วันพุธที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2569

WHA Group เปิดตัววิดีโอ “The Future Shaper” สะท้อนบทบาทของ WHA ในการร่วมขับเคลื่อนอนาคตประเทศไทย ภายใต้พันธกิจ “WHA: Shape the Future for Thailand”

WHA Group เปิดตัววิดีโอ “The Future Shaper” สะท้อนบทบาทของ WHA ในการร่วมขับเคลื่อนอนาคตประเทศไทย ภายใต้พันธกิจ “WHA: Shape the Future for Thailand”

บริษัท ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) (WHA Group) เปิดตัววิดีโอ “The Future Shaper” ถ่ายทอดเรื่องราวของธุรกิจ ผู้คน และชุมชนในพื้นที่ที่ WHA เข้าไปพัฒนา ซึ่งสะท้อนการสร้างโอกาส การสร้างอาชีพ และการยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้คน ควบคู่กับการดูแลสิ่งแวดล้อมและการเติบโตของชุมชนอย่างยั่งยืน ภายใต้พันธกิจ “WHA: Shape the Future for Thailand” ที่มุ่งขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจควบคู่กับความยั่งยืนของสังคมและสิ่งแวดล้อมในระยะยาว


ภาพอนาคตของประเทศไทยที่การเติบโตทางเศรษฐกิจเดินหน้าไปพร้อมกับสิ่งแวดล้อมที่ยังคงความอุดมสมบูรณ์ คนรุ่นใหม่ได้รับโอกาสทางการศึกษาเพื่อพัฒนาศักยภาพของตนเอง และชุมชนท้องถิ่นสามารถเติบโตได้อย่างเข้มแข็ง คือทิศทางการพัฒนาที่ WHA Group มุ่งมั่นร่วมสร้างมาตลอดหลายทศวรรษ โดยวิดีโอชุด “The Future Shaper” ถ่ายทอดเรื่องราวเหล่านี้ผ่านมุมมองของผู้คนที่เติบโตและได้รับโอกาสภายใต้การพัฒนาของ WHA Group 


เมื่อ WHA เข้าไป “สร้าง”… โอกาสและอนาคตก็เติบโต

WHA Group เชื่อเสมอว่าในทุกพื้นที่ที่บริษัทเข้าไปพัฒนา ไม่ได้เป็นเพียงการสร้างโครงสร้างพื้นฐานทางธุรกิจเท่านั้น แต่กำลัง “สร้างโอกาส” “สร้างอาชีพ” และ “สร้างอนาคต” ให้เกิดขึ้นจริง วิดีโอชุดนี้จึงสะท้อนผลลัพธ์ของการพัฒนาที่ส่งผลต่อผู้คน ชุมชน และสิ่งแวดล้อมในหลายมิติ ได้แก่


• โอกาสการเติบโตในโลกการทำงานระดับสากล

พื้นที่ธุรกิจและอุตสาหกรรมของ WHA เป็นศูนย์รวมของธุรกิจจากหลากหลายประเทศ เปิดโอกาส 

ให้บุคลากรได้พัฒนาทักษะและประสบการณ์ในสภาพแวดล้อมการทำงานระดับนานาชาติ

• สภาพแวดล้อมการทำงานที่เอื้อต่อคุณภาพชีวิต

พื้นที่ธุรกิจและอุตสาหกรรมได้รับการออกแบบให้รายล้อมด้วยพื้นที่สีเขียวและการจัดการทรัพยากรอย่างใส่ใจ ช่วยสร้างสภาพแวดล้อมการทำงานที่ดีและยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้คนในพื้นที่

• การลงทุนเพื่ออนาคตของเยาวชน

WHA ให้ความสำคัญกับการสนับสนุนการศึกษาในพื้นที่ การให้ความรู้และทักษะต่างๆ การให้ทุนการศึกษา  รวมถึงการนำพลังงานสะอาด เช่น โซลาร์เซลล์ มาใช้ในโรงเรียน เพื่อลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานและเพิ่มทรัพยากรสำหรับการพัฒนาการเรียนรู้ของนักเรียน

• การยกระดับเศรษฐกิจของชุมชนท้องถิ่น

WHA สนับสนุนการเชื่อมโยงระหว่างชุมชนกับภาคอุตสาหกรรม เปิดโอกาสให้สินค้าของเกษตรกรและวิสาหกิจชุมชนเข้าสู่ตลาดในโรงงานและสถานประกอบการในพื้นที่ พร้อมทั้งส่งเสริมผ่านโครงการต่าง ๆ รวมถึงแพลตฟอร์ม “ปันกัน” เพื่อช่วยสร้างรายได้และขยายโอกาสทางเศรษฐกิจให้กับชุมชนอย่างยั่งยืน

• เมืองที่เติบโตเคียงคู่สิ่งแวดล้อม

การพัฒนาพื้นที่อุตสาหกรรมของ WHA มีส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนการเติบโตของเมืองและชุมชนโดยรอบ ควบคู่กับการออกแบบโครงสร้างพื้นฐานที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อมและการรักษาพื้นที่สีเขียว เพื่อให้เมืองสามารถเติบโตไปพร้อมกับความสมดุลของธรรมชาติ


“สิ่งที่ WHA ภูมิใจที่สุดไม่ใช่เพียงการเติบโตของธุรกิจ แต่คือการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นจริงในชีวิตของผู้คน ไม่ว่าจะเป็นโอกาสในการทำงาน การศึกษา หรือคุณภาพชีวิตของชุมชน วิดีโอ ‘The Future Shaper’ คือภาพสะท้อนของผู้คนที่เติบโตไปพร้อมกับการพัฒนาของเรา” คุณจรีพร จารุกรสกุล ประธานคณะกรรมการบริหารและประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม WHA Group กล่าว


ต่อยอดจาก “WHA: WE SHAPE THE FUTURE” สู่พันธกิจ “WHA: Shape the Future for Thailand”


วิดีโอซีรีส์ “The Future Shaper” เป็นส่วนหนึ่งของการสื่อสารภายใต้แคมเปญ “WHA: Shape the Future for Thailand” ซึ่งสะท้อนบทบาทของ WHA Group ในการร่วมขับเคลื่อนอนาคตของประเทศไทย ผ่านการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานอุตสาหกรรม เทคโนโลยี นวัตกรรม และโซลูชันด้านความยั่งยืน เพื่อสนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมอย่างสมดุล


แคมเปญนี้ถือเป็นการต่อยอดจากแคมเปญ “WHA: WE SHAPE THE FUTURE” ที่ WHA Group เปิดตัวในปี 2567 เพื่อสะท้อนการทรานส์ฟอร์มองค์กร จากผู้พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางธุรกิจ สู่การเป็นองค์กรที่มุ่งสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม


แนวคิดดังกล่าวยังสะท้อนผ่าน Brand Purpose ของ WHA ที่ประกอบด้วย Wellbeing Human Progress และ Accessibility ซึ่งมุ่งยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้คน พัฒนาศักยภาพของสังคม และสร้างโอกาสในการเข้าถึงโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นต่อการเติบโตของประเทศ


“WHA: Shape the Future for Thailand” ขับเคลื่อนเศรษฐกิจใหม่ของประเทศ


เรื่องราวในวิดีโอชุด “The Future Shaper” สะท้อนบทบาทของ WHA ในการสร้างการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นจริงในชีวิตของผู้คนและชุมชน ซึ่งสอดคล้องกับพันธกิจ “WHA: Shape the Future for Thailand” ที่มุ่งขับเคลื่อนประเทศไทยสู่ยุคเศรษฐกิจใหม่ (New Economy)


WHA Group เดินหน้าพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของประเทศ ทั้ง โลจิสติกส์ นิคมอุตสาหกรรม โซลูชันสาธารณูปโภคและพลังงาน ดิจิทัลโซลูชัน รวมไปถึง โซลูชันกรีนโลจิสติกส์ครบวงจร เพื่อเสริมศักยภาพการแข่งขันของประเทศไทยและรองรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต


แนวทางดังกล่าวดำเนินควบคู่กับความมุ่งมั่นด้านความยั่งยืนในทุกมิติ ทั้งสิ่งแวดล้อม สังคม และ ธรรมาภิบาล สะท้อนแนวคิด “กรีนต้องกินได้” ที่เชื่อว่าการเติบโตทางธุรกิจสามารถเดินไปพร้อมกับการดูแลโลกและสังคมได้อย่างสมดุล


กว่า 37 ปี ที่ WHA Group สร้างธุรกิจขึ้นในประเทศไทย บริษัทมีส่วนร่วมในการสร้างงานกว่า 400,000 ตำแหน่ง พร้อมกระจายรายได้สู่ชุมชน และพัฒนาพื้นที่ให้กลายเป็นระบบนิเวศของการเติบโตทางเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมแห่งอนาคต


รับชมวิดีโอ: https://youtu.be/pnD0N4Zo5LI?si=5UVjpDS8QHGEv2u3


###



กรมพัฒน์ x TIFFA ชวนเด็ก Gen Z พัฒนาทักษะด้านโลจิสติกส์ ตอบโจทย์ตลาดแรงงาน อบรมฟรี มีงานชัวร์

 กรมพัฒน์ x TIFFA ชวนเด็ก Gen Z พัฒนาทักษะด้านโลจิสติกส์ ตอบโจทย์ตลาดแรงงาน อบรมฟรี มีงานชัวร์ 

กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน โดยสถาบันพัฒนาบุคลากรเทคโนโลยีชั้นสูงด้านโลจิสติกส์และซัพพลายเชน (LoSA) ร่วมกับสมาคมผู้รับจัดการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศ (TIFFA) โดยโรงเรียนธุรกิจการขนส่งและการค้าระหว่างประเทศ (ITBS) เปิดรับสมัครผู้สนใจ ที่จบการศึกษาระดับ ปวช. และ ปวส. เข้าร่วมอบรม หลักสูตรการปฏิบัติการธุรกิจการขนส่งและโลจิสติกส์ระหว่างประเทศ ภายใต้โครงการพัฒนาบุคลากรด้านโลจิสติกส์รองรับธุรกิจขนส่งและการค้าระหว่างประเทศ ตั้งแต่วันนี้ ถึง 22 พ.ค. 69 อบรมฟรี และรับจำนวนจำกัดเพียง 100 คนเท่านั้น

นายสมาสภ์ ปัทมะสุคนธ์ อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน เปิดเผยว่า  ปัจจุบันอุตสาหกรรมด้านโลจิสติกส์และซัพพลายเชน เป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ และมีการเติบโตเป็นอย่างมาก ส่งผลให้ตลาดแรงงานมีความต้องการบุคลากรเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง สถาบันพัฒนาบุคลากรเทคโนโลยีชั้นสูงด้านโลจิสติกส์และซัพพลายเชน (LoSA) จึงร่วมกับ สมาคมผู้รับจัดการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศ (TIFFA) เปิดฝึกอบรมหลักสูตรการปฏิบัติการธุรกิจการขนส่งและโลจิสติกส์ระหว่างประเทศ ภายใต้โครงการพัฒนาบุคลากรด้านโลจิสติกส์รองรับธุรกิจขนส่งและการค้าระหว่างประเทศ  จำนวน 2 รุ่น 100 คน ระยะเวลาการฝึกอบรม 120 ชั่วโมง รุ่นที่ 1/2569 และ รุ่นที่ 2/2569 ฝึกภาคทฤษฎี วันที่ 8 มิ.ย. - 10 ก.ค. 69 ณ โรงเรียน ITBS บางนา และภาคปฏิบัติ ฝึกงานจริงในสถานประกอบการ วันที่ 13 ก.ค. - 4 ก.ย. 69 


โครงการดังกล่าวออกแบบหลักสูตรให้ผู้เข้ารับการฝึกอบรมได้เรียนรู้ครบทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ โดยมีผู้เชี่ยวชาญจากสมาคมผู้รับจัดการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศ (TIFFA) ถ่ายทอดองค์ความรู้ที่ทันสมัย ครอบคลุมตั้งแต่จรรยาบรรณความรับผิดชอบการประกอบอาชีพโลจิสติกส์ ธุรกิจการขนส่งระหว่างประเทศ เงื่อนไขการค้าระหว่างประเทศ การนำเข้าส่งออก พิธีการศุลกากร เอกสารการขนส่งและโลจิสติกส์ระหว่างประเทศ คลังสินค้าและการกระจายสินค้า การบรรจุและการขนถ่ายสินค้าทางบก ทางทะเล ทางอากาศ นอกท่าเรือ (ICD) เทคนิคการทำงานให้มีประสิทธิภาพ เพื่อต่อยอดสู่อาชีพปฏิบัติการตามตำแหน่งปฏิบัติการขนส่งและโลจิสติกส์ระหว่างประเทศ เช่น Document, Coordinator, Operations ในธุรกิจโลจิสติกส์ พร้อมกับฝึกงานจริงในสถานประกอบการชั้นนำ เพื่อฝึกทักษะการปฏิบัติงานในสภาพแวดล้อมจริง ให้พร้อมในการทำงานและเปิดโอกาสสู่การมีงานทำได้ทันที


ผู้ที่สนใจต้องเป็นผู้มีสัญชาติไทย อายุระหว่าง 18–30 ปี ว่างงาน และสำเร็จการศึกษาระดับ ปวช. หรือ ปวส. โดยสามารถเข้าร่วมการอบรมได้ครบตามระยะเวลาที่กำหนด ซึ่งเปิดรับสมัครตั้งแต่วันนี้จนถึงวันที่ 22 พ.ค. 69 และมีกำหนดประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิสอบในวันที่ 25 พ.ค. 69 ผู้สนใจสามารถสมัครผ่านระบบออนไลน์ โดยสแกน QR Code หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โทรศัพท์ 02-018-2800 ต่อ 8901-8902, 095-759-8058, 095-174-2589 หรือผ่าน Line ID: itbsadmin / itbsteam รวมถึงเว็บไซต์ www.itbslogistics.com และอีเมล itbs@itbsthai.com


กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน ขอเชิญชวนผู้ที่สนใจที่จะประกอบอาชีพด้านสายงานโลจิสติกส์ อย่าพลาดโอกาสในการพัฒนาทักษะ เพื่อสร้างโอกาสในการมีงานทำ มีรายได้ และก้าวสู่เส้นทางอาชีพอย่างมั่นคงในอนาคต นายสมาสภ์  กล่าวทิ้งท้าย

พาณิชย์ จัดสัมมนา FTA GO! ขับเคลื่อนการค้า เพิ่มศักยภาพผู้ประกอบการไทยเสริมความรู้เรื่องกฎถิ่นกำเนิดสินค้า สิทธิประโยชน์ทางการค้าภายใต้ FTA หวังเพิ่มขีดความสามารถให้ SMEก้าวทันสถานการณ์การค้าโลก

 พาณิชย์ จัดสัมมนา FTA GO! ขับเคลื่อนการค้า เพิ่มศักยภาพผู้ประกอบการไทยเสริมความรู้เรื่องกฎถิ่นกำเนิดสินค้า สิทธิประโยชน์ทางการค้าภายใต้ FTA หวังเพิ่มขีดความสามารถให้ SMEก้าวทันสถานการณ์การค้าโลก 


กรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ จัดงานสัมมนา “FTA GO! ขับเคลื่อนการค้า เพิ่มศักยภาพผู้ประกอบการไทย” เพื่อเร่งส่งเสริมสร้างความรู้เรื่องกฎถิ่นกำเนิดสินค้า ให้ผู้ประกอบการใช้สิทธิประโยชน์ทางการค้าภายใต้ FTA เพื่อเพิ่มขีดความสามารถให้ผู้ประกอบการสามารถก้าวทันสถานการณ์การค้าโลกได้

ดร.กิริฎา เภาพิจิตร อดีตผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยหลังเป็นประธานเปิดงานสัมมนา “FTA GO! ขับเคลื่อนการค้า เพิ่มศักยภาพผู้ประกอบการไทย” ภายใต้โครงการส่งเสริม SMEs ให้แข่งขันได้ในตลาดสากล และปาฐกถาพิเศษ “ทิศทางการค้าและการลงทุนของไทยในระเบียบโลกใหม่” ว่า ช่วงเวลานี้เป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อที่สำคัญของเศรษฐกิจไทยและเศรษฐกิจโลก เพราะเราไม่ได้กำลังเผชิญแค่การเปลี่ยนแปลงแต่กำลังอยู่ในช่วงของการจัดระเบียบโลกทางการค้าใหม่ ซึ่งต้องบอกว่าภาพรวมสถานการณ์การค้าโลกในขณะนี้มีความไม่แน่นอนที่ซับซ้อน เชื่อมโยง และส่งผลกระทบรวดเร็ว ระบบการค้าโลกกำลังเปลี่ยนผ่านจากยุคที่เน้น “ต้นทุนต่ำที่สุด” (Cost Optimization) สู่ยุคที่ให้ความสำคัญกับ “ความเสี่ยงต่ำที่สุด” (Risk Minimization) ท่ามกลางการแข่งขันของมหาอำนาจและความผันผวนของห่วงโซ่อุปทาน  ซึ่งขณะนี้แนวโน้มสำคัญที่ทุกประเทศทั่วโลกต้องจับตามอง 2 เรื่อง คือ สถานการณ์ตะวันออกกลาง ที่ได้ส่งผลกระทบหลักต่อราคาพลังงานและค่าขนส่งเพิ่มสูงขึ้น ต้องยอมรับว่าเศรษฐกิจไทยมีความเสี่ยงต่อการผันผวนของราคาพลังงาน เนื่องจากไทยเป็นประเทศผู้นำเข้าน้ำมันและก๊าซธรรมชาติสุทธิในสัดส่วนสูงถึงร้อยละ 8 ของ GDP ต่อมาคือเรื่องมาตรการภาษีของสหรัฐฯ เนื่องจากสหรัฐฯ เป็นตลาดส่งออกสำคัญอันดับ 1 ของไทย โดยในปี 2569 ไทยมีการส่งออกไปสหรัฐฯ มูลค่าสูงกว่า 72,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ  หรือประมาณ 9 แสนล้านบาท จึงถือได้ว่าตลาดสหรัฐฯ ยังคงเป็นตลาดโอกาสที่สำคัญของไทย 

ดร.กิริฎา กล่าวว่า จากผลกระทบจากสถานการณ์การค้าโลกประเทศไทยต้องตระหนักรู้ว่า นโยบายการค้าแบบเดิม อาจไม่เพียงพอสำหรับโลกแบบใหม่อีกต่อไป ดังนั้นรัฐบาลจึงเดินหน้า 2 เรื่องสำคัญควบคู่กัน คือ เร่งรัดการเจรจา FTA กับประเทศคู่ค้าสำคัญ เช่น สหภาพยุโรป แคนาดา เกาหลีใต้ และ UAE ควบคู่กับการเตรียมบทบาทของไทยในเวทีเศรษฐกิจระหว่างประเทศ เช่น การเป็นประธานอาเซียนในปี 2571 และเพิ่มการใช้ประโยชน์จาก FTA ซึ่งกระทรวงพาณิชย์ โดยกรมการค้าต่างประเทศ ได้ดำเนินนโยบายเชิงรุก เพื่อผลักดันให้ผู้ประกอบการ โดยเฉพาะกลุ่ม SME สามารถใช้ประโยชน์จาก FTA ได้เพิ่มมากขึ้น ผ่านการจัดสัมมนาและอบรมเชิงปฏิบัติการทั่วประเทศอย่างต่อเนื่อง เพื่อเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจเชิงลึก ตั้งแต่หลักเกณฑ์กฎถิ่นกำเนิดสินค้า การออกหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้า (Certificate of Origin: CO) ไปจนถึงการเตรียมความพร้อมรองรับ FTA ฉบับใหม่ ๆ โดยเฉพาะตลาดใหม่ที่มีศักยภาพสูง เพื่อใช้ FTA เป็นกลไกสำคัญในการขยายตลาดและยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันให้ผู้ประกอบการไทย  










ดร.กิริฎา กล่าวเพิ่มเติมว่า กระทรวงพาณิชย์เร่งขับเคลื่อนนโยบายเชิงรุกเพื่อบรรเทาผลกระทบจากราคาน้ำมันโลกที่ผันผวน ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อต้นทุนการผลิตและค่าขนส่ง โดยออกมาตรการครอบคลุมทุกภาคส่วนในห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ ซึ่งการบริหารจัดการด้านอุปทานและการค้าระหว่างประเทศ โดยประสานงานใกล้ชิดกับกระทรวงการต่างประเทศเพื่อติดตามเส้นทางขนส่งผ่านช่องแคบสำคัญ นอกจากนี้ยังต้องเร่งหาตลาดส่งออกใหม่ ประสานความร่วมมือกับเอกอัครราชทูต ทั้งกลุ่มแอฟริกาใต้และลาตินอเมริกา พร้อมสั่งการทูตพาณิชย์ทั่วโลกให้เร่งแสวงหาโอกาสทางการค้าใหม่ ๆ เพื่อประคองระดับรายได้จากการส่งออกของไทยให้ได้รับผลกระทบน้อยที่สุด รวมทั้งมีนโยบายการทูตเพื่อเศรษฐกิจ (Economic Diplomacy) บูรณาการเครือข่ายเอกอัครราชทูตและกงสุลทั่วโลกให้เป็น 'Extended Team' หรือทัพหน้าในการเปิดประตูการค้าและสร้างพันธมิตรเชิงยุทธศาสตร์ โดยดึงจุดแข็งด้านการต่างประเทศและความมั่นคงมาช่วยเสริมอำนาจต่อรองทางการค้า นอกจากนี้กระทรวงพาณิชย์และกระทรวงการต่างประเทศยังตกลงที่จะแบ่งปันข้อมูลเชิงลึกและภารกิจร่วมกันอย่างใกล้ชิด เพื่อผลักดันให้วาระด้านเศรษฐกิจและการค้าถูกหยิบยกเป็นประเด็นสำคัญในทุกการหารือกับผู้นำต่างประเทศเคียงคู่กับมิติทางการเมืองเสมอ

แน่นอนว่าภาครัฐไม่สามารถขับเคลื่อนเศรษฐกิจเพียงลำพัง เราต้องการพันธมิตรและภาคเอกชนไทย คือ กำลังสำคัญที่สุด ในโลกที่ผันผวนผู้ที่อยู่รอดไม่ใช่ผู้ที่แข็งแกร่งที่สุด แต่คือผู้ที่ปรับตัวได้เร็วที่สุด โดยขอให้เอกชนมั่นใจว่าภาครัฐพร้อมสนับสนุนทั้งในด้านข้อมูล การอำนวยความสะดวก และมาตรการสนับสนุนต่าง ๆ เพื่อลดอุปสรรคทางการค้าและสร้างแต้มต่อให้ภาคเอกชนไทยในเวทีโลก โดยเราพร้อมรับฟังและแก้ไขปัญหาเชิงรุกเพื่อให้ภาคธุรกิจเติบโตได้อย่างมั่นใจ จึงอยากจะขอความร่วมมือจากภาคเอกชน 3 ด้าน คือ กระจายความเสี่ยง ไม่พึ่งพาตลาดใดตลาดหนึ่งเพียงอย่างเดียว โดยใช้ประโยชน์จากความตกลง FTA เพื่อขยายฐานสู่ตลาดใหม่ ปรับตัวสู่มาตรฐานใหม่ โดยเร่งยกระดับกระบวนการผลิตให้สอดคล้องกับมาตรฐานความยั่งยืน (ESG) และมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวดขึ้น ทั่วโลก (เช่น CBAM) เพื่อรักษา และใช้นวัตกรรมเพิ่มมูลค่า มุ่งเน้นการผลิตสินค้าและบริการที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยี เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม (High Value-Added) และยกระดับรายได้เข้าสู่ประเทศอย่างยั่งยืน” ดร.กิริฎา กล่าวทิ้งท้าย

วันอังคารที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2569

Meko เร่งเครื่องสู่ Top Aesthetic Hospital เอเชีย เปิดตัวพรีเซ็นเตอร์ครั้งแรก ตอกย้ำผู้นำ “ออกแบบความงามเฉพาะบุคคล”

 Meko เร่งเครื่องสู่ Top Aesthetic Hospital เอเชีย เปิดตัวพรีเซ็นเตอร์ครั้งแรก ตอกย้ำผู้นำ “ออกแบบความงามเฉพาะบุคคล”



Meko International Hospital โรงพยาบาลศัลยกรรมความงามที่อยู่คู่คนไทยมากว่า 40 ปี ประกาศก้าวสำคัญเชิงกลยุทธ์ เดินหน้าสื่อสารแบรนด์ครั้งใหญ่ผ่านการเปิดตัวพรีเซ็นเตอร์ 2 คนแรกขององค์กร “ลีเดีย ศรัณย์รัชต์ และ ดวงดาว จารุจินดา” ภายใต้แนวคิด “Think it, Be it.” สะท้อน DNA แบรนด์บน 3 แกนหลัก Tailored – Trusted – Timeless พร้อมตอกย้ำภาพลักษณ์ “ผู้นำโรงพยาบาลศัลยกรรมความงามครบวงจร” ที่เชื่อมต่อทั้งศาสตร์การแพทย์ เทคโนโลยี และความเข้าใจเชิงลึกด้านผู้บริโภค

พญ.วรารัตน์ สิริกุตตา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร โรงพยาบาลเมโกะ อินเตอร์เนชั่นแนล ผู้นำตลาดด้าน Medical Aesthetic Ecosystem อย่างเต็มรูปแบบ เปิดเผยว่า ภาพรวมตลาดศัลยกรรมความงามในปัจจุบันมีการแข่งขันสูง และพฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจน โดยเฉพาะกลุ่ม Upper to High Income ที่ให้ความสำคัญกับ “ความเป็นตัวเอง” และ “ผลลัพธ์ระยะยาว” มากกว่าการตามเทรนด์ Meko จึงวางกลยุทธ์การตลาดใหม่ โดยยกระดับจาก Mass Aesthetic ไปสู่ Personalized Beauty อย่างเต็มรูปแบบ เราไม่ได้ขายความสวย แต่เราสร้าง ‘ความมั่นใจที่ออกแบบได้’ ให้กับแต่ละบุคคล

หนึ่งในกลยุทธ์สำคัญของ Meko International Hospital คือการขับเคลื่อนแบรนด์ผ่านแนวคิด Brand Humanization และ Authenticity Marketing โดยเลือกผู้ใช้บริการจริงที่สามารถถ่ายทอดผลลัพธ์และประสบการณ์ได้อย่างน่าเชื่อถืออย่าง ลีเดีย ศรัณย์รัชต์ และ ดวงดาว จารุจินดา มาร่วมเป็นพรีเซ็นเตอร์คู่แรกขององค์กร


การเปิดตัวครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงการใช้พรีเซ็นเตอร์เพื่อเสริมภาพลักษณ์ แต่คือการนำ “ตัวแทนประสบการณ์จริง” มาถ่ายทอดตัวตนของแบรนด์ในทุกมิติ ทั้งในด้านผลลัพธ์ ความปลอดภัย และการสร้างความเชื่อมั่นอย่างยั่งยืนในระยะยาว สะท้อนอัตลักษณ์และมาตรฐานความงามของ โรงพยาบาลเมโกะ ผ่านมุมมองและประสบการณ์จริงของทั้งสองท่าน ถ่ายทอดเรื่องราวอย่างจริงใจ อบอุ่น และเข้าถึงง่าย เพื่อให้ผู้รับชมได้สัมผัสบรรยากาศการบริการ ความใส่ใจในทุกรายละเอียด ตลอดจนมาตรฐานสถานที่ที่ออกแบบมาเพื่อความมั่นใจและความสบายใจในทุกขั้นตอนของการดูแลความงาม

ด้าน พญ.แพรมาลา ฉายาวิจิตรศิลป์ ผู้อำนวยการแพทย์ โรงพยาบาลเมโกะ อินเตอร์เนชั่นแนล กล่าวว่า หัวใจสำคัญที่ทำให้ Meko แตกต่าง คือการพัฒนาโปรแกรม P.A.M (Personalized Aesthetic Mapping) ซึ่งเป็นนวัตกรรมการวิเคราะห์ใบหน้าแบบองค์รวม เราไม่ได้มองแค่จุดใดจุดหนึ่ง แต่เรามองทั้งโครงสร้างใบหน้า สัดส่วน และบุคลิก เพื่อออกแบบการรักษาที่เหมาะสมกับแต่ละคนจริง ๆ โดยไม่ทำเกินความจำเป็น และยังคงเอกลักษณ์ของตัวเองไว้

โดยแนวคิดการใช้พรีเซ็นเตอร์ 2 เจเนอเรชัน สะท้อน 2 มิติของแบรนด์ ซึ่ง ลีเดีย ศรัณย์รัชต์ ทำหน้าที่เป็นตัวแทนของแนวคิด Tailored for You สะท้อนภาพผู้หญิงยุคใหม่ที่ให้ความสำคัญกับความเป็นธรรมชาติและเอกลักษณ์ของตัวเอง โดยเข้ารับการดูแลผ่านโปรแกรม P.A.M (Personalized Aesthetic Mapping) เพื่อปรับสมดุลใบหน้าอย่างเฉพาะบุคคล นอกจากนี้ การที่ลีเดียและครอบครัวเลือกใช้บริการอย่างต่อเนื่อง ยังสะท้อน “ความเชื่อมั่นระดับครอบครัว” ซึ่งเป็น Insight สำคัญของลูกค้ากลุ่มพรีเมียม

ขณะที่ ดวงดาว จารุจินดา เป็นตัวแทนของแนวคิด Timeless in Beauty and Care หรือความงามที่ยั่งยืนในระยะยาว สะท้อนกลุ่มลูกค้าที่ต้องการผลลัพธ์ที่สอดคล้องกับการใช้ชีวิตในทุกช่วงวัย โดยดวงดาวได้เข้ารับการรักษาศัลยกรรมแก้ไขตาสองชั้นร่วมกับการแก้ไขภาวะกล้ามเนื้อตาอ่อนแรง โดยจักษุแพทย์เฉพาะทางด้าน Oculoplastic (Oculoplastic and Reconstructive Surgery) เพื่อฟื้นฟูการทำงานของดวงตาและเสริมความสดใสอย่างเป็นธรรมชาติ ควบคู่กับการดูแลผิวพรรณแบบองค์รวมอย่างต่อเนื่อง ซึ่งการผสานตัวแทนทั้ง 2 เจเนอเรชัน จึงช่วยตอกย้ำว่า Meko สามารถตอบโจทย์ความงามได้ “ในทุกช่วงวัย และทุกตัวตน

พญ.วรารัตน์ กล่าวอีกว่า Meko ได้พัฒนา Aesthetic Ecosystem ครอบคลุมตั้งแต่การวิเคราะห์ วางแผนการรักษา ไปจนถึงการดูแลหลังการรักษาในระยะยาว ภายใต้มาตรฐานทางการแพทย์ระดับสากล ด้วยการลงทุนโรงพยาบาลมูลค่ากว่า 1,200 ล้านบาท ทำให้สามารถให้บริการได้ครบทั้ง Aesthetic และ Surgery ในที่เดียว พร้อมทีมแพทย์เฉพาะทางและระบบความปลอดภัยในทุกขั้นตอน ซึ่งปัจจุบัน Meko มีฐานลูกค้ากว่า 100,000 ราย โดยแบ่งเป็นคนไทย 80% และต่างชาติ 20% จากอินโดนีเซีย จีน มาเลเซีย และสิงคโปร์

ซึ่งกลุ่มลูกค้าหลักคือ Upper to High Income Segment ที่มีค่าใช้จ่ายเฉลี่ยประมาณ 100,000 บาทต่อครั้ง และให้ความสำคัญกับคุณภาพ ความปลอดภัย และผลลัพธ์ระยะยาว ขณะเดียวกัน ยังพบการเติบโตใน 3 กลุ่มสำคัญ ได้แก่


กลุ่ม Gen Y และวัยทำงาน ที่เน้น Natural Look และ Personal Branding

กลุ่มผู้ชาย ที่ให้ความสำคัญกับภาพลักษณ์มากขึ้น

กลุ่ม Medical Tourism ที่มองหามาตรฐานระดับสากลควบคู่ความคุ้มค่า




โดยสัดส่วนบริการแบ่งเป็น Aesthetic 35% และศัลยกรรม 65% ครอบคลุมบริการยอดนิยม เช่น ศัลยกรรมจมูก หน้าอก ดูดไขมัน และดึงหน้า โดยคาดว่าในระยะ 5 ปี Meko ตั้งเป้าก้าวสู่ Top 5 โรงพยาบาลศัลยกรรมความงามในเอเชีย พร้อมผลักดันประเทศไทยสู่การเป็น Medical Hub ของภูมิภาค


พญ.วรารัตน์ กล่าวสรุปในตอนท้ายว่า การเปิดตัวพรีเซ็นเตอร์ครั้งแรกของ Meko จึงไม่ใช่เพียงแคมเปญการตลาด แต่เป็น “Strategic Move” ที่สะท้อนวิสัยทัศน์ขององค์กรในการก้าวสู่การเป็นผู้นำตลาดศัลยกรรมความงามครบวงจรระดับภูมิภาค พร้อมตอกย้ำจุดยืนของ Meko ว่า “ความงามที่แท้จริง ไม่ใช่การเหมือนใคร แต่คือการเป็นตัวเองในเวอร์ชันที่ดีที่สุด


ผู้ที่สนใจสามารถรับชมภาพยนตร์โฆษณาชุดพิเศษของ

ลีเดีย ศรัณย์รัชต์ และ ดวงดาว จารุจินดา 

ได้ผ่านช่องทางออนไลน์ของ Meko International Hospital 

www.mekohospital.com  หรือ YouTube : Meko Hospital

เพื่อสัมผัสมุมมองความงามที่ออกแบบได้เฉพาะคุณ 

และประสบการณ์จริงที่สะท้อนความเชื่อมั่นในทุกมิติของแบรนด์


มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ห่วงใยสุขภาพ ลดภาระค่าใช้จ่ายประชาชนในส่วนภูมิภาค ลงพื้นที่ 4 จังหวัดภาคเหนือ แจกจ่ายหน้ากากอนามัยแก่ผู้ได้รับผลกระทบ รวม 440,000 แสนชิ้น ฝ่าวิกฤตมหันตภัยจมฝุ่นพิษ [PM2.5เกินมาตรฐาน]

 มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ห่วงใยสุขภาพ ลดภาระค่าใช้จ่ายประชาชนในส่วนภูมิภาค  ลงพื้นที่ 4 จังหวัดภาคเหนือ แจกจ่ายหน้ากากอนามัยแก่ผู้ได้รับผลกระทบ รวม 440,000 แสนชิ้น ฝ่าวิกฤตมหันตภัยจมฝุ่นพิษ [PM2.5เกินมาตรฐาน]











ระหว่างวันที่ 4-7 เมษายน พ.ศ. 2569 มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง นำโดย นางสาวดวงชุตา ติยะพจนพรกุล รักษาการผู้จัดการฝ่ายสาธารณภัย นำเจ้าหน้าที่แผนกสาธารณภัย และแผนกบรรเทาสาธารณภัย ลงพื้นที่ประสบภัยฝุ่นพิษ [PM2.5เกินมาตรฐาน] อาทิ อำเภอเมือง หางดง แม่ริม สันทราย ดอยสะเก็ด และสันกำแพง จังหวัดเชียงใหม่ อำเภอเมือง จังหวัดลำพูน อำเภอเมือง จังหวัดลำปาง และอำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย แจกจ่ายหน้ากากอนามัยแก่ประชาชนผู้ได้รับผลกระทบ รวม 440,000 ชิ้น คิดเป็นมูลค่ากว่า 2 แสนบาท โดยมี มูลนิธิเชียงใหม่สามัคคีการกุศล จังหวัดเชียงใหม่ มูลนิธิลำพูนสามัคคีการกุศล จังหวัดลำพูน และมูลนิธิลําปางสงเคราะห์ จังหวัดลำปาง และมูลนิธิสาธารณกุศลสงเคราะห์เชียงราย เป็นผู้ประสานงานและร่วมแจกจ่ายในพื้นที่









ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้ตระหนักถึงวิกฤตการณ์ค่าฝุ่นละอองขนาดเล็ก [PM2.5] โดย ศาลเจ้าไต้ฮงกง มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง บูรณาการการจัดการเรื่อยมา ไม่ว่าจะเป็นการลดจำนวนกระถางธูปสักการบูชา การงดการเผากระดาษชุดเครื่องสักการะที่ศาลเจ้าฯ รวมถึงติดป้ายรณรงค์ขอความร่วมมือผู้มีจิตศรัทธางดจุดธูป-เทียน และแจ้งการจัดเก็บธูป-เทียนที่จุดแล้วเร็วขึ้น และจัดเจ้าหน้าที่ออกแจกจ่ายหน้ากากอนามัยแก่ประชาชนในพื้นที่ประสบภัย ด้วยความห่วงใย และ ตระหนักถึงสุขภาพประชาชนผู้มีจิตศรัทธาและสิ่งแวดล้อมส่วนรวม โดยตลอดระยะเวลากว่า 116 ปีของการก่อตั้งมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง  มูลนิธิฯ ได้ขยายขอบข่ายโครงการต่าง ๆ ออกไปอย่างกว้างขวาง ไม่เพียงแต่บำบัดทุกข์ บำรุงสุข แก่ผู้ตกทุกข์ได้ยากโดยไม่จำกัดเชื้อชาติ  ศาสนา เท่านั้น แต่ยังได้พัฒนาคุณภาพชีวิตอีกในหลายทาง เพื่อเป็นองค์กรสาธารณกุศลที่ช่วยเหลือประชาชนครบวงจรในทุกๆ ด้าน ต่อไป ดังปณิธาน “มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ช่วยชีวิต รักษาชีวิต สร้างชีวิต”




ติดตามข่าวสาร และกิจกรรมงานสาธารณกุศลมูลนิธิป่อเต็กตึ๊งได้ที่ เว็บไซต์ www.pohtecktung.org และ เฟซบุ๊ก แฟนเพจ www.facebook.com/atpohtecktung  

.

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ช่วยชีวิต รักษาชีวิต สร้างชีวิต”

#แอปพลิเคชันและสายด่วนป่อเต็กตึ๊ง1418

#ช่วยจริงอุ่นใจแม้ในนาทีฉุกเฉิน

WHA Group เปิดตัววิดีโอ “The Future Shaper” สะท้อนบทบาทของ WHA ในการร่วมขับเคลื่อนอนาคตประเทศไทย ภายใต้พันธกิจ “WHA: Shape the Future for Thailand”

WHA Group เปิดตัววิดีโอ “The Future Shaper” สะท้อนบทบาทของ WHA ในการร่วมขับเคลื่อนอนาคตประเทศไทย ภายใต้พันธกิจ “WHA: Shape the Future for Th...