วันจันทร์ที่ 31 สิงหาคม พ.ศ. 2569

"รมว.กระทรวงวัฒนธรรม" มอบหมาย “หัวหน้าผู้ตรวจราชการกระทรวงวัฒนธรรม” เป็นผู้แทน มอบรางวัล “สื่อดิจิทัลสร้างสรรค์สังคม” แก่ 12 สื่อมวลชน ในการประชุมใหญ่ สภท.

 "รมว.กระทรวงวัฒนธรรม" มอบหมาย “หัวหน้าผู้ตรวจราชการกระทรวงวัฒนธรรม” เป็นผู้แทน มอบรางวัล “สื่อดิจิทัลสร้างสรรค์สังคม” แก่ 12 สื่อมวลชน ในการประชุมใหญ่ สภท.

เมื่อวันศุกร์ที่ 28 สิงหาคม 2569 เวลา 19.00 น ณ โรงแรมครอสไวบ์ กรุงเทพฯ ศรีนครินทร์ ซอยศรีนครินทร์ 40 เขตประเวศ กรุงเทพมหานคร : สมาคมหนังสือพิมพ์ส่วนภูมิภาคแห่งประเทศไทย (สภท.) จัดการประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2569 เนื่องในโอกาสครบรอบ 61 ปี สมาคมหนังสือพิมพ์ส่วนภูมิภาคแห่งประเทศไทย โดยได้กราบเรียนเชิญ น.ส.ซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม ให้เกียรติมาเป็นประธานในพิธีมอบรางวัล แต่เนื่องจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรมติดภารกิจ จึงมอบหมายให้ น.ส.เพชรรัตน์ สายทอง หัวหน้าผู้ตรวจราชการกระทรวงวัฒนธรรม เป็นผู้แทนมาเป็นประธานในพิธี และมอบโล่เกียรติคุณ “รางวัลสื่อดิจิทัลสร้างสรรค์สังคม” แก่สื่อมวลชนที่ได้รับการคัดเลือก จำนวน 12 ท่าน


สำหรับผู้เข้ารับรางวัล “สื่อดิจิทัลสร้างสรรค์สังคม” ในครั้งนี้ ประกอบด้วย

1.นายธวัชชัย เฟื่องอนันต์ บรรณาธิการหนังสือพิมพ์ และเพจประชาไท

2.นายเอกชัย รัตนโยธิน บรรณาธิการหนังสือพิมพ์และเว็บไซต์"ข่าวเป็นข่าวดอทคอม"

3.นายอภินันท์ พรหมหมื่นไวท บรรณาธิการหนังสือพิมพ์และเว็บไซต์ "เวทีข่าวออนไลน์ และผู้นำวันนี้"

4.นายประพัฒน์ บวรภโรทัย บรรณาธิการข่าว Voice TV Online

5.นายเอนกพงศ์ เทียนสว่าง บรรณาธิการหนังสือพิมพ์ "7-1 สตาร์นิวส์วัน"

6.ดร.ปัณฑิพาณ์ ธาราภิบาล บรรณาธิการข่าว Eco Day News"

7.นายภักดี วีระรัตน์ เว็บไซต์ "สยามรัฐออนไลน์"

8.นายภัทรกร รัตนารักษ์ บรรณาธิการข่าวเพจ "อัพเปอร์แอทนิวส์"

9.นายสุรเชษฐ ศิลานนท์ บรรณาธิการสำนักข่าว "พิมพ์ไทย" 

10.นายชนะ คำไทรแก้ว บรรณาธิการหนังสือพิมพ์และเพจ "เรื่องจริงผ่านเลนส์"

11.นายฐนปพัฒน์ ธนันดรโชคโสภณ ผู้สื่อข่าวเว็บไซต์ "นิวฟรีแลนซ์" และ 

12. นายชุติเดช ม่วงใจรักษ์ ผู้สื่อข่าวเพจ "ทีมข่าวฝั่งธน"


นายอนันต์ นิลมานนท์ นายกสมาคมหนังสือพิมพ์ส่วนภูมิภาคแห่งประเทศไทย กล่าวว่า “การมอบโล่เกียรติคุณ รางวัล “สื่อดิจิทัลสร้างสรรค์สังคม” ในครั้งนี้ เป็นการมอบให้แก่สื่อมวลชนที่เป็นสมาชิกของสมาคมฯ ซึ่งที่ผ่านมาได้ให้ความร่วมมือและสนับสนุนกิจกรรมของสมาคมหนังสือพิมพ์ส่วนภูมิภาคแห่งประเทศไทยด้วยดีเสมอมา ทั้งยังมีบทบาทสำคัญในการนำเสนอข้อมูลข่าวสารที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชนและสังคม“


“สมาคมฯ เล็งเห็นถึงความวิริยะอุตสาหะ ความมุ่งมั่นในการทำงานด้านสื่อสารมวลชน ตลอดจนการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ในการนำเสนอข่าวสารอย่างรวดเร็ว ฉับไว ทันต่อเหตุการณ์ และสามารถเข้าถึงประชาชนได้อย่างกว้างขวาง จึงได้จัดให้มีรางวัล “สื่อดิจิทัลสร้างสรรค์สังคม” ขึ้น เพื่อเป็นการยกย่อง เชิดชูเกียรติ และสร้างขวัญกำลังใจแก่สื่อมวลชนและทีมงานผู้ปฏิบัติหน้าที่ด้านข่าวสาร”


“รางวัลดังกล่าวมิได้เป็นเพียงเครื่องหมายแห่งความภาคภูมิใจของผู้ได้รับรางวัลเท่านั้น แต่ยังถือเป็นเกียรติแก่ครอบครัว ทีมงาน และองค์กรสื่อที่ร่วมกันสร้างสรรค์ผลงานข่าวสารที่มีคุณภาพ เพื่อประโยชน์ของประชาชนและสังคมโดยรวม”


นายกสมาคมหนังสือพิมพ์ส่วนภูมิภาคแห่งประเทศไทย กล่าวเพิ่มเติมว่า “สมาคมฯ ขอขอบพระคุณ น.ส.ซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม ที่กรุณาให้เกียรติรับเชิญเป็นประธานในพิธี และขอขอบพระคุณ น.ส.เพชรรัตน์ สายทอง หัวหน้าผู้ตรวจราชการกระทรวงวัฒนธรรม ที่กรุณามาเป็นผู้แทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม และมอบโล่เกียรติคุณแก่ผู้ได้รับรางวัลในครั้งนี้ รวมถึงขอขอบพระคุณสื่อมวลชน สมาชิกสมาคม และทุกภาคส่วนที่ให้การสนับสนุนกิจกรรมของสมาคมฯ ด้วยดีเสมอมา“


ทั้งนี้ สมาคมฯ หวังเป็นอย่างยิ่งว่า รางวัล “สื่อดิจิทัลสร้างสรรค์สังคม” จะเป็นอีกหนึ่งกำลังใจให้สื่อมวลชนเดินหน้าปฏิบัติหน้าที่ด้วยความรับผิดชอบ ยึดมั่นในจรรยาบรรณวิชาชีพ และร่วมกันผลิตสื่อที่มีคุณภาพ รวดเร็ว ถูกต้อง และเป็นประโยชน์ต่อประชาชนและสังคมต่อไป

กรมวิทยาศาสตร์บริการเสริมศักยภาพห้องปฏิบัติการไทย จัดสัมมนาความสำคัญของการประเมินค่าความไม่แน่นอนของการวัด

  📌กรมวิทยาศาสตร์บริการเสริมศักยภาพห้องปฏิบัติการไทย จัดสัมมนาความสำคัญของการประเมินค่าความไม่แน่นอนของการวัด

      วันที่ 31 สิงหาคม 2569 ดร.พจมาน ท่าจีน รองอธิบดี รักษาราชการแทนอธิบดีกรมวิทยาศาสตร์บริการ (วศ.) เป็นประธานฯ เปิดสัมมนาวิชาการหลักสูตร “ความสำคัญของการประเมินค่าความไม่แน่นอนของการวัดสำหรับกิจกรรมทดสอบความชำนาญห้องปฏิบัติการ” เพื่อเสริมสร้างความรู้ ความเข้าใจ และทักษะให้แก่บุคลากรห้องปฏิบัติการเกี่ยวกับหลักการและแนวทางการประเมินค่าความไม่แน่นอนของการวัด และสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการปฏิบัติงานได้อย่างถูกต้องและมีประสิทธิภาพ ซึ่งผู้เข้าร่วมงานมากกว่า 230 คน ณ ห้องเซเรนิตี้ แกรนด์ บอลรูม ชั้น 3 โรงแรมเซ็นจูรี่ พาร์ค

       สำหรับการสัมมนาฯ ครั้งนี้ได้รับเกียรติจาก ดร.พจมาน ท่าจีน รองอธิบดี รักษาราชการแทนอธิบดีกรมวิทยาศาสตร์บริการ และดร.ศุภนันทน์ อนุชัย นักวิทยาศาสตร์ปฏิบัติการ ศูนย์ห้องปฏิบัติการอ้างอิงเคมี สถาบันห้องปฏิบัติการอ้างอิงแห่งชาติ มาเป็นวิทยากร ถ่ายทอดความรู้ในด้านการประเมินค่าความไม่แน่นอนของการวัดซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นต่อผลการวัด การวิเคราะห์ และการทดสอบของห้องปฏิบัติการ โดยผลการทดสอบที่มีความน่าเชื่อถือจำเป็นต้องสามารถอธิบายและประเมินความไม่แน่นอนที่เกี่ยวข้องกับผลการวัดได้อย่างเหมาะสม ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อความสามารถทางวิชาการของห้องปฏิบัติการ และการยอมรับผลการทดสอบในระดับสากล

       นอกจากนี้ การเข้าร่วมกิจกรรมการทดสอบความชำนาญ (Proficiency Testing: PT) และการเปรียบเทียบผลการวัดระหว่างห้องปฏิบัติการ (Interlaboratory Comparison: ILC) ยังเป็นกลไกสำคัญในการประเมินและพัฒนาความสามารถของห้องปฏิบัติการ รวมถึงเป็นหลักฐานสนับสนุนการยอมรับความสามารถและการรับรองตามมาตรฐาน ISO/IEC 17025 อันจะนำไปสู่การยกระดับคุณภาพและความน่าเชื่อถือของผลการทดสอบของประเทศไทย


       การจัดสัมมนาครั้งนี้สะท้อนถึงบทบาทของกรมวิทยาศาสตร์บริการในการส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพบุคลากรห้องปฏิบัติการ ตลอดจนเสริมสร้างความเข้มแข็งให้แก่ระบบโครงสร้างพื้นฐานด้านคุณภาพของประเทศ เพื่อให้ห้องปฏิบัติการไทยมีความสามารถ


#กรมวิทยาศาสตร์บริการ #DSS #ห้องปฏิบัติการ #ProficiencyTesting #InterlaboratoryComparison #ISOIEC17025 #DSSRecognizedLaboratory #สัมมนา

รวมพลังกู้วิกฤตทะเลสาบสงขลา​ ชุมชนท้องถิ่นยื่น 9 ข้อเสนอฟื้นฟูทรัพยากรลุ่มน้ำ

  รวมพลังกู้วิกฤตทะเลสาบสงขลา​ ชุมชนท้องถิ่นยื่น 9 ข้อเสนอฟื้นฟูทรัพยากรลุ่มน้ำ



ทะเลสาบสงขลา ผืนน้ำจืด น้ำกร่อย น้ำเค็มที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ คือแหล่งชีวิตที่หล่อเลี้ยงผู้คนมาหลายชั่วอายุคน ตั้งแต่ชาวประมงพื้นบ้านที่หาเลี้ยงปากท้องด้วยกุ้ง ปลา หอย ไปจนถึงชุมชนเกษตรกรรมที่พึ่งพาความอุดมสมบูรณ์ของลุ่มน้ำแห่งนี้ แต่ในวันนี้ ทะเลสาบสงขลากำลังเผชิญความท้าทายรอบด้าน ทั้งคุณภาพน้ำที่ผันแปรตามฤดูกาล ตะกอนจากการชะล้างพังทลายของพื้นที่ต้นน้ำ และปริมาณสัตว์น้ำที่ลดลงเมื่อเทียบกับอดีต

จากสถานการณ์ดังกล่าว องค์การบริหารส่วนตำบลเกาะใหญ่ อำเภอกระแสสินธุ์ จังหวัดสงขลา จึงร่วมกับภาคีเครือข่ายลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลาและสำนักสนับสนุนสุขภาวะชุมชน (สำนัก 3) สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) จัดเวที "จากนโยบายสู่การขับเคลื่อนเชิงปฏิบัติการเครือข่ายตำบลสุขภาวะพื้นที่ลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลา" ขึ้น เพื่อร่วมกันกำหนดทิศทางการอนุรักษ์และฟื้นฟูทะเลสาบสงขลาต่อจากนี้ไปสู่ความยั่งยืน

นายมงคล เครือแก้ว นายกองค์การบริหารส่วนตำบลเกาะใหญ่ เปิดเผยว่า การดำเนินงานที่ผ่านมากว่า 2 ปี 6 เดือน ภายใต้หลักคิด "ประชาชนเป็นศูนย์กลาง" ได้วางกลไกการมีส่วนร่วม 3 ระดับ ตั้งแต่ระดับชุมชนที่ให้กลุ่มชาวประมงพื้นบ้านและกลุ่มอนุรักษ์เป็นเจ้าของการจัดการทรัพยากรเอง มีการตั้งกฎกติกาชุมชน กำหนดเขตอนุรักษ์ จัดอาสาสมัครเฝ้าระวัง และทำกิจกรรมฟื้นฟูระบบนิเวศ เช่น ธนาคารกุ้ง บ้านปลา และการปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำ 

ส่วนระดับท้องถิ่นได้บรรจุงานอนุรักษ์ทะเลสาบสงขลาเข้าสู่แผนพัฒนาท้องถิ่นและข้อบัญญัติงบประมาณ พร้อมแต่งตั้งคณะกรรมการดูแลอย่างเป็นระบบ และระดับเครือข่ายที่ร่วมกันพัฒนาหลักสูตรลุ่มน้ำและข้อเสนอเชิงนโยบายเพื่อผลักดันสู่ข้อบัญญัติท้องถิ่น จนกลายเป็นต้นแบบการฟื้นฟูทะเลสาบให้กับพื้นที่อื่น ๆ ซึ่งผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมที่สุดคือชาวบ้านมีอาชีพมั่นคงและมีรายได้เพิ่มขึ้นจากทรัพยากรที่ฟื้นตัว

จากนั้นเพื่อสะท้อนภาพการขับเคลื่อนงานเพื่อการฟื้นฟูและจัดการลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลาโดยชุมชนท้องถิ่น  ผ่านประสบการณ์การทำงานจากทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องไม่ว่าจะเป็น ผู้นำชุมชน กลุ่มประมงพื้นบ้าน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และหน่วยงานภาครัฐ ผ่านวงเสวนา "สานพลังรอบทะเลสาบสงขลาขับเคลื่อน 9 ข้อเสนอนโยบายสู่การปฏิบัติ" 

นายเจริญ โอมณี ประมงจังหวัดสงขลา ได้สะท้อนจากประสบการณ์ทำงานร่วมกับองค์กรชุมชนรอบทะเลสาบมาตั้งแต่ปี 2546 ว่าความสำเร็จที่แท้จริงต้องเริ่มจากความต้องการของคนในพื้นที่เอง ไม่ใช่รอคำสั่งจากส่วนกลาง เนื่องจากทะเลสาบสงขลาและทะเลน้อยครอบคลุมพื้นที่น้ำกว่า 1,000 ตารางกิโลเมตร ใน 3 จังหวัด ทรัพยากรในระบบนี้เชื่อมโยงกันข้ามพื้นที่ ทำให้การทำงานอนุกรักษ์และฟื้นฟูเกี่ยวข้องกับหลาย อปท. พร้อมกัน ดังนั้นจึงเป็นไปไม่ได้เลยที่จะให้หน่วยงานเพียงหน่วยงานเดียวดูแลทั้งทะเลสาบได้ทั่วถึง

"หัวใจหลักก็คือผู้นำของชุมชนนั้น ๆ ที่เห็นปัญหา และเริ่มจากความต้องการของตัวเองขึ้นมา... ถ้าเราไปรอให้ภาครัฐคิดและสั่งลงมา มันค่อนข้างจะยาก แต่ถ้าเริ่มจากข้างล่างแล้วขยายผลไปยังคณะกรรมการ ท้องถิ่น และหน่วยงานในพื้นที่ มันจะยั่งยืนกว่ามาก" นายเจริญ กล่าว

นอกจากนี้ นายเจริญยังยกตัวอย่างชุมชนเกาะใหญ่ที่ได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากกรมประมงถึง 5 ครั้ง รวมกว่า 500,000 บาท เพราะเกาะใหญ่แสดงให้เห็นความตั้งใจจริงในการทำงาน ซึ่งเป็นเครื่องยืนยันว่าภาครัฐพร้อมสนับสนุนชุมชนที่เข้มแข็งและมีทิศทางชัดเจนของตัวเอง

ด้าน นายสนิท แก้วมณี นิติกรชำนาญการ อบต.เกาะใหญ่ ชี้ให้เห็นถึงความท้าทายเรื่องกลไกความร่วมมือระดับเครือข่ายและการเตรียมคนรุ่นใหม่ให้พร้อมสืบทอดงาน ว่าประเด็นสำคัญที่สุดคือการมีส่วนร่วม หากทุกชุมชนตระหนักถึงสถานการณ์และเข้าร่วมอย่างจริงจังเหมือนที่บางหมู่บ้านเริ่มต้นไปแล้ว การขับเคลื่อนก็จะสำเร็จได้ไม่ยาก

"เราหวังกลไกเครือข่ายที่จะให้ทุกภาคส่วนมาคุยกัน ต้องการเวทีที่เปิดให้ชุมชนและ อปท. มาคุยกัน หาตรงกลาง และขับเคลื่อนเพื่อประโยชน์และความพอดี นอกจากนี้ สิ่งที่เรายังเล็งอยู่คือการสร้างอนุชนรุ่นหลังให้เข้ามาสานต่องานเหล่านี้ได้อย่างไร" นายสนิท กล่าว

ขณะที่ นายมนัส อินชุม หัวหน้าเขตห้ามล่าสัตว์ป่าทะเลหลวง เล่าถึงความร่วมมือกับชุมชนตั้งแต่ปี 2559 ผ่านโครงการ "ธนาคารสัตว์น้ำ" ที่กำหนดโซนอนุบาลสัตว์น้ำวัยอ่อนหน้าบ้านของชาวบ้านเอง ก่อนปล่อยออกสู่พื้นที่นอกเขตอนุรักษ์ ซึ่งกติกาที่ชุมชนตั้งขึ้นเองนั้นสอดคล้องและเป็นผลดีต่อภารกิจอนุรักษ์ของภาครัฐ 

ในส่วนของภาคประชาชนผู้ฝากปากท้องไว้กับทะเลสาบสงขลา อย่าง นายสุเวทย์ บางพงศ์ ประธานกลุ่มประมงบ้านแหลมหาด ธนาคารกุ้งก้ามกรามเพื่อการฟื้นฟูและยั่งยืน ได้เล่าถึงความสำเร็จของการริเริ่ม "ธนาคารกุ้ง" ที่เกิดจากการรวมตัวของชาวประมงเพื่อแก้ปัญหารายได้ตกต่ำจากปริมาณสัตว์น้ำที่ลดลง โดยชุมชนร่วมมือกันบริจาคแม่พันธุ์กุ้ง และได้รับการสนับสนุนงบประมาณต่อยอดจากภาครัฐและภาคเอกชน  จนทำให้รายได้ของชาวประมงเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดจากวันละ 100–300 บาท เป็น 1,000–3,000 บาทต่อวัน ขณะเดียวกันได้สะท้อนถึงมาตรการการจัดการพื้นที่และการบริหารจัดการทรัพยากรร่วมกันในระดับปฏิบัติการ รวมถึงปัญหาความท้าทายในพื้นที่ที่ไม่มีเส้นแบ่งเขตแดนชัดเจนว่า หลักสำคัญคือต้องคุยกันให้มาก

"การควบคุมระหว่างชุมชนกับชุมชน มันจะไม่เหมือนกัน เพราะถือว่าตรงนี้มันไม่มีเขตแดน ที่รับรู้ร่วมกัน และไม่ได้มีกฎหมายรองรับโดยตรง เพราะฉะนั้น เรื่องกฎเกณฑ์กติการะหว่างพื้นที่ที่เข้ามาใช้ประโยชน์ร่วมกัน เป็นสิ่งที่เราต้องหันหน้ามาคุยกัน" นายสุเวทย์ กล่าว

ส่วน นางสาววาสนา สัตถาวร นักจัดการงานทั่วไป สำนักงานทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ที่ 5 (สงขลา) ย้ำว่า หน่วยงานพร้อมหนุนเสริมทุกด้าน แต่ชุมชนต้องรู้และพร้อมก่อนเป็นลำดับแรก ถ้าชุมชนรู้ว่าอยากได้อะไร หน่วยงานพร้อมที่จะหนุนเสริมในทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นประมง หรือท้องถิ่น ดังนั้น จุดเริ่มต้นจากข้างในจึงเป็นสิ่งสำคัญที่สุด

ภายหลังเวทีล้อมวงคุย ดร.นิสา รัตนดิลก ณ ภูเก็ต ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนสุขภาวะชุมชน (สำนัก 3) สสส. ย้ำว่าบทบาทของ สสส. ไม่ใช่การสั่งการ แต่มาเพื่อ "ปลุก" เสียงของเครือข่ายที่มีสมาชิกกว่า 20 ท้องถิ่นในพัทลุงและสงขลาให้ลุกขึ้นมาทำข้อตกลงร่วมกัน พร้อมเสนอให้มีระบบข้อมูลที่ชัดเจนว่าอะไรดีขึ้น ลดลง หรือเพิ่มขึ้น เพื่อใช้ประกอบการตัดสินใจดึงภาคส่วนที่เกี่ยวข้องเข้ามาร่วมงานหรือปรับนโยบายให้เหมาะสมยิ่งขึ้น รวมถึงต้องพิจารณาว่าพื้นที่ใดยังขาดกฎหมายหรือระเบียบรองรับ เพื่อบรรจุเข้าสู่ข้อบัญญัติหรือแผนงานท้องถิ่นต่อไป

ด้าน ดร.นพ.พิศิษฐ์ ศรีประเสริฐ กรรมการกองทุน สสส. และประธานกรรมการบริหารแผนคณะที่ 3 ให้ข้อเสนอแนะว่าการทำงานทั้งหมดต้องอิงข้อมูลเชิงวิทยาศาสตร์และวิชาการ โดยร่วมมือกับสถาบันการศึกษาในพื้นที่ เช่น มหาวิทยาลัยทักษิณ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏ และมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ เพื่อสนับสนุนงานวิจัยแก้ปัญหาชุมชนแบบ "แซนด์บ็อกซ์" เพื่อให้เกิดแนวทางการทำงานร่วมกันใหม่ ๆ  พร้อมเสนอให้ใช้ข้อมูลดาวเทียมกำหนดพิกัดพื้นที่เพื่อลดข้อขัดแย้งระหว่างท้องถิ่น และย้ำเป้าหมายสูงสุดคือการทำให้พื้นที่เป็น "ตำบลสุขภาวะ" ที่ดูแลทั้งสิ่งแวดล้อมของลุ่มน้ำและสุขภาพของคนไปพร้อมกัน

"ถ้าเราจับมือกันเป็นเครือข่ายในระดับอำเภอ มันจะยกระดับการทำงานของเราขึ้นไปอีก เพราะลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลามีทั้ง อปท. ที่อยู่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ ครอบคลุมพัทลุง สงขลา และนครศรีธรรมราช ซึ่งการแบ่งพื้นที่ทะเลสาบต้องใช้ข้อมูลดาวเทียมเข้ามาช่วย เพื่อให้รู้พิกัดที่แน่นอน จะได้ทำให้ปัญหาข้อขัดแย้งระหว่างตำบลระหว่างท้องถิ่นแก้ได้ง่ายขึ้น ส่วนกติกา 9 ข้อที่เราตั้งไว้ ทั้ง 143 ท้องถิ่นก็ต้องรู้ร่วมกันด้วย เพราะถ้าใครไม่รู้แล้วมาจับปลาในเขตของเรา มันก็จะกลายเป็นข้อพิพาท แต่ถ้าเราสื่อสารออกไปให้ทั่วถึง คนก็จะรู้และเข้าใจตรงกัน” ดร.นพ.พิศิษฐ์ กล่าว

จากนั้นตัวแทนเครือข่ายลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลาได้ร่วมกันประกาศเจตนารมณ์ขับเคลื่อน "9 ข้อเสนอนโยบายสาธารณะเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลาอย่างยั่งยืน" ครอบคลุมประเด็นสำคัญ ได้แก่ 1) ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของชุมชนหมู่บ้านและยกระดับสู่เครือข่าย 2) พัฒนาศักยภาพผู้นำเพื่อการอนุรักษ์ 3) พัฒนาระบบข้อมูลเพื่อการอนุรักษ์ 4) จัดทำเขตรักษาพันธุ์สัตว์น้ำและกำหนดกติกาชุมชน 5) จัดทำบ้านปลาและสนับสนุนการเพาะเลี้ยง/ปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำ 6) อนุรักษ์และเพิ่มพื้นที่ป่ารอบทะเลสาบ 7) ส่งเสริมการท่องเที่ยวอย่างรับผิดชอบ 8) ส่งเสริมกิจกรรมที่เกี่ยวเนื่องกับการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ และ 9) รณรงค์และต่อต้านการใช้เครื่องมือประมงผิดกฎหมายในทะเลสาบ

ทั้งนี้การประกาศเจตนารมณ์ในครั้งนี้ถือเป็นหมุดหมายสำคัญที่ตอกย้ำฉันทามติของทุกภาคส่วนว่า หากชุมชนมีความตื่นตัวและร่วมมือกันอย่างจริงจังจาก "ข้างใน" ข้อเสนอทั้ง 9 ข้อนี้จะเป็นพลังสำคัญในการผลักดันสู่การยอมรับในระดับนโยบาย ช่วยให้ชุมชนและท้องถิ่นบริหารจัดการทรัพยากรของตนเองได้อย่างเหมาะสมและยั่งยืนยิ่งขึ้น พร้อมนำพาทะเลสาบสงขลาให้กลับคืนสู่ความอุดมสมบูรณ์อีกครั้งในอนาคต


วธ. มอบรางวัลประกวดคลิป “ชุมชนคุณธรรมบ้านฉัน” เชิดชูเยาวชนต้นแบบยุคดิจิทัลเผยโฉมทีมชนะเลิศประกวดสื่อคุณธรรม ชูพลังคนรุ่นใหม่สร้างสรรค์สื่อคุณธรรมขับเคลื่อนสังคมแห่งความดี

 วธ. มอบรางวัลประกวดคลิป “ชุมชนคุณธรรมบ้านฉัน” เชิดชูเยาวชนต้นแบบยุคดิจิทัลเผยโฉมทีมชนะเลิศประกวดสื่อคุณธรรม ชูพลังคนรุ่นใหม่สร้างสรรค์สื่อคุณธรรมขับเคลื่อนสังคมแห่งความดี



วันจันทร์ที่ 31 สิงหาคม 2569 เวลา 10.30 น. กรมการศาสนา กระทรวงวัฒนธรรม จัดพิธีมอบรางวัลกิจกรรมการประกวดการผลิตสื่อคุณธรรมสำหรับเด็กและเยาวชน ภายใต้หัวข้อ “ชุมชนคุณธรรมบ้านฉัน” ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 โดยมีนายประสพ เรียงเงิน ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม ผู้แทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วยนายชัยพล สุขเอี่ยม อธิบดีกรมการศาสนา ผู้บริหาร เจ้าหน้าที่ เยาวชน และสื่อมวลชน เข้าร่วม ณ โรงแรมเอส รัชดา เลเชอร์ เขตห้วยขวาง กรุงเทพมหานคร 




นายประสพ เรียงเงิน ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม กล่าวว่า การจัดประกวดการผลิตสื่อคุณธรรมสำหรับเด็กและเยาวชน ภายใต้หัวข้อ “ชุมชนคุณธรรมบ้านฉัน” เป็นส่วนหนึ่งของโครงการ “คุณธรรม เราจะทำ (Moral NextGen Model)” ซึ่งกรมการศาสนาดำเนินการเพื่อส่งเสริมให้เด็กและเยาวชนตระหนักถึงความสำคัญของชุมชนและร่วมขับเคลื่อนสังคมคุณธรรมผ่านการผลิตสื่อสร้างสรรค์ โดยยึดหลักคุณธรรม 5 ประการ ได้แก่ พอเพียง วินัย สุจริต จิตอาสา และกตัญญู ควบคู่กับหลัก 3 มิติ ประกอบด้วย หลักธรรมทางศาสนา หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง และวิถีวัฒนธรรมไทยที่ดีงาม อันสอดคล้องกับแผนปฏิบัติการด้านการส่งเสริมคุณธรรมแห่งชาติ ระยะที่ 2 (พ.ศ. 2566 – 2570) โดยกรมการศาสนาได้เปิดพื้นที่ให้เด็กและเยาวชนทั่วประเทศร่วมสร้างสรรค์ผลงานคลิปสั้นเพื่อถ่ายทอดเรื่องราวของชุมชนคุณธรรมผ่านมุมมองของคนรุ่นใหม่ โดยมุ่งหวังให้เกิดกระบวนการคิด วิเคราะห์ ออกแบบ และนำเสนอเนื้อหาที่สะท้อนคุณค่าทางสังคม รวมทั้งสร้างแรงบันดาลใจให้เกิดการต่อยอดและขยายผลการทำความดีในวงกว้าง




ภายในงาน มีการแสดงชุด “ชุมชนคุณธรรมบ้านฉัน สร้างสรรค์สังคมไทย” การฉายวีดิทัศน์สรุปผลการดำเนินงานของโครงการ และพิธีจะมอบโล่รางวัลและเงินรางวัลแก่ทีมผู้ชนะการประกวดใน 4 ประเภท ได้แก่ ประเภทนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นหรือเทียบเท่า ประเภทนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายหรือเทียบเท่า ประเภทนิสิตนักศึกษาระดับอุดมศึกษาหรือเทียบเท่า และรางวัลยอดนิยมที่มีผู้เข้าชมสูงสุด (Top Views) 

โดยผลการตัดสินการประกวดประเภทนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนต้น รางวัลชนะเลิศ ได้แก่ ผลงาน “ขุมทรัพย์ของตา ณ หมู่บ้านลำไทร : ชุมชนพอเพียงกลางป่าคอนกรีต” ของทีม P.K. Station Film 1 จากโรงเรียนพระโขนงพิทยาลัย กรุงเทพมหานคร รางวัลรองชนะเลิศอันดับหนึ่ง ได้แก่ ผลงาน “เชวา” ของทีมเมล็ดพันธุ์คุณธรรมบนยอดดอย จากโรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 45 จังหวัดกาญจนบุรี และรางวัลรองชนะเลิศอันดับสอง ได้แก่ ผลงาน “ร่ายรำด้วยหัวใจ...ณ ดงแม่นางเมือง” ของทีมบ้านไผ่ สตูดิโอ จากโรงเรียนวัดบ้านไผ่ จังหวัดนครสวรรค์ ประเภทนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย รางวัลชนะเลิศ ได้แก่ ผลงาน “นอกกรอบ” ของทีม Comarts Prakan จากโรงเรียนสมุทรปราการ จังหวัดสมุทรปราการ รางวัลรองชนะเลิศอันดับหนึ่ง ได้แก่ ผลงาน “โอ มื้อโชเปอ ผาเยอสไตล์” ของทีมเดอะเบ๊อะ สตูดิโอ จากโรงเรียนเฉลิมรัชวิทยาคม จังหวัดแม่ฮ่องสอน และรางวัลรองชนะเลิศอันดับสอง ได้แก่ ผลงาน “หยาดเหงื่อ...เพื่อหยดน้ำ” ของทีม TCS Studio 1 จากโรงเรียนทุ่งช้าง จังหวัดน่าน ประเภทนิสิตนักศึกษาระดับอุดมศึกษา 

รางวัลชนะเลิศ ได้แก่ ผลงาน “ความหวัง” ของทีม รปภ.สยาม จากคณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยสวนดุสิต กรุงเทพมหานคร รางวัลรองชนะเลิศอันดับหนึ่ง ได้แก่ ผลงาน “รองเท้าคู่ใหม่ หัวใจคงเดิม” ของทีมต้นไทรใบโพธิ์ จากคณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย วิทยาเขตล้านนา จังหวัดเชียงใหม่ และรางวัลรองชนะเลิศอันดับสอง ได้แก่ ผลงาน “แสงเล็ก ๆ ระหว่างทาง” ของทีมทางนี้มีแสง จากคณะบัญชีและวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยเซาธ์อีสท์บางกอก กรุงเทพมหานคร รางวัลยอดนิยมที่มีผู้เข้าชมสูงสุด (Top Views) ได้แก่ ผลงาน “โอ มื้อโชเปอ ผาเยอสไตล์” ของทีมเดอะเบ๊อะ สตูดิโอ โรงเรียนเฉลิมรัชวิทยาคม จังหวัดแม่ฮ่องสอน ซึ่งมียอดรับชมกว่า 260,565 ครั้ง สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของเยาวชนไทยในการใช้สื่อดิจิทัลเพื่อสร้างการรับรู้ด้านคุณธรรมและวิถีชุมชนสู่สังคมในวงกว้าง



ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม กล่าวต่อว่า กระทรวงวัฒนธรรม มุ่งเน้นให้กิจกรรมการประกวดการผลิตสื่อคุณธรรมสำหรับเด็กและเยาวชนในครั้งนี้ เป็นเวทีสำคัญในการปลูกฝังค่านิยมเชิงบวก ส่งเสริมให้เด็กและเยาวชนใช้ความคิดสร้างสรรค์ในการพัฒนาชุมชนของตนเอง พร้อมทั้งเป็นต้นแบบของการทำความดีในกลุ่มคนรุ่นใหม่ เพื่อยกย่องผลงานการผลิตสื่อส่งเสริมคุณธรรมสำหรับเด็กและเยาวชนที่ผ่านการพิจารณาตัดสินโดยคณะกรรมการตัดสินการประกวดการผลิตสื่อคุณธรรมสำหรับเด็กและเยาวชน ภายใต้หัวข้อ 

“ชุมชนคุณธรรมบ้านฉัน” และเป็นขวัญกำลังใจให้แก่ผู้เข้าประกวดและเป็นแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์ผลงาน สร้างสังคมคุณธรรม ตลอดจนสามารถพัฒนาผลงานการผลิตสื่อส่งเสริมคุณธรรมสำหรับเด็กและเยาวชนให้แก่สังคมต่อไป///

สคส. มุ่งพัฒนาบุคลากรต่อเนื่อง ผ่านการสอบวัดผลยกระดับเจ้าหน้าที่ PDPC ให้พร้อมคุ้มครองสิทธิประชาชนอย่างเข้มข้น

 สคส. มุ่งพัฒนาบุคลากรต่อเนื่อง ผ่านการสอบวัดผลยกระดับเจ้าหน้าที่ PDPC ให้พร้อมคุ้มครองสิทธิประชาชนอย่างเข้มข้น

สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (สคส.) หรือ PDPC เดินหน้ายกระดับศักยภาพบุคลากรอย่างต่อเนื่อง ผ่านการจัดสอบวัดระดับความรู้และความเข้าใจด้านการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล เพื่อพัฒนาความพร้อมของเจ้าหน้าที่ให้สามารถปฏิบัติงาน ให้คำปรึกษา และดูแลสิทธิของประชาชนได้อย่างถูกต้อง ทันต่อสถานการณ์ และเป็นมาตรฐานเดียวกันทั่วทั้งองค์กร


พ.ต.อ.สุรพงศ์ เปล่งขำ เลขาธิการคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล กล่าวว่า ภารกิจด้านการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลมีความเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทั้งรูปแบบการใช้ข้อมูล เทคโนโลยีใหม่ ภัยคุกคามทางไซเบอร์ และข้อร้องเรียนที่มีความซับซ้อนมากขึ้น สคส. จึงให้ความสำคัญกับการพัฒนาความรู้ของบุคลากรอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้เจ้าหน้าที่มีทั้งความรู้เชิงกฎหมาย ความเข้าใจเชิงเทคนิค และทักษะในการสื่อสารกับประชาชน


“การสอบวัดระดับไม่ใช่เพียงการประเมินผลบุคลากร แต่เป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมการเรียนรู้และการพัฒนาตนเองของ สคส. เราต้องการให้เจ้าหน้าที่ทุกคนพร้อมรับมือกับโจทย์ใหม่ ๆ อยู่เสมอ เพราะทุกคำปรึกษา ทุกเรื่องร้องเรียน และทุกการบังคับใช้กฎหมาย ล้วนเกี่ยวข้องกับสิทธิและความเชื่อมั่นของประชาชน” พ.ต.อ.สุรพงศ์กล่าว


การสอบวัดระดับครอบคลุมเนื้อหาสำคัญ อาทิ หลักการและหน้าที่ตามกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล สิทธิของเจ้าของข้อมูล หน้าที่ของผู้ควบคุมข้อมูลส่วนบุคคล แนวทางการรับและพิจารณาเรื่องร้องเรียน การจัดการเหตุละเมิดข้อมูลส่วนบุคคล ตลอดจนกรณีศึกษาที่สะท้อนสถานการณ์ร่วมสมัย เพื่อให้บุคลากรสามารถเชื่อมโยงองค์ความรู้สู่การปฏิบัติงานจริงได้อย่างมีประสิทธิภาพ


นอกจากนี้ สคส. ยังส่งเสริมการเรียนรู้ในรูปแบบหลากหลาย ทั้งการอบรมเชิงปฏิบัติการ การแลกเปลี่ยนประสบการณ์ระหว่างหน่วยงาน การทบทวนกรณีศึกษา และการติดตามแนวโน้มความเสี่ยงด้านข้อมูลส่วนบุคคล เพื่อเติมองค์ความรู้ให้บุคลากรสามารถให้บริการประชาชนได้อย่างรวดเร็ว รอบคอบ และเข้าใจบริบทของแต่ละปัญหา


การคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลที่มีประสิทธิภาพต้องเริ่มจากบุคลากรที่มีความพร้อมและตื่นตัวอยู่เสมอ สคส. จึงมุ่งพัฒนามาตรฐานการทำงานภายในควบคู่กับการขยายบริการสู่ประชาชนทั่วประเทศ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นว่าเมื่อประชาชนต้องการคำปรึกษา ใช้สิทธิ หรือขอความช่วยเหลือด้านข้อมูลส่วนบุคคล จะได้รับบริการจากเจ้าหน้าที่ที่มีความรู้ ความเข้าใจ และพร้อมทำงานอย่างเต็มที่


“สคส. จะไม่หยุดพัฒนา เพราะโลกดิจิทัลไม่เคยหยุดเปลี่ยนแปลง เราพร้อมยกระดับคน ยกระดับระบบ และยกระดับการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล เพื่อให้ประชาชนมั่นใจได้ว่าข้อมูลของตนจะได้รับการดูแลอย่างเหมาะสมและปลอดภัย” พ.ต.อ.สุรพงศ์กล่าวทิ้งท้าย

วันอาทิตย์ที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2569

“Bangkok Auto Salon 2026” เปิดเทรนด์ Complete Car ระดับท็อปจากญี่ปุ่นเจาะลึก 3 สำนักแต่งไอคอนิก VeilSide, HKS & FOREVER, GReddy x KUHL

 “Bangkok Auto Salon 2026” เปิดเทรนด์ Complete Car ระดับท็อปจากญี่ปุ่นเจาะลึก 3 สำนักแต่งไอคอนิก VeilSide, HKS & FOREVER, GReddy x KUHL

Bangkok Auto Salon 2026 พาสายซิ่งส่องเทรนด์ “Complete Car” จากญี่ปุ่น การแต่งรถที่ไม่ได้หยุดแค่การเปลี่ยนชุดแต่ง แต่คือการยกระดับสมรรถนะและงานดีไซน์ทั้งคันให้สะท้อนตัวตนของแต่ละสำนักแต่งอย่างสมบูรณ์แบบ ผ่าน 3 สำนักชื่อดัง VeilSide – HKS & FOREVER – GReddy x KUHL ที่มาพร้อมแนวทางการคัสตอมอันเป็นเอกลักษณ์ ตั้งแต่ดีไซน์ บอดี้พาร์ต งานแอโรพาร์ต ไปจนถึงการอัปเกรดสมรรถนะขั้นสุดและการเลือกใช้พาร์ตเฉพาะทาง งานนี้คนรักรถแต่งจะได้เห็นว่าทำไม “Complete Car” จึงกลายเป็นอีกหนึ่งเทรนด์ที่น่าจับตาของวงการคัสตอมคาร์ญี่ปุ่น

เริ่มที่ VeilSide สำนักแต่งระดับตำนานจากญี่ปุ่น ภายใต้การดูแลของ Wise Autoworks ประเทศไทย โดดเด่นด้วยแนวคิดการเปลี่ยนเส้นสาย เพิ่มมิติและวอลุ่มของตัวให้มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว จนแทบไม่เหลือภาพจำของรถเดิม ทั้งงานชิ้นส่วนพาร์ตทุกชิ้นของ VeilSide มีความพิเศษ คือ มี Running Number กำกับ เพื่อสะท้อนความเอ็กซ์คลูซีฟ นอกจากนี้ Wise Autoworks ยังเป็นผู้จัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์แบรนด์ชั้นนำในวงการรถแต่งอีกหลากหลาย อาทิ ENKEI ล้อจากประเทศญี่ปุ่นที่โดดเด่นเรื่องน้ำหนักเบาและความแข็งแรง โดยเฉพาะ กลุ่มลายสาย Racing และ Performance ที่เหมาะกับรถสปอร์ต รวมถึง AME แบรนด์ล้อที่โดดเด่นด้วยดีไซน์และน้ำหนักเบา ตอบโจทย์คนรักรถที่ต้องการทั้งสมรรถนะและความสวยงาม และ MOMO แบรนด์พวงมาลัยชื่อดังจากอิตาลี พร้อมบริการดูแลรถแบบครบวงจร ตั้งแต่การช่วยหา Base Car ไปจนถึงการจัดหาพาร์ตสำหรับรถรุ่นต่าง ๆ รวมถึงรถรุ่นเก๋าที่เลิกผลิตไปแล้ว


ครั้งแรกในไทย HKS Japan แต่งตั้ง FOREVER Shop Thailand เป็น Dealer Complete Car อย่างเป็นทางการในประเทศไทย ตอกย้ำความพิเศษของเทรนด์ Complete Car โดยรถของ HKS Japan ได้รับการโมดิฟายสมรรถนะ และติดตั้งชุดแต่งรุ่น limited ทั้งภายนอกและภายในอย่างครบถ้วน ที่เอ็กซ์คลูซีฟที่สุด คือ ผู้สั่งซื้อ ต้องลงทะเบียนระบุชื่อเจ้าของในระบบก่อน ทุกคันจะมี Running Number ประจำรถและพาร์ตทุกชิ้น เพื่อยืนยันรถและชิ้นส่วนเฉพาะคัน สะท้อนแนวคิดของ HKS ที่ต้องการรักษาคุณค่าของ Complete Car ในฐานะรถแต่งเอ็กซ์คลูซีฟและป้องกันการลอกเลียนแบบ โดยผลิต HKS Complete Car ในจำนวนจำกัด นอกจากนี้ ภายในบูธ FOREVER ยังจัดจำหน่ายเคมีภัณฑ์และน้ำมันเครื่อง HKS รวมถึงน้ำมันเครื่องและเคมีภัณฑ์แบรนด์ชั้นนำสำหรับรถแรงโดยเฉพาะ พร้อมโปรโมชั่นราคาพิเศษสุดคุ้มค่ากว่าแอปออนไลน์ เฉพาะงาน Bangkok Auto Salon เท่านั้น

ปิดท้ายที่บูธ GReddy สำนักแต่ง Performance ระดับท็อปจากญี่ปุ่นที่โดดเด่นเรื่องการยกระดับสมรรถนะ เป็นอีกรายที่นำแนวคิด Complete Car นำเข้าจากประเทศญี่ปุ่น 100%  มาให้สัมผัสได้อย่างใกล้ชิด 2 รุ่น ได้แก่ คันแรก Toyota GR86 Complete KUHL x GReddy  เป็นการทำงานร่วมกันของ 2 แบรนด์ดัง มาพร้อมช่วงล่างพิเศษและชุดแต่งเพิ่มความดุดันจาก KUHL Racing พร้อมความพิเศษคือการอัปเกรดสมรรถนะชุดเทอร์โบโดย GReddy จนมีกำลังเพิ่มขึ้นถึง 310 แรงม้า เพิ่มความแรงและรูปลักษณ์ที่โดดเด่นสะดุดตา...เป็น Toyota GR86 Complete KUHL x GReddy  คันแรกที่พร้อมจำหน่ายอย่างเป็นทางการในเมืองไทย ส่วน Suzuki Jimny Complete Car คันที่นำมาโชว์ในงาน Bangkok Auto Salon 2026 เป็น Complete Car ที่โมดิฟายยกคันจากญี่ปุ่นทั้งเครื่องและการตกแต่งรอบคันเช่นกัน พร้อมเปิดให้ผู้สนใจ พรีออเดอร์รถและเลือกสเปกการตกแต่งจากญี่ปุ่นได้ หรือสำหรับเจ้าของรถ Jimny ในไทยก็สามารถนำรถเข้ามาอัปเกรดสมรรถนะและติดตั้งพาร์ต GReddy ได้เช่นกัน 


Bangkok Auto Salon 2026 ชวนสายซิ่งมาเติมความสนุกกันต่อกับกิจกรรม Outdoor และความบันเทิงครบรส

BAS DRIFT ARENA: รวมพล ROOKIE DRIFTER และนักดริฟต์มืออาชีพร่วมโชว์สกิลความเร็ว

CLUB RACE (Pocket Arena): ท้าประลองความเร็วชิงตำแหน่ง Best Lap Time of The Day

CAR CLUB PARTY & BAS CAR PARADE: ขบวนรถแต่งสุดตระการตา

BAS LIVE STAGE: สนุกกับไลฟ์แบนด์และ HOT DJ สาวเซ็กซี่ในช่วงค่ำ


สาวกรถแต่งพลาดไม่ได้กับเสื้อที่ระลึก Bangkok Auto Salon 2026 2 สี “ขาวคลีน” และ “ดำดุดัน” ราคา 590 บาท พิเศษ! สำหรับผู้ซื้อบัตรเข้าชมงาน เพียงนำบัตรมาแสดง ณ จุดจำหน่ายหน้าฮอลล์ 100 รับส่วนลดทันที 100 บาท สินค้ามีจำนวนจำกัด


Bangkok Auto Salon 2026 ขอชวนคนรักรถและสาวกสายซิ่ง สัมผัสคาร์คัลเจอร์แห่งอาเซียน อัปเดตเทรนด์ พร้อมเลือกช้อปอุปกรณ์ตกแต่งรถยนต์กว่า 200 แบรนด์ชั้นนำทั่วโลก รวมถึงกิจกรรมมอเตอร์สปอร์ตและความบันเทิงตลอดงาน ได้ตั้งแต่วันนี้ – 30 สิงหาคม 2569 ณ ฮอลล์ 100 ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา โดยวันเสาร์–อาทิตย์ เปิดเวลา 11.00–21.30 น. บัตรเข้าชมงานราคา 100 บาท

###




ติดตามข่าวสาร ความเคลื่อนไหว และรายละเอียดกิจกรรมต่าง ๆ ของ Bangkok Auto Salon 2026 ได้ทาง

Facebook: Bangkok International Auto Salon YouTube: Bangkokautosalon 

Instagram: @bangkokautosalon_official            TikTok: @bangkokautosalon 


#BangkokAutoSalon2026 #BangkokAutoSalon #BAS2026 #BAS #CelebrateBangkokDestination #TokyoAutoSalon

"รมว.กระทรวงวัฒนธรรม" มอบหมาย “หัวหน้าผู้ตรวจราชการกระทรวงวัฒนธรรม” เป็นผู้แทน มอบรางวัล “สื่อดิจิทัลสร้างสรรค์สังคม” แก่ 12 สื่อมวลชน ในการประชุมใหญ่ สภท.

  "รมว.กระทรวงวัฒนธรรม" มอบหมาย “หัวหน้าผู้ตรวจราชการกระทรวงวัฒนธรรม” เป็นผู้แทน มอบรางวัล “สื่อดิจิทัลสร้างสรรค์สังคม” แก่ 12 สื่...