วันพุธที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2569

7 นวัตกรรมสู้ฝุ่น PM2.5​ หนุนแก้วิกฤตมลพิษอากาศไทยอย่างยั่งยืน

 7 นวัตกรรมสู้ฝุ่น PM2.5​  หนุนแก้วิกฤตมลพิษอากาศไทยอย่างยั่งยืน

วิกฤตฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 ได้กลายเป็นวาระแห่งชาติที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพและคุณภาพชีวิตของคนไทยอย่างต่อเนื่อง การแก้ไขปัญหานี้จึงจำเป็นต้องก้าวข้ามมาตรการเฉพาะหน้า ไปสู่การใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเป็นฐานในการจัดการอย่างเป็นระบบและยั่งยืน  กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดยสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ได้วิจัยพัฒนาและนำเสนอ “7 นวัตกรรมสู้ฝุ่น PM2.5” ครอบคลุมการจัดการปัญหามลพิษทางอากาศตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ตั้งแต่การสืบหาต้นตอฝุ่นอย่างแม่นยำ การตรวจติดตามสถานการณ์แบบเรียลไทม์ ไปจนถึงการลดและกำจัดฝุ่นในพื้นที่อยู่อาศัยและพื้นที่เสี่ยงอย่างเป็นรูปธรรม นวัตกรรมชุดนี้สะท้อนบทบาทสำคัญของ สวทช. ในการนำวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม มาเป็นเครื่องมือหลักในการขับเคลื่อนการแก้ไขวิกฤตมลพิษทางอากาศของประเทศ ไม่เพียงเพื่อรับมือในระยะสั้น แต่เพื่อสร้างโซลูชันที่ยั่งยืนในระยะยาว


นวัตกรรมชุดแรกมุ่งเน้นการสืบหาต้นตอของฝุ่น PM2.5 เพื่อให้การแก้ปัญหามีความแม่นยำ โดยนาโนเทค สวทช. ร่วมกับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและกรมควบคุมมลพิษ ได้พัฒนา "เครื่องเก็บตัวอย่างฝุ่น NanoSampler" ภายใต้โครงการวิจัย 

"การตรวจวิเคราะห์หาการกระจายขนาดและองค์ประกอบทางเคมีของฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน 2.5 ไมครอน (PM2.5)" 

ที่ได้รับทุนสนับสนุนจากสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.)  ซึ่งสามารถแยกและวิเคราะห์ฝุ่นได้ถึง 6 ระดับขนาด ผลการศึกษาพบว่า เกือบครึ่งหนึ่งของฝุ่น PM2.5 ในพื้นที่กรุงเทพมหานครมาจากไอเสียรถยนต์ และในกลุ่มฝุ่นจิ๋ว PM0.1 มีสัดส่วนจากไอเสียรถยนต์สูงถึงร้อยละ 65 ข้อมูลดังกล่าวเป็นฐานสำคัญต่อการกำหนดมาตรการควบคุมมลพิษจากภาคคมนาคมอย่างตรงจุด นอกจากนี้ นาโนเทคยังมีการพัฒนา “ระบบตรวจวัดและจำแนก PM2.5 ด้วยจมูกอิเล็กทรอนิกส์ (e-Nose)” ที่สามารถระบุแหล่งกำเนิดฝุ่นแบบเรียลไทม์ พร้อมแสดงผลผ่านแอปพลิเคชัน Air Detector เพื่อสนับสนุนการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมเชิงพื้นที่อย่างมีประสิทธิภาพ



ขณะเดียวกัน เอ็นเทคและเนคเทค สวทช. ร่วมกับสถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย (AIT) สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) และสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) ได้พัฒนา "ระบบตรวจวัดควันดำแบบระยะไกล" โดยผสานเทคโนโลยี AI, Machine Learning และ Computer Vision เปลี่ยนกล้อง CCTV ให้สามารถตรวจจับรถที่ปล่อยมลพิษเกินมาตรฐานได้โดยไม่ต้องหยุดรถ ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการบังคับใช้กฎหมายโดยไม่กระทบการจราจร


นวัตกรรมชุดที่สองมุ่งลดและกำจัดฝุ่นในพื้นที่อยู่อาศัย โดยเนคเทค สวทช. พัฒนา “ION Fresh เครื่องกรองฝุ่น PM2.5 และกำจัดเชื้อโรคในอากาศ” ที่ใช้เทคโนโลยีการตกตะกอนเชิงไฟฟ้าสถิตในการดักจับฝุ่น PM2.5 และกำจัดเชื้อโรคด้วยแสง UVC เครื่องนี้รองรับการใช้งานภายในห้องขนาด 250 ตารางเมตร และสามารถถอดล้างส่วนดักจับฝุ่นเพื่อนำกลับมาใช้ใหม่ได้ ตอบโจทย์ทั้งการลดความเสี่ยงโรคทางเดินหายใจและประหยัดค่าใช้จ่าย

ในยุคที่มลพิษทางอากาศไม่ได้อยู่แค่ภายนอกอาคาร แต่แฝงตัวอยู่ภายในอาคารด้วย เอ็มเทค สวทช. ร่วมกับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ได้พัฒนา "เพียวแอร์ ยิปซัมบอร์ด (Pure Air Gypsum Board)" ซึ่งเป็นวัสดุก่อสร้างภายในอาคารที่สามารถดูดซับสารประกอบอินทรีย์ระเหยง่าย (VOCs) ด้วยพันธะเคมี และเคลือบสีพิเศษที่ช่วยให้ฝุ่น PM2.5 หนักขึ้นแล้วตกลงสู่พื้น ลดการฟุ้งกระจายในอากาศ สร้างสภาพแวดล้อมในที่อยู่อาศัยให้ปลอดภัยยิ่งขึ้น

นอกจากนี้ การใช้พลังจากธรรมชาติก็เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ยั่งยืน สถาบันพัฒนาและฝึกอบรมโรงงานต้นแบบ และคณะทรัพยากรชีวภาพและเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) ร่วมกับศูนย์โอมิกส์แห่งชาติ ไบโอเทค สวทช. ได้วิจัยพัฒนา “กำแพงต้นไม้” เพื่อดักจับและดูดซับ PM2.5 โดยใช้เทคโนโลยีขั้นสูงอย่างเมตาโบโลมิกส์ (Metabolomics) และการวิเคราะห์ด้วย LC-MS เพื่อค้นหาและระบุชนิดพืชที่เหมาะสมที่สุดในการจับฝุ่นบนพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์อย่างแท้จริง เช่น พืชที่มีลักษณะใบขรุขระ ใบเล็ก หรือมีขนบนใบ อาทิ โมก กัลปพฤกษ์ จามจุรี ประดู่ และพะยูง เพื่อนำไปออกแบบการปลูกกำแพงต้นไม้ที่มีประสิทธิภาพสูง ช่วยเพิ่มทางเลือกการแก้ปัญหามลพิษทางอากาศอย่างเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

ปิดท้ายด้วย “อุตุน้อย (UtuNoi) สถานีตรวจวัดสภาพอากาศเพื่อการเรียนรู้” โดยเนคเทค สวทช. ได้ต่อยอดจากบอร์ด KidBright ด้วยการติดตั้งเซนเซอร์วัดสภาพอากาศต่าง ๆ แล้วส่งข้อมูลไปยังเว็บแอปพลิเคชันแบบเรียลไทม์ ซึ่งเปิดโอกาสให้เยาวชนได้เรียนรู้การใช้ข้อมูลจริง ฝึกทักษะด้าน Big Data และ IoT เพื่อสร้างรากฐานนักพัฒนานวัตกรรมสิ่งแวดล้อมในอนาคตนวัตกรรมทั้ง 7 นี้สะท้อนบทบาทของ สวทช. ในการนำวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม มาประยุกต์ใช้เพื่อแก้ไขวิกฤต PM2.5 ของประเทศอย่างเป็นระบบ ไม่เพียงรับมือในระยะสั้น แต่สร้างโซลูชันที่ยั่งยืนเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีของคนไทยในระยะยาว


 

อว. ชูพลัง AI พลิกโฉมการศึกษาแพทย์ไทยสู่เวทีโลก – “นพ.รุ่งเรือง” ร่วมบรรยายเวทีฉลองความสำเร็จแพลตฟอร์ม MDCU MedUMORE คลังความรู้การแพทย์ดิจิทัลระดับโลก

 อว. ชูพลัง AI พลิกโฉมการศึกษาแพทย์ไทยสู่เวทีโลก – “นพ.รุ่งเรือง” ร่วมบรรยายเวทีฉลองความสำเร็จแพลตฟอร์ม MDCU MedUMORE คลังความรู้การแพทย์ดิจิทัลระดับโลก

นพ.รุ่งเรือง กิจผาติ อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์บริการ และรักษาราชการแทน เลขาธิการสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ (ปส.) ผู้แทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) และผู้แทนปลัดกระทรวง อว. เข้าร่วมเสวนาในหัวข้อ “Standardizing the Future: AI & Global Recognition — มาตรฐานสู่อนาคต เมื่อปัญญาประดิษฐ์พลิกโฉมการศึกษาแพทย์ไทย” ในโอกาสเฉลิมฉลองความสำเร็จของแพลตฟอร์ม MDCU MedUMORE ที่พัฒนาโดยคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกับ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ และ สภากาชาดไทย เพื่อยกระดับการเรียนรู้ทางการแพทย์ด้วยเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ภายใต้แนวคิดสำคัญ “องค์ความรู้ทางการแพทย์ต้องเข้าถึงได้ทุกที่ ทุกเวลา และสำหรับทุกคน

โดยมีผู้ทรงคุณวุฒิจากหลายภาคส่วนร่วมเสวนา ได้แก่ ดร.เกศทิพย์ ศุภวานิช อธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) พล.อ.อ. นพ.อิทธพร คณะเจริญ เลขาธิการแพทยสภา ศ.ดร.นพ.สมบัติ ตรีประเสริฐสุข รองอธิการบดี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ศ.ดร.พลกฤษณ์ แสงวณิช คณบดีวิทยาลัยส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตเพื่อประชาชนแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (Chula XL) รศ.ดร.พญ.โสฬพัทธ์ เหมรัญช์โรจน์ รองคณบดีด้านนวัตกรรมแนวบูรณาการและเทคโนโลยีดิจิทัล คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ รศ.นพ.กำพล สุวรรณพิมลกุล ผู้ช่วยคณบดีด้านการบริการวิชาการและการศึกษานานาชาติ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

นพ.รุ่งเรืองกล่าวว่า ปัจจุบัน AI กำลังก้าวขึ้นมาเป็นกลไกสำคัญของระบบสาธารณสุขโลก ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการวิเคราะห์ข้อมูลสุขภาพ การวินิจฉัยโรค และการสนับสนุนการตัดสินใจทางการแพทย์ โดยย้ำว่า “AI ไม่ได้มาแทนแพทย์ แต่จะช่วยให้แพทย์ดูแลผู้ป่วยได้ดียิ่งขึ้น” ขณะที่หัวใจของการแพทย์ยังคงอยู่ที่ความเมตตา ความเข้าใจ และจริยธรรมในวิชาชีพ อีกทั้ง แพลตฟอร์ม MDCU MedUMORE ถือเป็นหนึ่งในนวัตกรรมการเรียนรู้ทางการแพทย์ที่โดดเด่นของประเทศไทย และกำลังก้าวขึ้นสู่การเป็นแพลตฟอร์มชั้นนำระดับโลก ที่ช่วยเชื่อมโยงองค์ความรู้ทางการแพทย์ เทคโนโลยี และการเรียนรู้ตลอดชีวิตเข้าด้วยกันอย่างไร้ขีดจำกัด

โอกาสนี้ยังได้สะท้อนบทบาทของกระทรวง อว. ในการขับเคลื่อนการใช้ AI ผ่านนโยบาย “อว. FOR AI” แผนปัญญาประดิษฐ์แห่งชาติ ที่มุ่งเน้นในหลากหลายมิติ ได้แก่ การพัฒนากำลังคนด้าน AI การส่งเสริมความรู้และทักษะ AI การเรียนรู้ตลอดชีวิต และการสนับสนุนงานวิจัยนวัตกรรมทางการแพทย์ เพื่อยกระดับระบบสุขภาพไทยและผลักดันประเทศสู่การเป็นศูนย์กลางด้านการแพทย์และองค์ความรู้ทางการแพทย์ดิจิทัลของภูมิภาค

ด้าน ศ. พญ.นิจศรี ชาญณรงค์ รองคณบดีด้านการบริการวิชาการและการศึกษานานาชาติ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า MDCU MedUMORE ได้ก้าวขึ้นเป็นแพลตฟอร์มคลังความรู้ทางการแพทย์ดิจิทัลที่ได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ โดยในโอกาสนี้ยังเป็นการเฉลิมฉลองความสำเร็จสำคัญของแพลตฟอร์ม ทั้งการได้รับรางวัลระดับโลก และการมีผู้ใช้งานสะสมทะลุ 5 ล้านคน สะท้อนให้เห็นถึงบทบาทของประเทศไทยในการพัฒนาเทคโนโลยีการเรียนรู้ทางการแพทย์ที่สามารถเข้าถึงผู้เรียนได้อย่างกว้างขวาง

ภายในงานยังมีการนำเสนอ The Intelligence Showcase โดย ผศ.(พิเศษ) นพ.สุรินทร์ อัศววิทรทิพย์ ผู้ช่วยคณบดีด้านการบริการวิชาการและการศึกษานานาชาติ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งได้นำเสนอศักยภาพของแพลตฟอร์ม MDCU MedUMORE ในการนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์มาประยุกต์ใช้กับระบบการเรียนรู้ทางการแพทย์ เพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษาและสร้างมาตรฐานใหม่ของการเรียนรู้ในยุคดิจิทัล

ทั้งนี้ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ได้แสดงความชื่นชมต่อความสำเร็จของแพลตฟอร์ม MDCU MedUMORE ซึ่งสะท้อนศักยภาพของสถาบันการศึกษาไทยในการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมด้านการแพทย์ที่ได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ พร้อมทั้งย้ำว่ากระทรวง อว. จะยังคงสนับสนุนการวิจัย นวัตกรรม และการพัฒนากำลังคนด้านเทคโนโลยีขั้นสูงอย่างต่อเนื่อง เพื่อขับเคลื่อนประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางองค์ความรู้และนวัตกรรมทางการแพทย์ของภูมิภาค

นพ.รุ่งเรืองกล่าวทิ้งท้ายว่า“กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม จะเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนการใช้ปัญญาประดิษฐ์ ผ่านการวิจัย นวัตกรรม และการพัฒนากำลังคน เพื่อยกระดับประสิทธิภาพ ความแม่นยำ และความยั่งยืนของการแพทย์และระบบสาธารณสุขไทยในระยะยาว”


มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง เข้ารับมอบโล่ประกาศเกียรติคุณจากพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา องคมนตรี รองประธานมูลนิธิโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราช เนื่องในวาระที่มูลนิธิฯ สนับสนุนครุภัณฑ์ทางการแพทย์มูลค่า 1.12 ล้านบาท ให้แก่โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชนครไทย จังหวัดพิษณุโลก

 มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง เข้ารับมอบโล่ประกาศเกียรติคุณจากพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา องคมนตรี รองประธานมูลนิธิโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราช เนื่องในวาระที่มูลนิธิฯ สนับสนุนครุภัณฑ์ทางการแพทย์มูลค่า 1.12 ล้านบาท ให้แก่โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชนครไทย จังหวัดพิษณุโลก

วันนี้ (วันพุธที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2569) มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง นำโดย นางจินดา บุญลาภทวีโชค กรรมการตรวจสอบ รับมอบโล่ประกาศเกียรติคุณจาก พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา  องคมนตรี  รองประธานมูลนิธิโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราช เนื่องในวาระที่มูลนิธิฯ ได้ทำคุณประโยชน์โดยการสนับสนุนครุภัณฑ์ทางการแพทย์ “ชุดมอเตอร์ไถผิวหนังระบบแบตเตอรี่ และขูดผิวหนัง” มูลค่า 1,125,000 บาท (หนึ่งล้านหนึ่งแสนสองหมื่นห้าพันบาทถ้วน) ให้แก่โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชนครไทย จังหวัดพิษณุโลก เพื่อพัฒนาการรักษาพยาบาลแก่ผู้ป่วยในส่วนภูมิภาค ตามปณิธานของมูลนิธิป่อเต็กตึ๊งในด้าน “รักษาชีวิต” ณ ห้องประชุมราชาวดี โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชนครไทย จังหวัดพิษณุโลก

ทั้งนี้  มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้ริเริ่มการสนับสนุนอุปกรณ์และเครื่องมือทางการแพทย์เป็นครั้งแรก เนื่องในโอกาสครบรอบ 110 ปี มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง เมื่อปี พ.ศ. 2563 รวมทั้งในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 โดยได้มีการสนับสนุนเรื่อยมา ไม่ว่าจะเป็นการมอบครุภัณฑ์และอุปกรณ์ทางการแพทย์ มอบรถพยาบาลติดตั้งอุปกรณ์ มอบรถ X-Ray เคลื่อนที่ระบบดิจิทัล มอบห้องผ่าตัดปลอดเชื้อ มาตรฐาน ISO7 เป็นต้น รวมงบประมาณการสนับสนุนอุปกรณ์และเครื่องมือทางการแพทย์นับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2563 เป็นต้นมาไม่ต่ำกว่า 199 ล้านบาท

ตลอดระยะเวลากว่า 116 ปี ที่มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้ขยายขอบข่ายโครงการต่าง ๆ ออกไปอย่างกว้างขวาง นอกจากจะบำบัดทุกข์ บำรุงสุข แก่ผู้ตกทุกข์ได้ยากโดยไม่แบ่งแยกเชื้อชาติ วรรณะ และศาสนา ยังเป็นองค์กรสาธารณกุศลที่ช่วยเหลือประชาชนครบวงจรในทุกๆ ด้าน รวมทั้งการสนับสนุนงานด้านสาธารณสุขให้กับประชาชนที่ด้อยโอกาส ดังปณิธาน มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ช่วยชีวิต รักษาชีวิต สร้างชีวิต

ติดตามข่าวสาร และกิจกรรมงานสาธารณกุศลมูลนิธิป่อเต็กตึ๊งได้ที่ สายด่วนป่อเต็กตึ๊ง 1418, เว็บไซต์ www.pohtecktung.org ได้ที่ เฟซบุ๊ก แฟนเพจ www.facebook.com/atpohtecktung หรือดูรายละเอียดช่องทางที่สะดวกได้ที่ https://linktr.ee/pohtecktung

.

** มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ช่วยชีวิต รักษาชีวิต สร้างชีวิต **

อปท.เหนือสานพลังลดอุบัติเหตุ​ เน้น “4 สร้าง ทางรอด” เพื่อถนนปลอดภัย

 อปท.เหนือสานพลังลดอุบัติเหตุ​ เน้น “4 สร้าง ทางรอด” เพื่อถนนปลอดภัย

องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นภาคเหนือ เปิดเวที "4 สร้างทางรอด" สร้างกลไก สร้างสภาพแวดล้อม สร้างระบบสร้างคน สู่ถนนปลอดภัย ยกระดับความปลอดภัยทางถนน ชี้การจัดการที่ยั่งยืน ต้องอาศัยทั้งนวัตกรรมทางสังคม กติกาชุมชน และการทำงานเชิงรุกที่เชื่อมโยงกันอย่างไร้รอยต่อในทุกมิติ

เมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2569 ศูนย์ประสานงานเครือข่ายเฉพาะประเด็นอำเภอขับขี่ปลอดภัย (ศปง.) และเครือข่ายประกอบด้วย เทศบาลตำบลวังทอง อ.วังทอง จ.พิษณุโลก, เทศบาลตำบลน้ำซึม อ.เมือง จ.อุทัยธานี และ อบต.หนองหนาม อ.เมือง จ.ลำพูน พร้อมด้วยภาคีเครือข่าย ภายใต้การสนับสนุนจากสำนักสนับสนุนสุขภาวะชุมชน (สำนัก 3) สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) จัดเวทีบูรณาการสานพลังสร้างความปลอดภัยทางถนน ภายใต้หัวข้อ "4 สร้าง ทางรอด : สร้างกลไก สร้างสภาพแวดล้อม สร้างระบบสร้างคน สู่ถนนปลอดภัย" โดยมี นายบุญเหลือ บารมี รองผู้ว่าราชการจังหวัดพิษณุโลก เป็นประธานในพิธี  ณ โรงแรมอิมพีเรียล โฮเทล แอนด์ คอนเวนชั่น เซ็นเตอร์ จังหวัดพิษณุโลก

ในงานครั้งนี้มีผู้เข้าร่วมทั้งสิ้นกว่า 450 คน จากหลากหลายภาคส่วน ทั้งหัวหน้าส่วนราชการ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สถาบันการศึกษา ภาคประชาสังคม และอาสาสมัคร ครอบคลุมพื้นที่ 8 จังหวัด ได้แก่ พิษณุโลก ลำพูน อุทัยธานี เชียงใหม่ เชียงราย แพร่ ตาก และเพชรบูรณ์ โดยมีเป้าหมายสำคัญเพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้การพัฒนากลไกการจัดการและสร้างความร่วมมือที่เป็นรูปธรรม เพื่อยกระดับการปฏิบัติงานด้านความปลอดภัยทางถนนในพื้นที่อย่างต่อเนื่องและยั่งยืน

ร.ต.ต.สุชาติ กลิ่นสังข์ นายกเทศมนตรีตำบลวังทอง ในฐานะตัวแทนศูนย์ประสานงานเครือข่ายเฉพาะประเด็นอำเภอขับขี่ปลอดภัย (ศปง.) 3 พื้นที่ กล่าวรายงานว่า เวทีนี้เป็นการต่อยอดความสำเร็จจากการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) เมื่อปี พ.ศ. 2566 ระหว่างเทศบาลตำบลวังทอง เทศบาลตำบลน้ำซึม และองค์การบริหารส่วนตำบลหนองหนาม ร่วมกับ สำนัก 3 สสส. เพื่อจัดการความปลอดภัยทางถนนในระดับท้องถิ่น ผ่านยุทธศาสตร์ "4 สร้างทางรอด"  ที่มุ่งเน้นการสร้างกลไกข้อมูล สร้างสภาพแวดล้อมและคน สร้างนวัตกรรม และสร้างนโยบายสาธารณะ

" ปัจจุบันเครือข่ายร่วมสร้างชุมชนท้องถิ่นน่าอยู่ ได้ดำเนินการบรรลุเป้าหมายทั้ง 4 ด้านแล้ว ดังนั้นการจัดเวที “4 ทางรอด” นี้ จึงเป็นการสร้างความร่วมมือของเครือข่ายอย่างเป็นรูปธรรม และสามารถยกระดับการปฏิบัติงานด้านความปลอดภัยทางถนนในพื้นที่ได้อย่างต่อเนื่อง" นายกเทศมนตรีตำบลวังทอง กล่าว

จากความสำเร็จในระดับท้องถิ่นดังกล่าว ได้รับการตอบรับและสนับสนุนอย่างเต็มที่จากระดับจังหวัด โดย นายบุญเหลือ บารมี รองผู้ว่าราชการจังหวัดพิษณุโลก ประธานในพิธี กล่าวว่า จังหวัดพิษณุโลกเป็นศูนย์กลางด้านการศึกษา การคมนาคม การค้า และการลงทุน ทำให้มีผู้คนจากภายนอกเข้ามาเป็นจำนวนมาก ปัญหาอุบัติเหตุทางถนนจึงเป็นภารกิจสำคัญที่ส่งผลกระทบอย่างร้ายแรงต่อทั้งบุคคล ครอบครัว และชุมชน โดยเฉพาะในกรณีที่เกิดการพิการหรือทุพพลภาพ ซึ่งส่งผลต่อสถานะทางการเงินและคุณภาพชีวิตในระยะยาว

รองผู้ว่าราชการจังหวัดฯ ยังได้กล่าวชื่นชมการจัดเวทีครั้งนี้ว่า เป็นการนำองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต้นแบบทั้ง 3 แห่ง จากพิษณุโลก อุทัยธานี และลำพูน มาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ประสบการณ์และแนวทางการดำเนินงานที่ดี พร้อมเน้นย้ำว่าการป้องกันอุบัติเหตุคือวิธีที่ดีที่สุดในการลดความสูญเสีย และต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ภายใต้แนวคิด "นโยบายนำ กลไกหนุน สานพลังภาคีสู่ปฏิบัติการเพื่อความปลอดภัยทางถนน" พร้อมขอบคุณกองทุน สสส. คณะผู้บริหาร ภาคีเครือข่าย และทุกภาคส่วนที่ให้การสนับสนุน

จากนั้น รองผู้ว่าราชการจังหวัดฯ ได้มอบแนวทาง 4 ประเด็นหลักสู่การปฏิบัติ ได้แก่ การกำหนดนโยบายที่ชัดเจนโดยใช้ข้อมูลสถิติวิเคราะห์จุดเสี่ยง การขับเคลื่อนผ่านกลไกศูนย์อำนวยความปลอดภัยทางถนนทุกระดับ การสานพลังจากทุกภาคส่วนเพื่อปลูกฝังวัฒนธรรมความปลอดภัยตั้งแต่เยาวชน และการลงพื้นที่ปฏิบัติจริงเพื่อให้เห็นผลเป็นรูปธรรม

" ผมเชื่อมั่นว่าหากเราร่วมมือกันอย่างจริงจัง เดินหน้าด้วยข้อมูลเชิงประจักษ์ และมีความรับผิดชอบร่วมกัน จะสามารถลดความสูญเสีย และก้าวสู่การทำงานบูรณาการต้นแบบด้านความปลอดภัยทางถนนได้อย่างยั่งยืน ภายใต้เป้าหมายเดียวกันคือ ถนนปลอดภัย คนไทยปลอดภัย" รองผู้ว่าราชการจังหวัดพิษณุโลกกล่าว

แนวทางดังกล่าวสอดรับกับกรอบการทำงานของ สสส. ที่ให้การสนับสนุนเครือข่ายนี้มาอย่างต่อเนื่อง โดย ดร.นิสา รัตนดิลก ณ ภูเก็ต ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนสุขภาวะชุมชน (สำนัก 3) สสส. ได้กล่าวถึงที่มาที่ไปของการขับเคลื่อนงานของเครือข่ายตั้งแต่ปี 2566 ว่า สสส.เน้นการจุดประกายและดึงขีดความสามารถของชุมชนมาสร้างระบบที่เอื้อต่อสุขภาวะของประชาชน โดยมีประเด็นการจัดการความปลอดภัยทางถนนเป็นหนึ่งในแกนสำคัญ ผ่านการดึง 4 องค์กรหลัก ได้แก่ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน แกนนำชุมชน และหน่วยงานภาครัฐในระดับจังหวัด อำเภอ และตำบล

ดร.นิสา ยังได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของสถิติการเสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนนที่ยังห่างไกลจากเป้าหมายในแผนแม่บท โดยอุบัติเหตุทางถนนเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับหนึ่งในเพศชาย และอยู่ในอันดับต้นๆ ของเพศหญิง ซึ่งทุกคนล้วนมีบทบาทในการร่วมแก้ไขปัญหาดังกล่าว

สำหรับการขับเคลื่อนงานในระดับพื้นที่ ดร.นิสาได้อธิบายแนวทางผ่านกรอบ "3 เหลี่ยมเขยื้อนภูเขา" ที่ต้องบูรณาการทั้งนโยบายจากส่วนต่างๆ องค์ความรู้จากหน่วยงานสนับสนุน และการลงมือปฏิบัติของภาคีในพื้นที่ โดยใช้กลไกศูนย์ปฏิบัติการความปลอดภัยทางถนนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (ศปถ.อปท.) เป็นแกนหลักในการบูรณาการงบประมาณและแผนงาน ควบคู่กับระบบข้อมูลเฝ้าระวังความเสี่ยง เช่น ระบบติดตามสถิติรายวันในช่วงเทศกาลปีใหม่และสงกรานต์ เพื่อให้สามารถวิเคราะห์และจัดการปัญหาได้อย่างแม่นยำ

นอกจากนี้ ดร.นิสา ยังได้นำเสนอแนวทางการขับเคลื่อนระยะยาว ภายใต้กรอบยุทธศาสตร์ "4 สร้าง ทางรอด สู่ถนนปลอดภัย" โดยเน้นการปลูกฝังวินัยจราจรตั้งแต่ปฐมวัยผ่านศูนย์พัฒนาเด็กเล็กและโรงเรียนในสังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยใช้งบประมาณจากกองทุน สปสช. และยกตัวอย่างความยืดหยุ่นของระบบที่ได้สร้างขึ้น เช่น ที่อำเภอวังทองที่สามารถนำโครงสร้างเดิมไปรับมือกับปัญหาบุหรี่ไฟฟ้าได้อย่างรวดเร็ว

"การจัดการความปลอดภัยทางถนนที่ยั่งยืน ต้องอาศัยทั้งนวัตกรรมทางสังคม กติกาชุมชน และการทำงานเชิงรุกที่เชื่อมโยงกันอย่างไร้รอยต่อในทุกมิติ" ดร.นิสากล่าวสรุป


ด้าน นายสืบศักดิ์ เอี่ยมวิจารณ์ ประธานกรรมการกำกับทิศทางของแผนสุขภาวะชุมชน พื้นที่ภาคเหนือ กล่าวชื่นชมและให้กำลังใจเครือข่ายร่วมสร้างชุมชนท้องถิ่นน่าอยู่ ว่า ความยั่งยืนทางถนนไม่ได้เกิดจากการทำกิจกรรมใดกิจกรรมหนึ่งเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการที่พื้นที่สามารถร้อยเรียงองค์ประกอบทั้งหมดเข้าด้วยกัน คือ มีกลไกขับเคลื่อนที่เข้มแข็ง จัดการสภาพแวดล้อมให้ปลอดภัย มีระบบบริการและสวัสดิการคอยดูแล และมีชุมชนที่ตระหนักรู้ สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่เพียงกิจกรรม แต่คือ "วิถีชุมชน" ที่ต้องบ่มเพาะและรักษาไว้อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ถนนปลอดภัยกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันของคนในพื้นที่ภาคเหนืออย่างแท้จริง

วันอังคารที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2569

ศน.-วธ. เปิดศูนย์อำนวยความสะดวกผู้แสวงบุญแห่งที่ 17 ที่อินเดีย หนุนพุทธศาสนิกชนจาริกสังเวชนียสถาน

 ศน.-วธ. เปิดศูนย์อำนวยความสะดวกผู้แสวงบุญแห่งที่ 17 ที่อินเดีย หนุนพุทธศาสนิกชนจาริกสังเวชนียสถาน

เมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2569 ณ วัดไทยสะสาราม เมืองสะสาราม รัฐพิหาร สาธารณรัฐอินเดีย โดยมี พระปลัดเดชา อาสโภ เจ้าอาวาสวัดไทยสะสาราม เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ และนายประสพ เรียงเงิน ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม เป็นประธานในพิธีเปิด ศูนย์อำนวยความสะดวกแก่ผู้เดินทางมาแสวงบุญประเทศอินเดีย–เนปาล แห่งที่ 17 พร้อมด้วย นายชัยพล สุขเอี่ยม อธิบดีกรมการศาสนา


ในการนี้ มีคณะพระธรรมทูตสายประเทศอินเดีย–เนปาล คณะสงฆ์ และพุทธศาสนิกชน รวมทั้งผู้เข้าร่วมโครงการส่งเสริมพระสงฆ์และพุทธศาสนิกชนไปประกอบศาสนกิจ ณ สังเวชนียสถาน 4 ตำบล ประเทศอินเดีย–เนปาล กว่า 70 รูป/คน ร่วมพิธีเปิดศูนย์โดยพร้อมเพรียง



ทั้งนี้คณะฯ ได้ร่วมถวายผ้าป่าสามัคคีบำรุงวัด ด้วยยอดปัจจัยรวม 18,070 บาท 5,880 รูปี 2 ริงกิต


พระปลัดเดชา อาสโภ เจ้าอาวาสวัดไทยสะสาราม ปรารภว่า วัดไทยสะสาราม เริ่มก่อสร้างเมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม 2558 ภายในวัดได้ก่อสร้างศาสนสถานตามแบบอย่างวัดในพระพุทธศาสนา โดยมีคณะที่ปรึกษา คณะผู้ดำเนินการโครงการนำโดย พระปลัดเดชา อาสโภ เจ้าอาวาสวัดไทยสะสาราม ภายใต้การกำกับดูแลของหัวหน้าพระธรรมทูตสายประเทศอินเดีย–เนปาล พร้อมด้วยพุทธศาสนิกชนชาวไทยและนานาชาติร่วมเป็นผู้อุปถัมภ์ และประสานงานในภารกิจสำคัญดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง

การจัดตั้งวัดไทยสะสารามมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นศูนย์กลางการเผยแผ่พระพุทธศาสนาในดินแดนพุทธภูมิ อำนวยความสะดวกแก่พุทธศาสนิกชนชาวไทยและชาวต่างชาติที่เดินทางมาจาริกแสวงบุญ รวมทั้งเป็นศูนย์ประสานงานด้านการศึกษาในประเทศอินเดียและเนปาล ตลอดจนเพื่อร่วมเฉลิมฉลองมหามงคลธรรมาภิสมัยพุทธชยันตี 2,600 ปี แห่งการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า และน้อมถวายเป็นพระราชกุศลเฉลิมพระเกียรติในโอกาสมหามงคลสมัย


ในการที่วัดไทยสะสาราม ได้รับการจัดตั้งให้เป็น ศูนย์อำนวยความสะดวกแก่ผู้แสวงบุญ เพื่อรองรับพระสงฆ์และพุทธศาสนิกชนที่เดินทางมายังดินแดนพุทธภูมิ ในนามคณะสงฆ์ของวัดไทยสะสาราม ภายใต้การกำกับดูแลของหัวหน้าพระธรรมทูตสายประเทศอินเดีย–เนปาล ทางวัดพร้อมทำหน้าที่ดูแล อำนวยความสะดวก และประสานการปฏิบัติศาสนกิจต่าง ๆ ให้แก่ผู้แสวงบุญอย่างเต็มกำลังความสามารถ เพื่อให้การเดินทางมาสักการะสังเวชนียสถานและสถานที่สำคัญทางพระพุทธศาสนาเป็นไปด้วยความเรียบร้อย สะดวก และเปี่ยมด้วยศรัทธาอย่างสมบูรณ์ที่สุด

นายชัยพล สุขเอี่ยม อธิบดีกรมการศาสนา กล่าวว่า ปัจจุบันกองทุนส่งเสริมการเผยแผ่พระพุทธศาสนาเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา ได้สนับสนุนการดำเนินงานของศูนย์อำนวยความสะดวกแก่ผู้เดินทางไปประกอบศาสนกิจ ณ สังเวชนียสถาน 4 ตำบล ภายใต้ความร่วมมือระหว่างพระธรรมทูต สายประเทศอินเดีย–เนปาล กับ กรมการศาสนา รวมทั้งสิ้น 17 แห่ง ประกอบด้วย ศูนย์อำนวยความสะดวกฯ ที่อยู่ในสาธารณรัฐอินเดีย ได้แก่ 1. วัดไทยพุทธคยา 2. วัดไทยกุสินาราเฉลิมราชย์ 3. วัดไทยสารนาถ 4. วัดไทยเชตวันมหาวิหาร 5. วัดสิทธารถราชมณเฑียร 6. วัดไทยนวราชรัตนาราม 7. วัดนวมินทรธรรมิกราช 8. วัดไทยเกสรียา

9. วัดพระรามอโยธยา 10. วัดลัฏฐิวันสวนตาลหนุ่ม 11. วัดพระธรรมทูตไทยาราม 12. วัดไทยอชันตา–เอลโลรา และศูนย์อำนวยความสะดวกฯ ที่อยู่ในสหพันธ์สาธารณรัฐประชาธิปไตยเนปาล ได้แก่ 13. วัดไทยลุมพินี 14. วัดไทยรามคาม 15. วัดพระราชวังกบิลพัสดุ์ 16. วัดไทยนิโครธาราม และแห่งที่ 17. วัดไทยสะสาราม ประเทศอินเดีย

อธิบดีกรมการศาสนา กล่าวเพิ่มเติมว่า การเปิดศูนย์อำนวยความสะดวกดังกล่าว มีบทบาทสำคัญในการดูแลและอำนวยความสะดวกแก่คณะสงฆ์ รวมทั้งพุทธศาสนิกชนที่เดินทางไปยังดินแดนพุทธภูมิ ณ สังเวชนียสถานและสถานที่สำคัญทางพระพุทธศาสนา เพื่อให้การเดินทางและการประกอบศาสนกิจเป็นไปอย่างถูกต้อง เหมาะสม และเกิดประโยชน์สูงสุดต่อพระพุทธศาสนาต่อไป ///

สมัชชาส่งเสริมวัฒนธรรมและศักยภาพแห่งประเทศไทย (สส.ศท.) องค์กรแห่งการต่อยอดวัฒนธรรมไทย ด้วยพลังความร่วมมือทุกภาคส่วน..จัด การประชุมครั้งที่ 1

 สมัชชาส่งเสริมวัฒนธรรมและศักยภาพแห่งประเทศไทย (สส.ศท.) องค์กรแห่งการต่อยอดวัฒนธรรมไทย ด้วยพลังความร่วมมือทุกภาคส่วน..จัด การประชุมครั้งที่ 1

 


สมัชชาส่งเสริมวัฒนธรรมและศักยภาพแห่งประเทศไทย (สส.ศท.) จัดพิธีการประชุมคณะกรรมการ ครั้งที่ 1 ประจำปี 2569 ณ ห้องประชุมหัสดิน ชั้น 3 อาคารสำนักงานอธิการบดี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยี ราชมงคลรัตนโกสินทร์ ศาลายา เพื่อกำหนดทิศทางการดำเนินงานและขับเคลื่อนภารกิจสำคัญขององค์กรอย่างเป็นรูปธรรม

  



การประชุมครั้งนี้ สะท้อนบทบาทของ สส.ศท. ในฐานะศูนย์กลางเครือข่ายพลังสร้างสรรค์ของสังคมไทย ที่มุ่ง ส่งเสริมคุณค่าทางวัฒนธรรมควบคู่การพัฒนาศักยภาพมนุษย์อย่างยั่งยืน เชื่อมโยงภาคการศึกษา ภาคสังคม ภาคประชาชน และภาคีเครือข่ายทั่วประเทศ เพื่อร่วมกันผลักดันความดี ความสามารถ และอัตลักษณ์ไทยให้เติบโตอย่างสง่างามทั้งในระดับชาติและนานาชาติ

  


ภารกิจสำคัญของ สส.ศท. ครอบคลุมทั้งการ สืบสาน อนุรักษ์ และต่อยอดวัฒนธรรมไทยให้ร่วมสมัย การส่งเสริมการเรียนรู้ด้านคุณธรรม ความรู้ ความสามารถ และภาวะผู้นำ การสนับสนุนบุคคลและชุมชนต้นแบบ ตลอดจนการดำเนินกิจกรรมเพื่อสาธารณประโยชน์และการสร้างความภาคภูมิใจในความเป็นไทย

อีกหนึ่งภารกิจเด่น คือการ คัดสรรและยกย่องเชิดชูเกียรติบุคคลผู้มีผลงานโดดเด่น ด้านวัฒนธรรมและการทำคุณประโยชน์ต่อสังคม เพื่อเป็นต้นแบบและสร้างแรงบันดาลใจแก่คนไทยทุกช่วงวัย

  


ในการประชุมครั้งนี้ องค์กรได้ตอกย้ำแนวทางการบริหารภายใต้คณะกรรมการและภาคีเครือข่าย ที่เข้มแข็ง โดยมี พลเอกชนาธิป บุนนาค เป็นประธานอำนวยโครงการ, พลเอกนิพนต์ สีตบุตร ประธานฝ่ายวางแผนวิสัยทัศน์ กลยุทธ์ และองค์กร, ดร.พัชรินทร์ พูลสวัสดิ์ ประธานกรรมการ และ นายพัชรวัฒน์ พุฒิชัยธนาสิริ รองประธานกรรมการ และ รศ.ดร.สมชัย ศรีนอก ดร.สายรุ้ง บุบผาพันธ์  ดร.วีนัส  ชูรัตนอรุณ ดร.วรพล ภูธนกฤตกัมพล นางสาวณัฏฐ์กานดา เทวรุ่งสัจจา พร้อมด้วยคณะที่ปรึกษาและคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิจากหลากหลายภาคส่วนนายวิริทธิ์พล  อินทรศิริ นายปุรเชษฐุ์ มธุรส พ.จ.อ.ธีรยุทธ  เป้าพานิช นายกฤษณะ อินทรศิริ นางสาวชนนิศา  สาวิสา นางสาวน้องนุช  แม่กรอง นางสาวณัฏฐ์กานดา  เทวรุ่งสัจจา และว่าที่ ร้อยตรีหญิง นิตญา ศรีเทพ กรรมการและเลขานุการ

นอกจากนี้ การประชุมยังได้รับความร่วมมือจากภาคีเครือข่ายสำคัญ อาทิ ดร.อัครวิทย์ รอบรู้ ประธานโครงการ ALL Smart Sustainable Lifestyle Thailand, นายหมวดตรี ดร. สันติ พิมพ์ใจใส นายกสมาคมส่งเสริมการศึกษาทางไกล (ประเทศไทย), ดร.สาวิกา สาวิสา รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท มหาจักร อิเล็คทริค (ประเทศไทย) จำกัด, นายไพรัช วิถี ประธานเครือข่ายกองทุนแม่ของแผ่นดินจังหวัดชลบุรี และ นางสาวพัศญา เพชระพรรณ ผู้จัดการรายการเดอะพิเพิลโชว์ ทาง ททบ.5 และรายการบันเทิงสตอรี่ ทางช่องยูทูบ

 

สำหรับกรอบยุทธศาสตร์การดำเนินงาน สส.ศท. ได้วางเป้าหมายอย่างชัดเจน เริ่มจาก ระยะสั้น 1 ปี ภายใต้แนวคิด “สร้างการรับรู้ – วางรากฐาน – รวมพลังเครือข่าย” โดยมุ่งจัดระบบองค์กร พัฒนาฐานข้อมูลบุคคลต้นแบบ สร้างสื่อกลางข้อมูล และขยายความร่วมมือกับภาครัฐ เอกชน และสถานศึกษา ใน ระยะกลาง 3 ปี จะเน้น “ขยายผล – สร้างต้นแบบ – เชื่อมโยงระดับประเทศ” ผ่านการจัดโครงการวัฒนธรรมสำหรับคนรุ่นใหม่ การจัดตั้งศูนย์เครือข่ายบุคคลต้นแบบ และการพัฒนารางวัลของ สส.ศท. ให้ได้รับการยอมรับในระดับประเทศ

ส่วน ระยะยาว 5 ปี องค์กรตั้งเป้าสู่ “ยั่งยืน – เป็นต้นแบบระดับชาติ – ก้าวสู่สากล” โดยมุ่งยกระดับ สส.ศท. ให้เป็นต้นแบบระดับประเทศด้านการส่งเสริมวัฒนธรรมและศักยภาพประชาชน เชื่อมโยงวัฒนธรรมไทยสู่เศรษฐกิจสร้างสรรค์ และขยายความร่วมมือสู่ระดับอาเซียนและนานาชาติ

  


การประชุมคณะกรรมการครั้งนี้จึงถือเป็นอีกก้าวสำคัญของ สส.ศท. ในการรวมพลังเครือข่าย เพื่อสร้างสังคมไทยที่เข้มแข็ง มีคุณธรรม มีอัตลักษณ์ และเติบโตอย่างยั่งยืนบนฐานวัฒนธรรมไทย

วศ. จัดประชุมวิชาการ “ยกระดับมาตรฐานกำลังคนด้านการควบคุมและบำบัดคุณภาพน้ำของประเทศ” ด้วยการรับรองความสามารถบุคลากรตามมาตรฐานสากล ISO/IEC 17024

 วศ. จัดประชุมวิชาการ “ยกระดับมาตรฐานกำลังคนด้านการควบคุมและบำบัดคุณภาพน้ำของประเทศ” ด้วยการรับรองความสามารถบุคลากรตามมาตรฐานสากล ISO/IEC 17024


วันที่ 10 มีนาคม 2569 กรมวิทยาศาสตร์บริการ (วศ.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) จัดการประชุมวิชาการ เรื่อง “การยกระดับมาตรฐานกำลังคนด้านการควบคุมและบำบัดคุณภาพน้ำของประเทศ ด้วยการรับรองความสามารถบุคลากรตามมาตรฐานสากล ISO/IEC 17024” โดยได้รับเกียรติจาก ดร.พจมาน ท่าจีน รองอธิบดี รักษาราชการแทนอธิบดีกรมวิทยาศาสตร์บริการ เป็นประธานในพิธีเปิดงาน พร้อมปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ “ระบบการรับรองความสามารถบุคลากรตาม ISO/IEC 17024 : เครื่องมือยกระดับความเชื่อมั่นบุคลากร” เพื่อเป็นเวทีแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และรับฟังความคิดเห็นจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในการพัฒนาระบบการรับรองความสามารถบุคลากรของประเทศ ณ ห้อง Eternity Daylight Ballroom โรงแรมพูลแมน คิง เพาเวอร์ กรุงเทพมหานคร 


ดร.พจมาน ท่าจีน รองอธิบดี รักษาราชการแทนอธิบดีกรมวิทยาศาสตร์บริการ กล่าวว่า ปัจจุบันการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำให้มีคุณภาพตามมาตรฐานเป็นประเด็นสำคัญของประเทศ ท่ามกลางความท้าทายด้านสิ่งแวดล้อมและข้อกำหนดด้านมาตรฐานที่เข้มงวดมากขึ้น การพัฒนาศักยภาพบุคลากรจึงเป็นหัวใจสำคัญในการยกระดับคุณภาพและความน่าเชื่อถือของระบบวิทยาศาสตร์และการทดสอบของประเทศ โดยการรับรองความสามารถบุคลากรตามมาตรฐาน ISO/IEC 17024 ถือเป็นกลไกสำคัญที่ช่วยยกระดับมาตรฐานวิชาชีพ สร้างความเชื่อมั่นต่อระบบการตรวจสอบ วิเคราะห์ และทดสอบของประเทศ รวมทั้งสนับสนุนขีดความสามารถในการแข่งขันในเวทีสากล

ด้าน นางสาวปัทมา นพรัตน์ ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนานักวิทยาศาสตร์ กรมวิทยาศาสตร์บริการ กล่าวว่า การจัดประชุมครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นและข้อเสนอแนะจากหน่วยงานภาครัฐ ผู้เชี่ยวชาญ นักวิชาการ และผู้ปฏิบัติงานในสาขาที่เกี่ยวข้อง เพื่อร่วมกันพัฒนาแนวทางการรับรองความสามารถบุคลากรด้านการควบคุมและบำบัดคุณภาพน้ำให้มีความน่าเชื่อถือ โปร่งใส และเป็นที่ยอมรับในระดับสากล ซึ่งจะช่วยสะท้อนศักยภาพกำลังคนด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของประเทศไทยอย่างเป็นรูปธรรม

ซึ่งภายในงานมีการบรรยายและการอภิปรายจากผู้เชี่ยวชาญหลายภาคส่วน อาทิ การบรรยายหัวข้อ “ยกระดับสมรรถนะบุคลากรด้านการควบคุมและบำบัดคุณภาพน้ำ: รากฐานความมั่นคงด้านสิ่งแวดล้อม สุขภาพ และเศรษฐกิจของประเทศ” โดยผู้แทนจากกรมควบคุมมลพิษ รวมถึงการอภิปรายเกี่ยวกับหลักเกณฑ์และเงื่อนไขการรับรองความสามารถบุคลากรตามมาตรฐานสากล ISO/IEC 17024 และการเปิดเวทีแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเพื่อพัฒนาระบบการรับรองบุคลากรด้านการควบคุมและบำบัดคุณภาพน้ำของประเทศให้มีความเหมาะสมกับบริบทของประเทศไทย









ทั้งนี้ การรับรองความสามารถบุคลากรตามมาตรฐาน ISO/IEC 17024 เป็นกระบวนการสำคัญในการยกระดับมาตรฐานวิชาชีพด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โดยช่วยสร้างระบบการประเมินสมรรถนะบุคลากรที่มีความโปร่งใส เป็นธรรม และได้รับการยอมรับในระดับสากล อันจะนำไปสู่การพัฒนาคุณภาพการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของประเทศอย่างยั่งยืน พร้อมทั้งเสริมสร้างความเชื่อมั่นต่อระบบการทดสอบและการวิเคราะห์ทางวิทยาศาสตร์ของไทยในระดับนานาชาติ


#กรมวิทยาศาสตร์บริการ #DSS #ISOIEC17024 #การรับรองความสามารถบุคลากร #มาตรฐานสากล #บุคลากรด้านสิ่งแวดล้อม #คุณภาพน้ำ

7 นวัตกรรมสู้ฝุ่น PM2.5​ หนุนแก้วิกฤตมลพิษอากาศไทยอย่างยั่งยืน

  7 นวัตกรรมสู้ฝุ่น PM2.5​  หนุนแก้วิกฤตมลพิษอากาศไทยอย่างยั่งยืน วิกฤตฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 ได้กลายเป็นวาระแห่งชาติที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพ...