วันพุธที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2569

สพพ. ร่วมประชุมหารือและนำคณะผู้แทนภูฏานศึกษาดูงานการผลิตกระแสไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ ยกระดับความมั่นคงทางพลังงานไทย

 สพพ. ร่วมประชุมหารือและนำคณะผู้แทนภูฏานศึกษาดูงานการผลิตกระแสไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ ยกระดับความมั่นคงทางพลังงานไทย

เมื่อวันที่ 27 เมษายน 2569 พันเอก ศรัณยู วิริยเวชกุล รองผู้อำนวยการสำนักงานความร่วมมือพัฒนาเศรษฐกิจกับประเทศเพื่อนบ้าน รักษาการแทนผู้อำนวยการ สพพ. ให้การต้อนรับ H.E. Dasho Bharat Tamang ประธานองคมนตรีภูฏาน H.E. Dasho Kinzang Dorji เอกอัครราชทูตภูฏาน ประจำประเทศไทย H.E. Dasho Sonam Thinley His Majesty’s Secretariat & Board Director และคณะผู้แทนระดับสูงจาก NORION Renewal Energy Limited (NREL) ราชอาณาจักรภูฏาน ณ ห้องประชุม 1 สพพ.  เพื่อร่วมประชุมหารือโครงการความร่วมมือด้านพลังงานทดแทน ซึ่งเป็นโครงการความร่วมมือที่เป็นไปได้ในสาขาความร่วมมือด้านพลังงานระหว่าง สพพ. กับราชอาณาจักรภูฏาน รวมทั้งได้มีการหารือทางด้านเทคนิคแผนการดำเนินโครงการและหลักการเงื่อนไขการให้ความช่วยเหลือของ สพพ. โดยมีคณะผู้แทนจากการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ. หรือ EGAT) นำโดยนายฉัตรชัย มาวงศ์ ผู้ช่วยผู้ว่าการธุรกิจบำรุงรักษา และคณะผู้แทนจากการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคแห่งประเทศไทย (กฟภ. หรือ PEA) นำโดยนายยงยุทธ โพธิ์ทอง ผู้ช่วยผู้ว่าการการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค และคณะผู้แทนสำนักบริหารโครงการ 2 ผู้แทนสำนักนโยบายและแผน และผู้แทนสำนักบริหารเงินทุน สพพ. เข้าร่วมประชุมในครั้งนี้

 







ในโอกาสนี้ คณะผู้แทนจาก สพพ. นำคณะผู้แทนจากราชอาณาจักรภูฏาน พร้อมด้วยผู้บริหารจากการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (PEA) และการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (EGAT) ลงพื้นที่ศึกษาดูงาน ณ โครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์บรีซแอนด์ไซน์เพาเวอร์ อ.เดิมบางนางบวช จ.สุพรรณบุรี โครงการดังกล่าวเป็นการผลิตพลังงานไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ด้วยเทคโนโลยีแผงโฟโตไวลเทอิกหรือเซลล์แสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนพื้นดิน (Solar Farm) ร่วมกับระบบกักเก็บพลังงาน (Energy Storage System) เพื่อจำหน่ายไฟฟ้าเข้าระบบตามนโยบายสนับสนุนพลังงานสะอาดที่ไม่ก่อให้เกิดมลพิษ และเสริมสร้างความมั่นคงทางพลังงานอย่างยั่งยืน โดยในโอกาสนี้ นายปรีดี ดาวฉาย กรรมการอิสระ และประธานกรรมการบริษัท กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) ให้เกียรติร่วมต้อนรับและนำคณะเข้าเยี่ยมชมโครงการ


วธ. จัดกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าทีปังกรรัศมีโชติฯ เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันประสูติ 29 เมษายน

 วธ. จัดกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าทีปังกรรัศมีโชติฯ เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันประสูติ 29 เมษายน



วันที่ 29 เมษายน 2569 เวลา 14.00 น. กระทรวงวัฒนธรรม โดยกรมการศาสนา จัดกิจกรรมเฉลิม

พระเกียรติ สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าทีปังกรรัศมีโชติ มหาวชิโรตตมางกูร สิริวิบูลยราชกุมาร เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันประสูติ 29 เมษายน 2569 โดยมีพระพรหมบัณฑิต กรรมการมหาเถรสมาคม เจ้าอาวาสวัดประยุรวงศาวาส เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ นายประสพ เรียงเงิน ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม เป็นประธานฝ่ายฆราวาส พร้อมด้วยนายชัยพล สุขเอี่ยม อธิบดีกรมการศาสนา ผู้บริหาร เจ้าหน้าที่ ประชาชน และสื่อมวลชนเข้าร่วม ณ วัดประยุรวงศาวาส แขวงวัดกัลยาณ์ เขตธนบุรี กรุงเทพมหานคร




นายประสพ เรียงเงิน ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม กล่าวว่า เนื่องในโอกาสคล้ายวันประสูติ 29 เมษายน นับเป็นโอกาสอันดียิ่งที่พสกนิกรชาวไทยทุกหมู่เหล่าจะได้แสดงออกถึงความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ ด้วยการบำเพ็ญคุณงามความดีถวายพระกุศล แด่สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าทีปังกรรัศมีโชติ มหาวชิโรตตมางกูร สิริวิบูลยราชกุมาร ที่ทรงมีพระจริยวัตรที่งดงามในการทรงงานจิตอาสาอย่างเข้มแข็ง ทรงเป็นต้นแบบของประชาชนทุกหมู่เหล่าในการสมัครใจช่วยเหลือผู้อื่น เสียสละเวลา และพระวรกาย ในการทำงานที่เป็นสาธารณประโยชน์ โดยไม่หวังผลตอบแทนใด ๆ สมกับที่ทรงเป็นแบบอย่างของเยาวชนรุ่นใหม่ ทรงเป็นเจ้าฟ้าจิตอาสาของปวงชนชาวไทย ร่วมทำกิจกรรมในโครงการ “เราทำความดี ด้วยหัวใจ” อีกทั้งยังทรงใฝ่ในธรรมยิ่ง มักจะเสด็จไปยังวัดต่าง ๆ เพื่อทรงบำเพ็ญพระกุศล ยังทรงช่วยแบ่งเบาพระราชกรณียกิจน้อยใหญ่ ด้วยการตามเสด็จพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี และสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ไปทรงเยี่ยมราษฎร เพื่อติดตามการดำเนินงานของโครงการจิตอาสาพระราชทาน และโครงการตามแนวพระราชดำริต่าง ๆ 




ทรงเดินตามรอยทูลกระหม่อมพ่อ ด้วยการปฏิบัติพระองค์เป็นแบบอย่างของเยาวชนไทยในการทำความดีด้วยหัวใจอย่างแน่วแน่มั่นคง ทรงมีพระราชศรัทธาในพระพุทธศาสนาอย่างตั้งมั่น โดยทรงเสด็จไปถวายสักการะ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ณ วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม ทรงบำเพ็ญพระกุศลถวายจตุปัจจัยไทยธรรม ทรงสนทนาธรรม และทรงสดับพระโอวาทจาก สมเด็จพระสังฆราช อย่างสนพระทัยยิ่ง ทรงเสด็จไปยังสถานพำนักสงฆ์บ้านไร่ทอสี อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา เพื่อทรงบำเพ็ญพระกุศล และทรงสนทนาธรรมกับพระพรหมพัชรญาณมุนี เป็นการส่วนพระองค์เพื่อศึกษาธรรมะอย่างลึกซึ้ง ในปี 2566 ที่ผ่านมา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าทีปังกรรัศมีโชติ มหาวชิโรตตมางกูร สิริวิบูลยราชกุมาร เสด็จแทนพระองค์ ไปในการพระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลถวายผ้าพระกฐิน วัดสุทัศนเทพวราราม เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร และวัดพระพุทธบาท อำเภอพระพุทธบาท จังหวัดสระบุรี เป็นที่ปลื้มปิติของพสกนิกร และพุทธศาสนิกทุกหมู่เหล่า

 ในการจัดพิธีในครั้งนี้ กระทรวงวัฒนธรรม โดยกรมการศาสนา ร่วมกับวัดประยุรวงศาวาส จัดพิธีเจริญพระพุทธมนต์ เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันประสูติ 29 เมษายน สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าทีปังกรรัศมีโชติ มหาวชิโรตตมางกูร สิริวิบูลยราชกุมาร ในวันพุธที่ 29 เมษายน 2569 ในส่วนภูมิภาค กรมการศาสนา ร่วมกับสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัด 76 จังหวัด จัดกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติ เนื่องในวันคล้ายวันประสูติ 29 เมษายน ได้แก่ พิธีเจริญพระพุทธมนต์ ทำบุญตักบาตรพระสงฆ์ นิทรรศการเฉลิมพระเกียรติ กิจกรรมจิตอาสาบำเพ็ญสาธารณประโยชน์ในศาสนสถาน การจัดนิทรรศการหรือจัดทำวีดีทัศน์ในมิติทางศาสนา และกิจกรรมอื่น ๆ ที่เป็นการเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์ในมิติทางศาสนา และจัดพิธีเจริญพระพุทธมนต์นวัคคหายุสมธัมม์ 

ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม กล่าวเพิ่มเติมว่า ในส่วนกลาง กระทรวงวัฒนธรรม กรมการศาสนาได้ร่วมกับวัดประยุรวงศาวาส จัดพิธีเจริญพระพุทธมนต์ ณ วัดประยุรวงศาวาส แขวงวัดกัลยาณ์ เขตธนบุรี กรุงเทพมหานคร และส่วนภูมิภาค ได้สนับสนุนสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดทั่วประเทศดำเนินการจัดกิจกรรมถวายพระกุศลฯ ตามที่จังหวัดเห็นสมควร ได้แก่ พิธีเจริญพระพุทธมนต์ ทำบุญตักบาตรพระสงฆ์ นิทรรศการเฉลิมพระเกียรติ กิจกรรมจิตอาสาบำเพ็ญสาธารณประโยชน์ในศาสนสถาน การจัดนิทรรศการหรือจัดทำวีดีทัศน์ในมิติทางศาสนา และกิจกรรมอื่น ๆ ที่เป็นการเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์ในมิติทางศาสนา เพื่อส่งเสริมให้พสกนิกรทุกหมู่เหล่าได้น้อมนำหลักธรรมทางศาสนามาเป็นเครื่องมือในการสร้างสติ สมาธิ และปัญญา แล้วนำมาประพฤติปฏิบัติในชีวิตประจำวัน เพื่อสร้างความสามัคคีปรองดอง สมานฉันท์ ด้วยการทำกิจกรรมทางศาสนาร่วมกัน และแสดงความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์อันเป็นศูนย์รวมจิตใจของคนไทยทั้งชาติโดยพร้อมเพรียงกัน


นอกจากนี้  สำนักพระราชวัง ขอเชิญชวนประชาชนร่วมลงนามถวายพระพร สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าทีปังกรรัศมีโชติ มหาวชิโรตตมางกูร สิริวิบูลยราชกุมาร เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันประสูติ วันที่ 29 เมษายน 2569 ผ่านระบบออนไลน์ ที่เว็บไซต์หน่วยราชการในพระองค์ www.royaloffice.th (ระหว่างวันที่ 28–30 เมษายน 2569)

วันอังคารที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2569

อว. หนุน บพข. เดินหน้าโครงการ “PMUC Zero Burn to Earn: เลิกเผา เป๋าตุง” ใช้นวัตกรรมแก้วิกฤตพลังงาน - PM 2.5 และปัญหาปากท้อง สร้างระบบนิเวศนวัตกรรม เปลี่ยนเศษวัสดุเหลือทิ้งสู่พลังงานทดแทน เริ่ม 5 พฤษภาคมนี้

 อว. หนุน บพข. เดินหน้าโครงการ “PMUC Zero Burn to Earn: เลิกเผา เป๋าตุง” ใช้นวัตกรรมแก้วิกฤตพลังงาน - PM 2.5 และปัญหาปากท้อง สร้างระบบนิเวศนวัตกรรม เปลี่ยนเศษวัสดุเหลือทิ้งสู่พลังงานทดแทน เริ่ม 5 พฤษภาคมนี้  

ท่ามกลางวิกฤตพลังงาน วิกฤต PM 2.5 และวิกฤตปากท้องที่สะสมและกดทับสังคมไทย กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ร่วมกับ หน่วยบริหารจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถการแข่งขัน (บพข.) สำนักงานเร่งรัดการวิจัยและนวัตกรรมเพื่อเพิ่มความสามารถการแข่งขันและการพัฒนาพื้นที่ (องค์การมหาชน) ประกาศพลิกวิกฤตซ้อนวิกฤตให้เป็นโอกาสทางเศรษฐกิจครั้งใหญ่ ผ่านงาน “PMUC Zero Burn to Earn: เลิกเผา เป๋าตุง” มุ่งเป้าเปลี่ยน “เศษวัสดุเหลือทิ้ง” ที่เคยเป็นต้นตอของมลพิษจากการเผาทำลาย ให้กลายเป็นวัตถุดิบตั้งต้นที่มีมูลค่า พร้อมส่งต่อสู่นวัตกรรมพลังงานทดแทนที่พร้อมใช้งานจริง โดยนำร่องรุกพื้นที่ภาคเหนือเป็นแห่งแรก เพื่อวางรากฐานนวัตกรรมรักษ์โลกให้เป็นเครื่องยนต์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจใหม่ (New Growth Engine) ของประเทศอย่างเป็นระบบ   

ภายในงานได้รับเกียรติจาก ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เป็นประธานเปิดงานและมอบวิสัยทัศน์ โดยกล่าวว่า การแก้ปัญหา PM 2.5 อย่างยั่งยืน


ต้องอาศัยกลไกทางเศรษฐศาสตร์เพื่อสร้างแรงจูงใจในการเปลี่ยนพฤติกรรม กระทรวง อว.  และ บพข. จึงผลักดันโมเดลเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) โดยในระยะสั้น เราเปลี่ยนการเผาเป็นการลดรายจ่าย จูงใจให้เกษตรกรนำเศษวัสดุเหลือใช้มาแลกกับอุปกรณ์สนับสนุนการเกษตร เช่น แผงโซลาร์เซลล์ ไบโอดีเซล หรือ แผ่นคลุมดินชีวมวล ขณะเดียวกัน ภาคเอกชนก็จะนำวัสดุเหล่านี้ไปแปรรูป สร้างเป็นนวัตกรรมสีเขียว (Green Transformation) และในระยะกลางถึงระยะยาว เมื่อทำให้เกิดความคุ้มค่าได้แล้ว เกษตรกรและเอกชนจะเกิดการซื้อขายแลกเปลี่ยนกันเองโดยตรง เปลี่ยนจากการเผาให้กลายเป็นการสร้างรายได้และผลกำไรอย่างยั่งยืน   

ประเทศไทยมีทรัพย์สินทางปัญญาและนวัตกรรมพร้อมอยู่แล้ว บทบาทสำคัญของ อว. คือการเชื่อมโยงโจทย์ที่ใช่ ให้มาเจอกับคนที่ทำได้จริง เราจะนำร่องโมเดลนี้ในพื้นที่เชียงใหม่และพื้นที่เหมาะสมอื่นๆ ก่อนขยายผลไปทั่วประเทศ เพื่อทำให้สังคมเห็นว่านวัตกรรมไทยสามารถพาประเทศให้หลุดพ้นจากภาวะวิกฤตได้อย่างแท้จริง” ศ.ดร.ยศชนัน กล่าว

นอกจากนี้ ศ.ดร.ยศชนัน ยังเสริมว่า “เรื่องอากาศสะอาดเป็นวาระที่ไม่สามารถแก้ไขได้เพียงลำพัง หากโมเดลนี้ประสบความสำเร็จในประเทศ เรามีแผนที่จะบูรณาการร่วมกับกระทรวงการต่างประเทศ เพื่อใช้การทูตวิทยาศาสตร์ (Science Diplomacy) ในการแบ่งปันโมเดลและขยายผลการแก้ปัญหาฝุ่น PM 2.5 ร่วมกับประเทศเพื่อนบ้านต่อไป” 


ด้าน รองศาสตราจารย์ ดร.กานดา บุญโสธรสถิตย์ ผู้อำนวยการ บพข. ย้ำจุดยืนที่ชัดเจนว่า โครงการนี้ไม่ใช่เพียงการนำเศษวัสดุมาแลกสิ่งของเพื่อการประชาสัมพันธ์ระยะสั้น แต่เป้าหมายหลักคือการ “สร้างกลไกตลาดที่แท้จริง”   

สิ่งที่ บพข. ทำคือการจุดประกายให้เกษตรกรเห็นมูลค่าของเศษเหลือทิ้ง โดยเรานำเศษวัสดุเหล่านี้ไปต่อยอดผ่านโรงงานต้นแบบ (Pilot Plant) ที่ บพข. ให้ทุนสนับสนุน โดยมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) จะนำเศษวัสดุเหลือทิ้งไปแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์นวัตกรรม เช่น เยื่อชีวมวล ถ่านชีวภาพไบโอชาร์ และน้ำมันไพโรไลซิส โดย บพข. ได้ประสานกับภาคเอกชนและตลาดการค้าเพื่อให้มั่นใจว่าผลิตภัณฑ์เหล่านี้สามารถขายและเกิดมูลค่าในตลาดได้จริง เมื่อตลาดมีความต้องการการซื้อขายเศษวัสดุจากชุมชนเพื่อป้อนเข้าสู่อุตสาหกรรมนวัตกรรมก็จะเกิดขึ้นอย่างยั่งยืน” รศ.ดร.กานดา กล่าว  

นอกจากนี้ บพข. ยังร่วมมือกับภาควิจัยและเอกชน จัดทำแพลตฟอร์ม Matching System ขึ้น ภายใต้แนวคิดให้เป็นเหมือนแพลตฟอร์มช้อปออนไลน์ที่ใช้งานง่าย สามารถให้เกษตรกรที่มีเศษวัสดุเหลือทิ้ง เข้ามาลงทะเบียนนำส่งเศษวัสดุผ่านแพลตฟอร์ม แลกเปลี่ยนเป็นแต้ม หรือ PMUC Point เพื่อนำมาแลกสิ่งของ เช่น แผงโซลาร์เซลล์มือสองพร้อมอุปกรณ์และบริการติดตั้ง แผ่นคลุมดินชีวมวล หรือ น้ำมันไบโอดีเซล ซึ่งทั้งหมดนี้ได้รับจากพาร์ทเนอร์ของ บพข.  ขณะที่ข้อมูลที่ได้จากการใช้แพลตฟอร์ม Matching System นี้ จะกลายเป็นข้อมูลสำคัญที่ บพข. และทีมนักวิจัยนำมาวิเคราะห์ สังเคราะห์ เพื่อนำไปเป็นข้อเสนอเชิงนโยบายต่อไป โดยแพลตฟอร์มนี้จะเริ่มให้เกษตรกรในพื้นที่นำร่องจังหวัดเชียงใหม่ เริ่มใช้งานในวันที่ 5 พฤษภาคม 2569 ที่จะถึงนี้


โครงการนี้เป็นการสร้าง Ecosystem จากการรวมพลังของเครือข่ายพันธมิตรทุกภาคส่วน ทั้งภาคการศึกษา-วิจัย อาทิ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) ศูนย์เทคโนโลยีพลังงานแห่งชาติ (ENTEC) ภาคเอกชน อาทิ บจก.วีมูฟ แพลตฟอร์ม, กลุ่มบริษัท ดาว ประเทศไทย, บมจ.พีทีที โกลบอล เคมิคอล, บมจ.พลังงานบริสุทธิ์ (EA) รวมถึงเครือข่ายภาคประชาสังคมและตัวแทนเกษตรกรจากภาคเหนือ ที่มาร่วมแรงเป็นเครื่องยนต์ที่ขับเคลื่อนระบบนิเวศนี้ให้เกิดขึ้นจริง


รศ.ดร.กานดา ยังระบุว่า อีกหนึ่งความท้าทายของโครงการนี้คือ ความท้าทายด้านภูมิศาสตร์ของภาคเหนือ เนื่องจากเป็นเขา ดอย รถบรรทุกเข้าถึงยาก ทำให้ต้นทุนด้านการขนส่งสูง โลจิสติกส์จึงมีบทบาทสำคัญ โดยต้องศึกษาหาโซลูชันที่เหมาะสม ทั้งการจัดเก็บ เส้นทาง และลักษณะการขนส่ง เพื่อหาต้นทุนที่คุ้มค่าที่สุด ซึ่ง บพข. ได้ทีมมหาวิทยาลัย นักวิจัย และเอกชนมาร่วมกันศึกษา  

ด้าน ยุทธ คันธะวงศ์ จากศูนย์ข้าวชุมชนยางเนื้อ อำเภอสารภี จังหวัดเชียงใหม่ กล่าวถึงโครงการ PMUC Zero Burn to Earn : เลิกเผา เป๋าตุง ว่า “โครงการนี้เป็นประโยชน์ต่อเกษตรกรอย่างมาก ทั้งด้านปัจจัยการผลิต จนถึงเรื่องของเครื่องจักรการผลิต ซึ่งจะต้องมาเสริมในการแปรรูปเศษวัสดุเหลือทิ้ง เพราะหลังทำนา ชาวนาจะว่าง 4 เดือน ซึ่งไม่ได้ทำอะไรนอกจากปลูกพืช แต่หากเราสามารถมีเครื่องมือที่จะแปรรูป เช่น ฟางข้าว มาเป็นวัสดุปลูก หรือ คลุมดิน เขาจะมีรายได้เพิ่ม ซึ่งเกษตรกรกระเป๋าตุงแน่ เพราะเขามีรายได้เพิ่มเติม หากสามารถทำให้วงจรที่มีทั้งผู้ประกอบการ เครื่องจักร การขนส่ง และการตลาดเข้ามาช่วยเหลือ มั่นใจว่าชาวนาอยู่แล้ว และชาวนาก็ยินดี หากเริ่มต้นที่ 5-10% เชื่อว่าจะเป็นต้นแบบให้เกษตรกรที่อื่นๆ เกิดเป็น Circular Economy ที่ประสบความสำเร็จและยั่งยืน” 

ภายในงานมีการแลกเปลี่ยนวิสัยทัศน์ พร้อมทั้งร่วมกันแสดงความคิดเห็นผ่านความรู้และประสบการณ์ของผู้ร่วมงาน ทั้งจากภาคเอกชน ภาคการศึกษา หน่วยงานวิจัย ภาคประชาสังคม และเกษตรกร ที่มาร่วมกันแชร์มุมมอง และร่วมต่อยอดเติมเต็มให้โครงการ PMUC Zero Burn to Earn : เลิกเผา เป๋าตุง ประสบความสำเร็จ และสามารถแก้ปัญหาทั้งวิกฤต PM 2.5 วิกฤตพลังงาน และปัญหาปากท้องได้อย่างยั่งยืน

โครงการ PMUC Zero Burn to Earn : เลิกเผา เป๋าตุง จะเริ่มเปิดให้เกษตรกรในพื้นที่นำร่องจังหวัดเชียงใหม่ นำเศษวัสดุเหลือทิ้งมาแลกวัสดุอุปกรณ์ผ่านแพลตฟอร์ม Matching System ของ บพข. ได้ตั้งแต่วันที่ 5 พฤษภาคม 2569 ก่อนจะขยายผลในพื้นที่อื่นๆ ต่อ

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง เดินสายสร้างอาชีพ สร้างชีวิตประชาชนภาคใต้อย่างยั่งยืนต่อเนื่อง มอบอุปกรณ์ประกอบอาชีพ ให้แก่ครัวเรือนยากจนในพื้นที่จังหวัดสงขลา พร้อมมอบจักรยานให้แก่โรงเรียนในพื้นที่ชนบท และนำหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ออกบริการในพื้นที่ฟรี

 มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง เดินสายสร้างอาชีพ สร้างชีวิตประชาชนภาคใต้อย่างยั่งยืนต่อเนื่อง มอบอุปกรณ์ประกอบอาชีพ ให้แก่ครัวเรือนยากจนในพื้นที่จังหวัดสงขลา พร้อมมอบจักรยานให้แก่โรงเรียนในพื้นที่ชนบท และนำหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ออกบริการในพื้นที่ฟรี






วันนี้ (วันอังคารที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2569) มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง นำโดย นายสุรพงษ์ เตชะหรูวิจิตร กรรมการและรองเลขาธิการ เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วย นางสาวศุภรัตน์ สมบัติเจริญไทย รักษาการผู้ช่วยผู้จัดการฝ่ายสังคมสงเคราะห์และหัวหน้าแผนกส่งเสริมการศึกษาและอาชีพ นางสาวเนาวรัตน์ วรรณศิริ หัวหน้าแผนกหน่วยแพทย์สงเคราะห์ชุมชน นายพิทักษ์พนธ์ ถูกจิตต์ รักษาการผู้ช่วยหัวหน้าแผนกส่งเสริมการศึกษาและอาชีพ และนางสุชาดา น้อยจีน รักษาการผู้ช่วยหัวหน้าแผนกหน่วยแพทย์สงเคราะห์ชุมชน นำเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่มอบอุปกรณ์ประกอบอาชีพให้แก่ครัวเรือนยากจน ในพื้นที่จังหวัดสงขลา (จังหวัดที่ 5 ของทางภาคใต้) จำนวน 33 ครัวเรือน รวมมูลค่า 804,642 บาท และมอบรถจักรยาน แก่โรงเรียน 2 แห่ง รวมจำนวน 20 คัน มูลค่า 25,800 บาท รวมมูลค่าการช่วยเหลือในครั้งนี้เป็นเงินทั้งสิ้น 830,442 บาท (แปดแสนสามหมื่นสี่ร้อยสี่สิบสองบาทถ้วน) นอกจากนี้ มูลนิธิฯ ยังได้จัดหน่วยแพทย์สงเคราะห์ชุมชน นำทีมแพทย์อาสาฯ เจ้าหน้าที่หน่วยแพทย์ ทีมกู้ชีพ และอาสาสมัคร ออกหน่วยให้บริการตรวจรักษาโรคทั่วไป แจกแว่นสายตา บริการตัดผมชาย-หญิง บริการทันตกรรม และกิจกรรมนันทนาการ แก่ประชาชนในพื้นที่ฟรี  โดยมี นายชูชีพ ธรรมเพชร รองผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา และนายสามารถ สุวรรณมณี รองอธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน เป็นประธานร่วมในพิธี พร้อมด้วย คณะมูลนิธิมิตรภาพสามัคคี (ท่งเซียเซี่ยงตึ๊ง) หาดใหญ่ และอาสาศิลปินมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง นำโดย นายสมบูรณ์ จุลมุสิก (ทศพล หิมพานต์) และ นางสาวอาทิติยา เบ็ญจะปัก (แคท) ร่วมในพิธี ณ ศูนย์ประชุมนานาชาติฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา






นายสุรพงษ์ เตชะหรูวิจิตร กรรมการและรองเลขาธิการ กล่าวว่า โครงการแก้ไขปัญหาความยากจนเชิงบูรณาการ มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้สนับสนุนอุปกรณ์ประกอบอาชีพ ช่วยเหลือครัวเรือนยากจน ตามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือแก้ไขปัญหาความยากจน  ระหว่างกรมการพัฒนาชุมชนและมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง  ซึ่งมูลนิธิฯ ได้จัดงบประมาณดำเนินการเพื่อจัดหาวัสดุอุปกรณ์การประกอบอาชีพมอบให้แก่ครัวเรือนยากจน ให้สามารถประกอบอาชีพเลี้ยงตนเองและครอบครัว ซึ่งได้ดำเนินการไปแล้ว 3 ระยะ โดย ระยะที่ 1 ดำเนินการในพื้นที่ภาคกลาง จำนวน 17 จังหวัด รวม 98 ครัวเรือน ระยะที่ 2 ได้ดำเนินการในพื้นที่ภาคเหนือ จำนวน 17 จังหวัด รวม 230 ครัวเรือน ระยะที่ 3 ได้ดำเนินการในพื้นที่ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จำนวน 20 จังหวัด รวม 485 ครัวเรือน นอกจากนี้ยังได้มอบอุปกรณ์ประกอบอาชีพให้กับครัวเรือนยากจนผู้ประสบอุทกภัย ประจำปี พ.ศ.2567 ในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ และ จังหวัดเชียงราย อีกจำนวน 57 ครัวเรือน รวมจำนวนครัวเรือนยากจนที่มูลนิธิป่อเต็กตึ๊งได้สร้างอาชีพ สร้างชีวิต ด้วยการมอบอุปกรณ์ประกอบอาชีพแล้วทั้งสิ้น 870 ครัวเรือน คิดเป็นมูลค่ากว่า 17 ล้านบาท และขณะนี้ได้พิจารณาดำเนินการระยะที่ 4 ในพื้นที่ภาคใต้ รวม 14 จังหวัด ได้แก่ ชุมพร สุราษฎร์ธานี ระนอง นครศรีธรรมราช พังงา พัทลุง สงขลา ตรัง สตูล กระบี่ ภูเก็ต ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส






ตลอดระยะเวลากว่า 116 ปี ที่มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง  ได้ขยายขอบข่ายโครงการต่าง ๆ ออกไปอย่างกว้างขวาง ไม่เพียงแต่บำบัดทุกข์ บำรุงสุข แก่ผู้ตกทุกข์ได้ยากโดยไม่จำกัดเชื้อชาติ  ศาสนา เท่านั้น แต่ยังได้พัฒนาคุณภาพชีวิตอีกในหลายทาง เพื่อเป็นองค์กรสาธารณกุศลที่ช่วยเหลือประชาชนครบวงจรในทุกๆ ด้าน ต่อไป ดังปณิธาน “มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ช่วยชีวิต รักษาชีวิต สร้างชีวิต”

.

ติดต่อสอบถาม และติดตามข่าวสาร และกิจกรรมของมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้ที่ เฟซบุ๊ก แฟนเพจ www.facebook.com/atpohtecktung และช่องทางอื่นๆ ที่สะดวกได้ที่ https://linktr.ee/pohtecktung หรือที่สายด่วนป่อเต็กตึ๊ง 1418

.

## ป่อเต็กตึ๊ง ช่วยชีวิต รักษาชีวิต สร้างชีวิต ## 

#แอปพลิเคชันป่อเต็กตึ๊ง1418 #ช่วยจริงอุ่นใจแม้ในนาทีฉุกเฉิน

สายสีแดง เผยผลสำรวจความพึงพอใจครึ่งปีแรก ผู้โดยสารเชื่อมั่นคุณภาพการให้บริการเดินรถไฟฟ้าและมาตรฐานด้านความปลอดภัย

 สายสีแดง เผยผลสำรวจความพึงพอใจครึ่งปีแรก ผู้โดยสารเชื่อมั่นคุณภาพการให้บริการเดินรถไฟฟ้าและมาตรฐานด้านความปลอดภัย


รถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง เปิดเผยผลสำรวจความพึงพอใจของผู้ใช้บริการ ครั้งที่ 1 ประจำปี 2569 สะท้อนถึงความเชื่อมั่นคุณภาพการให้บริการ เดินรถไฟฟ้า และมาตรฐานด้านความปลอดภัย 


นายสุเทพ พันธุ์เพ็ง กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด (รฟฟท.) ผู้ให้บริการรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง เปิดเผยว่า บริษัทฯ ให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับความคิดเห็นของผู้ใช้บริการ เนื่องจากเป็นข้อมูลสำคัญในการนำมาปรับปรุงพัฒนาการให้บริการ เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของประชาชนให้ได้มากที่สุด โดยการสำรวจความพึงพอใจในครั้งนี้ นับเป็นการสำรวจครั้งที่ 1 ประจำปี 2569 มีการลงพื้นที่สำรวจทั้งในเชิงคุณภาพและเชิงปริมาณ ร่วมจัดทำขึ้นโดยสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้าโพล) ซึ่งเป็นสถาบันที่มีความความเชี่ยวชาญด้านงานวิจัยเชิงคุณภาพมาอย่างยาวนาน และบริษัท รีเสิร์ช ดีไซน์ ซึ่งเป็นหน่วยงานที่มีความเชี่ยวชาญด้านการออกแบบการสำรวจและงานวิจัยเช่นเดียวกัน โดยได้ทำการเก็บข้อมูลจากผู้ใช้บริการในทุกสถานี ผลปรากฏว่า ผู้ใช้บริการมีระดับความพึงพอใจในด้านต่างๆ จากคะแนนเต็ม 5 ดังนี้

1. ความพึงพอใจโดยรวมด้านการให้บริการ 4.56

2. ด้านความปลอดภัยของระบบรถไฟฟ้า 4.57 สะท้อนถึงความปลอดภัยของระบบรถไฟฟ้าที่มีมาตรฐานในระดับสากล

3. ด้านความน่าเชื่อถือต่อความตรงต่อเวลา ความถี่ และคุณภาพในการเดินรถไฟฟ้า 4.52 ตอกย้ำความน่าเชื่อถือของระบบรถไฟฟ้าสายสีแดงที่ให้บริการเดินรถตรงตามตารางเวลาอย่างเคร่งครัด 

4. ด้านการประชาสัมพันธ์และให้ข้อมูล 4.51 ซึ่งสะท้อนถึงความชัดเจนของข้อมูลเส้นทางการเดินรถไฟฟ้า และการประชาสัมพันธ์บริการต่างๆ

5. ด้านคุณภาพและสิ่งอำนวยความสะดวกบนสถานีและในขบวนรถ 4.44 แสดงถึงการออกแบบสถานีและขบวนรถไฟฟ้าที่รองรับการใช้งานของผู้โดยสารทุกกลุ่มอย่างเท่าเทียม

6. ด้านเหรียญโดยสาร/บัตรโดยสาร และกิจกรรมส่งเสริมการตลาด 4.50 ซึ่งจะเห็นได้ว่ารถไฟฟ้าสายสีแดงมีการจัดกิจกรรมส่งเสริมการตลาดอย่างต่อเนื่อง เพื่อเป็นการขอบคุณความไว้วางใจที่ผู้โดยสารมีต่อรถไฟฟ้าสายสีแดงด้วยดีเสมอมา


ซึ่งจากผลสำรวจดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าผู้โดยสารมีความเชื่อมั่นต่อการให้บริการรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดงในด้านต่างๆเป็นอย่างมาก ซึ่งตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา บริษัทฯได้พัฒนาและยกระดับการให้บริการที่สำคัญหลายด้าน ทั้งด้านสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ด้านความปลอดภัย และด้านคุณภาพเดินรถไฟ้าและการให้บริการ โดยผลสำรวจในครึ่งปีแรกนี้ สะท้อนถึงความก้าวหน้าในทิศทางที่ดีขึ้น ซึ่งถือเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ทำให้ผู้ใช้บริการไว้วางใจรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง ซึ่งตั้งแต่ช่วงปลายปีที่ผ่านมา รถไฟฟ้าชานเมืองสานสีแดง ได้ดำเนินการตามนโยบายของรัฐบาล และกระทรวงคมนาคม เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายให้แก่ประชาชน โดยดำเนินมาตรการ "บัตรโดยสารเหมาจ่ายรายวัน" สำหรับบุคคลทั่วไป 40 บาท และ สำหรับนักเรียน/นักศึกษา 30 บาท โดยใช้บัตร EMV Contactlass Card ทุกธนาคาร เริ่มตั้งแต่เมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2568 – 30 พฤศจิกายน 2569 โดยตั้งแต่เริ่มนโยบายดังกล่าวมาเป็นระยะเวลากว่า 5 เดือน ได้รับการตอบรับที่ดีจากประชาชนเป็นอย่างมาก มีผู้ใช้บริการเดินทางด้วยบัตร EMV Contactless Card เพิ่มสูงขึ้นกว่า 60% นอกจากผลสำรวจความพึงพอใจของผู้ใช้บริการแล้ว บริษัทฯ ยังมีการพัฒนาเพื่ออนาคตอย่างต่อเนื่อง ในการเพิ่มความสะดวกแก่ผู้โดยสาร ด้วยการเดินหน้าพัฒนาการเดินทางเชื่อมต่อด้วยระบบขนส่งสาธารณะรอง หรือ Feeder เพื่อให้ผู้ใช้บริการสามารถเข้าถึงสถานีได้อย่างสะดวก รวมถึงพัฒนาการให้บริการทุกๆด้าน โดยยึดถือความสะดวกสบายของผู้โดยสารเป็นสำคัญ


ตลอดระยะเวลากว่า 15 ปีที่ผ่านมา ขอขอบคุณผู้ใช้บริการทุกท่านที่ให้ความไว้วางใจและสนับสนุน บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด ด้วยดีเสมอมา และเราขอสัญญาว่าจะเดินหน้าพัฒนาองค์กรในทุกมิติ เพื่อสร้างความพึงพอใจให้แก่ผู้ใช้บริการ รวมถึงมอบประสบการณ์ที่ดีที่สุดในทุกการเดินทาง


โดยท่านสามารถติดตามรายละเอียดได้ทาง โซเชียลมิเดียทุกแพลตฟอร์ม Facebook Fan Page, Twitter , Instagram, Youtube, Tiktok พิมพ์ชื่อ “RED Line SRTET” หรือส่วนบริการลูกค้า 1690 ตลอด 24 ชั่วโมง และ www.srtet.co.th


“มากกว่าการเดินทางคือ ...ความพิเศษ”

     

รถไฟฟ้าสายสีแดง ยกระดับคุณภาพชีวิตชานเมือง


สพพ. ร่วมประชุมหารือและนำคณะผู้แทนภูฏานศึกษาดูงานการผลิตกระแสไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ ยกระดับความมั่นคงทางพลังงานไทย

  สพพ. ร่วมประชุมหารือและนำคณะผู้แทนภูฏานศึกษาดูงานการผลิตกระแสไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ ยกระดับความมั่นคงทางพลังงานไทย เมื่อวันที่ 27 เมษาย...