วันจันทร์ที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2569

สภาทนายความ แต่งตั้ง พ.ต.อ.ไพโรจน์ นาเมืองรักษ์เป็นที่ปรึกษานายกสภาทนายความ ประจำปี 2568-2571

 สภาทนายความ แต่งตั้ง พ.ต.อ.ไพโรจน์ นาเมืองรักษ์เป็นที่ปรึกษานายกสภาทนายความ ประจำปี 2568-2571



คำสั่งสภาทนายความที่ 478/2568 เรื่อง แต่งตั้งที่ปรึกษานายกสภาทนายความ ปี พ.ศ.2568-2569 อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 27 (3) แห่งพระราชบัญญัติทนายความ พ.ศ.2528 และ ข้อ 5 แห่งข้อบังคับสภาทนายความ ว่าด้วยการแบ่งส่วนงานของสภาทนายความและอำนาจหน้าที่ของกรรมการ สภาทนายความ พ.ศ.2556 โดยความเห็นชอบของคณะกรรมการสภาทนายความในการประชุมครั้งที่ 4/2568 เมื่อวันศุกร์ที่ 26 กันยายน 2568 นายกสภาทนายความ แต่งตั้งที่ปรึกษานายกสภาทนายความ ปี พ.ศ.2568-2571 ดังนี้ พ.ต.อ.ไพโรจน์ นาเมืองรักษ์

ที่ปรึกษานายกสภาทนายความ

ให้ที่ปรึกษานายกสภาทนายความ มีอำนาจหน้าที่ โดยให้เป็นไปตามนโยบายของคณะกรรมการ

สภายทนายความ คำสั่ง ระเบียบ ข้อบังคับของสภาทนายความภายในขอบเขตแห่งอำนาจตามที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติทนายความ พ.ศ.2568


ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 29 ตุลาคม พ.ศ.2568 เป็นต้นไป สั่ง ณ วันที่ 29 ตุลาคม พ.ศ.2568


(ธนพล คงเจี้ยง)

นายกสภาทนายความ

นายกองตรี ดร.

สพพ. ประชุมหารือกับกระทรวงการคลังแห่งภูฏาน ณ เมืองซามาร์คันด์ สาธารณรัฐอุซเบกิสถาน

 สพพ. ประชุมหารือกับกระทรวงการคลังแห่งภูฏาน ณ เมืองซามาร์คันด์ สาธารณรัฐอุซเบกิสถาน

เมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 2569 สำนักงานความร่วมมือพัฒนาเศรษฐกิจกับประเทศเพื่อนบ้าน (องค์การมหาชน) (สพพ.) นำโดย พันเอก ศรัณยู วิริยเวชกุล รองผู้อำนวยการ รักษาการแทนผู้อำนวยการ สพพ. และนายระพิพิษณ์ พรหมนารท ผู้อำนวยการสำนักนโยบายและแผน ประชุมหารือกับ H.E. Lyonpo Lekey Dorji รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังแห่งราชอาณาจักรภูฏาน (ภูฏาน) พร้อมเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ในห้วงการประชุมประจำปีของสภาผู้ว่าการธนาคารพัฒนาเอเชีย ครั้งที่ 59 (59th Annual Meeting of Asian Development Bank) ณ เมืองซามาร์คันด์ สาธารณรัฐอุซเบกิสถาน 


ในการนี้ ทั้งสองฝ่ายได้หารือถึงแนวทางการส่งเสริมความร่วมมือด้านการพัฒนาในสาขาที่มีศักยภาพร่วมกัน โดยเฉพาะด้านพลังงานสะอาด โครงสร้างพื้นฐาน และการพัฒนาอย่างยั่งยืน พร้อมแลกเปลี่ยนข้อมูลเกี่ยวกับแนวทางความร่วมมือทางการเงินและทางวิชาการ ตลอดจนกระบวนการดำเนินโครงการภายใต้กฎระเบียบที่เกี่ยวข้องของทั้งสองประเทศ นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายยังได้หารือถึงโอกาสในการขยายความร่วมมือในอนาคต และเห็นพ้องที่จะประสานงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิดต่อไป เพื่อผลักดันความร่วมมือที่เป็นรูปธรรมและเกิดประโยชน์ร่วมกันในระยะยาว

DE Fund ต่อยอดภารกิจ "คลินิกกองทุน" สู่สุราษฎร์ธานี หนุนศักยภาพดิจิทัลภาคใต้

 DE Fund ต่อยอดภารกิจ "คลินิกกองทุน" สู่สุราษฎร์ธานี หนุนศักยภาพดิจิทัลภาคใต้

กองทุนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (DE Fund) ขับเคลื่อนภารกิจเชิงรุกลงสู่ภูมิภาคอย่างต่อเนื่อง จัดกิจกรรม “DE Fund Clinic” หรือ “คลินิกกองทุน” ณ โรงแรม S22 จังหวัดสุราษฎร์ธานี เพื่อเปิดพื้นที่สร้างความเข้าใจและต่อยอดแนวคิดโครงการด้านดิจิทัลในพื้นที่ภาคใต้ ซึ่งนับเป็นอีกหนึ่งภูมิภาคที่มีศักยภาพสูงในการพัฒนาและประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในหลากหลายมิติ

นายสมบูรณ์ เมฆไพบูลย์วัฒนา ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านการบริหารเทคโนโลยีดิจิทัลและการสื่อสาร กล่าวเปิดกิจกรรมว่า “เทคโนโลยีดิจิทัลได้กลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศในทุกมิติ ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และคุณภาพชีวิตของประชาชน กองทุนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมจึงมีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนโครงการที่สร้างประโยชน์ต่อส่วนรวม และสามารถต่อยอดสู่การใช้งานได้จริงในระดับพื้นที่ โดยเฉพาะในภาคใต้ ซึ่งมีความพร้อมทั้งด้านทรัพยากร บุคลากร และโอกาสในการพัฒนานวัตกรรมจากฐานชุมชน ที่สามารถต่อยอดไปสู่การสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจได้อย่างเป็นรูปธรรม กองทุนดีอี มุ่งยกระดับบทบาทสู่การเป็น กองทุนของทุกคน ที่เข้าถึงได้ โปร่งใส และเปิดกว้างสำหรับทุกภาคส่วนในการร่วมพัฒนาโครงการที่มีผลกระทบเชิงบวกต่อประเทศ”

ด้าน ดร.วรรณศิริ พัวศิริ ผู้อำนวยการกองบริหารกองทุนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กล่าวเพิ่มเติมว่า “การจัดกิจกรรมในครั้งนี้ เป็นส่วนหนึ่งของการขยายผลการดำเนินงานเชิงพื้นที่ของกองทุนดีอี ที่มุ่งเน้นการสร้างความรู้ ความเข้าใจ และเตรียมความพร้อมให้แก่ผู้ที่มีแนวคิดพัฒนาโครงการดิจิทัลอย่างเป็นระบบ โดยผู้เข้าร่วมจะได้รับคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญอย่างใกล้ชิด ครอบคลุมตั้งแต่การพัฒนาแนวคิด การจัดทำข้อเสนอ ไปจนถึงการปรับปรุงโครงการให้สอดคล้องกับหลักเกณฑ์ของกองทุน เพื่อเพิ่มศักยภาพในการเข้าถึงแหล่งทุน และผลักดันให้เกิดการนำไปใช้จริงอย่างมีประสิทธิภาพ

นอกจากนี้ ภายในงานได้มีการถ่ายทอดมุมมองจากคณะทำงานผู้พิจารณาโครงการโดยตรง ร่วมแบ่งปันประสบการณ์ หวังยกระดับคุณภาพข้อเสนอและเพิ่มโอกาสในการได้รับการสนับสนุนทุนในปีงบประมาณ 2569 ซึ่งคณะทำงานสะท้อนตรงกันว่า โครงการที่สามารถสื่อสารการแก้ไขปัญหาได้ชัดเจนมีข้อมูลสนับสนุนที่น่าเชื่อถือ และแสดงให้เห็นแนวทางแก้ไขที่เป็นรูปธรรม อีกทั้งการเขียนที่กระชับตรงประเด็น มีรายละเอียดเพียงพอ และเชื่อมโยงเหตุผลอย่างเป็นระบบ ถือเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้โครงการมีความน่าสนใจ และอาจได้รับการพิจารณาและในกิจกรรมช่วงท้าย มีผู้สนใจขอรับคำปรึกษาในการพัฒนาข้อเสนอโครงการให้สามารถตอบโจทย์ตามความต้องการ และแก้ไขปัญหาในพื้นที่ได้อย่างตรงจุดและครอบคลุม ซึ่งผู้เข้าร่วมงานสามารถนำคำแนะนำดังกลาวกลับไปพัฒนาโครงการ เพื่อเพื่อเตรียมความพร้อมในการยื่นข้อเสนอโครงการประจำปี 2569 ของกองทุน DE ที่จะเปิดขึ้นในปีนี้

ผู้ที่สนใจสามารถติดตามรายละเอียดเกี่ยวกับการขอรับทุน และกิจกรรมของกองทุนพัฒนาดิจิทัล

เพื่อเศรษฐกิจและสังคม ได้ทางเว็บไซต์ https://defund.bde.go.th และ Facebook ของกองทุนฯ "

กว่า ๔๒ ปีแห่งการสืบสาน “สวดมนต์หมู่ฯ ทำนองสรภัญะ” พลังศรัทธาของเยาวชนไทย สู่เวทีระดับประเทศ

 กว่า ๔๒ ปีแห่งการสืบสาน “สวดมนต์หมู่ฯ ทำนองสรภัญะ” พลังศรัทธาของเยาวชนไทย สู่เวทีระดับประเทศ






การประกวดสวดมนต์หมู่สรรเสริญพระรัตนตรัย ทำนองสรภัญญะ ถือเป็นกิจกรรมสำคัญทางพระพุทธศาสนาที่ดำเนินมาอย่างต่อเนื่องยาวนานกว่า ๔๒ ปี โดยเริ่มจัดขึ้นครั้งแรกเมื่อปีพุทธศักราช ๒๕๒๗ ในงานสัปดาห์ส่งเสริมพระพุทธศาสนาเนื่องในเทศกาลวิสาขบูชา ณ วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ กรุงเทพมหานคร เพื่อชิงโล่รางวัลพระราชทานจากสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี



นายชัยพล สุขเอี่ยม อธิบดีกรมการศาสนา กล่าวว่า ปัจจุบันกรมการศาสนา กระทรวงวัฒนธรรม ร่วมกับ ภาคคณะสงฆ์ และเครือข่ายสถานศึกษาทั่วประเทศ โดยมีศูนย์ส่งเสริมศีลธรรม วัดชัยชนะสงคราม เป็นหน่วยงานหลักดำเนินการจัดการประกวดมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อส่งเสริมให้เด็กและเยาวชนได้เรียนรู้หลักธรรมทางพระพุทธศาสนา ควบคู่กับการอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมอันทรงคุณค่าของไทย ในปีพุทธศักราช ๒๕๖๙ ได้จัดการประกวดสวดมนต์หมู่สรรเสริญพระรัตนตรัย ทำนองสรภัญญะ ประเภททีม ๕ คน โดยมีการคัดเลือกตัวแทนจากระดับจังหวัดและกรุงเทพมหานครเข้าสู่การแข่งขันระดับประเทศ แบ่งออกเป็น ๔ ประเภท ได้แก่ ระดับประถมศึกษา และระดับมัธยมศึกษา/อาชีวศึกษา (ปวช.) ทั้งประเภททีมชายล้วนและทีมหญิงล้วน รวมผู้เข้าร่วมแข่งขันทั้งสิ้น ๓๑๒ ทีม กว่า ๒,๘๐๐ คน จากทั่วประเทศ จัดขึ้นระหว่างวันที่ ๘ – ๑๐ พฤษภาคม ๒๕๖๙ ณ วัดชัยชนะสงคราม เขตสัมพันธวงศ์ กรุงเทพมหานคร 


สำหรับพิธีเปิดการประกวด เมื่อวันที่ ๘ พฤษภาคม ๒๕๖๙ ในระดับมัธยมศึกษา รอบคัดเลือก สมเด็จพระพุฒาจารย์ เจ้าคณะใหญ่หนตะวันออก กรรมการมหาเถรสมาคม เจ้าอาวาสวัดไตรมิตรวิทยาราม เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ และนายชัยพล สุขเอี่ยม อธิบดีกรมการศาสนา เป็นประธานฝ่ายฆราวาส โดยสมเด็จพระพุฒาจารย์ได้ให้สัมโมทนียกถาแก่ผู้เข้าร่วมประกวด ความตอนหนึ่งว่า “...เราจะชนะหรือแพ้ อย่าไปคำนึงถึง ขอให้เราทำด้วยความเต็มใจ ดีใจ ปีติใจ ว่าเราได้มีโอกาสได้ผ่านเข้ามาในระดับประเทศ ข้อสำคัญที่สุด คือการที่เราได้มีโอกาสสวดมนต์สรรเสริญพระรัตนตรัย มีโอกาสทำการบูชาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ด้วยการปฏิบัติบูชา...”



ต่อมาเมื่อวันที่ ๙ พฤษภาคม ๒๕๖๙ ในระดับประถมศึกษา รอบคัดเลือก พระพรหมบัณฑิต กรรมการมหาเถรสมาคม เจ้าอาวาสวัดประยุรวงศาวาส เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ และนายพจนาถ ปัญญาศิลป์ รองอธิบดีกรมการศาสนา ผู้แทนอธิบดีกรมการศาสนา เป็นประธานฝ่ายฆราวาส ในพิธีเปิดการประกวด


และเมื่อวันที่ ๑๐ พฤษภาคม ๒๕๖๙ ซึ่งเป็นรอบชิงชนะเลิศ พระพรหมเสนาบดี กรรมการมหาเถรสมาคม เจ้าอาวาสวัดปทุมคงคา เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ พร้อมมอบโล่รางวัลและเกียรติบัตรแก่ผู้ได้รับรางวัล และนายธนพล พรมสุวงษ์ ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาคุณธรรมจริยธรรม ผู้แทนอธิบดีกรมการศาสนา เป็นประธานฝ่ายฆราวาส  พร้อมด้วยคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ คณะครู อาจารย์ นักเรียน และเจ้าหน้าที่กรมการศาสนา เข้าร่วมพิธีอย่างพร้อมเพรียง




สำหรับผลการประกวดระดับประเทศ ประจำปี ๒๕๖๙ มีดังนี้ 

ระดับประถมศึกษา ประเภททีมชายล้วน

รางวัลชนะเลิศ ได้แก่ โรงเรียนวัดใหญ่บ้านบ่อ (บ้านบ่อราษฎรบำรุง) จังหวัดสมุทรสาคร

รางวัลรองชนะเลิศอันดับ ๑ ได้แก่ โรงเรียนอนุบาลทองผาภูมิ จังหวัดกาญจนบุรี

รางวัลรองชนะเลิศอันดับ ๒ ได้แก่ โรงเรียนมูลนิธิวัดศรีอุบลรัตนาราม ในพระอุปถัมภ์สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี จังหวัดอุบลราชธานี


ระดับประถมศึกษา ประเภททีมหญิงล้วน

รางวัลชนะเลิศ ได้แก่ โรงเรียนอนุบาลเมืองใหม่ชลบุรี จังหวัดชลบุรี

รางวัลรองชนะเลิศอันดับ ๑ ได้แก่ โรงเรียนบ้านเขาช่องลม จังหวัดระยอง

รางวัลรองชนะเลิศอันดับ ๒ ได้แก่ โรงเรียนบ้านเวียงแก้ว จังหวัดขอนแก่น 


ระดับมัธยมศึกษา/อาชีวศึกษา (ปวช.) ประเภททีมชายล้วน

รางวัลชนะเลิศ ได้แก่ โรงเรียนเรณูนครวิทยานุกูล จังหวัดนครพนม

รางวัลรองชนะเลิศอันดับ ๑ ได้แก่ โรงเรียนสิเกาประชาผดุงวิทย์ จังหวัดตรัง

รางวัลรองชนะเลิศอันดับ ๒ ได้แก่ โรงเรียนศรีมหาโพธิ จังหวัดปราจีนบุรี


ระดับมัธยมศึกษา/อาชีวศึกษา (ปวช.) ประเภททีมหญิงล้วน

รางวัลชนะเลิศ ได้แก่ โรงเรียนศรีกระนวนวิทยาคม จังหวัดขอนแก่น

รางวัลรองชนะเลิศอันดับ ๑ ได้แก่ โรงเรียนชลกันยานุกูล จังหวัดชลบุรี

รางวัลรองชนะเลิศอันดับ ๒ ได้แก่ โรงเรียนเมตตาวิทยา จังหวัดเพชรบูรณ์

  

อธิบดีกรมการศาสนา กล่าวเพิ่มเติมว่า เวทีแห่งนี้มิใช่เพียงการแข่งขัน หากแต่เป็นพื้นที่แห่งการสืบทอดศรัทธา คุณธรรม และอัตลักษณ์ความเป็นไทยจากรุ่นสู่รุ่น เสียงสวดสรภัญญะที่ดังกังวานจากเยาวชนทั่วประเทศ ไม่เพียงสะท้อนความสามารถ หากยังสะท้อนพลังแห่งศรัทธาและความภาคภูมิใจในรากเหง้าวัฒนธรรมไทย ที่ร่วมกันสืบสานมรดกทางพระพุทธศาสนาและศิลปวัฒนธรรมอันทรงคุณค่า พร้อมส่งต่อเจตนารมณ์แห่งความดีงามสู่รุ่นน้อง เพื่อเป็นแบบอย่างของการใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ และร่วมสร้างสรรค์สังคมด้วยพลังแห่งคุณธรรม


ทั้งนี้ การสวดมนต์หมู่สรรเสริญพระรัตนตรัย ทำนองสรภัญญะ นอกจากเป็นการอนุรักษ์และสืบสานศิลปวัฒนธรรมทางพระพุทธศาสนาแล้ว ยังเป็นกิจกรรมสำคัญในการปลูกฝังคุณธรรม จริยธรรม และจิตสำนึกอันดีงามแก่เด็กและเยาวชน อันเป็นรากฐานสำคัญของการสร้างสังคมแห่งความดี และการสืบทอดคุณค่าพระพุทธศาสนาและวัฒนธรรมไทยให้ดำรงคงอยู่คู่สังคมไทยอย่างยั่งยืนสืบไป ///

วันอาทิตย์ที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2569

ศ.เอนก กล่าวปาฐกถาพิเศษ ในการอบรมหลักสูตร RUSH ระยะที่ 2 นำร่องภาคเหนือ ณ มหาวิทยาลัยราชภัฏพิบูลสงคราม จ.พิษณุโลก มุ่งยกระดับงานวิจัยมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์สู่การใช้ประโยชน์จริง

 ศ.เอนก กล่าวปาฐกถาพิเศษ ในการอบรมหลักสูตร RUSH ระยะที่ 2 นำร่องภาคเหนือ ณ มหาวิทยาลัยราชภัฏพิบูลสงคราม จ.พิษณุโลก มุ่งยกระดับงานวิจัยมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์สู่การใช้ประโยชน์จริง

พิษณุโลก – สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) สนับสนุนโครงการการพัฒนาหลักสูตรเสริมศักยภาพและจรรยาบรรณด้านการวิจัยในสาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ นำโดย รศ. ดร.สุนิดา อรุณพิพัฒน์ จากคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในฐานะหัวหน้าโครงการ เดินหน้าสานต่อความสำเร็จด้วยการจัดการอบรม หลักสูตร RUSH ระยะที่ 2 (The Research Utilizations Program for Social Sciences and Humanities Phase II) ขึ้นอย่างเป็นทางการ ระหว่างวันที่ 6-8 พฤษภาคม 2569 ณ ห้องปางอุบล โรงแรมวังจันทน์ ริเวอร์วิว จังหวัดพิษณุโลก โดยในงานครั้งนี้จัดขึ้นเป็นครั้งแรกของภูมิภาค และเป็นครั้งที่ 2 ต่อจากส่วนกลางในกรุงเทพฯ

หลักสูตร RUSH นับเป็น "หลักสูตรริเริ่มของไทย" ที่มีเป้าหมายสำคัญในการผลักดันและต่อยอดงานวิจัยเบื้องต้นในสาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ ให้กลายเป็นงานวิจัยที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้จริงในมิติต่างๆ ทั้งด้านนโยบาย ชุมชน และพาณิชย์

 การจัดการอบรมที่จังหวัดพิษณุโลกในครั้งนี้ ถือเป็นกิจกรรมนำร่องในส่วนภูมิภาค เพื่อยกระดับและขยายผลให้เหมาะสมกับบริบทเชิงพื้นที่ โดยมุ่งหวังให้เกิด กลไก Dialogue ที่จะสร้างเครือข่ายเชื่อมโยงระหว่างนักวิจัยระดับปรมาจารย์ นักวิจัยที่พร้อมต่อยอด และผู้ใช้ประโยชน์เข้าด้วยกัน

สำหรับพิธีเปิดงานในวันที่ 6 พฤษภาคม 2569 ได้รับเกียรติจาก นางสาวสตตกมล เกียรติพานิช ผู้อำนวยการกองบริหารทุนวิจัยและนวัตกรรม 2 สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) เป็นประธานกล่าวเปิดงาน พร้อมด้วย ผศ. ดร.ธนสาร เพ็งพุ่ม คณบดีคณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏพิบูลสงคราม ให้เกียรติกล่าวต้อนรับผู้เข้าร่วมอบรม

นอกจากนี้ ภายในงานยังมีไฮไลต์สำคัญคือการกล่าวปาฐกถาพิเศษโดย ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ที่มาร่วมเปิดมุมมองและวิสัยทัศน์เพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้กับนักวิจัย

 โดยท่านได้ฝากวาทะสำคัญในการพลิกโฉมวงการวิจัยไทยไว้ว่า:

"ผมอยากจะให้คนไทยทั้งประเทศเป็นนักวิจัย เป็น Researching Nation คือทุกคนไม่ว่าทำอาชีพอะไรรีเสิร์ชหมด... เราต้องฝึกคิดถอยหลัง คือคิดว่ามันมีโอกาสอะไรให้แก่ประเทศชาติ มันมีชัยชนะอะไรรออยู่เบื้องหน้าสำหรับประเทศชาติ... แล้วมาทำถอยหลังว่าเราจะสร้างศาสตร์ สร้างวิชาการบางอย่าง"


พร้อมกันนี้ ท่านยังได้เน้นย้ำถึงการเปลี่ยนกรอบความคิดของนักวิจัย จากการมุ่งเน้นแต่ปัญหา สู่การมองหาโอกาสเพื่อพัฒนาความสำเร็จว่า:

"ต้องปรุงแต่งให้เห็นความสำเร็จ เห็นโอกาส แทนที่จะไปปรุงแต่งให้เห็นเป็นปัญหา... ผมเห็นชีวิตเป็นโอกาสเสมอ และผมรู้ว่ามันมีปัญหา แต่ผมไม่มองปัญหา ผมคิดเป็นโอกาส"ดร.เอนก กล่าว


สำหรับการอบรมหลักสูตร RUSH ระยะที่ 2 มีกำหนดจัดการอบรมทั้งในกรุงเทพมหานครและในส่วนภูมิภาค รวมทั้งสิ้น 4 ครั้ง โดยการอบรมในครั้งนี้ถือเป็นการจัดขึ้นเป็นครั้งที่ 2

ตลอดระยะเวลาการอบรม ผู้เข้าร่วมจะได้เรียนรู้และฝึกปฏิบัติอย่างเข้มข้นผ่านโมดูลสำคัญต่างๆ จากผู้เชี่ยวชาญระดับประเทศ ได้แก่ การประยุกต์ใช้และจริยธรรมการวิจัย, การพัฒนาโจทย์และไอเดียด้วยเครื่องมือสมัยใหม่, การพัฒนาการนำงานวิจัยไปใช้ประโยชน์, การประเมินผลลัพธ์และผลกระทบทางสังคม และการสื่อสารงานวิจัยเพื่อสร้างผลกระทบ

เป้าหมายสูงสุดของการอบรมในครั้งนี้ คือการให้ผู้เข้าร่วมสามารถ พัฒนาข้อเสนอโครงการวิจัยที่ตอบโจทย์ 7 กลุ่มเรื่องสำคัญของ วช. ได้แก่ กลุ่มเรื่องพัฒนาสังคมคุณธรรม, เสริมสร้างธรรมาภิบาลและแก้ไขปัญหาคอร์รัปชัน, สังคมไทยไร้ความรุนแรง, ความปลอดภัยทางถนน, มนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์, สร้างสรรค์วิชาการงานศิลป์ และการพัฒนาต่อยอดผลงานด้านศิลปกรรม

ทั้งนี้ หลังจากเสร็จสิ้นการอบรมแบบ On-site ผู้เข้าร่วมอบรมจะได้รับเวลาอีก 1 เดือนในการพัฒนาข้อเสนอโครงการ โดยมีทีมโค้ชผู้เชี่ยวชาญให้คำปรึกษาและติดตามอย่างใกล้ชิดก่อนจะก้าวเข้าสู่รอบ "PitchPro" เพื่อนำเสนอข้อเสนอโครงการฉบับสมบูรณ์ในเดือนกรกฎาคม 2569 ซึ่งคาดว่าจะเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญในการสร้างสรรค์ผลงานวิจัยที่ตอบสนองความต้องการและร่วมพัฒนาประเทศไทยได้อย่างเป็นรูปธรรมต่อไป




กรมวิทยาศาสตร์บริการ (วศ.) มอบใบรับรองคุณภาพผลิตภัณฑ์ เสริมศักยภาพผู้ประกอบการภาคเหนือ ดัน “มาตรฐานและการรับรอง” เป็นลมใต้ปีกนวัตกรรมไทยสู่เชิงพาณิชย์

 กรมวิทยาศาสตร์บริการ (วศ.) มอบใบรับรองคุณภาพผลิตภัณฑ์ เสริมศักยภาพผู้ประกอบการภาคเหนือ ดัน “มาตรฐานและการรับรอง” เป็นลมใต้ปีกนวัตกรรมไทยสู่เชิงพาณิชย์

     

      วันที่ 8 พฤษภาคม 2569 กรมวิทยาศาสตร์บริการ (วศ.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เดินหน้าส่งเสริมและยกระดับศักยภาพผู้ประกอบการไทย ผ่านการรับรองคุณภาพผลิตภัณฑ์ เพื่อเติมเต็มช่องว่างของสินค้าที่แม้มีจุดเด่นด้านการออกแบบและอัตลักษณ์เฉพาะตัว แต่ยังขาดมาตรฐานหรือข้อกำหนดรองรับ ส่งผลต่อความน่าเชื่อถือและโอกาสในการแข่งขันทางการตลาด

     ในปีงบประมาณ 2569 (ตุลาคม 2568 – เมษายน 2569) มีผู้ประกอบการในพื้นที่ภาคเหนือตอนบนได้รับการรับรองคุณภาพแล้ว จำนวน 6 ราย รวม 27 โมเดลผลิตภัณฑ์ ครอบคลุม 2 กลุ่มผลิตภัณฑ์ ได้แก่

• ผลิตภัณฑ์หัตถอุตสาหกรรม ประเภทภาชนะเซรามิกที่ใช้กับอาหาร

• ผลิตภัณฑ์วัสดุสัมผัสอาหารจากธรรมชาติ ประเภทกาบหมาก



        ทั้งนี้ นางพจมาน ท่าจีน รองอธิบดี รักษาราชการแทนอธิบดีกรมวิทยาศาสตร์บริการ เป็นผู้มอบใบรับรองให้แก่ผู้ประกอบการ จำนวน 4 สถานประกอบการ ได้แก่


1. ห้างหุ้นส่วนจำกัด เชียงใหม่เซลาดอน (2015) จังหวัดเชียงใหม่

2. ห้างหุ้นส่วนจำกัด ณ นว อินเตอร์เนชั่นแนล จังหวัดเชียงใหม่

3. วิสาหกิจชุมชนเฮือนปฏิมาเซรามิค จังหวัดพะเยา

4. วิสาหกิจชุมชนผลิตจานกาบหมากและวัสดุธรรมชาติห้างฉัตร จังหวัดลำปาง

    

      เป็นการตอกย้ำบทบาทของ วศ. ในการผลักดันผลิตภัณฑ์ไทย “จากของดีท้องถิ่น สู่สินค้าที่ได้รับการรับรองอย่างน่าเชื่อถือ” เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และขยายโอกาสทางการตลาดอย่างยั่งยืนในอนาคต และพร้อมมุ่งพัฒนาระบบการรับรองคุณภาพที่สอดคล้องกับลักษณะเฉพาะของผลิตภัณฑ์ ควบคู่กับกระบวนการตรวจสอบทางวิทยาศาสตร์ เพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถยืนยันคุณภาพสินค้าได้อย่างชัดเจน เพิ่มความเชื่อมั่นแก่ผู้บริโภคและคู่ค้า ตลอดจนลดข้อจำกัดในการเข้าสู่ตลาดเชิงพาณิชย์


#กระทรวงการอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์วิจัยและนวัตกรรม #MHESI #กระทรวงอว #อว #วิจัยและนวัตกรรม #อุดมศึกษา #มาตรฐานผลิตภัณฑ์

‘จุลพันธ์’ แท็กทีม ก.แรงงาน ลุยฮ่องกง หนุนเชฟไทยมาตรฐานสากล ดันครัวไทยสู่ครัวโลก

  ‘จุลพันธ์’ แท็กทีม ก.แรงงาน ลุยฮ่องกง หนุนเชฟไทยมาตรฐานสากล ดันครัวไทยสู่ครัวโลก

วันที่ 10 พฤษภาคม 2569  เวลา 14.00 น. ตามเวลาท้องถิ่นเขตบริหารพิเศษมาเก๊า  นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เป็นประธานในพิธีปิดการทดสอบมาตรฐานฝีมือแรงงานแห่งชาติ สาขาผู้ประกอบอาหารไทย ระดับ 1 โครงการส่งเสริมศักยภาพมาตรฐานฝีมือแรงงานไทยในต่างประเทศ พร้อมมอบหนังสือรับรองแก่ผู้ผ่านการทดสอบ และมอบเครื่องหมายรับรองที่แสดงให้เห็นว่าเป็นผู้ประกอบกิจการ ซึ่งจ้างงานผู้ผ่านการทดสอบมาตรฐานฝีมือแรงงานแห่งชาติ โดยมีพันตำรวจโท วรรณพงษ์ คชรักษ์ ปลัดกระทรวงแรงงาน นายสมาสภ์ ปัทมะสุคนธ์ อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน นายสมชาติ  สุภารี รองอธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน ผู้บริหารกระทรวงแรงงาน คณะผู้ทดสอบ ผู้เข้าร่วมโครงการ และแขกผู้มีเกียรติร่วมในพิธี  ณ ร้าน Siam Garden Thai Restaurant เขตบริหารพิเศษฮ่องกงแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน 


นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เปิดเผยว่า รัฐบาลให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการยกระดับ “อาหารไทย” อย่างยั่งยืน โดยมุ่งเน้นการพัฒนามาตรฐาน คุณภาพ และความปลอดภัยทางอาหาร เพื่อให้สามารถแข่งขันได้ในระดับสากล พร้อมแสดงความยินดีกับผู้ผ่านการทดสอบมาตรฐานฝีมือแรงงานแห่งชาติทุกคน ซึ่งถือเป็นผู้มีศักยภาพและความมุ่งมั่นในการพัฒนาทักษะวิชาชีพอย่างต่อเนื่อง โดยอาหารไทยไม่ได้เป็นเพียงอาหาร แต่ยังสะท้อนอัตลักษณ์ วัฒนธรรม และภูมิปัญญาของคนไทย อีกทั้งยังเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ ทั้งด้านธุรกิจร้านอาหาร การท่องเที่ยวเชิงอาหาร และการส่งออกอาหารไทยสู่ตลาดโลก ซึ่งเครื่องหมายรับรองที่แสดงให้เห็นว่าเป็นผู้ประกอบกิจการ ซึ่งจ้างงานผู้ผ่านการทดสอบมาตรฐานฝีมือแรงงานแห่งชาตินั้น เป็นการการันตีว่าสถานประกอบกิจการที่ได้รับการรับรอง มีการให้บริการอาหารไทยที่ได้มาตรฐานและคงเอกลักษณ์ความเป็นไทยไว้อย่างแท้จริง อันเป็นส่วนสำคัญในการยกระดับภาพลักษณ์ธุรกิจไทยในต่างประเทศ

ด้านนายสมาสภ์ ปัทมะสุคนธ์ อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน กล่าวเสริมว่า การทดสอบมาตรฐานฝีมือแรงงานแห่งชาติ สาขาผู้ประกอบอาหารไทย ระดับ 1 เป็นความร่วมมือระหว่างกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน กระทรวงแรงงาน และสำนักงานแรงงาน ณ เมืองฮ่องกง โดยดำเนินการทดสอบระหว่างวันที่ 7–9 พฤษภาคม 2569 มีผู้เข้ารับการทดสอบจำนวน 15 คน และผ่านการทดสอบทั้งสิ้น 15 คน การทดสอบมาตรฐานฝีมือแรงงานแห่งชาติ เป็นกระบวนการประเมินฝีมือ ความรู้ ความสามารถ และทัศนคติในการทำงานของผู้ประกอบอาชีพ ตามเกณฑ์มาตรฐานฝีมือแรงงานแห่งชาติ ซึ่งประกอบด้วยภาคความรู้และภาคปฏิบัติ เพื่อการันตีว่าแรงงานไทยที่ผ่านการทดสอบมีศักยภาพ ทักษะฝีมือที่ถูกต้องตามหลักวิชาการ มีความปลอดภัย และสามารถให้บริการได้ในระดับสากล โดยผู้ผ่านการทดสอบจะได้รับหนังสือรับรองจากกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน เพื่อใช้ยืนยันมาตรฐานวิชาชีพของตนเอง




ทั้งนี้ กรมพัฒนาฝีมือแรงงานยังได้ขับเคลื่อนนโยบายส่งเสริมผู้ประกอบกิจการที่ให้ความสำคัญกับมาตรฐานแรงงาน ผ่านการมอบ “เครื่องหมายรับรองที่แสดงให้เห็นว่าเป็นผู้ประกอบกิจการ ซึ่งจ้างงานผู้ผ่านการทดสอบมาตรฐานฝีมือแรงงานแห่งชาติ” เพื่อเป็นสัญลักษณ์แห่งคุณภาพและความน่าเชื่อถือของสถานประกอบกิจการในการให้บริการอาหารไทยที่ได้มาตรฐานระดับสากล อันเป็นการสนับสนุนนโยบาย “ครัวไทยสู่ครัวโลก” ของรัฐบาลให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรมต่อไป สำหรับแรงงานไทย หรือสถานประกอบกิจการที่สนใจต้องการทดสอบมาตรฐานฝีมือแรงงาน สามารถติดต่อสอบถามได้ที่ กลุ่มงานส่งเสริมการทดสอบมาตรฐานฝีมือแรงงาน กองพัฒนามาตรฐานและทดสอบฝีมือแรงงาน โทร 0 2245 4837 หรือเฟซบุ๊ก https://www.facebook.com/share/1CUpC5qdsU/?mibextid=wwXIfr  อธิบดีสมาสภ์ กล่าวทิ้งท้าย

สภาทนายความ แต่งตั้ง พ.ต.อ.ไพโรจน์ นาเมืองรักษ์เป็นที่ปรึกษานายกสภาทนายความ ประจำปี 2568-2571

  สภาทนายความ แต่งตั้ง พ.ต.อ.ไพโรจน์ นาเมืองรักษ์เป็นที่ปรึกษานายกสภาทนายความ ประจำปี 2568-2571 คำสั่งสภาทนายความที่ 478/2568 เรื่อง แต่งตั้...