วันเสาร์ที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ร่วมวางพวงมาลาถวายราชสักการะ และเป็นเจ้าภาพพระพิธีธรรมสวดพระอภิธรรมพระบรมศพสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง

 มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ร่วมวางพวงมาลาถวายราชสักการะ และเป็นเจ้าภาพพระพิธีธรรมสวดพระอภิธรรมพระบรมศพสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง




วานนี้ (วันศุกร์ที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569) มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง นำโดย นายสัก กอแสงเรือง รองประธานกรรมการ นายวิชิต ชินวงศ์วรกุล รองประธานกรรมการ นายวิรุฬ เตชะไพบูลย์ ที่ปรึกษาประธานกรรมการ นางศิริกุล โอภาสวงศ์ กรรมการและเลขาธิการ พร้อมด้วย คณะกรรมการมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ผู้ช่วยกรรมการ และเจ้าหน้าที่บริหารมูลนิธิฯ พร้อมหน่วยงานในเครือ ร่วมวางพวงมาลาถวายราชสักการะ และเป็นเจ้าภาพในพระพิธีธรรมสวดพระอภิธรรมพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เนื่องในโอกาสที่มูลนิธิป่อเต็กตึ๊งได้รับพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้เป็นเจ้าภาพบำเพ็ญกุศลและพระพิธีธรรมสวดพระอภิธรรมพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เพื่อแสดงความจงรักภักดี และน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง




ติดตามข่าวสารกิจกรรม การช่วยเหลือของมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้ที่ เฟซบุ๊ก แฟนเพจwww.facebook.com/atpohtecktung หรือดูรายละเอียดช่องทางที่สะดวกได้ที่ https://linktr.ee/pohtecktung

.

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ช่วยชีวิต รักษาชีวิต สร้างชีวิต”

#แอปพลิเคชัน และ #สายด่วน ป่อเต็กตึ๊ง1418

วันศุกร์ที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569

วว./วช. บูรณาการองค์ความรู้ วทน. เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน ลงพื้นที่จังหวัดพะเยา​ ติดตามผลการดำเนินงาน “โครงการนวัตกรรมผลิตภัณฑ์มูลค่าสูงเพื่อแก้ปัญหา PM 2.5 ในพื้นที่ภาคเหนืออย่างยั่งยืน”

 วว./วช. บูรณาการองค์ความรู้ วทน. เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน ลงพื้นที่จังหวัดพะเยา​  ติดตามผลการดำเนินงาน “โครงการนวัตกรรมผลิตภัณฑ์มูลค่าสูงเพื่อแก้ปัญหา PM 2.5 ในพื้นที่ภาคเหนืออย่างยั่งยืน”

ผศ.ดร.วีรชัย อาจหาญ ผู้ว่าการ สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (อว.) พร้อมด้วย ดร.พัชทรา มณีสินธุ์ รองผู้ว่าการวิจัยและพัฒนาด้านพัฒนาอย่างยั่งยืน ดร.เรวดี อนุวัฒนา ผู้อำนวยการ ศูนย์เชี่ยวชาญนวัตกรรมวัสดุ คณะนักวิจัยโครงการ และหน่วยงานภาคีเครือข่ายจังหวัดพะเยา ร่วมให้การต้อนรับคณะผู้ทรงคุณวุฒิจาก สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) นำโดย นายยงยุทธ แฉล้มวงษ์ นายประลอง ดำรงค์ไทย นายเถลิงศักดิ์ เพ็ชรสุวรรรณ และนายเฉลิมเกียรติ สุดสาคร พร้อมคณะ ในโอกาสลงพื้นที่ติดตามผลการดำเนินงาน “โครงการนวัตกรรมผลิตภัณฑ์มูลค่าสูงเพื่อแก้ปัญหา PM 2.5 ในพื้นที่ภาคเหนืออย่างยั่งยืน” เมื่อวันพุธที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569 ณ กลุ่มวิสาหกิจชุมชนกลุ่มเกษตรกรปลอดภัย ตำบลท่าวังทอง อำเภอเมือง จังหวัดพะเยา






ทั้งนี้จังหวัดพะเยาเป็นหนึ่งในพื้นที่เป้าหมายสำคัญของโครงการฯ โดยมุ่งพัฒนานวัตกรรมการจัดการของเหลือทิ้งทางการเกษตรให้เกิดมูลค่าเพิ่ม ลดการเผาในที่โล่ง อันเป็นสาเหตุสำคัญของปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 ผ่านการประยุกต์ใช้วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม (วทน.) อย่างครบวงจร ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ

โดยกิจกรรมหลักของโครงการฯ ประกอบด้วย

1. แอปพลิเคชัน Agri-PM2.5 แพลตฟอร์มกลางเชื่อมโยง “เกษตรกร–ผู้รับซื้อชีวมวล” เพื่อซื้อ–ขาย และติดตามข้อมูลอย่างเป็นระบบ ช่วยเพิ่มช่องทางตลาดให้วัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร และลดแรงจูงใจในการเผา

2. การพัฒนาผลิตภัณฑ์รักษ์โลก จากเปลือกข้าวโพด ตอซังข้าวโพด และฟางข้าว แปรรูปเป็นกระถางรักษ์โลก ถาดรองไข่ และแผ่นคลุมดิน สร้างมูลค่าเพิ่มให้เศษวัสดุทางการเกษตร

3. นวัตกรรมการผลิตไบโอชาร์ด้วยเทคโนโลยีการเผาไหม้แบบต่อเนื่อง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และต่อยอดสู่ผลิตภัณฑ์บล็อกประสานและบล็อกปูทางเท้าจากไบโอชาร์

4.เจลหน่วงการติดไฟเพื่อลดความรุนแรงของไฟป่า ออกแบบให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม สามารถฉีดพ่นบนเชื้อเพลิงธรรมชาติ เช่น ใบไม้และเศษไม้ เพื่อชะลอการลุกลามของไฟ

5. นวัตกรรมวัสดุกรองอากาศประสิทธิภาพสูง โดยพัฒนาไส้กรองจากวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตร สำหรับใช้เป็นแผ่นกรองฝุ่น PM2.5








ทั้งนี้ พื้นที่กลุ่มวิสาหกิจชุมชนกลุ่มเกษตรกรปลอดภัย ตำบลท่าวังทอง ได้รับการพัฒนาให้เป็น “ศูนย์เรียนรู้ชุมชนต้นแบบ” ถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการจัดการวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตรสู่การสร้างผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง อาทิ การผลิตไบโอชาร์และบล็อกประสานไบโอชาร์ การผลิตแผ่นคลุมดินและกระถางรักษ์โลก ตลอดจนการพัฒนาผลิตภัณฑ์สิ่งทอ Eco Print จากพืชธรรมชาติ และดินสะท้อนความร้อน

การดำเนินงานดังกล่าวช่วยยกระดับเกษตรกรสู่การเป็น “นวัตกรชุมชน” สร้างแรงจูงใจในการจัดการของเหลือทิ้งให้เกิดรายได้จริง ลดการเผาในพื้นที่โล่ง อันจะนำไปสู่การลดปัญหาฝุ่น PM 2.5 อย่างเป็นรูปธรรม พร้อมทั้งสร้างอาชีพและรายได้ใหม่ให้กับคนในชุมชน สะท้อนการบูรณาการองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนอย่างแท้จริง


HMPRO กำไรปี 68 แตะ 6,011 ล้านบาท ROE 22.73%เคาะปันผล 0.22 บาท ตอกย้ำหุ้นค้าปลีกบ้านฐานะแกร่ง ลุยเกม Hybrid Store ปูทางเติบโตระยะยาว

 HMPRO กำไรปี 68 แตะ 6,011 ล้านบาท ROE 22.73%เคาะปันผล 0.22 บาท ตอกย้ำหุ้นค้าปลีกบ้านฐานะแกร่ง ลุยเกม Hybrid Store ปูทางเติบโตระยะยาว

บริษัท โฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ โฮมโปร (HMPRO) รายงานผลประกอบการประจำปีสิ้นสุดวันที่ 31 ธันวาคม 2568 โดยมีกำไรสุทธิ 6,011.39 ล้านบาท ตอกย้ำฐานะการเงินที่แข็งแกร่งและความสามารถสร้างผลตอบแทนให้ผู้ลงทุนอย่างต่อเนื่อง แม้เศรษฐกิจยังเผชิญความไม่แน่นอนจากกำลังซื้อที่ผันผวนและแรงกดดันด้านต้นทุนการดำเนินงานต่างๆ อีกทั้งบอร์ดบริษัทเสนอพิจารณาอนุมัติจ่ายเงินปันผลในประชุมผู้ถือหุ้นประจำปี 2569 เป็นเงินสดที่อัตรา 0.22 บาท/หุ้น โดยขึ้นเครื่องหมาย XD วันที่ 22 เม.ย.2569 และจ่ายจริงวันที่ 7 พ.ค.2569 ซึ่งแสดงถึงความมั่นใจในศักยภาพสร้างกระแสเงินสดของธุรกิจ แม้สภาพตลาดเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งยังสามารถบริหารจัดการต้นทุน ควบคุมค่าใช้จ่าย และรักษาระดับความสามารถทำกำไรได้อย่างมีประสิทธิภาพ ควบคู่กับการเดินหน้าลงทุนเชิงกลยุทธ์เพื่อรองรับการเติบโตในระยะยาว

นายวีรพันธ์ อังสุมาลี กรรมการผู้จัดการ บริษัท โฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ โฮมโปร (HMPRO) เปิดเผยถึงผลการดำเนินงานของบริษัทฯ ประจำปี 2568 สิ้นสุดวันที่ 31 ธันวาคม 2568 ว่า บริษัทฯ มีกำไรสุทธิ 6,011.39 ล้านบาท ขณะที่อัตรากำไรก่อนภาษีอยู่ที่ 7,427.78 ล้านบาท และกำไรก่อนค่าใช้จ่ายทางการเงินและภาษีเงินได้ (EBIT) 8,099.72 ล้านบาท สะท้อนศักยภาพของโมเดลธุรกิจที่ยังสามารถสร้างผลตอบแทนได้อย่างต่อเนื่อง อัตรากำไรขั้นต้นอยู่ที่ 26.71% แสดงถึงประสิทธิภาพในการบริหารสินค้า การกำหนดราคา และการสร้างมูลค่าเพิ่มผ่านบริการที่เกี่ยวเนื่อง โดยเฉพาะบริการจาก “ช่างโฮมโปร” ที่ยังคงเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญในการเสริมความแตกต่างทางการแข่งขัน


ในมิติของผลตอบแทนต่อผู้ถือหุ้น บริษัทมีอัตราผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (ROE) อยู่ที่ 22.73% ซึ่งถือว่าอยู่ในระดับสูงเมื่อเทียบกับกลุ่มค้าปลีก สะท้อนความสามารถในการใช้เงินทุนสร้างกำไรได้อย่างมีประสิทธิภาพ ขณะที่โครงสร้างเงินทุนยังอยู่ในระดับเหมาะสม โดย ณ สิ้นปี 2568 บริษัทมีสินทรัพย์รวม 70,648.48 ล้านบาท หนี้สินรวม 44,551.25 ล้านบาท อัตราส่วนหนี้สินต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (D/E) เท่ากับ 1.71 เท่า และอัตราหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยต่อทุนอยู่ที่เพียง 0.71 เท่า แสดงถึงความสามารถในการบริหารความเสี่ยงทางการเงิน และไม่สร้างแรงกดดันต่อฐานะการเงินในระยะยาว


ด้านสภาพคล่อง บริษัทมีกระแสเงินสดสุทธิจากกิจกรรมดำเนินงานสูงถึง 9,337.05 ล้านบาท ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่สะท้อนความแข็งแกร่งของธุรกิจหลัก และเป็นฐานรองรับทั้งการลงทุนขยายสาขา การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และการดูแลผลตอบแทนผู้ถือหุ้นอย่างสม่ำเสมอ ทั้งนี้คณะกรรมการบริษัทมีมติเสนอจ่ายเงินปันผลสำหรับผลการดำเนินงานปี 2568 ในอัตรา 0.22 บาทต่อหุ้น กำหนดขึ้นเครื่องหมาย XD วันที่ 22 เมษายน 2569 และจ่ายเงินปันผลในวันที่ 7 พฤษภาคม 2569 ตอกย้ำความมุ่งมั่นในการสร้างผลตอบแทนที่ต่อเนื่องให้แก่นักลงทุน


นายวีรพันธ์ กล่าวอีกว่า ปีที่ผ่านมาเป็นอีกปีที่ธุรกิจต้องเผชิญความท้าทายรอบด้าน ทั้งจากภาวะเศรษฐกิจที่ขยายตัวในระดับจำกัด ปัญหาหนี้ครัวเรือน รวมถึงสถานการณ์ภัยธรรมชาติในบางพื้นที่ อย่างไรก็ตาม บริษัทสามารถจำกัดผลกระทบให้อยู่ในระดับที่บริหารจัดการได้ ผ่านมาตรฐานบริหารความเสี่ยง การทำประกันภัยที่ครอบคลุม และการใช้แผนบริหารความต่อเนื่องทางธุรกิจ (BCP) อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมเดินหน้ากลยุทธ์เติบโตอย่างมีคุณภาพ โดยมุ่งเน้นการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน และการสร้างประสบการณ์ลูกค้าที่แตกต่าง


สิ้นปี 2568 HMPRO มีสาขารวมทั้งสิ้น 133 สาขา ประกอบด้วย โฮมโปร 87 สาขา, โฮมโปรเอส 4 สาขา, เมกาโฮม 21 สาขา, Hybrid Store 14 สาขา และโฮมโปรมาเลเซียอีก 7 สาขา โดยในปีที่ผ่านมาได้เปิดสาขาใหม่รวม 10 แห่ง พร้อมเร่งขยายรูปแบบ Hybrid Store ซึ่งเป็นการผสานโฮมโปรและเมกาโฮมไว้ในพื้นที่เดียวกัน เพื่อรองรับทั้งกลุ่มเจ้าของบ้านและกลุ่มช่างผู้รับเหมาในทำเลศักยภาพ โมเดลดังกล่าวช่วยเพิ่มโอกาสในการขายจากความครบวงจรของสินค้า และยังช่วยลดต้นทุนการบริหารจัดการผ่านการใช้ทรัพยากรร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ในด้านการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน บริษัทได้ขยายศูนย์กระจายสินค้าและติดตั้งระบบคลังสินค้าอัตโนมัติ (ASRS) เพื่อยกระดับความแม่นยำและความรวดเร็วในการบริหารสต็อก รองรับการเติบโตในอนาคต พร้อมพัฒนาบริการจัดส่งสินค้าขนาดเล็กภายใน 1 ชั่วโมง เพื่อตอบโจทย์พฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่ นอกจากนี้ยังขยายแพลตฟอร์ม Marketplace เพื่อเพิ่มความหลากหลายของสินค้า และพัฒนาแพลตฟอร์ม B2B รองรับกลุ่มลูกค้าธุรกิจ เช่น โรงแรม ร้านอาหาร และองค์กรภาคเอกชน ซึ่งเป็นอีกหนึ่งฐานรายได้ที่มีศักยภาพในระยะยาว


นายวีรพันธ์ กล่าวย้ำอีกว่า บริษัทฯ ยังให้ความสำคัญกับการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน ภายใต้แนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน โดยสนับสนุนผลักดันโครงการ “แลกเก่าเพื่อโลกใหม่” (Trade-In) รับสินค้าเก่าที่เสื่อมสภาพ หรือไม่ใช้งานแล้ว เพื่อนำไปช่วยจัดการให้อย่างถูกวิธี และรีไซเคิลเป็นสินค้าใหม่ที่เรียกว่า “สินค้ารักษ์โลก” รวมถึงกิจกรรม “ซ่อมฟรี! เครื่องใช้ไฟฟ้าฟรี” เพื่อยืดอายุการใช้งานสินค้า ลดค่าครองชีพให้กับลูกค้า และได้ลดขยะอิเล็กทรอนิกส์ให้กับโลกอีกด้วย ในปัจจุบันบริษัทได้ติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ไปแล้วกว่า 116 สาขา และตั้งเป้าหมายสู่ Net Zero ภายในปี 2593 พร้อมเข้าร่วมโครงการ UN Global Compact ต่อเนื่องเป็นปีที่ 4 ตอกย้ำภาพลักษณ์องค์กรที่เติบโตควบคู่ความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม


“จากภาพรวมดังกล่าว HMPRO เรายังคงสะท้อนความเป็นหุ้นค้าปลีกกลุ่ม Home Improvement ที่มีลักษณะ Defensive มีฐานกระแสเงินสดแข็งแรง ผลตอบแทนต่อผู้ถือหุ้นในระดับสูง และนโยบายจ่ายปันผลสม่ำเสมอ ท่ามกลางสภาวะเศรษฐกิจที่ยังต้องติดตามอย่างใกล้ชิด ทั้งนี้บริษัทฯ ยังคงเดินหน้าสร้างความแข็งแกร่งเชิงโครงสร้าง เพื่อรองรับการเติบโต และสร้างคุณค่าอย่างยั่งยืนให้แก่ผู้ถือหุ้นในระยะยาวอีกด้วย” นายวีรพันธ์ กล่าวสรุปในตอนท้าย


#ผลประกอบการโฮมโปร #HMPRO #HomePro #โฮมโปร #BetterLivingเพื่อชีวิตที่ดีกว่า #homepropr

ปรมาณูเพื่อสันติ กระทรวง อว. ลงพื้นที่ภาคเหนือ ดึงสถาบันอุดมศึกษาร่วมผนึกกำลังสร้างระบบกำกับดูแลนิวเคลียร์ที่โปร่งใส ตรวจสอบได้ ชูเป้าหมาย "นิวเคลียร์เพื่อสันติ" สู่ความเชื่อมั่นระดับสากล

 ปรมาณูเพื่อสันติ กระทรวง อว. ลงพื้นที่ภาคเหนือ ดึงสถาบันอุดมศึกษาร่วมผนึกกำลังสร้างระบบกำกับดูแลนิวเคลียร์ที่โปร่งใส ตรวจสอบได้ ชูเป้าหมาย "นิวเคลียร์เพื่อสันติ" สู่ความเชื่อมั่นระดับสากล

นายแพทย์รุ่งเรือง กิจผาติ อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์บริการ และรักษาราชการแทนเลขาธิการสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ (ปส.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ให้เกียรติเป็นประธานในพิธีเปิดการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการ เรื่อง “การเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจด้านการพิทักษ์ความปลอดภัยทางนิวเคลียร์ (Safeguards) ประจำปี 2569” ในวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2569 ครั้งที่ 1 ณ โรงแรมเซ็นทารา ริเวอร์ไซด์ จังหวัดเชียงใหม่ โดยมีผู้บริหาร คณาจารย์ และผู้แทนจากสถาบันอุดมศึกษา ได้แก่ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง มหาวิทยาลัยนเรศวร มหาวิทยาลัยพะเยา มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา และศูนย์ความเป็นเลิศด้านฟิสิกส์ เข้าร่วมการฝึกอบรม เพื่อเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจและความร่วมมือด้านการกำกับดูแลทางนิวเคลียร์และรังสีของประเทศ

นายแพทย์รุ่งเรือง กล่าวว่า “ปส. ให้ความสำคัญกับการยกระดับมาตรฐานการกำกับดูแลด้านนิวเคลียร์และรังสีของประเทศไทยให้สอดคล้องกับหลักปฏิบัติสากล โดยเฉพาะการพิทักษ์ความปลอดภัยทางนิวเคลียร์ (Nuclear Safeguards) ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นต่อประชาคมโลกว่าการใช้ประโยชน์จากพลังงานนิวเคลียร์ของประเทศไทยเป็นไปอย่างโปร่งใส ถูกต้อง และเพื่อสันติ ทั้งนี้ การเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจแก่หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะสถาบันอุดมศึกษา ถือเป็นฟันเฟืองสำคัญในการพัฒนาระบบการกำกับดูแลของประเทศให้มีความเข้มแข็งและยั่งยืน

สนง.ปรมาณูเพื่อสันติ กำหนดจัดฝึกอบรมรวมทั้งสิ้น 4 ครั้ง ครอบคลุมทุกภูมิภาคของประเทศ เพื่อขยายโอกาสการเข้าถึงองค์ความรู้ด้านการพิทักษ์ความปลอดภัยทางนิวเคลียร์แก่สถาบันอุดมศึกษาอย่างทั่วถึง โดยหลังจากภาคเหนือ (เชียงใหม่) แล้ว มีกำหนดการเดินหน้าต่อเนื่องในพื้นที่ภาคใต้ จังหวัดสงขลา ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จังหวัดขอนแก่น และภาคกลาง ณ  กรุงเทพมหานคร ตามลำดับ เพื่อเสริมสร้างเครือข่ายความร่วมมือด้านการพิทักษ์ความปลอดภัยทางนิวเคลียร์ให้ครอบคลุมในทุกภูมิภาคของประเทศ


การฝึกอบรมครั้งนี้มุ่งเน้นการเสริมสร้างความรู้และความตระหนักในประเด็นสำคัญ ได้แก่ กฎกระทรวงการพิทักษ์ความปลอดภัยทางนิวเคลียร์ การรายงานปริมาณวัสดุนิวเคลียร์ และการแจ้งข้อมูลการวิจัยและพัฒนาวัฏจักรเชื้อเพลิงนิวเคลียร์ที่ไม่ใช้วัสดุนิวเคลียร์ เพื่อให้ผู้เข้าร่วมสามารถนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ในการปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ ยังเป็นเวทีสำคัญในการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ มุมมอง และข้อเสนอแนะระหว่างสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติและสถาบันอุดมศึกษา ซึ่งถือเป็นรากฐานสำคัญในการพัฒนาศักยภาพด้านนิวเคลียร์ของประเทศให้มีความเข้มแข็งและยั่งยืนในระยะยาว

“สุทิน คลังแสง” นายกสมาคมส่งเสริมกีฬาทหารฯ แถลงผลงานครบรอบ 1 ปี ประกาศความสำเร็จผลักดัน “มวยไทย” สู่กีฬาทหารโลก พร้อมจัดศึกใหญ่ต่อเนื่องปี 2026

 “สุทิน คลังแสง” นายกสมาคมส่งเสริมกีฬาทหารฯ แถลงผลงานครบรอบ 1 ปี ประกาศความสำเร็จผลักดัน “มวยไทย” สู่กีฬาทหารโลก พร้อมจัดศึกใหญ่ต่อเนื่องปี 2026



กรุงเทพมหานคร – ดร.สุทิน คลังแสง นายกสมาคมส่งเสริมกีฬาทหาร (ประเทศไทย) พร้อมด้วย ดร.ปัญญา หาญลำยวง อุปนายก พลเอก หม่อมหลวงสุปรีดี ประวิตร ร่วมกับคณะกรรมการสมาคมฯ จัดแถลงข่าววาระครบรอบ 1 ปี การดำเนินงานของสมาคมส่งเสริมกีฬาทหาร (ประเทศไทย) เผยความสำเร็จระดับประวัติศาสตร์และการเตรียมพร้อมจัดการแข่งขันระดับโลกในอนาคต

1. เปิดประตูมวยไทยสู่เวทีโลก: บรรจุเข้า CISM World Summer Games 2027

ดร.สุทิน เปิดเผยว่า ตามที่สภากีฬาทหารระหว่างประเทศ (CISM) ได้อนุญาตให้ประเทศไทยจัดการแข่งขัน 1st CISM Military Muaythai Challenge เมื่อวันที่ 8-14 กรกฎาคม 2568 ณ พารากอนฮอลล์ โดยมี 13 ประเทศเข้าร่วม ได้แก่ ศรีลังกา, อุซเบกิสถาน, เบลเยียม, ปาเลสไตน์, ตุรกี, ซาอุดีอาระเบีย, โปแลนด์, คาซัคสถาน, อิหร่าน, บาห์เรน, ญี่ปุ่น, มาเลเซีย และไทย

ความสำเร็จสูงสุดคือ การที่มวยไทยได้รับการบรรจุเป็นชนิดกีฬาลำดับที่ 26 ในการแข่งขัน CISM World Summer Games 2027 ณ เมืองนอร์ทแคโรไลนา สหรัฐอเมริกา ซึ่งถือเป็นมหกรรมกีฬาที่ใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลกรองจากโอลิมปิก (มีสมาชิก 141 ประเทศ) นับเป็นการเปิดประตูบานแรกให้มวยไทยก้าวสู่หนึ่งในกีฬาที่บรรจุในมหกรรมกีฬาระดับโลกอย่างเต็มตัว

2. สานต่อฐานะ Motherland of MUAYTHAI จัดศึกครั้งที่ 2 ปี 2026

จากผลสำเร็จดังกล่าว CISM ได้เชิญให้ไทยเป็นเจ้าภาพต่อเนื่องในรายการ 2nd CISM Military Muaythai Challenge (2026) ในฐานะประเทศแม่ของมวยไทย:

• กำหนดการ: 1-8 กรกฎาคม 2569 ณ ศูนย์การค้าเอ็มสเฟียร์ (Emsphere)

• หน่วยงานร่วมจัด: กองทัพไทย, สมาคมส่งเสริมกีฬาทหารฯ, สมาคมกีฬามวยไทยสมัครเล่นแห่งประเทศไทยฯ ในพระราชูปถัมภ์ และสหพันธ์สมาคมมวยไทยนานาชาติ (IFMA)

• วัตถุประสงค์: พัฒนามาตรฐานมวยไทยสู่สากล ใช้ซอฟต์พาวเวอร์ทางวัฒนธรรมสร้างความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และกระตุ้นเศรษฐกิจท่องเที่ยว

• หมายเหตุ: รายการนี้ปรากฏใน CISM WORLD EVENTS CALENDAR 2026 เรียบร้อยแล้ว กำหนดส่ง Preliminary Agreement ภายใน 1 พ.ค. 69 และ Final Entry ภายใน 15 มิ.ย. 69

3. ส่งเสริมเยาวชนผ่านกิจกรรม Youth Muaythai - Stage Dance Contest 2026

สมาคมฯ เล็งเห็นความสำคัญของการสร้างรากฐานที่ยั่งยืนผ่านกลุ่มเยาวชน จึงเตรียมจัดกิจกรรม:

• กิจกรรม: การแข่งขันเต้นมวยไทยประกอบจังหวะ (Youth Muaythai - Stage Dance Contest 2026)

• วันที่: 20-21 มิถุนายน 2569 ณ ศูนย์การค้าเดอะมอลล์ ไลฟ์สโตร์ บางแค

• รุ่นการแข่งขัน: อายุ 8-12 ปี และ 13-18 ปี

• รางวัล: ชิงเงินรางวัลรวมกว่า 500,000 บาท เพื่อส่งเสริมภูมิปัญญาไทยและสร้างพื้นที่แสดงความสามารถตามข้อบังคับสมาคมฯ

ติดตามข้อมูลข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่: เพจเฟซบุ๊กสมาคมส่งเสริมกีฬาทหาร (ประเทศไทย)


“ตรีนุช” เดินหน้าสร้างอาชีพเพื่อคนไทยมีงานทำ มอบชุดเครื่องมือทำกิน กลุ่มอาชีพอิสระกว่า 70 คน

 “ตรีนุช” เดินหน้าสร้างอาชีพเพื่อคนไทยมีงานทำ มอบชุดเครื่องมือทำกิน กลุ่มอาชีพอิสระกว่า 70 คน

วันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ห้องประชุม ชั้น 6 อาคาร DSD กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน นางสาวตรีนุช เทียนทอง รมว.แรงงงาน เป็นประธานพิธีมอบเครื่องมือพื้นฐานชุดการฝึก (ชุดเครื่องมือทำกิน) ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 โดยมี นายสมาสภ์ ปัทมะสุคนธ์ อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน และผู้บริหารกระทรวงแรงงาน เข้าร่วม 

นางสาวตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เปิดเผยว่า การส่งเสริมให้คนไทยมีงานทำเป็นนโยบายและภารกิจหลักของกระทรวงแรงงาน ที่ต้องการให้คนไทยมีอาชีพ มีรายได้ อันจะเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ ลดความเหลื่อมล้ำ สร้างโอกาส และลดการเกิดปัญหาสังคมอื่น ๆ ลงได้มาก ซึ่งการทำงานท่ามกลางบริบทที่เปลี่ยนแปลง แรงงานไทยจำเป็นต้องได้รับการยกระดับทักษะใหม่ ๆ (Upskill) เพิ่มและพัฒนาทักษะ (Reskill)ให้เท่าทันกับการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีและการมีรายได้หรือค่าจ้างที่เหมาะสม 


รมว.แรงงาน กล่าวว่า ได้มอบหมายให้กรมพัฒนาฝีมือแรงงานไปดำเนินการส่งเสริมและพัฒนาความรู้ความสามารถในการประกอบอาชีพของแรงงานไทย รวมทั้งพัฒนาฝีมือแรงงาน เพิ่มศักยภาพของกำลังแรงงานให้ได้มาตรฐานในระดับสากล  ทั้งในเชิงปริมาณและคุณภาพ โดยให้ความสำคัญกับผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ แรงงานนอกระบบ แรงงานอิสระ ผู้รับจ้างทั่วไป ผู้ประกอบอาชีพอิสระ ให้มีทักษะความรู้ในสาขาอาชีพที่จะเข้ารับการฝึกอบรม โดยหลังจากสำเร็จการฝึกอบรม ผู้เข้าอบรมทุกคนจะได้รับมอบชุดเครื่องมือการประกอบอาชีพที่สอดคล้องกับหลักสูตรที่ฝึกเพื่อให้สามารถประกอบอาชีพอิสระได้ 



ขอแสดงความยินดีกับผู้ผ่านการฝึกอบรมเพิ่มทักษะที่ได้รับมอบเครื่องมือทำกินไปใช้ในการประกอบอาชีพทุกคน และหวังว่า เครื่องมือทำกินที่ได้รับไปในวันนี้ จะช่วยสร้างโอกาส สร้างรายได้ที่เหมาะสมให้กับครอบครัวของทุกท่านต่อไป” นางสาวตรีนุช กล่าว 


ด้านนายสมาสภ์ ปัทมะสุคนธ์ อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน กล่าวเพิ่มเติมว่า สถาบันพัฒนาฝีมือแรงงาน 13 กรุงเทพมหานคร ได้รับจัดสรรเป้าหมายให้ดำเนินการโครงการเพิ่มทักษะแรงงานอิสระและกลุ่มเป้าหมายเฉพาะเพื่อเพิ่มโอกาสในการประกอบอาชีพ กิจกรรม พัฒนาทักษะแรงงานนอกระบบให้สอดคล้อง กับความสามารถเฉพาะบุคคลเพื่อการประกอบอาชีพ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569  เป้าหมาย 1,000 คน โดยเมื่อผ่านการอบรมแล้ว จะได้รับการสนับสนุนชุดเครื่องมือทำมาหากิน มูลค่า 4,000 บาทต่อคน เพื่อเป็นเครื่องมือในการสร้างโอกาสในการประกอบอาชีพ ซึ่งกรมพัฒนาฝีมือแรงงานได้จัดการฝึกอบรมไปแล้ว จำนวน 9 รุ่น รวม 180 คน ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2568 ถึง เดือน มกราคม 2569 โดยในวันนี้เป็นการมอบชุดเครื่องมือทำมาหากิน ให้แก่ผู้ผ่านการอบรม จำนวน 5 รุ่น รวมทั้งสิ้น 74 คน ในหลักสูตร การทำขนมเบเกอรี่มืออาชีพและหลักสูตร การประกอบอาหารสตรีทฟู้ด โดยชุดเครื่องมือที่มอบให้ ประกอบด้วย เตาอบไฟฟ้า เครื่องผสมอาหาร ชุดเตาแก๊สแรงดันสูงพร้อมอุปกรณ์ เตาปิ้งย่างแบบแก๊สพร้อมอุปกรณ์ หม้อทอดไร้น้ำมันไฟฟ้า ซึ่งผู้ผ่านการอบรมจะได้นำไปใช้ในการประกอบอาชีพต่อไป

วันพฤหัสบดีที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569

สพพ. เข้าเยี่ยมคารวะเอกอัครราชทูต ณ เวียงจันทน์

 สพพ. เข้าเยี่ยมคารวะเอกอัครราชทูต ณ เวียงจันทน์

เมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2569 นายพีรเมศร์ วุฒิธรเนติรักษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานความร่วมมือพัฒนาเศรษฐกิจกับประเทศเพื่อนบ้าน (องค์การมหาชน) (สพพ.) พร้อมด้วยนายกีรติ เวฬุวัน รองผู้อำนวยการ และคณะผู้แทน ได้เข้าเยี่ยมคารวะนางครองขนิษฐ รักษ์เจริญ เอกอัครราชทูต ณ เวียงจันทน์ ในโอกาสเข้ารับตำแหน่ง และรายงานการดำเนินความร่วมมือเพื่อการพัฒนาของ สพพ. กับ สปป.ลาว ตลอดจนรายงานสถานะการดำเนินโครงการที่อยู่ระหว่างดำเนินการ และแจ้งแนวทางยุทธศาสตร์ความร่วมมือของ สพพ. กับ สปป.ลาว ในอนาคต ณ สถานเอกอัครราชทูต ณ เวียงจันทน์ นครหลวงเวียงจันทน์ สปป.ลาว

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ร่วมวางพวงมาลาถวายราชสักการะ และเป็นเจ้าภาพพระพิธีธรรมสวดพระอภิธรรมพระบรมศพสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง

  มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ร่วมวางพวงมาลาถวายราชสักการะ และเป็นเจ้าภาพพระพิธีธรรมสวดพระอภิธรรมพระบรมศพสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พร...