วันศุกร์ที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2569

บทเรียนอาเซียนชี้ว่า “ภาษีบุหรี่อัตราเดียว” คือทางออกของรายได้รัฐและการสกัดบุหรี่เถื่อนโดยรองศาสตราจารย์ ดร. ภัทรกิตติ์ เนตินิยม นักวิชาการอิสระ ผู้เชี่ยวชาญด้านการเงิน

 บทเรียนอาเซียนชี้ว่า “ภาษีบุหรี่อัตราเดียว” คือทางออกของรายได้รัฐและการสกัดบุหรี่เถื่อนโดยรองศาสตราจารย์ ดร. ภัทรกิตติ์ เนตินิยม นักวิชาการอิสระ ผู้เชี่ยวชาญด้านการเงิน

ประเทศไทยเป็นสมาชิกในกลุ่มอาเซียน ซึ่งสินค้าที่ผลิตในประเทศสมาชิกและมีการนำเข้ามาไทยส่วนใหญ่จะได้รับการยกเว้นภาษีศุลกากร ในกรณีของบุหรี่ ผู้นำเข้าเพื่อจำหน่ายยังมีภาระภาษีจากอัตราสรรพสามิต และภาระจากภาษี Ear Mark Tax ต่างๆ เช่น สสส. หรือ Thai PBS เป็นต้น ในขณะที่ผู้ผลิตก็ต้องเสียภาษีเช่นเดียวกับผู้นำเข้า โดยล่าสุดบทความวิจัย เรื่อง The Structural Design of Tobacco Control and the Shadow Economy: Revenue Integrity and Illicit Tobacco Trade in Selected ASEAN Countries เผยแพร่เมื่อเดือนมิถุนายน 2569 โดย Friedrich Schneider จาก Johannes Kepler University และ Alban Asllani จาก University of East London ซึ่งศึกษาประสบการณ์ของ 6 ประเทศอาเซียน ได้แก่ อินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ ไทย และเวียดนาม เพื่อวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างโครงสร้างภาษี การบังคับใช้กฎหมาย และปัญหาบุหรี่ผิดกฎหมาย


งานวิจัยฯ พบว่า ปัญหาบุหรี่ผิดกฎหมายไม่ได้ขึ้นอยู่กับระดับภาษีเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นกับโครงสร้างภาษีด้วย ประเทศที่ใช้ระบบภาษีเรียบง่าย โปร่งใส และคาดการณ์ได้ ส่วนใหญ่มีการจัดเก็บรายได้มีประสิทธิภาพมากกว่าและมีช่องโหว่น้อยกว่า ขณะที่ระบบภาษีที่ซับซ้อนหรือแบ่งหลายอัตรามักสร้างแรงจูงใจให้เกิดการหลีกเลี่ยงภาษี การบิดเบือนราคา และการย้ายไปสู่สินค้านอกระบบที่ไม่เสียภาษี


อินโดนีเซียเป็นตัวอย่างสำคัญของประเทศที่เคยมีโครงสร้างภาษีบุหรี่ที่ซับซ้อนมาก โดยเคยมีอัตราภาษีถึง 19 ขั้น ก่อนจะทยอยลดลงเหลือ 8 ขั้นในปัจจุบัน งานวิจัยฯ พบว่า ความซับซ้อนเปิดช่องให้ผู้ผลิตพยายามคงการผลิตให้อยู่ในกลุ่มภาษีต่ำ หรือปรับรูปแบบสินค้าเพื่อเสียภาษีน้อยลง ส่งผลให้เกิดการหลีกเลี่ยงภาษีและการผลิตนอกระบบอย่างแพร่หลาย บทเรียนจากอินโดนีเซียชี้ให้เห็นว่า ระบบภาษียิ่งซับซ้อน การจัดเก็บภาษีก็ยิ่งยาก และตลาดผิดกฎหมายก็ยิ่งมีพื้นที่เติบโตมากขึ้น


ด้านมาเลเซียสะท้อนอีกมิติหนึ่งของปัญหา หลังการปรับขึ้นภาษีบุหรี่อย่างรวดเร็วในปี 2558 ช่องว่างระหว่างราคาบุหรี่ถูกกฎหมายกับบุหรี่เถื่อนขยายตัวอย่างมาก จนมาเลเซียกลายเป็นหนึ่งในประเทศที่มีสัดส่วนบุหรี่ผิดกฎหมายสูงที่สุดในภูมิภาค งานวิจัยชี้ว่า หากราคาสินค้าถูกกฎหมายสูงขึ้นเร็วกว่าศักยภาพในการปราบปรามการลักลอบนำเข้า ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นอาจไม่ใช่รายได้ที่เพิ่มขึ้น แต่เป็นการขยายตัวของตลาดผิดกฎหมายแทน


ในทางกลับกัน ฟิลิปปินส์ถูกยกเป็นกรณีศึกษาความสำเร็จที่สำคัญ ก่อนปี 2555 ฟิลิปปินส์ใช้ระบบภาษีบุหรี่หลายอัตราเช่นเดียวกับไทย แต่ได้ปฏิรูปครั้งใหญ่ผ่านกฎหมาย Sin Tax Reform โดยเปลี่ยนไปใช้ระบบภาษีอัตราเดียว ทำให้รายได้ภาษีเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ การจัดเก็บมีความโปร่งใสมากขึ้น และรัฐสามารถนำรายได้ไปสนับสนุนระบบหลักประกันสุขภาพได้มากขึ้น แม้ยังมีปัญหาบุหรี่ลักลอบนำเข้าบางส่วน แต่โครงสร้างภาษีที่เรียบง่ายทำให้การจัดเก็บภาษีบุหรี่มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน


สิงคโปร์เป็นอีกตัวอย่างที่น่าสนใจ แม้จะใช้อัตราภาษีในระดับสูง แต่ใช้โครงสร้างภาษีที่เรียบง่าย โดยใช้ภาษีปริมาณเพียงอย่างเดียว ควบคู่กับการบังคับใช้กฎหมายที่เข้มงวด ส่งผลให้สัดส่วนตลาดบุหรี่ผิดกฎหมายอยู่ในระดับต่ำกว่าหลายประเทศในภูมิภาค บทเรียนจากสิงคโปร์คือ ความเรียบง่ายของระบบภาษีช่วยให้รัฐสามารถตรวจสอบการจัดเก็บภาษีและบังคับใช้กฎหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น


ส่วนเวียดนามกำลังอยู่ระหว่างการปฏิรูปภาษีผ่านการทยอยลดการพึ่งพาภาษีตามมูลค่าและเพิ่มบทบาทของภาษีตามปริมาณ เหตุผลสำคัญคือภาษีตามมูลค่าสร้างแรงจูงใจให้ผู้ผลิตกำหนดราคาสินค้าเพื่อหลีกเลี่ยงภาระภาษี ขณะที่ภาษีตามปริมาณมีความโปร่งใสกว่าและช่วยให้รัฐคาดการณ์รายได้ได้ดีขึ้น เวียดนามจึงเป็นอีกประเทศที่กำลังเดินไปในทิศทางเดียวกับแนวปฏิบัติสากล


เมื่อหันกลับมามองประเทศไทย จะพบว่าไทยเป็นหนึ่งในไม่กี่ประเทศในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาที่ยังคงใช้ระบบภาษีบุหรี่ 2 อัตรา โดยกำหนดอัตราภาษีตามมูลค่าที่แตกต่างกันตามระดับราคาขายปลีก โครงสร้างดังกล่าวสร้างแรงจูงใจให้ผู้ประกอบการตั้งราคาสินค้าให้อยู่ในช่วงที่ได้รับประโยชน์ทางภาษี และทำให้ตลาดเกิดการแข่งขันบริเวณจุดตัดของภาษีมากกว่าการแข่งขันตามกลไกปกติของตลาด

งานวิจัยข้างต้น ยังระบุว่าประเทศไทยมีสัดส่วนบุหรี่ผิดกฎหมายประมาณร้อยละ 28.1 ของตลาด ส่งผลให้รัฐบาลสูญเสียรายได้ทางตรง และทางอ้อมปีละประมาณ 560–920 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (1.8-3.0 หมื่นล้านบาทต่อปี) ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่าปัญหาของไทยไม่ได้เป็นเพียงเรื่องการลักลอบนำเข้า แต่เป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่เกิดจากระบบภาษีซึ่งสร้างช่องว่างทางราคาและแรงจูงใจให้บุหรี่ผิดกฎหมายเข้ามาแข่งขันในตลาดได้ง่ายขึ้น


เมื่อเปรียบเทียบบทเรียนจากอาเซียน จะเห็นว่าฟิลิปปินส์เลือกยกเลิกระบบหลายอัตรา อินโดนีเซียพยายามลดความซับซ้อนของโครงสร้างภาษี เวียดนามกำลังเพิ่มสัดส่วนภาษีตามปริมาณ ขณะที่สิงคโปร์ยังคงใช้ระบบที่เรียบง่ายมาโดยตลอด แนวโน้มของภูมิภาคจึงชัดเจนว่า ประเทศต่าง ๆ กำลังมุ่งไปสู่ระบบภาษีที่บริหารง่ายและมีช่องโหว่น้อยลง ไม่ใช่ระบบที่ซับซ้อนมากขึ้น

งานวิจัยดังกล่าว เสนอแนะว่าการเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บรายได้ของภาครัฐจะเพิ่มขึ้น หากใช้ระบบภาษีบุหรี่อัตราเดียว (Uniform tax rate) และเพิ่มน้ำหนักของภาษีตามปริมาณ (Specific tax) มากขึ้น เพื่อให้ระบบภาษีมีความเรียบง่าย โปร่งใส ลดการบิดเบือนราคา และเพิ่มประสิทธิภาพด้านรายได้รัฐควบคู่ไปกับการบังคับใช้กฎหมาย นอกจากนี้ ยังเสนอให้มีการปรับภาษีอย่างค่อยเป็นค่อยไปและคาดการณ์ได้ พร้อมยกระดับการปราบปรามบุหรี่ผิดกฎหมายโดยใช้ข้อมูลและการสืบสวนเชิงลึกมากขึ้น


กล่าวโดยสรุปการใช้ระบบภาษีบุหรี่แบบ 2 อัตราในประเทศไทย ผ่านมาเป็นระยะเวลากว่า 9 ปีแล้ว ข้อมูลจากงานวิจัยล่าสุดที่นำเสนอให้มีการจัดทำ โครงสร้างภาษีที่เรียบง่าย โปร่งใส และคาดการณ์ได้ จะเกิดประโยชน์สูงสุดกับทุกๆ ฝ่าย ดังนั้น หากประเทศไทยต้องการรักษารายได้รัฐ ลดปัญหาบุหรี่เถื่อน และยกระดับประสิทธิภาพของนโยบายภาษีในระยะยาว การเดินหน้าสู่โครงสร้างภาษีบุหรี่อัตราเดียวจึงเป็นแนวทางที่สมควรได้รับการผลักดันให้เกิดขึ้นให้ได้โดยเร็ว

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ขอเชิญชวนผู้มีจิตศรัทธา"ร่วมงานมหาบุญมหากุศล​ ครั้งใหญ่แห่งปี​ เนื่องในงานประเพณีทิ้งกระจาด ประจำปี 2569”

 มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ขอเชิญชวนผู้มีจิตศรัทธา"ร่วมงานมหาบุญมหากุศล​ ครั้งใหญ่แห่งปี​ เนื่องในงานประเพณีทิ้งกระจาด ประจำปี 2569” 

ทำบุญชุดข้าวสาร อุทิศส่วนกุศลให้ผู้ล่วงลับ พร้อมทำทานให้ผู้ยากไร้ ณ มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง พลับพลาไชย ระหว่างวันที่ 23 กรกฎาคม - 8 กันยายน พ.ศ. 2569และครั้งแรกในประวัติศาสตร์กว่าศตวรรษ! ณ ศาลเจ้าไต้ฮงกงหยกขาวฯ สาทร พุทธสถานบนผืนแผ่นดินสุสานฯ กว่า 120 ปี (สุสานวัดดอน)

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง โดย นายวิเชียร เตชะไพบูลย์ ประธานกรรมการ ขอเชิญผู้มีจิตศรัทธา

"ร่วมงานมหาบุญ มหากุศล ในประเพณีทิ้งกระจาด ประจำปี 2569 "

สักการะหลวงปู่ไต้ฮง (ไต้ฮงกง) ทำบุญบริจาคชุดข้าวสาร อุทิศส่วนกุศลให้ผู้ล่วงลับทั้งที่เป็นญาติและไม่ใช่ญาติ พร้อมกับได้ทำทานให้ผู้ยากไร้ โดยผู้มีจิตศรัทธา สามารถร่วมทำบุญได้ทั้งที่มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง พลับพลาไชย และ ทำบุญ“ทิ้งกระจาดออนไลน์” ผ่านเว็บไซต์ https://pttfny.net/newsh2 โดย มูลนิธิฯ กำหนดแจกจ่ายเครื่องอุปโภคบริโภครวม 3 แห่ง ได้แก่ แห่งที่ 1  วันที่ 16 สิงหาคม 2569 ที่สุสานมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ตำบลโรงเข้ อำเภอบ้านแพ้ว จังหวัดสมุทรสาคร แห่งที่ 2 วันที่ 25 สิงหาคม 2569 ที่คลินิกการประกอบโรคศิลปะ สาขาการแพทย์แผนจีนหัวเฉียว สาขาศรีราชา จังหวัดชลบุรี และแห่งที่ 3 วันที่ 9 กันยายน 2569 ที่มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง พลับพลาไชย กรุงเทพฯ ติดตามข่าวสาร กิจกรรมต่างๆ ของมูลนิธิฯ ได้ที่ https://linktr.ee/Pohtecktung

และระหว่างวันที่ 23 กรกฎาคม–20 สิงหาคม พ.ศ. 2569 ครั้งแรกในประวัติศาสตร์กว่าศตวรรษ! ณ ศาลเจ้าไต้ฮงกงหยกขาว เฉลิมพระเกียรติ 72 พรรษา เขตสาทร พุทธสถานบนผืนแผ่นดินสุสานฝังศพไร้ญาติประวัติศาสตร์กว่า 120 ปี มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง เปิดให้ผู้มีจิตศรัทธาสักการะองค์ไต้ฮงกงหินหยกขาว องค์พระอวโลกิเตศวรโพธิสัตว์ (กวนซีอิมผ่อสัก) พระกษิติครรภ์โพธิสัตว์ (ตี่จั๋งอ้วงผ่อสัก) และเทพเจ้าศักดิ์สิทธิ์ 8 องค์ พร้อมทำบุญชุดข้าวสารในประเพณีทิ้งกระจาด อุทิศส่วนกุศลแก่ผู้ล่วงลับ และดวงวิญญาณไร้ญาติ ทั้งที่ หลุมบรรพชน ศาลเจ้าไต้ฮงกงหยกขาวฯ (สุสานวัดดอน อันเป็นสุสานเก่าของมูลนิธิฯ) และ สุสานมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง อำเภอบ้านแพ้ว จังหวัดสมุทรสาคร (สุสานมูลนิธิฯ ในปัจจุบัน) และในวันที่ 20 สิงหาคม 2569 จะมีพิธีสงฆ์ภายในศาลเจ้าไต้ฮงกงหยกขาวฯ หลังจากนั้น ในวันที่ 21 สิงหาคม 2569 มูลนิธิฯ จะมีพิธีปล่อยคาราวานเครื่องอุปโภคบริโภคออกเดินทางจากศาลเจ้าไต้ฮงกงหยกขาวฯ ลงพื้นที่แจกจ่ายให้แก่ผู้ยากไร้ในพื้นที่ 6 เขตกรุงเทพมหานคร ติดตามข่าวสารกิจกรรมของศาลเจ้าไต้ฮงกงหยกขาวฯ / พิกัดการเดินทางได้ที่ https://linktr.ee/TaihonggongshrineTH

ในปี 2569 นี้ มูลนิธิฯ ได้ขยายการลงพื้นที่แจกจ่ายสิ่งของเครื่องอุปโภคบริโภคแก่ผู้ยากไร้ ทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด เพื่อช่วยเหลือบรรเทาความเดือดร้อนขั้นต้น ช่วยลดค่าใช้จ่ายในครัวเรือนของผู้ยากไร้ จึงขอเชิญชวนสาธุชนผู้มีจิตศรัทธา ร่วมทำบุญบริจาคทรัพย์เพื่อสมทบทุนในการจัดซื้อชุดข้าวสาร อาหารแห้ง พร้อมเครื่องอุปโภคบริโภคสิ่งของจำเป็นต่างๆ เพื่อให้ผู้ยากไร้ได้รับสิ่งของเครื่องอุปโภคบริโภคได้หลากหลายมากยิ่งขึ้น

ประเพณีทิ้งกระจาด  เป็นงานบุญที่ยิ่งใหญ่ที่ปฏิบัติสืบทอดมาตั้งแต่สมัยพุทธกาล โดยมูลนิธิฯ ได้ปฏิบัติสืบเนื่องมาทุกปีเป็นเวลาช้านานไม่ต่ำกว่าอายุการก่อตั้งมูลนิธิฯ กว่า 116 ปี และคาดว่าจะเป็นมูลนิธิแห่งแรกที่จัดงานทิ้งกระจาดอย่างเป็นทางการและเป็นกิจจะลักษณะ เพราะถือว่าเป็นประเพณีการทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้แก่เพื่อนมนุษย์ที่ล่วงลับไปแล้ว ทั้งที่เป็นญาติและไม่เป็นญาติพร้อมกับทำทานให้แก่ผู้ยากไร้ ที่มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง มีผู้ใจบุญจะนำเครื่องเซ่นไหว้ เช่น ข้าวสารอาหารแห้ง และอื่น ๆ มากราบไหว้หลวงปู่ เพื่อทำบุญอุทิศส่วนกุศล  ซึ่งมูลนิธิป่อเต็กตึ๊งจะรวบรวมไว้ไปสมทบกับสิ่งของที่จัดซื้อเพิ่มเติม เพื่อนำไปแจกจ่ายแก่ผู้ยากไร้ พร้อมนำมอบองค์กรต่างๆ ทั้งภาครัฐและเอกชน

.

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ขอบุญบารมีองค์หลวงปู่ไต้ฮง (ไต้ฮงกง) และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ภายในศาลเจ้าไต้ฮงกง ดลบันดาลให้ท่านและครอบครัว มีความสุข ความเจริญ สุขภาพร่างกายแข็งแรงตลอดปี ตลอดไป

.

## มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ช่วยชีวิต รักษาชีวิต สร้างชีวิต ##

กรมการศาสนา (ศน.) เปิดโครงการพัฒนาสมรรถนะพระธรรมวิทยากร ปี ๒๕๖๙​ ยกระดับศักยภาพพระสงฆ์สู่การเผยแผ่ธรรมะในยุคดิจิทัล

 กรมการศาสนา (ศน.) เปิดโครงการพัฒนาสมรรถนะพระธรรมวิทยากร ปี ๒๕๖๙​ ยกระดับศักยภาพพระสงฆ์สู่การเผยแผ่ธรรมะในยุคดิจิทัล


เมื่อวันที่ ๑๗ กรกฎาคม ๒๕๖๙ กรมการศาสนา กระทรวงวัฒนธรรม จัดพิธีเปิดโครงการพัฒนาสมรรถนะพระธรรมวิทยากรในการเผยแผ่ธรรมะ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๙ ณ วัดบรมสถล เขตสาทร กรุงเทพมหานคร โดยมี พระธรรมวชิรเมธี เจ้าอาวาสวัดหงส์รัตนาราม เจ้าคณะภาค ๑ เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ กล่าวสัมโมทนียถา และนายธนพล พรมสุวงษ์ ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาคุณธรรมจริยธรรม ผู้แทนอธิบดีกรมการศาสนา เป็นประธานฝ่ายฆราส พร้อมด้วยพระธรรมวิทยากร จำนวน ๑๖๐ รูปจากทั่วประเทศ ผู้บริหาร และเจ้าหน้าที่กรมการศาสนา เข้าร่วมพิธีเปิดโดยพร้อมเพรียง 

นายชัยพล สุขเอี่ยม อธิบดีกรมการศาสนา กล่าวว่า กรมการศาสนา ร่วมกับ สถาบันส่งเสริมและเผยแพร่การพระศาสนาแห่งประเทศไทย ได้จัดโครงการพัฒนาสมรรถนะพระธรรมวิทยากรในการเผยแผ่ธรรมะ ประจำปี ๒๕๖๙ ขึ้นระหว่างวันที่ ๑๗ – ๒๑ กรกฎาคม ๒๕๖๙ ณ วัดบรมสถล เขตสาทร กรุงเทพมหานคร เพื่อพัฒนาศักยภาพพระธรรมวิทยากรให้มีความรู้ ความเข้าใจ และทักษะด้านการเผยแผ่พระพุทธศาสนาที่สอดคล้องกับบริบทของสังคมยุคใหม่ สามารถประยุกต์ใช้พุทธวิธี เทคนิคการสื่อสาร และสื่อดิจิทัลในการถ่ายทอดหลักธรรมแก่เด็ก เยาวชน และประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมทั้งสร้างเครือข่ายพระธรรมวิทยากรทั่วประเทศให้ร่วมขับเคลื่อนงานส่งเสริมคุณธรรมและการเผยแผ่พระพุทธศาสนาอย่างเป็นระบบ




การอบรมครั้งนี้มีพระสงฆ์ผู้ปฏิบัติหน้าที่พระธรรมวิทยากรจากทุกภูมิภาคของประเทศเข้าร่วม จำนวน ๑๖๐ รูป เพื่อเสริมสร้างสมรรถนะด้านการเป็นวิทยากร การออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้ การสื่อสารเชิงสร้างสรรค์ และการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในการเผยแผ่ธรรมะ





ทั้งนี้ พระธรรมวิทยากรที่เข้ารับการอบรมจะได้รับความรู้จากพระเถรานุเถระ และการถวายความรู้จาก ผู้ทรงคุณวุฒิ นักวิชาการ และผู้เชี่ยวชาญจากหลากหลายสาขา ในหัวข้อสำคัญ อาทิ การสื่อสารเชิงรุกสำหรับพระธรรมวิทยากรยุคใหม่ การออกแบบสื่อเสริมการเรียนธรรมะ การผลิตและเผยแพร่สื่อธรรมะบนแพลตฟอร์มออนไลน์ เทคนิคการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ การประสานเครือข่ายพระธรรมวิทยากร การเผยแผ่พระพุทธศาสนาในบริบทสังคมปัจจุบัน ตลอดจนการสร้างเครือข่ายความร่วมมือกับภาคีต่าง ๆ เพื่อให้สามารถนำองค์ความรู้ไปประยุกต์ใช้ในการปฏิบัติงานได้อย่างเป็นรูปธรรม





อธิบดีกรมการศาสนา กล่าวเพิ่มเติมว่า กรมการศาสนาคาดหวังว่า พระธรรมวิทยากรที่ผ่านการอบรมในครั้งนี้ จะสามารถนำองค์ความรู้และทักษะที่ได้รับไปพัฒนาการเผยแผ่พระพุทธศาสนา ถ่ายทอดหลักธรรมได้อย่างเหมาะสมกับทุกช่วงวัย ใช้สื่อและเทคโนโลยีได้อย่างสร้างสรรค์ เกิดเครือข่ายพระธรรมวิทยากรที่เข้มแข็งครอบคลุมทุกจังหวัด และร่วมกันขยายผลการส่งเสริมคุณธรรมจริยธรรมแก่เด็ก เยาวชน และประชาชน อันจะเป็นกำลังสำคัญในการสร้างสังคมคุณธรรมและเสริมสร้างความมั่นคงทางจิตใจของสังคมไทยอย่างยั่งยืน ///

ปรมาณูเพื่อสันติ อว. ผนึก CTBTO ดันไทยผงาด "ฮับข้อมูลเตือนภัยพิบัติ" พร้อมเตรียมตั้งศูนย์ฝึกอบรมนานาชาติแห่งเอเชีย-แปซิฟิก

 ปรมาณูเพื่อสันติ อว. ผนึก CTBTO ดันไทยผงาด "ฮับข้อมูลเตือนภัยพิบัติ" พร้อมเตรียมตั้งศูนย์ฝึกอบรมนานาชาติแห่งเอเชีย-แปซิฟิก

เมื่อวันที่ 15 ก.ค.69 ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.)  พร้อมด้วย ศ.ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวง อว. และนายแพทย์รุ่งเรือง กิจผาติ เลขาธิการสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ (ปส.)  ประชุมทวิภาคีร่วมกับ Dr. Robert Floyd เลขาธิการบริหารองค์การสนธิสัญญาว่าด้วยการห้ามทดลองนิวเคลียร์โดยสมบูรณ์ (CTBTO) ในประเด็น “การยกระดับไทยเป็นศูนย์กลางข้อมูลเตือนภัยพิบัติ และการจัดตั้งศูนย์ฝึกอบรมนานาชาติ (CTBTO Regional Training Centre)” โดยมีผู้แทนจาก 2 ฝ่าย และผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง เข้าร่วม ณ โรงแรมดุสิตธานี กรุงเทพฯ 

ในการหารือครั้งนี้ ประเทศไทยได้เสนอแนวคิด "Thailand Initiative on CTBT Data for Resilient Asia-Pacific" มุ่งนำข้อมูลคุณภาพสูงจากระบบเฝ้าตรวจระหว่างประเทศ (IMS) ของ CTBTO มาต่อยอดใช้ประโยชน์ทางพลเรือน โดยเฉพาะการลดความเสี่ยงจากภัยพิบัติ เช่น แผ่นดินไหว สึนามิ และการแพร่กระจายของสารกัมมันตรังสี พร้อมเสนอให้ CTBTO สนับสนุนการนำปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาเพิ่มประสิทธิภาพการวิเคราะห์ข้อมูลเตือนภัยในภูมิภาค

สาระสำคัญจากความร่วมมือในครั้งนี้ ประกอบด้วย 1.การตั้งศูนย์ฝึกอบรมนานาชาติ: มุ่งเป้าเป็นศูนย์กลางเครือข่ายผู้เชี่ยวชาญและการพัฒนาศักยภาพด้านการประยุกต์ใช้ข้อมูล CTBT สำหรับภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก และ 2.การต่อยอดข้อมูลเพื่อประชาชน: ชูความสำเร็จของไทยที่นำข้อมูล IMS มาใช้เตือนภัยสึนามิได้อย่างเป็นรูปธรรมตั้งแต่ปี 2553 ขณะที่สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ (ปส.) ได้นำข้อมูลจากสถานีเฝ้าตรวจนิวไคลด์กัมมันตรังสี RN65 มาประยุกต์ใช้ร่วมกับข้อมูล PM2.5 ของกรมควบคุมมลพิษ ในการศึกษาผลกระทบทางรังสีต่อสุขภาพของประชาชน และนำข้อมูลจากเครือข่ายสถานีเฝ้าตรวจนิวไคลด์กัมมันตรังสีทั่วโลกมาใช้สนับสนุนภารกิจด้านการเฝ้าระวังการแพร่กระจายของสารกัมมันตรังสีจากสถานการณ์ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ในปัจจุบัน


ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวว่า ประเทศไทยให้ความสำคัญกับการนำข้อมูลระดับโลกของ CTBTO มาใช้สร้างประโยชน์ที่เป็นรูปธรรมต่อความมั่นคง ปลอดภัย และสิ่งแวดล้อม การหารือครั้งนี้คือหน้าประวัติศาสตร์ที่ตอกย้ำว่า สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ และกระทรวง อว. ได้ดึงเทคโนโลยีความมั่นคงระดับโลกมาปกป้องคุณภาพชีวิตของคนไทยทุกคนอย่างแท้จริง

“การก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางบูรณาการข้อมูลและการฝึกอบรมในครั้งนี้ ไม่ได้เป็นเพียงการยกระดับขีดความสามารถทางเทคโนโลยีของประเทศ แต่ยังเป็นการแสดงจุดยืนที่เข้มแข็งของไทยบนเวทีโลกผ่านการทูตเชิงวิทยาศาสตร์ (Science Diplomacy) ที่เราพร้อมเป็นผู้นำในการปกป้องภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกให้รอดพ้นจากภัยคุกคามรูปแบบใหม่ ทั้งจากภัยธรรมชาติและความผันผวนทางภูมิรัฐศาสตร์อย่างยั่งยืน” ศ.ดร.ยศชนัน กล่าว

การยกระดับความร่วมมือดังกล่าวยังเป็นส่วนหนึ่งของการร่วมเฉลิมฉลองวาระครบรอบ 30 ปี สนธิสัญญาเขตปลอดอาวุธนิวเคลียร์แห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (Bangkok Treaty) ซึ่งสะท้อนวิสัยทัศน์ของไทยที่เปลี่ยนผ่านจากการเป็นเพียงประเทศสมาชิก "ผู้สนับสนุน" ก้าวสู่การเป็น "ผู้นำและศูนย์กลาง" ด้านการประยุกต์ใช้วิทยาศาสตร์เพื่อความมั่นคงสาธารณะในระดับภูมิภาคอย่างเต็มภาคภูมิ นอกจากนี้ ประเทศไทยยังได้รับการทาบทามและเตรียมเป็นเจ้าภาพจัดประชุม SEAP Regional Workshop ในเดือนมกราคม 2570 โดยจะมีผู้แทนจาก 27 ประเทศเข้าร่วม ภายใต้แนวคิด "Science-Diplomacy" อีกด้วย


วันพฤหัสบดีที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2569

กรมการท่องเที่ยวหารือภาคีเครือข่ายเมืองพัทยา เตรียมความพร้อมกิจกรรม “Thailand FILMAZING Year” มุ่งผลักดันพัทยาสู่จุดหมายกองถ่ายระดับโลก

 กรมการท่องเที่ยวหารือภาคีเครือข่ายเมืองพัทยา เตรียมความพร้อมกิจกรรม “Thailand FILMAZING Year” มุ่งผลักดันพัทยาสู่จุดหมายกองถ่ายระดับโลก

วันที่ 16 กรกฎาคม 2569 นายบุญเสริม ขันแก้ว รองอธิบดีกรมการท่องเที่ยว เป็นประธานการประชุมหารือเพื่อเตรียมความพร้อมการจัดกิจกรรม “Thailand FILMAZING Year ปีส่งเสริมการถ่ายทำภาพยนตร์ต่างประเทศในประเทศไทย” ในพื้นที่เมืองพัทยา จังหวัดชลบุรี ณ โรงแรมสยาม แอ็ท สยาม ดีไซน์ โฮเทล พัทยา โดยมีนางสาวอุบลวรรณ สุจริตกุล ผู้อำนวยการกองกิจการภาพยนตร์และวีดิทัศน์ต่างประเทศ พร้อมด้วยหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนในพื้นที่เข้าร่วมการประชุม ได้แก่ เมืองพัทยา สำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดชลบุรี สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดชลบุรี สำนักงานการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เมืองพัทยา องค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (อพท.) สำนักงานพัทยา สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจังหวัดชลบุรี สมาคมโรงแรมไทยภาคตะวันออก และสมาคมนักธุรกิจและการท่องเที่ยวเมืองพัทยา


ที่ประชุมได้ร่วมกันแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและแนวทางการพัฒนาศักยภาพของเมืองพัทยาให้รองรับการถ่ายทำภาพยนตร์ต่างประเทศมากยิ่งขึ้น โดยกรมการท่องเที่ยวมีเป้าหมายผลักดันให้เมืองพัทยาก้าวสู่การเป็นหนึ่งในจุดหมายสำคัญของกองถ่ายภาพยนตร์ระดับโลก เนื่องจากเป็นพื้นที่ที่มีความพร้อมทั้งด้านสถานที่ถ่ายทำ สิ่งอำนวยความสะดวก โครงสร้างพื้นฐาน และเครือข่ายภาคเอกชนที่เข้มแข็ง

นอกจากนี้ เมืองพัทยายังมีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมอุตสาหกรรมภาพยนตร์ผ่านการจัดงาน Pattaya Film Festival อย่างต่อเนื่องทุกปี รวมถึงมีหน่วยงานในพื้นที่ที่พร้อมสนับสนุนการถ่ายทำภาพยนตร์และการอำนวยความสะดวกแก่กองถ่ายจากต่างประเทศ


กรมการท่องเที่ยวจะดำเนินการรวบรวมข้อมูลสิทธิประโยชน์ โปรโมชั่น และข้อเสนอพิเศษจากผู้ประกอบการในพื้นที่เมืองพัทยา เพื่อจัดทำเป็น “Thailand FILMAZING Package แพ็กเกจส่งเสริมการถ่ายทำภาพยนตร์ต่างประเทศในประเทศไทย” ซึ่งจะนำไปใช้เป็นเครื่องมือสำคัญในการประชาสัมพันธ์และดึงดูดกองถ่ายต่างประเทศผ่านงานตลาดภาพยนตร์ในระดับนานาชาติต่อไป อันจะช่วยสร้างรายได้ กระจายโอกาสทางเศรษฐกิจ และส่งเสริมภาพลักษณ์ของประเทศไทยในฐานะจุดหมายปลายทางด้านการถ่ายทำภาพยนตร์ระดับโลกอย่างยั่งยืน.


FLi ร่วมออกบูธ Grand Halal Bangkok 2026 รับกระแสตอบรับดี พร้อมเดินหน้าขยายตลาดตะวันออกกลาง และวางจำหน่ายที่ M SQUARE Cosmetics & Health Care

 FLi ร่วมออกบูธ Grand Halal Bangkok 2026 รับกระแสตอบรับดี พร้อมเดินหน้าขยายตลาดตะวันออกกลาง และวางจำหน่ายที่ M SQUARE Cosmetics & Health Care




กรุงเทพฯ – บรรยากาศภายในงาน Grand Halal Bangkok 2026 ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 15–17 กรกฎาคม 2569 ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค (BITEC) บางนา กรุงเทพมหานคร เป็นไปอย่างคึกคัก โดยบูธ FLi Bright Soap หมายเลข F24 ได้รับความสนใจจากผู้เข้าชมงาน นักธุรกิจ ผู้ประกอบการ และเครือข่ายฮาลาลจากทั้งในประเทศและต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง สะท้อนถึงศักยภาพของผลิตภัณฑ์สมุนไพรไทยที่ได้รับการยอมรับในวงกว้าง

มาดามแนท (นธีรัตน์ แดงโกเมน)

ผู้บริหารผลิตภัณฑ์ FLi เปิดเผยว่า รู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้รับการเยี่ยมชมและให้คำแนะนำจาก อาจารย์ชารีฟ ศรีเจริญ และ อาจารย์ไพศาล พรหมยงค์ ประธานคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัดสมุทรปราการ และกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย ซึ่งได้ร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับแนวทางการพัฒนาธุรกิจ การยกระดับมาตรฐานผลิตภัณฑ์ และการขยายตลาดฮาลาลสู่ระดับสากล



ในโอกาสดังกล่าว อาจารย์ไพศาลได้ให้ข้อเสนอแนะที่เป็นประโยชน์เกี่ยวกับการขยายตลาดสู่ภูมิภาคตะวันออกกลาง โดยมองว่า ประเทศโอมาน เป็นหนึ่งในตลาดที่มีศักยภาพสูง และเปิดโอกาสให้ทีมงาน FLi ได้เข้าหารือเพื่อวางแผนการขยายตลาดอย่างเป็นรูปธรรมในอนาคต ซึ่งนับเป็นก้าวสำคัญของแบรนด์ไทยในการสร้างเครือข่ายธุรกิจและขยายฐานผู้บริโภคในต่างประเทศ

นอกจากนี้ ยังได้มีการชื่นชมคุณภาพของผลิตภัณฑ์ FLi ซึ่งได้รับการรับรองมาตรฐานฮาลาล รวมถึงการรับรองจาก Saudi Food and Drug Authority (SFDA) ประเทศซาอุดีอาระเบีย ผ่านการทดสอบจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหลายแห่ง และได้รับรางวัลด้านคุณภาพจากองค์กรทั้งในประเทศและต่างประเทศ สะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการพัฒนาผลิตภัณฑ์สมุนไพรไทยให้มีมาตรฐานระดับสากล

ปัจจุบัน ผลิตภัณฑ์ FLi Bright Soap ได้ถูกส่งต่อสู่ผู้บริโภคแล้วมากกว่า 100 ล้านก้อน สร้างความภาคภูมิใจให้กับทีมงานและเป็นอีกหนึ่งความสำเร็จของสินค้าไทยที่สามารถก้าวสู่ตลาดโลกได้อย่างมั่นคง

มาดามแนท (นธีรัตน์ แดงโกเมน)

กล่าวว่า ความสำเร็จที่เกิดขึ้นไม่ได้เป็นเพียงความสำเร็จขององค์กรเท่านั้น แต่ยังเป็นความภาคภูมิใจของคนไทยทุกคนที่ได้เห็นผลิตภัณฑ์สมุนไพรไทยได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ พร้อมยืนยันว่าจะเดินหน้าพัฒนาคุณภาพสินค้าอย่างต่อเนื่อง เพื่อผลักดันสมุนไพรไทยและผลิตภัณฑ์ฮาลาลไทยให้เติบโตในตลาดโลกอย่างยั่งยืน

อีกหนึ่งความสำเร็จสำคัญในช่วงเวลาเดียวกัน คือ ผลิตภัณฑ์ของบริษัทได้รับการคัดเลือกให้นำเข้าวางจำหน่ายภายใน M SQUARE Cosmetics & Health Care ศูนย์กลางธุรกิจด้านสุขภาพและความงามครบวงจรแห่งใหม่ของประเทศไทย ซึ่งรวบรวมผู้ประกอบการและแบรนด์คุณภาพในกลุ่มสุขภาพ ความงาม อาหารเสริม สกินแคร์ ผลิตภัณฑ์สำหรับเด็ก ผลิตภัณฑ์ดูแลสุขภาพผู้ชาย ตลอดจนผลิตภัณฑ์นวัตกรรมใหม่ ๆ เพื่อเปิดโอกาสทางการตลาดและสร้างเครือข่ายธุรกิจร่วมกัน

ภายในงานเปิดตัว M SQUARE Cosmetics & Health Care ยังมีการจัดกิจกรรม Business Matching เชื่อมโยงผู้ประกอบการ นักลงทุน และพันธมิตรทางธุรกิจ เพื่อสร้างโอกาสทางการค้า ขยายตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ และผลักดันผลิตภัณฑ์ไทยสู่ระดับภูมิภาคและระดับสากล

การได้รับคัดเลือกให้นำผลิตภัณฑ์เข้าวางจำหน่ายใน M SQUARE Cosmetics & Health Care ถือเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของ FLi ในการขยายช่องทางการตลาดและเข้าถึงกลุ่มผู้บริโภคที่มองหาสินค้าคุณภาพสูง ภายใต้มาตรฐานที่ได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ

ทั้งนี้ M SQUARE Cosmetics & Health Care มุ่งสู่การเป็นศูนย์กลางธุรกิจสุขภาพและความงามแห่งอนาคต ที่ไม่เพียงตอบโจทย์ผู้บริโภค แต่ยังช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่ผู้ประกอบการไทย สนับสนุนการเติบโตของอุตสาหกรรมสุขภาพและความงาม และผลักดันผลิตภัณฑ์คุณภาพของไทยสู่เวทีโลกอย่างยั่งยืน

ในโอกาสนี้ ทีมงาน FLi ขอขอบพระคุณ อาจารย์ชารีฟ ศรีเจริญ และ อาจารย์ไพศาล พรหมยงค์ ที่ให้เกียรติเยี่ยมชมบูธ พร้อมมอบคำแนะนำ โอกาส และกำลังใจอันทรงคุณค่าแก่ทีมงาน ซึ่งจะเป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนสินค้าไทยสู่เวทีสากลต่อไป พร้อมเดินหน้าสร้างความเชื่อมั่นในคุณภาพของผลิตภัณฑ์สมุนไพรไทย เพื่อก้าวสู่การเป็นแบรนด์ระดับโลกในอนาคต

ตืดต่อ

นธีรัตน์ แดงโกเมน

Nateerat Dangkomen

FOUNDER & GLOBAL

PARTNERSHIP DIRECTOR

0992494569

บริษัท อัมเบรลล่าฟอร์ไลฟ์ จำกัด 99/385 อาคาร บี (ชั้น 2)

ถ.แจ้งวัฒนะ แขวงทุ่งสองห้อง เขตหลักสี่ กรุงเทพมหานคร 10210


#FLiBrightSoap #MadamNat #GrandHalalBangkok2026 #HalalThailand #ThailandToTheWorld #MSQUARECosmeticsAndHealthCare #BusinessMatching #สมุนไพรไทยสู่ตลาดโลก #ขยายตลาดตะวันออกกลาง #ราชาพีอาร์ #เจ้าพ่อสื่อ #มาเฟียมีเดีย

เตรียมสัมผัสเรื่องราวจากความรักอันงดงามของพระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง สู่ภาพยนตร์รักโรแมนติก "Her in Frame เธอในภาพนั้น" สิงหาคมนี้

 เตรียมสัมผัสเรื่องราวจากความรักอันงดงามของพระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง สู่ภาพยนตร์รักโรแมนติก "Her in Frame เธอในภาพนั้น" สิงหาคมนี้ 

กระทรวงพลังงาน การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) และบริษัท บรอดคาซท์ ไทย เทเลวิชั่น จำกัด ขอเชิญสัมผัสเรื่องราวแห่งความรัก ความทรงจำ และพรหมลิขิต ผ่านภาพยนตร์รักโรแมนติก "Her in Frame เธอในภาพนั้น" ที่ถ่ายทอดทุกความรู้สึกผ่านภาพถ่ายที่บันทึกความทรงจำเหนือกาลเวลา โดยได้รับแรงบันดาลใจจากเรื่องราวความรักอันงดงามของพระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง นับเป็นภาพยนตร์เรื่องแรกที่ กฟผ. ร่วมสร้าง เพื่อน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระบรมราชชนนีพันปีหลวง



ร่วมออกเดินทางไปกับเรื่องราวที่จะสร้างความประทับใจไม่รู้ลืม เดือนสิงหาคมนี้ ในโรงภาพยนตร์ทั่วประเทศ ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ทาง Facebook : กฟผ. การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย และ Facebook : Broadcast Thai Television

บทเรียนอาเซียนชี้ว่า “ภาษีบุหรี่อัตราเดียว” คือทางออกของรายได้รัฐและการสกัดบุหรี่เถื่อนโดยรองศาสตราจารย์ ดร. ภัทรกิตติ์ เนตินิยม นักวิชาการอิสระ ผู้เชี่ยวชาญด้านการเงิน

  บทเรียนอาเซียนชี้ว่า “ภาษีบุหรี่อัตราเดียว” คือทางออกของรายได้รัฐและการสกัดบุหรี่เถื่อนโดยรองศาสตราจารย์ ดร. ภัทรกิตติ์ เนตินิยม นักวิชากา...