วันพฤหัสบดีที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2569

เมืองแห่งอนาคต” ต้องไม่พัฒนาแบบแยกส่วน วีเอ็นยู เอเชีย แปซิฟิค เชื่อม 3 อุตสาหกรรมสำคัญ​ วางภาคตะวันออกเป็นพื้นที่ต้นแบบของเทคโนโลยีเพื่อเมือง เศรษฐกิจ และคุณภาพชีวิต

 เมืองแห่งอนาคต” ต้องไม่พัฒนาแบบแยกส่วน วีเอ็นยู เอเชีย แปซิฟิค เชื่อม 3 อุตสาหกรรมสำคัญ​  วางภาคตะวันออกเป็นพื้นที่ต้นแบบของเทคโนโลยีเพื่อเมือง เศรษฐกิจ และคุณภาพชีวิต

กรุงเทพฯ – 22 กรกฎาคม 2569 – การพัฒนาเมืองในโลกยุคใหม่กำลังเผชิญโจทย์ที่ซับซ้อนขึ้นพร้อมกันหลายด้าน ตั้งแต่การขยายตัวของเมือง การเพิ่มขึ้นของประชากรและนักท่องเที่ยว ความต้องการใช้ทรัพยากรที่สูงขึ้น ปัญหาการจราจร ไปจนถึงการแข่งขันของเมืองในการดึงดูดการลงทุน ธุรกิจ และผู้คน คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่า “เราจะสร้างเมืองให้ใหญ่ขึ้นได้อย่างไร” แต่คือเราจะทำให้เมืองเติบโตได้อย่างมีประสิทธิภาพ ยั่งยืน และน่าอยู่ไปพร้อมกันได้อย่างไร


ด้วยเหตุนี้ บริษัท วีเอ็นยู เอเชีย แปซิฟิค จำกัด จึงจัดงาน VNU Future Cities & Experiences Dinner Talk ขึ้น ณ เมืองพัทยา จังหวัดชลบุรี เพื่อเปิดพื้นที่แลกเปลี่ยนมุมมองระหว่างภาครัฐ ภาคธุรกิจ นักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญ ภายใต้แนวคิดการเชื่อมโยง 3 องค์ประกอบสำคัญของเมืองแห่งอนาคต ได้แก่ การเดินทางและโครงสร้างพื้นฐาน การบริหารจัดการน้ำ และเทคโนโลยีเพื่อสร้างประสบการณ์ให้กับเมืองและผู้คน

การเลือกจัดงานที่ พัทยา ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงเพราะพัทยาเป็นเมืองท่องเที่ยวระดับนานาชาติ แต่เพราะเมืองแห่งนี้สะท้อนภาพการเปลี่ยนแปลงของ ภาคตะวันออกและเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC ได้อย่างชัดเจน พื้นที่แห่งนี้เชื่อมโยงทั้งเมืองท่องเที่ยว ฐานอุตสาหกรรม โรงแรมและรีสอร์ต ศูนย์ประชุม ท่าเรือ สนามบิน ธุรกิจบริการ และพื้นที่เศรษฐกิจที่กำลังเติบโต เมื่อเมืองและเศรษฐกิจเติบโต โจทย์สำคัญก็เติบโตตามไปด้วย ไม่ว่าจะเป็นการบริหารการเดินทางและการจราจร การสร้างความมั่นคงด้านน้ำให้เพียงพอต่อเมืองและภาคการผลิต ตลอดจนการใช้เทคโนโลยีสร้างอัตลักษณ์และประสบการณ์ใหม่ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของเมืองท่องเที่ยวและธุรกิจบริการ

ภายในงานได้รับเกียรติจาก คุณอิสรา เจริญชาศรี รองผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี กล่าวปาฐกถาพิเศษถึงทิศทางการพัฒนาเมืองและภาคตะวันออกสู่อนาคต และ คุณรัตนชัย สุทธิเดชานัย ผู้แทนการตลาดอุตสาหกรรมไมซ์ประจำภาคตะวันออก สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) ร่วมสะท้อนบทบาทของอุตสาหกรรมไมซ์ในการนำองค์ความรู้ การลงทุน เทคโนโลยี และเครือข่ายธุรกิจเข้าสู่พื้นที่

เวทีเสวนายังได้รับเกียรติจาก คุณชุมพล เที่ยงธรรมดี  ผู้อำนวยการส่วนบริหารและเผยแพร่วิชาการ เมืองพัทยา ร่วมแบ่งปันมุมมองด้านการพัฒนาเมือง และมิติของโครงสร้างพื้นฐานและการเดินทาง, คุณณัฐชาคร อมรกุล ผู้อำนวยการส่วนอนุรักษ์ ทรัพยากรน้ำที่ 2 ฉะเชิงเทรา สังกัดสำนักงานทรัพยากรน้ำที่ 6 กรมทรัพยากรน้ำในประเด็นความมั่นคงด้านน้ำ, คุณวรอนงค์ วิจักษณ์โยธิน นักออกแบบแสงอิสระ และ คุณภูมิ นิธิภาสกร ผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบแสงสถาปัตยกรรมบันเทิง ในมิติของการออกแบบและเทคโนโลยีเพื่อสร้างประสบการณ์ รวมถึงตัวแทนผู้จัดงาน คุณปนัดดา ก๋งม้า รองประธานสายงานธุรกิจ บริษัท วีเอ็นยู เอเชีย แปซิฟิค จำกัด ซึ่งร่วมเชื่อมโยงภาพรวมของทั้ง 3 อุตสาหกรรมเข้ากับโอกาสของประเทศไทยและภาคตะวันออก

สารสำคัญจากเวทีครั้งนี้ชี้ให้เห็นว่า เมืองแห่งอนาคตไม่สามารถพัฒนาแบบแยกส่วน เพราะการเดินทางที่มีประสิทธิภาพส่งผลต่อคุณภาพชีวิตและเศรษฐกิจ น้ำคือทรัพยากรพื้นฐานของทั้งเมือง การท่องเที่ยว และอุตสาหกรรม ขณะที่เทคโนโลยีด้านแสง เสียง ภาพ และประสบการณ์ มีบทบาทในการสร้างมูลค่าและอัตลักษณ์ให้กับสถานที่

แนวคิดดังกล่าวสอดคล้องกับ 3 แพลตฟอร์มระดับนานาชาติที่บริษัทฯ เตรียมจัดขึ้นในประเทศไทย ได้แก่ Prolight + Sound Bangkok 2026 งานเทคโนโลยีแสง เสียง ภาพ และเทคโนโลยีเพื่อการแสดงและสร้างประสบการณ์ จัดวันที่ 30 กันยายน–2 ตุลาคม 2569 ณ ไบเทค กรุงเทพฯ และ Aquatech Asia 2026 งานเทคโนโลยีและนวัตกรรมด้านน้ำ จัดวันที่ 25–27 พฤศจิกายน 2569 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กรุงเทพฯ ซึ่งทั้งสองงานเปิดลงทะเบียนเข้าชมงานล่วงหน้าแล้ว ต่อเนื่องด้วย Intertraffic Asia 2027 งานด้านโครงสร้างพื้นฐาน การบริหารจัดการจราจร ความปลอดภัย และการเดินทางอัจฉริยะ จัดวันที่ 28–30 เมษายน 2570 ณ ไบเทค กรุงเทพฯ ทั้ง 3 งานมีเป้าหมายเดียวกัน คือการนำ ผู้ที่มีโจทย์จริง มาพบกับผู้ที่มีองค์ความรู้ เทคโนโลยี และคำตอบ เพื่อให้การพบกันในงานแสดงสินค้า สามารถต่อยอดไปสู่ความร่วมมือ การลงทุน และการนำเทคโนโลยีไปใช้จริงในการพัฒนาเมือง ธุรกิจ และสังคม

___________________________________________________________________________________


เกี่ยวกับ บริษัท วีเอ็นยู เอเชีย แปซิฟิค จำกัด


บริษัท วีเอ็นยู เอเชีย แปซิฟิค จำกัด เป็นพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ระหว่างสององค์กรชั้นนำระดับโลกด้านการจัดงานแสดงสินค้าและการบริหารสถานที่จัดงาน ได้แก่ Royal Dutch Jaarbeurs จากประเทศเนเธอร์แลนด์ หนึ่งในผู้จัดงานแสดงสินค้าและผู้บริหารศูนย์จัดแสดงสินค้าชั้นนำของยุโรป ก่อตั้งขึ้นในปี พ.ศ. 2460 และเป็นหนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้ง UFI สมาคมอุตสาหกรรมงานแสดงสินค้าระดับโลก และ TCC Assets กลุ่มธุรกิจชั้นนำที่มีการลงทุนหลากหลายในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ วีเอ็นยู เอเชีย แปซิฟิค ทำหน้าที่เป็นแพลตฟอร์มสำคัญในการเชื่อมโยงผู้คน แบรนด์ และตลาดจากทั่วโลก ผ่านงานแสดงสินค้า การประชุม และเวทีธุรกิจระดับนานาชาติ เพื่อสร้างโอกาสทางธุรกิจและขับเคลื่อนการเติบโตอย่างยั่งยืนในหลากหลายอุตสาหกรรม | www.vnuasiapacific.com  




เปิดเงื่อนไข ! ขอรับทุน DE Fund ปี 2569 สู่การขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมดิจิทัลยั่งยืน ในโลกที่การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นตลอดเวลา

 เปิดเงื่อนไข ! ขอรับทุน DE Fund ปี 2569 สู่การขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมดิจิทัลยั่งยืน ในโลกที่การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นตลอดเวลา 

“ความคิดสร้างสรรค์” จึงกลายเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของนวัตกรรม ขณะที่ “เทคโนโลยีดิจิทัล” คือเครื่องมือที่ทำให้ความคิดสร้างสรรค์เหล่านั้นเกิดขึ้นจริงได้

“กองทุนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม หรือที่รู้จักว่า “กองทุน DE” จึงมีบทบาทในการทำหน้าที่เป็นกลไกในการขับเคลื่อนการพัฒนาดิจิทัลของประเทศด้วยการสนับสนุนเงินทุนให้กับภาครัฐ เอกชน และบุคคลทั่วไป เพื่อแนวความคิดมาต่อยอดสู่การใช้งานจริง และให้เกิดประโยชน์ต่อเศรษฐกิจและสังคมของไทยอย่างยั่งยืน

ดร.เวทางค์ พ่วงทรัพย์ เลขาธิการคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (BDE) กล่าวว่า กองทุน DE เปิดรับข้อเสนอโครงการหรือกิจกรรมที่ได้รับการสนับสนุนของกองทุนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจเเละสังคม ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2569 ภายใต้กรอบนโยบาย 4 ด้าน ได้แก่ ด้านเศรษฐกิจ สังคม และความเชื่อมั่น ด้านภัยพิบัติและสิ่งแวดล้อม ด้านเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ และด้านการบริหารภาครัฐ โดยเปิดรับทุนผ่านระบบระหว่างวันที่ 1-31 กรกฎาคม 2569 นี้

“ความสำเร็จของโครงการทุกโครงการที่ได้รับทุนจากด้านดิจิทัล” ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกฝ่าย ทั้งภาครัฐ เอกชน และบุคคลทั่วไป โดยกองทุน DE จะต้องนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่เป็นรูปธรรม เพื่อยกระดับเศรษฐกิจ และสังคมไทยในยุคดิจิทัล ซึ่งกองทุน DE จะเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญของประเทศไทยในการสนับสนุนโครงการ ด้านเทคโนโลยีดิจิทัล ที่มุ่งเป้าเพื่อสร้างประโยชน์แก่สาธารณะ” โดยกองทุน DE เปิดโอกาสให้หน่วยงานภาครัฐ เอกชน และบุคคลทั่วไป ยื่นขอรับการส่งเสริมสนับสนุนให้ความช่วยเหลือ และอุดหนุนด้านวิจัยและพัฒนาในการดำเนินการพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม โดยหลักเกณฑ์การยื่นข้อเสนอโครงการต้องเป็นไปตามประกาศคณะกรรมการบริหารกองทุนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

ด้าน ดร.วรรณศิริ พัวศิริ ผู้อำนวยการกองบริหารกองทุนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กล่าวว่าขั้นตอนในการยื่นขอรับทุนสามารถยื่นข้อเสนอผ่านระบบออนไลน์ โดยจะมีเจ้าหน้าที่ตรวจสอบเอกสารและคุณสมบัติเบื้องต้น ก่อนเข้าสู่การวิเคราะห์และกลั่นกรองพิจารณาโครงการโดยคณะกรรมการที่เกี่ยวข้องเมื่อได้รับการอนุมัติ กองทุนจะแจ้งผล จัดทำสัญญารับทุน และดำเนินการสนับสนุนงบประมาณ เพื่อให้โครงการสามารถขับเคลื่อนการพัฒนาดิจิทัลที่เป็นประโยชน์ต่อเศรษฐกิจและสังคมไทยได้อย่างมีประสิทธิภาพและโปร่งใส


ทั้งนี้ ปีงบประมาณ 2568 ที่ผ่านมา มีโครงการที่ผ่านการอนุมัติและเข้าสู่กระบวนการทำสัญญาแล้วจำนวน

33 โครงการ วงเงินรวม 1,489.79 ล้านบาท ทุกโครงการอยู่ภายใต้นโยบายและแผนระดับชาติด้านว่าด้วยการพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมโดยกองทุน DE Fund มีการติดตามและประเมินผลอย่างเข้มงวด บนหลักความโปร่งใส เพื่อให้การใช้งบประมาณเกิดความคุ้มค่า และสร้างประโยชน์สูงสุดต่อประเทศ

ผู้สนใจสามารถยื่นขอรับทุนผ่านเว็บไซต์ https://defund.bde.go.th

โดยจะมีขั้นตอนตรวจสอบคุณสมบัติ

และเอกสาร ก่อนเข้าสู่กระบวนการพิจารณาอนุมัติ และเมื่อได้รับอนุมัติและลงนามในสัญญา ผู้รับทุนสามารถดำเนินโครงการตามแผนได้ทันที DE Fund ไม่ได้เป็นเพียงแหล่งเงินทุน แต่คือ “แรงผลักดัน” ที่ช่วยเปลี่ยนไอเดียให้กลายเป็นความจริง และเปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนได้มีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนประเทศไทยสู่ยุคดิจิทัล อย่างเต็มรูปแบบ

วันพุธที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2569

ศน. เปิดบ้าน ศพอ.ภาคเหนือ รวมพลังเครือข่ายคุณธรรม จัด “Open House – สมัชชาคุณธรรม มหกรรมแห่งความดี” จ.เชียงใหม่

 ศน. เปิดบ้าน ศพอ.ภาคเหนือ รวมพลังเครือข่ายคุณธรรม จัด “Open House – สมัชชาคุณธรรม มหกรรมแห่งความดี” จ.เชียงใหม่




วันพฤหัสบดีที่ ๒๓ กรกฎาคม ๒๕๖๙ เวลา ๑๐.๐๐ น. กรมการศาสนา กระทรวงวัฒนธรรม จัดพิธีเปิดกิจกรรม “Open House เปิดบ้านศูนย์ศึกษาพระพุทธศาสนาวันอาทิตย์ (ศพอ.) ภาคเหนือ” และกิจกรรม “สมัชชาคุณธรรม มหกรรมแห่งความดี จังหวัดเชียงใหม่ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๙” ณ วัดลัฏฐิวัน (พระนอนขอนตาล) อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ โดยมี พระเทพมังคลาจารย์ (สมาน กิตฺติโสภโณ) เจ้าคณะจังหวัดเชียงใหม่ เจ้าอาวาสวัดท่าตอน พระอารามหลวง เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ และ นายชัยพล สุขเอี่ยม อธิบดีกรมการศาสนา เป็นประธานฝ่ายฆราวาส พร้อมด้วย นายศิวะ ธมิกานนท์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ นางกรวรรณ สุ่มมาตย์ วัฒนธรรมจังหวัดเชียงใหม่ ผู้แทนศูนย์ศึกษาพระพุทธศาสนาวันอาทิตย์จาก ๘ จังหวัดภาคเหนือ หน่วยงานภาครัฐ ภาคีเครือข่าย เจ้าหน้าที่ และสื่อมวลชน เข้าร่วมเป็นจำนวนมาก




การดำเนินงานของศูนย์ศึกษาพระพุทธศาสนาวันอาทิตย์มุ่งขับเคลื่อนให้สอดคล้องกับนโยบาย ๕C+๑ ของกระทรวงวัฒนธรรม โดยใช้มิติทางศาสนาและวัฒนธรรมเป็นฐานในการพัฒนาคนและสังคม ทั้งการส่งเสริมคุณธรรม ยกระดับคุณภาพชีวิต ต่อยอดทุนทางวัฒนธรรมสู่เศรษฐกิจสร้างสรรค์ พัฒนาสื่อและ Soft Power สร้างการรับรู้คุณค่าทางวัฒนธรรมไทยในระดับนานาชาติ เสริมสร้างการมีส่วนร่วมของชุมชน และประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัล ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และข้อมูล (Data) เพื่อยกระดับการบริหารจัดการและการเรียนรู้ให้มีประสิทธิภาพ




นายชัยพล สุขเอี่ยม อธิบดีกรมการศาสนา กล่าวว่า กรมการศาสนาได้จัดกิจกรรม “Open House เปิดบ้านศูนย์ศึกษาพระพุทธศาสนาวันอาทิตย์ (ศพอ.)” และ “สมัชชาคุณธรรม มหกรรมแห่งความดี จังหวัดเชียงใหม่ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๙” ระหว่างวันที่ ๒๒ – ๒๓ กรกฎาคม ๒๕๖๙ เพื่อเป็นเวทีเผยแพร่ผลการดำเนินงาน แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ และสร้างเครือข่ายการเรียนรู้ของศูนย์ศึกษาพระพุทธศาสนาวันอาทิตย์ พร้อมทั้งส่งเสริมการปลูกฝังคุณธรรม จริยธรรมแก่เด็ก เยาวชน และประชาชน โดยบูรณาการความร่วมมือผ่านกลไก “พลังบวร” ได้แก่ บ้าน วัดหรือศาสนสถาน และโรงเรียนหรือหน่วยงานราชการ



สำหรับกิจกรรมวันที่ ๒๓ กรกฎาคม ๒๕๖๙ ประกอบด้วย การจัดนิทรรศการผลงานและการสาธิตภูมิปัญญาของศูนย์ศึกษาพระพุทธศาสนาวันอาทิตย์ดีเด่นจาก ๘ จังหวัดภาคเหนือ ได้แก่ ศพอ.วัดถิ่นใน จ.แพร่ ,ศพอ.วัดม่วงเจริญราษฎร์ จ.น่าน ,ศพอ.วัดแม่กาห้วยเคียน จ.พะเยา ,ศพอ.วัดดอนแก้ว จ.เชียงใหม่ ,ศพอ.วัดสันดอนแม่กึ๊ด จ.ลำปาง, ศพอ.วัดเจดีย์ขาว จ.ลำพูน ,ศพอ.วัดพระธาตุขิงแกง จ.เชียงราย และศพอ.โรงเรียนวัดจอมแจ้งมิตรภาพที่ ๑๙๓ จ.แม่ฮ่องสอน


ทั้งมีการจัดแสดงผลงานของเครือข่ายคุณธรรมจังหวัดเชียงใหม่ การแสดงศิลปวัฒนธรรม การมอบโล่และเกียรติบัตรแก่ศูนย์ศึกษาพระพุทธศาสนาวันอาทิตย์ดีเด่นระดับจังหวัดและระดับโซนพื้นที่ การเสวนาวิชาการหัวข้อ “ศพอ. ยุคใหม่ : ทันโลก ทันธรรม สร้างภูมิคุ้มกันให้เยาวชนในสังคมยุคดิจิทัล” รวมทั้งการประกวดกล่าวสุนทรพจน์ เพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์ สร้างเครือข่าย และยกระดับการดำเนินงานของศูนย์ศึกษาพระพุทธศาสนาวันอาทิตย์ให้มีความเข้มแข็งและตอบสนองต่อบริบทของสังคมในยุคปัจจุบัน

อธิบดีกรมการศาสนา กล่าวเพิ่มเติมว่า ศูนย์ศึกษาพระพุทธศาสนาวันอาทิตย์เป็นกลไกสำคัญในการปลูกฝังคุณธรรม จริยธรรม และค่านิยมที่ดีงามแก่เด็กและเยาวชน ควบคู่กับการสืบทอดหลักธรรมทางพระพุทธศาสนา ศิลปวัฒนธรรม และภูมิปัญญาท้องถิ่น โดยกรมการศาสนาจะเดินหน้าสนับสนุนการพัฒนาศูนย์ศึกษาพระพุทธศาสนาวันอาทิตย์ทั่วประเทศให้เป็นพื้นที่แห่งการเรียนรู้ตลอดชีวิต เป็นศูนย์กลางการสร้างคนดี และเป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนสังคมคุณธรรมของประเทศอย่างยั่งยืน

"ฮาลาลมหานคร 2026" เปิดประสบการณ์ Halal Food Experience ผ่านธีม "PETRA อร่อยเหนือกาลเวลา" ยกนครศิลาแห่งจอร์แดนสู่ใจกลางกรุงเทพฯ

"ฮาลาลมหานคร 2026" เปิดประสบการณ์ Halal Food Experience ผ่านธีม "PETRA อร่อยเหนือกาลเวลา" ยกนครศิลาแห่งจอร์แดนสู่ใจกลางกรุงเทพฯ

กรุงเทพฯ – สมาคมการค้านักธุรกิจไทยมุสลิม (TMTA) ร่วมกับ ซีคอน  สแควร์ และ มุสลิมไทยโพสต์ เชิญชวนทุกคนร่วมออกเดินทางสู่โลกแห่งรสชาติในงาน "ฮาลาลมหานคร 2026" ภายใต้ธีม "PETRA อร่อยเหนือกาลเวลา (The Lost Caravan of Petra)" ระหว่างวันที่ 22 กรกฎาคม – 2 สิงหาคม 2569 ณ Seacon Square Hall ศูนย์การค้าซีคอนสแควร์ ศรีนครินทร์ ตลอด 12 วันเต็ม






ปีนี้ "ฮาลาลมหานคร" กลับมาพร้อมแนวคิดที่แตกต่างกว่าทุกครั้ง ด้วยการจำลองบรรยากาศของ "เพตรา" (Petra) นครศิลาโบราณ มรดกโลกแห่งประเทศจอร์แดน ซึ่งเคยเป็นศูนย์กลางของเส้นทางคาราวานการค้าในอดีต ถ่ายทอดสู่ประสบการณ์ Halal Food Experience ที่ผสานเรื่องราวของอารยธรรม การเดินทาง และวัฒนธรรมอาหารฮาลาลเข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัว



ผู้เข้าชมจะได้สัมผัสเส้นทางแห่ง "คาราวานรสชาติ" ท่ามกลางบรรยากาศทะเลทราย พร้อมแลนด์มาร์กสุดอลังการที่ได้รับแรงบันดาลใจจากมหานครเพตรา เปิดโอกาสให้ทุกคนได้ดื่มด่ำกับเสน่ห์ของโลกตะวันออกกลาง ควบคู่ไปกับการลิ้มลองอาหารฮาลาลจากหลากหลายประเทศ และเลือกซื้อสินค้าไลฟ์สไตล์คุณภาพในงานเดียว

ภายในงานรวบรวมร้านอาหารฮาลาลและผู้ประกอบการกว่า 60 ร้านค้า จากทั่วประเทศ ไม่ว่าจะเป็นอาหารไทย อาหารตะวันออกกลาง อาหารเกาหลี อาหารอิตาเลียน ขนมหวาน เครื่องดื่ม ตลอดจนสินค้าแฟชั่น เครื่องประดับ น้ำหอม และผลิตภัณฑ์ไลฟ์สไตล์ที่ได้รับการคัดสรรมาเป็นพิเศษ เพื่อสะท้อนศักยภาพของผู้ประกอบการฮาลาลไทยที่มีความหลากหลายและพร้อมเติบโตสู่ตลาดสากล

นอกจากการเป็นเทศกาลแห่งอาหารแล้ว "ฮาลาลมหานคร" ยังเป็นเวทีสำคัญที่เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการได้พบปะผู้บริโภค สร้างเครือข่ายทางธุรกิจ และขยายโอกาสทางการตลาด พร้อมส่งเสริมความเข้าใจเกี่ยวกับมาตรฐานฮาลาลในมิติที่กว้างขึ้น

ปัจจุบัน "ฮาลาล" ไม่ได้เป็นเพียงข้อกำหนดสำหรับชาวมุสลิมเท่านั้น แต่ยังได้รับการยอมรับในฐานะมาตรฐานด้านคุณภาพ ความสะอาด ความปลอดภัย และความรับผิดชอบต่อผู้บริโภค ซึ่งสอดคล้องกับแนวโน้มของตลาดโลกที่ให้ความสำคัญกับคุณภาพของสินค้าและบริการมากยิ่งขึ้น

สมาคมการค้านักธุรกิจไทยมุสลิม (TMTA) ในฐานะผู้จัดงาน มีเป้าหมายในการผลักดัน "ฮาลาลมหานคร" ให้เป็นมากกว่างานแสดงสินค้า แต่เป็นแพลตฟอร์มแห่งโอกาสที่เชื่อมโยงผู้ประกอบการ นักลงทุน พันธมิตรทางธุรกิจ และผู้บริโภคเข้าไว้ด้วยกัน เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนเศรษฐกิจฮาลาลของประเทศไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน

ภายใต้แนวคิด "The Lost Caravan of Petra" งานในปีนี้จึงเปรียบเสมือนการเชื้อเชิญทุกคนออกเดินทางย้อนเวลากลับไปยังเส้นทางคาราวานแห่งอารยธรรม ก่อนจะค้นพบเรื่องราวใหม่ผ่านรสชาติของอาหาร วัฒนธรรม และผู้คนที่หลอมรวมอยู่ในโลกของฮาลาล


ร่วมสัมผัสประสบการณ์ "PETRA อร่อยเหนือกาลเวลา" ได้ระหว่างวันที่ 22 กรกฎาคม – 2 สิงหาคม 2569 ณ Seacon Square Hall ศูนย์การค้าซีคอนสแควร์ ศรีนครินทร์ ตั้งแต่เวลา 10.30 – 21.30 น. เข้าชมงานฟรีตลอดงาน

 

‘จุลพันธ์’ มอบชุดเครื่องมือทำมาหากิน หนุนแรงงานเชียงใหม่ ชูนวดไทยสู่มาตรฐานโลก

 ‘จุลพันธ์’ มอบชุดเครื่องมือทำมาหากิน หนุนแรงงานเชียงใหม่ ชูนวดไทยสู่มาตรฐานโลก

วันที่ 22 กรกฎาคม 2569 นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เป็นประธานในพิธีมอบเครื่องมือพื้นฐานชุดการฝึก หรือ “ชุดเครื่องมือทำมาหากิน” แก่ผู้ผ่านการฝึกอบรมตามโครงการเพิ่มทักษะแรงงานอิสระและกลุ่มเป้าหมายเฉพาะ ประจำปีงบประมาณ 2569 โดยมี พันตำรวจโท วรรณพงษ์ คชรักษ์ ปลัดกระทรวงแรงงาน ร่วมเป็นเกียรติ นายรัฐพล นราดิศร ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ ให้การต้อนรับ นายสมาสภ์ ปัทมะสุคนธ์ อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน กล่าวรายงานวัตถุประสงค์การจัดงาน พร้อมด้วย ผู้บริหารกระทรวงแรงงานและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม ณ สถาบันพัฒนาทรัพยากรมนุษย์สำหรับอุตสาหกรรมบริการสุขภาพ อำเภอสันกำแพง จังหวัดเชียงใหม่


นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เปิดเผยภายหลังเป็นประธานว่า กระทรวงแรงงานมุ่งสร้างโอกาสในการมีงานทำและสร้างรายได้อย่างยั่งยืนให้แก่แรงงานอิสระและแรงงานนอกระบบ ผ่านการพัฒนาทักษะควบคู่กับการสนับสนุน “ชุดเครื่องมือทำมาหากิน” เพื่อช่วยลดต้นทุนในการเริ่มต้นประกอบอาชีพ ผู้ผ่านการฝึกอบรมจึงสามารถนำความรู้และเครื่องมือไปสร้างรายได้ได้ทันที ถือเป็นการต่อยอดนโยบายสร้างอาชีพ สร้างรายได้ และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม จึงขอให้พัฒนาทักษะอย่างต่อเนื่อง ใช้ความรู้และอุปกรณ์ที่ได้รับสร้างอาชีพด้วยความซื่อสัตย์ เพื่อสร้างรายได้ที่มั่นคงให้แก่ตนเองและครอบครัว รวมทั้งขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากของประเทศให้เติบโตอย่างยั่งยืน








ด้าน นายสมาสภ์ ปัทมะสุคนธ์ อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน กล่าวว่า กรมพัฒนาฝีมือแรงงานดำเนินโครงการดังกล่าวเพื่อยกระดับทักษะแรงงานอิสระ แรงงานนอกระบบ และกลุ่มเป้าหมายเฉพาะ ให้มีมาตรฐานฝีมือ พร้อมสนับสนุนอุปกรณ์ที่จำเป็นต่อการประกอบอาชีพ โดยครั้งนี้มอบชุดเครื่องมือแก่ผู้ผ่านการฝึกอบรมจำนวน 38 คน จาก 2 หลักสูตร ได้แก่ หลักสูตรช่างอเนกประสงค์ และหลักสูตรการตัดเย็บผลิตภัณฑ์จากผ้า ทั้งนี้ นายจุลพันธ์ ได้เยี่ยมชมการดำเนินงานของสถาบันพัฒนาทรัพยากรมนุษย์สำหรับอุตสาหกรรมบริการสุขภาพ โดยให้ความสนใจกับการพัฒนาหลักสูตรด้านการนวดไทยและบริการสุขภาพ อาทิ การนวดระบายน้ำเหลือง การนวดหินร้อน การนวดด้วยไม้ไผ่ การนวดเพื่อสุขภาพ การผลิตผลิตภัณฑ์สมุนไพรไทยเพื่อสุขภาพ รวมถึงการทดสอบมาตรฐานฝีมือแรงงานแห่งชาติ สาขานักส่งเสริมสุขภาพแบบองค์รวม ไทยสัปปายะ (หัตถบำบัด) ระดับ 1 พร้อมเยี่ยมชมบูธผลิตภัณฑ์จากเครือข่ายภาคเหนือ และใช้บริการนวดเพื่อสุขภาพจากผู้ผ่านการฝึกอบรม ซึ่งสะท้อนศักยภาพของ “นวดไทย” ในการยกระดับสู่บริการสุขภาพคุณภาพ สร้างอาชีพ สร้างรายได้ และผลักดันซอฟต์พาวเวอร์ไทยสู่ตลาดโลกอีกด้วย นายสมาสภ์ กล่าวทิ้งท้าย

เมืองแห่งอนาคต” ต้องไม่พัฒนาแบบแยกส่วน วีเอ็นยู เอเชีย แปซิฟิค เชื่อม 3 อุตสาหกรรมสำคัญ​ วางภาคตะวันออกเป็นพื้นที่ต้นแบบของเทคโนโลยีเพื่อเมือง เศรษฐกิจ และคุณภาพชีวิต

  เมืองแห่งอนาคต” ต้องไม่พัฒนาแบบแยกส่วน วีเอ็นยู เอเชีย แปซิฟิค เชื่อม 3 อุตสาหกรรมสำคัญ​  วางภาคตะวันออกเป็นพื้นที่ต้นแบบของเทคโนโลยีเพื่อ...