วันอังคารที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2569

ปรมาณูเพื่อสันติ กระทรวง อว. เดินหน้าพัฒนา “นิติวิทยาศาสตร์นิวเคลียร์” ยกระดับการสืบสวนเหตุทางรังสี เสริมความมั่นคงปลอดภัยของประเทศ

 ปรมาณูเพื่อสันติ กระทรวง อว. เดินหน้าพัฒนา “นิติวิทยาศาสตร์นิวเคลียร์” ยกระดับการสืบสวนเหตุทางรังสี เสริมความมั่นคงปลอดภัยของประเทศ

24 มีนาคม 2569 นายแพทย์รุ่งเรือง กิจผาติ อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์บริการ และรักษาราชการแทนเลขาธิการสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ (ปส.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ให้เกียรติเป็นประธานเปิดการสัมมนาเชิงปฏิบัติการ “นิติวิทยาศาสตร์นิวเคลียร์กับการสืบสวนสถานที่เกิดเหตุทางรังสี” ระหว่างวันที่ 24 – 26 มีนาคม 2569 ณ ห้องประชุมแอลฟา ชั้น 4 อาคาร 60 ปี ปส. เพื่อพัฒนาศักยภาพบุคลากรและยกระดับความเชื่อมั่นด้านความมั่นคงปลอดภัยทางนิวเคลียร์ของประเทศ

นายแพทย์รุ่งเรือง เปิดเผยว่า นิติวิทยาศาสตร์นิวเคลียร์ เป็นกระบวนการสำคัญเพื่อใช้ระบุแหล่งที่มาและผู้กระทำผิดได้อย่างแม่นยำ โดยการวิเคราะห์หา “ลายนิ้วมือ” หรือ “เอกลักษณ์ยืนยัน” ของวัสดุ ทั้งในด้านคุณสมบัติทางกายภาพ เคมี และองค์ประกอบไอโซโทป ซึ่งข้อมูลเหล่านี้ไม่เพียงช่วยให้ทราบชนิด แหล่งกำเนิด และประวัติการผลิตของวัสดุเท่านั้น แต่ยังเป็นหลักฐานสำคัญในกระบวนการยุติธรรมเพื่อดำเนินคดีกับผู้ลักลอบกระทำการที่ผิดกฎหมาย ได้อย่างมีประสิทธิภาพ 

การสัมมนาประกอบด้วยการบรรยาย การฝึกปฏิบัติบนโต๊ะ (Tabletop exercise)  และตามสถานการณ์จำลอง(Field Exercise) เพื่อให้ผู้เข้าร่วมสัมมนาได้ระดมความคิดเห็นเพื่อทบทวนแนวทางปฏิบัติด้านนิติวิทยาศาสตร์นิวเคลียร์ที่เป็นมาตรฐาน (Standard Operating Procedures: SOP) ให้สามารถบูรณาการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการใช้กระบวนการนิติวิทยาศาสตร์นิวเคลียร์เพื่อสนับสนุนการสืบสวนสอบสวนตามกระบวนการยุติธรรมได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีผู้เข้าร่วมประมาณ 35 คน จากหน่วยงานด้านความมั่นคงและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ หน่วยงานวิทยาศาสตร์และสรรพวุธของกองทัพทหาร สำนักงานพิสูจน์หลักฐานตำรวจ สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ กรมศุลกากร สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) และกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ซึ่งการสัมมนาครั้งนี้จัดขึ้นภายใต้บริบทของสถานการณ์ความมั่นคงในปัจจุบันที่มีความท้าทายและซับซ้อนมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งภัยคุกคามจากการใช้วัสดุนิวเคลียร์และวัสดุกัมมันตรังสีในทางที่ผิด ซึ่งรวมถึงการลักลอบขนย้ายวัสดุดังกล่าวข้ามพรมแดน เพื่อนำไปใช้ในการก่อการร้าย ก่อวินาศกรรม ตลอดจนการผันแปรเป็นอาวุธนิวเคลียร์ ล้วนเป็นประเด็นที่ประชาคมโลกให้ความสำคัญอย่างยิ่ง


นายแพทย์รุ่งเรือง กล่าวทิ้งท้ายว่า การสัมมนาเชิงปฏิบัติการครั้งนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการยกระดับมาตรฐานการปฏิบัติงาน สร้างแนวทางปฏิบัติที่เป็นมาตรฐาน (Standard Operating Procedures: SOP) พัฒนาศักยภาพบุคลากรให้มีความรู้ ความชำนาญ และสามารถบูรณาการการทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ ตลอดจนเสริมสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ประเทศของเรามีความพร้อมในการรับมือกับสถานการณ์วิกฤตได้อย่างทันท่วงทีต่อสถานการณ์ภัยคุกคามตามบริบทโลกที่มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา

“พาณิชย์” ผนึก “ยุติธรรม”แถลงผลการตรวจค้นและปราบปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญามุ่งปกป้องผู้บริโภค ดูแลผู้ค้าถูกกฎหมาย และยกระดับมาตรฐานไทยสู่สากล

 “พาณิชย์” ผนึก “ยุติธรรม”แถลงผลการตรวจค้นและปราบปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญามุ่งปกป้องผู้บริโภค ดูแลผู้ค้าถูกกฎหมาย และยกระดับมาตรฐานไทยสู่สากล

 









เมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2569 ณ กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯแจ้งวัฒนะ นายวุฒิไกร ลีวีระพันธุ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ พร้อมด้วย พลตำรวจโท รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ร่วมแถลงผลการตรวจค้นและปราบปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาโดยเป็นผลจากการยกระดับมาตรการปราบปรามเชิงรุก เพื่อกวาดล้างสินค้าละเมิดฯ และตัดวงจรเครือข่ายการกระทำผิด ตอกย้ำเจตนารมณ์ของรัฐบาลไทยในการจัดการปัญหาการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาอย่างจริงจัง

 




นายวุฒิไกร ลีวีระพันธุ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า รัฐบาลมีความมุ่งมั่นตั้งใจอย่างหนักแน่นในการส่งเสริมและปกป้องคุ้มครองสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญา ด้วยประเด็นทรัพย์สินทางปัญญามีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการพัฒนาระบบเศรษฐกิจของประเทศ ซึ่งมีความเกี่ยวข้องเชื่อมโยงกับภาพลักษณ์ความเชื่อมั่นของนักลงทุนทั้งชาวไทยและต่างชาติ ตลอดจนการเจรจาการค้าของไทยในเวทีเศรษฐกิจโลกโดยที่ผ่านมา กระทรวงพาณิชย์ได้บูรณาการความร่วมมือกับกระทรวงยุติธรรม และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการปราบปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาอย่างใกล้ชิด ทั้งในเชิงป้องกัน ปราบปราม และขยายผลไปยังเครือข่ายการกระทำผิดอย่างเป็นระบบ ส่งผลให้การดำเนินงานเป็นไปอย่างรวดเร็ว ตรงเป้าหมาย และมีประสิทธิผลในเชิงป้องปรามยิ่งขึ้น โดยมุ่งเน้นการจัดการกับแหล่งต้นตอของสินค้าละเมิดฯ และผู้กระทำความผิดรายใหญ่ ควบคู่กับการสร้างการมีส่วนร่วมของภาคเอกชน เจ้าของสิทธิ และผู้ประกอบการ เพื่อให้การแก้ไขปัญหาเป็นไปอย่างต่อเนื่องและเข้าถึงต้นเหตุได้อย่างแท้จริง

 





ล่าสุด ในการปราบปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาในพื้นที่กรุงเทพมหานคร โดยความร่วมมือระหว่างกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) และกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ เมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2569 สามารถจับกุมผู้กระทำผิดและตรวจยึดสินค้าละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาได้กว่า 48,000 รายการ ซึ่งเป็นสินค้าปลอมเครื่องหมายการค้าแบรนด์ดัง อาทิ Louis Vuitton, Dior, Chanel, Celine, Versace, Gucci, Hermes, Loewe และ Prada เป็นต้น ส่วนใหญ่เป็นสินค้าประเภทรองเท้า (26,620 รายการ) เสื้อผ้า (17,777 รายการ) กระเป๋า (2,464 รายการ) รวมมูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจกว่า 500 ล้านบาท ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างดำเนินคดีตามกฎหมาย และเตรียมขยายผลไปสู่การจับกุมแหล่งผลิต แหล่งกระจายสินค้า รวมถึงเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง เพื่อปิดช่องทางการกระทำผิดและดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิดอย่างถึงที่สุด

 

ทั้งนี้ ผลการปราบปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาในภาพรวมปี 2568 กรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ ร่วมกับ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) และกรมศุลกากร สามารถจับกุมผู้กระทำความผิดทั่วประเทศ 1,180 คดี ยึดของกลางได้กว่า 3.5 ล้านชิ้น คิดเป็นมูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจ 1,175 ล้านบาท โดยเมื่อเทียบกับปี 2567 พบว่าจำนวนของกลางมีปริมาณเพิ่มขึ้นร้อยละ 24 และ

ความเสียหายเพิ่มขึ้นร้อยละ 64 ขณะที่ในช่วง 2 เดือนแรกของปี 2569 ทั้ง 4 หน่วยงานได้ยกระดับมาตรการปราบปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาเชิงรุกอย่างต่อเนื่อง สามารถจับกุมคดีละเมิดฯ รวม 118 คดี

ยึดของกลางรวม 390,000 ชิ้น คิดเป็นมูลค่าความเสียหายรวม 92 ล้านบาท

 









ปลัดกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า การบูรณาการความร่วมมือระหว่างกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงยุติธรรม และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ถือเป็นกลไกสำคัญในการวางรากฐานการปราบปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาในระยะยาว โดยมุ่งเน้นการปกป้องผู้บริโภคจากสินค้าที่ไม่ได้มาตรฐาน การคุ้มครองดูแลเจ้าของสิทธิและผู้ประกอบการที่ดำเนินธุรกิจอย่างถูกกฎหมาย รวมทั้งสร้างสภาพแวดล้อมทางการค้าที่โปร่งใส เป็นธรรม โดยทุกหน่วยงานจะเดินหน้าทำงานเชิงรุกอย่างต่อเนื่อง พร้อมเร่งประสานความร่วมมือกับหน่วยงานทั้งในและต่างประเทศ เพื่อกวาดล้างและตัดวงจรการกระทำผิด โดยเฉพาะผู้กระทำความผิดรายใหญ่และเครือข่ายข้ามชาติ ควบคู่กับการประสานความร่วมมือกับแพลตฟอร์มออนไลน์ในการระงับการจำหน่ายสินค้าละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาในตลาดดิจิทัล นอกจากนี้ ยังให้ความสำคัญกับการสร้างความตระหนักรู้แก่ผู้ประกอบการและประชาชน เพื่อปลูกจิตสำนึกในการเคารพสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญา สร้างแรงจูงใจ

ในการเลือกใช้สินค้าที่ถูกกฎหมาย และไม่สนับสนุนสินค้าละเมิดในทุกรูปแบบในระยะยาว

 

การละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาถือเป็นภัยคุกคามความมั่นคงทางเศรษฐกิจ และส่งผลกระทบโดยตรงต่อผู้ผลิตและผู้บริโภค ตลอดจนทำลายความสามารถในการแข่งขันของประเทศเป็นอย่างมาก โดยที่ผ่านมาประเทศไทยยังคงถูกจับตามองจากประเทศคู่ค้าสำคัญ โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกา ที่หยิบยกประเด็นการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญามาเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญในการดำเนินนโยบายด้านการค้า ทั้งนี้ ตามรายงาน Notorious Markets ประจำปี 2568 ของสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) แม้ไม่ปรากฏรายชื่อตลาดออนไลน์ของไทย แต่ยังคงระบุรายชื่อศูนย์การค้าในกรุงเทพมหานครอยู่ในกลุ่มตลาดที่มีการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาสูง อย่างไรก็ดี ในรายงานดังกล่าว USTR ได้สะท้อนถึงความก้าวหน้าในการปราบปรามการละเมิดฯ ของไทย โดยเฉพาะการบูรณาการความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน ในการยกระดับมาตรการบังคับใช้กฎหมายและกดดันผู้กระทำละเมิดอย่างเข้มงวดต่อเนื่อง ซึ่งเป็นสัญญาณสำคัญต่อการประเมินสถานะการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาของไทยในระยะต่อไป

 





นายวุฒิไกรฯ ย้ำว่า รัฐบาลมีเป้าหมายชัดเจนในการยกระดับประเทศไทยให้เป็นประเทศที่มีระบบคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาที่เข้มแข็ง สอดรับกับมาตรฐานสากล และเป็นหมุดหมายของการค้าการลงทุนที่ให้ความสำคัญกับความคิดสร้างสรรค์ นวัตกรรม ทรัพย์สินทางปัญญา และเคารพกฎกติกาทางการค้าที่เป็นธรรม ทั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์ขอขอบคุณกระทรวงยุติธรรม หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และภาคเอกชน ที่ร่วมกันขับเคลื่อนการแก้ปัญหาการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาอย่างจริงจัง พร้อมเชิญชวนประชาชนร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการไม่ซื้อ ไม่ใช้ และไม่สนับสนุนสินค้าละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา เพื่อร่วมสร้างระบบนิเวศทรัพย์สินทางปัญญาที่เอื้อต่อการค้าการลงทุน และขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืนต่อไป

 

--------------------------

“พาณิชย์” ลุยลดค่าครองชีพประชาชน-ช่วยผู้ประกอบการ ยกทัพสินค้าราคาประหยัดจำหน่ายสินค้าราคาประหยัดให้พี่น้องชาวกาญจนบุรีในงาน “มหกรรมธงฟ้าขับเคลื่อนเศรษฐกิจภูมิภาค”

 “พาณิชย์” ลุยลดค่าครองชีพประชาชน-ช่วยผู้ประกอบการ ยกทัพสินค้าราคาประหยัดจำหน่ายสินค้าราคาประหยัดให้พี่น้องชาวกาญจนบุรีในงาน “มหกรรมธงฟ้าขับเคลื่อนเศรษฐกิจภูมิภาค”


พาณิชย์” จัดงาน “มหกรรมธงฟ้าขับเคลื่อนเศรษฐกิจภูมิภาค” นำสินค้าอุปโภคบริโภค 10 หมวด กว่า 1,000 รายการ ลดสูงสุด 60% และยังมีสินค้าไฮไลท์ ทั้งไข่ไก่ น้ำตาลทราย น้ำมันปาล์ม ข้าวหอมมะลิ 100% มาจำหน่ายให้กับพี่น้องประชาชน เพื่อช่วยลดภาระค่าครองชีพ และเพิ่มทางเลือกในการซื้อสินค้า และเชื่อมโยงจากเกษตรกรที่ประสบปัญหาราคาตกต่ำจากภาวะสินค้าล้นตลาด  มาจำหน่ายในงาน

 นายจิรวุฒิ สุวรรณอาจ รองอธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า กรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ ได้ดำเนินการสนับสนุนนโยบายในการให้ความสำคัญกับการลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ ขยายโอกาส เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจภายในประเทศและช่วยเหลือลดค่าครองชีพให้แก่ประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ส่งผลต่อเศรษฐกิจที่ผันผวนด้านพลังงานและเศรษฐกิจโลก และมีผลกระทบโดยตรงกับประเทศไทย โดยเฉพาะราคาน้ำมันที่เป็นต้นทุนหลักในการผลิต ทำให้เกิดผลกระทบต่อภาคเกษตร อุตสาหกรรมการผลิต และการขนส่ง ส่งผลให้ราคาสินค้าอุปโภคบริโภคมีการปรับตัวสูงขึ้น โดยเฉพาะสินค้าที่จำเป็นต่อการครองชีพ เช่น ไข่ไก่ ข้าวสาร เนื้อสัตว์ บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป สินค้าอุปโภคบริโภค เป็นต้น จึงได้กำหนดแนวทางการทำงานให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรมในดูแลค่าครองชีพประชาชน โดยจัดงานจำหน่ายสินค้าราคาประหยัด ระหว่างวันที่ 23 – 25 มีนาคม 2569 ณ สนามด้านข้างสำนักงานองค์การบริหารส่วนจังหวัดกาญจนบุรี อ.เมือง จ.กาญจนบุรี โดยได้รับความร่วมมือจากผู้ผลิต/กลุ่มเกษตรกร/กลุ่มวิสาหกิจชุมชน เครือข่ายธุรกิจ ผู้ประกอบการรายกลางและรายย่อย (SMEs) นำสินค้าอุปโภคบริโภคมาจำหน่ายรวม 10 หมวด กว่า 1,000 รายการ ลดสูงสุด 60% อาทิ บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ปลากระป๋อง ซอสปรุงรส น้ำยาซักผ้า ของใช้ประจำวัน เครื่องครัว เครื่องใช้ไฟฟ้า เครื่องแต่งกาย สินค้าชุมชน เป็นต้น 


ทั้งนี้ ภายในงานยังมีการจำหน่ายสินค้าไฮไลท์ สินค้าผักและผลไม้ที่เชื่อมโยงจากกลุ่มเกษตรกร ในราคาพิเศษทุกวัน อาทิ ไข่ไก่เบอร์ M แผงละ 80 บาท น้ำตาลทราย กิโลกรัมละ 20 บาท น้ำมันพืชปาล์ม ขวดละ 35 บาท 



ข้าวหอมมะลิ 100% (5 กก.) ถุงละ 100 บาท นอกจากนั้น ยังเชื่อมโยงจากกลุ่มเกษตรกร มะพร้าว ลูกละ 10 บาท กะล่ำปลี กิโลกรัมละ 10 บาท และมะนาวแป้น ลูกละ 3 บาท (7 ลูก 100 บาท) มาภายในงานได้อีกด้วย

 “ขอเชิญชวนพี่น้องประชาชนชาวกาญจนบุรี มาเลือกซื้อสินค้าในโครงการนี้ ซึ่งเป็นสินค้าคุณภาพและราคาประหยัดที่ทางกระทรวงพาณิชย์ได้เลือกสรรมาให้ท่าน ทั้งสินค้าที่จำเป็นต่อการครองชีพครบถ้วน ของกินของใช้ สินค้าชุมชน และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะช่วยลดภาระค่าครองชีพให้กับพี่น้องประชาชนได้ตามเป้าหมาย” นายจิรวุฒิ กล่าว


กรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ได้ดำเนินการตามนโยบายของรัฐบาลและจะเดินหน้าจัดงานมหกรรมธงฟ้าขับเคลื่อนเศรษฐกิจภูมิภาคอีก 11 ครั้ง ทั่วประเทศ ซึ่งเป็นกิจกรรมหนึ่งในการช่วยบรรเทาความเดือดร้อนและลดภาระค่าครองชีพให้กับประชาชน และยังเป็นการเพิ่มช่องทางการจำหน่ายสินค้าให้แก่ผู้ประกอบการ ห้าง เกษตรกร SMEs วิสาหกิจชุมชน ทำให้ประชาชนมีทางเลือกในการจับจ่ายใช้สอย ผู้ประกอบการมีช่องทางในการจำหน่ายสินค้า เพื่อกระตุ้นและสร้างความเข้มแข็งให้กับระบบเศรษฐกิจฐานรากของประเทศด้วย


*****************************

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ทุ่มงบฯ กว่า 7 แสนบาท ขยายโอกาส สร้างอาชีพ สร้างชีวิตอย่างเท่าเทียมแก่ชาวชลบุรี นนทบุรี และกรุงเทพฯ มอบอุปกรณ์ประกอบอาชีพแก่สตรี บุรุษ พ่อเลี้ยงเดี่ยว หรือผู้ที่มีความหลากหลายทางเพศ พร้อมมอบวีลแชร์แก่ผู้พิการรวม 20 คัน และนำหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ออกบริการฟรีแก่ชาวชลบุรี

 มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ทุ่มงบฯ กว่า 7 แสนบาท ขยายโอกาส สร้างอาชีพ สร้างชีวิตอย่างเท่าเทียมแก่ชาวชลบุรี นนทบุรี และกรุงเทพฯ มอบอุปกรณ์ประกอบอาชีพแก่สตรี บุรุษ พ่อเลี้ยงเดี่ยว หรือผู้ที่มีความหลากหลายทางเพศ พร้อมมอบวีลแชร์แก่ผู้พิการรวม 20 คัน และนำหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ออกบริการฟรีแก่ชาวชลบุรี  










เมื่อวันอังคารที่ 17 และ 24 มีนาคม พ.ศ. 2569 มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง นำโดย นางศิริพร กระจ่างหล้า ผู้จัดการฝ่ายสังคมสงเคราะห์ พร้อมด้วย นางสาวศุภรัตน์ สมบัติเจริญไทย รักษาการผู้ช่วยผู้จัดการฝ่ายสังคมสงเคราะห์และหัวหน้าแผนกส่งเสริมการศึกษาและอาชีพ  นางสาวเนาวรัตน์ วรรณศิริ หัวหน้าแผนกหน่วยแพทย์สงเคราะห์ชุมชน และนายพิทักษ์พนธ์ ถูกจิตต์ รักษาการผู้ช่วยหัวหน้าแผนกส่งเสริมการศึกษาและอาชีพ นำทีมเจ้าหน้าที่แผนกส่งเสริมการศึกษาและอาชีพ ลงพื้นที่จังหวัดชลบุรี และนนทบุรี  มอบวัสดุอุปกรณ์ประกอบอาชีพ แก่ สตรี บุรุษ พ่อเลี้ยงเดี่ยว หรือผู้ที่มีความหลากหลายทางเพศ ที่มีความรู้และความสามารถ ฐานะยากจน ขาดแคลนวัสดุอุปกรณ์ในการประกอบอาชีพ แก่ชาวชลบุรี นนทบุรี และกรุงเทพฯ รวมจำนวน 34 คน คิดเป็นมูลค่า 664,560 บาท พร้อมมอบรถเข็นวีลแชร์แก่ผู้พิการ รวม 20 คัน คิดเป็นมูลค่า 60,000 บาท รวมงบประมาณในการดำเนินการทั้ง 3 จังหวัดทั้งสิ้น 724,560 บาท (เจ็ดแสนสองหมื่นสี่พันห้าร้อยหกสิบบาทถ้วน) นอกจากนี้ มูลนิธิฯ ยังได้จัดหน่วยแพทย์สงเคราะห์ชุมชน นำทีมแพทย์อาสาฯ เจ้าหน้าที่หน่วยแพทย์ และอาสาสมัคร ออกหน่วยให้บริการประชาชนฟรี อาทิ บริการตรวจรักษาโรคทั่วไป แจกแว่นสายตา บริการตัดผมชาย-หญิง และบริการทันตกรรม แก่ประชาชนในพื้นที่จังหวัดชลบุรี  โดยมี นายฐานวัฒน์ พรนิธิดลวัฒน์ ผู้อำนวยการกองคุ้มครองและพัฒนาอาชีพ นางศิริกานต์ ชาวห้วยหมาก นักพัฒนาสังคมชำนาญการพิเศษ รักษาการในตำแหน่งผู้อำนวยการศูนย์เรียนรู้การพัฒนาสตรีและครอบครัวภาคกลาง จังหวัดนนทบุรี และนางอภิรดี สุสุทธิ ผู้อำนวยการสถานคุ้มครองและพัฒนาอาชีพ      

บ้านเกร็ดตระการ กรุงเทพมหานคร ร่วมในพิธี ณ ศูนย์เรียนรู้การพัฒนาสตรีและครอบครัวภาคกลาง จังหวัดนนทบุรี และนางรินทร์ปภัส เรืองเชาว์หิรัณ นักพัฒนาสังคมชำนาญ การ รักษาการในตำแหน่ง ผู้อำนวยการศูนย์เรียนรู้ การพัฒนาสตรีและครอบครัวเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระเทพฯ 36 พรรษา จังหวัดชลบุรี ร่วมในพิธี ณ ศูนย์เรียนรู้การพัฒนาสตรีและครอบครัวเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเทพฯ 36 พรรษา จังหวัดชลบุรี





นางศิริพร กระจ่างหล้า ผู้จัดการฝ่ายสังคมสงเคราะห์ เปิดเผยว่า โครงการ ส่งเสริมอาชีพเพื่อสตรีและครอบครัว มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง มีวัตถุประสงค์เพื่อมอบวัสดุอุปกรณ์ประกอบอาชีพ แก่ สตรี บุรุษ พ่อเลี้ยงเดี่ยว ผู้ด้อยโอกาสทางสังคม หรือผู้ที่มีความหลากหลายทางเพศ ที่มีความรู้และความสามารถ ขาดแคลนวัสดุอุปกรณ์ในการประกอบอาชีพ โดยได้รับความร่วมมือจากศูนย์เรียนรู้การพัฒนาสตรีและครอบครัวและสถานคุ้มครองและพัฒนาอาชีพ จำนวน 12 แห่ง ได้แก่ กรุงเทพมหานคร นนทบุรี ชลบุรี สงขลา สุราษฎร์ธานี นครราชสีมา ศรีสะเกษ ขอนแก่น ลำพูน ลำปาง เชียงราย และพิษณุโลก โดยการคัดกรองผู้ที่ผ่านการฝึกอบรม เสริมทักษะอาชีพ ส่งมาให้มูลนิธิฯ พิจารณาตามเกณฑ์ที่กำหนดไว้ โดยมูลนิธิฯ หวังเป็นอย่างยิ่งว่า การดำเนินการโครงการดังกล่าวนี้ จะมีส่วนสนับสนุน ช่วยสร้างอาชีพ สร้างรายได้ เลี้ยงตนเองและครอบครัว ลดปัญหาความเหลื่อมล้ำในสังคม สร้างความสุขสู่ครอบครัว ชุมชน สังคม และประเทศชาติอย่างยั่งยืนต่อไป 



ตลอดระยะเวลากว่า 116 ปี ที่มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้ขยายขอบข่ายโครงการต่าง ๆ ออกไปอย่างกว้างขวาง ไม่เพียงแต่บำบัดทุกข์ บำรุงสุข แก่ผู้ตกทุกข์ได้ยากโดยไม่จำกัดเชื้อชาติ ศาสนา เท่านั้น แต่ยังได้พัฒนาคุณภาพชีวิตอีกในหลายทาง เพื่อเป็นองค์กรสาธารณกุศลที่ช่วยเหลือประชาชนครบวงจรในทุกๆ ด้าน ต่อไป ดังปณิธาน “มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ช่วยชีวิต รักษาชีวิต สร้างชีวิต” 



ติดตามข่าวสารกิจกรรม การช่วยเหลือของมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้ที่ เฟซบุ๊ก แฟนเพจwww.facebook.com/atpohtecktung หรือดูรายละเอียดช่องทางที่สะดวกได้ที่ https://linktr.ee/pohtecktung 

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ช่วยชีวิต รักษาชีวิต สร้างชีวิต” 

#แอปพลิเคชัน และ #สายด่วน ป่อเต็กตึ๊ง1418 

#ช่วยจริงอุ่นใจแม้ในนาทีฉุกเฉิน #แอปพลิเคชัน และ #สายด่วนป่อเต็กตึ๊ง1418

ปรมาณูเพื่อสันติ กระทรวง อว. เดินหน้าพัฒนา “นิติวิทยาศาสตร์นิวเคลียร์” ยกระดับการสืบสวนเหตุทางรังสี เสริมความมั่นคงปลอดภัยของประเทศ

  ปรมาณูเพื่อสันติ กระทรวง อว. เดินหน้าพัฒนา “นิติวิทยาศาสตร์นิวเคลียร์” ยกระดับการสืบสวนเหตุทางรังสี เสริมความมั่นคงปลอดภัยของประเทศ 24 มีน...