วันพฤหัสบดีที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2569

“35 ปี “สหการประมูล” เปิดเกมรุกปั้น Ecosystem เชื่อมโอกาสธุรกิจไร้รอยต่อ

 “35 ปี “สหการประมูล” เปิดเกมรุกปั้น Ecosystem เชื่อมโอกาสธุรกิจไร้รอยต่อ


บริษัท สหการประมูล จำกัด (มหาชน) หรือ Union Auction ฉลองวาระครบรอบ 35 ปี จัดงาน “35th Anniversary & Awards Ceremony” ภายใต้แนวคิด “Trusted Legacy. Share Future” — 35 ปีแห่งความไว้วางใจ สู่อนาคตใหม่ร่วมกัน เพื่อขอบคุณลูกค้า พันธมิตร และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องที่ร่วมเป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนองค์กรมาอย่างต่อเนื่อง พร้อมประกาศวิสัยทัศน์บทใหม่ในการยกระดับธุรกิจสู่ “Ecosystem” ที่เชื่อมโยงผู้ซื้อ ผู้ขาย และพันธมิตรเข้าด้วยกันอย่างครบวงจร


จากจุดเริ่มต้นเมื่อปี 2534 ในฐานะผู้บุกเบิกการประมูลรถยนต์แบบเปิด หรือ Open Auction สหการประมูลได้พัฒนารูปแบบบริการอย่างต่อเนื่อง จากผู้จัดประมูลรถยนต์สู่แพลตฟอร์มประมูลสินทรัพย์ที่ครอบคลุมสินค้าและกลุ่มธุรกิจหลากหลายประเภท โดยมี “ความไว้วางใจ” จากลูกค้า ผู้ซื้อ ผู้ขาย และพันธมิตร เป็นทุนสำคัญที่ผลักดันให้องค์กรเติบโตและรักษาความแข็งแกร่งในตลาดตลอดระยะเวลา 35 ปี


ก้าวต่อไปของสหการประมูลจึงไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการเป็นพื้นที่กลางสำหรับซื้อ–ขายสินทรัพย์ผ่านการประมูล แต่คือการต่อยอดความเชี่ยวชาญ เครือข่าย และเทคโนโลยี สู่ระบบนิเวศธุรกิจที่สามารถเชื่อมโยงบริการสนับสนุนด้านการประมูลและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกฝ่ายเข้าด้วยกัน เพื่อเพิ่มโอกาสทางธุรกิจ ยกระดับประสบการณ์ของลูกค้า และสร้างการเติบโตร่วมกันอย่างยั่งยืน


นายวรัญญู ศิลา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สหการประมูล จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า “ความสำเร็จตลอด 35 ปีของสหการประมูล ไม่ได้เกิดจากการเดินทางขององค์กรเพียงลำพัง แต่เกิดจากความไว้วางใจ ความร่วมมือ และความสัมพันธ์อันแข็งแกร่งที่ลูกค้าและพันธมิตรมอบให้มาโดยตลอด การก้าวสู่บทใหม่ของเราจึงไม่ใช่เพียงการรักษาความสำเร็จในอดีต แต่คือการนำความไว้วางใจที่สั่งสมมา ต่อยอดสู่อนาคตที่แข็งแกร่งยิ่งขึ้น ด้วยความเชี่ยวชาญ เทคโนโลยี และพลังความร่วมมือจากพันธมิตรทุกภาคส่วน”


ทั้งนี้ บริษัทเตรียมเดินหน้าพัฒนา Auction Solution รูปแบบใหม่ เพื่อรองรับความต้องการที่หลากหลายของตลาดและขยายโอกาสการเติบโตให้แก่ลูกค้าและพันธมิตร ควบคู่กับการยึดมั่นในความโปร่งใส ความเป็นธรรม และหลักธรรมาภิบาล รวมถึงมาตรฐานการต่อต้านคอร์รัปชันตามแนวทาง CAC พร้อมดำเนินธุรกิจอย่างรับผิดชอบและสร้างคุณค่าร่วมให้แก่สังคม



ภายในงานยังมีพิธีมอบรางวัล Top Spender Awards, Non-Auction Business Excellence และ Legacy Customers Awards รวม 30 รางวัล เพื่อยกย่องลูกค้าและพันธมิตรคนสำคัญที่ให้การสนับสนุนบริษัทและร่วมเดินเคียงข้างกันมาอย่างต่อเนื่อง ครอบคลุม 6 กลุ่มธุรกิจและสินค้า ได้แก่ รถยนต์ จักรยานยนต์ บิ๊กไบค์ เครื่องจักรกลการเกษตร รถบรรทุก และกลุ่มธุรกิจใหม่ สะท้อนถึงความแข็งแกร่งของเครือข่ายและศักยภาพในการขยายบริการไปสู่ตลาดที่หลากหลายยิ่งขึ้น


อีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญคือกิจกรรมเพื่อสังคม “ประมูลเบอร์สวย เพื่อน้องผู้ป่วยมะเร็ง” ซึ่งนำหมายเลขโทรศัพท์เลขสวย “เบอร์โฟร์มงคล” มาจัดประมูลภายใต้แนวคิด “เปลี่ยนเบอร์มงคล ให้เป็นพลังแห่งการให้” โดยบริษัทมอบรายได้จากการประมูลทั้งหมดโดยไม่หักค่าใช้จ่าย พร้อมสมทบเงินเพิ่มเติม รวมเป็นจำนวนทั้งสิ้น 205,000 บาท แก่มูลนิธิรามาธิบดี เพื่อสนับสนุนโครงการผู้ป่วยมะเร็งในเด็ก สะท้อนเจตนารมณ์ในการนำความเชี่ยวชาญด้านการประมูลมาต่อยอดเป็นพลังแห่งการให้และส่งต่อโอกาสที่ดีคืนสู่สังคม



งาน “35th Anniversary & Awards Ceremony” จึงเป็นมากกว่าการเฉลิมฉลองความสำเร็จในอดีต แต่เป็นหมุดหมายสำคัญของการเปิดบทใหม่ให้สหการประมูล จากผู้บุกเบิก Open Auction สู่การเป็น Ecosystem และแพลตฟอร์มประมูลครบวงจร ที่พร้อมเชื่อมโยงลูกค้า ผู้ซื้อ ผู้ขาย และพันธมิตรเข้าด้วยกัน ผ่านการพัฒนาเทคโนโลยี บริการ และ Auction Solution รูปแบบใหม่ เพื่อสร้างโอกาสทางธุรกิจและการเติบโตอย่างยั่งยืน ควบคู่กับการสร้างคุณค่าให้แก่เศรษฐกิจและสังคมไทย


ติดตามความเคลื่อนไหว และรายละเอียด Union Auction สหการประมูล 

แหล่งรวมรถมือสองที่ใหญ่ที่สุด สหการประมูล ลานประมูลแห่งแรกของไทย

โทร 02-033-6555

เว็บไซต์ :  www.auct.co.th 

Facebook : www.facebook.com/AUCT.Official

Instagram : auct.official 

Youtube : www.youtube.com/AUCTOfficial 


ศน. ร่วมกับสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัด 14 จังหวัดภาคใต้ จัด “มหกรรมสีสันแห่งศรัทธา พัฒนาชุมชนคุณธรรมพลังบวร” สืบสานคุณธรรม ต่อยอดทุนวัฒนธรรมสู่ชุมชน

 ศน. ร่วมกับสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัด 14 จังหวัดภาคใต้ จัด “มหกรรมสีสันแห่งศรัทธา พัฒนาชุมชนคุณธรรมพลังบวร” สืบสานคุณธรรม ต่อยอดทุนวัฒนธรรมสู่ชุมชน

วันที่ 7 สิงหาคม 2569 เวลา 19.00 น. กรมการศาสนา กระทรวงวัฒนธรรม ร่วมกับจังหวัดสตูล และสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัด 14 จังหวัดภาคใต้ จัดพิธีเปิดงาน “มหกรรมสีสันแห่งศรัทธา พัฒนาชุมชนคุณธรรมพลังบวร ภาคกใต้” ภายใต้โครงการพลังบวรในมิติศาสนา ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 7–9 สิงหาคม 2569 ณ ลานวัฒนธรรม พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ คฤหาสน์กูเด็น​ ตำบลพิมาน อำเภอเมืองสตูล จังหวัดสตูล โดยมี นายชัยพล สุขเอี่ยม อธิบดีกรมการศาสนา เป็นประธานในพิธีเปิด พร้อมด้วย นายคณิต คงช่วย ผู้ว่าราชการจังหวัดสตูล นายกิตติพงษ์ แก้วยอดทอง วัฒนธรรมจังหวัดสตูล หัวหน้าส่วนราชการ ผู้นำศาสนา 5 ศาสนา ภาคีเครือข่ายชุมชนคุณธรรมพลังบวรจาก 14 จังหวัดภาคใต้ ประชาชน และสื่อมวลชน เข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง เพื่อส่งเสริมการขับเคลื่อนชุมชนคุณธรรมด้วยพลัง "บวร" ผ่านการบูรณาการทุนทางศาสนา วัฒนธรรม และภูมิปัญญาท้องถิ่น สู่การพัฒนาชุมชนอย่างเข้มแข็งและยั่งยืน

ภายในงานมีกิจกรรม อาทิ การบรรยายให้ความรู้ เกี่ยวกับการสร้างสรรค์ พัฒนาต่อยอดผลิตภัณฑ์ชุมชน การบรรยาย “รวมพลังบวร สร้างเศรษฐกิจชุมชน”หัวข้อ “ตลาดออนไลน์ สร้างมูลค่าผลิตภัณฑ์ชุมชน”และกิจกรรม WORK SHOP เยี่ยมชมบูธแสดงสินค้าทางวัฒนธรรมจำนวน 40 บูธ ชมการแสดงวัฒนธรรม

พหุศิลป์ ถิ่นแดนใต้ ,ว่าวควายระเริงรม ภูมิปัญญาศิลป์ถิ่นสตูล ,วิถีคนชาวเล แห่งอันดามัน ,สีสันลายผ้าบาติก ,จำปาดะ ราชินีผลไม้แห่งเมืองสตูล,เคบาย่า สู่มรดกโลก , ขวัญสตูล ,ลีลาชาชัก และ ลิเกป่า  ชมการแสดง Motion Mapping ชื่อชุดการแสดง “สีสันแห่งศรัทธา รวมพลังบวร 14 จังหวัดภาคใต้” การแสดงจากศิลปิน เบนซ์ จริยา แอมป์ ซีทรู และน้องเพลง โรงเรียนเทศบาล 5 วัดหัวป้อมนอก อีกทั้งภายในงานมีนิทรรศการสาธิตอาหารพื้นบ้าน และนิทรรศการผลิตภัณฑ์ชุมชนคุณธรรมพลังบวร จากทั้ง 14 จังหวัดภาคใต้

สำหรับการจัดงานมหกรรมสีสันแห่งศรัทธา พัฒนาชุมชนคุณธรรมพลังบวร" ประจำปี 2569 ได้จัดทั้ง 4 ภาค ได้แก่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จัดขึ้นระหว่างวันที่ 12 - 14 มิถุนายน 2569 ณ ลานสาเกตนคร 

(หอโหวดร้อยเอ็ด) สวนสมเด็จพระศรีนครินทร์ บึงพลาญชัย อำเภอเมืองร้อยเอ็ด จังหวัดร้อยเอ็ด ภาคกลาง 

จัดขึ้นระหว่างวันที่ 17 – 19 กรกฎาคม 2569 ณ บริเวณชายหาดพัทยากลาง เมืองพัทยา อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี ภาคเหนือ จัดขึ้นระหว่างวันที่ ๒๔ – ๒๖ กรกฎาคม ๒๕๖๙  ณ ลานรถม้า ชั้น ๑ ศูนย์การค้าเซ็นทรัลลำปาง อำเภอเมืองลำปาง จังหวัดลำปาง และภาคใต้ จัดขึ้นระหว่างวันที่ 7 – 9 สิงหาคม 2569 

ณ ลานวัฒนธรรม พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ คฤหาสน์กูเด็น ตำบลพิมาน อำเภอเมืองสตูล จังหวัดสตูล

นายชัยพล สุขเอี่ยม อธิบดีกรมการศาสนา กล่าวว่า กระทรวงวัฒนธรรม มุ่งมั่นที่จะพลิกโฉมวัฒนธรรมไทยสู่การเดินหน้าขับเคลื่อนเศรษฐกิจ สังคม และ Soft Power ของประเทศ โดยให้ความสำคัญกับสร้างคนดี มีคุณธรรม เสริมสร้างสังคมที่เข้มแข็งผ่านพลังความร่วมมือภายใต้แนวคิด “บวร” (บ้าน วัด/ศาสนสถาน โรงเรียน) และหน่วยงานทุกภาคส่วน เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน พร้อมกับการสืบสาน รักษาคุณค่า และต่อยอดมรดกภูมิปัญญาท้องถิ่นให้คงอยู่อย่างมีชีวิต  

อธิบดีกรมการศาสนา กล่าวต่อว่า การจัดงาน “มหกรรมสีสันแห่งศรัทธา พัฒนาชุมชนคุณธรรมพลังบวร ภาคใต้” ในครั้งนี้ ยังสอดคล้องกับนโยบายสำคัญด้านเศรษฐกิจวัฒนธรรม ที่มุ่งเน้นการแปลงทุนทางวัฒนธรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่นให้เป็นคุณค่าและมูลค่าทางเศรษฐกิจสูง (High Value) ผ่านการยกระดับผลิตภัณฑ์ทางวัฒนธรรม (CPOT) ส่งเสริมเศรษฐกิจฐานราก และเชื่อมโยงอัตลักษณ์อันทรงคุณค่าของท้องถิ่นสู่สายตาสากล โดยเวทีนี้ถือเป็นเวทีสำคัญในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ขยายผลความสำเร็จ และสร้างแรงบันดาลใจผ่านเครือข่ายชุมชนคุณธรรมจาก 14 จังหวัดภาคใต้

ภายในงาน ประชาชนจะได้ร่วม “ชม ชิม ช็อป” ผลิตภัณฑ์จากชุมชนคุณธรรม ชมการแสดงศิลปวัฒนธรรม การสาธิตภูมิปัญญาท้องถิ่น และกิจกรรมที่สะท้อนความหลากหลายทางศาสนาและพหุวัฒนธรรมของภาคใต้ อันเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงศาสนาและวัฒนธรรม ควบคู่กับการสร้างงาน สร้างรายได้ และยกระดับเศรษฐกิจฐานรากอย่างยั่งยืน ตามเป้าหมายในการนำวัฒนธรรมไทยก้าวไกลสู่อนาคตอย่างมั่นคงต่อไป ////


สมุทรสาครเฮ! รถไฟฟ้าสายสีแดงเข้ม วงเวียนใหญ่–มหาชัย 36.8 กม. คืบหน้าอีกขั้น รับฟังความเห็นกว่า 200 คน ส่วนใหญ่เห็นพ้องให้สร้าง

 สมุทรสาครเฮ! รถไฟฟ้าสายสีแดงเข้ม วงเวียนใหญ่–มหาชัย 36.8 กม. คืบหน้าอีกขั้น รับฟังความเห็นกว่า 200 คน ส่วนใหญ่เห็นพ้องให้สร้าง


การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) เปิดเผยผลการศึกษาความเหมาะสมโครงการรถไฟชานเมืองสายสีแดงเข้ม ช่วงวงเวียนใหญ่–มหาชัย ระยะทางประมาณ 36.8 กิโลเมตร จำนวน 17 สถานี เพื่อยกระดับระบบขนส่งมวลชนเชื่อมพื้นที่ฝั่งธนบุรีกับจังหวัดสมุทรสาคร รองรับการเดินทางของประชาชน การขนส่ง การค้า และการท่องเที่ยวในอนาคต โดยภาพรวมผลการศึกษาพบว่าโครงการมีความเหมาะสมและคุ้มค่าต่อการลงทุน

วันที่ 6 สิงหาคม 2569 การรถไฟแห่งประเทศไทย จัดการประชุมรับฟังความคิดเห็นของประชาชน ครั้งที่ 2 (การประชุมปัจฉิมนิเทศโครงการ) ณ โรงแรมเซ็นทรัลเพลส จังหวัดสมุทรสาคร โดยมี นายบรรพต จันทรวงษ์ ปลัดจังหวัดสมุทรสาคร เป็นประธานในพิธีเปิด พร้อมด้วย ดร.พิชิต จำนงพิพัฒน์กุล ผู้จัดการโครงการฯ กล่าวรายงาน และ ดร.พิเศษ เสนาวงษ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านสิ่งแวดล้อมและการมีส่วนร่วม โครงการรถไฟฟ้าสายสีแดงเข้ม ช่วงวงเวียนใหญ่–มหาชัย ร่วมชี้แจงรายละเอียดผลการศึกษาและแนวทางการมีส่วนร่วมของประชาชน




ภายในงานมีผู้แทนจากหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ภาคประชาชน และผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย เข้าร่วมกว่า 200 คน โดยมี นายอุดม ไกรวัตนุสสรณ์ (ปลัดแต) นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) สมุทรสาคร และ นายณัฐพงษ์ สุมโนธรรม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาชน จังหวัดสมุทรสาคร เขต 1 เข้าร่วมรับฟังผลการศึกษา พร้อมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและข้อเสนอแนะต่อการดำเนินโครงการ




ในการประชุม ได้มีการนำเสนอผลการศึกษาด้านต่างๆ ทั้งแนวเส้นทาง รูปแบบการเดินรถ การออกแบบโครงสร้างและสถานี การจัดกรรมสิทธิ์ที่ดิน ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม มาตรการลดผลกระทบ รวมถึงผลการวิเคราะห์ด้านเศรษฐกิจ การเงิน และความคุ้มค่าของโครงการ พร้อมเปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมเสนอความคิดเห็นและข้อเสนอแนะ เพื่อนำไปปรับปรุงรายงานการศึกษาฉบับสมบูรณ์

โครงการมีแนวเส้นทางเริ่มต้นจากสถานีวงเวียนใหญ่ ผ่านพื้นที่สำคัญของฝั่งธนบุรีและจังหวัดสมุทรสาคร ไปสิ้นสุดที่สถานีมหาชัย บริเวณถนนเอกชัย ใช้โครงสร้างทางรถไฟยกระดับตลอดสาย และให้บริการด้วยรถไฟฟ้าแบบ EMU โดยประมาณร้อยละ 75 ของแนวเส้นทางอยู่ในเขตทางรถไฟเดิมของการรถไฟแห่งประเทศไทย ช่วยลดผลกระทบด้านการเวนคืนที่ดิน และเพิ่มความปลอดภัยจากจุดตัดทางรถไฟ

สถานีต่างๆ ได้รับการออกแบบตามหลัก Universal Design เพื่อรองรับผู้ใช้งานทุกกลุ่ม พร้อมเชื่อมต่อระบบขนส่งสาธารณะและชุมชนโดยรอบ ขณะที่สถานีปลายทางมหาชัยจะเป็นจุดเชื่อมต่อสำคัญกับพื้นที่เศรษฐกิจ ท่าเรือโดยสาร และรถไฟสายบ้านแหลม–แม่กลอง



โครงการมีมูลค่าการลงทุนรวมประมาณ 71,224.06 ล้านบาท แบ่งเป็นค่าก่อสร้างงานโยธา 63,382.83 ล้านบาท ค่าจัดกรรมสิทธิ์ที่ดิน 2,535.31 ล้านบาท และค่าจัดหาขบวนรถไฟฟ้าพร้อมระบบการเดินรถ 5,306.92 ล้านบาท ผลการศึกษาพบว่าโครงการมีความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ โดยมีมูลค่าปัจจุบันสุทธิ (NPV) ประมาณ 31,602 ล้านบาท อัตราส่วนผลประโยชน์ต่อค่าใช้จ่าย (B/C Ratio) เท่ากับ 1.69 และอัตราผลตอบแทนทางเศรษฐกิจ (EIRR) ร้อยละ 12.12 สะท้อนถึงศักยภาพในการสร้างประโยชน์ต่อเศรษฐกิจและสังคมในระยะยาว

โครงการจะช่วยเพิ่มทางเลือกในการเดินทาง ลดระยะเวลาเดินทาง ลดความแออัดบนท้องถนน เพิ่มความปลอดภัยในการสัญจร สนับสนุนการเชื่อมโยงพื้นที่เศรษฐกิจและตลาดแรงงาน รวมถึงยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนระหว่างกรุงเทพมหานครและจังหวัดสมุทรสาคร

ทั้งนี้ การรถไฟแห่งประเทศไทยยืนยันว่า จะรวบรวมข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะจากทุกภาคส่วน เพื่อนำไปประกอบการจัดทำรายงานผลการศึกษาฉบับสมบูรณ์ ก่อนเสนอเข้าสู่กระบวนการพิจารณาในขั้นตอนต่อไป 

วศ.อว.–วท.กห. เปิดเวทีหารือแนวทางขับเคลื่อนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เพื่อสนับสนุน อุตสาหกรรมป้องกันประเทศ

 วศ.อว.–วท.กห. เปิดเวทีหารือแนวทางขับเคลื่อนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เพื่อสนับสนุน  อุตสาหกรรมป้องกันประเทศ

วันที่ 6 สิงหาคม 2569 กรมวิทยาศาสตร์บริการ (วศ.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดย ดร.พจมาน ท่าจีน รองอธิบดี รักษาราชการแทน อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์บริการ พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร นักวิทยาศาสตร์ และผู้เชี่ยวชาญ ให้การต้อนรับ พลโท คม วิริยเวชกุล เจ้ากรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีกลาโหม และคณะผู้บริหารจากกรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีกลาโหม (วท.กห.) ในโอกาสเข้าร่วมประชุมหารือและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับแนวทางการพัฒนางานด้านวิทยาศาสตร์ ณ ห้องประชุมอัครเมธี ชั้น 6 อาคารตั้ว ลพานุกรม กรมวิทยาศาสตร์บริการ 

การประชุมครั้งนี้เป็นการต่อยอดกรอบความร่วมมือระหว่างกระทรวงกลาโหม กระทรวง อว. และกระทรวงอุตสาหกรรม ในการขับเคลื่อนวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิจัยและนวัตกรรมเพื่อความมั่นคงและการพัฒนาอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ โดยมุ่งแลกเปลี่ยนบทบาท ภารกิจ และทิศทางการดำเนินงานของทั้งสองหน่วยงาน พร้อมเชื่อมโยงองค์ความรู้ บุคลากร และโครงสร้างพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ เพื่อให้งานวิจัยและเทคโนโลยีด้านความมั่นคงให้มีระบบคุณภาพและมาตรฐานรองรับ สามารถต่อยอดจากองค์ความรู้และต้นแบบไปสู่การทดสอบ การรับรอง และการนำไปใช้ประโยชน์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมสร้างความเชื่อมั่นต่อระบบ อุปกรณ์ และเทคโนโลยีที่นำไปใช้ในภารกิจสำคัญของประเทศ

พลโท คม วิริยเวชกุล เจ้ากรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีกลาโหม กล่าวว่า “วท.กห. มีเป้าหมายในการยกระดับกลไกการบริหารจัดการงานวิจัยด้านความมั่นคงให้มีเอกภาพ และเชื่อมโยงการดำเนินงานจากระดับกระทรวงไปสู่ระดับประเทศ เพื่อเปิดโอกาสให้หน่วยงานวิจัย สถาบันการศึกษา และผู้เชี่ยวชาญจากภาคส่วนต่าง ๆ เข้ามามีส่วนร่วม ลดความซ้ำซ้อน และผลักดันผลงานวิจัยและเทคโนโลยีที่มีศักยภาพให้สามารถนำไปสนับสนุนภารกิจด้านความมั่นคงได้อย่างเป็นรูปธรรม อันจะนำไปสู่การเสริมสร้างขีดความสามารถและการพึ่งพาตนเองของประเทศในระยะยาว”

ด้าน ดร.พจมาน ท่าจีน กล่าวว่า “ภารกิจด้านความมั่นคงต้องอาศัยความถูกต้อง ความแม่นยำ และความเชื่อมั่นในทุกขั้นตอน การวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีจึงจำเป็นต้องมีระบบคุณภาพและมาตรฐานรองรับตั้งแต่ระยะเริ่มต้น ไม่ว่าจะเป็นการกำหนดข้อกำหนด การวิเคราะห์ทดสอบ การสอบเทียบ หรือการรับรองผล วศ. พร้อมนำองค์ความรู้ บุคลากร และโครงสร้างพื้นฐานทางคุณภาพของประเทศเข้าไปสนับสนุน เพื่อให้ผลงานวิจัย ระบบ และเทคโนโลยีที่พัฒนาขึ้นมีความน่าเชื่อถือ สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้จริง และได้รับการยอมรับตามมาตรฐานที่เกี่ยวข้อง สอดคล้องตามนโยบายรัฐบาลและกระทรวง อว. โดยมุ่งส่งเสริมการวิจัยและพัฒนาเพื่อยกระดับอุตสาหกรรมป้องกันประเทศของไทยในอนาคต 



ภายหลังการหารือ คณะ วท.กห. ได้เยี่ยมชมศักยภาพห้องปฏิบัติการของ วศ. จำนวน 4 ห้องปฏิบัติการ ได้แก่ ศูนย์เครื่องมือวิทยาศาสตร์ ห้องปฏิบัติการสอบเทียบความยาวและมิติ ห้องปฏิบัติการทดสอบชุดป้องกันส่วนบุคคล และสถาบันนวัตกรรมหุ่นยนต์และยานยนต์อัตโนมัติ เพื่อศึกษาขีดความสามารถด้านการวิเคราะห์ทดสอบ การสอบเทียบ ระบบคุณภาพ และเทคโนโลยีสมัยใหม่ที่สามารถนำมาประยุกต์ใช้สนับสนุนการวิจัยและพัฒนาด้านความมั่นคงของประเทศ 



การหารือร่วมกันในครั้งนี้นับเป็นอีกก้าวสำคัญของการบูรณาการความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภายใต้กระทรวง อว. โดย วศ. ที่พร้อมทำหน้าที่เป็นกลไกสำคัญในการนำโครงสร้างพื้นฐานทางคุณภาพของประเทศสนับสนุนงานวิจัยและพัฒนาด้านความมั่นคง ตั้งแต่การกำหนดมาตรฐาน การวิเคราะห์ทดสอบและสอบเทียบ การยกระดับความสามารถของห้องปฏิบัติการ ตลอดจนการพัฒนาบุคลากร เพื่อให้ผลงานที่พัฒนาขึ้นมีความน่าเชื่อถือ สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้อย่างเป็นรูปธรรม และเสริมสร้างศักยภาพการพึ่งพาตนเองของประเทศอย่างยั่งยืน

Thailand LAB INTERNATIONAL 2026 ผนึก Bio+HealthTech INTERNATIONAL และ FutureCHEM INTERNATIONAL เปิดเวที AI ขับเคลื่อนนวัตกรรมวิทยาศาสตร์และสุขภาพ ยกระดับไทยสู่ศูนย์กลางอาเซียน

Thailand LAB INTERNATIONAL 2026 ผนึก Bio+HealthTech INTERNATIONAL และ FutureCHEM INTERNATIONAL เปิดเวที AI ขับเคลื่อนนวัตกรรมวิทยาศาสตร์และสุขภาพ ยกระดับไทยสู่ศูนย์กลางอาเซียน

 


6 สิงหาคม 2568 กรุงเทพฯ – เมื่อปัญญาประดิษฐ์ (AI) กำลังเข้ามามีบทบาทสำคัญในการยกระดับงานวิจัย ห้องปฏิบัติการ การแพทย์ และภาคอุตสาหกรรม ประเทศไทยกำลังก้าวสู่ยุคใหม่ของระบบนิเวศด้านวิทยาศาสตร์และนวัตกรรมที่เชื่อมโยงการวิจัย เทคโนโลยี และภาคธุรกิจเข้าด้วยกัน เพื่อสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศและภูมิภาคอาเซียน

 


บริษัท วีเอ็นยู เอเชีย แปซิฟิค จำกัด (VNU Asia Pacific) ประกาศความพร้อมจัดงาน Thailand LAB INTERNATIONAL 2026, Bio+HealthTech INTERNATIONAL 2026 และ FutureCHEM INTERNATIONAL 2026 ภายใต้แนวคิด "ASEAN Scientific Innovation Ecosystem" เพื่อเชื่อมโยงอุตสาหกรรมห้องปฏิบัติการ เทคโนโลยีชีวภาพ นวัตกรรมสุขภาพ และอุตสาหกรรมเคมีไว้ในเวทีเดียว พร้อมผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมของอาเซียน


เวทีเสวนา AI ชูทิศทางอนาคตของวิทยาศาสตร์และสุขภาพ

ภายในงานแถลงข่าว จะมีการเสวนาพิเศษในหัวข้อ "AI Empowering the Future of Science & Health Industry" เพื่อถ่ายทอดวิสัยทัศน์และแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับบทบาทของ AI ในการยกระดับงานวิจัย ห้องปฏิบัติการ การแพทย์ และภาคอุตสาหกรรม โดยได้รับเกียรติจากผู้แทนภาครัฐ นักวิชาการ สมาคมวิชาชีพ และผู้เชี่ยวชาญชั้นนำของประเทศร่วมแบ่งปันมุมมอง

 


นายอนุชา พันธุ์พิเชฐ ผู้ช่วยผู้อำนวยการสายงานวิทยาศาสตร์และสุขภาพ วีเอ็นยู เอเชีย แปซิฟิค กล่าวว่า

"Thailand LAB INTERNATIONAL, Bio+HealthTech INTERNATIONAL และ FutureCHEM INTERNATIONAL ไม่ได้เป็นเพียงงานแสดงสินค้า แต่เป็นแพลตฟอร์มระดับอาเซียนที่เชื่อมโยงระบบนิเวศด้านห้องปฏิบัติการ เทคโนโลยีชีวภาพ เคมี และนวัตกรรมสุขภาพ เพื่อผลักดันการวิจัย การลงทุน และการพัฒนาอุตสาหกรรมแห่งอนาคต เราต้องการให้งานนี้เป็นจุดนัดพบของนักวิจัย ผู้ประกอบการ ภาคอุตสาหกรรม ภาครัฐ และนักลงทุน เพื่อสร้างความร่วมมือและโอกาสทางธุรกิจใหม่ที่จะขับเคลื่อนประเทศไทยสู่ศูนย์กลางนวัตกรรมของอาเซียน"

 


แพทย์หญิงปฐมพร ศิรประภาศิริ ที่ปรึกษาผู้ทรงคุณวุฒิด้านสาธารณสุขดิจิทัล กรุงเทพมหานคร และผู้ทรงคุณวุฒิด้านบูรณาการข้อมูล สถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ (องค์การมหาชน) กล่าวว่า

"ข้อมูลขนาดใหญ่และ AI กำลังเป็นกลไกสำคัญในการยกระดับงานวิจัย วิทยาศาสตร์ และระบบสุขภาพของประเทศ การเชื่อมโยงข้อมูลอย่างปลอดภัย มีธรรมาภิบาล และสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้จริง จะช่วยเพิ่มศักยภาพของนักวิจัย บุคลากรทางการแพทย์ และภาคอุตสาหกรรม พร้อมขับเคลื่อนประเทศไทยสู่เศรษฐกิจดิจิทัลอย่างยั่งยืน"

 


คุณวัฒนา ผาสุข นายกสมาคมการค้าวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (STTA) กล่าวว่า

"AI, Smart Laboratory และ Automation ไม่ได้เข้ามาแทนที่นักวิทยาศาสตร์ แต่เข้ามาเพิ่มศักยภาพในการทำงาน ลดความผิดพลาด ยกระดับความแม่นยำ และเปิดโอกาสให้นักวิจัยใช้เวลากับการสร้างองค์ความรู้และนวัตกรรมมากขึ้น นี่คือทิศทางสำคัญที่จะยกระดับขีดความสามารถของประเทศไทยในอนาคต"

 


รศ.ดร.ทนพญ.ปาหนัน รัฐวงศ์จิรกุล นายกสมาคมเทคนิคการแพทย์แห่งประเทศไทย ในพระอุปถัมภ์ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ กล่าวว่า "AI ไม่ได้เข้ามาแทนที่นักเทคนิคการแพทย์ แต่เป็นเครื่องมือสำคัญในการยกระดับคุณภาพการตรวจวิเคราะห์ ลดความผิดพลาด และสนับสนุนการตัดสินใจทางการแพทย์ ภายใต้การกำกับดูแลของบุคลากรผู้เชี่ยวชาญและหลักจริยธรรมวิชาชีพ เพื่อสร้างระบบสุขภาพที่มีประสิทธิภาพที่ประชาชนเชื่อมั่นได้"

 


ยกทัพนวัตกรรมจากทั่วโลก พร้อมกิจกรรมที่คนในวงการไม่ควรพลาด

งานปี 2569 จะรวบรวมผู้แสดงสินค้ากว่า 300 บริษัท จาก 15 ประเทศ บนพื้นที่จัดแสดงกว่า 14,820 ตารางเมตร พร้อมผู้เข้าชมคุณภาพกว่า 13,000 คน จากภาคอุตสาหกรรม ห้องปฏิบัติการ โรงพยาบาล หน่วยงานภาครัฐ สถาบันการศึกษา และภาคการผลิตจากทั่วภูมิภาค

 


ภายในงานพบกับแบรนด์ชั้นนำระดับโลก อาทิ Merck, Agilent Technologies, Mettler Toledo, Waters, Anton Paar, OHAUS, Hach และ IKA รวมถึงผู้นำตลาดของไทย เช่น Gibthai, DKSH, Bara Scientific, Becthai และ Sithiporn Associates ที่จะนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมล่าสุดมาจัดแสดงอย่างครบวงจร


นอกจากการจัดแสดงเทคโนโลยีแล้ว งานปีนี้ยังถูกออกแบบให้เป็น Community Platform สำหรับบุคลากรในวงการวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และสุขภาพ โดยผู้เข้าร่วมงานจะได้สัมผัสกิจกรรมไฮไลต์ อาทิ AI Innovation Showcase, Immersive LAB Experience, Business Matching Program, Hosted Buyer Program, International Pavilion, Startup & Innovation Zone รวมถึงเวที LAB Square, BIO Square และ INNOVATION Square ที่รวบรวมการประชุมวิชาการ เวิร์กช็อป และ Technical Forum มากกว่า 100 หัวข้อ โดยผู้เชี่ยวชาญกว่า 125 คน จาก 10 ประเทศ ครอบคลุมประเด็นด้านห้องปฏิบัติการ เทคโนโลยีชีวภาพ นวัตกรรมสุขภาพ ความปลอดภัยอาหาร เคมี และความยั่งยืน

 

งานนี้จึงไม่ใช่เพียงพื้นที่จัดแสดงนวัตกรรม แต่เป็นเวทีสำคัญสำหรับการสร้างเครือข่าย แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ ค้นหาเทคโนโลยีใหม่ จับคู่ธุรกิจ และต่อยอดความร่วมมือระหว่างนักวิจัย ภาคอุตสาหกรรม ภาครัฐ นักลงทุน และผู้ประกอบการจากทั่วโลก

 

Thailand LAB INTERNATIONAL 2026, Bio+HealthTech INTERNATIONAL 2026 และ FutureCHEM INTERNATIONAL 2026 จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 2–4 กันยายน 2569 ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค กรุงเทพฯ

 

ผู้สนใจสามารถลงทะเบียนเข้าชมงานล่วงหน้าฟรี (มูลค่า 150 บาท) ได้ที่ https://thailandlab.com หรือ https://biohealthtech.international https://www.lbc-registration.com/?invite=73DE0A94

วันพุธที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2569

กรมพัฒน์ คว้ารางวัล GDCC GOV Cloud Awards ตอกย้ำความสำเร็จของระบบ DSD Online Training ในการขับเคลื่อนการพัฒนากำลังคนที่ทันสมัย

  กรมพัฒน์ คว้ารางวัล GDCC GOV Cloud Awards ตอกย้ำความสำเร็จของระบบ DSD Online Training  ในการขับเคลื่อนการพัฒนากำลังคนที่ทันสมัย

กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน ได้รับรางวัล GDCC GOV Cloud Awards ประจำปี พ.ศ. 2569 ประเภท GDCC กับการขับเคลื่อนการพัฒนากำลังคน : DSD Online Training (ระบบฝึกอบรมออนไลน์กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน) จากกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ โดยสำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สดช.)


นายสมาสภ์ ปัทมะสุคนธ์ อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน เปิดเผยว่า กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน ได้รับรางวัล GDCC GOV Cloud Awards ประจำปี พ.ศ. 2569 ประเภท GDCC กับการขับเคลื่อนการพัฒนากำลังคน : DSD Online Training (ระบบฝึกอบรมออนไลน์กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน) จากกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ โดยสำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สดช.) รางวัลดังกล่าวจัดขึ้นเพื่อยกย่องและเชิดชูเกียรติหน่วยงานภาครัฐผู้ใช้บริการ Government Data Center and Cloud Service (GDCC) ที่มีผลงานโดดเด่นในการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีคลาวด์และนวัตกรรมดิจิทัล เพื่อพัฒนาระบบงานและยกระดับการให้บริการประชาชนอย่างมีประสิทธิภาพ สามารถตอบสนองความต้องการของกลุ่มเป้าหมายได้อย่างยั่งยืน พร้อมทั้งสนับสนุนการพัฒนาประเทศในทุกมิติ โดยแบ่งเป็น 6 ประเภทรางวัล รวม 18 รางวัล ประกอบด้วย GDCC กับการขับเคลื่อนโครงสร้างพื้นฐาน จำนวน 3 รางวัล GDCC กับการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ จำนวน 3 รางวัล     GDCC กับการขับเคลื่อนสังคม จำนวน 3 รางวัล GDCC กับการขับเคลื่อนรัฐบาลดิจิทัล จำนวน 3 รางวัล GDCC กับการขับเคลื่อนการพัฒนากำลังคน จำนวน 3 รางวัล GDCC กับการขับเคลื่อนความเชื่อมั่น จำนวน 3 รางวัล


นายสมาสภ์ กล่าวต่อว่า สำหรับระบบ DSD Online Training เป็นแพลตฟอร์มฝึกอบรมออนไลน์ของกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน กระทรวงแรงงาน พัฒนาขึ้นเพื่อรองรับนโยบายการพัฒนากำลังคนของประเทศในยุคดิจิทัล ให้บริการในรูปแบบ Self-Paced Learning ผ่านเว็บไซต์ onlinetraining.dsd.go.th  ผู้เรียนสามารถลงทะเบียนและเรียนได้ฟรีโดยไม่มีค่าใช้จ่าย โดยมีเป้าหมายหลักในการเพิ่มทักษะและพัฒนาสมรรถนะแรงงานไทย ได้แก่ แรงงานทั่วไป ผู้ว่างงาน นักศึกษา และประชาชนที่ต้องการพัฒนาทักษะอาชีพ ให้สามารถเข้าถึงการเรียนรู้ได้ทุกที่ ทุกเวลา ผ่านอุปกรณ์ที่หลากหลาย บรรจุหลักสูตรฝึกอบรมออนไลน์ที่ครอบคลุมสาขาอาชีพกว่า 50 หลักสูตร ครอบคลุมทั้งช่างอุตสาหกรรม ช่างก่อสร้าง ช่างซ่อมบำรุง ธุรกิจและบริการ รวมถึงสาขาดิจิทัลและเทคโนโลยี ระบบนี้พัฒนาบนโครงสร้างพื้นฐาน GDCC (Government Data Center and Cloud Service) ของสำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (องค์การมหาชน) (สพร.) ซึ่งช่วยให้มีเสถียรภาพสูง ปลอดภัย และประหยัดค่าใช้จ่ายด้านโครงสร้างพื้นฐาน จุดเด่นของระบบ ได้แก่ การออกแบบที่เป็นมิตรกับผู้ใช้งาน รองรับทั้งภาษาไทย มีระบบทดสอบวัดผลออนไลน์ ออกประกาศนียบัตรอิเล็กทรอนิกส์ได้ทันที

ความสำเร็จครั้งนี้เกิดจากความร่วมแรงร่วมใจของเจ้าหน้าที่ทุกคน เพื่อมุ่งเน้นผลประโยชน์สูงสุดให้แก่ประชาชนทุกคน เพราะเราเชื่อมั่นว่า “ความสำเร็จที่แท้จริง คือ การสร้างประโยชน์ให้ประชาชน” นายสมาสภ์ กล่าวทิ้งท้าย

ศน. ร่วมกับจังหวัดสตูล จัดกิจกรรม “พลังศรัทธาถวายเทียนพรรษา 2 แผ่นดิน สานสัมพันธ์ ไทย – มาเลเซีย” เชิญชวนพุทธศาสนิกชน งด ละ เลิกอบายมุข เนื่องในเทศกาลเข้าพรรษา

 ศน. ร่วมกับจังหวัดสตูล จัดกิจกรรม “พลังศรัทธาถวายเทียนพรรษา 2 แผ่นดิน สานสัมพันธ์ ไทย – มาเลเซีย” เชิญชวนพุทธศาสนิกชน งด ละ เลิกอบายมุข เนื่องในเทศกาลเข้าพรรษา

กรมการศาสนา กระทรวงวัฒนธรรม ร่วมกับจังหวัดสตูล จัดโครงการ “พลังศรัทธาถวายเทียนพรรษา 2 แผ่นดิน สานสัมพันธ์ ไทย – มาเลเซีย” เนื่องในเทศกาลเข้าพรรษา ประจำปีพุทธศักราช 2569 


ในวันอาทิตย์ที่ 9 สิงหาคม 2569 ณ วัดดุลยาราม อำเภอเมืองสตูล จังหวัดสตูล ประเทศไทย และวัดบุญญาราม อำเภอกูบังปาสู รัฐเคดาห์ ประเทศมาเลเซีย โดยมีนายชัยพล สุขเอี่ยม อธิบดีกรมการศาสนา เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วยผู้บริหารกระทรวงวัฒนธรรม ผู้แทนหน่วยงานภาครัฐ คณะสงฆ์ ภาคีเครือข่ายทางศาสนา วัฒนธรรมจังหวัดสตูล และพุทธศาสนิกชนทั้งชาวไทยและชาวไทยเชื้อสายสยามในประเทศมาเลเซียเข้าร่วมกิจกรรม เพื่อร่วมกันสืบสานประเพณีถวายเทียนพรรษา อนุรักษ์พระพุทธศาสนา และกระชับความสัมพันธ์

อันดีระหว่างประชาชนของทั้งสองประเทศ ผ่านมิติศาสนาและวัฒนธรรมที่มีรากฐานร่วมกันมาอย่างยาวนาน


นายชัยพล สุขเอี่ยม อธิบดีกรมการศาสนา กล่าวว่า กระทรวงวัฒนธรรม โดยกรมการศาสนา 

ให้ความสำคัญกับการส่งเสริมบทบาทของศาสนาในการสร้างความเข้าใจ ความสามัคคี และความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศ โดยร่วมกับประเทศสมาชิกอาเซียนจัดกิจกรรม “พลังศรัทธาถวายเทียนพรรษา 2 แผ่นดิน สานสัมพันธ์ ไทย – มาเลเซีย” จึงเป็นการใช้มิติทางพระพุทธศาสนาเป็นกลไกในการเชื่อมโยงผู้คน 

สร้างเครือข่ายความร่วมมือด้านศาสนา ศิลปวัฒนธรรม และการอนุรักษ์อัตลักษณ์ของชุมชนชาวไทย ในต่างประเทศ ควบคู่กับการส่งเสริมบทบาทของประเทศไทยในการเป็นศูนย์กลางพระพุทธศาสนาในภูมิภาคอาเซียน

กิจกรรมครั้งนี้เริ่มต้นที่ วัดดุลยาราม จังหวัดสตูล ซึ่งเป็นวัดเก่าแก่และศูนย์กลางพระพุทธศาสนา

ที่สำคัญของจังหวัด โดยประธานในพิธีและผู้เข้าร่วมกิจกรรมจะร่วมสักการะ "หลวงพ่อแก่" พระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมือง ก่อนประกอบพิธีถวายเทียนพรรษา ผ้าอาบน้ำฝน และเครื่องไทยธรรมแด่พระสงฆ์ จากนั้นเยี่ยมชมพระอุโบสถและเส้นทางเสด็จพระราชดำเนินของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ก่อนเดินทางข้ามพรมแดนไปยัง วัดบุญญาราม รัฐเคดาห์ ประเทศมาเลเซีย เพื่อประกอบพิธีถวายเทียนพรรษา รับชมการแสดงแลกเปลี่ยนวิถีวัฒนธรรมอาเซียน และเยี่ยมชมศูนย์การศึกษาพระพุทธศาสนา ภาษาไทย และวัฒนธรรม ซึ่งเป็นแหล่งเรียนรู้สำคัญของชุมชนชาวไทยเชื้อสายสยามในประเทศมาเลเซีย

วัดดุลยารามเป็นวัดที่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์และเป็นศูนย์รวมจิตใจของชาวพุทธจังหวัดสตูลมายาวนาน ภายในวัดประดิษฐาน "หลวงพ่อแก่" หรือ "พระหน้านาง" พระพุทธรูปไม้โบราณที่เป็นที่เคารพศรัทธาของพุทธศาสนิกชนทั้งชาวไทยและชาวมาเลเซีย อีกทั้งยังเป็นวัดที่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร 

มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เคยเสด็จพระราชดำเนินมายกช่อฟ้าพระอุโบสถเมื่อปี 

พ.ศ.2522 ขณะที่วัดบุญญารามเป็นศูนย์กลางพระพุทธศาสนาของชุมชนชาวไทยเชื้อสายสยามในรัฐเคดาห์ ทำหน้าที่สืบทอดพระพุทธศาสนา ภาษาไทย และวัฒนธรรมไทยสู่เยาวชนมาอย่างต่อเนื่อง จึงนับเป็นสัญลักษณ์ของความผูกพันทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมระหว่างประชาชนของทั้งสองประเท และจังหวัดสตูลเป็นพื้นที่ชายแดนที่มีความหลากหลายทางวัฒนธรรม ศาสนา และชาติพันธุ์ อีกทั้งยังมีความเชื่อมโยงกับรัฐเคดาห์มาอย่างยาวนาน ทั้งด้านวิถีชีวิต เศรษฐกิจ สังคม และพระพุทธศาสนา โดยเฉพาะชุมชนชาวไทยเชื้อสายสยามในประเทศมาเลเซียที่ยังคงรักษาภาษาไทย ขนบธรรมเนียมประเพณี และหลักธรรมทางพระพุทธศาสนาไว้อย่างเข้มแข็ง กิจกรรมครั้งนี้จึงเป็นการสร้างพื้นที่แห่งการเรียนรู้และการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม พร้อมส่งเสริมให้วัดเป็นศูนย์กลางของการอนุรักษ์มรดกทางจิตวิญญาณและวัฒนธรรมร่วมของประชาชนทั้งสองประเทศ


อธิบดีกรมการศาสนา กล่าวเพิ่มเติมว่า กรมการศาสนามุ่งส่งเสริมให้กิจกรรมทางศาสนาเป็นพลังในการสร้างคุณธรรม จริยธรรม ความสามัคคี และความเข้าใจอันดีระหว่าง อีกทั้งกระชับความสัมพันธ์

อันดีระหว่างประชาชนของทั้งสองประเทศ พร้อมขับเคลื่อนทุนทางวัฒนธรรมและศาสนาของไทยให้เป็นพลังสร้างสรรค์ที่ช่วยเสริมสร้างภาพลักษณ์ที่ดีของประเทศในเวทีนานาชาติ" อีกทั้ง เทศกาลเข้าพรรษาเป็นช่วงเวลาที่พุทธศาสนิกชนจะได้ร่วมกันทำกิจกรรมเนื่องในเทศกาลวันอาสาฬหบูชาและเข้าพรรษา พุทธศักราช 2569 ภายใต้แนวคิด “เข้าพรรษา 90 วัน เข้าถึงธรรม ทำความดี เปลี่ยนชีวิต” โดยศึกษาหลักธรรม บำเพ็ญศาสนกิจ รักษาศีล ลด ละ เลิกอบายมุข และสร้างคุณธรรมจริยธรรมตลอดช่วงเข้าพรรษา อันจะนำไปสู่การสร้างสังคมแห่งความดี พร้อมทั้งสืบสานพระพุทธศาสนาและอนุรักษ์ประเพณีวัฒนธรรมอันดีงาม  เพื่อถวายเป็นพุทธบูชาและสืบทอดพระพุทธศาสนา จึงขอเชิญชวนประชาชนร่วมทำความดีในช่วงเทศกาลเข้าพรรษา น้อมนำหลักธรรมคำสอนของพระพุทธศาสนามาปรับใช้ในการดำเนินชีวิต เสริมสร้างสังคมแห่งคุณธรรม และร่วมกันสืบทอดพระพุทธศาสนาให้มั่นคงสืบไป ///

“35 ปี “สหการประมูล” เปิดเกมรุกปั้น Ecosystem เชื่อมโอกาสธุรกิจไร้รอยต่อ

  “35 ปี “สหการประมูล” เปิดเกมรุกปั้น Ecosystem เชื่อมโอกาสธุรกิจไร้รอยต่อ บริษัท สหการประมูล จำกัด (มหาชน) หรือ Union Auction ฉลองวาระครบรอ...