วันศุกร์ที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2569

มีแมว ต้องมีโอ! “บิวกิ้น” - พุฒิพงศ์ อัสสรัตนกุล พรีเซนเตอร์ขวัญใจทาสแมวทุกวัย นำทีมแจกความน่ารัก ชวนทาสแมวเลือกสิ่งที่ดีที่สุดให้น้องเหมียว ในงาน Me-O X Billkin Purrfect Day 2026

 มีแมว ต้องมีโอ! “บิวกิ้น” - พุฒิพงศ์ อัสสรัตนกุล พรีเซนเตอร์ขวัญใจทาสแมวทุกวัย นำทีมแจกความน่ารัก ชวนทาสแมวเลือกสิ่งที่ดีที่สุดให้น้องเหมียว ในงาน Me-O X Billkin Purrfect Day 2026



“มีโอ” (Me-O) ผู้นำตลาดอาหารแมว เดินหน้าสร้างประสบการณ์แบรนด์ที่เข้าถึงใจคนรักแมว จัดงาน “Me-O X Billkin Purrfect Day 2026” แฟนมีตสุดเอ็กซ์คลูซีฟ ที่รวมทั้งความฟิน ความใกล้ชิด และไลฟ์สไตล์ของทาสแมวไว้ในงานเดียว พร้อมตอกย้ำการสานต่อบทบาทพรีเซนเตอร์ของ “บิวกิ้น” - พุฒิพงศ์ อัสสรัตนกุล ที่ยังคงครองใจแฟนคลับและคนรักแมวทุกเจเนอเรชัน โดยภายในงานเต็มไปด้วยบรรยากาศอบอุ่นและคึกคัก ท่ามกลางโมเมนต์แห่งความสุขที่เชื่อมโยง “คน” และ “แมว” เข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัว

นางจันทิมา ชัยวัฒนไชย รองกรรมการผู้จัดการบริหารสายงานการตลาด บริษัท เพอร์เฟค คอมพาเนียน กรุ๊ป จำกัด กล่าวว่า “การจัดงานในครั้งนี้สะท้อนถึงความตั้งใจของ Me-O ในการสร้างประสบการณ์ที่เชื่อมโยงระหว่างแบรนด์กับผู้บริโภค โดยเฉพาะกลุ่มคนรักแมวที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง เรามุ่งมั่นพัฒนาสินค้าที่ตอบโจทย์ทั้งคุณภาพและไลฟ์สไตล์ พร้อมทั้งสร้างความผูกพันผ่านกิจกรรมที่เข้าถึงอารมณ์และความรู้สึกของผู้เลี้ยงแมวในทุกมิติ โดยในปีนี้ เราได้ปรับดีไซน์บรรจุภัณฑ์ของผลิตภัณฑ์อาหารแมวมีโอ ทั้งอาหารเม็ดและอาหารเปียก ให้ทันสมัย เข้าถึงไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่มากขึ้น พร้อมนำผลิตภัณฑ์ยอดนิยมมาจำหน่ายและให้ทดลอง ไม่ว่าจะเป็น อาหารแมว Me-O ที่มีสารอาหารครบถ้วนและสมดุล มีสูตรสำหรับแมวทุกช่วงวัย , อาหารเปียก Me-O Delite  ที่ทำจากเนื้อปลาทูน่าเกรดพรีเมียม พร้อมเอาใจแมวด้วยขนมแมวหลากหลายชนิด ไม่ว่าจะเป็น ขนมแมวเลีย Me-O,  ขนมกรุบกรอบ ขนมเม็ดกรอบสอดไส้ Yummie Bites by Me-O Crispy Pocket รวมไปถึงขนมนุ่มหนึบสอดไส้ Yummie Bites by Me-O  Soft Chew ที่ผสานทั้งความอร่อยและคุณประโยชน์ไว้ด้วยกัน” 


ดันโปรดักต์ครบ! ตอบโจทย์แมวทุกไลฟ์สไตล์

อีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญคือโซนผลิตภัณฑ์ ที่ Me-O ยกทัพสินค้า “ตัวท็อป” มาให้แฟนคลับได้ทดลองและเลือกช้อปแบบครบจบในที่เดียว ได้แก่

Me-O (อาหารเม็ดและอาหารเปียก) สูตรโภชนาการครบถ้วนและสมดุล ตอบโจทย์แมวทุกช่วงวัย 

Me-O Delite อาหารเปียกจากเนื้อปลาทูน่าเกรดพรีเมียม ชิ้นใหญ่ เนื้อแน่น ชุ่มฉ่ำโดนใจน้องเหมียว

Me-O Creamy Treats ขนมแมวเลียยอดนิยม ที่มีรสชาติให้เลือกมากมาย พร้อมคุณประโยชน์หลากหลาย 

Me-O Cat Treats ขนมกรุบกรอบ เอาใจน้องเหมียวให้ฟินได้ระหว่างวัน 

Yummie Bites by Me-O Soft Chew ขนมแมวเม็ดนุ่ม สอดไส้ครีม ที่น้องเหมียวติดใจ

Yummie Bites by Me-O Crispy Pocket ขนมเม็ดกรอบ สอดไส้ครีม อร่อยและมีประโยชน์ในคำเดียว 

พร้อมเปิดตัว บรรจุภัณฑ์โฉมใหม่ ที่ดีไซน์ทันสมัย เข้ากับไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่มากยิ่งขึ้น

“บิวกิ้น” แชร์มุมมองทาสแมว พร้อมแนะนำไอเท็มห้ามพลาด 

ด้าน “บิวกิ้น” พุฒิพงศ์ อัสสรัตนกุล เผยถึงความรู้สึกในการกลับมาร่วมงานครั้งนี้ว่า “รู้สึกดีใจมากครับที่ได้กลับมาเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัว Me-O อีกครั้ง และได้มีโอกาสมาเจอกับแฟนๆ ในงาน Fan Meet แบบใกล้ชิดแบบนี้ บรรยากาศอบอุ่นมาก ทุกคนเต็มไปด้วยพลังบวกและความรักที่มีให้ทั้งผมและน้องแมวครับ” 

ในมุมของการดูแลสุขภาพสัตว์เลี้ยง บิวกิ้นมองว่า “ตอนนี้หลายคนดูแลน้องแมวเหมือนเป็นสมาชิกในครอบครัวการเลือกอาหารที่ดีเป็นพื้นฐานสำคัญของสุขภาพน้องแมวครับ อย่าง Me-O เองก็มีทั้งอาหารเม็ด อาหารเปียก และขนมให้เลือกหลากหลาย สามารถสลับหรือผสมกันได้ เพื่อเพิ่มความอร่อยและช่วยให้น้องแมวกินได้ดีขึ้น”

พร้อมป้ายยาเมนูโปรดของเหล่าน้องเหมียวว่า “อย่าง Me-O Delite จะช่วยเพิ่มความน่ากินให้มื้ออาหาร หรือ Creamy Treats ที่เป็นขนมแมวเลีย ก็เป็นตัวช่วยที่ทำให้น้องแมวมีความสุขมากขึ้นในทุกวันครับ”

ช้อปก็ได้บุญ! เติมเต็มความสุขให้น้องแมว

นอกจากความสนุกภายในงาน “Me-O x Billkin Purrfect Day 2026” จากหลากหลายกิจกรรม ที่เปิดโอกาสให้ Lucky Fan ที่เป็นผู้โชคดีจากกิจกรรม “มีโอ ลุ้นโชคทอง ฟินคูณ 2 ลุ้นเจอบิวกิ้น” และแฟนคลับของบิวกิ้นได้ร่วมใช้เวลาสุดพิเศษตลอด 1 ชั่วโมงเต็ม และเนรมิตพื้นที่ให้เป็นพื้นที่แห่งความสนุกและความน่ารัก ด้วยโซนถ่ายภาพที่จำลองฉากจากภาพยนตร์โฆษณาชุด “มอนสเตอร์เหมียว” พร้อมมุมเช็กอินสุดครีเอทีฟที่ให้แฟนๆ ได้เก็บภาพความประทับใจแบบจุใจ รวมถึงการปรากฏตัวของ “น้องมิโอะ” มาสคอตสุดป่วนที่มาร่วมสร้างสีสันตลอดทั้งงานแล้ว 

ในปีนี้ Me-O ยังชวนร่วมทำดีผ่านกิจกรรมบริจาคอาหารแมวให้บ้านสงเคราะห์สัตว์ถึง 5 แห่ง เพียงซื้อผลิตภัณฑ์ภายในงานหรือผ่านช่องทางออนไลน์ ก็สามารถร่วมส่งต่อความอิ่มท้องให้กับน้องแมวที่ขาดแคลนได้ทันที

งาน “Me-O X Billkin Purrfect Day 2026” จึงไม่ใช่แค่อีเวนต์ของแฟนคลับ แต่เป็นพื้นที่ที่รวมทั้ง “ความรัก ความใส่ใจ และการดูแลน้องแมว” ไว้ครบในที่เดียว พร้อมตอกย้ำภาพลักษณ์ของ Me-O ในฐานะแบรนด์ที่เข้าใจทั้งแมวและคนเลี้ยงอย่างแท้จริง เพราะสุดท้ายแล้ว…“มีแมว ต้องมีโอ” 


……………………………………………..

กิจกรรมจิตอาสาโรงทาน “รวมพลังความดี ถวายเป็นพระราชกุศล” เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 4 รอบ 3 มิถุนายน 2569 สมเด็จพระนางเจ้าสุทธิดาฯ

 กิจกรรมจิตอาสาโรงทาน “รวมพลังความดี ถวายเป็นพระราชกุศล” เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 4 รอบ 3 มิถุนายน 2569 สมเด็จพระนางเจ้าสุทธิดาฯ



นายกีรติ เวฬุวัน รองผู้อำนวยการ สำนักงานความร่วมมือพัฒนาเศรษฐกิจกับประเทศเพื่อนบ้าน (องค์การมหาชน) (สพพ.) นำคณะผู้บริหารและเจ้าหน้าที่จิตอาสา จัดกิจกรรมจิตอาสาโรงทาน “รวมพลังความดี ถวายเป็นพระราชกุศล” เนื่องในโอกาสพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 4 รอบ 3 มิถุนายน 2569 เพื่อถวายพระพรชัยมงคลแด่ สมเด็จพระนางเจ้าสุทธิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี 




ในการนี้ สพพ. ได้รับความเมตตาจากพระครูยติธรรมานุยุต (หลวงพ่อแป๊ะ) เจ้าอาวาสวัดสว่างอารมณ์ พร้อมคณะสงฆ์ ให้ความอนุเคราะห์ประกอบพิธีเจริญพระพุทธมนต์และอำนวยความสะดวกในการจัดกิจกรรมบำเพ็ญพระราชกุศลและสาธารณประโยชน์ เพื่อร่วมถวายเป็นพระราชกุศลและแสดงความจงรักภักดี เนื่องในโอกาสมหามงคลดังกล่าว นอกจากนี้ สพพ. ยังได้สนับสนุนข้าวกล่องและน้ำดื่มเพื่อมอบแก่ประชาชนและนักเรียนโรงเรียนวัดสว่างอารมณ์ อันเป็นการส่งเสริมการแบ่งปันและการมีส่วนร่วมในการทำความดีเพื่อสังคม เมื่อวันที่ 4 มิถุนายน 2569 ณ วัดสว่างอารมณ์ จังหวัดนครปฐม

พลิกฟื้นตำนาน "ดินโสกผีดิบ" สู่ผ้าไหมทอมือรักษ์โลก! วศ. จับมือชุมชนผ้าทอมือในจังหวัดขอนแก่น ยกระดับผ้าไหมทอมือย้อมสีธรรมชาติ ผลักดันนโยบายสิ่งแวดล้อม สู่ความยั่งยืน”

 พลิกฟื้นตำนาน "ดินโสกผีดิบ" สู่ผ้าไหมทอมือรักษ์โลก! วศ. จับมือชุมชนผ้าทอมือในจังหวัดขอนแก่น ยกระดับผ้าไหมทอมือย้อมสีธรรมชาติ ผลักดันนโยบายสิ่งแวดล้อม สู่ความยั่งยืน”

       เมื่อวันที่ 28 เมษายน 2569 กรมวิทยาศาสตร์บริการ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (วศ.อว.) โดยสถาบันวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีชุมชน (สทช.) ร่วมกับหน่วยงานในพื้นที่จังหวัดขอนแก่น เดินหน้าขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากควบคู่กับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน เพื่อผลักดันข้อเสนอเชิงนโยบายสาธารณะด้านสิ่งแวดล้อม ณ ที่ทำการกลุ่มวิสาหกิจชุมชนทอผ้าไหมผ้าฝ้ายบ้านหนองบัวน้อย ตำบลโสกนกเต็น อำเภอพล จังหวัดขอนแก่น

       นางอาภาพร สินธุสาร ผู้อำนวยการสถาบันวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีชุมชน (วศ.) พร้อมคณะร่วมกับ ศูนย์ส่งเสริมอุตสาหกรรมภาคที่ 5 กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม (ศภ.5 กสอ.) สำนักงานพัฒนาชุมชนจังหวัดขอนแก่น (พช.) องค์การบริหารส่วนตำบลโสนกเต็น (อบต.) และผู้ประกอบการผ้าทอในพื้นที่จัดประชุม “การประชุมหารือเพื่อผลักดันข้อเสนอเชิงนโยบายสาธารณะด้านสิ่งแวดล้อม”โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมการใช้วัตถุดิบท้องถิ่น ทดแทนการใช้สีเคมี พร้อมยกระดับกระบวนการผลิตผ้าไหมทอมือให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและได้มาตรฐาน มุ่งเน้นการสร้าง�อัตลักษณ์เฉพาะถิ่นเพื่อเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจและพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการชุมชนให้สามารถแข่งขันทางการตลาดได้อย่างแข็งแกร่ง

      ทั้งนี้ นางสาวโสรญา รอดประเสริฐ หัวหน้าโครงการเพิ่มมูลค่าวัสดุเหลือทิ้งและผลิตภัณฑ์ผ้าทอมือด้วยสีย้อมธรรมชาติในท้องถิ่นเพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ได้เปิดเผยผลสำเร็จของโครงการวิจัยว่า ชุมชนตำบลโสกนกเต็นมีศักยภาพในการผลิตผ้าไหมทอมือแบบครบวงจรและสามารถนำทรัพยากรท้องถิ่น เช่น ฝักคูณ ขี้เถ้า รวมถึงดินแดงจากบริเวณ "โสกผีดิบ" มาใช้เป็นวัตถุดิบในการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ผ้าไหมย้อมสีธรรมชาติ ซึ่งผลงานมีคุณภาพผ่านเกณฑ์การทดสอบตามมาตรฐานผลิตภัณฑ์ชุมชน (มผช.) นอกจากนี้ได้ระดมสมองในการแก้ไขเทคนิคการย้อมและข้อจำกัดด้านตลาด โดยตั้งเป้าพัฒนาเทคโนโลยีการย้อมสีธรรมชาติให้มีสีเข้มมากขึ้น สดใส สวยงามตามความต้องการของตลาด รวมถึงการนำเกณฑ์เศรษฐกิจสีเขียวและเรื่องราวของตำนานท้องถิ่นมาประยุกต์ในการออกแบบลวดลายบนผืนผ้า เพื่อยกระดับผ้าทอสู่สินค้า OTOP ระดับ 5 ดาว

       จากการหารือดังกล่าวที่ประชุมได้มีมติเห็นชอบในแนวทางการบูรณาการร่วมกัน และพร้อมที่จะผลักดันข้อเสนอเชิงนโยบายสาธารณะด้านสิ่งแวดล้อมในระดับพื้นที่จังหวัดขอนแก่น โดยให้กรมวิทยาศาสตร์บริการเป็นหน่วยงานพัฒนาเทคโนโลยีและองค์ความรู้ และถ่ายทอดสู่ชุมชน รวมทั้งพัฒนาการให้การรับรองด้านความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ขณะที่ ศภ.5 กสอ. จะช่วยยกระดับการผลิตและนวัตกรรม แล้วส่งต่อให้ พช. และ อบต. ในพื้นที่ ดำเนินการติดตาม กำกับดูแลคุณภาพ และส่งเสริมการลดการใช้สารเคมีในชุมชนอย่างต่อเนื่อง เพื่อผลักดันให้ผลิตภัณฑ์ผ้าไหมทอมือโสกผีดิบเป็นผลิตภัณฑ์คุณภาพที่สร้างรายได้สูงและยั่งยืนให้แก่ชุมชนอย่างแท้จริง

       วศ. เดินหน้าสนับสนุนชุมชนไทย ด้วยพลังวิทยาศาสตร์ เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีอย่างยั่งยืน ภายใต้แนวคิด "เรานำวิทยาศาสตร์ สู่การดูแลประชาชน"


#กรมวิทยาศาสตร์บริการ #กระทรวงการอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์วิจัยและนวัตกรรม #MHESI #กระทรวงอว #อว #วิจัยและนวัตกรรม #อุดมศึกษา

สุขเกินร้อยที่ร้อยเอ็ด โมเดลเมืองแห่งความสุข บทพิสูจน์พลังชุมชนท้องถิ่นสู่การพัฒนาสุขภาวะอย่างยั่งยืน

 สุขเกินร้อยที่ร้อยเอ็ด โมเดลเมืองแห่งความสุข บทพิสูจน์พลังชุมชนท้องถิ่นสู่การพัฒนาสุขภาวะอย่างยั่งยืน

จากบริบท "ชุมชนเมืองขนาดใหญ่" ที่ไม่ได้จำกัดเฉพาะลักษณะบ้านเรือนหรือความหนาแน่นของประชากร แต่คือศูนย์รวมของวิถีชีวิต ความหลากหลาย และความท้าทายใหม่ ๆ ที่เกิดขึ้นตลอดเวลา ซึ่งในวันนี้เทศบาลเมืองร้อยเอ็ดได้ตระหนักถึงมิติอันซับซ้อนดังกล่าว จึงเดินหน้าขับเคลื่อน “โครงการเสริมศักยภาพกลไกเทศบาลเมืองร้อยเอ็ด สู่การเป็นเมืองสุขภาวะ (Healthy City) แบบมีส่วนร่วม” หรือ “101 Healthy City : สุขภาวะดี วิถีร้อยเอ็ด” 

โครงการดังกล่าวได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานสนับสนุนสุขภาวะชุมชน (สำนัก 3) สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และภาคีเครือข่าย โดยใช้แนวคิดการนำพื้นที่เป็นตัวตั้งและใช้ข้อมูลเป็นฐานในการขับเคลื่อน เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในเขตเทศบาลเมืองร้อยเอ็ดให้มีความสุขอย่างทั่วถึงและนำไปสู่วิถี “เมืองน่าอยู่ สุขภาวะดี วิถีร้อยเอ็ด” โดยล่าสุดเพิ่งจะลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ในการขับเคลื่อนร่วมกับภาคีต่างๆ ไปเมื่อในวันที่ 29 พฤษภาคมที่ผ่านมา


ดร.นุชากร มาศฉมาดล รองนายกเทศมนตรีเมืองร้อยเอ็ด ผู้รับผิดชอบโครงการ ได้ถึงเส้นทางการดำเนินงานหลังทำงานร่วมกับสำนัก 3 สสส. ตั้งแต่ปี 2565-2567 ว่าถือเป็นรากฐานสำคัญที่ทำให้เทศบาลเติบโตจากการ “คิดเองทำเอง” ไปสู่การมีระบบจัดการที่ชัดเจน โดยนำงานในมิติต่างๆ มาปิดช่องว่างที่งานประจำอาจเข้าไม่ถึง ซึ่งเปรียบเสมือนฟันเฟืองขนาดเล็กที่เข้ามาช่วยปิดจุดบอดของการพัฒนาเมือง จนสามารถยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนทุกกลุ่มวัย 

วันนี้เราเติบโตขึ้นเพราะเราได้เรียนรู้กับทาง สสส. และได้เห็นมิติการทำงานจากเครือข่าย เป้าหมายสุดท้ายคือทำอย่างไรให้ชุมชนได้ทำโครงการและมีความยั่งยืน ชุมชนต้องดูแลตัวเองได้อย่างยั่งยืน เพราะถ้าเราไปเติมให้ไม่ได้ตลอด เติมหมดวันไหนเขาก็เลิกทำ การขับเคลื่อนครั้งนี้จึงเป็นการเสริมพลังและศักยภาพของกลไกท้องถิ่น เพื่อให้ทุกคนมีส่วนร่วมทั้งภาคชุมชน ภาคการศึกษา เด็กและเยาวชน” รองนายกเทศมนตรีเมืองร้อยเอ็ด กล่าว

ผลลัพธ์จากการปรับมาใช้ข้อมูลเป็นฐานและดึงชุมชนเข้ามามีส่วนร่วม ได้ผลิดอกออกผลเป็นความสำเร็จเชิงประจักษ์มากมายในพื้นที่ โดยเฉพาะการสร้างสรรค์พื้นที่เรียนรู้และออกกำลังกายเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของคนทุกวัย เช่น การสร้างสนามเด็กเล่นสร้างปัญญา ณ บึงพลาญชัย ลานกีฬา Extreme และสนามสามวัยบ้านมั่นคงพัฒนา ควบคู่ไปกับการร่วมมือกับสถาบันวิชาการอย่างคณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏร้อยเอ็ด ในการคัดกรองพัฒนาการเด็กปฐมวัยและการอบรมผู้ปกครอง นอกจากนี้ยังมีการใช้ทุนวัฒนธรรมรอบหอโหวต ๑๐๑ เป็นแกนกลางในการพัฒนาเศรษฐกิจชุมชน เส้นทางท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม และตลาดสร้างสุข เพื่อกระจายรายได้สู่กลุ่มผู้สูงอายุและกลุ่มเปราะบางให้สามารถพึ่งพาตนเองได้

อย่างไรก็ตาม ดร.นุชากร ได้เน้นย้ำถึงวัตถุประสงค์สูงสุดของการทำงานว่า สิ่งสำคัญที่สุดคือจะทำอย่างไรให้ชุมชนคิดเป็น ทำเป็น และสามารถดูแลตัวเองได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว หากเราสามารถสร้างกลไกที่ทำให้ชุมชนเปลี่ยนบทบาทจาก “ผู้รับบริการ” มาเป็น “ผู้ร่วมจัดการเมือง” ได้สำเร็จ มีการจัดตั้งเครือข่ายประธานชุมชนที่ลุกขึ้นมาวิเคราะห์ปัญหาและวางแผนพัฒนาพื้นที่ด้วยตัวเอง ชุมชนแห่งนั้นก็จะเติบโตอย่างแข็งแกร่งและอยู่ต่อไปได้เป็นร้อยปี

สำหรับแผนการขับเคลื่อนในอีก 3 ปีข้างหน้า รองนายกเทศมนตรีเมืองร้อยเอ็ด เปิดเผยว่า เทศบาลเมืองร้อยเอ็ดมุ่งเน้นการสร้างความยั่งยืนให้ชุมชนสามารถดูแลตนเองได้ โดยร่วมมือกับสถาบันการศึกษาเพื่อเสริมศักยภาพทั้งในเรื่องการควบคุมปัจจัยเสี่ยง การจัดการความปลอดภัยทางถนน และการดูแลผู้ป่วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง 

สอดคล้องกับมุมมองของ ดร.นิสา รัตนดิลก ณ ภูเก็ต ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนสุขภาวะชุมชน (สำนัก 3) สสส. ที่ชี้ว่า การพัฒนาสุขภาวะในเขตเมืองมีความท้าทายเฉพาะตัว ทั้งในเรื่องโครงสร้างและการเงินที่แตกต่างจากพื้นที่ชนบท แต่เทศบาลเมืองร้อยเอ็ดเป็นต้นแบบที่แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการเรียนรู้และปรับตัวผ่านแนวทางการทำงานแบบ “เป็นเพื่อนเป็นพี่ไปด้วยกัน” โดย สสส. พร้อมจะสนับสนุนการพัฒนาแบบองค์รวมที่ครอบคลุมทุกมิติชีวิต เพื่อต่อยอดสู่การเป็นพื้นที่เรียนรู้ให้กับเขตเมืองอื่นๆ ต่อไป

ในส่วนของวิสัยทัศน์การพัฒนา นายบรรจง โฆษิตจิรนันท์ นายกเทศมนตรีเมืองร้อยเอ็ด ได้ตอกย้ำถึงแนวคิด “เมืองน่าอยู่ สุขภาวะดี วิถีร้อยเอ็ด สุขเกินร้อยที่ร้อยเอ็ด...” ว่า หัวใจสำคัญไม่ได้มุ่งเน้นเพียงกายภาพที่สวยงาม แต่คือการสร้างผู้คนให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีผ่านเสาหลัก 4 ด้าน ได้แก่ เมืองน่าอยู่ ผู้คนน่ารัก เมืองมีเสน่ห์ และเมืองวัฒนธรรม โดยใช้กลไกการมีส่วนร่วมดูแลกลุ่มเปราะบาง การจัดการสิ่งแวดล้อม และการเพิ่มพื้นที่สีเขียว เพื่อไม่ให้ใครถูกทิ้งไว้ข้างหลังและมุ่งมั่นให้ร้อยเอ็ดเป็นเมืองแห่งการเรียนรู้สำหรับทุกคน

การดำเนินงานในระยะต่อไปจะครอบคลุมถึง 6 ประเด็นสำคัญ ได้แก่ การพัฒนาระบบฐานข้อมูลเพื่อการตัดสินใจเชิงนโยบาย การเสริมพลังกลไกชุมชนให้เป็นผู้ร่วมจัดการเมือง การพัฒนาคุณภาพชีวิตทุกช่วงวัย การใช้ทุนวัฒนธรรมสร้างเศรษฐกิจสร้างสุข การจัดการสิ่งแวดล้อมเพื่อความเป็นเมืองน่าอยู่ และการยกระดับมาตรฐานระบบความปลอดภัยทางถนนและสุขภาพในชุมชน ซึ่งทั้งหมดนี้จะช่วยให้เทศบาลเมืองร้อยเอ็ดบรรลุเป้าหมายการเป็นเมืองต้นแบบที่ประชาชนทุกคนมีความสุขและมีคุณภาพชีวิตที่ดีอย่างยั่งยืน


เส้นทางการขับเคลื่อนเมืองร้อยเอ็ดตลอด 3 ปีที่ผ่านมา พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า ความเข้มแข็งไม่ได้เกิดจากเม็ดเงินงบประมาณที่เทศบาลป้อนให้ แต่เกิดจาก กลไกฟันเฟืองขนาดเล็ก และ ฐานข้อมูล ที่ปลุกให้ชุมชนลุกขึ้นมาจัดการตนเอง การก้าวสู่เฟสที่สองภายใต้เป้าหมาย “101 Healthy City สุขภาพดี วิถีเมืองร้อยเอ็ด” ในปี 2569 - 2572 จึงเป็นการสร้างระบบนิเวศน์ของเมืองที่พร้อมรับมือกับความเปลี่ยนแปลง และทำให้ร้อยเอ็ดเป็นเมืองสุขภาวะที่เข้มแข็งเป็นเมืองแห่งความสุขเกินร้อย อย่างแท้จริง.-

วันพฤหัสบดีที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2569

วว. จัดอบรม “กล้วยเตี้ยต้านวาตภัย” เสริมแกร่งเกษตรกร​ พร้อมพลิกโฉมการผลิตกล้วยหอมทองคุณภาพสูงจังหวัดนครราชสีมา

 วว. จัดอบรม “กล้วยเตี้ยต้านวาตภัย” เสริมแกร่งเกษตรกร​ พร้อมพลิกโฉมการผลิตกล้วยหอมทองคุณภาพสูงจังหวัดนครราชสีมา


กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดย ศูนย์เชี่ยวชาญนวัตกรรมเกษตรสร้างสรรค์ (ศนก.) สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) นำโดย ดร.กุศล เอี่ยมทรัพย์ นักวิจัยอาวุโส ดร.สรวิศ แจ่มจำรูญ นักวิจัย พร้อมด้วยคณะทำงาน จัดอบรมเชิงปฏิบัติการหลักสูตร “กล้วยเตี้ยต้านวาตภัย” ภายใต้โครงการขยายผลเทคโนโลยีการผลิตกล้วยหอมให้ได้คุณภาพมาตรฐาน ที่ผลผลิตสูงและต้านทานความเสียหายจากการหักล้ม ในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งได้รับทุนสนับสนุนจากสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) ระหว่างวันที่ 2-4 มิถุนายน 2569 ณ กลุ่มผู้ผลิตกล้วยหอมทองแปลงใหญ่ ตำบลสุขไพบูลย์ อำเภอเสิงสาง จังหวัดนครราชสีมา โดยมีผู้เข้าร่วมอบรมจำนวน 126 คน 




การอบรมในครั้งนี้ วว. ถ่ายทอดองค์ความรู้และเทคนิคเชิงลึกให้แก่เกษตรกรในพื้นที่ เพื่อมุ่งเน้นการแก้ปัญหาความเสียหายจากการหักลมเนื่องจากลมพายุ ซึ่งเป็นอุปสรรคสำคัญในการปลูกกล้วยหอมทองด้วยนวัตกรรมกล้วยเตี้ย 

1.ถ่ายทอดเทคนิคการเลือกสายพันธุ์และการจัดการสวนกล้วยให้มีความสูงเหมาะสม เพื่อเพิ่มความต้านทานแรงลม ป้องกันการหักล้มของต้นกล้วยเมื่อเกิดพายุ เพื่อยกระดับขีดความสามารถเกษตรกรในการรับมือกับสภาพภูมิอากาศที่แปรปรวน

2.ถ่ายทอดการผลิตกล้วยหอมทองคุณภาพสูง ได้มาตรฐานส่งออก เพิ่มผลผลิตต่อไร่ด้วยวิธีการจัดการสวนที่ถูกต้องแม่นยำ 

3.ถ่ายทอดการจัดการหลังการเก็บเกี่ยว เพื่อรักษามาตรฐานคุณภาพกล้วยหอมทองให้มีเนื้อสัมผัสและรสชาติตามความต้องการของตลาด ทั้งในและต่างประเทศ 




ทั้งนี้พื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือมักจะเผชิญกับปัญหาวาตภัยเป็นระยะ ๆ ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อรายได้ของเกษตรกร โครงการนี้จึงมุ่งหวังให้เกษตรกรสามารถปรับตัวได้ด้วยเทคโนโลยีที่จับต้องได้จริง พร้อมเปลี่ยนวิธีคิดและวิธีปฏิบัติเพื่อลดความเสี่ยงจากการหักล้มของกล้วย และสร้างความมั่นคงในอาชีพอย่างยั่งยืน

#กล้วยเตี้ยต้านวาตภัย

#วทน #เทคโนโลยี #กล้วยหอมทอง #เกษตรกร #เศรษฐกิจ

#สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย 

#อว #วว #TISTR 


สบพ. ครบรอบ 65 ปี สถาบันแห่งความเป็นเลิศด้านการบิน​ ยึดมั่นภารกิจผลิตบุคลากรคุณภาพสูง สู่การเป็น World-Class Aviation Training Hub

 สบพ. ครบรอบ 65 ปี สถาบันแห่งความเป็นเลิศด้านการบิน​ ยึดมั่นภารกิจผลิตบุคลากรคุณภาพสูง สู่การเป็น World-Class Aviation Training Hub 


4 มิถุนายน 2569 – สถาบันการบินพลเรือน (สบพ.) จัดพิธีวันคล้ายวันสถาปนาครบรอบ 65 ปี ภายใต้แนวคิด “65 ปีแห่งความเชื่อมั่น สู่อนาคตการบินไทยในระดับโลก” โดยได้รับเกียรติจากนายภัทรพงศ์ ภัทรประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม เป็นผู้แทนนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วยคณะผู้บริหารกระทรวงคมนาคม คณะผู้บริหาร สบพ. และผู้แทนจากหน่วยงานภาครัฐและเอกชน เข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง ณ ห้อง CATC Convention Hall สถาบันการบินพลเรือน กรุงเทพฯ 



ในโอกาสนี้ นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ได้ส่งสารแสดงความยินดี โดยชื่นชม บทบาทตลอด 65 ปีที่ผ่านมาของ สบพ. ซึ่งถือเป็นหน่วยงานหลักในการวางรากฐานบุคลากรการบินของประเทศให้มีมาตรฐานสูง ได้รับการยอมรับในระดับสากลจากหน่วยงานชั้นนำด้านการบิน อาทิ สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (CAAT), องค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (ICAO) และสำนักงานความปลอดภัยการบินแห่งสหภาพยุโรป (EASA) ซึ่งมีส่วนสำคัญอย่างยิ่งในการสร้างความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัยและยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับอุตสาหกรรมการบินของไทยในเวทีโลก พร้อมย้ำว่า บุคลากรการบินที่มีคุณภาพคือรากฐานสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางการบินของภูมิภาคในอนาคต

ด้านนายภัทรพงศ์ ภัทรประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม กล่าวว่า สบพ. เป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนนโยบายของกระทรวงคมนาคมสู่การปฏิบัติ โดยเฉพาะการยกระดับประเทศไทยสู่ “ศูนย์กลางการฝึกอบรมด้านการบินระดับโลก (World-Class Aviation Training Hub)” ผ่านการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน บุคลากร เทคโนโลยี และหลักสูตรให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมการบินโลก ซึ่งในปีที่ผ่านมา สบพ. ได้สร้างความสำเร็จเชิงประจักษ์หลายด้าน ทั้งการได้รับใบรับรองสถาบันฝึกอบรมนายช่างภาคพื้นดินตามมาตรฐานใหม่ TCAR PEL PART-147 เลขที่ CAAT.147.0001 เมื่อวันที่ 23 เมษายน 2569 จากสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (กพท.) เป็นแห่งแรกของประเทศ ครอบคลุมการฝึกอบรมรวม 11 หลักสูตร ทั้งกลุ่มหลักสูตรพื้นฐาน (BASIC) และหลักสูตรอื่นๆ (OTHERS) ถือเป็นสถาบันแห่งแรกของไทยที่ได้รับมาตรฐานใหม่นี้ตามข้อกำหนด กพท. ฉบับที่ 75 รวมถึงความสำเร็จในการได้รับการรับรองเป็นสถาบันฝึกอบรมนายช่างภาคพื้นดินและศูนย์ทดสอบมาตรฐานยุโรป (Foreign EASA Part-147) เลขที่ใบรับรอง EASA.147.0208 จากองค์การความปลอดภัยด้านการบินแห่งสหภาพยุโรป (EASA) เมื่อวันที่ 7 มกราคม 2569 ที่ผ่านมา สะท้อนถึงศักยภาพในการสร้าง “มาตรฐานคู่ขนาน” ระหว่างไทยและสากล อันจะช่วยเพิ่มโอกาสการจ้างงานให้กับผู้สำเร็จการศึกษาทั้งในประเทศและต่างประเทศ ตลอดจนสร้างความเชื่อมั่นให้แก่สายการบิน องค์กรซ่อมบำรุงอากาศยาน และผู้ประกอบการด้านการบินทั่วโลก


นอกจากความสำเร็จด้านมาตรฐานวิชาชีพแล้ว ในปี 2568 สบพ. สบพ. ยังได้รับการจัดอันดับให้เป็น “มหาวิทยาลัยรัฐชั้นนำด้านการบินที่คนอยากเรียนมากที่สุดของประเทศ” (อันดับ 1) จาก Thailand Education Ranking (TER)  สะท้อนถึงความเชื่อมั่นของนักเรียน ผู้ปกครอง และภาคอุตสาหกรรมที่มีต่อคุณภาพการศึกษาและมาตรฐานการผลิตบุคลากรของสถาบัน

โดยตลอดระยะเวลา 65 ปี สบพ. ได้ยกระดับสู่การเป็นองค์กรชั้นนำระดับสากลอย่างแท้จริง ผ่านการเป็นสมาชิกโครงการ ICAO TRAINAIR PLUS ในระดับ Platinum Member ซึ่งเป็นระดับสูงสุด นับเป็น 1 ใน 6 แห่งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และ 1 ใน 20 แห่งจากสมาชิก 151 ประเทศทั่วโลก พร้อมเดินหน้าพัฒนาศูนย์ฝึกการบินหัวหิน เครื่องฝึกบินจำลอง ห้องปฏิบัติการเฉพาะทาง และหลักสูตรรองรับเทคโนโลยีการบินแห่งอนาคต อาทิ Seaplane, Drone, eVTOL, Aviation Cybersecurity และ Airport Digital Management เพื่อเตรียมกำลังคนคุณภาพรองรับการเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมการบินโลก


สบพ. ยังคงยึดมั่นในพันธกิจการสร้างบุคลากรการบินที่มีคุณภาพ ควบคู่กับการพัฒนาองค์ความรู้ เทคโนโลยี และมาตรฐานการฝึกอบรมให้ก้าวทันโลก โดยพร้อมเป็นกำลังสำคัญในการผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางการบินและศูนย์กลางการฝึกอบรมด้านการบินของภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกได้อย่างแข็งแกร่งและเต็มภาคภูมิ ภายใต้แนวคิด “65 ปีแห่งความเชื่อมั่น สู่อนาคตการบินไทยในระดับโลก”



Longevity Investment การลงทุนเพื่อชีวิตยืนยาวอย่างมีคุณภาพเรื่องเร่งด่วนสำหรับสังคมไทย

 Longevity Investment การลงทุนเพื่อชีวิตยืนยาวอย่างมีคุณภาพเรื่องเร่งด่วนสำหรับสังคมไทย

รองศาสตราจารย์ ดร.ภัทรกิตติ์  เนตินิยม สมาคมนวัตกรรมการท่องเที่ยวทางการแพทย์อย่างยั่งยืน

ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่ สังคมผู้สูงอายุอย่างรวดเร็ว จากข้อมูลล่าสุดพบว่าในปี 2567 ประเทศไทยมีผู้สูงอายุอายุ 60 ปีขึ้นไปเกือบ 13.7 ล้านคน คิดเป็นร้อยละ 20.8 ของประชากรทั้งหมด และแนวโน้มจะเพิ่มขึ้นต่อเนื่องจนเข้าสู่ “สังคมผู้สูงอายุขั้นสูง” มากกว่าร้อยละ 28 ภายใน 10 ปีข้างหน้า 

การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรนี้ สร้างความท้าทายเชิงสาธารณสุขและเศรษฐกิจ โดยเฉพาะเมื่องบประมาณด้านสาธารณสุขของรัฐมีจำกัด ความต้องการบริการดูแลผู้สูงอายุโรคเรื้อรังเพิ่มขึ้นสูง การคิดในมิติของ “การลงทุนเพื่อคุณภาพชีวิตและสุขภาพที่ยืนยาว (Longevity Investment)” จึงเป็นหัวข้อสำคัญที่ต้องขยายความมากขึ้นในสังคมไทย ทั้งนี้ความสามารถในการดูแลตนเองสำหรับผู้สูงอายุนั้น สิ่งสำคัญที่สุดประการหนึ่ง คือ ความสามารถในการรับรู้ วิเคราะห์ และตอบสนอง ซึ่งอวัยวะหลักที่ทำหน้าที่ดังกล่าว คือ สมองของมนุษย์  สิ่งที่ผู้สูงอายุหวาดกลัวมากที่สุด ขณะที่องค์ความรู้ในสังคมไทยยังเป็นไปอย่างจำกัด คือ ภาวะสมองเสื่อม (Dementia) โดยเฉพาะ โรคอัลไซเมอร์ ซึ่งเป็นสาเหตุที่พบบ่อยที่สุดของภาวะสมองเสื่อม ในปี 2565 พบผู้สูงอายุที่มีภาวะสมองเสื่อมกว่า 680,000 ถึง 770,000 คน หรือประมาณร้อยละ 6 ของผู้สูงอายุทั้งประเทศ และตัวเลขนี้มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นทุกปีตามจำนวนผู้สูงอายุที่เพิ่มขึ้น จากการประมาณการณ์ระยะยาว ผู้ป่วยอัลไซเมอร์ในไทยมีความเป็นไปได้ที่อาจจะเพิ่มจำนวนขึ้นเป็นมากกว่า 2 ล้านคนภายใน 25 ปี ส่งผลให้เกิดภาระงบประมาณการดูแลผู้ป่วย และภาระด้านศีลธรรมของผู้ดูแลที่จะเพิ่มขึ้นอย่างมาก เพราะค่าใช้จ่ายในการดูแลผู้ป่วยสมองเสื่อมสูงมากในระดับหลายแสนบาทต่อคนต่อปี ดังนั้นการชะลอหรือป้องกันภาวะสมองเสื่อมจึงเป็นหนึ่งในเป้าประสงค์สำคัญด้านสาธารณสุขที่จะช่วยลดภาระงบประมาณในระยะยาว 

การที่ประเทศไทยยังไม่มีประสบการณ์บริหารจัดการผู้สูงอายุในสัดส่วนที่มากเช่นนี้มาก่อน ทำให้ความมุ่งมั่นในการรักษาสุขภาพตั้งแต่ต้นถูกละเลย อาทิ ทฤษฎีเศรษฐศาสตร์พฤติกรรม (Behavioral Economics) ซึ่งระบุว่าบุคคลทั่วๆ ไปมักให้ความสำคัญกับ ผลประโยชน์ทันที มากกว่าผลเสียในอนาคต ตัวอย่างเช่น การดื่มสุราทำให้รู้สึกดีทันที (relaxation, pleasure) แต่การดื่มในปริมาณที่มากอาจส่งผลเสียต่อสุขภาพในอนาคต ดังนั้นการรณรงค์แนวคิด Longevity Investment หรือการลงทุนเพื่อชีวิตยืนยาวอย่างมีคุณภาพ  จึงเป็นสิ่งเร่งด่วนสำหรับสังคมไทยในปัจจุบัน 

Longevity Investment ที่มุ่งเน้นผลลัพธ์ด้านสมอง อาจดำเนินการได้ 2 แนวทางหลัก คือ  (1) การใช้เครื่องมือและนวัตกรรมทางการแพทย์ เช่น การตรวจคัดกรองเชิงชีวภาพและการประเมินทางพันธุกรรม หรือ การนำ AI ช่วยวิเคราะห์ MRI เพื่อวินิจฉัยโรค (2) การเรียนรู้ตลอดชีวิต (Lifelong Learning)  ผู้สูงอายุจำเป็นต้องมีส่วนร่วมในกิจกรรมการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง อาทิ กิจกรรมฝึกสมอง เช่น การเรียนภาษาใหม่ การเล่นดนตรี การเรียนรู้ทักษะใหม่ๆ ตัวอย่างเช่น การทำอาหาร ทำเบเกอรี่ หรือ การเข้าร่วมกลุ่มกิจกรรมทั้งทางสังคม ชุมชน หรือองค์กรอาสาสมัคร การเรียนรู้ในลักษณะนี้ ไม่เพียงช่วยลดความเสี่ยงภาวะสมองเสื่อม ยังส่งผลดีต่อสุขภาพจิตของผู้สูงอายุอีกด้วย

การเรียนรู้ตลอดชีวิตไม่เพียงช่วย ชะลอการเสื่อมของการทำงานสมองเท่านั้น แต่ยังช่วยสร้างคุณภาพชีวิตและสังคมที่เชื่อมโยงมากขึ้นสำหรับผู้สูงวัยตัวอย่างผลงานที่เห็นอย่างเป็นรูปธรรมในปัจจุบัน คือ บทบาทของสำนักงานการส่งเสริมอาชีพ สำนักพัฒนาสังคม กรุงเทพมหานคร ซึ่งมีการจัดหลักสูตรพัฒนาทักษะการใช้ชีวิต หรือ เพิ่มความสามารถในการสร้างรายได้ ผ่านโรงเรียนฝึกอาชีพกรุงเทพมหานคร (ดินแดง 1, ดินแดง 2, คลองเตย, หนองจอก, ประเวศ, บางรัก ฯลฯ) โดยผู้สมัครเรียนไม่มีข้อจำกัดว่าต้องมีทะเบียนบ้านอยู่ในเขตกรุงเทพมหานคร ซึ่งผู้สูงอายุหรือบุคคลทั่วไปสามารถตรวจสอบข้อมูลหลักสูตรที่เปิดสอน ได้จากเว็บไซต์ของสำนักพัฒนาสังคม กรุงเทพมหานคร หัวข้อ โรงเรียนฝึกอาชีพ


มีแมว ต้องมีโอ! “บิวกิ้น” - พุฒิพงศ์ อัสสรัตนกุล พรีเซนเตอร์ขวัญใจทาสแมวทุกวัย นำทีมแจกความน่ารัก ชวนทาสแมวเลือกสิ่งที่ดีที่สุดให้น้องเหมียว ในงาน Me-O X Billkin Purrfect Day 2026

  มีแมว ต้องมีโอ! “บิวกิ้น” - พุฒิพงศ์ อัสสรัตนกุล พรีเซนเตอร์ขวัญใจทาสแมวทุกวัย นำทีมแจกความน่ารัก ชวนทาสแมวเลือกสิ่งที่ดีที่สุดให้น้องเหมี...