เพื่อช่วยเปลี่ยนการมองเห็นและ Engagement บนโลกออนไลน์ให้เชื่อมต่อไปสู่การซื้อขายและสร้างฐานลูกค้าในระยะยาว


ดังนั้น ความร่วมมือระหว่าง “เคนโด้ – จิ้มแจ่ม – THAI THAI” จึงไม่ใช่เพียงการนำสินค้าเข้าสู่ Marketplace แต่เป็นการวางโครงสร้างเพื่อผลักดันแบรนด์ไทยเข้าสู่การแข่งขันในตลาด Digital Commerce อย่างเต็มรูปแบบ

โปรเจคแรกจิ้มแจ่มนำสินค้าเกรดส่งออก พริกทอดในน้ำมันรำข้าว ที่ส่งไปในหลายประเทศทั่วโลก นำกลับมาจำหน่าย ให้คนไทยได้ลิ้มลองมบน แพลตผฝฟอร์ม THAI THAI เป็นที่แรก เร็วๆนี้ และจะตามมาด้วยความแซ่บเกรดส่งออกอีกหลายผลิตภัณฑ์ 

จากแบรนด์อาหารและเครื่องปรุงรสไทย สู่เป้าหมายธุรกิจระดับ 1,000 ล้านบาท นับเป็นอีกก้าวสำคัญที่น่าจับตา ว่า “จิ้มแจ่ม” จะสามารถใช้พลังของคอนเทนต์ ครีเอเตอร์ และตลาดออนไลน์ ขยายจากแบรนด์ไทยไปสู่ตลาดที่ใหญ่ขึ้นได้ไกลเพียงใด

JobThai เปิด Salary Survey 2026 “งานขาย” มาแรงกว่า 1 แสนอัตราไอทีครองแชมป์เงินเดือนสูง–เปิด 5 สายงานดาวรุ่งที่ตลาดยังขาดคน

 JobThai เปิด Salary Survey 2026 “งานขาย” มาแรงกว่า 1 แสนอัตราไอทีครองแชมป์เงินเดือนสูง–เปิด 5 สายงานดาวรุ่งที่ตลาดยังขาดคน

·       “งานขาย” มาแรงที่สุด เปิดรับกว่า 109,018 อัตรา ขณะที่สายไอทีครองแชมป์เงินเดือนเฉลี่ยสูงสุด


·       จับตา 5 สายงานเงินเดือนโต ได้แก่ งานการเงิน/ธนาคาร งานประกันภัย งานกฎหมาย งานผู้ช่วยผู้บริหาร และงานอีคอมเมิร์ซ


·       5 สายงานเงินเดือนเติบโต แต่คนยังขาดแคลน งานกฎหมาย งานช่างเทคนิค งานการเงิน/ธนาคาร งานก่อสร้างสถาปัตยกรรม และงานอีคอมเมิร์ซ


·       เด็กจบใหม่สายล่ามเงินเดือนเริ่มต้นสูงสุด โดยเฉพาะทักษะภาษาจีนมีความต้องการสูง

ตลาดแรงงานไทยปี 2026 ยังเผชิญความท้าทายรอบด้าน แม้องค์กรจำนวนมากต้องการบุคลากรเพิ่ม แต่คนทำงานกลับรู้สึกว่าการหางานยากขึ้น ท่ามกลางแรงกดดันจากภาวะเศรษฐกิจ หนี้ครัวเรือน สังคมสูงวัย ต้นทุนพลังงานและการผลิต ตลอดจนเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้ทั้งนายจ้างและคนทำงานต้องเร่งปรับตัว

นางสาวแสงเดือน ตั้งธรรมสถิตย์ ผู้ร่วมก่อตั้งและหัวหน้าผู้บริหารด้านปฏิบัติการ JobThai เปิดเผยข้อมูลจากรายงาน “Salary Survey 2026” ซึ่งรวบรวมและวิเคราะห์ประกาศงานทั่วประเทศบนแพลตฟอร์ม JobThai ระหว่างเดือนมกราคม–มิถุนายน 2569 พบว่า ความต้องการบุคลากรในหลายสายงานยังเติบโต โดยเฉพาะงานขาย งานผลิต/ควบคุมคุณภาพ และงานช่างเทคนิค

“งานขาย” ครองอันดับหนึ่งสายงานที่ตลาดต้องการมากที่สุด ด้วยจำนวนเปิดรับ 109,018 อัตรา เงินเดือนเฉลี่ย 20,295–30,898 บาท ตามด้วยงานผลิต/ควบคุมคุณภาพ 62,652 อัตรา เงินเดือนเฉลี่ย 20,121–27,914 บาท และงานช่างเทคนิค 51,917 อัตรา เงินเดือนเฉลี่ย 15,655–21,117 บาท


สายงานอื่นที่ติด 10 อันดับแรก ได้แก่ งานจัดซื้อ/ธุรการ 34,137 อัตรา งานวิศวกรรม 33,352 อัตรา งานบริการลูกค้า 28,816 อัตรา งานขนส่ง/คลังสินค้า 27,514 อัตรา งานบัญชี 27,187 อัตรา งานการตลาด 21,122 อัตรา งานบริการอาหารและเครื่องดื่ม 17,949 อัตรา

ด้านงานคอมพิวเตอร์/ไอที ถึงแม้ไม่ติดอันดับ 10 สายงานที่มีการเปิดรับสูงสุด แต่เป็นสายงานที่มีเงินเดือนเฉลี่ยสูงสุดที่ 26,896–39,524 บาท สะท้อนว่าองค์กรยังให้ความสำคัญกับบุคลากรด้านเทคโนโลยี ซึ่งมีบทบาทสำคัญต่อการเพิ่มประสิทธิภาพและขีดความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจ โดยเฉพาะงานด้าน AI, Automation, Cloud Infrastructure, Cyber Security, Software Architecture และFull Stack


สำหรับ 5 สายงานที่มีแนวโน้มเงินเดือนเติบโตโดดเด่น เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน ได้แก่ งานการเงิน/ธนาคาร +7.6% งานประกันภัย +7.5% งานกฎหมาย +6.1% งานเลขานุการ/ผู้ช่วยผู้บริหาร +5.6% และงานอีคอมเมิร์ซ +4.8% โดยค่าตอบแทนปรับเพิ่มชัดเจนในกลุ่มผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางและผู้บริหารระดับกลางถึงระดับสูง มากกว่าตำแหน่งเริ่มต้น

ตัวอย่างตำแหน่งที่เงินเดือนเติบโต ได้แก่ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านการเงิน (CFO) งานวางแผนและวิเคราะห์ทางการเงิน (Financial Planning and Analysis) และ Relationship Manager ในธุรกิจการเงิน งาน Claims และ Claim Management ในธุรกิจประกันภัย รวมถึงผู้เชี่ยวชาญด้าน Compliance และ Mergers and Acquisitions (M&A) ในสายกฎหมาย


ขณะเดียวกันบทบาทของเลขานุการและผู้ช่วยผู้บริหารได้ขยายจากงานประสานงานไปสู่การติดตามโครงการ วิเคราะห์ข้อมูล และสนับสนุนการตัดสินใจ ส่วนสายงานอีคอมเมิร์ซต้องการบุคลากรด้าน Operations และ Back Office เพื่อบริหารสินค้า คำสั่งซื้อ และสต็อกที่มีความซับซ้อนมากขึ้น


นางสาวแสงเดือน เปิดเผยข้อมูลต่อว่า จากรายงานยังพบ 5 สายงานที่ทั้งจำนวนตำแหน่งงานเพิ่มขึ้นและเงินเดือนเติบโตสูงกว่าค่าเฉลี่ยของทุกสายอาชีพ แต่ตลาดยังขาดแคลนบุคลากร ได้แก่ งานกฎหมายมีตำแหน่งเพิ่มขึ้น 58.29% ตามมาด้วยงานช่างเทคนิค 16.71% งานการเงิน/ธนาคาร 4.61% งานก่อสร้างสถาปัตยกรรม 3.74% และงานอีคอมเมิร์ซ 3.50% ตามลำดับ สะท้อนว่ายังคงความต้องการแรงงานและกำลังในการจ้างงาน จึงยังเป็นโอกาสสำคัญสำหรับผู้หางาน


เมื่อพิจารณาตามภูมิภาค กรุงเทพฯ และปริมณฑลมีเงินเดือนเฉลี่ยสูงสุดที่ 20,938–32,426 บาท รองลงมาคือภาคกลาง 16,500–27,320 บาท ส่วนภาคตะวันออกอยู่ที่ 15,867–30,237 บาท และมีเพดานเงินเดือนสูงเป็นอันดับ 2 ของประเทศ เนื่องจากเป็นฐานอุตสาหกรรมการผลิต พลังงาน ปิโตรเคมี และโลจิสติกส์


ซึ่งนิคมอุตสาหกรรม 304 จังหวัดปราจีนบุรีเป็นพื้นที่ที่มีอัตราเงินเดือน

เฉลี่ยสูงที่สุดและพบตำแหน่งที่ให้ค่าตอบแทนสูงถึง 160,000 บาท โดยตลาดต้องการผู้เชี่ยวชาญด้าน Operations, Quality Control และ Supply Chain รวมถึงบุคลากรสายสนับสนุนธุรกิจที่มีทักษะด้านภาษา การเงิน และระบบ ERP


ด้านภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีเงินเดือนเฉลี่ย 14,485–25,534 บาท ภาคใต้ มีเงินเดือนเฉลี่ย 14,179–30,200 บาท สะท้อนว่ามีบางอุตสาหกรรมที่สามารถเสนอค่าตอบแทนในระดับสูงได้ แม้เงินเดือนเริ่มต้นจะไม่สูงนัก และภาคเหนือ มีเงินเดือนเฉลี่ย 14,057-25,596 บาท ซึ่งเป็นระดับใกล้เคียงกับภาคตะวันออกเฉียงเหนือ


สำหรับเด็กจบใหม่ งานล่ามและแปลมีเงินเดือนเริ่มต้นเฉลี่ยสูงสุดที่ 24,524–35,378 บาท โดยเฉพาะผู้มีทักษะภาษาจีนหรือภาษาญี่ปุ่น ควบคู่กับความเข้าใจด้านธุรกิจและบริบทของอุตสาหกรรม รองลงมาคืองานบริการด้านการแพทย์ 20,288–28,657 บาท งานเลขานุการ/ผู้ช่วยผู้บริหาร 20,190–27,311 บาท งานคอมพิวเตอร์/ไอที 19,500–28,110 บาท และงานวิศวกรรม 19,424–26,818 บาท ตอกย้ำว่าทักษะด้านภาษา เทคโนโลยี วิศวกรรม และวิชาชีพเฉพาะทาง ยังคงช่วยเพิ่มโอกาสและมูลค่าให้แก่ผู้เริ่มต้นทำงาน


ในทางตรงกันข้ามสายงานที่เด็กจบใหม่เงินเดือนเฉลี่ยนเริ่มต้นน้อยที่สุด ได้แก่ งานช่างเทคนิค งานบริการอาหารและเครื่องดื่ม งานการเงิน/ธนาคาร งานขนส่งและคลังสินค้า และงานจัดซื้อ/งานธุรการ แม้ว่างานช่างเทคนิคเด็กจบใหม่เงินเดือนเริ่มต้นอาจไม่สูงนัก แต่เป็นสายงานที่ตลาดต้องการ และมีโอกาสที่ค่าตัวเติบโตตามทักษะและประสบการณ์ได้


นางสาวแสงเดือน กล่าวทิ้งท้ายว่า ตลาดแรงงานปี 2026 และในอนาคตจะเปลี่ยนแปลงรวดเร็วยิ่งขึ้น บุคลากรที่องค์กรต้องการจึงไม่ใช่เพียงผู้มีความรู้เฉพาะด้าน แต่ต้อง “เก่งงานรอบด้านและพร้อมปรับตัว” ทั้งรู้ลึกในงานของตน เปิดรับการเรียนรู้สิ่งใหม่ และประยุกต์ใช้เทคโนโลยีได้อย่างเหมาะสม


ความสามารถที่จะกลายเป็นข้อได้เปรียบสำคัญ ได้แก่ ความสามารถด้านภาษา ทักษะการสื่อสาร การทำงานร่วมกับผู้อื่น การคิดวิเคราะห์อย่างเป็นระบบ และการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ผู้ที่ผสานทักษะเหล่านี้เข้าด้วยกันได้ จะเป็นบุคลากรที่องค์กรต้องการตัวมากที่สุด


ติดตามรายงาน “Salary Survey 2026” ฉบับเต็ม ได้ที่ https://www.jobthai.com/th/salary-survey-2026

วันอาทิตย์ที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2569

กรมการศาสนา (ศน.) ยกย่อง 10 ต้นแบบ “ศพอ.ดีเด่น 2569” พลิกโฉมวัด สู่ศูนย์เรียนรู้คู่คุณธรรมยุคใหม่

 กรมการศาสนา (ศน.) ยกย่อง 10 ต้นแบบ “ศพอ.ดีเด่น 2569” พลิกโฉมวัด สู่ศูนย์เรียนรู้คู่คุณธรรมยุคใหม่



นายชัยพล สุขเอี่ยม อธิบดีกรมการศาสนา เปิดเผยว่า “ศูนย์ศึกษาพระพุทธศาสนาวันอาทิตย์” หรือ ศพอ. เป็นโครงการที่ส่งเสริมการเรียนรู้ บ่มเพาะศีลธรรม พัฒนาคุณธรรมจริยธรรม และคุณภาพชีวิตที่ดีของแก่เด็ก เยาวชน และประชาชน โดยมีภาคคณะสงฆ์เป็นกำลังสำคัญในการนำพระพุทธศาสนามาพัฒนาเด็ก เยาวชน และประชาชน ส่งเสริมให้เป็นคนดีมีคุณธรรมได้อย่างเข้มแข็ง เป็นการวางรากฐานการส่งเสริมคุณธรรมจริยธรรมได้อย่างดียิ่ง ทำให้วัดเป็นที่พึ่งของชุมชนและสังคม แต่เนื่องจากในปัจจุบันบริบททางสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป ส่งผลทำให้การเข้าเรียนและการเข้าร่วมกิจกรรมใน ศพอ. ลดลง อันเนื่องมาจากเหตุผลต่างๆ อาทิ ไม่มีนักเรียน ขาดแคลนครูผู้สอน กิจกรรมยังไม่กระตุ้นความสนใจ หรือความคิดของผู้ปกครองส่วนใหญ่ที่คิดว่าเรียน ศพอ. เป็นการเรียนเฉพาะเรื่องหลักธรรมทางศาสนา จึงทำให้ ศพอ. แต่ละแห่งต้องมีการปรับตัวและปรับเปลี่ยนการดำเนินงานให้สอดคล้องกับบริบทของสังคมปัจจุบัน


อธิบดีกรมการศาสนา กล่าวต่อว่า กรมการศาสนาจึงมีแนวคิดในการยกย่อง ศพอ. ที่มีการดำเนินงานโดดเด่นเป็นที่ประจักษ์ ตามหลักบวร (บ้าน วัด โรงเรียน/ราชการ) มีการบูรณาการรูปแบบการเรียนการสอนที่ทันกับยุคสมัย สนับสนุนการเรียนรู้ของเด็กและเยาวชนในรูปแบบต่างๆ ได้เข้ามาศึกษา เรียนรู้ พัฒนาคุณธรรมจริยธรรมควบคู่ไปกับการพัฒนาความรู้ทางวิชาการ รวมทั้งเพื่อยกย่อง สร้างการรับรู้ และประชาสัมพันธ์ การดำเนินงานของ ศพอ. ให้แพร่หลายเป็นที่รู้จักสู่สาธารณชน จึงได้กำหนดหลักเกณฑ์ในการคัดเลือก “ศูนย์ศึกษาพระพุทธศาสนาวันอาทิตย์ดีเด่น” ประจำปี 2569 จำนวน 10 ศูนย์ เพื่อยกย่องให้เป็นต้นแบบและเป็นแบบอย่างให้แก่ ศพอ. ทั่วประเทศ สามารถเป็นแหล่งเรียนรู้ให้แก่ ศพอ. ที่มีความสนใจได้เข้ามาศึกษาดูงาน โดยมีกระบวนการคัดเลือกผ่านคณะกรรมการพิจารณาหลักเกณฑ์การคัดเลือกศูนย์ศึกษาพระพุทธศาสนาวันอาทิตย์ดีเด่น ปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ของกรมการศาสนา โดย ศพอ. ที่ได้รับการคัดเลือกให้เป็น “ศูนย์ศึกษาพระพุทธศาสนาวันอาทิตย์ดีเด่น” ประจำปี 2569 จำนวน 10 ศูนย์ ประกอบด้วย

1. ศพอ.วัดโพธิ์ชัยโคกใหญ่ อ.ยางตลาด จ.กาฬสินธุ์

เป็นศูนย์การเรียนรู้ที่บูรณาการความร่วมมือ บ้าน วัด โรงเรียน และชุมชน (พลังบวร) มุ่งพัฒนาเด็กและเยาวชนให้มีคุณธรรมควบคู่ทักษะชีวิตและอาชีพ จุดเด่นคือการสืบสานผ้าไทย ศิลปวัฒนธรรม และภูมิปัญญาท้องถิ่น เช่น การทำธุง บายศรี และงานหัตถศิลป์ พร้อมประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในการเรียนรู้และประชาสัมพันธ์

2. ศพอ.วัดโพนทราย อ.โพนสวรรค์ จ.นครพนม

มุ่งพัฒนาเยาวชนให้มีความรู้คู่คุณธรรม ผ่านการบูรณาการพระพุทธศาสนา วิชาสามัญ ศิลปวัฒนธรรม และทักษะชีวิต จุดเด่นคือการอนุรักษ์ อัตลักษณ์ชาติพันธุ์ไทยโส้ ทั้งภาษา การแต่งกาย ดนตรี การแสดงพื้นบ้าน และภูมิปัญญาท้องถิ่น พร้อมส่งเสริมการเรียนรู้จากการปฏิบัติจริงและพัฒนาโครงงานคุณธรรมจนได้รับการยอมรับระดับประเทศ

3. ศพอ.วัดทางหลวง อ.เมืองนนทบุรี จ.นนทบุรี

พัฒนาเด็กและเยาวชนผ่านความร่วมมือของบ้าน วัด และโรงเรียน โดยเน้นความกตัญญู วินัย ซื่อสัตย์ และจิตอาสา จุดเด่นคือการอนุรักษ์ หัวโขนและศิลปะการแสดงโขน ผ่านการเรียนรู้จากการลงมือปฏิบัติ ควบคู่การส่งเสริมศิลปวัฒนธรรม ภูมิปัญญา และการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล

4. ศพอ.วัดพระธาตุขิงแกง อ.จุน จ.พะเยา

ดำเนินงานต่อเนื่องกว่า 30 ปี เป็นศูนย์กลางพัฒนาคนและชุมชนภายใต้หลัก พลังบวรและเศรษฐกิจพอเพียง จุดเด่นคือแนวคิด “เยาวชนต้นกล้าความดี วิถีพอเพียง” ส่งเสริมจิตอาสา ศิลปวัฒนธรรมล้านนา ทักษะชีวิต อาชีพ การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม และการใช้สื่อดิจิทัล

5. ศพอ.วัดตาลเอน อ.บางปะหัน จ.พระนครศรีอยุธยา

ใช้พื้นที่วัดซึ่งเป็นเขตอนุรักษ์ธรรมชาติเป็นแหล่งเรียนรู้ บูรณาการธรรมศึกษาและเทคโนโลยีดิจิทัล จุดเด่นคือกิจกรรม “ยุวชนคนมีสติ” ที่นำสติปัฏฐาน 4 มาประยุกต์เป็น “สติเชิงรุก” เช่น การฝึกสมาธิก่อนเรียน และ “เดินจงกรม ชมค้างคาวแม่ไก่” ซึ่งเชื่อมโยงธรรมะกับธรรมชาติและระบบนิเวศ

6. ศพอ.วัดถิ่นใน อ.เมืองแพร่ จ.แพร่

เป็นศูนย์เรียนรู้คู่คุณธรรมที่ขับเคลื่อนด้วยพลังบวรและระบบ PDCA ผสานธรรมศึกษากับการเรียนรู้แบบ Active Learning และเทคโนโลยีดิจิทัล จุดเด่นคือการสืบสาน วิถีไทลื้อ ทั้งภาษา การแต่งกาย อาหาร ผ้าทอ ดนตรี และภูมิปัญญา ผ่านกิจกรรม “อุ้ยสอนหลาน” พร้อมต่อยอดเป็นอาชีพและผลิตภัณฑ์ชุมชน

7. ศพอ.วัดปราสาทสิทธิ์ อ.ดำเนินสะดวก จ.ราชบุรี

เป็นศูนย์กลางพัฒนาชุมชน 4 ด้าน ได้แก่ การศึกษา สังคม วัฒนธรรม และเศรษฐกิจ ภายใต้พลังบวร จุดเด่นคือการนำเทคโนโลยีและความคิดสร้างสรรค์มาต่อยอดทุนวัฒนธรรม เช่น “สบู่ขนมไทย” และส่งเสริมการจำหน่ายออนไลน์ ควบคู่การอนุรักษ์วัฒนธรรมสายน้ำ เช่น แห่พระทางน้ำ แห่เทียนเข้าพรรษานาวาไทย–จีน และตักบาตรทางน้ำ

8. ศพอ.วัดสวนแก้วอุทยาน อ.เมืองสมุทรสงคราม จ.สมุทรสงคราม 

เป็นต้นแบบแหล่งเรียนรู้เชิงบูรณาการที่ผสานพลังบวร นวัตกรรม และเทคโนโลยี จุดเด่น 5 ด้าน ได้แก่ การเรียนภาษาเกาหลีระดับประถมศึกษา ห้องเรียน “มันหวานสวนแก้ว” การสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์และ Upcycling การใช้ AI ผลิตสื่อ และประเพณีลอยกระทงเรือใบจากรักษ์โลก สะท้อนการพัฒนาคุณธรรมควบคู่ทักษะสมัยใหม่และสิ่งแวดล้อม

9. ศพอ.วัดคลองคันฉอ อ.เมืองสระแก้ว จ.สระแก้ว

เป็น “ศูนย์เรียนรู้คู่คุณธรรม” ที่ขับเคลื่อนด้วยพลังบวร มุ่งสร้างภูมิคุ้มกันทางวัฒนธรรมและพัฒนาคุณภาพชีวิต จุดเด่นคือการฝึกอาชีพ จักสานและเพาะเห็ด การทำเกษตรพุทธเกษตร การรำเซิ้ง และการทำ “ดอกแก้ว” ดอกไม้จันทน์ประจำจังหวัด พร้อมใช้สื่อดิจิทัลช่วยจัดการเรียนรู้และสร้างการมีส่วนร่วม

10. ศพอ.วัดราษฎร์บำรุงหนองลี อ.ค่ายบางระจัน จ.สิงห์บุรี 

มุ่งพัฒนาเยาวชนด้วย Active Learning ผสานหลักธรรม ทักษะชีวิต และเศรษฐกิจพอเพียง จุดเด่นคือกิจกรรม “เยาวชนหนองลี Content Creator สายธรรมะ” ผลิตสื่อคุณธรรมผ่าน TikTok และ YouTube รวมถึงฐานการเรียนรู้ STEAM เศรษฐกิจพอเพียง การเป็นมัคคุเทศก์น้อยและนักเล่าเรื่องชุมชน ตลอดจนการพัฒนาผลิตภัณฑ์ “โมเดลค่ายบางระจัน” เพื่อสร้างรายได้และต่อยอดตลาดออนไลน์






อธิบดีกรมการศาสนา กล่าวเพิ่มเติมว่า กรมการศาสนาหวังเป็นอย่างยิ่งว่า ศูนย์ศึกษาพระพุทธศาสนาวันอาทิตย์ จะเป็นศูนย์การเรียนรู้ธรรมศึกษา เพิ่มพูนทักษะทางวิชาการ และเป็นสถานที่ในการฝึกฝนอาชีพให้แก่เด็กและเยาวชน โดยมี “ศูนย์ศึกษาพระพุทธศาสนาวันอาทิตย์ดีเด่น” ประจำปี 2569 ทั้ง 10 ศูนย์ เป็นต้นแบบที่แท้จริงในการส่งเสริม พัฒนา และต่อยอดการส่งเสริมคุณธรรมจริยธรรมให้แก่เด็ก เยาวชน และประชาชน เป็น “ศูนย์เรียนรู้ คู่คุณธรรม” ที่เป็นรากฐานสำคัญในการพัฒนาสังคมไทยให้เป็นสังคมคุณธรรมอย่างยั่งยืน

 ///

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ยกทัพเพิ่มชุดเครื่องอุปโภคบริโภคและค่าพาหนะ แจกจ่ายแก่ผู้ยากไร้ รวม 6,000 ชุด เนื่องในประเพณีทิ้งกระจาด (ซิโกว) ประจำปี พ.ศ. 2569 สอดรับกับปริมาณผู้ที่มารอรับและค่าครองชีพในปัจจุบันที่เพิ่มขึ้น ณ บริเวณสุสานมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง อำเภอบ้านแพ้ว จังหวัดสมุทรสาคร

 มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ยกทัพเพิ่มชุดเครื่องอุปโภคบริโภคและค่าพาหนะ แจกจ่ายแก่ผู้ยากไร้ รวม 6,000 ชุด เนื่องในประเพณีทิ้งกระจาด (ซิโกว) ประจำปี พ.ศ. 2569 สอดรับกับปริมาณผู้ที่มารอรับและค่าครองชีพในปัจจุบันที่เพิ่มขึ้น ณ บริเวณสุสานมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง อำเภอบ้านแพ้ว จังหวัดสมุทรสาคร






วันนี้ (วันอาทิตย์ที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2569) มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง นำโดย ดร.สุทัศน์ เตชะวิบูลย์ รองประธานกรรมการ พร้อมด้วย นางศิริกุล โอภาสวงศ์ กรรมการและเลขาธิการ นายจารุรัตน์ คุณัตถานนท์ กรรมการและเหรัญญิก นายวิศิษฎ์ ลิ้มประนะ กรรมการ  และนางชุติมา ตันติศิริวัฒน์ ผู้ช่วยกรรมการ จัดพิธีแจกข้าวสารพร้อมเครื่องอุปโภคบริโภค รวม 6,000 ชุด และค่าพาหนะคนละ 200 บาท  เนื่องในประเพณีทิ้งกระจาด (ซิโกว) ประจำปี พ.ศ. 2569 ให้กับประชาชนผู้ยากไร้ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ใกล้เคียงรอบสุสานมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ตำบลโรงเข้ อำเภอบ้านแพ้ว จังหวัดสมุทรสาคร  ซึ่งในปีนี้จัดเพิ่มขึ้นกว่าปีที่ผ่านมาทั้งชุดเครื่องอุปโภคบริโภคและค่าพาหนะ เพื่อเป็นการช่วยเหลือผู้ยากไร้ สอดรับกับปริมาณผู้ที่มารอรับและค่าครองชีพในปัจจุบันที่เพิ่มขึ้น โดยสิ่งของที่แจกประกอบด้วย ข้าวสาร บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ปลากระป๋อง น้ำปลา น้ำมันพืช ขนม และ เสื้อผ้า บรรจุถุงผ้ามูลนิธิฯ โดยมี นายดำรงศักดิ์ ยอดทองดี รองผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสาคร เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วย มูลนิธิการกุศลสมุทรสาคร และผู้แทนหน่วยงานภาครัฐต่างๆ ร่วมในพิธี ณ สุสานมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ตำบลโรงเข้ อำเภอบ้านแพ้ว จังหวัดสมุทรสาคร







ภายในงาน มูลนิธิป่อเต็กตึ๊งได้จัดเจ้าหน้าที่ - อาสาสมัครมูลนิธิฯ ดูแลอำนวยความสะดวกแก่ประชาชนที่มารอรับ บริการอาหารและน้ำดื่ม โดยมีอาสาสมัครกิตติมศักดิ์ นำโดย นางศิริพร โอภาสวงศ์ และ นางศิริวรรณ โอภาสวงศ์ และอาสาสมัครศิลปิน อาทิ  นายสัญญา วงพรนารายณ์ (เก่ง) นายฐานัตถ์ จิรรัชชกิจ (บูม) นายปิยะวัฒน์ รัตนหรูวิจิตร (หรูหรา)  นางสาวพัชรมัย บุญเลิศกุล (แพรว พัชรมัย)  นายธนกฤต พรามเย็น (ศรีหลอด เชิญยิ้ม) นายขวัญชัย เย็นพายัพ (เจี๊ยวจ๊าว เชิญยิ้ม) และนางสาวจุติณัฏฐ์ ชัยเฉลิมพล (แนท เกศริน) ร่วมสร้างสีสันภายในงาน โดยบรรยากาศเต็มไปด้วยความอิ่มเอมใจทั้งผู้ให้และผู้รับ





งานประเพณีทิ้งกระจาด ประจำปี พ.ศ. 2569  มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้มีมติเพิ่มจำนวนชุดเครื่องอุปโภคบริโภคให้มากกว่าปีที่ผ่านมา ให้สอดรับกับปริมาณผู้ที่มารอรับและค่าครองชีพในปัจจุบันที่เพิ่มขึ้น เพื่อช่วยเหลือบรรเทาความเดือดร้อนขั้นต้น ช่วยลดค่าใช้จ่ายในครัวเรือนของผู้ยากไร้ รวมถึงขยายพื้นที่ในแจกจ่ายสิ่งของเครื่องอุปโภคบริโภคแก่ผู้ยากไร้ ทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด  ได้แก่ วันอังคารที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2569 ณ คลินิกการประกอบโรคศิลปะ สาขาการแพทย์แผนจีนหัวเฉียว สาขาศรีราชา จังหวัดชลบุรี และวันพุธที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2569 ณ มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง พลับพลาไชย กรุงเทพฯ นอกจากนี้ในวันศุกร์ที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2569 มูลนิธิฯ กำหนดจัดพิธีปล่อยคาราวานเครื่องอุปโภคบริโภคออกเดินทางจากศาลเจ้าไต้ฮงกงหยกขาว เฉลิมพระเกียรติ 72 พรรษา เขตสาทร ลงพื้นที่แจกจ่ายให้แก่ผู้ยากไร้ในพื้นที่ 6 เขตกรุงเทพมหานคร รวมทั้งมอบให้แก่องค์กรต่างๆ ทั้งภาครัฐและเอกชน รวมแจกจ่ายเครื่องอุปโภคบริโภคเนื่องในประเพณีทิ้งกระจาด ประจำปี 2569 แก่ผู้ยากไร้ 3 จังหวัด คิดเป็นมูลค่า 15.8 ล้านบาท







สำหรับสาธุชนผู้มีจิตศรัทธาที่ประสงค์ร่วมงานมหาบุญ มหากุศล ในประเพณีทิ้งกระจาด ประจำปี 2569 นี้ ยังคงสามารถ ร่วมสักการะหลวงปู่ไต้ฮง (ไต้ฮงกง) และทำบุญบริจาคชุดข้าวสาร อุทิศส่วนกุศลให้ผู้ล่วงลับทั้งที่เป็นญาติและไม่ใช่ญาติ พร้อมกับได้ทำทานให้ผู้ยากไร้ ได้ตั้งแต่บัดนี้ - วันที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2569 ทั้งที่มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง พลับพลาไชย และ ทำบุญ“ทิ้งกระจาดออนไลน์” ผ่านเว็บไซต์ https://pttfny.net/newsh  ติดต่อสอบถาม และติดตามข่าวสารกิจกรรม การช่วยเหลือของมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง สามารถดูรายละเอียดช่องทางที่สะดวกได้ที่ https://linktr.ee/pohtecktung หรือที่สายด่วนป่อเต็กตึ๊ง 1418

.

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ขอบุญบารมีองค์หลวงปู่ไต้ฮง (ไต้ฮงกง) ดลบันดาลให้ผู้มีจิตศรัทธา เจ้าหน้าที่  อาสาสมัคร และครอบครัวของทุกท่าน ที่มีส่วนร่วมในงานมหาบุญมหากุศลนี้  มีความสุข ความเจริญ สุขภาพร่างกายแข็งแรงตลอดปี ตลอดไป

.

“มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ช่วยชีวิต รักษาชีวิต สร้างชีวิต”

ถิรไทย (TRT) ผนึกกำลัง “ชมรมวิศวกรสีเขียว” ลงนาม MOU ขับเคลื่อนวิศวกรรมไทย สู่อนาคตที่ยั่งยืน ต่อยอดองค์ความรู้ Carbon Neutrality–Net Zero Engineeringสร้างวิศวกรรุ่นใหม่ รองรับการเปลี่ยนผ่านสู่สังคมคาร์บอนต่ำ

  ถิรไทย (TRT) ผนึกกำลัง “ชมรมวิศวกรสีเขียว” ลงนาม MOU ขับเคลื่อนวิศวกรรมไทย สู่อนาคตที่ยั่งยืน ต่อยอดองค์ความรู้ Carbon Neutrality–Net Zero...