วันศุกร์ที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2569

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง สนับสนุนค่าพาหนะ และสิ่งของ ให้แก่ ผู้รับขาเทียม ช่างและอาสาสมัคร ในโครงการออกหน่วยทำขาเทียม พระราชทานเคลื่อนที่ ครั้งที่ 178 เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ณ หอประชุมวิทยาลัยเทคนิคหาดใหญ่ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา

 มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง สนับสนุนค่าพาหนะ และสิ่งของ ให้แก่ ผู้รับขาเทียม ช่างและอาสาสมัคร ในโครงการออกหน่วยทำขาเทียม พระราชทานเคลื่อนที่ ครั้งที่ 178 เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ณ หอประชุมวิทยาลัยเทคนิคหาดใหญ่ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา





วันนี้ (วันศุกร์ที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2569) มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง นำโดย นายวิชิต ชินวงศ์วรกุล รองประธานกรรมการ พร้อมด้วย นายรัชพร ประสงค์ทรัพย์ หัวหน้าแผนกสาธารณภัย ลงพื้นที่มอบค่าพาหนะคนละ 500 บาท พร้อมเครื่องอุปโภคบริโภคให้แก่ผู้รับขาเทียม และช่างอาสาสมัคร ที่เข้าร่วมโครงการออกหน่วยทำขาเทียมพระราชทานเคลื่อนที่ ครั้งที่ 178 มูลนิธิขาเทียม ในสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี รวม 168 คน รวมงบประมาณดำเนินการในครั้งนี้ทั้งสิ้น 152,455 บาท (หนึ่งแสนห้าหมื่นสองพันสี่ร้อยห้าสิบห้าบาทถ้วน)  โดยมี นายจิรวัตร์ มณีโชติ รองผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา เป็นประธานในพิธี ศาสตราจารย์คลินิก นายแพทย์นิเวศน์ นันทจิต เลขาธิการมูลนิธิขาเทียมฯ กล่าวขอบคุณและแสดงความยินดีกับคนพิการขาขาด นายแพทย์ชาญชัย พจมานวิพุธ รองเลขาธิการมูลนิธิขาเทียมฯ กล่าวรายงานผลการปฏิบัติงาน พลเอกกานต์นาท นิกรยานนท์ ผู้อำนวยการสงเคราะห์ทหารผ่านศึกฯ มอบของที่ระลึกขอบคุณผู้สนับสนุนโครงการ พร้อมด้วย ดร.สมศักดิ์ ไชยโสดา ผู้อำนวยการวิทยาลัยเทคนิคหาดใหญ่ คณะมูลนิธิมิตรภาพสามัคคี (ท่งเซียเซี่ยงตึ๊ง) หาดใหญ่ มูลนิธิเทิดคุณธรรมหาดใหญ่ “เต็กก่า” จีหน่ำเกาะ และผู้แทนจากหน่วยงานภาครัฐและเอกชนต่างๆ ร่วมในพิธี ณ หอประชุมวิทยาลัยเทคนิคหาดใหญ่ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา







การสนับสนุนมูลนิธิขาเทียม ในสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี โครงการออกหน่วยทำขาเทียมพระราชทานเคลื่อนที่ มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้ให้การสนับสนุนอย่างต่อเนื่องเรื่อยมา ตั้งแต่การดำเนินการครั้งที่ 165 รวม 14 จังหวัด คิดเป็นมูลค่าไม่ต่ำกว่า 5.4 ล้านบาท





ตลอดระยะเวลากว่า 116 ปี ที่มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้ขยายขอบข่ายโครงการต่าง ๆ ออกไปอย่างกว้างขวาง ไม่เพียงแต่บำบัดทุกข์ บำรุงสุข แก่ผู้ตกทุกข์ได้ยากโดยไม่จำกัดเชื้อชาติ ศาสนา เท่านั้น แต่ยังได้พัฒนาคุณภาพชีวิตอีกในหลายทาง เพื่อเป็นองค์กรสาธารณกุศลที่ช่วยเหลือประชาชนครบวงจรในทุกๆ ด้าน ต่อไป ดังปณิธาน มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ช่วยชีวิต รักษาชีวิต สร้างชีวิต

.

ติดต่อสอบถาม และติดตามข่าวสารและกิจกรรมของมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้ที่ เฟซบุ๊ก แฟนเพจ www.facebook.com/atpohtecktung และช่องทางอื่นๆ ที่สะดวกได้ที่ https://linktr.ee/pohtecktung หรือที่สายด่วนป่อเต็กตึ๊ง 1418

.

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ช่วยชีวิต รักษาชีวิต สร้างชีวิต”

#แอปพลิเคชัน และ #สายด่วน ป่อเต็กตึ๊ง1418

ผู้แทนแรงงานแพลตฟอร์ม จาก 7 ประเทศทั่วเอเชียรวมตัวที่รัฐสภาไทย ผลักดันการรับรองสถานะทางกฎหมายและการคุ้มครองสิทธิแรงงาน

 ผู้แทนแรงงานแพลตฟอร์ม จาก 7 ประเทศทั่วเอเชียรวมตัวที่รัฐสภาไทย ผลักดันการรับรองสถานะทางกฎหมายและการคุ้มครองสิทธิแรงงาน 

ที่ ห้องประชุมสัมมนา B1-2 ชั้น B1 อาคารรัฐสภา ถนนสามเสน เขตดุสิต กรุงเทพมหานคร / เมื่อเวลา 15.00 น. วันที่ 23 กรกฎาคม 2026 สถาบันแรงงานและเศรษฐกิจที่เป็นธรรม (JELI) ร่วมกับมูลนิธิฟรีดริค เอแบร์ท ประเทศไทย (FES Thailand) และ เครือข่ายเพื่อคนงานแพลตฟอร์มแห่งเอเชีย นำคณะตัวแทนแรงงานแพลตฟอร์มกว่า 20 คน จากเกาหลีใต้ ไทย มาเลเซีย สิงคโปร์ อินโดนีเซีย เวียดนาม อินเดีย และฟิลิปปินส์ เข้าพบคณะกรรมาธิการการแรงงาน สภาผู้แทนราษฎร ที่อาคารรัฐสภา เพื่อหารือปัญหาการรับรองสถานะทางกฎหมายและความคุ้มครองทางสังคมของแรงงานแพลตฟอร์ม ซึ่งมีต้นตอหลักคือการจัดประเภทแรงงานกลุ่มนี้เป็น “ผู้รับจ้างอิสระ” ทำให้คนทำงานเข้าไม่ถึงสิทธิขั้นพื้นฐาน เช่น ค่าจ้างขั้นต่ำ ประกันสังคม สิทธิในการรวมตัวและเจรจาต่อรองร่วม และอาชีวอนามัยความปลอดภัยในการทำงาน

นายวีระพล จิตสัมฤทธิ์ ประธานคณะกรรมาธิการการแรงงาน สภาผู้แทนราษฎร กล่าวเปิดงานโดยชี้ให้เห็น ว่า.. เศรษฐกิจดิจิทัลสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจ แต่ก็มาพร้อมความท้าทายด้านการคุ้มครองสิทธิแรงงาน ความมั่นคงในการทำงาน การเข้าถึงหลักประกันสังคม และค่าตอบแทนที่เป็นธรรม ซึ่งไม่ใช่ปัญหาเฉพาะประเทศไทย แต่เป็นวาระร่วมของภูมิภาคที่ต้องอาศัยความร่วมมือและแลกเปลี่ยนแนวปฏิบัติที่ดีระหว่างกัน 

บทเรียนจากต่างประเทศ

ผู้แทนแรงงานแพลตฟอร์มจากหลายประเทศร่วมนำเสนอความคืบหน้าและข้อจำกัดของกฎหมายในประเทศตนเอง 

• อินเดีย มีกฎหมายระดับรัฐที่ให้ความคุ้มครองทางสังคมสำหรับแรงงานแพลตฟอร์ม และรัฐบาลกลางกำลังผลักดันให้มีการขยายผลทั่วประเทศ กฎหมายกำหนดให้แรงงานแพลตฟอร์มต้องขึ้นทะเบียน และมีคณะกรรมการกำกับดูแลที่ประกอบด้วยตัวแทนฝ่ายแรงงาน ภาคประชาสังคม และภาครัฐ แหล่งเงินทุนคุ้มครองมาจากการเก็บค่าธรรมเนียมสมทบ 1% จากทุกธุรกรรมที่จ่ายให้คนงาน นำไปจ่ายเป็นสวัสดิการ เช่น เงินช่วยเหลือกรณีคลอดบุตร สวัสดิการสุขภาพ และประกันอุบัติเหตุ 

• มาเลเซีย ผ่านกฎหมาย Gig Workers Act 2025 ซึ่งกำหนดให้ บริษัทแพลตฟอร์มต้องรับผิดชอบเรื่องความปลอดภัยและความมั่นคงของคนทำงาน รวมถึงประกันสังคมและเงินชดเชยกรณีอุบัติเหตุ พร้อมบังคับให้บริษัทต้องอธิบายการทำงานของระบบอัลกอริทึมให้คนทำงานทราบ กฎหมายฉบับนี้ครอบคลุมงานกิ๊กถึง 9 สาขา ไม่ใช่แค่แรงงานแพลตฟอร์ม แต่รวมถึงคนทำงานดูแล นักดนตรี และฟรีแลนซ์ทั่วไปด้วย

• อินโดนีเซีย รัฐบาลออกกฎเกณฑ์จำกัดค่าคอมมิชชันที่แพลตฟอร์มเรียกเก็บจากคนทำงาน จากเดิมที่เคยสูงถึง 20% ให้เหลือไม่เกิน 8% ซึ่งเกิดขึ้นหลังจากคนทำงานรวมตัวประท้วงและนัดหยุดงานเรียกร้อง สะท้อนว่าการฟังเสียงความเดือดร้อนของคนทำงานเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของการเปลี่ยนนโยบาย

• ฟิลิปปินส์ มีร่างกฎหมาย “POWERR Bill” ที่ยังไม่ผ่านสภา แม้จะให้ข้อสันนิษฐานทางกฎหมายว่าคนทำงานมีสถานะเป็นลูกจ้าง แต่เปิดช่องให้เลือก “ไม่รับ” สถานะนี้ได้ ซึ่งถูกวิจารณ์ว่าเป็นเครื่องมือสกัดกั้นการรวมตัวจัดตั้งสหภาพ และยังผลักภาระค่าใช้จ่ายประกันสังคมไปให้คนทำงานแบกรับเองแทนที่จะเป็นแพลตฟอร์ม 

เสียงจากแรงงานแพลตฟอร์มไทย

เมรี จุลพันธ์ ผู้แทนสหพันธ์คนทำงานแพลตฟอร์มแห่งประเทศไทย (PWOT) แบ่งปันประสบการณ์ตรงในฐานะผู้รอดชีวิตจากการถูกคุกคามทางเพศขณะทำงาน โดยไม่ได้รับการเยียวยาจากแพลตฟอร์ม พร้อมชี้ปัญหาที่แรงงานหญิงต้องเผชิญ ทั้งรายได้ไม่แน่นอน การจัดการงานผ่านอัลกอริทึม ความเสี่ยงจากอุบัติเหตุ การถูกปิดบัญชีโดยไม่มีคำอธิบาย และความไม่ปลอดภัยจากการทำงานกลางคืนในพื้นที่เปลี่ยว

เกศกานดา จิตรีมิตร ไรเดอร์จากจังหวัดสระบุรี เล่าว่า.. ไรเดอร์เกิดอุบัติเหตุจำนวนมาก แต่เพราะไม่มีสถานะทางกฎหมายที่ชัดเจน จึงไม่ได้รับความช่วยเหลือจากแพลตฟอร์ม ผู้บาดเจ็บที่ต้องพักฟื้นนานหลายเดือนมักไม่มีรายได้และต้องเป็นหนี้เพื่อประทังชีวิต


สุภาภรณ์ พันธ์ประสิทธิ์ ไรเดอร์หญิงที่ทำงานมากว่า 9 ปี  ระบุว่า.. รายได้ต่อออเดอร์ลดลงจากราว 80 บาท เหลือเพียง 10-20 บาทในปัจจุบัน และมองว่าการที่แพลตฟอร์มไม่รับผิดชอบต่ออุบัติเหตุหรือการเสียชีวิตของคนทำงานเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน


อนุสัญญา ILO 193 กับทางออกของไทย


ที่ประชุมให้ความสำคัญกับอนุสัญญา ILO ฉบับที่ 193 ว่า.. ด้วยงานที่มีคุณค่าในเศรษฐกิจแพลตฟอร์ม โดยยก ข้อ 9 เป็นแนวทางสำคัญ โดยระบุว่าการจัดสถานะคนทำงานควรพิจารณาจาก “ลักษณะการทำงานจริง” คือวิธีทำงานและวิธีจ่ายค่าตอบแทน ไม่ใช่ข้อความในสัญญาที่แพลตฟอร์มกำหนดขึ้นเอง 

ดร.เกรียงศักดิ์ ธีระโกวิทขจร ผู้อำนวยการสถาบันแรงงานและเศรษฐกิจที่เป็นธรรม (JELI) ชี้ว่า.. อนุสัญญาฉบับนี้เป็นการเปิดประตูบานใหม่ ทำให้การถกเถียงเรื่องการคุ้มครองแรงงานหลุดพ้นจากกรอบเดิมที่ติดอยู่กับการนิยาม “สถานะ” ของคนทำงาน และช่วยให้สามารถจัดการกับงานที่มีรูปแบบและสถานะต่างกันได้ โดยมีหลักการสำคัญคือความเป็นธรรม รวมถึงการนำอนุสัญญามาปฏิบัติจริงต้องอาศัยการทำงานแบบบูรณาการกับหน่วยงานอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมในเรื่องการเข้าถึงข้อมูลการทำงานของแพลตฟอร์ม

เครือข่ายแรงงานแพลตฟอร์มภูมิภาคเอเชีย ออกแถลงการณ์ เรียกร้องยุติการจัดสถานะแรงงานเป็น “พาร์ทเนอร์” เพื่อเลี่ยงความรับผิดชอบ


ในโอกาสนี้ Karen Anne Gail Cariño จากเครือข่ายลูกจ้างอุตสาหกรรม BPO (BIEN) ประเทศฟิลิปปินส์ กล่าวแถลงการณ์ร่วมในนาม “เครือข่ายเพื่อคนงานแพลตฟอร์มแห่งเอเชีย (Regional Network of Platform Workers in Asia)” ชี้ว่าการจัดสถานะแรงงานแพลตฟอร์มเป็น “พาร์ทเนอร์" หรือ “ผู้รับจ้างอิสระ” เป็นการเลี่ยงพันธะของนายจ้างอย่างเป็นระบบ ทั้งไรเดอร์ คนขับรถที่อยู่บนท้องถนน ไปจนถึงแรงงานดิจิทัลอย่างผู้ช่วยเสมือนหรือฟรีแลนซ์ออนไลน์ ซึ่งแม้ลักษณะงานจะแตกต่างกันแต่ถูกควบคุมด้วยอัลกอริทึมและเงื่อนไขแพลตฟอร์มในแบบเดียวกัน เครือข่ายฯ เรียกร้องให้รัฐบาลทั่วเอเชียรับรองสถานะลูกจ้างของแรงงานแพลตฟอร์ม บังคับใช้ความรับผิดชอบกับแพลตฟอร์มทั้งในและต่างประเทศ จัดให้มีหลักประกันทางสังคมที่ครอบคลุม และคุ้มครองสิทธิการรวมตัวและเจรจาต่อรองร่วม พร้อมปิดท้ายด้วยจุดยืน “Nothing about us, without us” การตัดสินใจใด ๆ ที่เกี่ยวกับแรงงานแพลตฟอร์ม จะต้องมาจากการมีส่วนร่วมของแรงงานแพลตฟอร์ม เอง


แถลงการณ์ฉบับเต็ม : Joint Statement_Regional Network of Asian Platform Rorkers_23 July 2026


https://drive.google.com/file/d/1WnFG5Qez9IYti0wNor97pYUC_GVF4s8_/view?usp=drivesdk.pdf

ก้าวต่อไป

ผู้แทนสหพันธ์คนทำงานแพลตฟอร์มแห่งประเทศไทยระบุว่าได้ยื่นข้อเสนอต่อกระทรวงแรงงานมาหลายปีแล้ว แต่ยังไม่มีความคืบหน้าที่ชัดเจน จึงเรียกร้องให้กระทรวงแรงงานเร่งพิจารณาการคุ้มครองแรงงานแพลตฟอร์มตามแนวทางของอนุสัญญา ILO 193 โดยเร็ว 

สหัสวัต คุ้มคง สมาชิกผู้แทนราษฎร ได้กล่าวถึง.. การดำเนินงานของกระทรวงแรงงานที่กำลังผลักดันร่าง “พ.ร.บ. ส่งเสริมและคุ้มครองแรงงานอิสระ” ซึ่งเป็นที่ถกเถียงจากหลายฝ่าย รวมถึงมีข้อสังเกตจากนักวิชาการบางส่วนว่าอาจไม่มีความจำเป็นต้องออกกฎหมายใหม่ แต่สามารถปรับปรุงกฎหมายเดิมให้ครอบคลุมได้ สำหรับการดำเนินการของคณะกรรมาธิการการแรงงาน ได้มอบหมายให้มีคณะอนุกรรมาธิการที่ศึกษาเรื่องแรงงานแพลตฟอร์มโดยตรง และกำลังรวบรวมข้อเสนอจากทุกฝ่าย คาดว่ารายงานของคณะอนุกรรมการฯ จะแล้วเสร็จในอีก 2-3 เดือนข้างหน้า และจะนำเสนอต่อรัฐบาล รวมถึงเปิดเผยต่อสาธารณะต่อไป พร้อมทั้งประกาศจุดยืนว่าแนวทางตามอนุสัญญา ILO ฉบับที่ 193 เป็นสิ่งที่กระทรวงแรงงานเห็นด้วย และผู้แทนรัฐบาลไทยก็ได้โหวตรับรองอนุสัญญาฉบับนี้ 

การรวมตัวครั้งนี้ เป็นอีกก้าวสำคัญของวาระความร่วมมือระดับภูมิภาค เปิดพื้นที่ให้แรงงานแพลตฟอร์มจากหลายประเทศ ร่วมกันส่งเสียง แลกเปลี่ยนข้อเสนอ และผลักดันนโยบายแรงงานในเศรษฐกิจดิจิทัลที่เป็นธรรม ครอบคลุม และตั้งอยู่บนพื้นฐานของสิทธิ ...

สสปน. ต่อยอดมาตรฐานไมซ์ไทยสู่โอกาสทางธุรกิจ ผ่าน TMVS Promotional Campaign เชื่อม "มาตรฐาน" สู่ "ตลาด" ยกระดับอุตสาหกรรมไมซ์ไทยแข่งขันเวทีโลก

 สสปน. ต่อยอดมาตรฐานไมซ์ไทยสู่โอกาสทางธุรกิจ ผ่าน TMVS Promotional Campaign เชื่อม "มาตรฐาน" สู่ "ตลาด" ยกระดับอุตสาหกรรมไมซ์ไทยแข่งขันเวทีโลก

สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) หรือ สสปน. (TCEB) แถลงความสำเร็จของ MICE Standards Promotional Campaign ภายใต้แนวคิด "Standards-to-Market" ซึ่งมุ่งเชื่อมโยงมาตรฐานไมซ์ไทยสู่โอกาสทางธุรกิจอย่างเป็นรูปธรรม ผ่านการสร้างการรับรู้ การจับคู่ธุรกิจ (Business Matching) และการสร้างเครือข่ายกับผู้จัดงานทั้งในประเทศและระดับอาเซียน ตอกย้ำบทบาทของมาตรฐานไมซ์ไทยในฐานะเครื่องมือสำคัญที่ช่วยยกระดับความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการ พร้อมผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นจุดหมายปลายทางด้านไมซ์คุณภาพของภูมิภาคอย่างยั่งยืน

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา สสปน. ได้พัฒนาและผลักดันการนำ มาตรฐานสถานที่จัดงานประเทศไทย (Thailand MICE Venue Standard: TMVS) มาตรฐานการบริหารการจัดงานอย่างยั่งยืนประเทศไทย (Thailand Sustainable Event Management Standard: TSEMS) และ มาตรฐานสถานที่จัดงานอาเซียน (ASEAN MICE Venue Standard: AMVS) ไปใช้ในสถานประกอบการทั่วประเทศ เพื่อยกระดับคุณภาพสถานที่จัดงานทั้งด้านโครงสร้างพื้นฐาน เทคโนโลยี ความปลอดภัย การบริหารจัดการ และการดำเนินงานตามแนวทางความยั่งยืน สร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้จัดงานและเพิ่มศักยภาพการแข่งขันในตลาดไมซ์ระดับสากล

อย่างไรก็ตาม สสปน. มองว่าการมีมาตรฐานเพียงอย่างเดียวยังไม่เพียงพอ หากไม่สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มและโอกาสทางธุรกิจให้แก่ผู้ประกอบการได้ จึงได้ดำเนิน MICE Standards Promotional Campaign เพื่อเชื่อมโยง "มาตรฐาน" เข้าสู่ "ตลาด" ผ่านกิจกรรมส่งเสริมการตลาดเชิงรุก การประชาสัมพันธ์ การสร้างเครือข่ายธุรกิจ และการจับคู่ธุรกิจระหว่างสถานที่จัดงานที่ได้รับการรับรองมาตรฐานกับกลุ่มผู้จัดงาน ผู้ซื้อ (Buyers) และองค์กรที่มีศักยภาพในการจัดกิจกรรมไมซ์

ภายใต้โครงการดังกล่าว สสปน. ได้นำผู้ประกอบการที่ได้รับการรับรองมาตรฐานเข้าร่วมกิจกรรมในงานแสดงสินค้าสำคัญอย่าง Thailand HR Tech Conference & Exposition 2026 ซึ่งเป็นเวทีที่รวบรวมผู้จัดงาน องค์กรภาคธุรกิจ สมาคมวิชาชีพ และผู้ซื้อจากทั้งในประเทศและต่างประเทศ เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการได้พบปะผู้ตัดสินใจโดยตรง พร้อมนำเสนอศักยภาพของสถานที่จัดงานที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน

หนึ่งในกลไกสำคัญของโครงการคือ กิจกรรม Business Matching ซึ่งช่วยเชื่อมโยงผู้ประกอบการสถานที่จัดงานกับกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย ไม่ว่าจะเป็นองค์กรภาคเอกชน สมาคมวิชาชีพ ผู้จัดประชุมและสัมมนา ผู้จัดงานแสดงสินค้า บริษัทรับจัดงาน หน่วยงานภาครัฐ รวมถึงผู้ซื้อจากต่างประเทศ ผ่านการนัดหมายเจรจาธุรกิจและนำเสนอศักยภาพของสถานที่ ส่งผลให้เกิดโอกาสในการรับงานใหม่ สร้างเครือข่ายพันธมิตร และเพิ่มโอกาสทางการตลาดอย่างเป็นรูปธรรม

ผลการดำเนินงานสะท้อนให้เห็นว่า มาตรฐาน TMVS, TSEMS และ AMVS ได้รับการยอมรับมากขึ้นในฐานะหนึ่งในปัจจัยสำคัญในการพิจารณาคัดเลือกสถานที่จัดงานของทั้งภาครัฐและเอกชน โดยเฉพาะองค์กรที่ให้ความสำคัญกับคุณภาพ ความปลอดภัย และการดำเนินงานตามหลัก ESG และ Sustainability ขณะเดียวกัน สถานประกอบการที่ได้รับการรับรองมาตรฐานสามารถเพิ่มความน่าเชื่อถือ ขยายฐานลูกค้า และสร้างโอกาสในการเข้าถึงงานระดับประเทศและระดับนานาชาติได้อย่างชัดเจน

ภายในงานแถลงข่าวครั้งนี้ ยังได้รับความร่วมมือจากผู้ใช้งานสถานที่และผู้จัดงานชั้นนำที่ร่วมถ่ายทอดประสบการณ์ตรงถึงคุณค่าของมาตรฐานไมซ์ไทย อย่างงาน Thailand HR Tech Conference & Exposition 2026  ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า การเลือกใช้สถานที่ที่ผ่านการรับรองมาตรฐาน TMVS, TSEMS และ AMVS ช่วยลดความเสี่ยงในการจัดงาน เพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการ สร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้ร่วมงาน ผู้สนับสนุน และผู้แสดงสินค้า ตลอดจนสนับสนุนการจัดงานตามแนวทางความยั่งยืนที่เป็นความคาดหวังของผู้จัดงานระดับนานาชาติในปัจจุบัน

ทั้งนี้ ผู้ร่วมแถลงข่าวจากทุกภาคส่วนได้ร่วมส่งสารสำคัญว่า "มาตรฐาน TMVS และ TSEMS ไม่ได้สร้างประโยชน์เฉพาะแก่สถานที่จัดงาน แต่ยังสร้างคุณค่าให้กับผู้ใช้งานสถานที่ โดยช่วยลดความเสี่ยง เพิ่มความมั่นใจ ยกระดับประสบการณ์ของผู้เข้าร่วมงาน และสนับสนุนให้ผู้จัดงานสามารถส่งมอบงานคุณภาพระดับสากลได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งนำไปสู่การเติบโตของอุตสาหกรรมไมซ์ไทยในระยะยาว"

ความสำเร็จของ MICE Standards Promotional Campaign สะท้อนบทบาทของ สสปน. ในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมไมซ์ไทยผ่านแนวคิด Standards-to-Market ที่ไม่เพียงยกระดับมาตรฐานสถานที่จัดงาน แต่ยังสามารถเปลี่ยน "มาตรฐาน" ให้กลายเป็น "โอกาสทางธุรกิจ" สร้างรายได้แก่ผู้ประกอบการ เพิ่มความเชื่อมั่นให้กับผู้จัดงาน และเสริมสร้างศักยภาพการแข่งขันของประเทศไทยในฐานะศูนย์กลางการจัดประชุม นิทรรศการ และงานแสดงสินค้าคุณภาพของอาเซียนและระดับนานาชาติอย่างยั่งยืน

นักวิจัยมหาวิทยาลัยรามคำแหงผลักดัน “การท่องเที่ยวแนวปะการัง” สู่กลไกฟื้นฟูความหลากหลายทางชีวภาพและรับมือวิกฤตโลกเดือด ในเวที ICRS 2026 นำเสนอโมเดลท่องเที่ยวคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ การฟื้นฟูแนวปะการัง บลูคาร์บอน และการมีส่วนร่วมของชุมชน บนเวทีวิชาการแนวปะการังระดับโลกที่ประเทศนิวซีแลนด์

 นักวิจัยมหาวิทยาลัยรามคำแหงผลักดัน “การท่องเที่ยวแนวปะการัง” สู่กลไกฟื้นฟูความหลากหลายทางชีวภาพและรับมือวิกฤตโลกเดือด ในเวที ICRS 2026 นำเสนอโมเดลท่องเที่ยวคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ การฟื้นฟูแนวปะการัง บลูคาร์บอน และการมีส่วนร่วมของชุมชน บนเวทีวิชาการแนวปะการังระดับโลกที่ประเทศนิวซีแลนด์

โอ๊คแลนด์ ประเทศนิวซีแลนด์ — นักวิจัยมหาวิทยาลัยรามคำแหงร่วมแสดงบทบาทสำคัญบนเวทีการประชุมวิชาการนานาชาติว่าด้วยแนวปะการัง ครั้งที่ 16 หรือ The 16th International Coral Reef Symposium: ICRS 2026 ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 19–24 กรกฎาคม 2026 ณ New Zealand International Convention Centre (NZICC) เมืองโอ๊คแลนด์ ประเทศนิวซีแลนด์ โดยมีผู้เข้าร่วมประชุมมากกว่า 2,000 คน จาก 93 ประเทศ

การประชุม ICRS จัดขึ้นทุก 4 ปี ซึ่งเป็นเวทีสำคัญระดับโลกสำหรับนักวิทยาศาสตร์ ผู้บริหารจัดการทรัพยากร ผู้กำหนดนโยบาย ภาคธุรกิจ และองค์กรอนุรักษ์ ในการนำเสนอผลการศึกษาที่ก้าวหน้า ตลอดจนร่วมกันพัฒนาแนวทางปกป้องแนวปะการังจากผลกระทบของภาวะโลกเดือด น้ำทะเลเป็นกรด มลพิษ การประมงที่ไม่ยั่งยืน และการพัฒนาพื้นที่ชายฝั่ง 


คณะกรรมการจัดการประชุมฯ ได้คัดเลือกให้มี Session #85: Reef Tourism for Enhancing Biodiversity and Climate Resilience หรือ “การท่องเที่ยวแนวปะการังเพื่อเสริมสร้างความหลากหลายทางชีวภาพและความสามารถในการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ” ภายใต้หัวข้อใหญ่ด้านปฏิสัมพันธ์ระหว่างสังคมกับระบบนิเวศ คุณค่าของแนวปะการัง การใช้ประโยชน์ และการดูแลรักษาทรัพยากรโดยมี รศ.ดร.ธรรมศักดิ์ ยีมิน รศ.ดร.มาฆมาส สุทธาชีพ และ ผศ.ดร.วิชิน สืบปาละ จากกลุ่มวิจัยความหลากหลายทางชีวภาพในทะเล ภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง และ Association of Marine Biodiversity Conservation and Education เป็นประธานของ session 

การนำเสนอผลงานวิจัยใน session นี้ จัดขึ้นระหว่างวันที่ 22–23 กรกฎาคม 2026 ประกอบด้วยการบรรยายทางวิชาการ 16 เรื่อง และการนำเสนอผลงานในรูปแบบโปสเตอร์อีก 3 เรื่อง จากนักวิจัยและผู้ปฏิบัติงานด้านแนวปะการังในหลายภูมิภาค ทั้งเอเชีย แปซิฟิก ออสเตรเลีย แคริบเบียน แอฟริกา และอเมริกา เช่น University of California – Berkeley (USA), University of Wisconsin (USA), James Cook University (Australia), Academia Sinica (Taiwan), World Wide Fund for Nature (Indonesia), GBR Biology (Australia), Reef Conservation (Mauritius) ฯลฯ

เนื้อหาครอบคลุมตั้งแต่การท่องเที่ยวเชิงฟื้นฟูแนวปะการัง การพัฒนาเส้นทางท่องเที่ยวคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ การท่องเที่ยวทางทะเลธรรมชาติเชิงบวก การใช้วิทยาศาสตร์ภาคประชาชนในการติดตามระบบนิเวศ การประเมินความสามารถในการฟื้นตัวของแนวปะการัง การสร้างแหล่งอนุบาลปะการัง ตลอดจนกลไกทางการเงินและการประเมินมูลค่าบริการของระบบนิเวศ เพื่อสนับสนุนการอนุรักษ์อย่างต่อเนื่อง

ผลงานวิจัยจากมหาวิทยาลัยรามคำแหงที่นำเสนอในการประชุมครั้งนี้ยังมีผลงานของ อาจารย์ ดร.สิทธิพร เพ็งสกุล อาจารย์ ดร. เจริญมี แช่มช้อย อาจารย์ ดร.วัลยา กลิ่นทอง และนักศึกษาปริญญาเอกด้วย ซึ่งสะท้อนความก้าวหน้าของการเชื่อมโยงงานวิจัยแนวปะการังกับการจัดการการท่องเที่ยวอย่างเป็นรูปธรรม เช่น การประเมินแหล่งกองหินใต้น้ำแห่งใหม่ในจังหวัดกระบี่ด้วยกรอบสังคม–นิเวศ การพัฒนาเส้นทางท่องเที่ยวคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ในหมู่เกาะรัง การพัฒนาการท่องเที่ยวดำน้ำคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์และธรรมชาติเชิงบวกบริเวณเกาะง่ามใหญ่ จังหวัดชุมพร และการศึกษาศักยภาพบลูคาร์บอนของสาหร่ายทะเลและตะกอนบริเวณกองหินใต้น้ำ เพื่อสนับสนุนการลดและชดเชยการปล่อยคาร์บอนภายในภาคการท่องเที่ยว

นอกจากนี้ ยังมีการนำเสนอแนวทางฟื้นฟูปะการังด้วยเทคนิค micro-fragmentation เพื่อเพิ่มความหลากหลายทางชีวภาพและพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงนิเวศที่สามารถรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในพื้นที่เกาะสมุย การศึกษาศักยภาพด้านการท่องเที่ยวของกองหินใต้น้ำที่ค้นพบใหม่ในอ่าวไทย รวมถึงบทเรียนและทิศทางการพัฒนามาตรฐานการท่องเที่ยวทางทะเลคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ของประเทศไทย ซึ่งเป็นผลงานที่ได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.), หน่วยบริหารจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถการแข่งขัน (บพข.) ในสำนักงานเร่งรัดการวิจัยและนวัตกรรมเพื่อเพิ่มความสามารถการแข่งขันและการพัฒนาพื้นที่ (รวพ.), มหาวิทยาลัยรามคำแหง, CORDAP, GIZ, ACB โดยความร่วมมือกับกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.) และกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช (อส.) 

สาระสำคัญจากเวทีนี้ชี้ให้เห็นว่า การท่องเที่ยวแนวปะการังในอนาคตจำเป็นต้องเปลี่ยนจากการมุ่งลดผลกระทบเพียงอย่างเดียว ไปสู่การเป็นกลไกสนับสนุนการฟื้นฟูธรรมชาติ การอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ และการสร้างรายได้ที่เป็นธรรมแก่ชุมชนท้องถิ่น โดยต้องอาศัยข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ การกำหนดขีดความสามารถในการรองรับนักท่องเที่ยว การจัดการพื้นที่อย่างเหมาะสม และระบบติดตามตรวจสอบที่มีประสิทธิภาพ

ความสำเร็จของการท่องเที่ยวแนวปะการังจึงไม่ควรวัดจากจำนวนนักท่องเที่ยวหรือรายได้เพียงอย่างเดียว แต่ควรพิจารณาถึงความอุดมสมบูรณ์ของแนวปะการัง การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก การฟื้นตัวของระบบนิเวศ การมีส่วนร่วมของประชาชน และประโยชน์ที่ชุมชนชายฝั่งได้รับในระยะยาว

การมีบทบาทของนักวิจัยไทยในฐานะประธาน session และผู้นำเสนอผลงานหลายหัวข้อใน ICRS 2026 แสดงให้เห็นถึงศักยภาพของประเทศไทยในการพัฒนาองค์ความรู้และต้นแบบการท่องเที่ยวทางทะเลที่เชื่อมโยงการอนุรักษ์แนวปะการัง การรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และการพัฒนาเศรษฐกิจท้องถิ่นอย่างยั่งยืน


สถาบันการพัฒนาชุมชน เดินหน้าขยายผล มาตรฐานระบบการจัดการความรู้สากล (ISO 30401:2018) ณ ศพช.พิษณุโลก

 สถาบันการพัฒนาชุมชน เดินหน้าขยายผล มาตรฐานระบบการจัดการความรู้สากล (ISO 30401:2018) ณ ศพช.พิษณุโลก

เมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม 2569 เวลา 13.00 น. ณ ศูนย์ศึกษาและพัฒนาชุมชนพิษณุโลก : นางรัชนี โพธิสัตยา ผู้อำนวยการสถาบันการพัฒนาชุมชน นำทีมเจ้าหน้าที่กลุ่มงานจัดการความรู้ ลงพื้นที่ขับเคลื่อนงานมาตรฐานระบบการจัดการความรู้สากล(ISO 30401:2018) เพื่อยกระดับงานด้านการจัดการความรู้ขององค์กร (Coaching State#02) โดยมีนางสาววริศรา โสภาค ผู้ตรวจราชการกรม ปฏิบัติหน้าที่ ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาและพัฒนาชุมชนพิษณุโลก พร้อมเจ้าหน้าที่ คณะทำงานจัดการความรู้สากล (ISO)ศพช.พิษณุโลก เข้าร่วมฯ 


ในการนี้ นายกิตติศักดิ์ พูลนุช นักทรัพยากรบุคคลชำนาญการ ในฐานะเจ้าหน้าที่โครงการ ได้บรรยายสร้างความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับ มาตรฐานระบบการจัดการความรู้สากล (ISO30401:2018) พร้อมแลกเปลี่ยนในประเด็น กระบวนการ ขั้นตอน การขับเคลื่อนงาน และเตรียมความพร้อม ให้บรรลุผลสำเร็จตามเป้าหมายในอนาคตอีกด้วย 



ทั้งนี้ สถาบันการพัฒนาชุมชน กรมการพัฒนาชุมชน มีความมุ่งมั่นขับเคลื่อนงานโครงการพัฒนามาตรฐานระบบการจัดการความรู้สากล (ISO) ประจำปี 2569 และมุ่งขยายพื้นที่การรับรองมาตรฐานระบบการจัดการความรู้สากล (ISO 30401 : 2018) ไปสู่พื้นที่เป้าหมาย ในช่วงเริ่มต้น จำนวน 3 แห่ง ได้แก่ 1) สถาบันการพัฒนาชุมชน 2) ศูนย์ศึกษาและพัฒนาชุมชนลำปาง และ 3) ศูนย์ศึกษาและพัฒนาชุมชนพิษณุโลก เพื่อยกระดับกระบวนการขับเคลื่อนงานโครงการ กิจกรรมต่างๆ ให้เป็นไปตามมาตรฐานระบบการจัดการความรู้ให้เป็นระดับสากล เพื่อให้บรรลุผลสัมฤทธิ์ตามภารกิจของกรมการพัฒนาชุมชน ต่อไป


ภาพ/ข่าว : กลุ่มงานจัดการความรู้ สถาบันการพัฒนาชุมชน

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง สนับสนุนค่าพาหนะ และสิ่งของ ให้แก่ ผู้รับขาเทียม ช่างและอาสาสมัคร ในโครงการออกหน่วยทำขาเทียม พระราชทานเคลื่อนที่ ครั้งที่ 178 เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ณ หอประชุมวิทยาลัยเทคนิคหาดใหญ่ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา

  มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง สนับสนุนค่าพาหนะ และสิ่งของ ให้แก่ ผู้รับขาเทียม ช่างและอาสาสมัคร ในโครงการออกหน่วยทำขาเทียม พระราชทานเคลื่อนที่ ครั้งท...