วันเสาร์ที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569

ปิดฉาก OEC Hackathon#2 ทีม "Fireworks" วารีเชียงใหม่คว้าแชมป์ รับโล่พระราชทานสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี

 ปิดฉาก OEC Hackathon#2 ทีม "Fireworks" วารีเชียงใหม่คว้าแชมป์ รับโล่พระราชทานสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี


วันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2569 รศ.ดร.ประวิต เอราวรรณ์ เลขาธิการสภาการศึกษา เป็นประธานในพิธีปิดการแข่งขัน OEC Hackathon ครั้งที่ 2: Hack my Hometown คิด สร้าง เปลี่ยน ชุมชนเข้มแข็งอย่างยั่งยืน โดยมี นายสุรพงษ์ เอิมอุทัย ผู้ตรวจราชการกระทรวงศึกษาธิการ นายชัยพัฒน์ พันธุ์วัฒนสกุล รองเลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน ดร.สุภชัย จันปุ่ม รองเลขาธิการสภาการศึกษา นางอำภา พรหมวาทย์ ที่ปรึกษาด้านนโยบายและแผนการศึกษา ดร. รุ่งนภา จิตรโรจนรักษ์ ที่ปรึกษาด้านวิจัยและประเมินผลการศึกษา ผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้แทนหน่วยงานด้านการศึกษา ทีม Hackathon Thailand พร้อมด้วยนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลายและปวช. ที่ผ่านเข้ารอบสุดท้าย 10 ทีม เข้าร่วมงาน ณ โรงแรมริเวอร์ไรน์เพลส โฮเทล แอนด์ เรสซิเดนซ์ จังหวัดนนทบุรี 


รศ.ดร.ประวิต กล่าวว่า กิจกรรม OEC Hackathon ของ สกศ. ได้เปิดรับสมัครผู้เข้าร่วมทั่วประเทศ เพื่อเสริมสร้างชุดทักษะที่จำเป็น  (Essential Skills Set) ให้เยาวชนไทย ในปีนี้เป็นการค้นหาทีมนักเรียนที่มีนวัตกรรมไอเดียสร้างชุมชนแข้งเข็งอย่างยั่งยืน ซึ่งมีนักเรียนจากทั่วประเทศเข้าร่วมแข่งขัน 614 ทีม และผ่านการคัดเลือกอย่างเข้มข้นจนเหลือ 10 ทีมสุดท้าย เชื่อมั่นว่าหลังจากนี้ผู้เข้าร่วมกิจกรรมจะสามารถก้าวเดินได้อย่างมั่นคง และสร้างผลกระทบต่อสาธารณะแบบพายุหมุนในวงกว้างได้ต่อไป



10 ทีมที่ผ่านเข้ารอบได้นำเสนอผลงาน พร้อมฟังมุมมองและข้อเสนอแนะจากกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ได้แก่ ดร.อุดม วงษ์สิงห์ กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา คุณปัทมาวดี พัวพรหมยอด สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) คุณโยโกะ เตรูย่า มูลนิธิ Starfish Education ดร.แบ๊งค์ งามอรุณโชติ สถาบันนโยบายวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมดร.นครินทร์ อมเรศ ธนาคารแห่งประเทศไทย ผศ.ดรนิวัฒน์ ศรีสวัสดิ์ สมาคมการศึกษาดิจิทัลและวิศวกรรมการเรียนรู้ และผศ.ดร.เกียรติอนันต์ ล้วนแก้ว คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ทีมที่คว้ารางวัลชนะเลิศ OEC และรับโล่พระราชทานสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พร้อมเงินรางวัลมูลค่า 10,000 บาท และเกียรติบัตร ได้แก่ ทีมFireWork จากโรงเรียนวารีเชียงใหม่ กับโครงการระบบเฝ้าระวังไฟป่าอัจฉริยะบนพื้นที่เสี่ยงด้วยข้อมูลดาวเทียม และ LLM เพื่อวิเคราะห์การแพร่กระจายและแจ้งเตือนผ่าน social media สมาชิกในทีมประกอบด้วย นายสัญญา ฉอ้อนโฉม ครูประจำทีมนายหลี่เจิ้นหยี่ ลี  นายณัฏฐ์พัฒน์ คงศิริวรกูล  นายสธนธร สมสอน และนายญาณันธร หมื่นโฮ้ง


รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 รับโล่รางวัลสำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา พร้อมเงินรางวัล 7,000 บาท และเกียรติบัตร ได้แก่ ทีมหนองหม้อ FC จากโรงเรียนวิทยาศาสตร์จุฬาภรณราชวิทยาลัย นครศรีธรรมราช กับโครงการ AN AI AUTONOMUOS ROBOT FOR DETECTING DISEASE IN COFFEE LEAF และรางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 รับโล่รางวัลสำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา พร้อมเงินรางวัล 4,000 บาท และเกียรติบัตร ได้แก่ ทีมGoTogether จากโรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กับโครงการ Umami Spoon การพัฒนาช้อนเพื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคโซเดียม 

ผู้สนใจสามารถติดตามการถ่ายทอดสด (live) ย้อนหลังผ่านช่องทาง Facebook และ Youtube “สภาการศึกษา”  ได้ที่

https://www.facebook.com/share/v/189Tofd8wo/ 

https://www.youtube.com/live/5r6RykCrgUQ?si=mfrNeyHJAzR309

สพพ. ร่วมพิธีธรรมสวดพระอภิธรรมพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

 สพพ. ร่วมพิธีธรรมสวดพระอภิธรรมพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง


นายพีรเมศร์ วุฒิธรเนติรักษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานความร่วมมือพัฒนาเศรษฐกิจกับประเทศเพื่อนบ้าน (องค์การมหาชน) (สพพ.) พร้อมด้วย พันเอกศรัณยู วิริยเวชกุล และนายกีรติ เวฬุวัน รองผู้อำนวยการ ได้เข้าร่วมพิธีธรรมสวดพระอภิธรรมพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ในการนี้ กระทรวงการคลังได้รับเกียรติเป็นเจ้าภาพในการประกอบพิธี เพื่อแสดงถึงความจงรักภักดีและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ โดยมีนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธานในพิธีนำคณะผู้บริหารระดับสูงและหน่วยงานภายใต้สังกัดกระทรวงการคลัง เข้าร่วมประกอบพิธีอย่างพร้อมเพรียงกัน ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง เมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2569

สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จเยี่ยม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา น่าน ทอดพระเนตรผลงานนวัตกรรมและศูนย์วนเกษตร–พฤกษเภสัช ยกระดับเศรษฐกิจฐานรากควบคู่การฟื้นฟูป่าต้นน้ำน่าน

 สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จเยี่ยม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา น่าน ทอดพระเนตรผลงานนวัตกรรมและศูนย์วนเกษตร–พฤกษเภสัช ยกระดับเศรษฐกิจฐานรากควบคู่การฟื้นฟูป่าต้นน้ำน่าน


  เมื่อวันที่​  5​ กุมภาพันธ์​  2569​  สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินไปยังมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา น่าน เพื่อทอดพระเนตรการดำเนินงานด้านวิชาการ วิจัย และนวัตกรรมของมหาวิทยาลัย ที่มุ่งบูรณาการองค์ความรู้ เทคโนโลยี และการพัฒนาที่ยั่งยืน เพื่อยกระดับเศรษฐกิจฐานรากควบคู่กับการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ

 


ในการนี้ เสด็จทอดพระเนตรบูธนิทรรศการผลงานเด่นของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา น่าน ซึ่งจัดแสดงนวัตกรรมและผลงานวิจัยที่สะท้อนอัตลักษณ์ท้องถิ่นควบคู่เทคโนโลยีสมัยใหม่ จากนั้น เสด็จทอดพระเนตร ศูนย์วนเกษตร–พฤกษเภสัช ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่าง มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา และ สถาบันเค อะโกร อินโนเวท ภายใต้มูลนิธิกสิกรไทย บนพื้นที่กว่า ๓๓ ไร่ ที่รวบรวมองค์ความรู้ด้านเภสัช พฤกษเภสัช วนเกษตร การวิจัยนวัตกรรม และเทคโนโลยีการสกัดจากพันธมิตรทุกภาคส่วน ก่อนนำมาบูรณาการและถ่ายทอดสู่เกษตรกรและชุมชน

 


ทั้งนี้ แนวคิดของศูนย์วนเกษตร–พฤกษเภสัช มุ่งสร้างเศรษฐกิจรูปแบบใหม่ควบคู่กับการฟื้นคืนป่าต้นน้ำน่าน ผ่านการปลูกพืชยาภายใต้ป่า การสกัดนำสารสำคัญออกฤทธิ์ทางยาจากธรรมชาติมาแปรรูป เพิ่มมูลค่าด้วยอุตสาหกรรม และผลักดันนวัตกรรมสู่ระดับสากล เป็นการสร้างห่วงโซ่คุณค่าอย่างครบวงจรตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ภายใต้แนวคิด “ป่า–สู่–ยา (Forest-to-Pharmacy)”

 



โอกาสนี้ เสด็จทอดพระเนตรนิทรรศการในส่วนต้นน้ำการปลูกพืชยาใต้ป่า จากนั้นเสด็จประทับรถรางผ่าน “ป่าร้อยรักษ์” ซึ่งเป็นพื้นที่ต้นแบบของการปลูกพืชยาควบคู่การฟื้นฟูป่าบนพื้นที่ ๑ ไร่ ก่อนเสด็จทอดพระเนตร อาคารศูนย์นวัตกรรมพฤกษเภสัช เพื่อชมหน่วยวิเคราะห์และรับรองมาตรฐาน รวมถึงหน่วยสกัดสารสำคัญออกฤทธิ์พฤกษเภสัช ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการควบคุมคุณภาพ สร้างมาตรฐาน และเพิ่มมูลค่าให้กับพืชยาของจังหวัดน่าน รวมถึงช่วยพัฒนาพื้นที่ป่าต้นน้ำน่านให้เป็นต้นแบบของการยกระดับเศรษฐกิจฐานรากควบคู่กับการฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน

 

โดยมีเป้าหมายสูงสุด คือให้ “คนอยู่ได้ ป่าอยู่รอด และเศรษฐกิจเติบโต” อย่างสมดุลและมั่นคงในจังหวัดน่าน

วันศุกร์ที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569

กสม. ตรวจสอบกรณีโรงเรียนสังกัด กทม. บังคับให้นักเรียนที่มีพฤติกรรมลักขโมยลาออก ชี้เป็นการลงโทษเกินกฎหมายบัญญัติ ย้ำความรับผิดชอบในการจัดการศึกษาและปรับเปลี่ยนพฤติกรรมผู้เรียน

 กสม. ตรวจสอบกรณีโรงเรียนสังกัด กทม. บังคับให้นักเรียนที่มีพฤติกรรมลักขโมยลาออก ชี้เป็นการลงโทษเกินกฎหมายบัญญัติ ย้ำความรับผิดชอบในการจัดการศึกษาและปรับเปลี่ยนพฤติกรรมผู้เรียน

นายภาณุวัฒน์  ทองสุข รองเลขาธิการคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เปิดเผยว่า คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ได้รับเรื่องร้องเรียนเมื่อเดือนสิงหาคม 2568 ระบุว่า โรงเรียนสังกัดกรุงเทพมหานครแห่งหนึ่ง (ผู้ถูกร้อง) ลงโทษเด็กหญิง ก. (นามสมมติ) นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ด้วยการบังคับให้ออกจากโรงเรียน โดยย้ายโรงเรียนหรือให้ลาออก เนื่องจากมีพฤติกรรมลักขโมย จึงขอให้ตรวจสอบ

ในเบื้องต้น กสม. พิจารณาแล้วเห็นว่า เพื่อคุ้มครองสิทธิเด็กอันเกี่ยวเนื่องกับสิทธิทางการศึกษาในระหว่างการตรวจสอบ จึงได้ประสานการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้เด็กหญิง ก. ได้รับการศึกษาต่อจนสำเร็จการศึกษาภาคบังคับ โดยเมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2568 โรงเรียนได้รับเด็กหญิง ก. กลับเข้าเรียนในรูปแบบการเรียนรู้ที่ยืดหยุ่น ผ่านเอกสาร หนังสือเรียน และการเข้าสอบวัดผลตามที่กำหนด เพื่อให้สามารถสำเร็จการศึกษาภาคบังคับพร้อมกับเพื่อนนักเรียนคนอื่น ๆ ทั้งนี้ เป็นไปตามความประสงค์ของเด็กหญิง ก. ขณะเดียวกันโรงเรียนผู้ถูกร้องได้ประสานส่งต่อเด็กหญิง ก. ให้ศูนย์บริการสาธารณสุขที่ 61 สังวาลย์ ทัสนารมย์ สำนักอนามัย กรุงเทพมหานคร ดูแลด้านการรักษา บำบัด และฟื้นฟูพฤติกรรม เพื่อส่งเสริมการปรับตัวและการอยู่ร่วมกับสังคมอย่างเหมาะสม 


ในการตรวจสอบ กสม. ได้พิจารณาข้อเท็จจริงจากทุกฝ่าย หลักกฎหมาย และหลักสิทธิมนุษยชนที่เกี่ยวข้องแล้วเห็นว่า พระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546 บัญญัติให้การปฏิบัติต่อเด็กในทุกกรณีต้องคำนึงถึงประโยชน์สูงสุดของเด็กเป็นสำคัญและไม่ให้มีการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรม ขณะที่ระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยการลงโทษนักเรียนและนักศึกษา พ.ศ. 2548 และที่แก้ไขเพิ่มเติม กำหนดว่าการลงโทษนักเรียนที่กระทำความผิดเพื่อการอบรมสั่งสอน มี 4 สถาน ได้แก่ ว่ากล่าวตักเตือน ทำทัณฑ์บน ตัดคะแนนความประพฤติ และทำกิจกรรมเพื่อให้ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม โดยต้องไม่ใช้ความรุนแรง การกลั่นแกล้ง หรือการลงโทษด้วยอารมณ์ และต้องคำนึงถึงอายุของนักเรียนและความร้ายแรงของพฤติการณ์เป็นสำคัญ โดยยึดประโยชน์สูงสุดของเด็กเป็นหลักในการดำเนินการทุกประการ

ข้อเท็จจริงจากการตรวจสอบรับฟังได้ว่า เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2568 เด็กหญิง ก. มีพฤติกรรมลักขโมยขนมภายในสหกรณ์ของโรงเรียน โรงเรียนจึงได้ประสานผู้ปกครองเพื่อหารือแนวทางปรับเปลี่ยนพฤติกรรม และสะท้อนความกังวลเกี่ยวกับพฤติกรรมที่เกิดขึ้นซ้ำ ซึ่งส่งผลต่อความรู้สึกและความปลอดภัยทางทรัพย์สินของนักเรียนคนอื่น จึงได้เสนอแนวทางการศึกษาทางเลือกที่เหมาะสม โดยได้แนะนำการย้ายสถานศึกษา หรือการศึกษานอกระบบตามความเหมาะสม แต่ผู้ปกครองได้ขอโอกาสให้นักเรียนกลับเข้าเรียน โดยเสนอเงินประกันความเสียหายหากเกิดกรณีลักขโมยอีกเป็นเงิน 5,000 บาท อย่างไรก็ตาม โรงเรียนพิจารณาแล้วเห็นว่า นอกจากประเด็นความเสียหายทางทรัพย์สิน ยังต้องคำนึงถึงผลกระทบด้านจิตใจและความรู้สึกของนักเรียนโดยรวมเป็นสำคัญ จึงยังคงยืนยันแนวทางการศึกษาทางเลือกดังกล่าว


กสม. พิจารณาแล้วเห็นว่า แม้การกระทำของเด็กหญิง ก. เข้าข่ายเป็นการกระทำผิดวินัยนักเรียน แต่โรงเรียนก็สามารถลงโทษนักเรียนที่กระทำผิดได้ 4 สถาน ตามระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยการลงโทษนักเรียนฯ เท่านั้น ดังนั้น การที่ผู้ถูกร้องลงโทษด้วยการบังคับให้ออกจากโรงเรียน โดยให้ผู้ปกครองย้ายโรงเรียนให้เด็กหญิง ก. หรือให้ลาออก จึงเป็นการลงโทษที่ไม่ได้เป็นไปตามระเบียบกระทรวงศึกษาธิการดังกล่าว และเป็นการปฏิเสธหน้าที่ความรับผิดชอบในการจัดการศึกษาตามหลักการและแนวทางการจัดการศึกษาตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 ที่ถือว่าผู้เรียนมีความสำคัญที่สุด สามารถเรียนรู้และพัฒนาตนเองได้ และยังเป็นการผลักภาระหน้าที่และความรับผิดชอบในการปรับเปลี่ยนความประพฤติของเด็กหญิง ก. ไปให้โรงเรียนอื่น ทั้งที่ระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนกำหนดให้ผู้ถูกร้องสามารถส่งต่อนักเรียนที่มีปัญหาพฤติกรรมไปยังผู้เชี่ยวชาญภายนอก หากผู้ถูกร้องเห็นว่าเกินศักยภาพที่จะปรับเปลี่ยนพฤติกรรม จึงรับฟังได้ว่า การดำเนินการของโรงเรียนผู้ถูกร้องทำให้เด็กหญิง ก. หลุดจากระบบการศึกษา โดยไม่คำนึงถึงประโยชน์สูงสุดของเด็ก เป็นการกระทำหรือละเลยการกระทำอันเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน อย่างไรก็ตาม ในชั้นประสานการคุ้มครองสิทธิมนุษยชน โรงเรียนได้รับเด็กหญิง ก. กลับเข้าเรียนแล้วภายใต้รูปแบบการเรียนรู้ที่ยืดหยุ่น จึงเป็นกรณีตามมาตรา 39 (5) ประกอบมาตรา 39 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ พ.ศ. 2560 ซึ่งบัญญัติให้ กสม. สั่งยุติเรื่อง หากเป็นเรื่องที่มีการแก้ไขปัญหาอย่างเหมาะสมแล้ว


อย่างไรก็ดี กสม. ในคราวประชุมด้านการคุ้มครองและส่งเสริมสิทธิมนุษยชน เมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2569 ได้มีมติให้มีข้อเสนอแนะในการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนไปยังโรงเรียนผู้ถูกร้องให้ทำความเข้าใจกับครูและบุคลากรทางการศึกษาเกี่ยวกับการลงโทษนักเรียนให้เป็นไปตามระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยการลงโทษนักเรียนและนักศึกษา พ.ศ. 2548 และปฏิบัติตามคู่มือการดูแลช่วยเหลือนักเรียนเพื่อคุ้มครองเด็ก โรงเรียนสังกัดกรุงเทพมหานครอย่างเคร่งครัด


นอกจากนี้ ให้สำนักการศึกษา กรุงเทพมหานคร สื่อสารทำความเข้าใจกับโรงเรียนในสังกัดเกี่ยวกับการลงโทษนักเรียนให้เป็นไปตามระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยการลงโทษนักเรียนฯ และกำชับให้ปฏิบัติตามคู่มือการดูแลช่วยเหลือนักเรียนเพื่อคุ้มครองเด็ก โรงเรียนสังกัดกรุงเทพมหานครอย่างเคร่งครัดด้วย

กสม. เผยการดำเนินคดีสลายการชุมนุมที่ตากใบล่าช้าจนหมดอายุความ เป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน แนะแก้ไขประมวลกฎหมายอาญาให้คดีร้ายแรงที่เจ้าหน้าที่รัฐกระทำผิดไม่มีวันสิ้นอายุความ

 กสม. เผยการดำเนินคดีสลายการชุมนุมที่ตากใบล่าช้าจนหมดอายุความ เป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน แนะแก้ไขประมวลกฎหมายอาญาให้คดีร้ายแรงที่เจ้าหน้าที่รัฐกระทำผิดไม่มีวันสิ้นอายุความ

นายวสันต์  ภัยหลีกลี้ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เปิดเผยว่า ตามที่คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ได้หยิบยกกรณีการดำเนินคดีสลายการชุมนุมที่หน้าสถานีตำรวจภูธรตากใบ (สภ.ตากใบ) เมื่อปี 2547 ล่าช้า จนทำให้คดีขาดอายุความไปเมื่อวันที่ 25 ตุลาคม 2567 และไม่อาจดำเนินคดีตามกฎหมายได้ ขึ้นตรวจสอบ เนื่องจากเห็นว่าเรื่องดังกล่าวมีผลกระทบต่อสิทธิในกระบวนการยุติธรรมของผู้เสียหาย และอาจเป็นการกระทำหรือละเลยการกระทำอันเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน นั้น 

กสม. ในคราวประชุมด้านการคุ้มครองและส่งเสริมสิทธิมนุษยชน เมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2569 ได้พิจารณารายงานผลการตรวจสอบกรณีดังกล่าว ข้อเท็จจริงจากการตรวจสอบรับฟังได้ว่า การดำเนินคดีของเจ้าหน้าที่ตำรวจที่เกี่ยวข้องกับการเสียชีวิตของผู้ชุมนุม 78 คน ระหว่างการย้ายตัวจาก สภ.ตากใบ จังหวัดนราธิวาสไปยังค่ายอิงคยุทธบริหาร อำเภอหนองจิก จังหวัดปัตตานี ในปี 2547 เป็นสำนวนการชันสูตรพลิกศพในคดีที่มีความตายเกิดขึ้นโดยการกระทำของเจ้าพนักงานหรือตายในระหว่างอยู่ในความควบคุมของเจ้าพนักงานซึ่งอ้างว่าปฏิบัติราชการตามหน้าที่ มีการจัดทำสำนวนคดีที่เกี่ยวข้องกับการชันสูตรพลิกศพ 2 สำนวนด้วยกันคือ สำนวนการชันสูตรพลิกศพปี 2547 และสำนวนปี 2567 โดยสำนวนชันสูตรพลิกศพในปี 2547 พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรหนองจิก (สภ.หนองจิก) สอบสวนและรวบรวมพยานหลักฐานมีความเห็นเสนอพนักงานอัยการ พนักงานอัยการไม่มีคำสั่งให้สอบสวนเพิ่มเติม และพนักงานสอบสวนไม่ได้ตั้งสำนวนคดีอาญากล่าวหาผู้ใด กระทั่งปี 2552 ศาลจังหวัดสงขลาไต่สวนการตายและมีคำสั่งระบุเหตุและพฤติการณ์ที่ตาย คือ ขาดอากาศหายใจในระหว่างอยู่ในการควบคุมของเจ้าพนักงานซึ่งปฏิบัติราชการตามหน้าที่ แต่ไม่ได้ระบุว่าการตายนั้นเป็นการกระทำของบุคคลใด พนักงานสอบสวน สภ.หนองจิก จึงมีความเห็นว่าคดีไม่ได้เกิดจากความผิดอาญา จึงส่งสำนวนให้ผู้ว่าราชการจังหวัดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 156 เป็นเหตุให้คดียุติไป 

กสม. พิจารณาแล้วเห็นว่า แม้สำนวนคดีชันสูตรในปี 2547 จะยุติลงเนื่องจากพนักงานสอบสวนอ้างเหตุที่ศาลมีคำสั่งไต่สวนการตายโดยไม่ได้ระบุผู้กระทำ แต่ข้อเท็จจริงเป็นที่แน่ชัดว่า การตายเกิดขึ้นในระหว่างการควบคุมตัวของเจ้าพนักงานที่อ้างว่าปฏิบัติหน้าที่ อีกทั้งคำสั่งไต่สวนการตายระบุว่า การตายอยู่ในการควบคุมของเจ้าพนักงาน จึงยังต้องถือว่าคดีนี้เป็นคดีอาญาที่เกี่ยวข้องกับเจ้าหน้าที่ของรัฐ พนักงานสอบสวนต้องดำเนินการในลักษณะของสำนวนคดีอาญา กล่าวคือ ต้องนำคำสั่งไต่สวนการตายของศาลดังกล่าวไปประกอบการจัดทำสำนวนคดีอาญาเพื่อสอบสวนหาตัวผู้กระทำความผิดต่อไป แม้พนักงานสอบสวนจะรวบรวมพยานหลักฐานแล้วยังไม่สามารถกล่าวหาผู้ใดได้ ก็ต้องจัดทำสำนวนคดีอาญาที่ไม่ปรากฏผู้กระทำผิด รวบรวมพยานหลักฐานและเสนอความเห็นพร้อมสำนวนคดีไปยังพนักงานอัยการเพื่อพิจารณาจนกว่าจะได้ตัวผู้กระทำผิด เพื่อให้พนักงานอัยการใช้ดุลพินิจพิจารณาว่าควรเก็บสำนวนไว้ชั่วคราวหรือจะสั่งให้สอบสวนเพิ่มเติมต่อไป การกระทำของพนักงานสอบสวน สภ.หนองจิกในขณะนั้นที่ใช้ดุลพินิจส่งสำนวนไปยังผู้ว่าราชการจังหวัดเพื่อสั่งการยุติคดี โดยไม่มีการทำสำนวนคดีอาญา ทำให้การสอบสวนนี้ไม่ได้ผ่านกระบวนการตรวจสอบถ่วงดุลโดยอัยการสูงสุด จึงเป็นการใช้ดุลพินิจที่ทำให้ผู้เสียหายไม่ได้รับการอำนวยความยุติธรรม 


ต่อมาในปี 2567 กลุ่มญาติผู้เสียหายติดตามทวงถามความคืบหน้าในคดี พร้อมกับร่วมกันเป็นโจทก์ยื่นฟ้องเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องในเหตุการณ์สลายการชุมนุมที่หน้าสถานีตำรวจภูธรตากใบต่อศาลจังหวัดนราธิวาส เป็นคดีอาญาอีกคดีหนึ่ง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) จึงตั้งคณะพนักงานสอบสวนเพื่อดำเนินคดีกรณีการเสียชีวิตของผู้ชุมนุม 78 ราย โดยกล่าวหาเจ้าหน้าที่ของรัฐที่เกี่ยวข้อง ซึ่งพฤติการณ์แห่งคดีเป็นข้อมูลเดียวกันกับคดีที่ทำการสอบสวนเมื่อปี 2547 โดยมี สภ.หนองจิก เป็นผู้รับผิดชอบ แม้คณะพนักงานสอบสวนจะมีความเห็นสั่งไม่ฟ้องแต่เมื่อสำนวนไปถึงอัยการสูงสุด อัยการสั่งให้สอบสวนเพิ่มเติมและมีความเห็นสั่งฟ้องผู้ต้องหาซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ และขอศาลอนุมัติหมายจับในเวลาต่อมา โดย ตร. สั่งการให้หน่วยงานรับผิดชอบติดตามตัวผู้ต้องหาทั้งสองคดีควบคู่กันไปแต่ไม่สามารถจับกุมผู้ต้องหาเข้าสู่กระบวนการได้ภายในอายุความ จนกระทั่งอายุความของคดีสิ้นสุดลงในวันที่ 25 ตุลาคม 2567 


กสม. เห็นว่าการตายในระหว่างการควบคุมของเจ้าพนักงานที่อ้างว่าปฏิบัติหน้าที่ เป็นการตายในกรณีพิเศษ ซึ่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 150 กำหนดผู้เกี่ยวข้องในการชันสูตรพลิกศพและการสอบสวนคดีแตกต่างจากการตายผิดธรรมชาติโดยทั่วไป และเนื่องจากผู้ตายอยู่ภายใต้การดูแลของรัฐ รัฐจึงมีหน้าที่ที่ต้องพิสูจน์สาเหตุการตายอย่างโปร่งใสโดยกฎหมายกำหนดให้เจ้าหน้าที่ 4 ฝ่าย ร่วมชันสูตรพลิกศพ ให้พนักงานอัยการร่วมกับพนักงานสอบสวนทำสำนวนชันสูตรพลิกศพและให้ศาลไต่สวนการตายอย่างละเอียด เพื่อให้ภาคส่วนต่าง ๆในกระบวนการยุติธรรมสามารถตรวจสอบถ่วงดุลระหว่างกัน นอกจากนี้ ในการไต่สวนการตาย แม้ศาลทำคำสั่งไต่สวนการตายแล้วแต่ไม่ได้ชี้ว่าผู้ใดเป็นผู้กระทำผิดก็ไม่ได้ยกเลิกหน้าที่ของรัฐในการดำเนินการสอบสวนคดีอาญาเพิ่มเติม หากมีพยานหลักฐานบ่งชี้ว่าการตายอาจเกิดจากการกระทำผิดหรือการละเลยการกระทำของเจ้าหน้าที่ 


ดังนั้น การที่พนักงานสอบสวนไม่ตั้งสำนวนคดีอาญา ทั้งที่มีพยานหลักฐานแน่ชัดว่า การตายเกิดในระหว่างการควบคุมของเจ้าหน้าที่ แต่กลับใช้ดุลพินิจส่งคดีไปยังผู้ว่าราชการจังหวัดพิจารณา ทำให้คดีการเสียชีวิตของผู้ชุมนุม 78 คน ในปี 2547 ไม่ได้รับการสอบสวนคดีอาญาอย่างเข้มข้นรอบด้านตามเจตนารมณ์ของประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 150 อีกทั้งรายละเอียดการรวบรวมพยานหลักฐาน และการสอบปากคำพยานตามคำสั่งของอัยการสูงสุด ควรอยู่ในวิสัยที่พนักงานสอบสวนจะดำเนินการได้อย่างละเอียดครบถ้วนไปตั้งแต่ปี 2547 หรือหลังศาลมีคำสั่งไต่สวนการตายในปี 2552 แต่กลับไม่ได้มีการดำเนินการครบถ้วนเพียงพอ จนกระทั่งต้องมีการสั่งดำเนินคดีใหม่ในปี 2567 ในช่วงที่คดีใกล้หมดอายุความ เป็นเหตุให้การดำเนินคดีการเสียชีวิตของประชาชนในเหตุการณ์สลายการชุมนุมที่หน้า สภ.ตากใบ ตั้งแต่ปี 2547 - 2567 หรือในห้วงเวลา 20 ปี ไม่สามารถนำผู้เกี่ยวข้องมาเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมได้ภายในกำหนดอายุความ ไม่มีกระบวนการค้นหาความจริงที่เป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย ส่งผลกระทบต่อผู้เสียหาย ครอบครัว และไม่สอดคล้องกับหลักการอำนวยความยุติธรรมตามรัฐธรรมนูญที่วางหลักการให้รัฐพึงจัดระบบการบริหารงานในกระบวนการยุติธรรมให้มีประสิทธิภาพ เป็นธรรม ไม่เลือกปฏิบัติ และให้ประชาชนเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมได้โดยสะดวก รวดเร็ว ดังนั้น การดำเนินคดีสลายการชุมนุมที่ตากใบ เมื่อปี 2547 ที่ล่าช้า จึงเป็นการกระทำหรือละเลยการกระทำอันเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน 


ด้วยเหตุผลข้างต้น กสม. จึงมีมติให้มีข้อเสนอแนะในการป้องกันหรือแก้ไขการละเมิดสิทธิมนุษยชนไปยังคณะรัฐมนตรี (ครม.) โดยให้แต่งตั้งคณะกรรมการที่เป็นอิสระ เพื่อตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ของรัฐที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินคดีตากใบ พร้อมกำหนดมาตรการทางกฎหมายหรือแนวทางการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่เพื่อป้องกันมิให้เกิดการละเมิดสิทธิมนุษยชนในลักษณะเช่นนี้อีก และให้เปิดเผยผลดำเนินการต่อสาธารณชนโดยเร็ว 


และให้กำหนดมาตรการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ตากใบในรูปแบบอื่นเพิ่มเติม เช่น การพัฒนาคุณภาพชีวิต การให้ความช่วยเหลือทางการแพทย์ การฟื้นฟูสภาพจิตใจ เพื่อให้เกิดความเหมาะสมและได้สัดส่วนกับความเสียหายจากการละเมิดสิทธิมนุษยชนที่ร้ายแรงโดยต้องมีหน่วยงานรับผิดชอบที่เหมาะสม รวมทั้งกำหนดแผนและระยะเวลาการดำเนินการที่ชัดเจน ทั้งนี้ ให้มอบหมายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดให้มีกลไกบันทึกประวัติศาสตร์เหตุการณ์ตากใบ โดยให้ผู้ได้รับบาดเจ็บ ครอบครัวผู้เสียหาย และผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์ มีส่วนร่วมในการให้ข้อเท็จจริงและประสบการณ์จากเหตุการณ์อย่างครบถ้วนรอบด้านด้วย


นอกจากนี้ กสม. ยังมีข้อเสนอแนะในการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชน ให้ ครม. มอบหมายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแก้ไขปรับปรุงประมวลกฎหมายอาญาในส่วนที่เกี่ยวกับอายุความ โดยให้อายุความในคดีอาญาซึ่งมีการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรง เช่นคดีความผิดตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย คดีความผิดต่อชีวิตตามประมวลกฎหมายอาญาที่เจ้าหน้าที่ของรัฐถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิด เมื่อศาลรับฟ้องหรืออัยการมีคำสั่งฟ้องแล้ว ให้อายุความสะดุดหยุดอยู่ หรือไม่มีอายุความดังเช่นคดีทุจริต ทั้งนี้ เพื่อรับประกันว่าจะไม่เกิดกรณีที่ไม่สามารถนำตัวผู้ถูกกล่าวหาไปดำเนินคดีจนขาดอายุความเช่นนี้อีก

STARMARK FAIR 2026 นิยามใหม่งานแฟร์ด้าน Interior ครบวงจร จากผู้เชี่ยวชาญตัวจริงของอุตสาหกรรม

 STARMARK FAIR 2026 นิยามใหม่งานแฟร์ด้าน Interior ครบวงจร จากผู้เชี่ยวชาญตัวจริงของอุตสาหกรรม

สตาร์มาร์ค ผู้นำด้านการออกแบบและผลิตเฟอร์นิเจอร์บิลท์อิน จัดงาน STARMARK FAIR 2026 ภายใต้แนวคิด “DESIGN YOUR SIGNATURE SPACE” งานแฟร์ครั้งแรกและครั้งใหญ่ที่รวบรวมโซลูชั่นด้านการออกแบบและตกแต่งภายในแบบครบวงจรไว้ในที่เดียว สำหรับพื้นที่อยู่อาศัย พื้นที่ทำงาน และพื้นที่ธุรกิจอย่างครบจบ พร้อมถ่ายทอดประสบการณ์จากผู้เชี่ยวชาญตัวจริงในอุตสาหกรรมที่สั่งสมมากว่า 4 ทศวรรษ จัดขึ้นระหว่างวันที่ 7–15 กุมภาพันธ์ 2569 ณ โชว์รูมสตาร์มาร์ค คริสตัล ดีไซน์ เซ็นเตอร์ (CDC)

ภายในงานนำเสนอผลงานและโซลูชั่นของสตาร์มาร์คที่ ครอบคลุมทุกกลุ่มสินค้า เริ่มตั้งแต่ Starmark Kitchen ชุดครัวบิลท์อินที่ออกแบบตามหลักสรีระศาสตร์ ผสานดีไซน์และฟังก์ชันการใช้งานอย่างลงตัว ต่อด้วย Starmark Interior งานบิลท์อินและเฟอร์นิเจอร์ภายในที่พักอาศัย ตั้งแต่ห้องแต่งตัว ตู้เก็บของ ไปจนถึงงานตกแต่งผนังด้วยวัสดุคุณภาพ และ Starmark Works Space โซลูชั่นการออกแบบพื้นที่ทำงานและสำนักงานแบบครบวงจร ที่ช่วยยกระดับสภาพแวดล้อมการทำงาน เพิ่มประสิทธิภาพ และสะท้อนตัวตนขององค์กรอย่างชัดเจน

นอกจากนี้ STARMARK FAIR 2026 ยังอัดแน่นด้วยกิจกรรมและไฮไลท์ตลอดการจัดงาน ไม่ว่าจะเป็นสินค้า Display Items และ Clearance Sale ลดสูงสุด 40–60% โปรโมชั่นพิเศษสำหรับผู้ที่ชำระเงินภายในงาน แจกพรีเมียมแบบแน่นๆ ทั้ง ทองคำ เครื่องใช้ไฟฟ้า อาทิ ตู้แช่ไวน์ ตู้เย็น 2 ประตู เครื่องฟอกอากาศ Dyson และอื่น ๆ อีกมากมาย  พร้อมด้วยสิทธิ์ผ่อน 0% นาน 6 เดือน และ Cashback ตามเงื่อนไขบัตรเครดิต

ในงานยังมีกิจกรรม Workshop แบบ Personalize รวมถึงกิจกรรมไลฟ์สไตล์ที่ช่วยจุดประกายไอเดียและแรงบันดาลใจในการออกแบบพื้นที่ เปิดโอกาสให้ผู้สนใจเข้ามาสัมผัส ค้นหา และออกแบบ “Make Signature Space ที่แมทช์กับไลฟ์สไตล์” ในแบบของตนเอง

พบกับไอเดียการออกแบบและตกแต่งพื้นที่ที่สะท้อนตัวตนของคุณ ผ่านโซลูชั่นด้าน Interior แบบครบวงจรจากสตาร์มาร์ค ในงาน STARMARK FAIR 2026 ภายใต้แนวคิด “DESIGN YOUR SIGNATURE SPACE” จัดขึ้นระหว่างวันที่ 7–15 กุมภาพันธ์ 2569 ณ โชว์รูมสตาร์มาร์ค คริสตัล ดีไซน์ เซ็นเตอร์ (CDC) พร้อมข้อเสนอและโปรโมชั่นพิเศษเฉพาะภายในงาน ผู้สนใจสามารถสอบถาม รายละเอียดเพิ่มเติมและลงทะเบียนรับของที่ระลึกได้ที่ Line @Starmarkinterior หรือ Facebook : starmarkinterior โทร. 02-102-2629


###


วันพฤหัสบดีที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569

สภาทนายความจับมือ สมาคมธรรมาภิบาล และมูลนิธิธรรมาภิบาลและต่อต้านทุจริต ลงนาม MOUความร่วมมือด้านวิชาการและกฎหมาย

 สภาทนายความจับมือ  สมาคมธรรมาภิบาล และมูลนิธิธรรมาภิบาลและต่อต้านทุจริต ลงนาม MOUความร่วมมือด้านวิชาการและกฎหมาย


​สภาทนายความในพระบรมราชูปถัมภ์ ผนึกกำลังสภาสมาคมธรรมาภิบาล และมูลนิธิธรรมาภิบาลและต่อต้านทุจริต บันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการ เพื่อส่งเสริมความรู้ด้านธรรมาภิบาล ด้านกฎหมาย และด้านอื่นๆ


​วันนี้ (6 ก.พ. 69) ที่ห้องประชุม 1 ชั้น 3 สภาทนายความในพระบรมราชูปถัมภ์ ดร.ธนพล คงเจี้ยง​ นายกสภาทนายความในพระบรมราชูปถัมภ์ และ ดร.ณัฏฐ์ ธีรณัฐสุภานนท์ นายกสภาสมาคมธรรมาภิบาล และประธานมูลนิธิธรรมาภิบาลและต่อต้านทุจริต บรรลุข้อตกลงร่วมกันในการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการระหว่าง สภาทนายความในพระบรมราชูปถัมภ์ กับสภาสมาคมธรรมาภิบาล และมูลนิธิธรรมาภิบาลและต่อต้านทุจริต



​โดยบันทึกความร่วมมือทางวิชาการฉบับนี้ ทั้งสองฝ่ายตกลงความร่วมมือทางวิชาการ ด้านการฝึกอบรมเพื่อส่งเสริมความรู้ด้านธรรมาภิบาล ด้านกฎหมาย และด้านอื่น ๆ โดยคู่สัญญาทั้งสองฝ่ายตกลงให้ความร่วมมือในการพัฒนาศักยภาพบุคลากร ดังมีรายละเอียดต่อไปนี้

​๑. การฝึกอบรมพัฒนาศักยภาพบุคลากร

๑.๑ มีการส่งเสริมสนับสนุนการฝึกอบรมพัฒนาบุคลากรและในหลักสูตรการเรียนรู้ของสภาทนายความในพระบรมราชูปถัมภ์ กับสภาสมาคมธรรมาภิบาล และมูลนิธิธรรมาภิบาลและต่อต้านทุจริต สำหรับสาขาวิชาที่มีความสัมพันธ์และสอดคล้องกับการพัฒนาศักยภาพมนุษย์ ทั้งทางด้านธรรมาภิบาล ด้านกฎหมาย และด้านอื่น ๆ เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งทางวิชาการในมิติต่าง ๆ ให้สูงขึ้น

๑.๒ มีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้องค์ความรู้และนวัตกรรมใหม่ของทั้งสององค์กร เพื่อมุ่งสู่การพัฒนาศักยภาพบุคลากรอย่างเป็นระบบและมีประสิทธิภาพ

๑.๓ มีการดำเนินงานเพื่อสนับสนุนข้อมูลทางวิชาการที่เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาระหว่างกัน ตลอดจนสนับสนุนเกื้อกูล และอำนวยความสะดวกในการดำเนินการตามภารกิจที่เกี่ยวข้องของแต่ละองค์กร

๑.๔ มีการสร้างความร่วมมือทางด้านการจัดการอบรมในหลักสูตรที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนให้ความร่วมมือระหว่างกันในการใช้บุคลากร และสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ

๑.๕ มีการสร้างความร่วมมือด้านการประชุมสัมมนาทางวิชาการ และสนับสนุนเกื้อกูลระหว่างกัน สำหรับการเป็นเครือข่ายในการจัดการประชุมทางวิชาการระดับชาติและนานาชาติ ทั้งในด้านบุคลากร สถานที่ และสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ

๑.๖ สภาสมาคมธรรมาภิบาล และมูลนิธิธรรมาภิบาลและต่อต้านทุจริต เป็นผู้สนับสนุนงบประมาณ หรือบุคลากร หรือทั้งงบประมาณและบุคลากร ให้กับสภาทนายความในพระบรมราชูปถัมภ์ เพื่อใช้ในการอบรมโครงการต่าง ๆ ที่สภาทนายความในพระบรมราชูปถัมภ์ได้ดำเนินการจัดให้มีขึ้นในแต่ละครั้ง หรือตลอดระยะเวลาที่ได้จัดทำแผนงานจัดอบรมในแต่ละปี

๑.๗ และอื่น ๆ ตามความประสงค์ของทั้งสององค์กร

​๒. การดำเนินการในกิจกรรมตามข้อ ๑. ตลอดจนกิจกรรมใดที่สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของความร่วมมือข้างต้นให้บังเกิดผล จะต้องได้รับการพิจารณาร่วมกันระหว่างทั้งสองฝ่ายในรายละเอียดเป็นรายกรณี

​๓. การแก้ไขเปลี่ยนแปลง หรือเพิ่มเติมบันทึกความร่วมมือนี้ สามารถกระทำได้โดยความเห็นชอบของคู่สัญญาทั้งสองฝ่าย ทั้งนี้ให้จัดทำหนังสือเป็นลายลักษณ์อักษรให้คู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งทราบ และเห็นชอบล่วงหน้าเป็นเวลาไม่น้อยกว่า ๓๐ วัน โดยจัดทำเป็นบันทึกข้อตกลงเพิ่มเติม

​๔. คู่สัญญาทั้งสองฝ่ายมีสิทธิบอกเลิกบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการนี้ โดยทำหนังสือเป็นลายลักษณ์อักษร และแจ้งให้คู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งทราบล่วงหน้าไม่น้อยกว่า ๙๐ วัน (เก้าสิบวัน) ก่อนวันที่ประสงค์ให้บันทึกความร่วมมือฉบับนี้สิ้นสุดลง

​๕. บันทึกความร่วมมือฉบับนี้ มีผลบังคับใช้เป็นระยะเวลา ๒ ปี นับแต่วันที่ลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ เว้นแต่คู่สัญญาฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะมีการบอกเลิกบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ โดยการบอกเลิกให้เป็นไปตามสัญญาข้อ ๔.




​บันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการฉบับนี้ จะทำให้เกิดการพัฒนาขีดความสามารถของบุคลากรทั้งสองฝ่ายให้มีความเข้มแข็ง และมีประสิทธิภาพในการทำงานที่สูงขึ้นต่อไป

ปิดฉาก OEC Hackathon#2 ทีม "Fireworks" วารีเชียงใหม่คว้าแชมป์ รับโล่พระราชทานสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี

  ปิดฉาก OEC Hackathon#2 ทีม "Fireworks" วารีเชียงใหม่คว้าแชมป์ รับโล่พระราชทานสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา...