วันอังคารที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2569

วธ. ยกระดับสังคมคุณธรรม เร่งเครื่องแผนส่งเสริมคุณธรรมแห่งชาติ ระยะที่ 3​ ชู “ระบบเครดิตคุณธรรม” เปลี่ยนความดีให้เป็นทุนชีวิต

 วธ. ยกระดับสังคมคุณธรรม เร่งเครื่องแผนส่งเสริมคุณธรรมแห่งชาติ ระยะที่ 3​ ชู “ระบบเครดิตคุณธรรม” เปลี่ยนความดีให้เป็นทุนชีวิต

วันที่ 13 กรกฎาคม 2569 เวลา 10.00 น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ประธานกรรมการส่งเสริมคุณธรรมแห่งชาติ มอบหมายให้นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม รองประธานกรรมการ คนที่ 1 เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการส่งเสริมคุณธรรมแห่งชาติ ครั้งที่ 2/2569 พร้อมด้วยผู้ทรงคุณวุฒิ และผู้แทนหน่วยงานต่าง ๆ เข้าร่วมประชุม ณ ศูนย์ประชุมกระทรวงวัฒนธรรม ชั้น 8 อาคารวัฒนธรรมวิศิษฏ์ กระทรวงวัฒนธรรม





นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม เปิดเผยว่า การประชุมครั้งนี้ได้ติดตามผลการดำเนินงานที่ผ่านมา ซึ่งมีความก้าวหน้าในหลายด้าน ได้แก่ การกำหนดมาตรฐานความซื่อสัตย์สุจริตสำหรับผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองและองค์กรอิสระ การยกระดับความโปร่งใสในการคัดเลือก “คนดีศรีจังหวัด” และ “คนดีศรีกรุงเทพมหานคร” รวมถึงการบูรณาการคุณธรรม 5 ประการ (พอเพียง วินัย สุจริต จิตอาสา และกตัญญู) เข้ากับหลักธรรมาภิบาลในองค์กรต่าง ๆ ทั่วประเทศ สำหรับทิศทางการขับเคลื่อนในระยะต่อไป ที่ประชุมให้ความสำคัญกับประเด็นสำคัญ 3 เรื่อง ได้แก่ (1) การจัดทำ (ร่าง) แผนปฏิบัติการด้านการส่งเสริมคุณธรรมแห่งชาติ ระยะที่ 3 (พ.ศ. 2571 - 2575) โดยมุ่งเน้นการพัฒนาทุนชีวิตเด็กอายุต่ำกว่า 13 ปี ซึ่งเป็นช่วงวัยที่สำคัญที่สุดในการบ่มเพาะพฤติกรรมและการเรียนรู้ โดยใช้กลไกส่งเสริมคุณธรรมที่สอดคล้องกับพัฒนาการตามช่วงวัย พร้อมสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการปลูกฝังคุณธรรม ผ่านพื้นที่ปลอดภัยและสร้างสรรค์ เพื่อให้เด็กสามารถเรียนรู้และซึมซับค่านิยมที่ดีงามได้จากทุกมิติรอบตัว ทั้งบ้าน วัด โรงเรียน และชุมชน โดยแผนงานนี้จะเน้นการดึงทุกภาคส่วนเข้ามามีส่วนร่วมในการเป็นต้นแบบที่ดี เพื่อให้เด็กได้รับการปลูกฝังคุณธรรมและมีภูมิคุ้มกันทางสังคม ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญในการส่งเสริมให้เด็กเติบโตเป็นคนดี คนเก่ง และคนมีคุณภาพของประเทศ (2) ผลักดันระบบเครดิตคุณธรรมให้เป็นรูปธรรม เพื่อสร้างสังคมที่ยกย่องคนดี โดยมุ่งเน้นการศึกษาและพัฒนาระบบบันทึกข้อมูลความดีที่มีมาตรฐาน เพื่อเปลี่ยนพฤติกรรมคุณธรรมที่เป็นนามธรรมให้กลายเป็น “ทุนทางสังคม” ที่วัดผลได้จริง โดยจะดำเนินการศึกษาวิจัยเพื่อเชื่อมโยงผลลัพธ์จากการทำความดีเข้ากับสิทธิประโยชน์เชิงรูปธรรมจากหลายภาคส่วน ซึ่งจะส่งผลให้ผู้ที่มีเครดิตคุณธรรมได้รับโอกาสในหลายด้าน เช่น ด้านการศึกษา ได้รับทุนการศึกษาเป็นกรณีพิเศษ การเข้าถึงสวัสดิการภาครัฐที่สะดวกและรวดเร็วยิ่งขึ้น รวมถึงการได้รับโอกาสในการสมัครงานหรือการพิจารณาตำแหน่งหน้าที่ในอนาคต เป้าหมายสำคัญคือการสร้างสังคมที่ยกย่องคนดี โดยเปลี่ยนการทำความดีให้เป็นทุนชีวิตที่มีคุณค่า และสามารถต่อยอดไปสู่โอกาสต่างๆ ในสังคมได้ ซึ่งจะเป็นแรงจูงใจให้ประชาชนทุกวัยมุ่งมั่นทำความดีจนกลายเป็นพฤติกรรมที่ยั่งยืน (3) ปรับโฉมกลไกการประเมินจังหวัดคุณธรรมให้มีมาตรฐาน เพื่อสร้างความเป็นเอกภาพและยกระดับธรรมาภิบาลในระดับพื้นที่อย่างเข้มแข็ง ซึ่งที่ประชุมได้ร่วมกันพิจารณาการปรับปรุงกลไกการประเมินจังหวัดคุณธรรม โดยมอบหมายให้คณะอนุกรรมการด้านการประเมินบุคคล ชุมชน องค์กร อำเภอ และจังหวัดคุณธรรม ทำหน้าที่เป็นกลไกหลักในการประเมินจังหวัดคุณธรรมทั้ง 3 ระดับ ได้แก่ ระดับส่งเสริมคุณธรรม ระดับพัฒนาคุณธรรม และระดับคุณธรรมต้นแบบ รวมทั้งการคัดเลือกจังหวัดคุณธรรมต้นแบบโดดเด่น เริ่มตั้งแต่ปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 เป็นต้นไป เพื่อให้การประเมินจังหวัดคุณธรรมได้รับการรับรองมาตรฐานจากส่วนกลาง มีความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และสะท้อนผลสัมฤทธิ์ของการขับเคลื่อนคุณธรรมในระดับพื้นที่อย่างแท้จริง โดยการปรับปรุงนี้จะช่วยให้สามารถจัดเก็บฐานข้อมูลคุณธรรมระดับจังหวัดได้อย่างเป็นระบบ และพัฒนาศักยภาพพื้นที่ให้เป็นต้นแบบที่ดีได้มากยิ่งขึ้น พร้อมกันนี้ มีมติให้ยกเลิกคณะอนุกรรมการส่งเสริมคุณธรรมกระทรวงมหาดไทย และปรับใช้กลไกคณะอนุกรรมการส่งเสริมคุณธรรมระดับกระทรวงในการขับเคลื่อนองค์กรคุณธรรมของกระทรวงมหาดไทย เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ลดความซ้ำซ้อนของโครงสร้าง และทำให้การบริหารจัดการมีความคล่องตัวมากยิ่งขึ้น อันจะเป็นการวางรากฐานสำคัญในการขับเคลื่อนสังคมคุณธรรมที่เข้มแข็งจากฐานราก สู่การเป็นเครือข่ายความดีที่มีเอกภาพครอบคลุมทั่วทุกภูมิภาคของประเทศ










นอกจากนี้ ที่ประชุมได้รับทราบผลการดำเนินงานของคณะอนุกรรมการระดับนโยบายทั้ง 4 คณะ ซึ่งได้ขับเคลื่อนแผนปฏิบัติการด้านการส่งเสริมคุณธรรมแห่งชาติ ระยะที่ 2 (พ.ศ. 2566 - 2570) อย่างต่อเนื่อง โดยมีความก้าวหน้าที่สำคัญ อาทิ การจัดทำร่างแผนปฏิบัติการด้านการส่งเสริมคุณธรรมแห่งชาติ ระยะที่ 3 การพัฒนาแนวทางส่งเสริมคุณธรรมสำหรับเด็กอายุต่ำกว่า 13 ปี การศึกษาระบบเครดิตคุณธรรมเพื่อสร้างแรงจูงใจให้ประชาชนทำความดี การผลิตสื่อและกิจกรรมสร้างการรับรู้ด้านคุณธรรม รวมถึงการประเมินและยกย่องชุมชน องค์กร อำเภอ และจังหวัดคุณธรรมต้นแบบ ตลอดจนการคัดเลือกคนดีศรีจังหวัดและคนดีศรีกรุงเทพมหานคร เพื่อขยายผลการสร้างสังคมคุณธรรมในทุกพื้นที่


ทั้งนี้ ที่ประชุมมีมติปรับปรุงองค์ประกอบ หน้าที่ และอำนาจของคณะอนุกรรมการระดับนโยบายและระดับปฏิบัติการ ให้สอดคล้องกับภารกิจและทิศทางการดำเนินงานในอนาคต รองรับการจัดทำแผนปฏิบัติการด้านการส่งเสริมคุณธรรมแห่งชาติ ระยะที่ 3 ซึ่งจะเป็นกรอบนโยบายสำคัญในการพัฒนาคุณธรรมของประเทศในช่วงปี พ.ศ. 2571 - 2575 และผลการติดตามตัวชี้วัดภายใต้แผนปฏิบัติการด้านการส่งเสริมคุณธรรมแห่งชาติ ระยะที่ 2 สะท้อนให้เห็นพัฒนาการในหลายด้าน โดยดัชนีคุณธรรม 5 ประการ และระดับคุณธรรมในการบริหารงานของหน่วยงานภาครัฐมีแนวโน้มดีขึ้นจากปีที่ผ่านมา ขณะที่การพัฒนาระบบเครดิตทางสังคมและการขยายเครือข่ายองค์กรคุณธรรมมีความก้าวหน้าอย่างต่อเนื่อง แม้ยังมีบางตัวชี้วัดที่ต้องเร่งรัดให้บรรลุเป้าหมาย โดยเฉพาะการสร้างการมีส่วนร่วมของประชาชนและการพัฒนาทุนชีวิตเด็กและเยาวชน ซึ่งจะเป็นหัวใจสำคัญของแผนส่งเสริมคุณธรรม ระยะที่ 3 อีกทั้ง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรมยังเน้นย้ำให้ส่งเสริมและเผยแพร่สื่อสร้างสรรค์ด้านคุณธรรมอย่างต่อเนื่องผ่านแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจและภูมิคุ้มกันที่ดีแก่เด็กและเยาวชน พร้อมยก “น้องเนเน่” เป็นแบบอย่างของความมีวินัยและความมุ่งมั่นสู่เป้าหมาย รวมทั้งให้สื่อสารเรื่อง “ความพอเพียง” ให้ชัดเจน เข้าใจง่าย และเข้าถึงเด็กและเยาวชน โดยทุกภาคส่วนร่วมกันขับเคลื่อนคุณธรรมให้เป็นเรื่องใกล้ตัวและนำไปใช้ได้จริง


รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม กล่าวว่า กระทรวงวัฒนธรรมจะเดินหน้าบูรณาการการทำงานร่วมกับทุกภาคส่วน เพื่อยกระดับการส่งเสริมคุณธรรม สร้างระบบที่สนับสนุนการทำความดีให้เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องในทุกมิติ ตั้งแต่ระดับบุคคล ครอบครัว ชุมชน องค์กร จังหวัด ไปจนถึงระดับประเทศ เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันทางสังคม และวางรากฐานประเทศไทยให้เป็นสังคมที่เข้มแข็งด้วยคุณธรรม จริยธรรม และความรับผิดชอบต่อส่วนรวมอย่างยั่งยืน.


ตม.จว.ปทุมธานี ขานรับนโยบายเร่งด่วนรัฐบาล และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ทลายรัง “นอมินีข้ามชาติ” บุกค้นบ้านหรูซุก 27 บริษัท ผงะ! พบ 17 บริษัทเข้าข่ายนอมินี เจาะลึกเส้นทางการเงินแค่ 3 บริษัท 5 เดือน พุ่งทะลุกว่า 130 ล้าน

 ตม.จว.ปทุมธานี ขานรับนโยบายเร่งด่วนรัฐบาล และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ทลายรัง “นอมินีข้ามชาติ” บุกค้นบ้านหรูซุก 27 บริษัท ผงะ! พบ 17 บริษัทเข้าข่ายนอมินี เจาะลึกเส้นทางการเงินแค่ 3 บริษัท 5 เดือน พุ่งทะลุกว่า 130 ล้าน 





🟢ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.ต.ทรงโปรด สิริสุขะ  ผบก.ตม.3, พ.ต.อ.ชินวุฒิ ตั้งวงษ์เลิศ รอง ผบก.ตม.3,พ.ต.อ.ณัฐกิตติ์ มีสุข ผกก.ตม.จว.ปทุมธานี, พ.ต.ท.พีรพัฒน์ คล้ายคลึง รอง ผกก.ตม.จว.ปทุมธานี, พ.ต.ต.หญิง สุภางค์กาญน์ มนตรีพิศาล สว.ตม.จว.ปทุมธานีและ พ.ต.ท.รวีศักดิ์ สุริยภักดิ์ สว.ฝ่ายบริการการศึกษา ศฝร.ตม. ช่วยราชการ ตม.จว.ปทุมธานี ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ตำรวจ นำโดย ร.ต.อ.ชาติชนก สุวรรณทรรภ และร.ต.อ.สุวิทย์ สุทัศน์ รอง สว.ตม.จว.ปทุมธานี พร้อมกำลังเจ้าหน้าที่ชุดสืบสวน, เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.สามโคก และจัดหางานจังหวัดปทุมธานี  


🟢ร่วมกันตรวจค้นบ้านเดี่ยวแห่งหนี่ง ม.4 ต.สามโคก อ.สามโคก จ.ปทุมธานี ตามหมายค้นของศาลจังหวัดปทุมธานี ที่ ค.185/2569 ลงวันที่ 13 ก.ค.69   ในการตรวจค้นมี นาย ท (นามสมมุติ) สัญชาติไทย แสดงตัวเป็นเจ้าบ้าน และนำเจ้าหน้าที่ตรวจค้น ผลการตรวจค้นปรากฎว่า สถานที่ดังกล่าวถูกใช้เป็น สำนักงานบัญชี รับจดทะเบียนบริษัทและให้คำปรึกษาเกี่ยวกับงบการเงินของบริษัท และยังพบอีกว่าบ้านหลังดังกล่าวยังเป็นที่ตั้งจดทะเบียนของบริษัททั้งหมด 27 บริษัท โดยใช้บริเวณโถงชั้นล่างของบ้าน เป็นออฟฟิศจำลองของบริษัทที่รับจดทะเบียน จากการตรวจสอบพบว่ามี นิติบุคคล ที่ถูกจดทะเบียนด้วยเงินทุน 10,000 บาท โดยมีผู้ถือหุ้นชาวไต้หวันหนึ่งราย ถือหุ้นในสัดส่วนร้อยละ 49 และผู้ถือหุ้นชาวไทย ถือหุ้นในสัดส่วนร้อยละ 51 จากการสอบถามเจ้าบ้านซึ่งทำหน้าที่เป็นผู้รับจดทะเบียนนิติบุคคลให้การรับสารภาพว่า ได้มีลูกค้าติดต่อมาให้ตนช่วยจดทะเบียนบริษัทให้บุคคลชาวไต้หวันจำนวน 17 คนรวม 17 บริษัท โดยมีเงื่อนไขให้จัดหาคนไทยมาร่วมเป็นผู้ถือหุ้นให้ เพื่อให้สามารถจัดตั้งนิติบุคคลได้ โดยคนไทยที่เกี่ยวข้องเป็นผู้ถือหุ้นแทนทั้งหมดล้วนเป็นบุคคลใกล้ชิดที่รู้จักกับตน และล้วนเป็นบุคคลที่ว่างงานหรือประกอบอาชีพเป็นไรเดอร์ โดยตนได้รับค่าจ้างในการจดทะเบียนบริษัทละ ประมาณ 12,000 - 15,000 บาท  อีกทั้งจากการตรวจสอบยังพบว่าบัญชีนิติบุคคลของบางบริษัท มีความเชื่อมโยงกับระบบรับแจ้งความออนไลน์ พบเงินหมุนเวียนกว่า 130 ล้านบาทในเวลา 5 เดือน ในที่เกิดเหตุจึงได้ทำการตรวจยึดเอกสารการที่เกี่ยวข้องกับจดทะเบียนนิติบุคคล และสำเนาหนังสือเดินทางของชาวไต้หวัน ของทั้ง 17 บริษัท รวมถึงตรายางของบริษัทต่างๆ นำส่งพนักงานสอบสวน สภ.สามโคก ดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป



การปฏิบัติการครั้งนี้ ตม.จว.ปทุมธานี ได้ขานรับนโยบายเร่งด่วนของ ผบ.ตร.-ผบช.สตม. เดินหน้าปราบปรามขบวนการ “นอมินี” หรือการใช้บุคคลสัญชาติไทยถือหุ้นแทนชาวต่างชาติ รวมถึงการสกัดกั้นอาชญากรรมข้ามชาติ และยืนยันเดินหน้าป้องกัน ปราบปราม และบังคับใช้กฎหมายกับการกระทำผิดของคนต่างด้าวและอาชญากรรมข้ามชาติอย่างต่อเนื่อง พร้อมเปิดช่องทางให้ประชาชนร่วมแจ้งเบาะแส หากพบเห็นการกระทำผิดสามารถติดต่อสายด่วนสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง โทร. 1178 ได้ทันที

รพ.ศุขเวชก้าวสู่ปีที่ 29 เร่งขยายเพิ่ม 50 สาขาเพื่อดูแลผู้สูงอายุกว่า 1,000 เตียงมั่นใจธุรกิจในเครือกว่า 10 แห่งพร้อมรองรับตลาดเพื่อสุขภาพแบบครบวงจร

 รพ.ศุขเวชก้าวสู่ปีที่ 29 เร่งขยายเพิ่ม 50 สาขาเพื่อดูแลผู้สูงอายุกว่า 1,000 เตียงมั่นใจธุรกิจในเครือกว่า 10 แห่งพร้อมรองรับตลาดเพื่อสุขภาพแบบครบวงจร

โรงพยาบาลศุขเวชฉลองครบรอบ 28 ปี พร้อมก้าวสู่ปีที่ 29 อย่างมั่นคงด้วยธุรกิจเวลเนสและดูแลผู้สูงอายุ 13 สาขา ตั้งเป้าภายใน 5 ปีขยายเพิ่ม 50 สาขา มั่นใจบริการต่าง ๆ ของธุรกิจในเครือ เช่น ตรวจสุขภาพเคลื่อนที่ ผลิตชุดตรวจทางการแพทย์ บำบัดผู้ติดยาเสพติด รีสอร์ทและเวลเนส รวมทั้งท่องเที่ยวต่างประเทศ และโรงเรียนผลิตบุคลากรดูแลผู้สูงอายุ  มีความพร้อมรองรับตลาดครบวงจร 

              นายเจษฎา ณ ปลอด กรรมการ บริษัท นวศรี การแพทย์ จำกัด และผู้อำนวยการโรงพยาบาลศุขเวช เปิดเผยถึงการให้บริการของโรงพยาบาลว่า การก้าวสู่ปีที่ 29 ถือเป็นความสำเร็จและการเติบโตอย่างมั่นคงของธุรกิจเวลเนสและศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ ซึ่งปัจจุบันมีสาขาให้บริการจำนวน 13 แห่ง กว่า 250 เตียง และมีเป้าหมายจะขยายเป็น 50 สาขาจำนวน 1,000 เตียง ภายใน 5 ปี เนื่องจากมีความพร้อมทั้งบุคลากรและบริการต่าง ๆ ของบริษัทในเครือ ซึ่งสามารถรองรับกลุ่มเป้าหมายที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกันธุรกิจเวลเนสและศูนย์ดูแลผู้สูงอายุเป็นบริการมีความสำคัญต่อสุขภาพและการใช้ชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะในช่วงที่ประเทศไทยได้ก้าวสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างเต็มรูปแบบ จึงมั่นใจว่าธุรกิจในเครือโรงพยาบาลศุขเวชจะสามารถตอบสนองความต้องการได้เป็นอย่างดี เนื่องจากมีบริการต่าง ๆ อย่างครบวงจร

           ทั้งนี้ โรงพยาบาลศุขเวชเปิดให้บริการรักษาโรคทั่วไป รวมทั้งบริการอื่น ๆ เช่น บริการคลินิกบัตรทอง 30 บาท บริการตรวจสุขภาพและฉีดวัคซีน บริการรถพยาบาลฉุกเฉินตลอด 24 ชั่วโมง บริการรักษาดูแลผู้ป่วยติดเตียง บริการฟื้นฟูสุขภาพผู้สูงอายุ และมีบริการดูแลผู้สูงอายุภายใต้แบรนด์บ้านศุขเวชจำนวน 13 สาขา นอกจากนี้แล้วยังมีบริการ SUKAVEJ NURSE จัดทีมแพทย์และพยาบาลประจำโรงงาน  ซึ่งที่ผ่านมาได้รับความไว้วางใจจากองค์กรต่าง ๆ กว่า 60 แห่งทั่วประเทศใช้บริการดังกล่าว และบริการ ALL CARE เป็นบริการส่งนักบริบาลไปดูแลผู้สูงอายุและคนไข้ติดเตียงถึงบ้าน

              นายเจษฎาเปิดเผยเพิ่มเติมว่า นอกจากธุรกิจดูแลและฟื้นฟูสุขภาพผู้สูงอายุแล้ว บริษัทฯ ยังมีธุรกิจอื่น ๆ ที่สามารถรองรับตลาดเวลเนสได้เป็นอย่างดี เช่น บริการ Life Diag  เป็นธุรกิจห้องปฏิบัติการและตรวจสุขภาพเคลื่อนที่ สำหรับองค์กรต่าง ๆ ทั้งภาครัฐและเอกชน รวมทั้งธุรกิจ AFFINOME ซึ่งเป็นในผู้พัฒนาชุดตรวจคัดกรองโรคอัลไซเมอร์จากน้ำลาย รวมทั้งผลิตอุปกรณ์เกี่ยวกับผู้สูงอายุทุกชนิด นอกจากนี้แล้วยังมีศูนย์ฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด  PETCH NAVA HOPE CARE  ที่ให้บริการแบบ VIP  ทั้งยังมีธุรกิจรีสอร์ทและเวลเนสสำหรับผู้เกษียณอายุชาวต่างชาติ YAJAI BEACH RESORT อยู่ที่หาดจ้าวหลาว จังหวัดจันทบุรี และมีโรงเรียนกรุงเทพอินเตอร์การบริบาล สำหรับผลิตผู้ช่วยพยาบาลและผู้ดูแลผู้สูงอายุ ให้มีคุณภาพในการดูแลผู้ป่วยรวมทั้งบริการต่าง ๆ  ของโรงพยาบาล  อีกบริการหนึ่งที่ได้รับความสนใจเป็นอย่างดีคือ  GOLDEN CARE TRAVEL เป็นบริการท่องเที่ยวต่างประเทศสำหรับผู้สูงอายุและครอบครัว ภายใต้การดูแลของทีมสุขภาพของโรงพยาบาล เพื่อให้เกิดความมั่นใจในการเดินทางทั้งก่อนและหลังการเดินทาง 

 “สำหรับธุรกิจต่าง ๆ ที่อยู่ในเครือของโรงพยาบาลศุขเวช เกิดจากความมุ่งมั่นในการพัฒนาเพื่อให้มีบริการแบบครบวงจร และสามารถตอบสนองความต้องการของกลุ่มเป้าหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพ เนื่องจากให้ความสำคัญกับการส่งเสริม ป้องกัน และฟื้นฟูสุขภาพของผู้รับบริการ รวมทั้งมีโครงการรณรงค์ในการป้องกันและให้ความรู้ในโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง เช่น โรคความดันโลหิตสูง เบาหวาน  ไขมันในเลือดสูง และโรคอ้วน ซึ่งมักจะเกิดขึ้นกับกลุ่มผู้สูงอายุ ทั้งนี้ โรงพยาบาลมีนโยบายหลักเน้นเรื่องการรักษาโรคเบื้องต้น ภายใต้ขอบเขตของแพทย์และพยาบาลวิชาชีพ หากมีการเจ็บป่วยนอกเหนือจากบทบาทของห้องพยาบาล จะมีการส่งต่อไปโรงพยาบาลตามสิทธิการรักษาที่เหมาะสมต่อไป” นายเจษฎากล่าวและเปิดเผยเพิ่มเติมว่า นอกจากบริการด้านเวลเนสและฟื้นฟูสุขภาพผู้สูงอายุที่ประสบความสำเร็จเป็นอย่างดีแล้ว บริการงานพยาบาลถือว่าได้รับความไว้วางใจจากองค์กรชั้นนำต่าง ๆ  เนื่องจากมีบริการรับจัดตั้งห้องปฐมพยาบาลประจำสถานประกอบการโดยทีมแพทย์และพยาบาลวิชาชีพ เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถปฏิบัติงานและให้การปฐมพยาบาลเบื้องต้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ

 สำหรับผู้ที่สนใจบริการต่าง ๆ  สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ โรงพยาบาลศุขเวช เลขที่ 20/6 ซอยนวศรี 2 ถนนรามคำแหง 21 แขวงพลับพลา เขตวังทองหลาง กรุงเทพฯ 10310 โทรศัพท์ 02-319-5870, 02-319-5871, 086-366-2711, 087- 091-0385, 098-653-5156

วศ. ผนึกคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาฯ ผลักดันห้องปฏิบัติการทดสอบวัสดุก่อสร้างสู่ DSS Recognized Laboratory เสริมความเชื่อมั่นโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ

 วศ. ผนึกคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาฯ ผลักดันห้องปฏิบัติการทดสอบวัสดุก่อสร้างสู่ DSS Recognized Laboratory เสริมความเชื่อมั่นโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ

         กรมวิทยาศาสตร์บริการ (วศ.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดยสถาบันพัฒนาเครือข่ายวิทยาศาสตร์บริการ เดินหน้าขยายเครือข่ายความร่วมมือกับคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เพื่อผลักดันห้องปฏิบัติการทดสอบวัสดุก่อสร้างสู่การรับรอง DSS Recognized Laboratory ยกระดับคุณภาพการทดสอบให้มีความถูกต้อง แม่นยำ และเป็นที่ยอมรับ พร้อมเสริมความแข็งแกร่งของโครงสร้างพื้นฐานทางคุณภาพของประเทศ (National Quality Infrastructure : NQI) รองรับการพัฒนาอุตสาหกรรมก่อสร้างและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ


         การประชุมหารือจัดขึ้น ณ ห้องประชุม 211 อาคารภาควิชาวิศวกรรมโยธา คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยมี ดร.หนึ่งฤทัย แสแสงสีรุ้ง ผู้อำนวยการศูนย์พัฒนาเครือข่ายและวิเทศสัมพันธ์ เป็นหัวหน้าคณะผู้แทนกรมวิทยาศาสตร์บริการ ร่วมประชุมกับ รศ.ดร.บุญชัย แสงเพชรงาม ผู้อำนวยการหน่วยทดสอบ คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และคณะผู้เชี่ยวชาญ เพื่อกำหนดแนวทางความร่วมมือด้านการพัฒนาระบบคุณภาพ การพัฒนาศักยภาพบุคลากร การถ่ายทอดองค์ความรู้ และการเตรียมความพร้อมห้องปฏิบัติการให้เป็นไปตามเกณฑ์ DSS Recognized Laboratory

  ดร.หนึ่งฤทัย กล่าวว่า กรมวิทยาศาสตร์บริการมุ่งสร้างเครือข่ายห้องปฏิบัติการที่มีมาตรฐานและเชื่อมโยงการทำงานร่วมกับสถาบันการศึกษาทั่วประเทศ เพื่อยกระดับศักยภาพการตรวจวิเคราะห์ของไทยให้เป็นที่ยอมรับในระดับสากล โดยการพัฒนาห้องปฏิบัติการสู่ DSS Recognized Laboratory ไม่ได้เป็นเพียงการยกระดับระบบคุณภาพเท่านั้น แต่ยังเป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้กับผลการทดสอบ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการควบคุมคุณภาพวัสดุก่อสร้าง ความปลอดภัยของโครงสร้างพื้นฐาน และการพัฒนาอุตสาหกรรมของประเทศ

        ความร่วมมือครั้งนี้ถือเป็นอีกก้าวสำคัญในการยกระดับเครือข่ายห้องปฏิบัติการทดสอบวัสดุก่อสร้างของประเทศ เพิ่มความน่าเชื่อถือของผลการทดสอบ สนับสนุนภาคอุตสาหกรรมก่อสร้างและการลงทุน พร้อมเสริมสร้างโครงสร้างพื้นฐานทางคุณภาพของประเทศให้เข้มแข็งและเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม


มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ระดมกำลังเจ้าหน้าที่ ซับน้ำตา เยียวยา ช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบจากโศกนาฏกรรมไฟไหม้โรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว อย่างต่อเนื่อง

 มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ระดมกำลังเจ้าหน้าที่ ซับน้ำตา เยียวยา ช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบจากโศกนาฏกรรมไฟไหม้โรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว อย่างต่อเนื่อง





ตามที่ได้เกิดเหตุเพลิงไหม้โรงเบียร์ ณ ลาดพร้าว เขตจตุจักร กรุงเทพฯ เมื่อกลางดึกของวันที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2569 ที่ผ่านมา ซึ่งเหตุดังกล่าวได้สร้างความเสียหายทั้งชีวิตและทรัพย์สินเป็นจำนวนมาก เมื่อเกิดเหตุ นายวิเชียร เตชะไพบูลย์ ประธานกรรมการมูลนิธิฯ ได้มอบหมายให้นายอรัณย์ โตทวด ผู้จัดการใหญ่มูลนิธิฯ จัดทีมบรรเทาสาธารณภัย ทั้งเจ้าหน้าที่กู้ชีพ กู้ภัย อาสาสมัคร เร่งลงพื้นที่ให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยในทันที พร้อมออกมาตรการให้ความช่วยเหลือในด้านการจัดโลงบรรจุร่างผู้เสียชีวิตพร้อมรถเคลื่อนย้ายกลับภูมิลำเนาฟรี รวมถึงการมอบเงินค่าฌาปนกิจแก่ญาติผู้เสียชีวิต รวมถึงการมอบเงินเยียวยาผู้บาดเจ็บ โดยตลอดทั้งวัน ตั้งแต่วานนี้  (วันที่ 13 กรกฎาคม 2569) มูลนิธิฯ ได้จัดทีมเคลื่อนย้ายร่างผู้เสียชีวิตกลับภูมิลำเนาอย่างต่อเนื่อง





โดยในวันนี้ (วันที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2569) มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง นำโดย นางศิริกุล โอภาสวงศ์ กรรมการและเลขาธิการ ลงพื้นที่ให้กำลังใจแก่ผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ดังกล่าว พร้อม มอบเงินค่าฌาปนกิจแก่ญาติผู้เสียชีวิตรายละ 20,000 บาท รวมจำนวน 11 ราย และมอบเงินปลอบขวัญผู้บาดเจ็บรายละ 5,000 บาท จำนวน 1 ราย รวมการมอบเงินช่วยเหลือในวันนี้เป็นเงิน 225,000 บาท (สองแสนสองหมื่นห้าพันบาทถ้วน) โดยมีเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการและสาธารณภัย นำโดย นางสาวดวงชุตา ติยะพจนพรกุล ผู้จัดการฝ่ายสาธารณภัย นายวรพจน์ จรัสเศรษฐสิริ ผู้จัดการฝ่ายปฏิบัติการ นายรัชพร ประสงค์ทรัพย์ หัวหน้าแผนกสาธารณภัย นายยุทธนา ทาโคตร์ หัวหน้าแผนกบรรเทาสาธารณภัยฯ และนายสุชีพ บุญเส็ง หัวหน้าแผนกอาสาสมัคร ร่วมลงพื้นที่และจัดทีมอำนวยความสะดวกและช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบตลอดทั้งวัน ณ จุดลงทะเบียนช่วยเหลือเยียวยาของมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง สถาบันนิติเวชวิทยา โรงพยาบาลตำรวจ



สำหรับญาติผู้เสียชีวิตและผู้ได้รับบาดเจ็บ สามารถติดต่อมูลนิธิป่อเต็กตึ๊งเพื่อประสานรับความช่วยเหลือได้ที่ จุดลงทะเบียนช่วยเหลือเยียวยาของมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง หรือโทรติดต่อสอบถามได้ที่ สายด่วนป่อเต็กตึ๊ง 1418 ต่อ แผนกสาธารณภัย

.

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ขอแสดงความเสียใจ และขอส่งกำลังใจไปยังครอบครัวผู้เสียชีวิต และผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ดังกล่าวทุกท่านมา ณ ที่นี้

.

ตลอดระยะเวลากว่า 116 ปีที่ผ่านมา มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง  ได้ขยายขอบข่ายโครงการต่าง ๆ ออกไปอย่างกว้างขวาง ไม่เพียงแต่บำบัดทุกข์ บำรุงสุข แก่ผู้ตกทุกข์ได้ยากโดยไม่จำกัดเชื้อชาติ  ศาสนา   เท่านั้น แต่ยังได้มีการพัฒนา และบูรณาการการให้ความช่วยเหลือในหลากหลายด้าน เพื่อเป็นองค์กรสาธารณกุศลที่ช่วยเหลือประชาชนครบวงจรในทุกๆ ด้าน ดังปณิธานมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ”ช่วยชีวิต รักษาชีวิต สร้างชีวิต””

.

ติดตามข่าวสาร และกิจกรรมการช่วยเหลือของมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้ที่ เฟซบุ๊ก แฟนเพจ facebook.com/atpohtecktung หรือดูรายละเอียดช่องทางที่สะดวกได้ที่ https://linktr.ee/pohtecktung

วธ. ยกระดับสังคมคุณธรรม เร่งเครื่องแผนส่งเสริมคุณธรรมแห่งชาติ ระยะที่ 3​ ชู “ระบบเครดิตคุณธรรม” เปลี่ยนความดีให้เป็นทุนชีวิต

  วธ. ยกระดับสังคมคุณธรรม เร่งเครื่องแผนส่งเสริมคุณธรรมแห่งชาติ ระยะที่ 3​ ชู “ระบบเครดิตคุณธรรม” เปลี่ยนความดีให้เป็นทุนชีวิต วันที่ 13 กรก...