วันจันทร์ที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2569

กรมการท่องเที่ยวยินดีผล TTDI 2026 ไทยก้าวขึ้นอันดับ 38 ของโลก ชี้เป็นผลสำเร็จร่วมกันในการสร้างระบบการท่องเที่ยวยั่งยืนของไทยไปสู่สากล ตามโครงการ “Thailand Green Tourism Plan 2030”

 กรมการท่องเที่ยวยินดีผล TTDI 2026 ไทยก้าวขึ้นอันดับ 38 ของโลก ชี้เป็นผลสำเร็จร่วมกันในการสร้างระบบการท่องเที่ยวยั่งยืนของไทยไปสู่สากล ตามโครงการ “Thailand Green Tourism Plan 2030” 

กรมการท่องเที่ยวแสดงความยินดีกับผลการจัดอันดับ Travel & Tourism Development Index (TTDI) 2026 ซึ่งประเทศไทยได้รับการจัดอันดับที่ 38 จาก 110 ประเทศและเขตเศรษฐกิจทั่วโลก ขยับขึ้นจากอันดับที่ 47 ในการจัดอันดับครั้งก่อน โดยเฉพาะด้านความยั่งยืนของอุปสงค์การท่องเที่ยวที่ประเทศไทยอยู่ในอันดับที่ 20 ของโลก สอดคล้องกับแนวทางโครงการ Thailand Green Tourism Plan 2030 ของกรมการท่องเที่ยว ที่มุ่งยกระดับความยั่งยืนของการท่องเที่ยวไทยให้แข่งขันได้ในเวทีโลก

นายจาตุรนต์ ภักดีวานิช อธิบดีกรมการท่องเที่ยว กล่าวว่า “ผลการจัดอันดับ TTDI 2026 เป็นสัญญาณที่น่ายินดีและเป็นกำลังใจสำคัญต่อการพัฒนาการท่องเที่ยวของประเทศไทย เนื่องจากดัชนีดังกล่าวไม่ได้พิจารณาเฉพาะจำนวนนักท่องเที่ยวหรือรายได้จากการท่องเที่ยว แต่สะท้อนปัจจัยและเงื่อนไขที่เอื้อต่อการพัฒนาการเดินทางและการท่องเที่ยวในระยะยาว ซึ่งการที่ประเทศไทยขยับขึ้นจากอันดับที่ 47 มาอยู่ในอันดับที่ 38 ของโลก โดยเฉพาะจุดแข็งด้านความยั่งยืนของอุปสงค์การท่องเที่ยวอยู่ในอันดับที่ 20 ของโลก ถือเป็นเครื่องบ่งชี้สำคัญที่สะท้อนให้เห็นว่า “ความยั่งยืน” เป็นองค์ประกอบสำคัญของการพัฒนาการท่องเที่ยวในปัจจุบัน ซึ่งสอดคล้องกับโครงการ Thailand Green Tourism Plan 2030 ของกรมการท่องเที่ยวที่ดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2025 โดยมุ่งยกระดับระบบนิเวศการท่องเที่ยวไทยอย่างแหล่งท่องเที่ยว ผู้ประกอบการ ที่พัก บริษัทนำเที่ยว และชุมชน ให้สามารถพัฒนาสู่มาตรฐานด้านความยั่งยืนที่เทียบเคียงระดับสากล และสอดคล้องกับทิศทางการท่องเที่ยวโลก ผ่านความร่วมมือกับภาคีเครือข่ายนำโดยกรมการท่องเที่ยวและวิทยาลัยนานาชาติ มหาวิทยาลัยมหิดล หน่วยงานภาครัฐ ภาคการศึกษา และภาคเอกชน ตลอดจนเครือข่ายความยั่งยืนระหว่างประเทศ ได้แก่ Green Destinations Foundation องค์กรระหว่างประเทศด้านมาตรฐานและการรับรองการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน และ Travelife for Tour Operators องค์กรด้านมาตรฐานความยั่งยืนสำหรับธุรกิจนำเที่ยว”


แผนงานสำคัญของ Thailand Green Tourism Plan 2030 คือการพัฒนา 2 กลไกหลัก ได้แก่ 1) การพัฒนาตราสัญลักษณ์ Thailand Good Travel ให้เป็นเครื่องหมายมาตรฐานด้านความยั่งยืนของประเทศไทย โดยอ้างอิงหลักเกณฑ์ของ Global Sustainable Tourism Council (GSTC) และองค์ความรู้จาก Green Destinations Foundation รวมถึง Travelife for Tour Operators เพื่อให้แหล่งท่องเที่ยวและผู้ประกอบการสามารถยกระดับการดำเนินงานอย่างเป็นระบบ เตรียมความพร้อมสู่การรับรองมาตรฐานระดับสากล และ 2) การพัฒนาบุคลากรให้เป็น Thailand Green Master Coach และ Thailand Green Coach เพื่อทำหน้าที่ถ่ายทอดองค์ความรู้และให้คำแนะนำแก่ผู้ประกอบการและพื้นที่ท่องเที่ยว ให้พร้อมกับการก้าวสู่มาตรฐานระดับโลก 



อธิบดีกรมการท่องเที่ยว กล่าวทิ้งท้ายว่า “การขยับสู่อันดับที่ 38 ของประเทศไทยใน TTDI เป็นผลสำเร็จที่สะท้อนให้เห็นการทำงานร่วมกันของกรมการท่องเที่ยวกับทุกภาคส่วน ในการสร้างระบบการท่องเที่ยวยั่งยืนซึ่งเป็นเป้าหมายหลักของ Thailand Green Tourism Plan 2030 ในการยกระดับระบบนิเวศการท่องเที่ยวไทยสู่ความยั่งยืนระดับสากล ทำให้การท่องเที่ยวไทยมีคุณภาพ มีความรับผิดชอบ และสามารถแข่งขันได้อย่างยั่งยืนในเวทีโลก”


สำหรับงานก่อสร้าง “ของดี” ไม่ได้หมายถึงเพียงวัสดุที่แข็งแรงและได้มาตรฐานเท่านั้น แต่หมายถึงวัสดุที่ช่วยให้งานเดินหน้าได้อย่างราบรื่น ใช้ทรัพยากรได้คุ้มค่า ควบคุมต้นทุนและเวลาได้อย่างมีประสิทธิภาพ และลดปัญหาที่อาจเกิดขึ้นในหน้างาน ขณะที่ช่าง/ผู้รับเหมา/ผู้บริโภค ยุคใหม่ก็เริ่มให้ความสำคัญกับผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมจากวัสดุที่เลือกใช้มากขึ้น

 สำหรับงานก่อสร้าง “ของดี” ไม่ได้หมายถึงเพียงวัสดุที่แข็งแรงและได้มาตรฐานเท่านั้น แต่หมายถึงวัสดุที่ช่วยให้งานเดินหน้าได้อย่างราบรื่น ใช้ทรัพยากรได้คุ้มค่า ควบคุมต้นทุนและเวลาได้อย่างมีประสิทธิภาพ และลดปัญหาที่อาจเกิดขึ้นในหน้างาน ขณะที่ช่าง/ผู้รับเหมา/ผู้บริโภค ยุคใหม่ก็เริ่มให้ความสำคัญกับผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมจากวัสดุที่เลือกใช้มากขึ้น

“โฮมโปร” ผนึกความร่วมมือกับ “ทาทา ทิสคอน” เดินหน้าขยายพอร์ต “สินค้ารักษ์โลก” ในกลุ่มวัสดุก่อสร้างที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม นำ “เหล็กเส้น EF” - เหล็กเส้นคาร์บอนต่ำที่ผลิตด้วยเทคโนโลยีเตาหลอมไฟฟ้า EAF (Electric Arc Furnace) โดยผลิตจากเศษเหล็กรีไซเคิล 100% โดยมีส่วนผสมของเศษเหล็กที่ถูกคัดแยกจากเครื่องใช้ไฟฟ้าจากบ้านลูกค้าโฮมโปรที่เข้าร่วมโครงการ “แลกเก่าเพื่อโลกใหม่” วางจำหน่ายที่เมกาโฮม ทุกสาขาทั่วประเทศ เพิ่มทางเลือกให้ผู้ใช้งานสามารถเลือกใช้วัสดุก่อสร้างที่ตอบโจทย์ทั้งคุณภาพของงานและการใช้ทรัพยากรอย่างรับผิดชอบ


ความร่วมมือครั้งนี้ สะท้อนแนวคิดร่วมกันของทั้งสององค์กร ในการผลักดัน Green Construction และ Circular Economy ให้เกิดขึ้นจริงในภาคธุรกิจงานก่อสร้างของคนไทย โดยเชื่อว่า ไม่จำเป็นต้องเลือกระหว่าง “คุณภาพ” “ความคุ้มค่า” และ “ความยั่งยืน” แต่สามารถได้รับ Value ที่มากขึ้นจากการเลือกวัสดุที่ดี ตั้งแต่กระบวนการผลิต การใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า ไปจนถึงประสิทธิภาพในการใช้งานจริงในหน้างาน

จากคุณภาพ สู่ “Value ที่มากกว่า” ในทุกขั้นตอนงานก่อสร้าง


นายธีระพงศ์ สัมพันธ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ กลุ่มงานจัดซื้อ Construction บริษัท โฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ “โฮมโปร” กล่าวว่า “สำหรับช่างและผู้รับเหมา ความคุ้มค่าของวัสดุก่อสร้างไม่ได้วัดเพียงราคาซื้อ แต่ต้องมองถึง Value ที่เกิดขึ้นตลอดทาง ตั้งแต่คุณภาพและความสม่ำเสมอวัสดุ ความมั่นใจในการใช้งาน 


ดังนั้น เราเชื่อว่า Sustainability ไม่ควรเป็นเรื่องที่ต้องเลือกเพิ่มจากคุณภาพหรือความคุ้มค่า แต่ควรเป็น Value ที่เกิดขึ้นไปพร้อมการเลือกสินค้าที่ดี การนำเหล็กเส้น EF จากทาทา ทิสคอน เข้ามาจำหน่ายในเมกาโฮมครั้งนี้ จึงเป็นอีกหนึ่งก้าวในการทำให้ช่าง ผู้รับเหมา และผู้บริโภคเข้าถึงวัสดุก่อสร้างคาร์บอนต่ำได้ง่ายขึ้น ในราคาที่จับต้องได้ พร้อมนำแนวคิดการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าไปสู่การใช้งานจริงในหน้างาน”


เมื่อคาร์บอนของอาคาร เริ่มต้นตั้งแต่การเลือกวัสดุ


อุตสาหกรรมก่อสร้างทั่วโลกกำลังให้ความสำคัญกับ “คาร์บอนแฝง” หรือ Embodied Carbon ซึ่งหมายถึงการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตลอดวัฏจักรชีวิตของวัสดุนั้น ตั้งแต่การได้มาซึ่งวัตถุดิบ กระบวนการผลิต การขนส่ง การก่อสร้าง ไปจนถึงการนำกลับมาใช้ใหม่หรือรีไซเคิล 


นั่นหมายความว่า ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมของอาคารส่วนหนึ่งถูกกำหนดขึ้นตั้งแต่ก่อนเริ่มก่อสร้าง ผ่านการตัดสินใจเลือกวัสดุและกระบวนการผลิต การเลือกวัสดุที่มีส่วนช่วยลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมตั้งแต่ต้นทาง จึงเป็นอีกหนึ่งแนวทางสำคัญในการขับเคลื่อน Green Construction และเป็นที่มาของการนำเหล็กเส้น EF เข้ามาเติมพอร์ต “สินค้ารักษ์โลก” ในเมกาโฮม 


นายชัยเฉลิม บุญญานุวัตร ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ - การตลาดและการขาย บริษัท ทาทา สตีล (ประเทศไทย) จำกัด มหาชน กล่าวว่า “โครงการนี้แสดงให้เห็นว่า Circular Economy สามารถเกิดขึ้นได้จริงในชีวิตประจำวัน เมื่อเศษโลหะจากสินค้าที่ผู้บริโภคไม่ใช้แล้วในระบบของโฮมโปร ถูกนำกลับมาเป็นส่วนหนึ่งของวัตถุดิบในกระบวนการผลิตด้วยเทคโนโลยีเตาหลอมไฟฟ้า EAF ของทาทา สตีล ประเทศไทย และเปลี่ยนกลับมาเป็นเหล็กเส้นคุณภาพมาตรฐานเพื่อจำหน่ายผ่านเมกาโฮมอีกครั้ง นี่คือการสร้าง Value ที่มากกว่าจากเหล็ก เพราะนอกจากความแข็งแรงและความปลอดภัยแล้ว ยังช่วยใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และเปิดโอกาสให้ผู้บริโภคมีส่วนร่วมขับเคลื่อน Green Construction ไปพร้อมกัน”

สินค้ารักษ์โลก “เหล็กเส้น EF” จากทาทา ทิสคอน คุณภาพมาตรฐานจากเทคโนโลยี EAF


แตกต่างจากเหล็กเส้นทั่วไป ด้วยกระบวนการผลิตที่ใช้เทคโนโลยีเตาหลอมไฟฟ้า EAF (Electric Arc Furnace) โดยใช้วัตถุดิบจากเศษเหล็กรีไซเคิล 100% นำวัสดุที่ผ่านการใช้งานแล้วกลับเข้าสู่กระบวนการผลิต เพื่อสร้างคุณค่าใหม่อีกครั้ง สอดคล้องกับแนวคิด Circular Economy ที่มุ่งใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าและหมุนเวียนกลับเข้าสู่ระบบ 


กระบวนการ EAF มีส่วนช่วยลดการใช้ทรัพยากรจากธรรมชาติ และก๊าซเรือนกระจก เมื่อเทียบกับกระบวนการผลิตเหล็กแบบ BF-BOF (ข้อมูล: World Steel Association – Sustainability Indicators 2024) 


ช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ได้ประมาณ 3-4 เท่า หากเปรียบเทียบการใช้เหล็กเส้นที่ผลิตด้วยเตา EAF 1 ตัน สามารถช่วยลดคาร์บอนไดออกไซด์ได้เทียบเท่ากับการปลูกต้นไม้ ได้กว่า 180 ต้น* สะท้อนให้เห็นถึง Value ด้านสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้นตั้งแต่ต้นทางของกระบวนการผลิต


ข้อมูลและฉลากสิ่งแวดล้อม


เหล็กเส้นทาทา ทิสคอน มีข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อมที่ตรวจสอบได้ ได้แก่ EPD แสดงผลกระทบตลอดวัฏจักรชีวิต CFP แสดงปริมาณก๊าซเรือนกระจก และ ฉลากเขียว รับรองผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม นอกจากนี้โรงงานของทาทาสตีล(ประเทศไทย) ยังได้รับการรับรอง Green Industry Level 4: Green Culture จากกระทรวงอุตสาหกรรม สะท้อนการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อมที่เป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมองค์กร


ขณะเดียวกัน การใช้วัสดุหมุนเวียน ไม่ได้หมายถึงการลดทอนคุณภาพของสินค้ารักษ์โลกเหล็กเส้น เพราะเหล็กเส้น EF ผ่านกระบวนการควบคุมคุณภาพ ด้วยคุณสมบัติเนื้อเหล็กแน่นกว่า มีฟองอากาศและรูพรุนในเนื้อเหล็กต่ำ มีการควบคุมส่วนประกอบทางเคมีที่แม่นยำ รวมถึงผ่านกระบวนการกำจัดสิ่งเจือปนที่มีผลต่อความแข็งแรง ทำให้เนื้อเหล็กมีความสะอาด ยืดหยุ่นดี แข็งแรง ปลอดภัย และมีคุณภาพสม่ำเสมอ”


Value ที่มากกว่า… ใช้วัสดุน้อยลง เพิ่มประสิทธิภาพงานโครงสร้าง


นอกจากนี้ กลุ่มสินค้าของทาทา ทิสคอน ยังมีเหล็กเส้นกำลังสูงชั้นคุณภาพ SD50 ที่ช่วยให้ใช้ปริมาณเหล็กเสริมน้อยลงสูงสุด 20% รวมถึงเหล็กตัด-ดัดสำเร็จรูป CUT & BEND ที่ช่วยลดเศษเหล็กจากหน้างานได้ 10-15% พร้อมลดเวลาและแรงงานในการเตรียมงาน ทำให้การใช้ทรัพยากรทุกส่วนเกิดความคุ้มค่าที่สุด ทั้งปริมาณเหล็กที่ใช้ เวลาที่เสียไป และเศษวัสดุที่เหลือทิ้ง สร้างความยั่งยืนในทุกงานก่อสร้างได้อย่างเป็นรูปธรรม


ทั้งหมดนี้สะท้อนว่า “ความคุ้มค่า” ของวัสดุก่อสร้างไม่ได้จบอยู่ที่ราคาซื้อ แต่ควรมองถึงต้นทุนรวมของงาน ทั้งปริมาณวัสดุที่ต้องใช้ เศษวัสดุที่เกิดขึ้น เวลา แรงงาน และการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ


การเพิ่มเหล็กเส้น EF เข้าสู่ชั้นวางสินค้าเมกาโฮม เป็นอีกหนึ่งการเดินหน้าแนวทาง HomePro Circular Economy Ecosystem ที่เราขับเคลื่อนภายใต้การขยายกลุ่มสินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมให้ครอบคลุมอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในมิติของการหมุนเวียนทรัพยากรกลับเข้าสู่ระบบ ซึ่งเหล็กเส้นที่ผลิตจากเศษเหล็กรีไซเคิล 100% นี้ ถือเป็นตัวอย่างของเศรษฐกิจหมุนเวียนที่เกิดขึ้นจริงตั้งแต่ต้นทาง ก่อนที่สินค้านั้นจะเดินทางถึงมือผู้บริโภค” นายธีระพงศ์ฯ  เสริมทิ้งท้าย


เหล็กเส้น EF ทาทา ทิสคอน จำหน่ายแล้ววันนี้ที่ เมกาโฮม ทุกสาขาทั่วประเทศ ผู้สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.megahome.co.th หรือ Call Center หมายเลข 1347


ทีเส็บ ร่วมกับ สกพอ. และ TEA ถอดรหัสความสำเร็จโครงการ EEE ดัน “ไมซ์” เครื่องมือยุทธศาสตร์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ปลุกพลังการลงทุน ยกระดับ EEC สู่ MICE City

 ทีเส็บ ร่วมกับ สกพอ. และ TEA ถอดรหัสความสำเร็จโครงการ EEE ดัน “ไมซ์” เครื่องมือยุทธศาสตร์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ปลุกพลังการลงทุน ยกระดับ EEC สู่ MICE City

เมื่อวันที่ 5 ตุลาคม 2569 ที่ผ่านมา สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) หรือทีเส็บ ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ สกพอ. และสมาคมการแสดงสินค้า (ไทย) หรือ TEA แถลงผลสำเร็จโครงการ "Empower Eastern Exhibition" (EEE) ชี้ผลสัมฤทธิ์ช่วยปลุกพลังอุตสาหกรรมงานแสดงสินค้าไทย กระตุ้นการลงทุน ขับเคลื่อนเศรษฐกิจเชิงพื้นที่ และสร้าง MICE Ecosystem ที่ยั่งยืนในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ณ Club Siam Glowfish

คุณปาริฉัตร เศวตเศรนี ผู้อำนวยการ สำนักส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ ภาคกลางและภาคตะวันออก เปิดเผยว่า โครงการ EEE เป็นโครงการนำร่องที่ใช้งานแสดงสินค้าเป็นเครื่องมือหลักในการกระจายรายได้และยกระดับพื้นที่ การดึงงานแสดงสินค้าศักยภาพสูง อาทิ Automation Expo 2026 และ The Print Cycle Tech 2026 เข้าสู่พื้นที่จริง สามารถสร้างเม็ดเงินสะพัดหมุนเวียนในพื้นที่ EEC โดยตรง อย่างไรก็ตาม เม็ดเงินสะพัดและทราฟฟิกของผู้เข้าร่วมงานเป็นเพียงผลลัพธ์ขั้นแรก แต่เป้าหมายสำคัญคือการใช้งานแสดงสินค้าเป็น 'หัวเจาะ' ในการเร่งพัฒนาพื้นที่ เกิดการกระตุ้นให้ภาคธุรกิจ โรงแรม และผู้ให้บริการปรับตัวสู่มาตรฐานสากล

นอกจากนี้ โครงการ EEE ยังสร้างหมุดหมายสำคัญ โดยจังหวัดระยองได้รับการรับรองเป็น MICE City เมื่อวันที่ 15 กันยายน 2569 สะท้อนความพร้อมและการบูรณาการร่วมกันระหว่างภาครัฐ เอกชน และท้องถิ่น ซึ่งช่วยเปลี่ยนภาพจำของระยองจากเมืองอุตสาหกรรม สู่จุดหมายปลายทางทางธุรกิจที่เชื่อมโยงอุตสาหกรรม นวัตกรรม และไมซ์เข้าด้วยกัน พร้อมเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการและชุมชนท้องถิ่นเข้ามาอยู่ใน Supply Chain ของอุตสาหกรรมไมซ์ได้อย่างทั่วถึง

ด้าน ดร.ชลจิต วรวังโส วีรกุล ผู้ช่วยเลขาธิการ สำนักคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) กล่าวว่า กิจกรรมไมซ์และงานแสดงสินค้าถือเป็นกลไกสำคัญในการเชื่อมโยงภาคธุรกิจ นักลงทุน และอุตสาหกรรมเป้าหมายเข้าสู่ EEC งานแสดงสินค้าทำหน้าที่เป็นเวทีสร้าง Business Connection และเป็นจุดเชื่อมที่ทำให้ผู้เข้าร่วมงานเห็นศักยภาพที่แท้จริงของพื้นที่ ทั้งด้านระบบโลจิสติกส์ โครงสร้างพื้นฐาน และเขตอุตสาหกรรม ทาง สกพอ. มุ่งสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการลงทุนและอำนวยความสะดวก เพื่อผลักดัน EEC จากการเป็นเพียง Industrial Area ให้ก้าวสู่การเป็น Business Destination ที่รวมธุรกิจ นวัตกรรม การลงทุน และไลฟ์สไตล์ไว้ด้วยกันอย่างสมบูรณ์

ขณะที่ ดร.ศุภลักษ์ สุวัตถิ เลขาธิการ สมาคมการแสดงสินค้า (ไทย) ระบุถึงมุมมองของผู้จัดงานว่า โครงการ EEE ช่วยปลดล็อกความท้าทายและลดความเสี่ยง (De-risking) สำหรับผู้จัดงานที่ต้องการขยายการจัดแสดงสินค้าออกนอกกรุงเทพฯ โดยเป็นสะพานเชื่อมระหว่างผู้จัดงานมืออาชีพกับผู้ประกอบการและโรงงานในพื้นที่ EEC นอกจากนี้ยังเกิดการถ่ายทอดองค์ความรู้ (Knowledge Transfer) และมาตรฐานสากลไปสู่ Local Supply Chain เช่น ผู้รับเหมาสร้างบูธ ระบบโสตทัศนูปกรณ์ ขนส่ง และทีมจัดเลี้ยง ช่วยยกระดับศักยภาพแรงงานในพื้นที่ และลดการพึ่งพาทีมงานจากส่วนกลาง สร้างความมั่นใจให้ผู้จัดงานทั้งในและต่างประเทศในระยะยาว


ความสำเร็จของโครงการ EEE จึงถือเป็นบทเรียนและต้นแบบสำคัญสำหรับพื้นที่ยุทธศาสตร์อื่น ๆ ของประเทศ ในการนำโมเดล "MICE as an Engine" มาเป็นตัวเร่งการพัฒนาเมือง ซึ่งการขับเคลื่อนเศรษฐกิจเชิงพื้นที่ที่ยั่งยืนจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งการสร้างคนและ Supply Chain ในท้องถิ่น การวางนโยบายกระตุ้น Ecosystem ตลอดจนการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับกิจกรรมทางเศรษฐกิจและการเติบโตร่วมกันอย่างแท้จริง

ธารน้ำใจ-จิตอาสา-ทีมบรรเทาฯ หลั่งไหลท่วมท้น ลาน “มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง รวมพลัง ส่งต่อธารน้ำใจ สู้ภัยน้ำท่วม” ท่านประธานฯ รุดให้กำลังใจ พร้อมมอบหมายลงพื้นที่เร่งแจกจ่ายแก่ผู้ประสบภัยต่อเนื่องทันที ณ มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง พลับพลาไชย กรุงเทพฯ

 ธารน้ำใจ-จิตอาสา-ทีมบรรเทาฯ หลั่งไหลท่วมท้น ลาน “มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง รวมพลัง ส่งต่อธารน้ำใจ สู้ภัยน้ำท่วม” ท่านประธานฯ รุดให้กำลังใจ พร้อมมอบหมายลงพื้นที่เร่งแจกจ่ายแก่ผู้ประสบภัยต่อเนื่องทันที ณ มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง พลับพลาไชย กรุงเทพฯ






วันนี้ (วันจันทร์ที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2569)  มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง นำโดย นายวิเชียร เตชะไพบูลย์ ประธานกรรมการ พร้อมด้วย นายวิชิต ชินวงศ์วรกุล รองประธานกรรมการ นางศิริกุล โอภาสวงศ์ กรรมการและเลขาธิการ นายจารุรัตน์ คุณัตถานนท์ กรรมการและเหรัญญิก พร้อมด้วยคณะกรรมการ ลงพื้นที่ลาน “มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง รวมพลัง ส่งต่อธารน้ำใจ สู้ภัยน้ำท่วม” ณ มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง พลับพลาไชย กรุงเทพฯ เพื่อให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ อาสาสมัคร และจิตอาสาฯ ที่กำลังระดมแพ็กถุงยังชีพฉุกเฉินบรรจุสิ่งของเครื่องใช้จำเป็น อาทิ อาหารกระป๋องพร้อมทาน ข้าวสวยพร้อมทาน ยาสีฟัน แปรงสีฟัน สบู่ สเปรย์กันยุง ผ้าอนามัย ทิชชูเปียก ทิชชูแห้ง ไฟฉาย Led พร้อมถ่าน ถุงขยะสีดำ ผ้าอนามัย และชุดยาสามัญประจำบ้าน บรรจุถุงผ้ามูลนิธิฯ กว่า 1,400 ชุด เร่งลำเลียงขึ้นรถ – เรือท้องแบน พร้อมนำอาหารสุนัขและแมวลงพื้นที่ออกแจกจ่ายช่วยเหลือผู้ประสบภัยในพื้นที่ทันที อาทิ พื้นที่ลาดกระบัง สายไหม เป็นต้น ทั้งนี้ มูลนิธิฯ ยังคงเฝ้าติดตามสถานการณ์อุทกภัยอย่างต่อเนื่อง เพื่อประเมินและเร่งเข้าให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยด้านต่าง ๆ  ต่อไป 



* ผู้ประสบภัยในพื้นที่ สามารถแจ้งข้อมูล-ติดต่อขอความช่วยเหลือได้ที่ สายด่วนป่อเต็กตึ๊ง 1418 ตลอด 24 ชั่วโมง *



มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ขอขอบพระคุณ ผู้มีจิตศรัทธาที่ร่วมบริจาคทรัพย์ สิ่งของ ณ ลาน “มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง รวมพลัง ส่งต่อธารน้ำใจ สู้ภัยน้ำท่วม”  เพื่อให้มูลนิธิฯ เป็นสะพานบุญส่งต่อธารน้ำใจช่วยเหลือผู้ประสบภัยในพื้นที่  ขอบุญบารมีหลวงปู่ไต้ฮง ส่งผลให้ท่านและครอบครัว มีความสุขความเจริญตลอดไป  สำหรับผู้มีจิตศรัทธาที่มีความประสงค์จะบริจาคสมทบทุนช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วม ติดต่อสอบถามได้ที่สายด่วนป่อเต็กตึ๊ง 1418 ต่อ แผนกบริจาคสัมพันธ์



อัปเดตข่าวสาร กิจกรรม การช่วยเหลือของมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้ที่ เฟซบุ๊ก แฟนเพจwww.facebook.com/atpohtecktung หรือดูรายละเอียดช่องทางที่สะดวกได้ที่ https://linktr.ee/pohtecktung

.

“มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ช่วยชีวิต รักษาชีวิต สร้างชีวิต”

#มูลนิธิป่อเต็กตึ๊งรวมพลังส่งต่อธารน้ำใจสู้ภัยน้ำท่วม

#น้ำท่วม

วันเสาร์ที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2569

สคส. เปิดเวที PDPC Certification Mark Executive Talkพร้อมยกระดับมาตรฐานองค์กรไทยสู่สากล

 สคส. เปิดเวที PDPC Certification Mark Executive Talkพร้อมยกระดับมาตรฐานองค์กรไทยสู่สากล

สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (สคส.) PDPC จัดกิจกรรม PDPC Certification Mark Executive Talk ภายใต้หัวข้อ “PDPC Certification Mark กับการยกระดับมาตรฐานองค์กรไทยสู่สากล” เพื่อเปิดพื้นที่ให้ผู้บริหารองค์กร เจ้าหน้าที่คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (DPO) และผู้เกี่ยวข้อง ได้เข้าใจความสำคัญของการยกระดับมาตรฐานการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล เห็นภาพการเตรียมความพร้อม และแนวทางต่อยอดจากการปฏิบัติตามกฎหมายสู่การสร้างความเชื่อมั่นขององค์กร พร้อมไฮไลต์การถ่ายทอดประสบการณ์จริงจากหน่วยงานที่เข้าสู่กระบวนการตรวจรับรองมาตรฐาน ในการขอรับ PDPC Certification Mark สร้างผลลัพธ์รูปธรรมสำหรับปรับใช้กับองค์กรทั่วประเทศ

พ.ต.อ. สุรพงศ์ เปล่งขำ เลขาธิการคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล กล่าวว่า “PDPC Certification Mark เป็นเครื่องหมายรับรองว่าองค์กรมีกระบวนการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลในระดับที่เชื่อถือได้ สคส. จึงให้ความสำคัญอย่างเข้มข้นตั้งแต่การกำหนดเกณฑ์และมาตรฐานให้ชัดเจน ตรวจสอบได้ และสอดคล้องทั้งกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของไทยและแนวปฏิบัติสากล”

ด้าน นายเขมทัตต์ พลเดช ประธานคณะอนุกรรมการด้านส่งเสริมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล มองว่า การยกระดับมาตรฐานครั้งนี้เชื่อมโยงกับความสามารถในการแข่งขันขององค์กรไทยโดยตรง “ปัจจุบันตลาดโลกให้ความสำคัญอย่างมากว่าข้อมูลที่รับส่งกันในการค้าต้องไม่รั่วไหล หากองค์กรไม่มีมาตรฐานรองรับ ทั้งคู่ค้าต่างชาติและลูกค้าก็จะไม่ยอมรับ” เกณฑ์ของ Certification Mark จึงผนวกมาตรฐานสากล อาทิ ISO, GDPR, NIST และแนวทางของ ICO สหราชอาณาจักร

พ.ต.อ. ณัทกฤช พรหมจันทร์ รองเลขาธิการคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล อธิบายว่า เกณฑ์การขอ PDPC Certification Mark ในระยะแรกมีทั้งหมด 4 กลุ่ม 10 ด้าน 128 ข้อ องค์กรที่ยื่นขอต้องเป็นหน่วยงานระดับกรมหรือนิติบุคคล ทั้งภาครัฐและเอกชน และต้องประเมินตนเองผ่าน Privacy Maturity Model (PMM) ให้ได้ระดับ 5 ครบทุกข้อก่อน จากนั้นจึงเข้าสู่การตรวจประเมินซึ่งใช้เวลาไม่เกิน 180 วัน โดยมีการตรวจสอบหลายขั้นตอน ซึ่งรวมถึงผู้ตรวจประเมินอิสระจากภายนอกด้วย


ผลการประเมินแบ่งการรับรองเป็น 2 ระดับ คือ PDPA Compliance Certificate สำหรับองค์กรที่ได้คะแนนตั้งแต่ 80% และ PDPA Certificate สำหรับองค์กรที่ได้คะแนนตั้งแต่ 90% ขึ้นไป ซึ่งจะได้รับตราพร้อมโล่ประดับหน่วยงาน การรับรองมีอายุ 3 ปี โดย สคส. จะติดตามตรวจประเมินทุกปีเพื่อให้องค์กรรักษามาตรฐานไว้อย่างต่อเนื่อง

ในภาคบ่ายกิจกรรม PDPC Certification Mark Executive Talk ยังได้เชิญผู้แทนจาก องค์กรจากธุรกิจโทรคมนาคม พลังงาน การเงิน กฎหมาย การศึกษา และหน่วยงานด้านข้อมูลของภาครัฐ ที่เข้าสู่กระบวนการตรวจรับรองมาตรฐาน โดยแลกเปลี่ยนประสบการณ์พร้อมเหตุผลที่ตัดสินใจเข้าร่วมการประเมินดังกล่าว  โดยมีขั้นตอนและแนวปฏิบัติ ทำความเข้าใจขั้นตอนการขอรับรองมาตรฐาน ตลอดจนทิศทางและแผนการขับเคลื่อนในระยะต่อไป เพื่อยกระดับองค์กรไทยสู่ระบบนิเวศการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลที่มั่นคงและปลอดภัยมุมมองและประสบการณ์จริง ทั้งนี้ สคส. มีกำหนดจัดพิธีมอบเครื่องหมายรับรองอย่างเป็นทางการในเดือนธันวาคม 2569 นี้

พ.ต.อ. สุรพงศ์ เสริมทิ้งท้ายว่า สคส. ตั้งใจพัฒนาเกณฑ์ให้กระชับและเข้าใจง่ายขึ้น โดยเน้นผลลัพธ์ของการคุ้มครองข้อมูลที่เกิดขึ้นจริง พร้อมขยายการเข้าถึงไปสู่องค์กรทุกประเภทและชุมชน และผลักดันให้เครื่องหมายนี้เป็นที่ยอมรับในระดับสากล

“สคส. อยากให้ทุกหน่วยงานมองการดำเนินการตามมาตรฐานการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลเป็นการเดินทางที่ได้ประโยชน์ในทุกวัน เพราะต้องขับเคลื่อนทั้งองค์กร ตั้งแต่ผู้บริหาร พนักงาน นโยบาย การจัดการความเสี่ยง ไปจนถึงเทคโนโลยี เราพร้อมสนับสนุนทั้งองค์ความรู้และเครื่องมือ เพื่อสร้าง Data Protection Ecosystem ที่ประโยชน์ส่งต่อถึงคู่ค้า ผู้ให้บริการ และพี่น้องประชาชน”

สำหรับผู้ที่พลาดการเข้าร่วมงาน “PDPC CERTIFICATION MARK EXECUTIVE TALK” ภายใต้หัวข้อ “PDPC CERTIFICATION MARK กับการยกระดับมาตรฐานองค์กรไทยสู่สากล” สามารถรับชมบันทึกการเสวนาย้อนหลังได้แล้ววันนี้ ครบถ้วนทั้งภาคเช้าและภาคบ่าย ทาง Youtube ของสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (สคส.) หรือ PDPC


วันศุกร์ที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2569

ไทย – EU ชื่นมื่น ยกย่องไทยพร้อมส่งออกสินค้า EUDR มั่นใจมาตรฐานระดับโลก 🇪🇺🇹🇭🇪🇺🇹🇭

 ไทย –  EU ชื่นมื่น ยกย่องไทยพร้อมส่งออกสินค้า EUDR มั่นใจมาตรฐานระดับโลก 🇪🇺🇹🇭🇪🇺🇹🇭

เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2569 นางสาวอิงอร ปัญญากิจ เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ ให้การต้อนรับและร่วมหารือกับ Ms. Monica Hencsey ผู้อำนวยการฝ่ายการทูตสีเขียวและพหุภาคีนิยม คณะกรรมาธิการยุโรปด้านสิ่งแวดล้อม (DG ENV) พร้อมด้วย Dr. Michael Bucki ที่ปรึกษาด้านสิ่งแวดล้อม การเกษตร และสุขภาพ จากคณะผู้แทนสหภาพยุโรปประจำประเทศไทย ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนการดำเนินงานตามกฎระเบียบของสหภาพยุโรปว่าด้วยสินค้าที่ปลอดจากการตัดไม้ทำลายป่า (EUDR) ณ ห้องประชุม 135 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์

ในการหารือ Ms. Monica ได้แสดงความสนใจและกล่าวชื่นชมการดำเนินงานของไทยและการพัฒนา National EUDR Single Window (NESW) เพื่อช่วยเกษตรกรและผู้ประกอบการในการรวบรวมข้อมูลและตรวจสอบย้อนกลับสินค้า EUDR พร้อมขอเชิญไทยให้เข้าร่วมนำเสนอความก้าวหน้าของแพลตฟอร์ม EUDRThai.com ซึ่งเป็นแบบอย่างที่ดีเยี่ยมในการเตรียมความพร้อมระดับภูมิภาคในการประชุม EUDR Multi-stakeholder Deforestation Platform โดยสหภาพยุโรปมีความยินดีอย่างมากที่จะร่วมจัดทำโครงการความร่วมมือ Thai Smallholder Project Phase 2 กับ มกอช. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของไทย ในต้นปีหน้า ด้วยงบประมาณสนับสนุนกว่า 1.5 ล้านยูโร เพื่อเติมเต็มช่องว่างในการพัฒนาศักยภาพสำหรับผู้ประกอบการรายย่อยให้สามารถส่งออกสินค้า EUDR ได้ในรายสินค้าสำคัญ อาทิ กาแฟ ปาล์มน้ำมัน และไม้ยางพารา ซึ่งจะช่วยขยายโอกาสทางการค้าไปยังตลาดสหภาพยุโรป ยกระดับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศอย่างยั่งยืนและเป็นรูปธรรมต่อไป 


💐💐 ทั้งนี้ ฝายสหภาพยุโรปได้กล่าวแสดงความยินดีกับนางสาวอิงอร ปัญญากิจ เนื่องในโอกาสเข้ารับตำแหน่งเลขาธิการสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติอีกด้วย

“จุลพันธ์” Kick Off ส่งคาราวานช่างศูนย์ “ซ่อม สร้าง สุข” บรรเทา-ฟื้นฟูความเสียหายเมืองกรุง หลังน้ำลด

 “จุลพันธ์” Kick Off ส่งคาราวานช่างศูนย์ “ซ่อม สร้าง สุข” บรรเทา-ฟื้นฟูความเสียหายเมืองกรุง หลังน้ำลด

วันที่ 2 ตุลาคม 2569 นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ประธานพิธี Kick Off ขบวนคาราวานทีมช่าง ศูนย์ “ซ่อม สร้าง สุข” ภายใต้โครงการบรรเทาและฟื้นฟูความเสียหายอันเกิดจากภัยพิบัติทางธรรมชาติ “ซ่อมสร้างสุข” พร้อมมอบนโยบายแนวทางการบรรเทาและฟื้นฟูความเสียหายอันเกิดจากภัยพิบัติทางธรรมชาติแก่ทีมช่างของกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน ณ กระทรวงแรงงาน พร้อมลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมศูนย์ “ซ่อม สร้าง สุข“ ณ โรงเรียนวัดหลักสี่ เขตหลักสี่ กรุงเทพมหานคร 


นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เปิดเผยหลังเสร็จสิ้นพิธีว่า จากสถานการณ์อุทกภัยที่เกิดขึ้นตั้งแต่วันที่ 24 กันยายนที่ผ่านมา ทำให้ในพื้นที่ 12 จังหวัด ได้แก่ กรุงเทพมหานคร นนทบุรี ปทุมธานี สมุทรปราการ สมุทรสาคร นครปฐม สระบุรี สระแก้ว ปราจีนบุรี ฉะเชิงเทรา นครนายก และนครราชสีมา ส่งผลกระทบเป็นวงกว้างต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน ก่อให้เกิดความเสียหายต่อทรัพย์สิน อาคารบ้านเรือน และสิ่งสาธารณูปโภค โดยเฉพาะอย่างยิ่ง อุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้า ยานพาหนะ (รถจักรยานยนต์, รถยนต์) ซึ่งถือเป็นปัจจัยสำคัญในการดำรงชีพและเป็นเครื่องมือทำกินของพี่น้องประชาชน และน้ำลด สิ่งที่ตามมา คือ ประชาชนต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมหรือจัดหาสิ่งของเหล่านี้ใหม่ ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจในระดับครัวเรือน การเร่งฟื้นฟูสภาพความเป็นอยู่ให้กลับสู่สภาวะปกติ จึงเป็นวาระเร่งด่วนที่กระทรวงแรงงานต้องให้ความช่วยเหลือ จึงได้ สั่งการให้หน่วยงานในสังกัดกระทรวงแรงงานทั้ง 5 หน่วยงาน บูรณาการความช่วยเหลือ เร่งระดมสรรพกำลังเจ้าหน้าที่ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนสถานประกอบการ ลูกจ้าง แรงงาน ผู้ประกันตนที่ได้รับผลกระทบ 


ในส่วนของกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน ได้สั่งการให้เปิดโรงครัว โดยใช้พื้นที่ของวิทยาลัยแรงงาน สถาบันพัฒนาฝีมือแรงงาน 13 กรุงเทพมหานคร เป็นสถานที่ประกอบอาหาร จัดเตรียมข้าวกล่อง จำนวน 5,000 ชุด พร้อมจัดตั้งศูนย์ “ ซ่อม สร้าง สุข” บริการได้รับผลกระทบอุทกภัยหลังน้ำลด ซึ่งวันนี้กระทรวงแรงงาน โดยกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน จะร่วมกันส่งขบวนคาราวานทีมช่างฝีมือกว่า 100 คน ประจำ ณ ศูนย์ “ ซ่อม สร้าง สุข” ในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล ทั้งนี้ ผมและคณะผู้บริหาร จะลงพื้นที่เยี่ยมเยียนผู้ประสบอุทกภัยที่โรงเรียนวัดหลักสี่อีกด้วย

นางสาวบุปผา เรืองสุด อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน กล่าวต่อว่า กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน ในฐานะหน่วยงานหลักที่มีภารกิจในการพัฒนาศักยภาพแรงงาน มีความพร้อมทั้งด้าน “บุคลากร” (ครูฝึก เจ้าหน้าที่) และ “เครือข่ายช่างฝีมือ” ทั่วประเทศ ได้ดำเนินการตามนโยบายของรัฐบาล และรัฐมนตรีว่าการดระทรวงแรงงาน จึงได้จัดตั้ง ศูนย์ “ซ่อม สร้าง สุข” ขึ้น มีเป้าหมายในการให้บริการซ่อมแซมอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้า รถจักรยานยนต์ และรถยนต์ให้แก่ประชาชน


ในพื้นที่ประสบอุทกภัย จำนวน 1,500 ครัวเรือน และมอบหมายให้สถาบันและสำนักงานพัฒนาฝีมือแรงงานในจังหวัดที่ได้รับผลกระทบจัดตั้งศูนย์ “ซ่อม สร้าง สุข” เพื่อบริการประชาชนเช่นกัน โดยระดมช่างฝีมือ เจ้าหน้าที่ รวมไปถึงเครือข่ายกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน และจิตอาสาทั้งภาครัฐและเอกชน มาให้บริการประจำศูนย์ เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายในการเดินทางและการซ่อมแซมของประชาชน


ปัจจุบันกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน ได้จัดตั้งศูนย์ “ซ่อม สร้าง สุข” แล้ว จำนวน 30 จังหวัด รวม 79 แห่ง พื้นที่กรุงเทพมหานคร จำนวน 13 แห่ง ปริมณฑล จำนวน 10 แห่ง ซึ่งประชาชนที่ต้องการซ่อมแซมอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้า และยานพาหนะ สามารถเช็คศูนย์ “ซ่อม สร้าง สุข” ได้ที่ เพจกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน หรือ https://eit.dsd.go.th/rep 

กรมการท่องเที่ยวยินดีผล TTDI 2026 ไทยก้าวขึ้นอันดับ 38 ของโลก ชี้เป็นผลสำเร็จร่วมกันในการสร้างระบบการท่องเที่ยวยั่งยืนของไทยไปสู่สากล ตามโครงการ “Thailand Green Tourism Plan 2030”

  กรมการท่องเที่ยวยินดีผล TTDI 2026 ไทยก้าวขึ้นอันดับ 38 ของโลก ชี้เป็นผลสำเร็จร่วมกันในการสร้างระบบการท่องเที่ยวยั่งยืนของไทยไปสู่สากล ตามโ...