วันอาทิตย์ที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2569

ศน.เปิดโลก Mindful Kids ชวนครอบครัวปลูกเมล็ดพันธุ์แห่งสติ​ ผ่านกิจกรรม “ธรรมะฟันน้ำนม” ณ ทรู ดิจิทัล พาร์ค

 ศน.เปิดโลก Mindful Kids ชวนครอบครัวปลูกเมล็ดพันธุ์แห่งสติ​ ผ่านกิจกรรม “ธรรมะฟันน้ำนม” ณ ทรู ดิจิทัล พาร์ค




เมื่อวันที่ 28 มิถุนายน 2569 ณ True Digital Park (ฝั่ง West) เขตพระโขนง กรุงเทพมหานคร นายชัยพล สุขเอี่ยม อธิบดีกรมการศาสนา เป็นประธานเปิดกิจกรรม “ธรรมะฟันน้ำนม” ภายใต้โครงการส่งเสริมคุณธรรมจริยธรรมเพื่อคนทั้งมวล ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 พร้อมด้วยนายธาดา เศวตศิลา ที่ปรึกษาประธานกรรมการบริหาร บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน), คณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการส่งเสริมคุณธรรมแห่งชาติ ดร.อันธิกา ภูวภิรมย์ขวัญ ผู้อำนวยการโรงเรียนอนุบาลช้างเผือก นางสาวธนันรดา ธนานาถ (คุณครูพี่แอม) ผู้แทนมูลนิธิโนอิ้งบุดด้า คณะผู้บริหาร ข้าราชการและเจ้าหน้าที่กรมการศาสนา เด็กปฐมวัยพร้อมผู้ปกครองจำนวน 100 ครอบครัวเข้าร่วมกิจกรรมอย่างพร้อมเพรียง




นายชัยพล สุขเอี่ยม อธิบดีกรมการศาสนากล่าวว่า กรมการศาสนา ในฐานะหน่วยงานหลักในการส่งเสริมคุณธรรมจริยธรรม และการนำหลักธรรมทางศาสนามาประยุกต์ใช้ในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน ได้ให้ความสำคัญกับการปลูกฝังคุณธรรมจริยธรรมแก่เด็กปฐมวัย ซึ่งเป็นช่วงวัยสำคัญของการวางรากฐานด้านความคิด อารมณ์ และพฤติกรรม จึงได้ร่วมกับบริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) และ สถาบัน Minddrive Institute จัดกิจกรรม “ธรรมะฟันน้ำนม” ขึ้น เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ผ่านหลักสูตร ขับเคลื่อนชีวิตด้วยพลังสติ (Minddrive) ที่บูรณาการศาสตร์ด้านจิตวิทยาการเรียนรู้ ศิลปะธรรมชาติ และหลักศีลธรรมอันดีงาม มุ่งเน้นให้เด็กเรียนรู้จากประสบการณ์ตรง ผ่านกิจกรรมสร้างสรรค์ และการลงมือปฏิบัติในชีวิตประจำวัน เพื่อให้เกิดการซึมซับคุณธรรมอย่างเป็นธรรมชาติ และสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการดำเนินชีวิตร่วมกับครอบครัว โรงเรียน และสังคมได้อย่างเหมาะสม



เด็กและผู้ปกครองได้ร่วมกิจกรรมฐานการเรียนรู้ทั้งในรูปแบบ Indoor และ Outdoor ซึ่งออกแบบให้เหมาะสมกับเด็กปฐมวัยและครอบครัว โดยทีมวิทยากรจากสถาบัน Minddrive Institute เริ่มต้นด้วยการเปิดประสบการณ์แห่งสติผ่านบทเพลง “PEACEFUL STEP” พร้อมฝึกอานาปาณสติ เพื่อเตรียมความพร้อมทั้งด้านร่างกายและจิตใจก่อนเข้าสู่กิจกรรมต่าง ๆ อาทิ การสร้างสรรค์ผลงาน “มันดาลาธรรมชาติ” จากวัสดุธรรมชาติ ควบคู่กับกระบวนการ Silent Time และ Deep Listening เพื่อเสริมสร้างสมาธิ ความตั้งใจ และการรับฟัง




นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรมที่ส่งเสริมการเรียนรู้ด้านสติ การทำงานร่วมกัน และการสื่อสาร อาทิ The Mindfulness Journey, The Messenger of Peace, The Silent Tower และกิจกรรม “เพื่อนรักนักเดินทาง” ที่เปิดโอกาสให้เด็ก ๆ ได้เรียนรู้คุณธรรมผ่านการเล่นและการลงมือปฏิบัติจริง พร้อมร่วมถอดบทเรียนเพื่อเชื่อมโยงประสบการณ์สู่การนำไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน

ในช่วงท้ายผู้ปกครองและบุตรหลานได้ร่วมกันเขียน “จดหมายปณิธานแห่งสติ” เพื่อกำหนดคำมั่นสัญญาในการนำสติไปปรับใช้ในชีวิตประจำวันตลอดระยะเวลา 3 เดือน พร้อมบันทึกเจตนารมณ์ลงบน “กระดานสติ” เพื่อสร้างแรงบันดาลใจและเป็นเครื่องเตือนใจในการปฏิบัติร่วมกัน และ Gallery Walk การเปิดพื้นที่ให้แต่ละครอบครัวร่วมชื่นชมและแลกเปลี่ยนเรียนรู้จากผลงานศิลปะ “มันดาลาธรรมชาติ” ผ่านการสะท้อนคิดและแบ่งปันประสบการณ์ พร้อมถ่ายทอดคุณค่าของหลักอิทธิบาท 4 อันเป็นพื้นฐานของความสำเร็จ ควบคู่กับการส่งเสริมความสัมพันธ์อันอบอุ่นและความผูกพันภายในครอบครัวอย่างสร้างสรรค์


กิจกรรมดังกล่าวมุ่งเปลี่ยนบทบาทของพ่อแม่จาก “ผู้ควบคุม” เป็น “กัลยาณมิตร” เปลี่ยนการสอนแบบบอกกล่าวให้เป็นการสร้างประสบการณ์เรียนรู้ด้วยตนเอง เปิดโอกาสให้เด็กได้พัฒนาสติ สมาธิ การสื่อสาร การบริหารจัดการอารมณ์ และการสร้างความสัมพันธ์กับผู้อื่นอันจะเป็นรากฐานสำคัญของการเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพ

นอกจากกิจกรรมธรรมะฟันน้ำนม กรมการศาสนา ยังได้บูรณาการความร่วมมือกับสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากรุงเทพมหานคร คณะสงฆ์ และภาคีเครือข่าย จัดกิจกรรมภายใต้โครงการส่งเสริมคุณธรรมจริยธรรมเพื่อคนทั้งมวล ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ประกอบด้วย กิจกรรมธรรมะวัยใส และกิจกรรมธรรมะสัญจรสู่สถานศึกษา ซึ่งดำเนินการระหว่างเดือนมิถุนายน ถึงเดือนสิงหาคม 2569 เพื่อส่งเสริมให้เด็กและเยาวชนมีสติ รู้เท่าทันอารมณ์ สามารถนำหลักธรรมไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน มีทักษะการคิด การตัดสินใจอย่างมีเหตุผล การบริหารจัดการอารมณ์ และการอยู่ร่วมกับผู้อื่นอย่างสันติ อันจะช่วยสร้างภูมิคุ้มกันทางจิตใจและเป็นรากฐานสำคัญในการพัฒนาสังคมไทยให้มีคุณภาพและเข้มแข็ง

อธิบดีกรมการศาสนา กล่าวเพิ่มเติมว่า กรมการศาสนาหวังเป็นอย่างยิ่งว่า กิจกรรม “ธรรมะฟันน้ำนม” จะเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญในการบ่มเพาะเมล็ดพันธุ์แห่งสติ คุณธรรม และความรักความเข้าใจให้เติบโตในจิตใจของเด็กและครอบครัว ช่วยส่งเสริมพัฒนาการทั้งด้านร่างกาย จิตใจ และอารมณ์ ให้เด็กมีสติ รู้เท่าทันตนเอง เติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพ มีคุณธรรม และเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาสังคมและประเทศชาติต่อไป ///

วันเสาร์ที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2569

จิ้มแจ่ม ไทยแลนด์ ดันโปรเจคมวยไทย ผงาดศึกลุมพินี ชนะน็อค มาดามพิมวางเป้าเปิดเวทีเยาวชนสู่แชมป์โลก

  จิ้มแจ่ม ไทยแลนด์ ดันโปรเจคมวยไทย ผงาดศึกลุมพินี ชนะน็อค มาดามพิมวางเป้าเปิดเวทีเยาวชนสู่แชมป์โลก 

สร้างความฮือฮาให้กับวงการมวยอีกครั้ง เมื่อ จิ้มแจ่ม ไทยแลนด์ ดัน จิ้มแจ่ม บ๊อกซิ่ง โชว์ฟอร์มสุดร้อนแรงบนเวทีศึกลุมพินี Super Champ เดอะ ทอรทอร์นาโด ปิดเกมเอาชนะน็อกคู่ชกได้อย่างสวยงาม รวมทั้ง ขุนเพชรกล้า ชนะคะแนนอย่างเอกฉันท์  ท่ามกลางเสียงเชียร์จากแฟนมวยที่แน่นสนาม สะท้อนให้เห็นถึงการเตรียมความพร้อมที่เข้มข้นและศักยภาพของนักชกที่กำลังพัฒนาอย่างต่อเนื่อง




ชัยชนะครั้งนี้ถือเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของค่าย จิ้มแจ่ม บ๊อกซิ่ง ที่มุ่งมั่นสร้างนักกีฬาคุณภาพ พร้อมผลักดันนักชกไทยให้ก้าวสู่เวทีระดับนานาชาติ โดยมีเป้าหมายในการยกระดับมาตรฐานการฝึกซ้อมและการแข่งขันอย่างมืออาชีพ

ด้าน มาดามพิม ผู้บริหารและผู้สนับสนุนหลักของค่าย เปิดเผยหลังการแข่งขันว่า รู้สึกภาคภูมิใจในผลงานของนักกีฬาและทีมงานทุกคน พร้อมยืนยันว่าจะเดินหน้าสนับสนุนอย่างเต็มกำลัง เพื่อผลักดันนักชกของค่ายสู่เวทีระดับโลก

"ชัยชนะครั้งนี้เป็นเพียงจุดเริ่มต้น เป้าหมายของเราคือการสร้างนักมวยไทยที่สามารถก้าวขึ้นไปแข่งขันในเวทีระดับนานาชาติ และคว้าแชมป์โลกกลับมาฝากแฟนมวยชาวไทย และเรามุ่นเน้นด้านความเท่าเทียม และให้โอกาสเยาวชนไทย มีเวทีในการแสดงความสามารถ ทำให้เยาวชนห่างไกลยาเสพติดและเกิดความภาคภูมิใจในตัวเอง การทุ่มเทกับวงการมวยในครั้งนี้ มวยคือเวทีที่สง่างามและสร้างอนาคตให้เยาวชน มวยไทยคือ Soft Power ซึ่งเราเห็นคุณค่าตรงนี้ เราไม่ได้มองเป็นธุรกิจหลักแต่เรามองว่านี่คือพื้นที่ให้กับอนาคตเยาวชนไทย มีเวทีแสดงความสามารถ นักมวยของเราเป็นมวยต่างจังหวัด ขาดโอกาส เราจึงใข้ค่าย จิ้มแจ่ม บ็อกซิ่ง เป็นประตูเปิดสู่โอกาสให้เด็กๆได้ตามความฝันของตัวเองให้เป็นจริง และเร็วๆนี้โปรเจคใหญ่ที่เรากำลังวางไว้นั่นคือการเฟ้นหาเพชรเม็ดงามมนักมวยช้างเผือกเพื่อดันสู่เวทีระดับประเทศและนานาชาติ มาดามพิมกล่าว


จากผลงานอันยอดเยี่ยมในศึกลุมพินีครั้งนี้ ทำให้ จิ้มแจ่ม ไทยแลนด์  ถูกจับตามองในฐานะผู้ผลักดัน จิ้มแจ่ม บ็อกซิ่งค่ายมวยดาวรุ่งที่น่าจับตามอง และมีโอกาสสร้างผลงานโดดเด่นบนเวทีระดับโลกในอนาคตอันใกล้

แฟนมวยต่างเฝ้ารอติดตามก้าวต่อไปของทีมจิ้มแจ่ม บ๊อกซิ่ง ว่าจะสามารถสานต่อความสำเร็จ และพาธงชาติไทยโบกสะบัดบนเวทีแชมป์โลกได้ตามเป้าหมายที่วางไว้หรือไม่


ติดตาม จิ้มแจ่ม บ็อกซิ่งทาง Facebook Jimjam Boxing 

และ Jimjam Thailand 

“บอร์ดกองทุนดีอี” อนุมัติกรอบทุนปี 2569 วงเงิน 1,000 ล้านบาท หนุนพัฒนาเทคโนโลยีดิจิทัล 4 ด้าน

  “บอร์ดกองทุนดีอี” อนุมัติกรอบทุนปี 2569 วงเงิน 1,000 ล้านบาท หนุนพัฒนาเทคโนโลยีดิจิทัล 4 ด้าน

BDE จัดประชุมคณะกรรมการบริหารกองทุนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (กองทุนดีอี) เห็นชอบกรอบนโยบายการให้ทุนสนับสนุนปีงบประมาณ 2569 วงเงิน 1,000 ล้านบาท มุ่งขับเคลื่อนการพัฒนาดิจิทัลของประเทศ 4 ด้านสำคัญ ได้แก่ เศรษฐกิจ สังคมและความเชื่อมั่น ภัยพิบัติและสิ่งแวดล้อม เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) และการบริหารภาครัฐดิจิทัล เพื่อยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันและยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการบริหารกองทุนพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ครั้งที่ 1/2569 (กองทุนดีอี) เมื่อวันที่ 24 มิถุนยาน 2569 โดยมีนางสาวแนน บุณย์ธิดา สมชัย รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (DE) นายพชร อนันตศิลป์ ปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม พร้อมด้วยนายเวทางค์ พ่วงทรัพย์ เลขาธิการคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (BDE) นางสาววรรณศิริ พัวศิริ ผู้อำนวยการกองบริหารกองทุนพัฒนาดิจิทัล เพื่อเศรษฐกิจและสังคม BDE และคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ เข้าร่วมประชุม ณ อาคาร 150 ปี กระทรวงการคลัง


นายเอกนิติฯ กล่าวว่า ที่ประชุมมีมติเห็นชอบกรอบนโยบายการให้ทุนสนับสนุนจากกองทุนดีอี ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2569 ภายในวงเงิน 1,000,000,000 บาท (หนึ่งพันล้านบาท) ภายใต้รูปแบบการให้ทุนแบบทั่วไป (Open Grant) เพื่อให้สอดคล้องกับนโยบายของคณะรัฐมนตรี ในการขับเคลื่อนการพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ โดยกำหนดกรอบการสนับสนุน 4 ด้านได้แก่ ด้านเศรษฐกิจ สังคม และความเชื่อมั่น (Digital Trust, Economy & Society) มุ่งยกระดับความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ พัฒนาทักษะดิจิทัล และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในเวทีโลก ด้านภัยพิบัติและสิ่งแวดล้อม (Digital Sustainability) ส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม พร้อมพัฒนานวัตกรรมเพื่อการบริหารจัดการและป้องกันภัยพิบัติ 

ด้านเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence : AI) สนับสนุนการวิจัย พัฒนา และประยุกต์ใช้ AI เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ข้อมูล ที่แม่นยำและสอดคล้องกับสถานการณ์

และด้านการบริหารภาครัฐ (Digital Government) ส่งเสริมการนำเทคโนโลยีดิจิทัลและนวัตกรรม นำมาใช้พัฒนาบริการภาครัฐให้สะดวก รวดเร็ว โปร่งใส ตรวจสอบได้ และยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง 

ซึ่งการส่งเสริมและสนับสนุนดังกล่าว มีเป้าหมายเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ สร้างประโยชน์ต่อประชาชนในวงกว้าง และผลักดันการเปลี่ยนผ่านสู่การเป็นรัฐบาลดิจิทัลในอนาคต

ทั้งนี้ กองทุนดีอี เปิดให้ยื่นแบบคำขอรับทุนส่งเสริม สนับสนุน หรือให้ความช่วยเหลือจากกองทุนดีอี ผ่านทางระบบยื่นแบบคำขอฯ โดยผู้สนใจสามารถติดตามข่าวสารได้ผ่านช่องทางเว็บไซต์ https://defund.onde.go.th/

วันศุกร์ที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2569

สพพ. ร่วมพิธีบำเพ็ญกุศลปัณรสมวาร (15 วัน) เพื่อถวายเป็นพระกุศลแด่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ

 สพพ. ร่วมพิธีบำเพ็ญกุศลปัณรสมวาร (15 วัน) เพื่อถวายเป็นพระกุศลแด่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ



พันเอก ศรัณยู วิริยเวชกุล รองผู้อำนวยการ รักษาการแทนผู้อำนวยการสำนักงานความร่วมมือพัฒนาเศรษฐกิจกับประเทศเพื่อนบ้าน (องค์การมหาชน) (สพพ.) พร้อมนายกีรติ เวฬุวัน รองผู้อำนวยการ เข้าร่วมพิธีบำเพ็ญกุศลปัณรสมวาร (15 วัน) เพื่ออุทิศถวายเป็นพระกุศลแด่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา โดยมี นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง เป็นประธานในพิธี เมื่อวันที่ 25 มิถุนายน 2569 ณ อาคาร 150 ปี กระทรวงการคลัง​

เทคโนโลยีเคลือบฟิล์ม DLC ท่อส่งก๊าซธรรมชาติผลงานร่วมวิจัยซินโครตรอน-ปตท.สผ.คว้ารางวัล Bronze Award ในงาน Thailand Research Expo 2026

 เทคโนโลยีเคลือบฟิล์ม DLC ท่อส่งก๊าซธรรมชาติผลงานร่วมวิจัยซินโครตรอน-ปตท.สผ.คว้ารางวัล Bronze Award ในงาน Thailand Research Expo 2026


สถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน (องค์การมหาชน) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) รับรางวัล Bronze Award จากผลงานเครื่องต้นแบบเคลือบฟิล์ม DLC ภายในท่อเหล็กกล้าสำหรับลำเลียงก๊าซธรรมชาติที่ จัดแสดงภายในงานมหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 2569 โดยผลงานดังล่าวเป็นความร่วมมือวิจัยระหว่างสถาบันฯ และ บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) เพื่อช่วยป้องกันการกัดกร่อนภายในท่ออุตสาหกรรมปิโตรเลียม ช่วยยืดอายุการใช้งานของอุปกรณ์ ลดความถี่ในการซ่อมบำรุง และลดความเสี่ยงจากการรั่วไหลของสารเคมีหรือก๊าซที่อาจส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยและสิ่งแวดล้อม


กรุงเทพมหานคร – สถาบันวิจัยแสงซินโครตรอนรับรางวัล Bronze Award จากผลงาน “นวัตกรรมเครื่องต้นแบบเคลือบฟิล์มคาร์บอนเสมือนเพชรภายในท่อเหล็กกล้าคาร์บอนสำหรับอุตสาหกรรมปิโตรเลียม” ซึ่งจัดแสดงบริเวณโซนนิทรรศการงานวิจัยและนวัตกรรมเพื่อสร้างสมดุลสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน ภายในงานมหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 2569 (Thailand Research Expo 2026) ซึ่งจัดขึ้นโดยสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ระหว่างวันที่ 22 – 26 มิถุนายน 2569 ณ โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ และบางกอกคอนเวนชันเซ็นเตอร์ เซ็นทรัลเวิลด์ กรุงเทพฯ

ดร.ศรายุทธ ตั้นมี หัวหน้าฝ่ายยุทธศาสตร์องค์กร สถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน กล่าวว่า “สถาบันฯ และ ปตท.สผ. ได้ร่วมพัฒนานวัตกรรมดังกล่าว โดยนำการเคลือบฟิล์มคาร์บอนเสมือนเพชร (Diamond-Like Carbon) หรือ ดีแอลซี (DLC) ที่มีคุณสมบัติเด่นด้านความแข็งสูง ความเฉื่อยทางเคมี และแรงเสียดทานต่ำ มาเคลือบภายในท่อเหล็กกล้าคาร์บอนสำหรับลำเลียงก๊าซธรรมชาติในอุตสาหกรรมปิโตรเลียม ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนการดำเนินงานของอุตสาหกรรมปิโตรเลียม โดยยืดอายุการใช้งานของอุปกรณ์ ลดความเสี่ยงจากการรั่วไหลของสารเคมีหรือก๊าซที่อาจส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยและสิ่งแวดล้อม เพิ่มความปลอดภัยของระบบการผลิตในระยะยาว อีกทั้งช่วยลดต้นทุนจากการลดค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษา ลดการหยุดเดินระบบ และลดการเปลี่ยนอุปกรณ์ก่อนอายุการใช้งาน”  



“นอกจากความสำเร็จในการพัฒนาเทคโนโลยีการเคลือบภายในท่อของประเทศไทยอันเป็นพื้นฐานสำหรับการขยายผลสู่ระดับอุตสาหกรรมในอนาคตแล้ว รางวัลที่ได้รับจากการแสดงผลงานภายในมหกรรมงานวิจัยแห่งชาตินี้ยังเป็นกำลังใจให้แก่ทีมวิจัยในการพัฒนานวัตกรรมที่ช่วยตอบโจทย์อุตสาหกรรมของประเทศ และช่วยสร้างสมดุลให้แก่สิ่งแวดล้อมไปพร้อมๆ กันด้วย” ดร.ศรายุทธ ตั้นมี กล่าวสรุป 


Morph จับมือ Banxa เปิดบริการ Fiat On/Off-Ramp รองรับ PayFi-โอนเงินข้ามแดน

 Morph จับมือ Banxa เปิดบริการ Fiat On/Off-Ramp รองรับ PayFi-โอนเงินข้ามแดน

Morph เครือข่ายบล็อกเชนที่มุ่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการชำระเงินและการเงินสำหรับผู้บริโภคบนบล็อกเชน ประกาศความร่วมมือกับ Banxa ผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐานด้านสินทรัพย์ดิจิทัลระดับโลก เพื่อเชื่อมต่อบริการแปลงสกุลเงินดั้งเดิม (Fiat) เป็นสินทรัพย์ดิจิทัล และแปลงกลับเป็นเงิน Fiat (On/Off-Ramp) บนเครือข่าย Morph รองรับการใช้งานด้าน PayFi การโอนเงินระหว่างประเทศ และแอปพลิเคชันสำหรับผู้บริโภค


ภายใต้ความร่วมมือดังกล่าว Banxa จะนำโครงสร้างพื้นฐานด้าน Fiat On/Off-Ramp มาติดตั้งบนเครือข่าย Morph เพื่อรองรับการซื้อ ขาย และสร้างสินทรัพย์ดิจิทัลหลักของระบบนิเวศ ได้แก่ Bitget Token (BGB), USDT0 และ USDC โดยการผสานเทคโนโลยีของ Morph เข้ากับเครือข่ายใบอนุญาตและโครงสร้างพื้นฐานด้านกฎระเบียบของ Banxa จะช่วยให้นักพัฒนาแอปพลิเคชันบนบล็อกเชนสามารถเข้าถึงบริการ Fiat Gateway ที่สอดคล้องกับข้อกำหนดด้านกฎระเบียบในสหรัฐฯ และตลาดต่างประเทศได้ตั้งแต่เริ่มต้น


นาย Shaun Heng ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายผลิตภัณฑ์และการเติบโตของ Banxa กล่าวว่า ความร่วมมือดังกล่าวจะช่วยให้นักพัฒนาและโครงการต่าง ๆ สามารถเข้าถึงบริการเชื่อมต่อสกุลเงิน Fiat ที่เป็นไปตามกฎระเบียบ ลดความซับซ้อนในการดำเนินงาน และมุ่งเน้นการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่สามารถขยายการใช้งานได้ในวงกว้าง โดย Banxa มีการดำเนินงานภายใต้กรอบกฎหมาย MiCA ในยุโรป และถือใบอนุญาตผู้ให้บริการโอนเงิน (Money Transmitter Licenses: MTL) ในสหรัฐฯ


Morph ระบุว่า ความร่วมมือครั้งนี้จะเป็นประโยชน์ต่อแอปพลิเคชันสำหรับผู้บริโภคที่มีปริมาณธุรกรรมสูง รวมถึงกระเป๋าเงินดิจิทัล เช่น Blipply ซึ่งเป็นแอปพลิเคชันชำระเงินแบบไม่รับฝากสินทรัพย์ (Non-custodial) โดยอาศัยจุดเด่นของ Morph ที่รองรับการยืนยันธุรกรรมได้รวดเร็วและมีค่าธรรมเนียมต่ำ ร่วมกับช่องทางเชื่อมต่อเงิน Fiat ของ Banxa เพื่อรองรับการโอนเงินระหว่างประเทศ การจ่ายเงินเดือน และการชำระค่าสินค้าและบริการ


ทั้งนี้ เอกสารและเครื่องมือสำหรับนักพัฒนาของ Banxa อยู่ระหว่างการผสานเข้ากับชุดเครื่องมือพัฒนาของ Morph และคาดว่าจะพร้อมให้บริการผ่าน Bitget Wallet และแอปพลิเคชันพันธมิตรภายในไตรมาสนี้


วันพฤหัสบดีที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2569

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ลดความเหลื่อมล้ำ ขยายโอกาส สร้างอาชีพ สร้างชีวิตอย่างเท่าเทียมแก่ชาวขอนแก่น ลงพื้นที่มอบอุปกรณ์ประกอบอาชีพแก่ผู้ยากไร้ มอบรถเข็นวีลแชร์แก่ผู้พิการ และนำหน่วยแพทย์บริการประชาชนในพื้นที่ฟรี

 มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ลดความเหลื่อมล้ำ ขยายโอกาส สร้างอาชีพ สร้างชีวิตอย่างเท่าเทียมแก่ชาวขอนแก่น ลงพื้นที่มอบอุปกรณ์ประกอบอาชีพแก่ผู้ยากไร้ มอบรถเข็นวีลแชร์แก่ผู้พิการ และนำหน่วยแพทย์บริการประชาชนในพื้นที่ฟรี










วานนี้ (วันพฤหัสบดีที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2569) มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง นำโดย นางศิริกุล โอภาสวงศ์ กรรมการและเลขาธิการ นางจินดา บุญลาภทวีโชค กรรมการตรวจสอบ นางสาวศุภรัตน์ สมบัติเจริญไทย รักษาการผู้ช่วยผู้จัดการฝ่ายสังคมสงเคราะห์/หัวหน้าแผนกส่งเสริมการศึกษาและอาชีพ และนางสาวเนาวรัตน์ วรรณศิริ หัวหน้าแผนกหน่วยแพทย์สงเคราะห์ชุมชน นำทีมเจ้าหน้าที่แผนกส่งเสริมการศึกษาและอาชีพ และหน่วยแพทย์สงเคราะห์ชุมชน ลงพื้นที่จังหวัดขอนแก่น มอบวัสดุอุปกรณ์ประกอบอาชีพ แก่ สตรี บุรุษ พ่อเลี้ยงเดี่ยว หรือผู้ที่มีความหลากหลายทางเพศ ที่มีความรู้และความสามารถ ฐานะยากจน ขาดแคลนวัสดุอุปกรณ์ในการประกอบอาชีพ รวมจำนวน 31 คน คิดเป็นมูลค่า 613,810 บาท พร้อมมอบรถเข็นวีลแชร์แก่ผู้พิการ รวม 10 คน คิดเป็นมูลค่า 30,000 บาท รวมมูลค่าการช่วยเหลือในครั้งนี้เป็นเงินทั้งสิ้น 643,810 บาท (หกแสนสี่หมื่นสามพันแปดร้อยสิบบาทถ้วน) นอกจากนี้ มูลนิธิฯ ยังได้จัดหน่วยแพทย์สงเคราะห์ชุมชน นำทีมแพทย์อาสาฯ เจ้าหน้าที่หน่วยแพทย์ ทีมกู้ชีพ และอาสาสมัคร ออกหน่วยให้บริการตรวจรักษาโรคทั่วไป แจกแว่นสายตา บริการตัดผมชาย-หญิง ทันตกรรม แก่ประชาชน รวมถึงจัดกิจกรรมนันทนาการเด็กและเยาวชนในพื้นที่ฟรี โดยมี นางจตุพร โรจนพานิช อธิบดีกรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว นางสาวศุภวรรณ ขูดแก้ว ผู้อำนวยการศูนย์เรียนรู้การพัฒนาสตรีและครอบครัวรัตนาภา จังหวัดขอนแก่น และนางสาวอัญชลี จงคดีกิจ (ปุ๊-อัญชลี) อาสาสมัครศิลปินมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ร่วมในพิธี ณ ศูนย์เรียนรู้การพัฒนาสตรีและครอบครัวรัตนาภา จังหวัดขอนแก่น








นางศิริกุล โอภาสวงศ์ กรรมการและเลขาธิการ เปิดเผยว่า โครงการ ส่งเสริมอาชีพเพื่อสตรีและครอบครัว มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง มีวัตถุประสงค์เพื่อมอบวัสดุอุปกรณ์ประกอบอาชีพ แก่ สตรี บุรุษ พ่อเลี้ยงเดี่ยว ผู้ด้อยโอกาสทางสังคม หรือผู้ที่มีความหลากหลายทางเพศ ที่มีความรู้และความสามารถแต่ขาดแคลนวัสดุอุปกรณ์ในการประกอบอาชีพ โดยในปี พ.ศ. 2569 ได้รับความร่วมมือจากศูนย์เรียนรู้การพัฒนาสตรีและครอบครัว และสถานคุ้มครองและพัฒนาอาชีพ รวม 12 แห่ง ได้แก่ กรุงเทพฯ นนทบุรี ชลบุรี นครราชสีมา สงขลา สุราษฎร์ธานี ศรีสะเกษ ขอนแก่น ลำพูน ลำปาง เชียงราย และพิษณุโลก คัดกรองผู้ที่ผ่านการฝึกอบรม เสริมทักษะอาชีพ ส่งมาให้มูลนิธิฯ พิจารณาตามเกณฑ์ที่กำหนดไว้ โดยมูลนิธิฯ หวังเป็นอย่างยิ่งว่า การดำเนินการโครงการดังกล่าวนี้ จะมีส่วนสนับสนุน ช่วยสร้างอาชีพ สร้างรายได้ เลี้ยงตนเองและครอบครัว ลดปัญหาความเหลื่อมล้ำในสังคม และประเทศชาติอย่างยั่งยืนต่อไป 




ตลอดระยะเวลากว่า 116 ปี ที่มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้ขยายขอบข่ายโครงการต่าง ๆ ออกไปอย่างกว้างขวาง ไม่เพียงแต่บำบัดทุกข์ บำรุงสุข แก่ผู้ตกทุกข์ได้ยากโดยไม่จำกัดเชื้อชาติ ศาสนา เท่านั้น แต่ยังได้พัฒนาคุณภาพชีวิตอีกในหลายทาง เพื่อเป็นองค์กรสาธารณกุศลที่ช่วยเหลือประชาชนครบวงจรในทุกๆ ด้าน ต่อไป ดังปณิธาน “มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ช่วยชีวิต รักษาชีวิต สร้างชีวิต” 


ติดตามข่าวสารกิจกรรม การช่วยเหลือของมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้ที่ เฟซบุ๊ก แฟนเพจwww.facebook.com/atpohtecktung หรือดูรายละเอียดช่องทางที่สะดวกได้ที่ https://linktr.ee/pohtecktung 

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ช่วยชีวิต รักษาชีวิต สร้างชีวิต” 

#แอปพลิเคชัน และ #สายด่วน ป่อเต็กตึ๊ง1418 

#ช่วยจริงอุ่นใจแม้ในนาทีฉุกเฉิน #แอปพลิเคชัน และ #สายด่วนป่อเต็กตึ๊ง1418

ศน.เปิดโลก Mindful Kids ชวนครอบครัวปลูกเมล็ดพันธุ์แห่งสติ​ ผ่านกิจกรรม “ธรรมะฟันน้ำนม” ณ ทรู ดิจิทัล พาร์ค

  ศน.เปิดโลก Mindful Kids ชวนครอบครัวปลูกเมล็ดพันธุ์แห่งสติ​ ผ่านกิจกรรม “ธรรมะฟันน้ำนม” ณ ทรู ดิจิทัล พาร์ค เมื่อวันที่ 28 มิถุนายน 2569 ณ ...