วันศุกร์ที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2569

สคส. จัดงาน “ครบรอบ 4 ปี สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล”ส่งสัญญาณยกระดับ PDPA ไทย สร้างความเชื่อมั่นเศรษฐกิจดิจิทัล

 สคส. จัดงาน “ครบรอบ 4 ปี สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล”ส่งสัญญาณยกระดับ PDPA ไทย สร้างความเชื่อมั่นเศรษฐกิจดิจิทัล

ความเคลื่อนไหวที่น่าจับตาจาก "พ.ต.อ.สุรพงศ์ เปล่งขำ" เลขาธิการคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล   เตรียมจัดงานครั้งสำคัญ “ครบรอบ 4 ปี สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล” ในวันที่ 25 มิถุนายนนี้ โดยงานดังกล่าวนอกจากจะเป็นการสะท้อนความสำเร็จตลอด 4 ปีของการขับเคลื่อนกฎหมาย PDPA แล้ว ยังเป็นอีกหนึ่งเวทีสำคัญในการกำหนดทิศทางการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของประเทศไทยในอนาคต ท่ามกลางความท้าทายใหม่จาก AI, Deepfake, Cyber Threat, Scam Economy และเหตุข้อมูลรั่วไหลที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องทั่วโลก


ภายในงานพบกับการจัดเสวนาพิเศษหัวข้อ “4th Anniversary PDPC Thailand : ความก้าวหน้าและพัฒนาการด้านการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลกับการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมดิจิทัลของประเทศ”         ซึ่งรวบรวมผู้บริหารและผู้กำหนดนโยบายด้านการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของประเทศ นำโดย                      ประธานกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล และ ประธานกรรมการกำกับสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล มาร่วมถอดบทเรียนตลอด 4 ปีที่ผ่านมา พร้อมแลกเปลี่ยนมุมมองต่อบทบาทของ PDPA ในยุคเศรษฐกิจดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่กำลังเปลี่ยนแปลงโลกอย่างรวดเร็ว


อีกหนึ่งไฮไลต์ที่ภาคธุรกิจไม่ควรพลาด คือ การบรรยายพิเศษเรื่อง “การขอเครื่องหมายรับรองมาตรฐานการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล” ซึ่งถือเป็นกลไกสำคัญในการยกระดับมาตรฐานการบริหารจัดการข้อมูลส่วนบุคคลขององค์กรไทยให้เป็นที่ยอมรับในระดับสากล โดยเครื่องหมายดังกล่าวจะช่วยสะท้อนให้องค์กรคู่ค้า นักลงทุน และประชาชนเห็นว่า องค์กรนั้นมีระบบการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลที่ได้มาตรฐาน  มีธรรมาภิบาลด้านข้อมูล และให้ความสำคัญกับสิทธิของเจ้าของข้อมูลอย่างแท้จริง อันจะเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นทางธุรกิจในยุค Data Economy


ถือเป็นงานครั้งสำคัญจาก สคส. ถึงทิศทางการ “คุมเข้ม” และ “ยกระดับ” มาตรการด้านการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลในช่วงครึ่งปีหลัง โดยเฉพาะการรับมือ Data Breach การใช้ AI อย่างรับผิดชอบ และการผลักดันให้องค์กรไทยก้าวสู่มาตรฐานการกำกับดูแลข้อมูลส่วนบุคคลที่ทัดเทียมนานาชาติ  ทิศทาง PDPA ไทยกำลังจะเดินหน้าไปทางใด ต้องจับตางานครบรอบ 4 ปี สคส. ครั้งนี้ให้ดี และนี่คืออีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญของการยกระดับความเชื่อมั่นดิจิทัลของประเทศในปี 2569 และสามารถติดตามรับชมบรรยากาศการถ่ายทอดสดงานครบรอบ 4 ปี สคส.ในวันที่ 25 มิถุนายนนี้  ผ่านทางเพจเฟซบุ๊ก สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล -สคส


#สคส #PDPC #คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล #PDPA #ข้อมูลส่วนบุคคล #มาตรฐานคุ้มครองข้อมูล

ศน. ระดมความเห็น 20 จังหวัดภาคอีสาน ถอดบทเรียนขับเคลื่อนคุณธรรม วางทิศทางแผนคุณธรรมแห่งชาติระยะที่ 3 สู่สังคมคุณธรรมอย่างยั่งยืน

 ศน. ระดมความเห็น 20 จังหวัดภาคอีสาน ถอดบทเรียนขับเคลื่อนคุณธรรม วางทิศทางแผนคุณธรรมแห่งชาติระยะที่ 3 สู่สังคมคุณธรรมอย่างยั่งยืน



วันที่ 12 มิถุนายน 2569 กรมการศาสนา กระทรวงวัฒนธรรม ในฐานะสำนักงานเลขานุการคณะกรรมการส่งเสริมคุณธรรมแห่งชาติ จัดประชุมเชิงปฏิบัติการติดตามผลการขับเคลื่อนแผนปฏิบัติการด้านการส่งเสริมคุณธรรมแห่งชาติ ระยะที่ 2 (พ.ศ. 2566 – 2570) ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569  ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ณ โรงแรมเพชรรัชต์การ์เด้น อำเภอเมืองร้อยเอ็ด จังหวัดร้อยเอ็ด โดยมีนายชัยพล สุขเอี่ยม อธิบดีกรมการศาสนา เป็นประธานเปิดการประชุม พร้อมด้วยนายชัชวาลย์ เบญจสิริวงศ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดร้อยเอ็ด กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการส่งเสริมคุณธรรมแห่งชาติ ผู้แทนศูนย์คุณธรรม (องค์การมหาชน) วัฒนธรรมจังหวัด และเครือข่ายด้านการส่งเสริมคุณธรรมจาก 20 จังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เข้าร่วมกว่า 140 คน


นายชัยพล สุขเอี่ยม อธิบดีกรมการศาสนา กล่าวว่า การประชุมครั้งนี้เป็นเวทีติดตามผลการขับเคลื่อนแผนปฏิบัติการด้านการส่งเสริมคุณธรรมแห่งชาติ ระยะที่ 2 และเวทีสำคัญในการระดมความคิดเห็นจากพื้นที่ เพื่อนำข้อเสนอและบทเรียนจากการดำเนินงานจริงไปใช้ประกอบการจัดทำแผนปฏิบัติการด้านการส่งเสริมคุณธรรมแห่งชาติ ระยะที่ 3 (พ.ศ. 2571 – 2575) ซึ่งจะเป็นกรอบทิศทางสำคัญในการขับเคลื่อนสังคมไทยสู่สังคมคุณธรรมอย่างยั่งยืนในอนาคต

ทั้งนี้ แผนปฏิบัติการด้านการส่งเสริมคุณธรรมแห่งชาติ ระยะที่ 2 มุ่งส่งเสริมให้คนไทยมีพฤติกรรมที่สะท้อนคุณธรรม 5 ประการ ได้แก่ พอเพียง วินัย สุจริต จิตอาสา และกตัญญู โดยบูรณาการหลักธรรมทางศาสนา หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง และวิถีวัฒนธรรมไทยที่ดีงาม เพื่อสร้างสังคมที่ประชาชนอยู่ร่วมกันอย่างสมานฉันท์ มีความรับผิดชอบต่อส่วนรวม และมีคุณภาพชีวิตที่ดี


อธิบดีกรมการศาสนา กล่าวเพิ่มเติมว่า การส่งเสริมคุณธรรมในปัจจุบันต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม สถาบันศาสนา และชุมชน โดยเฉพาะการถอดบทเรียนความสำเร็จจากบุคคล ชุมชน องค์กร อำเภอ และจังหวัดคุณธรรมต้นแบบ เพื่อนำองค์ความรู้ไปขยายผลสู่พื้นที่อื่นทั่วประเทศ และสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงพฤติกรรมที่ยั่งยืนในระดับสังคม

สำหรับการประชุมภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีการบรรยายพิเศษในหัวข้อ “ทิศทางการพัฒนาสังคมไทยสู่สังคมคุณธรรมอย่างยั่งยืน” การอภิปรายเรื่องแนวทางการส่งเสริมคุณธรรม 5 ประการในมิติเชิงพื้นที่ การนำเสนอผลสำเร็จของจังหวัดและชุมชนคุณธรรมต้นแบบ ตลอดจนการประชุมกลุ่มย่อยเพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์ วิเคราะห์ปัจจัยความสำเร็จ ความท้าทาย และข้อเสนอเชิงนโยบายสำหรับการจัดทำแผนคุณธรรมแห่งชาติระยะที่ 3


การประชุมครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของการจัดประชุมระดับภูมิภาค 4 ภูมิภาค มีผู้เข้าร่วมรวมกว่า 680 คนทั่วประเทศ  ประกอบด้วย ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ระหว่างวันที่ 12 – 13 มิถุนายน 2569 ณ จังหวัดร้อยเอ็ด ภาคกลาง ระหว่างวันที่ 17 – 18 กรกฎาคม 2569 ณ จังหวัดชลบุรี ภาคเหนือ ระหว่างวันที่ 24 – 25 กรกฎาคม 2569 ณ จังหวัดลำปาง และภาคใต้ ระหว่างวันที่ 7 – 8 สิงหาคม 2569 ณ จังหวัดสตูล

 โดยข้อเสนอและความคิดเห็นจากทุกภูมิภาคจะถูกรวบรวมและนำเสนอต่อคณะกรรมการส่งเสริมคุณธรรมแห่งชาติ เพื่อใช้เป็นข้อมูลสำคัญในการกำหนดทิศทางการส่งเสริมคุณธรรมของประเทศ และขับเคลื่อนประเทศไทยสู่ “สังคมคุณธรรมอย่างยั่งยืน” ต่อไป 


วันพฤหัสบดีที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2569

กรมทรัพย์สินทางปัญญา นำทัพนวัตกรรมไทยบุกเซี่ยงไฮ้ ในเวที CSITF 2026​ ชูแพลตฟอร์มตลาดซื้อขายทรัพย์สินทางปัญญา (IP) ออนไลน์​ เชื่อมนักลงทุนจีนกับ IP ไทย ต่อยอดโอกาสทางธุรกิจในระดับสากล

 กรมทรัพย์สินทางปัญญา นำทัพนวัตกรรมไทยบุกเซี่ยงไฮ้ ในเวที CSITF 2026​ ชูแพลตฟอร์มตลาดซื้อขายทรัพย์สินทางปัญญา (IP) ออนไลน์​ เชื่อมนักลงทุนจีนกับ IP ไทย ต่อยอดโอกาสทางธุรกิจในระดับสากล

 


กรมทรัพย์สินทางปัญญา เดินหน้านำผลงานนวัตกรรมและเทคโนโลยีศักยภาพสูงจากสถาบันการศึกษาและภาคเอกชนไทย เข้าร่วมงาน The 12th China (Shanghai) International Technology Fair (CSITF) 2026 ระหว่างวันที่ 11 – 13 มิถุนายน 2569 ณ ศูนย์การประชุมและการจัดนิทรรศการนครเซี่ยงไฮ้ สาธารณรัฐประชาชนจีน เพื่อส่งเสริมการนำทรัพย์สินทางปัญญาและนวัตกรรมไทยไปใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ในระดับสากล พร้อมสร้างโอกาสทางธุรกิจและการลงทุนร่วมกับนักลงทุนและพันธมิตรจากจีน

 


นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา เปิดเผยว่า กรมฯ ให้ความสำคัญกับการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศด้วยนวัตกรรมและทรัพย์สินทางปัญญา (IP-Driven Economy)

โดยมุ่งผลักดันให้ผลงานวิจัยและทรัพย์สินทางปัญญาของไทย โดยเฉพาะนวัตกรรม หรือสิ่งประดิษฐ์ ได้รับความคุ้มครอง ด้วยการจดสิทธิบัตรหรืออนุสิทธิบัตร ซึ่งไม่ใช่แค่เอกสารคุ้มครองสิทธิเท่านั้น แต่จะต้องสามารถต่อยอดสร้างรายได้ ซื้อขาย และนำไปใช้ประโยชน์ได้จริงในภาคธุรกิจ เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ ยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน และส่งเสริมการเติบโตของประเทศอย่างยั่งยืน สอดคล้องกับนโยบายของรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ (นางศุภจี สุธรรมพันธุ์) ที่มุ่งยกระดับศักยภาพผู้ประกอบการไทย โดยใช้ทรัพย์สินทางปัญญาเป็นเครื่องมือสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขัน และขยายโอกาสทางธุรกิจในตลาดโลก

 



นางอรมน กล่าวว่า งานมหกรรมด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมนานาชาติ หรือ CSITF ถือเป็นหนึ่งในเวทีด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่สำคัญของสาธารณรัฐประชาชนจีน และเป็นเวทีการซื้อขาย

และถ่ายทอดเทคโนโลยีระดับนานาชาติที่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวาง พื้นที่จัดงานใหญ่กว้างกว่า 35,000 ตารางเมตร โดยมีผู้เข้าชมงานจากทั่วโลกมากกว่า 50,000 คนต่อปี ซึ่งกว่าร้อยละ 85 เป็น

กลุ่มนักธุรกิจ นักลงทุน ผู้ประกอบการ และผู้มีอำนาจตัดสินใจด้านธุรกิจและการลงทุนจากภาคอุตสาหกรรมชั้นนำ อีกทั้งยังมีผู้แสดงผลงานเกือบ 1,000 บริษัท จากกว่า 20 ประเทศและภูมิภาคทั่วโลก การเข้าร่วม

งาน CSITF 2026 จึงเป็นโอกาสสำคัญในการนำเสนอศักยภาพของนวัตกรรมและทรัพย์สินทางปัญญาไทย

สู่สายตานักลงทุนและพันธมิตรทางธุรกิจจากทั่วโลก ตลอดจนเปิดโอกาสให้เกิดความร่วมมือด้านการลงทุน

การถ่ายทอดเทคโนโลยี และต่อยอดผลงานวิจัยและนวัตกรรมไทยสู่ตลาดสากล

 






ในการเข้าร่วมงานครั้งนี้ กรมฯ ได้นำเสนอผลงานนวัตกรรมไทยที่มีศักยภาพสูง 50 ผลงานจากสถาบันการศึกษาและภาคเอกชนชั้นนำของประเทศไทย ครอบคลุมอุตสาหกรรมอาหารและเกษตร การแพทย์และสุขภาพ เทคโนโลยีชีวภาพ และเวชสำอาง ซึ่งล้วนเป็นสาขาที่มีศักยภาพทางเศรษฐกิจและตอบโจทย์ความท้าทายแห่งอนาคต ทั้งด้านความมั่นคงทางอาหาร สุขภาพ และการพัฒนาอย่างยั่งยืน

ผ่านกิจกรรมนำเสนอผลงาน (Pitching Session) และการเจรจาจับคู่ธุรกิจ (Business Matching) กับ

นักลงทุนและพันธมิตรทางธุรกิจจากสาธารณรัฐประชาชนจีน โดยมีบริษัทและนักลงทุนจีนเข้าร่วมการเจรจากว่า 30 ราย ตั้งเป้าหมายการจับคู่ธุรกิจไม่น้อยกว่า 20 คู่ และคาดว่าจะก่อให้เกิดมูลค่าการเจรจาทางธุรกิจและการลงทุนระหว่างนักลงทุนจีนและเจ้าของผลงานนวัตกรรมไทยมากกว่า 10 ล้านบาท

 


นอกจากนี้ กรมฯ ยังได้นำเสนอแพลตฟอร์มตลาดซื้อขายทรัพย์สินทางปัญญาออนไลน์ของไทย (IP Mart) ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มที่กรมฯ พัฒนาขึ้นเพื่อรวบรวมผลงานทรัพย์สินทางปัญญา เทคโนโลยี และนวัตกรรมที่พร้อมต่อยอดเชิงพาณิชย์ไว้ในแหล่งเดียว ช่วยอำนวยความสะดวกให้ผู้ประกอบการ นักลงทุนและผู้สนใจสามารถค้นหา ติดต่อ และเจรจาความร่วมมือกับเจ้าของผลงานได้โดยตรง นับเป็นกลไกสำคัญในการเชื่อมโยงนวัตกรรมกับการลงทุนและการถ่ายทอดเทคโนโลยีอย่างมีประสิทธิภาพ ควบคู่กับการขับเคลื่อนนโยบาย IP Finance ที่มุ่งส่งเสริมการนำทรัพย์สินทางปัญญามาใช้เป็นเครื่องมือทางการเงิน เพื่อเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงแหล่งทุนและการระดมทุนของผู้ประกอบการไทย อันจะนำไปสู่การใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์และการสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้อย่างเป็นรูปธรรม

 



โอกาสนี้ กรมทรัพย์สินทางปัญญาได้เยี่ยมชมการแสดงผลงานด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยีของจีน เพื่อศึกษาแนวโน้มเทคโนโลยีแห่งอนาคตและแสวงหาโอกาสความร่วมมือที่เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนานวัตกรรมและอุตสาหกรรมของไทยในอนาคต โดยเฉพาะเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) หุ่นยนต์อัจฉริยะ เทคโนโลยีสีเขียว (Green Technology) เทคโนโลยีสะอาด (Clean Technology) รวมถึงเทคโนโลยีด้านการเกษตรสมัยใหม่จากบริษัทชั้นนำและสตาร์ทอัพของจีน ซึ่งมีบทบาทสำคัญต่อการเพิ่มประสิทธิภาพ

การผลิต การลดต้นทุน และการพัฒนาอุตสาหกรรมต่างๆ อย่างยั่งยืน อาทิ หุ่นยนต์เลียนแบบการเคลื่อนไหวของสัตว์ของบริษัท Magic Lab ระบบหุ่นยนต์สั่งการด้วยคลื่นสมองมนุษย์ และอุปกรณ์สวมใส่สำหรับติดตามข้อมูลสุขภาพร่างกายของตนเองแบบเรียลไทม์ ของบริษัท Maschine Robot อากาศยานไฟฟ้าส่วนบุคคลสำหรับการเดินทางระยะสั้นและเศรษฐกิจการบินระดับต่ำ (Low-altitude Economy) ของบริษัท Nanjing Kuailun Zhineng Technology เป็นต้น

 


อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กล่าวเพิ่มเติมว่า ประเทศไทยและสาธารณรัฐประชาชนจีนมีความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ การค้า และการลงทุนที่แน่นแฟ้นมาอย่างยาวนาน การเข้าร่วมงาน CSITF ในครั้งนี้จึงเป็นอีกก้าวสำคัญในการสร้างเครือข่ายความร่วมมือด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยีระหว่างสองประเทศโดยการจัดงาน CSITF ครั้งที่ผ่านมา สามารถสร้างโอกาสทางธุรกิจและการจับคู่ความร่วมมือด้านเทคโนโลยีได้มากกว่า 570 ดีล สะท้อนศักยภาพของงานในการเชื่อมโยงผู้พัฒนาเทคโนโลยี นักลงทุน และภาคธุรกิจ

จากนานาประเทศให้เกิดความร่วมมืออย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งจะช่วยขยายโอกาสทางการค้าการลงทุน และการต่อยอดนวัตกรรมไทยสู่ตลาดสากลในอนาคต

 



ทั้งนี้ กรมทรัพย์สินทางปัญญายังคงเดินหน้าสร้างโอกาสทางธุรกิจและการลงทุนให้กับเจ้าของผลงานทรัพย์สินทางปัญญาไทยอย่างต่อเนื่อง โดยเตรียมจัดงาน IP X Venture 2026 มหกรรมทรัพย์สินทางปัญญา ขับเคลื่อนธุรกิจไทยสู่อนาคต ระหว่างวันที่ 27-29 สิงหาคม 2569 ณ ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุม   อิมแพ็ค เมืองทองธานี ฮอลล์ 8 เพื่อเชื่อมโยงนักวิจัย ผู้ประกอบการ นักลงทุน สถาบันการเงิน และ Venture Capital จากทั้งในและต่างประเทศ พร้อมสร้างโอกาสการเจรจาธุรกิจและการลงทุน การถ่ายทอดเทคโนโลยี และการใช้ประโยชน์ทรัพย์สินทางปัญญาในเชิงพาณิชย์ ตอกย้ำบทบาทของกรมฯ ในการผลักดันทรัพย์สินทางปัญญาไทยจากการคุ้มครองสิทธิ สู่การสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน

 

-----------------

สภ.เมืองนนทบุรี แจงยิบ ดราม่าสาวโวยถูกตำรวจล็อกกุญแจมือ เลือกปฏิบัติ ยันทำตามกฎหมาย หลังผู้ต้องหาขัดขืนและด่าทอเจ้าหน้าที่

📍สภ.เมืองนนทบุรี แจงยิบ ดราม่าสาวโวยถูกตำรวจล็อกกุญแจมือ เลือกปฏิบัติ ยันทำตามกฎหมาย หลังผู้ต้องหาขัดขืนและด่าทอเจ้าหน้าที่

จากกรณีกระแสข่าวในสื่อสังคมออนไลน์และข้อร้องเรียนผ่านเพจ สายไหมต้องรอด ที่หญิงสาวรายหนึ่งอ้างว่า ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจจราจร สภ.เมืองนนทบุรี ปฏิบัติหน้าที่รุนแรงเกินกว่าเหตุ ทั้งดึงรั้ง ถือวิสาสะค้นกุญแจมือ และควบคุมตัวเข้าห้องขัง เพียงเพราะเธอตั้งคำถามเรื่องการทำงานของเจ้าหน้าที่และปมรถพ่อค้าแม่ค้านั้น

ล่าสุด ทางสถานีตำรวจภูธรเมืองนนทบุรี ได้ออกหนังสือชี้แจงข้อเท็จจริงตามลำดับเหตุการณ์ โดยมีหลักฐานทั้งบันทึกประจำวัน บันทึกจับกุม และคลิปวิดีโอขณะเกิดเหตุอย่างชัดเจน ดังนี้

1 ปมล็อกล้อรถขวางทางจราจร เวลา 13.45 น.

ข้อเท็จจริง เจ้าหน้าที่ได้รับแจ้งว่ามีรถยนต์จอดกีดขวางการจราจรหน้าร้านแดรี่ควีน ซึ่งเป็นรถของผู้ร้องเรียน ในลักษณะจอดซ้อนคันและคร่อมเลน ซึ่งส่งผลกระทบต่อการจราจรอย่างรุนแรง

การปฏิบัติของตำรวจ เจ้าหน้าที่ไม่ได้ล็อกล้อทันที แต่ได้เดินเข้าไปประชาสัมพันธ์ในร้านและสอบถามหาเจ้าของรถเพื่อให้มาเลื่อนรถแล้ว แต่เมื่อไม่มีผู้ใดแสดงตน จึงจำเป็นต้องออกใบสั่งและบังคับล้อตามกฎหมายเพื่อเปิดทางจราจร

ข้ออ้างเรื่องรถแม่ค้า ส่วนที่ผู้ร้องเรียนอ้างว่าทำไมไม่จับรถแม่ค้าขายผลไม้ที่จอดอยู่ใกล้เคียงกัน ตำรวจชี้แจงว่า ได้ทำการประชาสัมพันธ์และไล่ให้ออกนอกพื้นที่ทันทีเช่นเดียวกัน ไม่มีการเลือกปฏิบัติแต่อย่างใด และยังคงเดินหน้าออกใบสั่งในบริเวณนั้นอย่างต่อเนื่อง

2 ปมต่อรองค่าปรับและด่าทอเจ้าหน้าที่ เวลา 15.20 น. ณ สภ.เมืองนนทบุรี

ข้อเท็จจริง ผู้ร้องเรียนและญาติได้เดินทางมาติดต่อขอชำระค่าปรับข้อหาจอดรถกีดขวาง อัตรา 500 บาท และพยายามต่อรองขอจ่ายเพียง 200 บาท แต่เจ้าหน้าที่ได้อธิบายอย่างสุภาพว่า ไม่สามารถลดหย่อนได้เนื่องจากไม่มีอำนาจตามกฎหมาย

เหตุการณ์บานปลาย เมื่อไม่ได้รับการลดค่าปรับ ผู้ร้องเรียนได้ส่งเสียงดังต่อหน้าประชาชนคนอื่น ๆ ที่มาติดต่อราชการ โดยด่าทอเจ้าหน้าที่ซ้ำ ๆ ด้วยคำพูดทำนองว่า ที่ตำรวจไม่จับพ่อค้าแม่ค้าก็เพราะว่าแม่ค้าโดนจับจนจำหน้าตำรวจได้หมดแล้ว และ แม่ค้าเค้าเสียเงินให้ตำรวจแล้ว ตำรวจถึงไม่จับ

เหตุที่ต้องควบคุมตัว การกระทำดังกล่าวไม่ใช่การตั้งคำถามโดยสุจริต แต่เป็นการ กล่าวหาปรักปรำเจ้าพนักงานโดยไม่มีหลักฐาน เข้าข่ายความผิดฐานดูหมิ่นเจ้าพนักงาน ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้เตือนแล้วแต่ไม่หยุด จึงจำเป็นต้องดำเนินคดีและควบคุมตัวเข้าห้องขังตามขั้นตอน

ประเด็นเรื่องรื้อฟื้นเรื่องเก่า ส่วนที่อ้างว่าตำรวจรื้อฟื้นเรื่องเมื่อ 6 เดือนก่อนมากลั่นแกล้ง ไม่เป็นความจริง เพราะคนกลุ่มนี้คือกลุ่มเดิมที่เคยถูกเปรียบเทียบปรับไปแล้ว แต่ยังคงกระทำความผิดซ้ำซาก ไม่เข็ดหลาบจนถูกชาวบ้านร้องเรียนมาโดยตลอด.

3 ปมใช้กำลังและล็อกกุญแจมือ

ข้อเท็จจริง ภาพจากคลิปหลักฐานยืนยันว่า ในช่วงการจับกุม ผู้ต้องหาได้ทำการขัดขืนอย่างรุนแรง ทั้งด่าทอ ใช้เท้าถีบ และพยายามถ่มน้ำลายใส่เจ้าหน้าที่ตำรวจ

ข้อหาเพิ่มเติม การกระทำนี้เข้าข่ายข้อหา ต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานในการปฏิบัติการตามหน้าที่ เจ้าหน้าที่จึงมีความจำเป็นต้องใช้มาตรการทางกฎหมายในการควบคุมตัว ด้วยการใส่กุญแจมือ เพื่อระงับเหตุและป้องกันไม่ให้เกิดความเสียหายหรือทำร้ายเจ้าหน้าที่เพิ่มเติม

สรุปสถานการณ์จาก สภ.เมืองนนทบุรี

เจ้าหน้าที่ตำรวจจราจรปฏิบัติหน้าที่เพื่อส่วนรวม เนื่องจากรถคันดังกล่าวจอดซ้อนคันส่งผลกระทบต่อการจราจรอย่างมาก การจับกุมดำเนินคดีเป็นไปตามยุทธวิธีเพื่อระงับเหตุเนื่องจากผู้ต้องหาต่อสู้ขืนและพยายามทำร้ายร่างกาย ขณะนี้ สภ.เมืองนนทบุรี ได้รวบรวมพยานหลักฐาน ทั้งใบสั่ง บันทึกการปฏิบัติงาน และคลิปวิดีโอ พร้อมส่งฟ้องดำเนินคดีตามขั้นตอนกฎหมายต่อไป และระบุว่ากระแสข่าวที่ผู้ร้องเรียนกล่าวอ้างนั้นเป็นข้อมูลที่ บิดเบือน จากความเป็นจริง


https://www.facebook.com/share/p/1DJMVgFpGh/

 https://www.youtube.com/watch?v=-A1crWkZQv8 





‘จุลพันธ์’ ส่งโฆษกฯ ‘พิพัฒน์ชัย’ เดินหน้าพัฒนาทักษะ สร้างอาชีพ สร้างรายได้ประชาชน ในงาน Skill Up Open House 2026 ที่ชัยภูมิ

  ‘จุลพันธ์’ ส่งโฆษกฯ ‘พิพัฒน์ชัย’ เดินหน้าพัฒนาทักษะ สร้างอาชีพ สร้างรายได้ประชาชน ในงาน Skill Up Open House 2026 ที่ชัยภูมิ

วันที่ 11 มิถุนายน 2569 นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน มอบหมายให้ นายพิพัฒน์ชัย ไพบูลย์ โฆษกกระทรวงแรงงาน (ฝ่ายการเมือง) เป็นประธานเปิดงาน Skill Up Open House 2026 เปิดบ้านพัฒนาทักษะ สร้างอาชีพ สร้างรายได้ สู่คุณภาพชีวิตที่มั่นคง โดยมี นางสาวกานต์จรัส เอียดทองใส รองผู้ว่าราชการจังหวัดชัยภูมิ กล่าวต้อนรับ นางสาวนวพรรษ ปฏิมา ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาฝีมือแรงงานชัยภูมิ กล่าวรายงาน นอกจากนี้ยังมี นายสันติ นันตสุวรรณ รองปลัดกระทรวงแรงงาน นายโกเมศ ปิยะพันธุ์ ผู้ตรวจราชการกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน ผู้บริหารหน่วยงานในสังกัดกระทรวงแรงงาน ภาคีเครือข่าย และภาคเอกชน ร่วมเป็นเกียรติ ณ สำนักงานพัฒนาฝีมือแรงงานชัยภูมิ






นายพิพัฒน์ชัย ไพบูลย์ โฆษกกระทรวงแรงงาน (ฝ่ายการเมือง) กล่าวว่า รัฐบาล และกระทรวงแรงงาน โดยท่านจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการพัฒนาศักยภาพกำลังคนของประเทศ โดยมุ่งส่งเสริมให้ประชาชนทุกช่วงวัยเข้าถึงโอกาสในการพัฒนาทักษะอาชีพ ยกระดับทักษะฝีมือแรงงานทั้งการ Upskill / Reskill และการเรียนรู้ตลอดชีวิต เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจและสังคมในอนาคต ซึ่งกระทรวงแรงงาน โดยกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน ถือเป็นหน่วยงานที่เป็นกลไกสำคัญในการสร้างแรงงานให้มีคุณภาพ พัฒนาทักษะให้ตรงกับความต้องการของตลาดแรงงาน และส่งเสริมให้ประชาชนมีอาชีพ มีรายได้ และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ทางสำนักงานพัฒนาฝีมือแรงงานชัยภูมิ จึงได้จัดงานนี้เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนและภาคีเครือข่ายได้เยี่ยมชมการฝึกอบรม การสาธิตอาชีพ การทดสอบมาตรฐานฝีมือแรงงาน และการแสดงผลงานของผู้ผ่านการฝึกอบรม และยังเป็นเวทีแห่งโอกาสที่ผู้ผ่านการฝึกอบรมจะได้แสดงศักยภาพ แลกเปลี่ยนประสบการณ์ นำผลงานมาสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ ตลอดจนเป็นแรงบันดาลใจให้ประชาชนที่สนใจเข้ามาเรียนรู้และพัฒนาตนเอง


นายพิพัฒน์ชัย กล่าวเพิ่มเติมว่า งานในวันนี้ประกอบด้วยกิจกรรมสำคัญ ได้แก่ พิธีมอบวุฒิบัตรและมอบเครื่องมือพื้นฐานชุดการฝึก (ชุดเครื่องมือทำมาหากิน) แก่ผู้สำเร็จการฝึกอบรม หลักสูตรการสร้างรายได้ด้วยคอนเทนต์และโฆษณาออนไลน์ การทดสอบมาตรฐานฝีมือแรงงานแห่งชาติ สาขาช่างไฟฟ้าภายในอาคาร ระดับ 1 การจัดแสดงและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ของผู้ผ่านการฝึกอบรม การออกบูธประชาสัมพันธ์ภารกิจและบริการของหน่วยงานสังกัดกระทรวงแรงงาน และรับสมัครฝึกอบรมภายใต้งบประมาณจังหวัดชัยภูมิ จำนวน 15 หลักสูตร นอกจากนี้ยังได้เยี่ยมชมการฝึกอบรม หลักสูตรการนวดหน้าเพื่อความงาม และหลักสูตรการทำขนมเบเกอรี่มืออาชีพอีกด้วย


กระทรวงแรงงานขอขอบคุณจังหวัดชัยภูมิ สำนักงานพัฒนาฝีมือแรงงานชัยภูมิ และทุกภาคส่วนที่ร่วมกันจัดกิจกรรมที่เป็นประโยชน์ในการสร้างโอกาสทางอาชีพ ลดความเหลื่อมล้ำ และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนได้อย่างยั่งยืน” โฆษกกระทรวงแรงงาน กล่าว

ทีเส็บ ภาคใต้ ปักหมุดขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ดัน ‘หาดใหญ่-สงขลา’ สู่ศูนย์กลางไมซ์ระดับสากล ในงาน "The Southern MICE Economic Forum 2026"

  ทีเส็บ ภาคใต้ ปักหมุดขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ดัน ‘หาดใหญ่-สงขลา’ สู่ศูนย์กลางไมซ์ระดับสากล ในงาน "The Southern MICE Economic Forum 2026"

สำนักส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการภาคใต้ (ทีเส็บ) ประกาศความพร้อมจัดงานครั้งยิ่งใหญ่ "The Southern MICE Economic Forum 2026"ภายใต้แนวคิด "ผนึกกำลังไมซ์ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจใต้สู่สากล" ในวันที่ 16 มิถุนายน 2569 ณ ศูนย์ประชุมนานาชาติฉลองสิริราชสมบัติครบ ๖๐ ปี (ICC Hat Yai) อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา มุ่งเป้าพลิกโฉมภาคใต้สู่การเป็นจุดหมายปลายทางด้านอุตสาหกรรมไมซ์ (MICE) ในระดับนานาชาติอย่างยั่งยืน

งานในครั้งนี้ถือเป็นแพลตฟอร์มสำคัญที่ตั้งใจสร้างขึ้นเพื่อนักลงทุน ผู้ประกอบการ และบุคลากรในอุตสาหกรรมไมซ์ พื้นที่ภาคใต้ โดยไม่ได้เป็นเพียงแค่เวทีสัมมนาทั่วไป แต่คือพื้นที่แห่งการจุดประกายโอกาสทางธุรกิจใหม่ ๆ และการเชื่อมโยงเครือข่ายพันธมิตรแบบครบวงจร เพื่อแสดงศักยภาพของ "หาดใหญ่-สงขลา" เมืองแห่งวัฒนธรรมที่เป็นฟันเฟืองสำคัญทางเศรษฐกิจ และพร้อมเป็นต้นแบบ "MICE City" ของประเทศไทย

เจาะลึก 5 ไฮไลต์ พลิกฟื้นเศรษฐกิจและสร้างมูลค่าเพิ่มให้ท้องถิ่น

ภายในงานอัดแน่นด้วยกิจกรรมเชิงกลยุทธ์ที่ตอบโจทย์ทั้งการให้องค์ความรู้และการสร้างคอนเนกชัน ประกอบด้วย:

The Southern MICE Economic Forum [Stage]: เวทีเจาะลึกอุตสาหกรรมไมซ์ทุกมิติ ผ่าน 6 หัวข้อเสวนาพิเศษ จาก 16 วิทยากรผู้เชี่ยวชาญระดับแนวหน้าที่จะมาถอดบทเรียนและแชร์ประสบการณ์เพื่อก้าวทันกระแสโลก

The Southern MICE Economic Forum [Networking]: พื้นที่เจรจาธุรกิจเพื่อสร้างคอมมูนิตี้สำหรับคนรุ่นใหม่และผู้ประกอบการที่พร้อมต่อยอดพาร์ตเนอร์ชิปและขับเคลื่อนวงการไมซ์ภาคใต้

South Serve [Chef’s Table & Short Course]: เปิดประสบการณ์รสชาติสไตล์ ‘Southern Twist’ โดยเชฟท้องถิ่นที่จะมาถ่ายทอดเทคนิคการยกระดับอาหารพื้นบ้านสงขลาสู่อาหารจัดเลี้ยงระดับสากลเพื่อเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจ

Walk with The Old Town of Hat Yai: กิจกรรมลงพื้นที่สำรวจย่านเก่าในมุมมองใหม่ 'Old Town in a New City' ร่วมพูดคุยกับคนในพื้นที่เพื่อค้นหาความเป็นไปได้ในการเปลี่ยนอัตลักษณ์ชุมชนให้เป็นอีเวนต์ระดับโลก

Photo Essay [Exhibition]: นิทรรศการภาพถ่าย 50 ผลงานที่สะท้อนเรื่องราวอาหาร การเดินทาง และวิถีชีวิตของสงขลา พร้อมกิจกรรม Interactive ‘แช-แช : Chair-Share’ พื้นที่เปิดรับฟังเสียงและไอเดียจากคนในวงการไมซ์


ผู้ที่สนใจสามารถเข้าร่วมงานได้ใน วันอังคารที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2569 เวลา 09.00 - 18.00 น. ที่ ICC Hat Yai ศูนย์ประชุมนานาชาติฉลองสิริราชสมบัติครบ ๖๐ ปี อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา และเปิดให้ผู้ที่สนใจลงทะเบียนเข้าร่วมงานล่วงหน้าได้แล้ววันนี้ (ไม่มีค่าใช้จ่าย) ที่ bizconnect.tceb.or.th/e/812/the-southern-mice-economic-forum-2026 หรือสามารถติดตามรายละเอียดกิจกรรมเพิ่มเติมได้ที่ Facebook Page: The Southern MICE


วันพุธที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2569

โอกาสสุดท้าย! ท้าประลองความสามารถ สมัครแข่งขันฝีมือแรงงานแห่งแชาติ(ระดับภาค) ถึง 12 มิ.ย.นี้

 โอกาสสุดท้าย! ท้าประลองความสามารถ สมัครแข่งขันฝีมือแรงงานแห่งแชาติ(ระดับภาค) ถึง 12 มิ.ย.นี้

กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน เชิญชวนเยาวชนไทยที่มีทักษะฝีมือและใจรักในสายอาชีพ รีบสมัครการแข่งขันฝีมือแรงงานแห่งชาติ ครั้งที่ 31 ระดับภาค ก่อนปิดรับสมัครในวันที่ 12 มิถุนายน 2569 เพื่อร่วมพิสูจน์ศักยภาพบนเวทีแห่งความสามารถ พร้อมคว้าโอกาสก้าวสู่เส้นทางการแข่งขันฝีมือแรงงานระดับประเทศและระดับโลกต่อไป

นายสมาสภ์ ปัทมะสุคนธ์ อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน เปิดเผยว่า การเปิดรับสมัครการแข่งขันฝีมือแรงงานแห่งชาติ ครั้งที่ 31 ระดับภาค (WorldSkills Thailand 2026 – Regional Competition) ได้เดินทางมาถึงโค้งสุดท้าย ในวันที่ 12 มิถุนายน 2569 โดยได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากเยาวชนทั่วประเทศ มีผู้สนใจสมัครเข้าร่วมการแข่งขันเป็นจำนวนมาก สะท้อนให้เห็นถึงความตื่นตัวของคนรุ่นใหม่ในการพัฒนาทักษะฝีมือ และเตรียมความพร้อมสู่ตลาดแรงงานคุณภาพ สำหรับการแข่งขันระดับภาคในปีนี้ จัดขึ้นระหว่าง วันที่ 8-10 กรกฎาคม 2569 โดยการแข่งขัน ครอบคลุม 6 กลุ่มสาขาอาชีพ จำนวน 25 สาขา ประกอบด้วย กลุ่มสาขาอาชีพเทคโนโลยีอุตสาหกรรมการผลิต กลุ่มสาขาอาชีพเทคโนโลยีการสื่อสาร กลุ่มสาขาอาชีพแฟชั่นและครีเอทีฟ กลุ่มสาขาอาชีพขนส่งและโลจิสติกส์ กลุ่มสาขาอาชีพเทคโนโลยีก่อสร้างและอาคาร และกลุ่มสาขาอาชีพบริการส่วนบุคคลและสังคม โดยแข่งพร้อมกัน 4 สนามแข่งขันทั่วประเทศ ได้แก่ กลุ่มจังหวัดภาคกลาง ณ สถาบันพัฒนาฝีมือแรงงาน 2 สุพรรณบุรี กลุ่มจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ณ สถาบันพัฒนาฝีมือแรงงาน 7 อุบลราชธานี กลุ่มจังหวัดภาคเหนือ ณ สถาบันพัฒนาฝีมือแรงงาน 10 ลำปาง และกลุ่มจังหวัดภาคใต้ ณ สถาบันพัฒนาฝีมือแรงงาน 11 สุราษฎร์ธานี  คุณสมบัติของผู้สมัครต้องมีสัญชาติไทย อายุระหว่าง 15 – 20 ปี (เกิดระหว่างปี พ.ศ. 2549 – 2554) ยกเว้นสาขาเมคคาทรอนิกส์ และสาขาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ ซึ่งเป็นการแข่งขันประเภททีม สามารถมีอายุได้ไม่เกิน 23 ปี และต้องไม่เคยเข้าร่วมการแข่งขันฝีมือแรงงานอาเซียน การแข่งขันฝีมือแรงงานเอเชีย หรือการแข่งขันฝีมือแรงงานนานาชาติ 

อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน กล่าวเพิ่มเติมว่า  ขอเชิญชวนเยาวชนคนเก่งจากทั่วประเทศรีบมาสมัครในช่วงโค้งสุดท้าย ภายใน 12 มิถุนายน นี้  ผ่านระบบออนไลน์ พร้อมศึกษารายละเอียดขั้นตอนการสมัครและข้อมูลเพิ่มเติมได้ทาง เพจกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน และเพจ WorldSkills Thailand  “การแข่งขันครั้งนี้ เราจะได้มีโอกาสแสดงศักยภาพ สั่งสมประสบการณ์ และต่อยอดสู่การเป็นตัวแทนประเทศไทยในเวทีอาเซียน เอเชีย และระดับนานาชาติ อย่าปล่อยให้โอกาสครั้งนี้ผ่านไป  มาร่วมเป็นส่วนหนึ่งของเวทีการแข่งขันครั้งนี้ด้วยกัน” อธิบดีกล่าวทิ้งท้าย

สคส. จัดงาน “ครบรอบ 4 ปี สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล”ส่งสัญญาณยกระดับ PDPA ไทย สร้างความเชื่อมั่นเศรษฐกิจดิจิทัล

  สคส. จัดงาน “ครบรอบ 4 ปี สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล”ส่งสัญญาณยกระดับ PDPA ไทย สร้างความเชื่อมั่นเศรษฐกิจดิจิทัล ความเคลื่อน...