วันเสาร์ที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2569

USANA เปิดตัว “CELAVIVE” ในไทย ก้าวใหม่สู่ตลาด Beauty & Wellnessชู 3 นวัตกรรมการดูแลผิว พร้อม 7 ผลิตภัณฑ์ครบทุกขั้นตอน​ ต่อยอดกว่า 3 ทศวรรษแห่งวิทยาศาสตร์สุขภาพ สู่ความงามที่เป็นส่วนหนึ่งของทุกวัน

 USANA เปิดตัว “CELAVIVE” ในไทย ก้าวใหม่สู่ตลาด Beauty & Wellnessชู 3 นวัตกรรมการดูแลผิว พร้อม 7 ผลิตภัณฑ์ครบทุกขั้นตอน​   ต่อยอดกว่า 3 ทศวรรษแห่งวิทยาศาสตร์สุขภาพ สู่ความงามที่เป็นส่วนหนึ่งของทุกวัน

กรุงเทพฯ – ยูซานา เฮลธ์ ไซเอนซ์ (USANA Health Sciences) บริษัทขายตรงระดับนานาชาติจากประเทศสหรัฐอเมริกา เดินหน้าขยายพอร์ตจาก Health & Wellness สู่ตลาด Beauty & Wellness ประเทศไทย เปิดตัว CELAVIVE ผลิตภัณฑ์ดูแลผิวที่นำรากฐานด้านวิทยาศาสตร์และการคัดสรรสารบำรุงมาต่อยอดสู่ Skincare Routine พร้อมผลิตภัณฑ์ดูแลผิวครบตั้งแต่การทำความสะอาด เตรียมผิว บำรุงเฉพาะจุด ไปจนถึงการเติมความชุ่มชื้น เพื่อตอบโจทย์ผู้บริโภคยุคใหม่ที่มอง “การดูแลผิว” เป็นส่วนหนึ่งของการดูแลสุขภาพและ Self-Care Lifestyle ในทุกวัน

การเปิดตัว CELAVIVE ในประเทศไทยนับเป็นอีกก้าวสำคัญของ USANA ในการนำรากฐานด้านวิทยาศาสตร์สุขภาพและประสบการณ์กว่า 3 ทศวรรษ มาต่อยอดสู่ตลาดความงาม โดยเน้นการดูแลผิวอย่างเป็นระบบมากกว่าการพึ่งพาผลิตภัณฑ์เพียงชิ้นเดียว สอดคล้องกับแนวคิดของ CELAVIVE ที่แบ่งการดูแลผิวออกเป็น 4 ขั้นตอนหลัก ได้แก่ ทำความสะอาด–เตรียมผิว–ฟื้นบำรุงตรงจุด–เติมความชุ่มชื้น


Ms. Yee Pei Lee, Regional Executive Director – Marketing (นางสาวยี เป่ย ลี ผู้อำนวยการบริหารประจำภูมิภาค ฝ่ายการตลาด) เปิดเผยว่า การเติบโตของตลาด Beauty & Wellness ในปัจจุบันสะท้อนพฤติกรรมผู้บริโภคที่ไม่ได้มองความงามและสุขภาพเป็นคนละเรื่องอีกต่อไป แต่ต้องการผลิตภัณฑ์ที่มีแนวคิดทางวิทยาศาสตร์ มีมาตรฐาน และสามารถนำมาใช้เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันได้อย่างต่อเนื่อง

เบื้องหลัง CELAVIVE คือรากฐานของ USANA Health Sciences บริษัทขายตรงระดับนานาชาติจากสหรัฐอเมริกา ซึ่งดำเนินธุรกิจวิจัย ผลิต และจำหน่ายผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวพรรณ ผลิตภัณฑ์ดูแลส่วนบุคคล และผลิตภัณฑ์เสริมพลังงาน โดยมีฐานการผลิต ณ เมืองซอลท์เลคซิตี้ รัฐยูทาห์ ประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งจดทะเบียนกับ U.S. Food and Drug Administration (FDA) ตามข้อกำหนดที่เกี่ยวข้อง โดยข่าวฉบับเดิมวางความแข็งแกร่งของ USANA ไว้บน 3 แกนสำคัญ คือ วิทยาศาสตร์ คุณภาพผลิตภัณฑ์ และการดูแลผู้บริโภคในระยะยาว

ด้าน นายเนติรัฐ น้อมธรรม Business Manager กล่าวว่า โมเดล Direct Selling ของ USANA ให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์ระหว่าง Brand Partners กับผู้บริโภค ทั้งด้านการให้ข้อมูลผลิตภัณฑ์ การแบ่งปันประสบการณ์ และการดูแลแบบบุคคลต่อบุคคล โดยเฉพาะในตลาด Beauty ซึ่งผู้บริโภคต้องการทั้งข้อมูลที่ถูกต้องและคำแนะนำที่สอดคล้องกับสภาพผิวและ Lifestyle ของแต่ละคน

เปิด 3 นวัตกรรมเบื้องหลัง CELAVIVE เพื่อการดูแลผิวอย่างครบขั้นตอน

หนึ่งในจุดเด่นของ CELAVIVE คือการพัฒนาสูตรผลิตภัณฑ์บนพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์การดูแลผิว พร้อมคัดสรรสารบำรุงเพื่อให้สามารถนำไปใช้เป็นส่วนหนึ่งของ Skincare Routine ได้อย่างเหมาะสม โดย Media Kit ของ CELAVIVE ระบุถึง 3 นวัตกรรมสำคัญที่อยู่เบื้องหลังสูตรผลิตภัณฑ์ ได้แก่

BioPeptide-CS การผสานไบโอเปปไทด์ 2 ชนิด ซึ่งออกแบบมาเพื่อช่วยให้ริ้วรอยเล็ก ๆ และริ้วรอยแห่งวัยแลดูลดเลือน พร้อมช่วยให้ผิวแลดูเรียบเนียน ขณะที่ Olivol24 เป็นการผสานสารสกัดจากพืชธรรมชาติ เพื่อช่วยคืนความเปล่งปลั่งและคงความชุ่มชื้นของผิวยาวนานถึง 24 ชั่วโมง และ Superfood Complex ซึ่งรวม Adaptogens สารสกัดจากเห็ดหูหนูขาว เห็ดถั่งเช่า และสารต้านอนุมูลอิสระ เพื่อช่วยสนับสนุนเกราะป้องกันความชุ่มชื้นของผิว

นอกจากนี้ CELAVIVE ยังให้ความสำคัญกับแนวทางการพัฒนาสูตรที่หลีกเลี่ยงส่วนผสมบางประเภทที่ผู้บริโภคให้ความกังวล เช่น พาราเบน ฟอร์มาลดีไฮด์ และน้ำมันแร่ โดยผลิตภัณฑ์ได้รับการทดสอบสำหรับผิวแพ้ง่ายและผ่านการตรวจสอบโดยแพทย์ผิวหนังผู้เชี่ยวชาญตามข้อมูลใน Media Kit ของแบรนด์

7 ผลิตภัณฑ์ สร้าง Skincare Routine เช้า–เย็นแบบครบขั้นตอน

นางสาวปาลิกา ทรรวรีก์ Senior Market Development & Marketing Manager กล่าวว่า CELAVIVE ต้องการทำให้ Skincare Routine เป็นเรื่องเข้าใจง่าย ไม่จำเป็นต้องเริ่มจากผลิตภัณฑ์จำนวนมาก แต่สามารถเลือกและค่อย ๆ สร้างกิจวัตรตามความต้องการของผิวแต่ละคน

กลุ่มผลิตภัณฑ์ที่เปิดตัวครอบคลุมตั้งแต่ Bi-Phase Makeup Remover ผลิตภัณฑ์เช็ดเครื่องสำอางแบบสองชั้นสำหรับเครื่องสำอางติดทนนานและกันน้ำ, Creamy Foam Cleanser ที่ออกแบบมาเพื่อขจัดสิ่งสกปรกและน้ำมันส่วนเกิน พร้อมช่วยผลัดผิวที่หมองคล้ำอย่างอ่อนโยน และ Perfecting Toner เพื่อปรับสภาพและเตรียมผิวให้พร้อมรับการบำรุงในขั้นตอนถัดไป

ในกลุ่มบำรุงเฉพาะจุด ประกอบด้วย Vitalizing Serum, Resurfacing Serum และ Triple Action Eye Cream ก่อนปิดท้ายด้วย Contouring Face & Neck Crème สำหรับขั้นตอนการเติมความชุ่มชื้น โดย CELAVIVE วาง Routine ให้สามารถนำไปปรับใช้ทั้งช่วงเช้าและกลางคืนตามผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสม

ชู Hero Products พร้อมข้อมูลจากการศึกษาทางคลินิก

อีกหนึ่งผลิตภัณฑ์เด่นคือ Resurfacing Serum ซึ่งออกแบบมาเพื่อช่วยให้ผิวและรูขุมขนแลดูเรียบเนียน ปรับสีผิวให้สม่ำเสมอ และลดเลือนริ้วรอยเล็ก ๆ โดยข้อมูลจาก Media Kit ระบุผลการศึกษาในผู้หญิง 33 คน เป็นเวลา 12 สัปดาห์ พบว่าริ้วรอยเล็ก ๆ ที่มองเห็นได้ลดลง 15.8% และรอยดำคล้ำลดลง 23%


ขณะที่ Vitalizing Serum ถูกออกแบบมาเพื่อช่วยให้ผิวแลดูกระชับและเรียบเนียน พร้อมสนับสนุนความยืดหยุ่นและความชุ่มชื้นของผิว โดยผลการศึกษาในผู้หญิง 36 คนเป็นเวลา 8 สัปดาห์ และการประเมินตนเองของผู้เข้าร่วม ถูกนำมาใช้เป็นข้อมูลประกอบประสิทธิภาพของผลิตภัณฑ์

สำหรับบริเวณรอบดวงตา Triple Action Eye Cream ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อดูแลริ้วรอยเล็ก ๆ ริ้วรอยแห่งวัย ถุงใต้ตา ความหมองคล้ำ และอาการบวมรอบดวงตา โดยผ่านการทดสอบโดยจักษุแพทย์และเป็นสูตรปราศจากน้ำหอม ข้อมูลจากการศึกษาในผู้หญิง 33 คน เป็นเวลา 12 สัปดาห์ ระบุว่าริ้วรอยเล็ก ๆ ที่มองเห็นได้ลดลง 16% และรอยคล้ำใต้ตาลดลง 11%

ส่วน Contouring Face & Neck Crème ออกแบบมาเพื่อดูแลผิวบริเวณใบหน้าและลำคอ ให้ผิวแลดูแน่นกระชับ เรียบเนียน พร้อมช่วยลดเลือนริ้วรอย โดยข้อมูลการศึกษาทางคลินิกและการประเมินจากผู้ใช้ถูกนำมาเป็นหนึ่งในข้อมูลสนับสนุนผลิตภัณฑ์

จาก Product Experience สู่ Everyday Self-Care

นางสาวนันทิชา แสงชัย Diamond Director, CELAVIVE Brand Ambassador กล่าวว่า สิ่งที่ทำให้เธอมั่นใจใน CELAVIVE ไม่ได้มาจากข้อมูลทางวิทยาศาสตร์เพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการทดลองใช้ผลิตภัณฑ์ด้วยตัวเองอย่างสม่ำเสมอ ทำความเข้าใจว่าผลิตภัณฑ์แต่ละขั้นตอนเหมาะกับการดูแลผิวอย่างไร และสังเกตการตอบสนองของผิวก่อนนำประสบการณ์ไปแบ่งปันกับผู้อื่น

หนึ่งในผลิตภัณฑ์ที่สร้างความประทับใจให้เธอคือ Resurfacing Serum โดยมองว่าการใช้ผลิตภัณฑ์อย่างต่อเนื่องทำให้ Skincare ไม่ใช่เพียงขั้นตอนเพื่อความสวยงาม แต่กลายเป็นส่วนหนึ่งของการดูแลตัวเองในชีวิตประจำวัน ทั้งนี้ ประสบการณ์ของแต่ละบุคคลและผลลัพธ์ที่ได้รับอาจแตกต่างกัน

ด้าน นางสาวธัญญลักษณ์ ก่อเกิดทรัพย์ Emerald Director, CELAVIVE Brand Ambassador และ Certified Wellness Coach กล่าวว่า ปัญหาผิวที่พบจากการพูดคุยกับผู้บริโภคไทยมีตั้งแต่ผิวแห้งหรือขาดน้ำ สีผิวแลดูไม่สม่ำเสมอ ความหมองคล้ำ ผิวสัมผัสหยาบกร้าน และริ้วรอยแห่งวัย ประกอบกับสภาพอากาศและวิถีชีวิตที่เร่งรีบ ทำให้ผู้บริโภคต้องการ Routine ที่ไม่ซับซ้อนและสามารถทำต่อเนื่องได้จริง

เดินหน้า Experience Marketing ผ่าน CELAVIVE Workshop

นอกจากการสื่อสารด้านวิทยาศาสตร์และผลิตภัณฑ์แล้ว USANA ยังเตรียมสร้างประสบการณ์ให้ผู้บริโภคผ่าน CELAVIVE Workshop เปิดโอกาสให้ผู้สนใจได้ทดลองเนื้อสัมผัส เรียนรู้วิธีใช้ผลิตภัณฑ์แต่ละขั้นตอน และสอบถามข้อมูลก่อนตัดสินใจ โดยไม่มีข้อผูกมัดในการซื้อผลิตภัณฑ์ ซึ่งสะท้อนกลยุทธ์จาก Product Marketing สู่ Experience Marketing ที่ให้ผู้บริโภคได้สัมผัสและทำความเข้าใจผลิตภัณฑ์ด้วยตัวเอง

การเปิดตัว CELAVIVE ในประเทศไทยจึงเป็นมากกว่าการนำผลิตภัณฑ์ Skincare เข้ามาเพิ่มในตลาด แต่เป็นการต่อยอดรากฐานของ USANA จาก Health & Wellness สู่ Beauty & Wellness ผ่านการผสานวิทยาศาสตร์ นวัตกรรมผลิตภัณฑ์ Skincare Routine และประสบการณ์แบบ Personal Touch เพื่อทำให้การดูแลผิวกลายเป็นหนึ่งในกิจวัตรของการดูแลตัวเอง และเป็นส่วนหนึ่งของ Lifestyle ผู้บริโภคยุคใหม่

สำหรับผู้ที่สนใจผลิตภัณฑ์ CELAVIVE หรือต้องการเปิดโอกาสใหม่ให้กับตัวเองด้วยการเป็นส่วนหนึ่งของธุรกิจ USANA และร่วมเติบโตไปกับเครือข่าย Health & Wellness ระดับนานาชาติ สามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมช่องทางติดต่อของ USANA Thailand หรือติดต่อได้ที่ เว็บไซต์ www.usana.com / LINE : @USANA_TH / โทรศัพท์ 02 761 4300


###

เกี่ยวกับ USANA Health Sciences

ยูซานา เฮลธ์ ไซเอนซ์ (USANA Health Sciences) เป็นบริษัทขายตรงระดับนานาชาติที่มีสำนักงานใหญ่ในประเทศสหรัฐอเมริกา ดำเนินธุรกิจด้านการวิจัย ผลิต และจำหน่ายผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวพรรณ ผลิตภัณฑ์ดูแลส่วนบุคคล และผลิตภัณฑ์เสริมพลังงาน โดยมีฐานการผลิตของบริษัท ณ เมืองซอลท์เลคซิตี้ รัฐยูทาห์ ประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งจดทะเบียนกับสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาแห่งสหรัฐอเมริกา หรือ U.S. FDA ตามข้อกำหนดที่เกี่ยวข้อง


 


วันศุกร์ที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2569

“พาณิชย์” เปิดขุมทรัพย์ใหม่สินค้าอาหารไทย! ชี้ตลาด Fresh Snacks จีน​ จ่อแตะ 2 - 2.5 แสนล้านบาท รับเทรนด์ความสดใหม่–สุขภาพดี–กินสะดวก หนุนดันผู้ประกอบการเปลี่ยนวัตถุดิบไทยสู่แบรนด์มูลค่าสูง เจาะกำลังซื้อผู้บริโภคจีน

“พาณิชย์” เปิดขุมทรัพย์ใหม่สินค้าอาหารไทย! ชี้ตลาด Fresh Snacks จีน​ จ่อแตะ 2 - 2.5 แสนล้านบาท รับเทรนด์ความสดใหม่–สุขภาพดี–กินสะดวก หนุนดันผู้ประกอบการเปลี่ยนวัตถุดิบไทยสู่แบรนด์มูลค่าสูง เจาะกำลังซื้อผู้บริโภคจีน

ตลาดดาวรุ่งจีนเปิดเกมใหม่ให้อาหารไทย DITP เร่งผู้ประกอบการสร้างแบรนด์และขยายช่องทางจำหน่าย เปลี่ยน “Thai Product” ให้เป็น “Thai Brand” ที่ผู้บริโภคเลือกและยอมจ่าย

แนะเร่งต่อยอดผลไม้เมืองร้อนและอาหารสุขภาพด้วยนวัตกรรม–บรรจุภัณฑ์–เรื่องราวของแบรนด์ เจาะทุก Consumer Journey ของผู้บริโภคจีน


 นางสาวสุนันทา กังวาลกุลกิจ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้า ระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ได้มอบหมายให้สำนักงานส่งเสริมการค้า ในต่างประเทศทั่วโลกเร่งขยายตลาดสินค้าและบริการไทยตามนโยบายของนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ โดยมุ่งแสวงหาโอกาสทางการค้าใหม่ ๆ และยกระดับสินค้าไทยให้สามารถแข่งขันในตลาดโลกได้อย่างมีประสิทธิภาพ

โดยล่าสุด สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ เมืองหนานหนิง รายงานว่า ตลาด “อาหารว่างสดใหม่” (Fresh Snacks) กำลังเป็นหนึ่งในตลาดดาวรุ่งของอุตสาหกรรมอาหารจีน สอดรับกับพฤติกรรมของผู้บริโภครุ่นใหม่ที่ให้ความสำคัญกับความสดใหม่ คุณภาพ สุขภาพ และความสะดวกในการรับประทาน ซึ่งถือเป็นโอกาสสำคัญสำหรับผู้ประกอบการและสินค้าอาหารไทย ซึ่ง จากข้อมูลพบว่า ในปี 2568 ตลาด Fresh Snacks ของจีนมีมูลค่าประมาณ 18,000 ล้านหยวน เติบโตมากกว่าร้อยละ 40 และคาดว่าในปี 2569 ตลาดอาจขยายตัวแตะระดับ 40,000–50,000 ล้านหยวน (ประมาณ 2.0–2.5 แสนล้านบาท) สะท้อนศักยภาพของตลาดที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว

สินค้าที่ได้รับความนิยมครอบคลุมหลากหลายประเภท ทั้งผลไม้อบแห้งและฟรีซดราย ผลไม้สดพร้อมรับประทาน เบเกอรี่สด ถั่วและธัญพืช ผลิตภัณฑ์นม เครื่องดื่ม และอาหารว่างเพื่อสุขภาพ โดยรูปแบบธุรกิจ Fresh Snacks เป็นการผสมผสานระหว่างธุรกิจค้าปลีกกับอาหารพร้อมรับประทาน เน้นสินค้าที่มีอายุการเก็บรักษาสั้น ผลิตสด ใช้วัตถุดิบที่เรียบง่าย และตอบรับกระแส Clean Label และ Healthy Lifestyle นอกจากนี้ การแข่งขันในตลาดมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น หลังผู้ประกอบการค้าปลีกรายใหญ่ เริ่มเข้ามาขยายธุรกิจในตลาดดังกล่าว โดยเมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม 2569 7-Eleven ในมณฑลเจียงซู เปิดตัว “7 Fresh Snacks” ครอบคลุมสินค้าหลากหลายประเภท ตั้งแต่ธัญพืช ผลไม้อบแห้ง ถั่ว ไปจนถึงผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์ สะท้อนให้เห็นว่า Fresh Snacks กำลังขยายตัวจากร้านค้าเฉพาะทาง เข้าสู่ช่องทางค้าปลีกที่หลากหลายและเข้าถึงผู้บริโภคในวงกว้างมากขึ้น

นางสาวสุนันทา กล่าวเสริมว่า สำหรับช่องทางการตลาด ผู้ประกอบการไทยควรให้ความสำคัญ กับการสร้างแบรนด์ผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัลและอีคอมเมิร์ซของจีน ควบคู่กับการเข้าสู่ร้านสะดวกซื้อ ซูเปอร์มาร์เก็ต Modern Trade และร้าน Fresh Snacks เพื่อเพิ่มโอกาสให้สินค้าไทยเข้าไปอยู่ใน  Consumer Journey ของผู้บริโภคจีน และลดการพึ่งพาช่องทางจำหน่ายแบบเดิมเพียงอย่างเดียว

“ตลาด Fresh Snacks ถือเป็นอีกหนึ่งโอกาสของสินค้าไทย โดยเฉพาะทุเรียน มะม่วง มะพร้าว กล้วย ผลิตภัณฑ์จากผลไม้เมืองร้อน รวมถึงสินค้าอาหารเพื่อสุขภาพ ซึ่งสามารถตอบโจทย์ผู้บริโภคจีนที่ให้ความ สำคัญกับคุณภาพ ความปลอดภัย สุขภาพ ความสะดวก และประสบการณ์ใหม่ในการบริโภค นอกจากนี้ ผู้ประกอบการไทยควรยกระดับ วัตถุดิบและสร้าง เอกลักษณ์ของสินค้า ผ่านการพัฒนานวัตกรรม การแปรรูปเพื่อเพิ่มมูลค่า การออกแบบบรรจุภัณฑ์ที่ทันสมัยและตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ ตลอดจนการ สร้างแบรนด์และเรื่องราวของสินค้าให้มีความโดดเด่นและแตกต่าง เพื่อยกระดับจากการส่งออก สินค้าเกษตรขั้นต้นไปสู่สินค้ามูลค่าสูงที่สามารถแข่งขันในตลาดจีนได้อย่างยั่งยืน”


การยกระดับดังกล่าวสอดคล้องกับแนวคิด “NEXT LEVEL” ที่มุ่งส่งเสริมศักยภาพสินค้า และบริการไทย ให้ก้าวสู่ระดับที่สูงขึ้น ด้วยการผสานคุณภาพ นวัตกรรม ความคิดสร้างสรรค์ และอัตลักษณ์ความเป็นไทย โดยโอกาสของไทยไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการเป็น “แหล่งวัตถุดิบคุณภาพ” แต่ต้องมุ่งเปลี่ยนวัตถุดิบ ให้กลาย เป็น “ผลิตภัณฑ์ แบรนด์ และประสบการณ์” ที่สร้างมูลค่าเพิ่มและทำ ให้ผู้บริโภคทั่วโลก ยินดีจ่ายในราคาที่สูงขึ้น นอกจากนี้ ตลาด Fresh Snacks ของจีนจึงเป็นอีกหนึ่ง ตัวอย่างที่สะท้อนว่า เมื่อพฤติกรรมผู้บริโภค เปลี่ยนแปลง ความสด สุขภาพ คุณภาพ และความสะดวก สามารถนำมาสร้างเป็นมูลค่าใหม่ทางธุรกิจได้ และเป็นจังหวะสำคัญที่ผู้ประกอบการ ไทยจะยกระดับจาก Thai Product สู่ Thai Brand เพื่อสร้างความ แตกต่าง เพิ่มมูลค่า และก้าวสู่ การแข่งขันในตลาดโลก อย่างยั่งยืน

ผู้สนใจสามารถติดตามรายละเอียดเกี่ยวกับโอกาสทางการค้าและการสนับสนุนจากกรมส่งเสริม การค้าระหว่างประเทศได้ที่เว็บไซต์ www.ditp.go.th, Facebook: กรมส่งเสริมการค้า ระหว่างประเทศ DITP, LINE Official: @DITP หรือสายด่วน 1169


#Thinkthailandnextlevel #Thaitoglobal #Thinkthailand #DITP #คิดจะส่งออกนึกถึงDITP


#####

กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ รุกเขย่าวงการคอนเทนต์ ลุยจัด ‘Thailand Content Market 2026’ เวทียักษ์ใหญ่ดันธุรกิจคอนเทนต์ไทยสู่ตลาดโลก พร้อมดึงทุนทั่วโลกร่วมจับจ่ายผลงานซอฟต์พาวเวอร์ไทย

 กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ รุกเขย่าวงการคอนเทนต์ ลุยจัด ‘Thailand Content Market 2026’ เวทียักษ์ใหญ่ดันธุรกิจคอนเทนต์ไทยสู่ตลาดโลก พร้อมดึงทุนทั่วโลกร่วมจับจ่ายผลงานซอฟต์พาวเวอร์ไทย

ประเทศไทยเตรียมเปิดเวทีครั้งสำคัญของอุตสาหกรรมคอนเทนต์ และสร้างสรรค์กับงาน “Thailand Content Market 2026” งานแสดงสินค้าและเจรจาธุรกิจคอนเทนต์ และอุตสาหกรรมสร้างสรรค์แบบครบวงจรครั้งแรกของประเทศไทย ที่จะรวบรวมผู้ผลิต เจ้าของผลงาน และธุรกิจสร้างสรรค์จากไทย และต่างประเทศมาไว้ในพื้นที่เดียวระหว่างวันที่ 20–22 กรกฎาคม 2569 ที่ผ่านมา ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ จัดโดยกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) ร่วมกับสำนักงาน ส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (CEA) และพันธมิตรภาคเอกชน

โดย Thailand Content Market 2026 ไม่ได้เป็นเพียงงานสำหรับนักธุรกิจหรือคนในวงการเท่านั้น แต่เป็นพื้นที่ที่เปิดให้ประชาชนทั่วไปได้เข้ามาสัมผัสโลกแห่งความคิดสร้างสรรค์อย่างใกล้ชิด พบกับ เบื้องหลังและอนาคตของอุตสาหกรรมคอนเทนต์ไทย ตั้งแต่ภาพยนตร์ ซีรีส์ แอนิเมชัน เกม คาแรกเตอร์ หนังสือออนไลน์ ไปจนถึงผลงานสร้างสรรค์ต่อยอดจากคอนเทนต์ เช่น อาร์ตทอย บอร์ดเกม ของเล่น ของสะสม และสินค้าลิขสิทธิ์รูปแบบใหม่ ภายในงานผู้เข้าชมจะได้พบกับผลงานและแนวคิดใหม่ ๆ จากผู้ประกอบการและเจ้าของคอนเทนต์ชั้นนำของไทย อาทิ GMM, MONO, กันตนา, GDH และ ONE Enterprise ที่จะนำผลงาน โครงการใหม่ และศักยภาพของอุตสาหกรรมบันเทิงไทยมาจัดแสดง พร้อมกิจกรรมพิเศษสำหรับแฟนคอนเทนต์ ทั้งการเปิดตัวผลงานใหม่ กิจกรรมจากศิลปิน นักแสดง และประสบการณ์พิเศษที่เชื่อมโยงผู้ชมกับคอนเทนต์ที่ชื่นชอบตลอด 3 วันเต็ม

อีกหนึ่งเหตุผลที่คนรักคอนเทนต์ไม่ควรพลาด คือโอกาสในการอัปเดตเทรนด์ใหม่จากทั่วโลก พบกับแนวคิดที่ส่งเสริมการบริการของไทยที่กำลังเติบโตอย่างสร้างสรรค์และยกระดับขึ้นไปอีกขั้น (NEXT LEVEL) และชมผลงานที่อาจกลายเป็นคอนเทนต์แห่งอนาคต ทั้งในรูปแบบภาพยนตร์ ซีรีส์ เกม แอนิเมชัน คาแรกเตอร์ และธุรกิจสร้างสรรค์ที่กำลังได้รับความนิยมในตลาดโลกสำหรับภาคธุรกิจ นอกจากนี้ Thailand Content Market 2026 ยังจะเป็นเวทีสำคัญในการเชื่อมโยง อุตสาหกรรมคอนเทนต์ไทยกับตลาดต่างประเทศ โดยเปิดพื้นที่ให้ผู้ประกอบการไทยพบกับผู้ซื้อ ผู้นำเข้า นักลงทุน และพันธมิตรจากทั่วโลก ผ่านกิจกรรมเจรจาธุรกิจ (Business Matching) การนำเสนอผลงาน (Pitching) และการสร้างเครือข่าย ทางธุรกิจ (Networking) โดยคาดว่าจะมีผู้ซื้อและผู้นำเข้ากว่า 250 ราย จาก 30 ประเทศทั่วโลก เข้าร่วมงาน รวมถึง International Pavilions ที่รวบรวมบริษัทและองค์กรชั้นนำจากญี่ปุ่น จีน เกาหลีใต้ ไต้หวันและประเทศในอาเซียน

นอกจากนี้ งานนี้ยังเป็นการรวมพลังของสองเวทีอุตสาหกรรมสำคัญมาไว้ในที่เดียว ได้แก่ Bangkok International Digital Content Festival (BIDC) ซึ่งเป็นเวทีเจรจาธุรกิจดิจิทัลคอนเทนต์ของไทย และ Bangkok International Content Market (BICM) ที่มุ่งเน้นภาพยนตร์ ซีรีส์ และการพัฒนาเนื้อหา เพื่อยกระดับประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมสร้างสรรค์แห่งเอเชียภายในงานยังมีเวทีสัมมนาและกิจกรรมเรียนรู้จากผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมระดับนานาชาติครอบคลุมประเด็นที่กำลังเปลี่ยน อนาคตของวงการคอนเทนต์ เช่น AI กับงานสร้างสรรค์ แอนิเมชัน เกม การสร้างและบริหารทรัพย์สิน ทางปัญญา รวมถึงแนวทางการผลักดันคอนเทนต์ไทยให้เติบโตในตลาดโลก

Thailand Content Market 2026 จึงเป็นโอกาสสำคัญสำหรับทุกคน ไม่ว่าจะเป็นผู้ประกอบการ ที่ต้องการต่อยอดธุรกิจ คนรุ่นใหม่ที่สนใจงานสร้างสรรค์ หรือผู้บริโภคที่รักคอนเทนต์เพราะนี่คือ พื้นที่ที่ จะทำให้ทุกคน ได้ค้นพบแรงบันดาลใจ อัปเดตเทรนด์ใหม่ และสัมผัสอนาคตของอุตสาหกรรมคอนเทนต์ ไทยในเวทีระดับโลก

เข้าชมงานฟรีไม่มีค่าใช้จ่าย ลงทะเบียนเข้าร่วมงานและติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ thailandcontentmarket.com


#####

🇹🇭☢️ ไทยยกระดับ “Nuclear Safety” สู่อาเซียน ปส.–IAEA–ASEANTOM ผนึกกำลังรับมือเหตุฉุกเฉิน ปูทางสู่อนาคต SMR อย่างปลอดภัย

  🇹🇭☢️ ไทยยกระดับ “Nuclear Safety” สู่อาเซียน ปส.–IAEA–ASEANTOM ผนึกกำลังรับมือเหตุฉุกเฉิน ปูทางสู่อนาคต SMR อย่างปลอดภัย

ปรมาณูเพื่อสันติ กระทรวง อว. เดินหน้ายกระดับศักยภาพประเทศไทยและอาเซียนในการรับมือเหตุฉุกเฉินทางนิวเคลียร์และรังสี ชู “การสื่อสารที่รวดเร็ว แม่นยำ และเป็นหนึ่งเดียว” เป็นหัวใจสร้างความเชื่อมั่นของประชาชน พร้อมเสริมความพร้อมรองรับเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งอนาคต รวมถึง SMR และเตรียมบทบาทไทยสู่การเป็นประธาน ASEANTOM ในปี 2571

สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ (ปส.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ร่วมกับทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (IAEA) และเครือข่ายหน่วยงานกำกับดูแลความปลอดภัยจากพลังงานปรมาณูในภูมิภาคอาเซียน (ASEANTOM) จัดการฝึกอบรมระดับภูมิภาค “Regional Training Course on Effective Communication during a Nuclear or Radiological Emergency” ณ เมืองพัทยา จังหวัดชลบุรี เพื่อยกระดับขีดความสามารถด้านการสื่อสารและการประสานงานเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉินทางนิวเคลียร์หรือรังสี มุ่งสู่การตอบสนองร่วมกันของภูมิภาคภายใต้แนวคิด “One ASEAN, One Response, One Voice”

นพ.รุ่งเรือง กิจผาติ เลขาธิการสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ ประธานในพิธีเปิด กล่าวว่า การฝึกอบรมครั้งนี้ดำเนินการภายใต้โครงการความร่วมมือทางวิชาการ IAEA–ASEANTOM RAS9101: Advancing Radiological and Nuclear Emergency Preparedness and Response Arrangements โดยมุ่งพัฒนายุทธศาสตร์การสื่อสารภาวะฉุกเฉินให้มีความ รวดเร็ว แม่นยำ โปร่งใส และสอดประสานกันระหว่างประเทศสมาชิกอาเซียน

หัวใจสำคัญไม่ใช่เพียงการเตรียมความพร้อมด้านเทคนิค แต่ยังรวมถึงการทำให้หน่วยงานด้านนิวเคลียร์และรังสีสามารถทำงานร่วมกับผู้ปฏิบัติงานด้านการสื่อสารได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยผู้เข้าร่วมได้ฝึกทักษะการสื่อสารกับประชาชนในหลากหลายสถานการณ์ ภายใต้กรอบ The ASEAN Procedure on Coordination and Public Communication during a Radiological or Nuclear Emergency เพื่อให้ประเทศสมาชิกสามารถประสานข้อมูลและสื่อสารต่อสาธารณะได้อย่างเป็นระบบเมื่อเกิดเหตุการณ์จริง


ในภาวะฉุกเฉิน “ข้อมูลที่ถูกต้อง” คือส่วนหนึ่งของความปลอดภัย


เหตุฉุกเฉินทางนิวเคลียร์และรังสีไม่ได้มีความท้าทายเฉพาะการควบคุมสถานการณ์ในพื้นที่เท่านั้น แต่ยังรวมถึงการรับมือกับ ข่าวลือ ข้อมูลที่คลาดเคลื่อนหรือบิดเบือน และการแพร่กระจายข้อมูลอย่างรวดเร็วผ่านสื่อสังคมออนไลน์ ซึ่งอาจสร้างความสับสนและความตื่นตระหนกให้แก่ประชาชน


ดังนั้น การสื่อสารความเสี่ยงที่รวดเร็ว ถูกต้อง โปร่งใส และมีทิศทางสอดคล้องกันระหว่างประเทศ จึงเป็นอีกหนึ่งองค์ประกอบสำคัญของระบบเตรียมพร้อมและตอบสนองเหตุฉุกเฉิน และเป็นพื้นฐานของการสร้าง Public Trust หรือความเชื่อมั่นของประชาชนต่อระบบความปลอดภัยทางนิวเคลียร์


นพ.รุ่งเรือง กล่าวเน้นย้ำว่า การดำเนินงานดังกล่าวเป็นการขานรับนโยบายของ ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ที่มุ่งยกระดับบทบาทประเทศไทยสู่การมี “International Leadership” ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และความปลอดภัยทางนิวเคลียร์ในภูมิภาค พร้อมพัฒนากำลังคนและโครงสร้างพื้นฐานให้พร้อมรองรับเทคโนโลยีเชิงยุทธศาสตร์แห่งอนาคต

จากการแพทย์–เกษตร–อุตสาหกรรม สู่ SMR: ทุกการใช้ประโยชน์ต้องตั้งอยู่บน “ความปลอดภัย”


ประเทศไทยให้ความสำคัญกับการพัฒนาความพร้อมทั้งด้าน โครงสร้างพื้นฐาน ระบบกำกับดูแล กฎหมาย มาตรฐานสากล บุคลากร และระบบเตรียมพร้อมและตอบสนองเหตุฉุกเฉิน เพื่อให้การใช้ประโยชน์จากพลังงานนิวเคลียร์และรังสีเป็นไปอย่างปลอดภัยและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชน


ความพร้อมดังกล่าวครอบคลุมการใช้เทคโนโลยีนิวเคลียร์และรังสีในหลายมิติ ตั้งแต่ การแพทย์ เพื่อการวินิจฉัยและรักษาโรค การเกษตรและอาหาร เพื่อยกระดับผลผลิตและความปลอดภัย ภาคอุตสาหกรรม เพื่อการตรวจสอบและเพิ่มประสิทธิภาพกระบวนการผลิต สิ่งแวดล้อม เพื่อการติดตามและประเมินมลพิษ ตลอดจน ความมั่นคง ในการเฝ้าระวังและป้องกันภัยที่เกี่ยวข้องกับวัสดุกัมมันตรังสี


รวมถึงการเตรียมความพร้อมรองรับเทคโนโลยีพลังงานนิวเคลียร์สมัยใหม่ เช่น Small Modular Reactors (SMRs) ซึ่งกำลังได้รับความสนใจจากหลายประเทศ การมีระบบกำกับดูแลและระบบเตรียมพร้อมรับเหตุฉุกเฉินที่เข้มแข็งจึงเป็นหนึ่งในพื้นฐานสำคัญ หากประเทศไทยพิจารณานำเทคโนโลยีดังกล่าวมาใช้ในอนาคต

8 ประเทศอาเซียนร่วมฝึกสถานการณ์จริง สู่ “One ASEAN, One Response, One Voice”


การฝึกอบรมครั้งนี้มีผู้เข้าร่วม 19 คน จาก 8 ประเทศสมาชิกอาเซียน พร้อมผู้เชี่ยวชาญจาก IAEA โดยหนึ่งในกิจกรรมสำคัญคือ Tabletop Exercise หรือการฝึกซ้อมบนโต๊ะด้วยสถานการณ์จำลอง เพื่อทดสอบกระบวนการประสานงาน การตัดสินใจ และการสื่อสารต่อสาธารณะ รวมถึงร่วมกันพัฒนาแนวทางและคู่มือการสื่อสารสำหรับอาเซียนให้สามารถนำไปใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพเมื่อเกิดสถานการณ์จริง


กิจกรรมดังกล่าวจึงไม่ใช่เพียงการถ่ายทอดองค์ความรู้ แต่เป็นการสร้าง เครือข่ายคน ระบบ และความไว้วางใจระหว่างประเทศสมาชิก ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของความปลอดภัยทางนิวเคลียร์และรังสีในระดับภูมิภาค เพราะเหตุฉุกเฉินทางนิวเคลียร์และรังสีอาจไม่หยุดอยู่เพียงภายในพรมแดนของประเทศใดประเทศหนึ่ง


การเป็นเจ้าภาพครั้งนี้ยังเป็นอีกก้าวสำคัญของประเทศไทยในการเสริมสร้างบทบาทนำด้านความปลอดภัยทางนิวเคลียร์และรังสีของภูมิภาค ก่อนก้าวสู่การเป็น ประธานเครือข่าย ASEANTOM ในปี พ.ศ. 2571 พร้อมยกระดับความร่วมมือกับประเทศสมาชิกอาเซียนและ IAEA ทั้งด้านการกำกับดูแล การเตรียมพร้อมและตอบสนองเหตุฉุกเฉิน และการสื่อสารกับประชาชน

เพราะโลกของเทคโนโลยีนิวเคลียร์กำลังก้าวไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว ความพร้อมของประเทศจึงไม่ได้วัดเพียงว่า “เรามีเทคโนโลยีอะไร” แต่ต้องตอบได้ด้วยว่า “เรามีระบบที่ทำให้ประชาชนมั่นใจในความปลอดภัยได้มากเพียงใด” และการสร้างความพร้อมร่วมกันของอาเซียนในวันนี้ คือหนึ่งในรากฐานสำคัญของการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีนิวเคลียร์อย่างปลอดภัยและยั่งยืนในอนาคต

เอเซอร์ เปิดตัว Swift Blade 14 และ Swift Air 16 พร้อมไลน์อัปจอเกมมิ่ง 5 รุ่น ตอบโจทย์ทั้งคนทำงาน เกมเมอร์ และครีเอเตอร์

 เอเซอร์ เปิดตัว Swift Blade 14 และ Swift Air 16 พร้อมไลน์อัปจอเกมมิ่ง 5 รุ่น ตอบโจทย์ทั้งคนทำงาน เกมเมอร์ และครีเอเตอร์

 


Acer Swift Blade 14 โน้ตบุ๊กบางเบา 14 นิ้ว หนักเพียง 799 กรัม บางเพียง 12.9 มม. พร้อมหน่วยประมวลผลสูงสุด Intel Core 7 350 และตัวเลือกจอ OLED ความละเอียด 3K ตอบโจทย์การพกพา-ทำงานได้ทุกที่ 

Acer Swift Air 16 โน้ตบุ๊ก 16 นิ้ว ตัวเครื่องอะลูมิเนียมแบบ Unibody พร้อม Intel® Core™ 7 350 จอ WQXGA+ รีเฟรชเรตสูงสุด 120Hz และลำโพง 4 ตัว ตอบโจทย์ทั้งการทำงานและความบันเทิง

Predator XB273K V7 จอเกมมิ่ง 27 นิ้ว ความละเอียด UHD รีเฟรชเรต 160Hz พร้อมสลับเป็น FHD ที่สูงสุด 500Hz ด้วยเทคโนโลยี DFR ตอบโจทย์ทั้งภาพคมชัดและการเล่นเกมที่รวดเร็วลื่นไหล

Acer Nitro เกมมิ่งมอนิเตอร์ 4 รุ่นใหม่ ครบทั้ง Nitro XV275X P ความละเอียด 5K พร้อม Mini LED 2,304 โซน, Nitro XZ340CKR P จอโค้ง Ultrawide 34 นิ้ว, Nitro XV275U Z2 พร้อม Mini LED 1,152 โซน และ Nitro XV270U Z3 ที่รองรับ DFR 3 โหมด ครอบคลุมทุกสไตล์การเล่นเกม

เบอร์ลิน (2 กันยายน 2026) เอเซอร์ (Acer) เปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ในงาน IFA 2026 ตอบโจทย์ทั้งสายไฮบริดเวิร์กและเกมเมอร์ นำโดยโน้ตบุ๊กบางเบา Acer Swift Blade 14 ที่มีน้ำหนักเพียง 799 กรัม และ Acer Swift Air 16 จอใหญ่ 16 นิ้ว พร้อมไลน์อัปเกมมิ่งมอนิเตอร์ 5 รุ่นจากตระกูล Predator และ Nitro ที่รองรับเทคโนโลยี DFR ช่วยสลับโหมดการแสดงผลระหว่างภาพคมชัดระดับสูงและการตอบสนองที่ลื่นไหล ครบทั้งความคล่องตัว คุณภาพของภาพ และความเร็วในการเล่นเกม

 


Acer Swift Blade 14 โน้ตบุ๊กบางเบา พกพาไปได้ทุกที่

Acer Swift Blade 14 (SFB14-53CF) ตอบโจทย์คนทำงานยุคใหม่ที่ต้องการความคล่องตัว ด้วยดีไซน์บางเบาเป็นพิเศษ พร้อมฟังก์ชันที่รองรับการทำงานนอกสถานที่ พกพาสะดวก โน้ตบุ๊กขนาด 14 นิ้วรุ่นนี้มีน้ำหนักเพียง 799 กรัม และบางเพียง 12.9 มม. มาพร้อม Intel® Core™ 7 350 หน่วยความจำ LPDDR5 ขนาด 12GB และ SSD สูงสุด 1TB ตัวเครื่องผสานวัสดุแมกนีเซียม-อะลูมิเนียมอัลลอยและคาร์บอนไฟเบอร์ พร้อมให้เลือก 2 สี ได้แก่ Marshmallow Blue และ Marshmallow White

ด้านการแสดงผล Swift Blade 14 มาพร้อมตัวเลือกจอ OLED ความละเอียดสูงสุด 3K ครอบคลุมขอบเขตสี DCI-P3 สูงสุด 100% ให้ภาพคมชัดและสีสันสดใส พร้อมอัตราส่วนหน้าจอต่อตัวเครื่องสูงถึง 90% และขอบจอบางเพียง 4.3 มม. บนสัดส่วน 16:10 เพิ่มพื้นที่การใช้งานบนหน้าจอ ให้จัดการเอกสารและทำงานหลายหน้าต่างได้สะดวกยิ่งขึ้น

Swift Blade 14 ยังตอบโจทย์การใช้งานตลอดวัน ด้วยแบตเตอรี่ 50 Wh พอร์ต USB 3.2 Gen 1 Type-C จำนวน 3 พอร์ต และกล้องหน้าความละเอียด FHD พร้อมสวิตช์ปิดกล้องข้างตัวเครื่อง เหมาะสำหรับการทำงานที่ต้องการความคล่องตัวในทุกสถานที่

Acer Swift Air 16 โน้ตบุ๊กจอใหญ่ ดีไซน์โดดเด่น พร้อมพลัง AI รองรับทุกการทำงาน

Acer Swift Air 16 (SFA16-I31T / SFA16-I31) โน้ตบุ๊กจอใหญ่ 16 นิ้วที่โดดเด่นด้วยพลัง AI และดีไซน์บางเบา พร้อม Intel® Core™ 7 350 ให้พลังประมวลผลสูงสุด 40 TOPS พร้อม NPU สำหรับงาน AI โดยเฉพาะ รองรับหน่วยความจำ LPDDR5x สูงสุด 16GB และพื้นที่จัดเก็บข้อมูลสูงสุด 512GB 

มาพร้อมตัวเลือกจอ OLED ครอบคลุมสี DCI-P3 100% หรือจอ IPS ครอบคลุมสี sRGB 100% ความละเอียดสูงสุด WQXGA+ (2880 x 1800) พร้อมตัวเลือกหน้าจอสัมผัส อัตราส่วน 16:10 ความสว่างสูงสุด 500 nits และรีเฟรชเรตสูงสุด 120Hz รองรับทั้งการทำงานและความบันเทิงบนหน้าจอขนาดใหญ่   

ตัวเครื่องอะลูมิเนียมแบบ Unibody บางเพียง 13.3 มม. น้ำหนัก 1.5 กก. มีให้เลือก 3 สี ได้แก่ Elemental Blue, Sage Green และ Sandstone Gold พร้อมคีย์บอร์ดแบบมีไฟส่องสว่างสำหรับการใช้งานในสภาพแสงน้อย ลำโพง 4 ตัว พร้อม DTS® Virtual และพอร์ต Thunderbolt™ 4 จำนวน 2 พอร์ต สำหรับเชื่อมต่อจอภายนอกและอุปกรณ์ความเร็วสูง ขณะที่แบตเตอรี่ 70Wh รองรับชาร์จเร็วถึง 50% ภายใน 30 นาที เมื่อใช้อะแดปเตอร์ 100W

จอเกมมิ่ง Predator และ Nitro เปิดตัว 5 รุ่นใหม่ ยกระดับความคมชัดและความลื่นไหล

Predator XB273K V7 จอเกมมิ่ง 27 นิ้วสำหรับทั้งการเล่นเกมและงานสร้างสรรค์ มาพร้อมความละเอียด UHD รีเฟรชเรต 160Hz และเทคโนโลยี DFR ที่สลับเป็น FHD พร้อมรีเฟรชเรตสูงสุด 500Hz รองรับเกมจังหวะเร็ว ขณะที่ความแม่นยำสีระดับ Delta E<1 พร้อม AMD FreeSync™ Premium และ NVIDIA® G-SYNC® Compatible เข้ามาช่วยลดอาการภาพฉีก เสริมด้วย Acer Smart Dial สำหรับปรับความสว่าง คอนทราสต์ และสลับช่องสัญญาณได้สะดวก

 

Acer Nitro XV275X P จอเกมมิ่งขนาด 27 นิ้ว ความละเอียด 5K พร้อม Mini LED 2,304 โซน และ VESA DisplayHDR™ 1400 ให้ภาพคมชัด สีดำลึก และคอนทราสต์สูง รองรับรีเฟรชเรต 165 Hz และ DFR ที่สลับเป็น QHD สูงสุด 330 Hz พร้อมเวลาตอบสนอง 0.5 ms (GTG) แสดงสีครอบคลุม Adobe RGB, sRGB และ DCI-P3 สูงสุด 99% พร้อมความแม่นยำ Delta E<2 เชื่อมต่อครบด้วย USB Type-C จ่ายไฟ 90W, KVM และ PIP/PBP เหมาะทั้งเล่นเกม ความบันเทิง และการทำงาน

Acer Nitro XZ340CKR P จอโค้ง 34 นิ้วสำหรับเกมเมอร์ มาพร้อมความละเอียด 5120 x 2160 ที่ 180 Hz ให้ภาพคมชัดและมุมมองกว้าง เหมาะทั้งเกมโอเพนเวิลด์และงานสร้างสรรค์ พร้อม DFR ที่สลับเป็น WFHD และเพิ่มรีเฟรชเรตสูงสุด 360 Hz พร้อมเวลาตอบสนอง 0.5 ms (GTG) สำหรับเกมการแข่งขัน รองรับ AMD FreeSync™ Premium, HDR10 และครอบคลุมสี DCI-P3 90%

 

Acer Nitro XV275U Z2 หน้าจอที่ตอบโจทย์ทั้งเกม AAA อีสปอร์ต และงานสร้างสรรค์ ด้วยเทคโนโลยี DFR 3 โหมด รองรับ QHD ที่ 275 Hz, FHD ที่ 360 Hz และ HD สูงสุด 520 Hz พร้อมเวลาตอบสนอง 0.5 ms (GTG) เสริมด้วยแบ็กไลต์ Mini LED 1,152 โซน และ Acer HDR1000 ให้ภาพคมชัดและคอนทราสต์สูง ครอบคลุมสี DCI-P3 97% และ Adobe RGB 95% พร้อม AMD FreeSync™ Premium ลดอาการภาพฉีก รองรับทั้งการเล่นเกมและงานครีเอเตอร์ได้อย่างลงตัว


Acer Nitro XV270U Z3 หน้าจอ 27 นิ้ว ที่รองรับทั้งเกม AAA การทำงานประจำวัน และเกมโหมดแข่งขัน ด้วย DFR 3 โหมด สลับได้ในคลิกเดียวระหว่าง QHD 275 Hz, FHD 360 Hz และ HD สูงสุด 520 Hz มาพร้อมเวลาตอบสนอง 0.5 ms (GTG) ในทุกโหมด รองรับ AMD FreeSync™ Premium ลดอาการภาพฉีก ร่วมกับ HDR10 และขอบเขตสี DCI-P3 90% ให้ภาพคมชัดและลื่นไหลในทุกการใช้งาน


ราคาและการวางจำหน่าย

Acer Swift Blade 14 จะวางจำหน่ายในภูมิภาค EMEA (ยุโรป ตะวันออกกลาง และแอฟริกา) ในเดือนธันวาคม 2026

Acer Swift Air 16 จะวางจำหน่ายในอเมริกาเหนือในไตรมาส 1 ปี 2027 และในภูมิภาค EMEA (ยุโรป ตะวันออกกลาง และแอฟริกา) ในเดือนธันวาคม 2026

Predator XB273K V7 จะวางจำหน่ายในอเมริกาเหนือในไตรมาส 4 ปี 2026 ราคาเริ่มต้น 449 ดอลลาร์สหรัฐ ในภูมิภาค EMEA ในไตรมาส 4 ปี 2026 ราคาเริ่มต้น 449 ยูโร ในออสเตรเลียในไตรมาส 2 ปี 2027 ราคาเริ่มต้น 899 ดอลลาร์ออสเตรเลีย และในจีนในไตรมาส 4 ปี 2026 ราคาเริ่มต้น 2,999 หยวน

Acer Nitro XV275X P จะวางจำหน่ายในอเมริกาเหนือในไตรมาส 1 ปี 2027 ราคาเริ่มต้น 1,199 ดอลลาร์สหรัฐ ในภูมิภาค EMEA ในไตรมาส 1 ปี 2027 ราคาเริ่มต้น 1,199 ยูโร และในจีนในไตรมาส 1 ปี 2027 ราคาเริ่มต้น 9,999 หยวน

Acer Nitro XZ340CKR P จะวางจำหน่ายในอเมริกาเหนือในไตรมาส 4 ปี 2026 ราคาเริ่มต้น 699 ดอลลาร์สหรัฐ ในภูมิภาค EMEA ในไตรมาส 4 ปี 2026 ราคาเริ่มต้น 699 ยูโร และในจีนในไตรมาส 4 ปี 2026 ราคาเริ่มต้น 4,999 หยวน

Acer Nitro XV275U Z2 จะวางจำหน่ายในอเมริกาเหนือในไตรมาส 4 ปี 2026 ราคาเริ่มต้น 329 ดอลลาร์สหรัฐ และในภูมิภาค EMEA ในไตรมาส 4 ปี 2026 ราคาเริ่มต้น 329 ยูโร

Acer Nitro XV270U Z3 จะวางจำหน่ายในอเมริกาเหนือในไตรมาส 1 ปี 2027 ราคาเริ่มต้น 299 ดอลลาร์สหรัฐ ในภูมิภาค EMEA ในไตรมาส 1 ปี 2027 ราคาเริ่มต้น 299 ยูโร และในจีนในไตรมาส 1 ปี 2027 ราคาเริ่มต้น 1,999 หยวน

รายละเอียดสเปก ราคา และความพร้อมใช้งานจะแตกต่างตามภูมิภาค ต้องการข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการวางจำหน่าย ข้อมูลจำเพาะของผลิตภัณฑ์ และราคาในการจัดจำหน่าย โปรดติดต่อสำนักงาน Acer ผ่านทาง www.acer.com


เกี่ยวกับเอเซอร์

เอเซอร์ ก่อตั้งในปี 1976 ปัจจุบันเป็นหนึ่งในบริษัท ICT ชั้นนำของโลก เป็นที่รู้จักในกว่า 160 ประเทศทั่วโลก เอเซอร์มุ่งเน้นการเปลี่ยนแปลงเพื่อตอบสนองไลฟ์สไตล์และอุตสาหกรรมที่เปลี่ยนแปลง โดยมุ่งเน้นให้เกิดการผสมผสานระหว่างฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์ และบริการ ซึ่งจะสร้างระบบนิเวศและเปิดโอกาสใหม่ๆ ให้กับผู้บริโภคและธุรกิจ พนักงานกว่า 12,000 คนของเอเซอร์ ทุ่มเทกับการวิจัย ออกแบบ การตลาด การขาย รวมถึงสนับสนุนผลิตภัณฑ์และโซลูชั่นที่สามารถยกระดับผู้คนและเทคโนโลยี ติดตามข้อมูลได้ที่ www.acer.com 

© 2026 Acer Inc. All rights reserved. Acer and the Acer logo are registered trademarks of Acer Inc. Other trademarks, registered trademarks, and/or service marks, indicated or otherwise, are the property of their respective owners. All offers subject to change without notice or obligation and may not be available through all sales channels. Prices listed are manufacturer suggested retail prices and may vary by location. Additional applicable sales tax may be charged.



วันพฤหัสบดีที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2569

ทีเส็บพลิกโฉมการสื่อสารภาครัฐ ดึง “มีม-ไวรัลดัง” ปลุกกระแส e-Learning ดันไทยสู่ Global–Asia’s Trusted Gateway

 ทีเส็บพลิกโฉมการสื่อสารภาครัฐ ดึง “มีม-ไวรัลดัง” ปลุกกระแส e-Learning ดันไทยสู่ Global–Asia’s Trusted Gateway

กรุงเทพฯ — สำนักงานส่งเสริมการประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) หรือทีเส็บ (TCEB) สร้างปรากฏการณ์ใหม่ในการสื่อสารองค์กรภาครัฐ ลบภาพจำเดิมๆ ด้วยการหยิบ “มีม” และกระแสไวรัลฮิตมาโปรโมตหลักสูตร e-Learning โดนใจคนรุ่นใหม่ กล้าคิด กล้าแหวกขนบ เพื่อขับเคลื่อนอุตสาหกรรมไมซ์ไทยสู่อนาคต


การปรับกลยุทธ์การสื่อสารครั้งนี้สอดคล้องกับวิสัยทัศน์หลักในการขับเคลื่อนประเทศไทยสู่การเป็น Global–Asia’s Trusted Gateway หรือ “แพลตฟอร์มสร้างการเติบโต” ที่เชื่อมโลกกับเอเชียอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งหัวใจสำคัญของการเป็นจุดหมายปลายทางระดับโลกไม่ได้อยู่ที่สถานที่เพียงอย่างเดียว หากแต่คือคุณภาพและความเป็นมืออาชีพของบุคลากรในทุกมิติ ทั้งก่อน ระหว่าง และหลังการจัดงาน

ด้วยเหตุนี้ การประชาสัมพันธ์ที่ปรับเปลี่ยนให้ทันสมัยและเป็นไปตามวิสัยทัศน์ดังกล่าว จึงสะท้อนความสำเร็จผ่านตัวเลขการเติบโตที่จับต้องได้ เมื่อแพลตฟอร์ม e-Learning ซึ่งเป็นหลักสูตรวิชาไมซ์ออนไลน์โดยทีเส็บ ที่กำลังก้าวสู่ปีที่ 6 อย่างแข็งแกร่ง โดยสถิติล่าสุดเมื่อเดือนสิงหาคม 2569 กวาดยอดผู้ใช้งานระบบทั้งหมดทะยานสู่ 17,550 ราย (เติบโตเพิ่มขึ้นผู้ใช้งานใหม่ +4,239 ราย หรือพุ่งขึ้นถึง +31.85% ) ควบคู่ไปกับการสร้าง “Human Capital” คุณภาพสูง ด้วยยอดออกใบประกาศนียบัตร (e-Certificate) สะสมรวม 20,378 ใบ โดยมีผู้พิชิตใบประกาศฯ หน้าใหม่ตบเท้าเข้าระบบเพิ่มขึ้นอีกถึง 7,293 ใบ 


ความสำเร็จเหล่านี้ตอกย้ำว่า คอนเทนต์ที่สนุก เข้าถึงง่าย และสร้างสรรค์ สามารถแปลงเป็นผลลัพธ์เชิงเศรษฐกิจและการพัฒนาทักษะ (Upskill) ได้จริง ผ่าน 29 หลักสูตรแห่งอนาคตที่ตอบโจทย์ตลาด ไม่ว่าจะเป็น MICE Storyteller: The Art of MICE Storytelling สู้ศึก AI, การสร้างแบรนด์เทศกาลให้โดนใจคนอยากมา, และการจัดการงานอย่างยั่งยืน

ทีเส็บมุ่งมั่นยกระดับศักยภาพบุคลากรไมซ์ไทยอย่างต่อเนื่อง สำหรับผู้ที่สนใจพัฒนาทักษะวิชาชีพฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย สามารถลงทะเบียนเรียนได้ที่เว็บไซต์ https://elearning.tceb.or.th/ หรือติดตามสาระความรู้รูปแบบใหม่ได้ทาง Facebook: MICE Capabilities 


วันพุธที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2569

“อธิบดีบุปผา” เสริมแกร่งแรงงานบุรีรัมย์ เดินหน้าสร้างทักษะ สร้างอาชีพ สร้างโอกาส

  “อธิบดีบุปผา” เสริมแกร่งแรงงานบุรีรัมย์ เดินหน้าสร้างทักษะ สร้างอาชีพ สร้างโอกาส

วันที่ 2 กันยายน 2569 นางสาวบุปผา เรืองสุด อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน เป็นประธานในพิธีเปิด “กิจกรรมส่งเสริมและยกระดับการพัฒนาฝีมือแรงงาน” ณ สถาบันพัฒนาฝีมือแรงงาน 37 บุรีรัมย์ อำเภอห้วยราช จังหวัดบุรีรัมย์ โดยมี นางวาสิษฐี ระจิตดำรงค์ ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาฝีมือแรงงาน 37 บุรีรัมย์ กล่าวรายงาน พร้อมด้วยหัวหน้าส่วนราชการสังกัดกระทรวงแรงงานจังหวัดบุรีรัมย์ ผู้บริหารกรมพัฒนาฝีมือแรงงานในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ผู้แทนสถานประกอบกิจการ ผู้ผ่านการฝึกอบรม และผู้เกี่ยวข้อง เข้าร่วมงาน ณ สถาบันพัฒนาฝีมือแรงงาน 37 บุรีรัมย์  จังหวัดบุรีรัมย์ 





นางสาวบุปผา เรืองสุด อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน กล่าวว่า กรมพัฒนาฝีมือแรงงานให้ความสำคัญกับการพัฒนากำลังแรงงานให้มีทักษะที่สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงาน พร้อมสนับสนุนทั้งสถานประกอบกิจการและประชาชนให้สามารถนำทักษะไปใช้ประโยชน์ได้จริง การสนับสนุนเงินกู้ยืมจากกองทุนพัฒนาฝีมือแรงงานจึงเป็นกลไกสำคัญในการช่วยลดภาระของสถานประกอบกิจการ และส่งเสริมการลงทุนด้านการพัฒนาทักษะลูกจ้าง ขณะที่การมอบเครื่องมือพื้นฐานชุดการฝึกเป็นการสนับสนุน “ทุนตั้งต้นของชีวิต” ให้ผู้ผ่านการฝึกอบรมสามารถนำความรู้และทักษะไปประกอบอาชีพ สร้างรายได้ และสร้างความมั่นคงให้แก่ตนเองและครอบครัว



สำหรับการมอบเงินกู้ยืมจากกองทุนพัฒนาฝีมือแรงงานในครั้งนี้ มีสถานประกอบกิจการจังหวัดบุรีรัมย์ได้รับการสนับสนุน จำนวน 8 แห่ง รวมวงเงิน 7,901,600 บาท เป็นเงินกู้ยืมดอกเบี้ย 0% สำหรับนำไปใช้ในการพัฒนาทักษะลูกจ้าง เพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน และยกระดับกำลังแรงงาน ประกอบด้วย บริษัท โรงงานน้ำตาลบุรีรัมย์ จำกัด บริษัท น้ำตาลบุรีรัมย์ จำกัด (มหาชน) บริษัท ชูการ์เคน อีโคแวร์ จำกัด บริษัท ปุ๋ยตรากุญแจ จำกัด บริษัท บุรีรัมย์พลังงาน จำกัด บริษัท บุรีรัมย์เพาเวอร์ จำกัด บริษัท โฮมเมก้ามาร์ท จำกัด และบริษัท บุรีรัมย์เพาเวอร์พลัส จำกัด โดยได้รับวงเงินสนับสนุนระหว่าง 901,600–1,000,000 บาทต่อแห่ง


นอกจากนี้ ได้มอบเครื่องมือพื้นฐานชุดการฝึก หรือ “ชุดเครื่องมือทำมาหากิน” แก่ผู้ผ่านการฝึกอบรม จำนวน 60 คน จาก 3 รุ่น ได้แก่ หลักสูตรการตัดเย็บผลิตภัณฑ์จากผ้า รุ่นที่ 21 จำนวน 20 คน รุ่นที่ 22 จำนวน 20 คน และหลักสูตรการทำขนมเบเกอรี่มืออาชีพ รุ่นที่ 24 จำนวน 20 คน เพื่อให้ผู้ผ่านการฝึกอบรมนำความรู้และทักษะไปประกอบอาชีพ สร้างรายได้ และต่อยอดอาชีพได้อย่างเป็นรูปธรรม




อีกหนึ่งกิจกรรมสำคัญ คือ การ Kick-off ขับเคลื่อนระบบธนาคารหน่วยกิต (Credit Bank) สู่การปฏิบัติจริง โดยสถาบันพัฒนาฝีมือแรงงาน 37 บุรีรัมย์ ร่วมกับวิทยาลัยเทคนิคคูเมือง และบริษัท น้ำตาลบุรีรัมย์ จำกัด (มหาชน) เปิดโอกาสให้พนักงานของบริษัทฯ นำประสบการณ์จากการทำงาน การฝึกอบรม และผลการทดสอบมาตรฐานฝีมือแรงงาน มาเทียบโอนเป็นผลการเรียนในหลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) สาขาเทคนิคการผลิต สามารถลดระยะเวลาเรียนได้ถึง 13 รายวิชา รวม 35 หน่วยกิต ช่วยลดค่าใช้จ่ายในการศึกษา และเปิดโอกาสให้คนทำงานสามารถสะสมหน่วยกิต เพิ่มวุฒิการศึกษา และต่อยอดความก้าวหน้าในอาชีพ


จากนั้น อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน พร้อมคณะ ได้เยี่ยมชมกิจกรรมและผลงานของผู้ผ่านการฝึกอบรมที่ประสบความสำเร็จจากการนำความรู้และทักษะไปต่อยอดในการประกอบอาชีพและสร้างรายได้ สะท้อนผลสำเร็จของการพัฒนาฝีมือแรงงานที่สามารถนำไปใช้ได้จริง รวมทั้งการบูรณาการความร่วมมือระหว่างภาครัฐ สถานศึกษา และภาคเอกชน เพื่อพัฒนากำลังแรงงานให้มีทักษะตรงตามความต้องการของตลาดแรงงาน และสร้างโอกาสในการประกอบอาชีพอย่างยั่งยืน

USANA เปิดตัว “CELAVIVE” ในไทย ก้าวใหม่สู่ตลาด Beauty & Wellnessชู 3 นวัตกรรมการดูแลผิว พร้อม 7 ผลิตภัณฑ์ครบทุกขั้นตอน​ ต่อยอดกว่า 3 ทศวรรษแห่งวิทยาศาสตร์สุขภาพ สู่ความงามที่เป็นส่วนหนึ่งของทุกวัน

  USANA เปิดตัว “CELAVIVE” ในไทย ก้าวใหม่สู่ตลาด Beauty & Wellnessชู 3 นวัตกรรมการดูแลผิว พร้อม 7 ผลิตภัณฑ์ครบทุกขั้นตอน​   ต่อยอดกว่า 3...