วันพฤหัสบดีที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2569

วช. ผนึกกำลัง มธ. เดินหน้าหลักสูตร RUSH ระยะที่ 2 มุ่งสร้างเครือข่ายนักวิจัย – ยกระดับสู่การใช้งานจริง

 วช. ผนึกกำลัง มธ. เดินหน้าหลักสูตร RUSH ระยะที่ 2 มุ่งสร้างเครือข่ายนักวิจัย – ยกระดับสู่การใช้งานจริง

วันที่ 12 มีนาคม 2569 – โครงการการพัฒนาหลักสูตรเสริมศักยภาพและจรรยาบรรณด้านการวิจัยในสาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ ภายใต้การสนับสนุนจากสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) จัดการอบรมหลักสูตร "เสริมศักยภาพและจรรยาบรรณด้านการวิจัยในสาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ (RUSH)" ระยะที่ 2 โดยมุ่งเน้นการส่งเสริมและขยายผลงานวิจัยให้สอดคล้องกับบริบทเชิงพื้นที่ของแต่ละภูมิภาค พร้อมทั้งสนับสนุนการผลักดันข้อเสนอโครงการที่มีศักยภาพ เพื่อนำไปสู่การใช้ประโยชน์ได้อย่างเป็นรูปธรรม

รองศาสตราจารย์ ดร.สุนิดา อรุณพิพัฒน์ จากคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในฐานะหัวหน้าโครงการฯ ได้กล่าวถึงวัตถุประสงค์ของการอบรมหลักสูตร RUSH ว่า “โครงการนี้ถือเป็นความริเริ่มอันดีของ วช. ที่ต้องการเห็นบุคลากรในสาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์มีเครือข่ายที่เข้มแข็งและได้รับการเสริมศักยภาพอย่างต่อเนื่อง ซึ่งความสำเร็จนี้ได้เริ่มต้นขึ้นตั้งแต่ปีแรก สำหรับในระยะที่ 2 เราได้ยกระดับการดำเนินงานให้เข้มข้นยิ่งขึ้น โดยมุ่งเป้าไปที่การนำงานวิจัยไปใช้ประโยชน์ได้จริง ท้ายที่สุดนี้ จากความสำเร็จในระยะแรกที่นักวิจัยสามารถยื่นขอรับทุนสนับสนุนในลักษณะงานวิจัยเพื่อการนำไปใช้ประโยชน์ได้ตามเป้าหมาย ทำให้เรามั่นใจว่าเครือข่ายที่เรามุ่งมั่นสร้างสรรค์ขึ้นในปีนี้ ซึ่งเต็มไปด้วยความพยายาม ความหวัง และความห่วงใย จะนำพาทุกท่านไปสู่การนำงานวิจัยไปใช้ประโยชน์ได้อย่างแท้จริง ตลอดจนร่วมกันยกระดับการพัฒนาประเทศไปสู่อีกขั้นหนึ่ง

การอบรมในครั้งนี้ได้รับเกียรติจาก คุณศิรินทร์พร เดียวตระกูล รองผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ เป็นประธานกล่าวเปิดงาน โดยมี ดร.เตช บุนนาค เลขาธิการสภากาชาดไทย ร่วมกล่าวแสดงความยินดี 

โดยระบุว่า “ประเทศไทยกำลังอยู่ในจุดที่ต้องเข้าใจตนเองและเข้าใจโลกไปพร้อมกัน เรามีความหลากหลายทางวัฒนธรรม มีภูมิปัญญาท้องถิ่นที่ลึกซึ้ง และมีทุนทางสังคมที่ทรงคุณค่า ทว่าการจะนำทุนเหล่านี้มาใช้ให้เกิดประโยชน์ได้อย่างแท้จริงนั้น จำเป็นต้องอาศัยนักวิจัยที่เข้าใจทั้งทฤษฎีและสภาพความเป็นจริง สามารถทำงานบูรณาการร่วมกับชุมชน หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และองค์กรด้านมนุษยธรรมได้ และที่สำคัญที่สุดคือ ต้องสามารถสื่อสารองค์ความรู้เหล่านั้นให้ผู้กำหนดนโยบายและสาธารณชนเข้าใจ ตลอดจนนำไปปฏิบัติได้จริง ผมขอแสดงความยินดีกับผู้เข้าอบรมทุกท่านที่ได้รับการคัดเลือกเข้าร่วมหลักสูตรนี้ ท่านคือกำลังสำคัญของชาติทั้งในมิติขององค์ความรู้และความรับผิดชอบต่อสังคม ผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่าเวลา 3 วันหลังจากนี้ จะเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างสรรค์งานวิจัยและเครือข่ายความร่วมมือ ที่ไม่เพียงแต่ตอบโจทย์ทางวิชาการ แต่ยังสามารถตอบสนองความต้องการของสังคมไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเป็นที่พึ่งพิงให้แก่กลุ่มคนเปราะบางได้อย่างแท้จริง


นอกจากนี้ คุณแก้วเกศร์ ถาวรพันธ์ รองเลขาธิการวุฒิสภา ได้ร่วมกล่าวแสดงความยินดี โดยระบุว่า “การอบรมในครั้งนี้ถือเป็นก้าวย่างสำคัญที่จะช่วยขับเคลื่อนให้งานวิจัยสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้จริง และเป็นเป้าหมายในการร่วมกันผลักดันการพัฒนาประเทศในมิติต่าง ๆ ได้อย่างเป็นรูปธรรม หลายคนมักตั้งคำถามว่า งานวิจัยที่ดีนั้นอยู่ที่ไหน อาจจะอยู่ในห้องสมุดหรืออยู่บนหิ้ง ความท้าทายที่สำคัญคือ เราจะนำงานวิจัยที่ดีเหล่านั้นลงจากหิ้งมาใช้ให้เกิดประโยชน์อย่างเป็นรูปธรรมได้อย่างไร ดิฉันขอชื่นชมหลักสูตรนี้ที่มีความมุ่งมั่นในการนำงานวิจัยมาใช้ประโยชน์ ไม่ว่าจะเป็นด้านนโยบายสาธารณะ ด้านสังคมและชุมชน หรือด้านพาณิชย์ก็ตาม สำหรับสำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา ซึ่งเป็นหน่วยงานที่มีภารกิจหลักในการสนับสนุนงานของวุฒิสภา ทั้งด้านการประชุม ด้านกฎหมาย และด้านวิชาการ เราได้เล็งเห็นถึงความสำคัญของการนำผลงานวิจัยและองค์ความรู้ต่าง ๆ มาใช้ประโยชน์ จึงได้สนับสนุนให้มีการลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) กับหน่วยงานต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง เพื่อนำผลงานทางวิชาการและงานวิจัยมาประยุกต์ใช้ในกระบวนการนิติบัญญัติต่อไป”


พร้อมกันนี้ ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ได้ให้เกียรติขึ้นกล่าวปาฐกถาในหัวข้อ “สังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ในบริบทไทย: จากรากฐานตะวันตกสู่การสร้างสรรค์ทฤษฎีของเราเอง” 

โดยระบุว่า “เราจะต้องสร้างสังคมศาสตร์ของเราให้เป็นสังคมศาสตร์อีกรูปแบบหนึ่งที่มีความโดดเด่นเฉพาะตัว เป็นการศึกษาที่ไม่ได้ลอกเลียนแบบชาติตะวันตกทั้งหมด แต่เป็นการเรียนรู้จากตะวันตกโดยไม่ได้ตั้งข้อรังเกียจ พร้อมทั้งนำมาประยุกต์ให้เป็นแม่แบบสำหรับประเทศที่มีบริบทหรือต้นทุนทางสังคมคล้ายคลึงกับไทย เพื่อนำไปใช้ประโยชน์ได้อย่างเหมาะสม แม้กระทั่งในเรื่องของการทูต สิ่งสำคัญที่สุดคือการสร้างแนวทางการทูตแบบไทยขึ้นมา เพื่อให้เป็นอีกหนึ่งวิถีทาง (Approach) ที่น่าสนใจ อาจไม่ใช่รูปแบบประเทศมหาอำนาจระดับกลาง (Middle Power) ในความหมายเดิมเสียทีเดียว แต่เป็นการรวมตัวกันเพื่อไม่ให้ตกเป็นเบี้ยล่างของใคร ซึ่งถือเป็นประเด็นที่น่าสนใจมาก อย่างไรก็ตาม การเรียนการสอนความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ (International Relations) ในปัจจุบัน มักถูกมองว่าเป็นความเป็นสากล (Universal Science) แต่แท้จริงแล้วอาจไม่ใช่ความเป็นสากลเสมอไป ทว่าขึ้นอยู่กับความหลากหลายทางวัฒนธรรม และความสามารถในการสร้างสรรค์เพื่อนำไปประยุกต์ใช้ของแต่ละพื้นที่มากกว่า

สำหรับการอบรมหลักสูตร RUSH ระยะที่ 2 มีกำหนดจัดการอบรมทั้งในกรุงเทพมหานครและในส่วนภูมิภาค รวมทั้งสิ้น 4 ครั้ง โดยการอบรมในครั้งนี้ถือเป็นการจัดขึ้นเป็นครั้งแรกในกรุงเทพมหานคร เพื่อเปิดโอกาสให้บุคลากรที่ผ่านการคัดเลือกจากทั่วประเทศได้เข้าร่วม ตลอดระยะเวลาการอบรมรูปแบบผสมผสานทั้ง Online และ On-site รวม 4 วัน ผู้เข้าอบรมจะได้รับการบ่มเพาะความรู้และทักษะในด้านต่าง ๆ ผ่านการฝึกปฏิบัติการ (Workshop) และการให้คำปรึกษา (Coaching) อย่างครบถ้วนตามที่หลักสูตรกำหนด หลังจากนั้นจะมีระยะเวลาประมาณ 1 เดือน เพื่อให้ผู้เข้าอบรมได้พัฒนาข้อเสนอโครงการให้มีความสมบูรณ์ โดยทางโครงการฯ จะมีการติดตามความคืบหน้าอย่างต่อเนื่อง และกำหนดให้มีการนำเสนอผลงานรอบสุดท้ายต่อผู้เชี่ยวชาญในลำดับต่อไป


วันพุธที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2569

*ศน. เดินหน้าบวชภาคฤดูร้อน ปี 2569 ชวนเยาวชนทั่วไทย “บวชเรียน เปลี่ยนชีวิต”* *ถวายพระราชกุศล*

  *ศน. เดินหน้าบวชภาคฤดูร้อน ปี 2569 ชวนเยาวชนทั่วไทย “บวชเรียน เปลี่ยนชีวิต”* *ถวายพระราชกุศล*


กรมการศาสนา (ศน.) กระทรวงวัฒนธรรม เปิดโครงการบรรพชาอุปสมบทพระภิกษุสามเณร และบวชศีลจาริณีภาคฤดูร้อน ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 เพื่อถวายพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันพระราชสมภพ 2 เมษายน พร้อมชูแนวคิด 



“บวชเรียนเปลี่ยนชีวิต” มุ่งสร้างภูมิคุ้มกันทางใจให้เด็กและเยาวชนไทย

นายชัยพล สุขเอี่ยม อธิบดีกรมการศาสนา เปิดเผยว่า ศน. จัดโครงการบวชภาคฤดูร้อนต่อเนื่องมากกว่า 10 ปี และได้รับความสนใจจากครอบครัวทั่วประเทศอย่างล้นหลาม ซึ่งในปี 2568 มีผู้เข้าร่วมกิจกรรมมากกว่า 150,000 คน ซึ่งสะท้อนพลังศรัทธาและความเชื่อมั่นของสังคมที่มีต่อการใช้ “หลักธรรม” เป็นเครื่องมือพัฒนาเยาวชน โดยหลักสูตรอบรมระยะสั้น 15 วัน ดำเนินการตามมติมหาเถรสมาคม เน้นทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ อาทิ พุทธประวัติ ศาสนพิธี วินัยสงฆ์ การเทศนา และการภาวนา โดยมีพระธรรมวิทยากรถ่ายทอดความรู้ควบคู่การฝึกวินัยและการใช้ชีวิตอย่างมีสติ เพื่อให้ผู้เข้าร่วมกิจกรรมสามารถนำหลักธรรมไปปรับใช้ในชีวิตประจำวัน







สำหรับปี 2569 กรมการศาสนาได้บูรณาการความร่วมมือกับภาคส่วนต่าง ๆ และได้รับความเมตตาอนุเคราะห์

จากมหาเถรสมาคมโดยมีมติให้วัดที่มีความพร้อมทั่วประเทศจัดกิจกรรมบรรพชาอุปสมบท และบวชศีลจาริณีภาคฤดูร้อน ระหว่างเดือนมีนาคม ถึงเดือนพฤษภาคม 2569 เพื่อเปิดโอกาสให้เด็กและเยาวชนได้ใช้เวลาว่างช่วงปิดภาคเรียนให้เกิดประโยชน์อย่างสร้างสรรค์ มีความรู้ประสบการณ์จากการบวชมาพัฒนาตนเอง







ด้านคุณธรรม วินัย และการมีจิตสาธารณะ ในส่วนกลาง กรมการศาสนาร่วมกับวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม เขตพระนคร จัดกิจกรรมบรรพชาสามเณรภาคฤดูร้อน ในวันพุธที่ 1 เมษายน 2569 เวลา13.30 น. 





ทั้งนี้ ผู้ปกครองที่สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดได้ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02 222 7831 และ 092 582 4164 ตั้งแต่บัดนี้จนถึงวันที่ 20 มีนาคม 2569 นอกจากนี้ยังได้ร่วมกับวัด จำนวน 9 แห่ง ได้แก่ วัดนาคปรก วัดกก วัดทอง วัดเรืองยศสุทธาราม วัดเลียบราษฎร์บำรุง วัดสะพาน วัดศรีบุญเรือง วัดภคินีนาถ และวัดบรมสถล จัดกิจกรรมบรรพชาอุปสมบทและบวชเนกขัมมจาริณี




ส่วนภูมิภาค ร่วมกับสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดและวัดในพื้นที่จัดกิจกรรมบรรพชาสามเณรและบวชศีลจาริณีระดับภาค จำนวน 4 จังหวัด ได้แก่ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จัดกิจกรรม ในวันอังคารที่ 24 มีนาคม 2569 ณ วัดพระธาตุพนม อำเภอธาตุพนม จังหวัดนครพนม  ภาคเหนือ จัดกิจกรรมในวันพฤหัสบดีที่ 2 เมษายน 2569 ณ วัดพระสิงห์ อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่  ภาคกลาง จัดกิจกรรมในวันศุกร์ที่ 3 เมษายน 2569 ณ วัดลาดเป้ง อำเภอเมืองสมุทรสงคราม จังหวัดสมุทรสงคราม และภาคใต้ จัดกิจกรรมในวันจันทร์

ที่ 6 เมษายน 2569 ณ วัดไทรงาม อำเภอเมืองสงขลา จังหวัดสงขลา และยังได้สนับสนุนสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดอีก 72 จังหวัด ดำเนินกิจกรรมดังกล่าวด้วย 


นายชัยพล สุขเอี่ยม กล่าวเพิ่มเติมว่า การบวชในพระพุทธศาสนา ถือเป็นประเพณีสำคัญที่สืบทอดมาอย่างยาวนานในสังคมไทย โดยเฉพาะการบวชของบุตรหลานซึ่งถือเป็นการแสดงออกถึงความกตัญญูกตเวทีต่อบุพการี เป็นการทดแทนพระคุณพ่อแม่ ปู่ย่าตายาย ตลอดจนบูชาครูอาจารย์ ผู้ที่ได้เข้ามาอุปการะเลี้ยงดูและอบรมสั่งสอนให้เติบโตเป็นคนดีของสังคม การได้เข้ามาบวชเรียนแม้เพียงระยะเวลาหนึ่ง นอกจากจะได้ศึกษาหลักธรรมคำสอนของพระพุทธศาสนา ฝึกฝนตนเองให้มีระเบียบวินัย มีสติ และรู้จักการดำเนินชีวิตอย่างถูกต้องแล้ว ยังเป็นโอกาสสำคัญที่เยาวชนจะได้เรียนรู้การใช้ชีวิตอย่างเรียบง่าย รู้จักความพอเพียง การอยู่ร่วมกันอย่างมีระเบียบแบบแผน และการเคารพกฎกติกาของสังคม อันเป็นการหล่อหลอมให้เกิดความรับผิดชอบต่อตนเองและส่วนรวม

นอกจากนี้ การบวชยังเป็นเวทีสำคัญในการปลูกฝังคุณธรรม จริยธรรม และจิตสำนึกที่ดีให้แก่เยาวชน ทั้งด้านความกตัญญู ความมีวินัย ความอดทน และการเสียสละ ซึ่งเป็นคุณลักษณะพื้นฐานของการเป็นพลเมืองที่ดีของประเทศ อีกทั้งยังช่วยสืบสานพระพุทธศาสนาและวัฒนธรรมประเพณีอันดีงามของไทยให้คงอยู่สืบไป เมื่อเยาวชนได้ผ่านประสบการณ์การบวชเรียนแล้ว ย่อมสามารถนำหลักธรรมไปประยุกต์ใช้ในการดำเนินชีวิต การศึกษา และการทำงานในอนาคต อันจะเป็นรากฐานสำคัญในการพัฒนาตนเอง ครอบครัว และสังคมไทยให้มีความเข้มแข็ง โครงการบวชภาคฤดูร้อนของกรมการศาสนา ไม่เพียงเป็นการสืบสานประเพณีอันดีงามของไทย แต่ยังเป็นเวทีสร้าง “พลังใจรุ่นใหม่” ให้เติบโตเป็นพลเมืองที่มีคุณภาพ พร้อมร่วมขับเคลื่อนสังคมไทยบนพื้นฐานของคุณธรรมและความรับผิดชอบต่อส่วนรวมอย่างยั่งยืน ///

อว. ผนึก 5 หน่วยงาน ยกระดับอาหารพื้นถิ่นด้วยเทคโนโลยีฉายรังสี พร้อมเปิดศูนย์บ่มเพาะฯ ปั้นผู้ประกอบการ “Food Ray Genius” สู่เวทีโลก

 อว. ผนึก 5 หน่วยงาน ยกระดับอาหารพื้นถิ่นด้วยเทคโนโลยีฉายรังสี พร้อมเปิดศูนย์บ่มเพาะฯ ปั้นผู้ประกอบการ “Food Ray Genius” สู่เวทีโลก


          วันนี้ (10 มีนาคม 2569) นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เป็นประธาน พิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ เรื่อง “ความร่วมมือในการบูรณาการด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีนิวเคลียร์ เพื่อเสริมสร้างศักยภาพด้านงานวิจัย พัฒนานวัตกรรมและการใช้ประโยชน์” ระหว่าง 5 หน่วยงานพันธมิตร ได้แก่ สถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ สทน. สถาบันอาหาร มหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์ มหาวิทยาลัยราชภัฏร้อยเอ็ด และมหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร โดยมีผู้บริหารจากหน่วยงานพันธมิตรเข้าร่วมเป็นสักขีพยาน พร้อมจัดแถลงข่าวเปิดศูนย์บ่มเพาะผู้ประกอบการอาหารฉายรังสีเชิงลึก ภายใต้กิจกรรม “Food Ray Genius” ณ ห้องแถลงข่าว อาคารพระจอมเกล้า สำนักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.)




รัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. กล่าวว่า อาหารไทยถือเป็นหนึ่งใน Soft Power ที่สำคัญของประเทศ การยกระดับอาหารพื้นถิ่นด้วยวิทยาศาสตร์และนวัตกรรม ไม่เพียงช่วยเพิ่มความปลอดภัยและคุณภาพของผลิตภัณฑ์ แต่ยังช่วยเพิ่มโอกาสทางเศรษฐกิจให้กับผู้ประกอบการรายย่อย วิสาหกิจชุมชน และผู้ผลิตในภูมิภาคให้สามารถแข่งขันได้ในตลาดที่กว้างขึ้น  หนึ่งในเทคโนโลยีสำคัญที่ถูกนำมาใช้คือ “เทคโนโลยีการฉายรังสีอาหาร” ซึ่งช่วยลดการปนเปื้อนของจุลินทรีย์ ยืดอายุการเก็บรักษา และช่วยให้ผลิตภัณฑ์อาหารของไทยสามารถส่งออกไปยังตลาดต่างประเทศได้มากขึ้น โดยเทคโนโลยีดังกล่าวได้รับการรับรองด้านความปลอดภัยจากองค์การระหว่างประเทศ และมีการใช้แพร่หลายในหลายประเทศทั่วโลก

รองศาสตราจารย์ ดร.ธวัชชัย อ่อนจันทร์ ผู้อำนวยการสถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ กล่าวว่าการยกระดับอาหารพื้นถิ่นและอาหารฟังก์ชันด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม เป็นแนวทางสำคัญในการเพิ่มมูลค่าเศรษฐกิจฐานราก ควบคู่กับการยกระดับมาตรฐานคุณภาพและความปลอดภัยของอาหารไทย ที่ผ่านมา สทน. ได้ดำเนินโครงการถ่ายทอดเทคโนโลยีการฉายรังสีอาหารร่วมกับมหาวิทยาลัยราชภัฏในภูมิภาคต่างๆ มาตั้งแต่ปี 2564 มีผู้ประกอบการสนใจสมัครเข้าร่วมโครงการฯ รวม 934 ผลิตภัณฑ์ และสามารถพัฒนาผลิตภัณฑ์ จนเกิด “Product Champion” ในแต่ละภูมิภาค ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของผู้ประกอบการไทยในการพัฒนาสินค้าด้วยเทคโนโลยีฉายรังสี ให้มีมาตรฐานความปลอดภัยและมีศักยภาพในการแข่งขันในตลาดที่กว้างขึ้น 

ในปี 2569 นี้ สทน. จึงได้ต่อยอดความสำเร็จของโครงการฯ สู่การจัดตั้ง “ศูนย์บ่มเพาะผู้ประกอบการอาหารฉายรังสีเชิงลึก เพื่อการถ่ายทอดเทคโนโลยีอย่างยั่งยืน” ภายใต้กิจกรรม “Food Ray Genius” ซึ่งจะเป็นเวทีค้นหาและพัฒนาผู้ประกอบการอาหารพื้นถิ่นที่มีศักยภาพ ให้มีความพร้อมทั้งด้านเทคโนโลยี มาตรฐานผลิตภัณฑ์ และการบริหารจัดการธุรกิจ เพื่อให้สามารถนำองค์ความรู้จากงานวิจัยไปใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ได้จริง โดย สถาบันอาหาร จะมีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนองค์ความรู้ด้านอุตสาหกรรมอาหาร มาตรฐานความปลอดภัย การพัฒนาผลิตภัณฑ์ และการต่อยอดสู่ตลาดเชิงพาณิชย์ เพื่อเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทยทั้งในประเทศและต่างประเทศ


ขณะที่ มหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์ มหาวิทยาลัยราชภัฏร้อยเอ็ด และมหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร ซึ่งเป็นสถาบันการศึกษาในภูมิภาค จะทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางในการถ่ายทอดองค์ความรู้สู่พื้นที่ และทำงานร่วมกับผู้ประกอบการ วิสาหกิจชุมชน และ SME โดยมีผลิตภัณฑ์อาหารพื้นถิ่นที่โดดเด่นจากแต่ละจังหวัดเข้าร่วมพัฒนา อาทิ เนื้อโคขุนโพนยางคำ ไก่ย่างพังโคน และหม่ำเนื้อจากจังหวัดสกลนคร หม่ำ ปลาส้ม และแจ่วบอง/แจ่วมะกอก จากจังหวัดร้อยเอ็ด รวมถึงไส้กรอกปลา ข้าวเหนียวเขาวงและน้ำปลาร้าแม่บุญล้ำ จากจังหวัดกาฬสินธุ์




ความร่วมมือระหว่าง สถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ สถาบันอาหาร และมหาวิทยาลัยทั้ง 3 แห่ง ในครั้งนี้ จึงนับเป็นอีกก้าวสำคัญของการบูรณาการความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม เพื่อยกระดับอาหารพื้นถิ่นของไทยให้มีมาตรฐานความปลอดภัยระดับสากล พร้อมทั้งสร้างผู้ประกอบการนวัตกรรมอาหารรุ่นใหม่ และขับเคลื่อนเศรษฐกิจชุมชนให้เติบโตอย่างเข้มแข็งและยั่งยืนต่อไป


วช. ผนึกกำลัง มธ. เดินหน้าหลักสูตร RUSH ระยะที่ 2 มุ่งสร้างเครือข่ายนักวิจัย – ยกระดับสู่การใช้งานจริง

  วช. ผนึกกำลัง มธ. เดินหน้าหลักสูตร RUSH ระยะที่ 2 มุ่งสร้างเครือข่ายนักวิจัย – ยกระดับสู่การใช้งานจริง วันที่ 12 มีนาคม 2569 –  โครงการการ...