วันอาทิตย์ที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2569

เจาะลึกภารกิจ "สถานีเฝ้าระวังภัยทางรังสี" เกราะป้องกันคนไทยจากบทเรียนระดับโลก สู่ยุคพลังงานอนาคต

 เจาะลึกภารกิจ "สถานีเฝ้าระวังภัยทางรังสี" เกราะป้องกันคนไทยจากบทเรียนระดับโลก สู่ยุคพลังงานอนาคต

เมื่อพูดถึงอุบัติเหตุทางนิวเคลียร์ระดับโลกอย่างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์เชอร์โนบิล (Chernobyl) และฟูกูชิมะไดอิจิ (Fukushima Daiichi) หลายท่านอาจนึกถึงความรุนแรงและผลกระทบที่ตามมา อุบัติเหตุเหล่านี้ได้ให้บทเรียนที่สำคัญแก่ทั่วโลกว่า เมื่อเกิดการรั่วไหลของสารกัมมันตรังสี หรือผลผลิตฟิชชันออกสู่สิ่งแวดล้อม 


✅️สิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่งในการรับมือคือ "สถานีเฝ้าระวังภัยทางรังสี" ทั้งนี้ก็เพื่อการตรวจวัดอัตรารังสีและชนิดของธาตุที่กระจายออกมา ซึ่งจะทำให้เราประเมินผลกระทบและรับมือได้อย่างแม่นยำ


ในยามปกติ โรงไฟฟ้านิวเคลียร์จะมีการปล่อยสารกัมมันตรังสีในระดับที่ต่ำมากและอยู่ในเกณฑ์ที่ปลอดภัยตลอดอายุการใช้งาน ซึ่งผู้ประกอบการจะมีสถานีตรวจวัดขนาดเล็กในพื้นที่เพื่อคอยเฝ้าระวังอยู่แล้ว แต่หากเกิดอุบัติเหตุร้ายแรงจนระบบป้องกันล้มเหลว สารกัมมันตรังสีปริมาณสูงอาจแพร่กระจายสู่สิ่งแวดล้อม ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อประชาชน สังคม และระบบนิเวศ 

นอกจากนี้ ความเสี่ยงไม่ได้มีแค่จากโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่เท่านั้น แต่ยังรวมถึงสถานประกอบการอื่น ๆ เช่น โรงงานผลิตไอโซโทปทางการแพทย์ โรงงานแปรสภาพยูเรเนียม หรือเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์วิจัยด้วยเช่นกัน


ด้วยเหตุนี้ สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ (ปส.) จึงได้ดำเนินภารกิจเชิงรุกเพื่อสร้างความมั่นใจและความโปร่งใสในการดูแลความปลอดภัยให้กับพี่น้องประชาชน โดยได้ทำการติดตั้ง "สถานีเฝ้าระวังภัยทางรังสี" (Radiological Monitoring Station) จำนวนทั้งสิ้น 20 สถานี ซึ่งครอบคลุมทั่วทุกภูมิภาคของประเทศไทย


☢️เครือข่ายสถานีของ ปส. มีความทันสมัยและมีระบบการทำงานที่เข้มแข็ง ดังนี้ครับ:


    •    สถานีจะดำเนินการตรวจวัดระดับรังสีในสิ่งแวดล้อมแบบอัตโนมัติตลอด 24 ชั่วโมงแบบเรียลไทม์ (Real-time)


    •    ส่งข้อมูลการตรวจวัดตรงเข้าสู่ศูนย์ปฏิบัติการฉุกเฉินทางนิวเคลียร์และรังสีของ ปส.


    •    มีการเชื่อมโยงข้อมูลกับระบบแลกเปลี่ยนข้อมูลระดับสากลของทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (IRMIS)


    •    มีการเชื่อมโยงกับเครือข่ายการเฝ้าระวังทางรังสีของอาเซียน (ASEAN-RDEP) เพื่อให้เราสามารถติดตามสถานการณ์ข้ามพรมแดนได้อย่างทันท่วงที


3 ภารกิจหลักของสถานีเฝ้าระวังภัยทางรังสี


    1.    การตรวจวัดระดับรังสีพื้นหลัง (Background Radiation): ทำการตรวจวัดรังสีที่มีอยู่ตามธรรมชาติในพื้นที่ต่าง ๆ ของประเทศไทย เพื่อเก็บเป็นข้อมูลพื้นฐาน (Baseline Data)


    2.    การตรวจจับอัตรารังสีที่ผิดปกติ (Anomaly Detection): หากมีอุบัติเหตุหรือมีการแพร่กระจายรังสีจากทั้งในและนอกประเทศ ระบบจะส่งสัญญาณเตือนภัยทันทีเมื่อปริมาณรังสีสูงเกินเกณฑ์มาตรฐาน


    3.    การสนับสนุนการตอบสนองภาวะฉุกเฉิน (Emergency Response): ให้ข้อมูลเชิงพื้นที่และทิศทางการแพร่กระจายของรังสี เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถประเมินความเสี่ยงและอพยพประชาชนได้อย่างทันท่วงที

มองไปสู่อนาคตอันใกล้ ประเทศไทยของเรากำลังก้าวเข้าสู่ยุคเทคโนโลยีพลังงานสะอาดสมัยใหม่ ซึ่งอาจมีการนำโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก (Small Modular Reactors - SMR) มาใช้ในการผลิตกระแสไฟฟ้า ทาง ปส. จึงได้เตรียมความพร้อมโดยการยกระดับกรอบการกำกับดูแลความปลอดภัย และกำหนดเขตพื้นที่ฉุกเฉินอย่างเข้มงวด


หัวใจสำคัญในก้าวต่อไปคือ การเตรียมจัดตั้งสถานีเฝ้าระวังภัยทางรังสีนอกพื้นที่ (Off-site Monitoring Station) เพิ่มเติมบริเวณรอบสถานที่ตั้ง SMR เพื่อคอยเฝ้าระวังการแพร่กระจายของรังสี วิเคราะห์ชนิดของนิวไคลด์ และประเมินปริมาณรังสีเพื่อความปลอดภัยรอบนอกพื้นที่ควบคุม 


ซึ่งข้อมูลเหล่านี้จะช่วยให้หน่วยงานบรรเทาสาธารณภัยสามารถประกาศเขตอพยพหรือแจ้งเตือนประชาชนได้อย่างแม่นยำ

การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการเฝ้าระวังรังสีนี้ จึงเป็นหลักประกันที่สำคัญยิ่งในการปกป้องชีวิตประชาชน สังคม และสิ่งแวดล้อม เพื่อให้ประเทศไทยสามารถก้าวไปสู่ความมั่นคงทางพลังงานได้อย่างยั่งยืนและปลอดภัยครับ

สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ (ปส.) - กำกับดูแลความปลอดภัย เพื่อความมั่นใจของประชาชน และมองความปลอดภัยของประชาชนและประเทศชาติมาเป็นที่หนึ่ง รวมถึงในภารกิจที่ไม่เคยมีใครรู้จัก พวกเราทำงานเสมือนปิดทอง เพื่อปกป้องประเทศความมั่นคงปลอดภัย และเพื่อประชาชนและสิ่งแวดล้อมมีความปลอดภัยสูงสุด ครับ


บทความนี้เขียนโดย…

นายแพทย์รุ่งเรือง กิจผาติ  เลขาธิการสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม


บทความนี้เผยแพร่บน Facebook สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ  https://www.facebook.com/share/p/1C55V5cipe/


Delving into the Mission of "Radiological Monitoring Stations": A Shield for the Thai People from Global Lessons to the Future of Energy


When discussing global nuclear accidents like the Chernobyl and Fukushima Daiichi nuclear power plants, many immediately think of the severe devastation and subsequent impacts. However, these incidents have provided the world with a crucial lesson: when radioactive materials or fission products are released into the environment, an absolutely essential tool for effective response is a "Radiological Monitoring Station." 


These stations measure radiation dose rates and identify the specific types of dispersed radioactive elements, enabling us to accurately assess impacts and respond with precision.


Under normal circumstances, nuclear power plants release extremely low levels of radioactive substances that remain well within safe limits throughout their operational lifespan. 


Operators maintain small on-site monitoring stations for continuous surveillance. However, if a severe accident occurs and safety systems fail, high levels of radioactive materials could spread into the environment, severely impacting the public, society, and ecosystems.


Furthermore, these risks do not solely stem from large-scale power plants. They also encompass other facilities, such as medical isotope production plants, uranium conversion facilities, and research nuclear reactors.

Recognizing this, the Office of Atoms for Peace (OAP) has undertaken a proactive mission to build confidence and ensure transparency in public safety. 


We have installed a total of 20 "Radiological Monitoring Stations" covering all regions across Thailand.

The OAP's monitoring network is highly advanced and operates with robust systems:


    •    The stations conduct automated, real-time environmental radiation monitoring 24 hours a day.


    •    Measurement data is transmitted directly to the OAP's Nuclear and Radiological Emergency Operations Center.


    •    The data is integrated with the International Atomic Energy Agency's International Radiation Monitoring Information System (IRMIS).


    •    The system is also linked to the ASEAN Network of Regulatory Bodies on Atomic Energy (ASEAN-RDEP), allowing for the timely tracking of transboundary radiological situations.


3 Core Missions of the Radiological Monitoring Stations:


    1.    Background Radiation Measurement: Monitoring naturally occurring radiation in various areas of Thailand to establish fundamental baseline data.

    2.    Anomaly Detection: In the event of an accident or radiation dispersal from either domestic or international sources, the system will trigger an immediate alert if radiation levels exceed standard safety thresholds.

    3.    Emergency Response Support: Providing spatial data and tracking the direction of radiation dispersion, enabling relevant agencies to assess risks and evacuate the public promptly.


Looking toward the near future, Thailand is entering an era of modern clean energy technology, which may involve the deployment of Small Modular Reactors (SMRs) for electricity generation. The OAP has prepared for this transition by elevating our safety regulatory framework and strictly defining emergency planning zones.


A key component of our next steps is the preparation to establish additional Off-site Monitoring Stations around prospective SMR locations. These stations will monitor potential radiation dispersion, analyze nuclide types, and assess radiation doses to ensure maximum safety outside controlled areas.


This data will assist disaster relief agencies in accurately declaring evacuation zones and issuing public warnings. The development of this radiation monitoring 


infrastructure is, therefore, a vital guarantee in protecting human lives, society, and the environment, ensuring Thailand can advance toward sustainable and safe energy security.


The Office of Atoms for Peace (OAP) — Regulating safety for public confidence. We put the safety of the people and the nation first. Even in unheralded missions, we work tirelessly behind the scenes to protect national security and ensure the utmost safety for our citizens and the environment.


Written by: 

Dr. Rungrueng Kitphati Secretary-General, Office of Atoms for Peace (OAP) Ministry of Higher Education, Science, Research and Innovation (MHESI)


深入探索“辐射监测站”任务:从全球教训到未来能源时代的泰国人民保护盾

提及切尔诺贝利(Chernobyl)和福岛第一(Fukushima Daiichi)核电站等全球性核事故,许多人可能会想到其严重程度及随之而来的影响。这些事故为全世界提供了重要教训:当放射性物质或裂变产物泄漏到环境中时,应对这一情况最不可或缺的设施就是“辐射监测站”。其目的在于测量辐射剂量率和泄漏出的元素种类,从而使我们能够准确地评估影响并采取有效的应对措施。

在正常情况下,核电站在其整个使用寿命期间排放的放射性物质水平极低,且处于安全标准之内,运营商通常会在现场设有小型监测站进行日常监控。然而,一旦发生严重事故导致防护系统失效,大量放射性物质可能会扩散到环境中,对公众、社会和生态系统造成严重破坏。

此外,潜在风险不仅来自大型核电站,还包括其他相关设施,如医用同位素生产厂、铀转化厂或研究型核反应堆。

因此,泰国和平利用核能办公室(OAP)采取了积极主动的举措,以确保公共安全管理的信心和透明度。目前,OAP 已在泰国全国各地区部署了共计 20 个“辐射监测站”(Radiological Monitoring Station)。

OAP 的监测站网络非常现代化,并拥有强大的运行系统,具体特点如下:

    •    监测站 24 小时全天候自动、实时(Real-time)监测环境中的辐射水平。

    •    将监测数据直接传输至 OAP 的核与辐射应急运行中心。

    •    与国际原子能机构(IAEA)的国际辐射监测信息系统(IRMIS)实现数据联网。

    •    与东盟辐射数据交换网络(ASEAN-RDEP)联网,以便我们能够及时追踪跨国境的辐射动态。

辐射监测站的 3 大核心任务

    1.    测量本底辐射(Background Radiation): 测量泰国各地区自然存在的辐射水平,以收集基线数据(Baseline Data)。

    2.    异常辐射率检测(Anomaly Detection): 若国内外发生事故或出现辐射扩散,当辐射量超过标准限值时,系统将立即发出自动警报。

    3.    支持应急响应(Emergency Response): 提供精准的空间数据和辐射扩散方向,以便相关部门能够及时评估风险并有序疏散公众。

展望不久的将来,我国正迈入现代清洁能源技术时代,未来可能会引入小型模块化反应堆(Small Modular Reactors - SMR)用于发电。为此,OAP 已通过提升安全监管框架和严格划定应急控制区域来做好全面准备。

下一步的关键工作在于,准备在 SMR 设施周边增设厂外辐射监测站(Off-site Monitoring Station),以持续监测辐射扩散情况、分析核素种类,并评估辐射量,从而确保控制区外围的绝对安全。

这些关键数据将有助于防灾减灾部门准确地宣布疏散区域或向公众发出警告。因此,发展辐射监测基础设施是保护公众生命、社会和环境的极重要保障,使泰国能够可持续且安全地迈向国家能源安全。

泰国和平利用核能办公室(OAP)—— 负责安全监管,以确保公众信心,始终将国家和人民的安全放在首位。即使在鲜为人知的任务中,我们依然在幕后默默奉献,以保卫国家安全,确保人民和环境获得最高级别的安全保障。

本文作者:

Dr. Rungruang Kitphati

 医师 泰国高等教育、科学、研究与创新部 和平利用核能办公室 秘书长

เครือข่ายร่วมสร้างชุมชนท้องถิ่นน่าอยู่​ แถลงจุดยืนให้รัฐบาลยุติแก้ไขพ.ร.บ.สสส.

 เครือข่ายร่วมสร้างชุมชนท้องถิ่นน่าอยู่​ แถลงจุดยืนให้รัฐบาลยุติแก้ไขพ.ร.บ.สสส.

เครือข่ายร่วมสร้างชุมชนท้องถิ่นน่าอยู่ ประกาศจุดยืนเรียกร้องรัฐบาลอนุทิน ยุติกระบวนการแก้ พ.ร.บ. สสส. ชี้ภาษีบาปคือฟันเฟืองสำคัญในการสร้างสุขภาวะรากหญ้า พร้อมเผยประโยชน์คุ้มค่าคืนสู่สังคมสูงถึง 7.53 เท่า

เมื่อวันที่ 11 ตุลาคม 2569 เครือข่ายร่วมสร้างชุมชนท้องถิ่นน่าอยู่ ซึ่งประกอบด้วยชุมชนท้องถิ่นมากกว่า 3,000 แห่งที่กระจายอยู่ทั่วทุกภูมิภาคของประเทศ ออกแถลงการณ์ประกาศจุดยืนคัดค้านร่างพระราชบัญญัติกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. … โดยเรียกร้องให้รัฐบาลยุติกระบวนการแก้ไขพระราชบัญญัติกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ พ.ศ. 2544 พร้อมชี้ว่ากลไกภาษีที่กำหนดวัตถุประสงค์ (Earmarked Tax) จากภาษีสุราและยาสูบ ก่อให้เกิดประโยชน์  ตั้งแต่การทำงานต่อเนื่องที่ช่วยบ่มเพาะคนและงาน ไปจนถึงผลตอบแทนทางสังคมสูงถึง 7.53 บาทต่อทุก 1 บาท ที่ลงทุนไป

เครือข่ายร่วมสร้างชุมชนท้องถิ่นน่าอยู่ ได้กล่าวถึงโครงสร้างการทำงานของเครือข่ายฯ ในแถลงการณ์ว่า ได้ขับเคลื่อนผ่านความร่วมมือของผู้นำ 4 องค์กรหลัก ได้แก่ ผู้นำท้องถิ่น ท้องที่ ภาคประชาชนและองค์กรชุมชน และหน่วยงานรัฐ มีเป้าหมายร่วมกันในการสร้างความเข้มแข็งและการจัดการตนเองของชุมชนท้องถิ่นอย่างยั่งยืน ผ่านการสร้างการเรียนรู้ นวัตกรรม และการผลักดันนโยบายสาธารณะตั้งแต่ระดับตำบล อำเภอ จนถึงระดับจังหวัด โดยได้รับการสนับสนุนเชิงยุทธศาสตร์จากแผนสุขภาวะชุมชน สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ทั้งในด้านงบประมาณ เครื่องมือทางวิชาการ และระบบข้อมูลที่ชุมชนเป็นเจ้าของ ภายใต้การน้อมนำศาสตร์ของพระราชา เช่น “เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา” “ระเบิดจากข้างใน” และ “ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง” มาเป็นเครื่องมือยกระดับคุณภาพชีวิต พร้อมทั้งบริหารจัดการงบประมาณตามระเบียบอย่างเคร่งครัด ปราศจากการเอื้อประโยชน์ต่อกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง และเป็นการหนุนเสริมงานภารกิจประจำ

ในหนังสือแถลงประกาศจุดยืน ยังระบุถึงการได้รับการสนับสนุนจากแผนสุขภาวะชุมชน สสส. ภายใต้กลไก (Earmarked Tax) จากภาษีสุราและยาสูบ ว่าได้ก่อให้เกิดประโยชน์และเพิ่มโอกาสในการสร้างเสริมสุขภาพของชุมชนท้องถิ่นอย่างน้อย 6 ประการ ได้แก่

เป็นกระบวนการทำงานที่ต่อยอดสู่การพัฒนาด้านอื่น และเชื่อมโยงสู่การสร้างเสริมสุขภาพบนหลักการคำนึงถึงสุขภาพในทุกงานและทุกนโยบาย ด้วยระยะเวลาการทำงานอย่างต่อเนื่องที่บ่มเพาะคนและงานจนเกิดผลประจักษ์ ทำให้คนในชุมชนท้องถิ่นปรับเปลี่ยนวิธีคิดและวิธีทำงาน สามารถวางเป้าหมายการพัฒนาระยะยาวตามทิศทางที่ชุมชนมีส่วนร่วมกำหนด สร้างโอกาสให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ท้องที่ และองค์กรชุมชน เป็นองค์กรหลักในการประสานความร่วมมือจากภายในและภายนอก ลดความทับซ้อน และสร้างกลไกแก้ปัญหาสุขภาพของพื้นที่ เพิ่มศักยภาพให้ชุมชนท้องถิ่นรู้รับปรับตัว พร้อมรับมือความเสี่ยงใหม่ ๆ จากระบบข้อมูล เครื่องมือทางวิชาการ พื้นที่ต้นแบบ และนวัตกรรม 

งบประมาณส่งตรงถึงมือคนในชุมชนตามเป้าหมายและแนวทางที่พื้นที่ออกแบบร่วมกัน สะท้อนการบริหารจัดการที่ประชาชนเข้าถึงงบประมาณภาครัฐได้อย่างแท้จริง 

จากการประเมินผลตอบแทนทางสังคม (SROI - Social Return on Investment) พบว่า ทุก 1 บาทที่ลงสู่พื้นที่ได้สร้างประโยชน์คืนสู่สังคมสูงถึง 7.53 บาท 

แถลงการณ์ประกาศจุดยืน ยังกล่าวถึงการขับเคลื่อนงานที่ผ่านมาของอปท.ในเครือข่ายร่วมสร้างชุมชนท้องถิ่นน่าอยู่ ว่าได้นำข้อมูลมาใช้ในการวิเคราะห์ กำหนดเป้าหมาย และออกแบบการพัฒนาพื้นที่ของตนเอง เกิดเป็นพื้นที่ต้นแบบในการขับเคลื่อนการสร้างเสริมสุขภาพและการแก้ปัญหาสุขภาพเฉพาะประเด็น ทั้งในเขตเมือง กึ่งเมืองกึ่งชนบท และชนบท เช่น พื้นที่ต้นแบบลดบุหรี่ไฟฟ้าและลดรายจ่ายในครัวเรือน การดูแลเด็กปฐมวัยและผู้สูงอายุ การส่งเสริมความปลอดภัยทางถนน การจัดการภัยพิบัติ อาหารปลอดภัย การควบคุมโรค เศรษฐกิจชุมชน การจัดการขยะ และการอนุรักษ์ทรัพยากร นอกจากนี้ ยังมีการพัฒนาผู้นำชุมชนและผู้นำรุ่นใหม่มากกว่า 400,000 คน ให้มีทักษะเป็นนักสร้างเสริมสุขภาวะชุมชน ทั้งในบทบาทนักบริหาร นักวิชาการ นักจัดการข้อมูล นักสื่อสาร และนักจัดกระบวนการ 

“ขณะนี้มีข้อเสนอให้แก้ไขพระราชบัญญัติกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ เพื่อเปลี่ยนแปลงที่มาของรายได้กองทุน ซึ่งปัจจุบันมาจากกลไกภาษีที่กำหนดวัตถุประสงค์ (Earmarked Tax) จากภาษีสุราและยาสูบ เครือข่ายร่วมสร้างชุมชนท้องถิ่นน่าอยู่ มิได้มีเจตนาเพื่อปกป้ององค์กร เครือข่าย หรือบุคคลใดบุคคลหนึ่ง แต่ต้องการร่วมรักษาภารกิจและกลไกที่ทำให้งานสร้างเสริมสุขภาพเข้าถึงคนในชุมชนท้องถิ่นได้จริง ดังนั้นเพื่อให้เป็นไปตามเหตุผลของการประกาศใช้พระราชบัญญัติ สสส.ฉบับปัจจุบัน ในการจัดตั้งกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพขึ้น โดยเก็บเงินบำรุงจากผู้มีหน้าที่เสียภาษีตามกฎหมายว่าด้วยสุราและกฎหมายว่าด้วยยาสูบ เพื่อใช้ในการสนับสนุน รณรงค์ และชี้ชวนให้ประชาชนสร้างเสริมสุขภาพ จึงขอเสนอให้ ยุติกระบวนการแก้ไขพระราชบัญญัติกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ พ.ศ. 2544” ในหนังสือแถลงการณ์ประกาศจุดยืนของเครือข่ายร่วมสร้างชุมชนท้องถิ่นน่าอยู่ ระบุ

วันศุกร์ที่ 9 ตุลาคม พ.ศ. 2569

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง จัดพิธีอัญเชิญกิ้วอ๊วงฮุกโจว เปิดมณฑลพิธีภายในศาลเจ้าไต้ฮงกง เนื่องในงานเทศกาลกินเจ ประจำปี 2569 พร้อมจัดบริการอาหารเจแก่สาธุชนฟรี ตั้งแต่วันนี้ - 18 ตุลาคม 2569 ณ มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง พลับพลาไชย กรุงเทพฯ

 มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง จัดพิธีอัญเชิญกิ้วอ๊วงฮุกโจว เปิดมณฑลพิธีภายในศาลเจ้าไต้ฮงกง เนื่องในงานเทศกาลกินเจ ประจำปี 2569 พร้อมจัดบริการอาหารเจแก่สาธุชนฟรี ตั้งแต่วันนี้  - 18 ตุลาคม 2569 ณ มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง พลับพลาไชย กรุงเทพฯ

วันนี้ (วันศุกร์ที่ 9 ตุลาคม พ.ศ. 2569 เวลา 12.45 น.) มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง นำโดย ดร.สุทัศน์ เตชะวิบูลย์ รองประธานกรรมการ เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วย นายจารุรัตน์ คุณัตถานนท์ กรรมการและเหรัญญิก นายสุรพงษ์ เตชะหรูวิจิตร กรรมการและรองเลขาธิการ นายนิพนธ์ ลีละศิธร กรรมการ คณะกรรมการ ผู้ช่วยกรรมการ ร่วมในพิธีอัญเชิญกิ้วอ๊วงฮุกโจว (เทพเจ้า 9 องค์ หรือนัยหนึ่ง คือ ดาวพระเคราะห์ทั้ง 9 ดวง) เปิดมณฑลพิธีงานเทศกาลกินเจ ประจำปี 2569 โดยคณะสงฆ์อนัมนิกาย วัดอุภัยราชบำรุง (วัดญวนตลาดน้อย) โดยมี ศิษยานุศิษย์ สาธุชน เจ้าหน้าที่ และอาสาสมัครมูลนิธิฯ ร่วมในพิธี ณ ภายในศาลเจ้าไต้ฮงกง มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง พลับพลาไชย กรุงเทพฯ







เนื่องในเทศกาลกินเจ ประจำปี 2569 มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ขอเชิญชวนศิษยานุศิษย์และสาธุชนทุกท่าน ร่วมถือศีล อิ่มบุญ อิ่มใจ ศีลกินผัก ละเว้นเนื้อสัตว์ โดยระหว่างวันที่ 9 - 18 ตุลาคม 2569  มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง จัดให้มีบริการอาหารเจ [บรรจุใส่ถุง] แก่ประชาชนฟรี วันละ 2 มื้อ (มื้อเช้า และ กลางวัน) โดยเริ่มบริการตั้งแต่มื้อกลางวันของวันที่ 9 ตุลาคม ณ บริเวณทางเข้าสำนักงานมูลนิธิฯ (ทั้งนี้ มูลนิธิฯ ขอความกรุณาประชาชนผู้เข้ารับบริการอาหารเจนำถุงหิ้ว/ถุงผ้ามาบรรจุอาหารด้วยทุกครั้ง)


นอกจากนี้ ขอเชิญทุกท่านสักการะหลวงปู่ไต้ฮง เพื่อความเป็นสิริมงคล โดยระหว่าง 10-18 ตุลาคม 2569 จะมีพิธีสวดชัยมงคลคาถา ภายในศาลเจ้าไต้ฮงกง โดย คณะสงฆ์อนัมนิกาย วัดอุภัยราชบำรุง (วัดญวนตลาดน้อย) รวมทั้งขอเชิญทำบุญประทีปโคมไฟ (เต็งลั้ง) ถวายหลวงปู่ไต้ฮงเพื่อความเจริญรุ่งเรือง

.

นอกจากนี้ ระหว่างวันที่ 8 – 19 ตุลาคม 2659 ขอเชิญชวนประชาชนชมอุปรากรจีน (งิ้ว) ที่คณะลูกศิษย์หลวงปู่ไต้ฮงจัดถวายรวม 12 คืน ณ บริเวณฝั่งสำนักงาน มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง พลับพลาไชย กรุงเทพฯ


และในวันศุกร์ที่ 16 ตุลาคม 2569 เวลา 18.00 น. มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง กำหนดจัดพิธีเวียนธูปศักดิ์สิทธิ์รอบนอกศาลเจ้าไต้ฮงกง ตั้งจิตอธิษฐานขอพรจากเทพเจ้าเพื่อเป็นสิริมงคล โดยเชื่อว่าเมื่อรับพรจากเทพเจ้าแล้ว จะทำให้จิตใจเบิกบาน ผ่องแผ้ว มีแต่ความสุขความเจริญรุ่งเรือง จึงขอเชิญชวนสาธุชน ร่วมพิธีในวันและเวลาดังกล่าว [ทั้งนี้ เนื่องจากขณะนี้อยู่ในช่วงฤดูฝน ผู้มีจิตศรัทธาที่ประสงค์เข้าร่วมพิธี โปรดตรวจสอบสภาพอากาศก่อนการเดินทาง พร้อมจัดเตรียมอุปกรณ์ เตรียมพร้อมสำหรับการเข้าร่วมพิธี]  

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ขอบุญบารมีหลวงปู่ไต้ฮง (ไต้ฮงกง) ส่งผลให้ท่านและครอบครัว มีความสุขความเจริญตลอดไป


ติดตามข่าวสาร และกิจกรรมการช่วยเหลือของมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้ที่ เฟซบุ๊ก แฟนเพจ facebook.com/atpohtecktung หรือดูรายละเอียดช่องทางที่สะดวกได้ที่ https://linktr.ee/pohtecktung

.

## มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ช่วยชีวิต รักษาชีวิต สร้าง

ไดกิ้น พาอากาศดีเข้าห้องเรียนเด็กเล็ก ผสานความเชี่ยวชาญด้านคุณภาพอากาศร่วมกับ กรมอนามัย จาก “ห้องเรียนปลอดฝุ่น” ต้นแบบ สู่การขยายผลใช้งานจริงเพื่อยกระดับสุขภาพและสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ของเด็กเล็ก

 ไดกิ้น พาอากาศดีเข้าห้องเรียนเด็กเล็ก ผสานความเชี่ยวชาญด้านคุณภาพอากาศร่วมกับ กรมอนามัย จาก “ห้องเรียนปลอดฝุ่น” ต้นแบบ สู่การขยายผลใช้งานจริงเพื่อยกระดับสุขภาพและสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ของเด็กเล็ก

ไดกิ้น (Daikin) ต่อยอดความสำเร็จของโครงการพัฒนาต้นแบบศูนย์การเรียนรู้การปรับปรุงคุณภาพอากาศภายในอาคารศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก หรือ “ห้องเรียนปลอดฝุ่น” ในกรุงเทพมหานคร เชียงราย ระยอง และนครราชสีมา สู่ก้าวต่อไปของการดูแลอากาศในพื้นที่เรียนรู้ของเด็กปฐมวัย ผ่านงานเสวนา ที่จัดขึ้นเมื่อวันที่ 9 ตุลาคม 2569 ณ NEXTOPIA สยามพารากอน กรุงเทพมหานคร ซึ่งไดกิ้นได้นำประสบการณ์และองค์ความรู้จากศูนย์ต้นแบบมาส่งต่อสู่แนวทางการขยายผล โดยมีกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข ร่วมให้มุมมองต่อทิศทางการดูแลคุณภาพอากาศภายในอาคารศูนย์พัฒนาเด็กเล็กในอนาคต

นายวรพงศ์ กียปัจจ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท สยามไดกิ้นเซลส์ จำกัด กล่าวว่า ปัญหาฝุ่น PM2.5 ที่เกิดขึ้นต่อเนื่องในแต่ละปี ทำให้ห้องเรียนของเด็กเล็กต้องปิดประตูและหน้าต่างเป็นเวลานานเพื่อป้องกันฝุ่นจากภายนอก ขณะเดียวกันการระบายอากาศที่ลดลงก็ทำให้ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) สะสมอยู่ภายในห้อง ซึ่งส่งผลต่อความสบายและสมาธิในการเรียนรู้ของเด็ก คุณภาพอากาศภายในห้องเรียนจึงเป็นปัจจัยที่ใกล้ตัวเด็กมากที่สุด และเป็นโจทย์ที่ไดกิ้นในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านอากาศให้ความสำคัญ


ภายใต้แนวคิด “Perfecting the Air” ไดกิ้นมองการดูแลอากาศเป็นระบบที่ทำงานร่วมกัน ตั้งแต่การปรับอากาศ การระบายอากาศ ไปจนถึงการกรองฝุ่นละออง “ไดกิ้นทำงานด้านอากาศมาอย่างยาวนาน และเราให้ความสำคัญกับห้องเรียนของเด็กเล็กเป็นพิเศษ เพราะเด็ก ๆ ใช้เวลาเกือบทั้งวันอยู่ในห้องเรียนในช่วงวัยที่ร่างกายกำลังเติบโต โครงการนี้จึงเป็นการนำความเชี่ยวชาญของไดกิ้นทั้งด้านการปรับอากาศ การระบายอากาศ และการกรองอากาศ มาออกแบบเป็นต้นแบบที่ใช้งานได้จริงในศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก” นายวรพงศ์ กล่าว

ตลอดการดำเนินโครงการ ไดกิ้นร่วมกับหน่วยงานด้านสาธารณสุข หน่วยงานท้องถิ่น และภาควิชาการ พัฒนาศูนย์ต้นแบบรวม 4 แห่ง ใน 4 จังหวัด โดยโมเดลของศูนย์ต้นแบบประกอบด้วยระบบระบายอากาศแบบแลกเปลี่ยนความร้อน ที่กรองฝุ่น PM2.5 ก่อนนำอากาศภายนอกเข้าสู่ห้อง ทำงานร่วมกับระบบปรับอากาศ และเซ็นเซอร์ตรวจวัดคุณภาพอากาศแบบเรียลไทม์ที่ช่วยให้ครูติดตามสภาพอากาศในห้องได้ตลอดวัน พร้อมการอบรมครูและผู้ดูแลให้ใช้งานและดูแลระบบได้ด้วยตนเอง ศูนย์ทั้ง 4 จังหวัดจึงเป็นพื้นที่ที่พร้อมให้หน่วยงานอื่นเข้ามาศึกษาแนวทางการออกแบบ การติดตั้ง รวมไปถึงการดูแลระบบได้จริง

นายวรพงศ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ความสำเร็จของโครงการ เกิดจากการทำงานร่วมกับหน่วยงานในแต่ละพื้นที่ ซึ่งช่วยให้ต้นแบบตอบโจทย์บริบทที่แตกต่างกันได้จริง ปัจจุบันศูนย์ต้นแบบเป็นพื้นที่เรียนรู้ของเด็กกว่า 200 คน และครูผู้ดูแลกว่า 20 คน โดยผลการตรวจวัดพบว่าค่าฝุ่น PM2.5 ภายในห้องเรียนต่ำกว่าภายนอกเฉลี่ย 81% เมื่อเทียบจากฝุ่นภายนอก (อ้างอิงจากศูนย์ฯ ห้วยซ้อ จ.เชียงราย ที่มีค่าฝุ่น PM2.5 ภายนอกสูงถึง 95 micrograms) และระดับ CO2 ภายในห้องเรียนเฉลี่ย อยู่ที่ 618 ppm ซึ่งเป็นไปตามเกณฑ์ของกรมอนามัยเช่นกัน 


นอกจากนี้ ครูยังสามารถตรวจสอบข้อมูลจากเซ็นเซอร์ปรับการดูแลห้องได้ทันทีเมื่อคุณภาพอากาศเปลี่ยนแปลง ขณะที่ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กเทศบาลตำบลห้วยซ้อ จังหวัดเชียงราย ได้รับใบประกาศเกียรติคุณจากกรมอนามัย รับรองเป็น “ห้องเรียนปลอดฝุ่น” ตามเกณฑ์มาตรฐานด้านสุขภาพอนามัยแห่งแรกในภาคเหนือ

ด้าน ดร.จิตติมา รอดสวาสดิ์ ผู้อำนวยการกองประเมินผลกระทบต่อสุขภาพ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า กรมอนามัยให้ความสำคัญกับการสร้างพื้นที่ปลอดภัยจากฝุ่นให้กลุ่มเปราะบาง โดยเฉพาะเด็กเล็ก และได้วางแนวทางการจัดทำห้องปลอดฝุ่นสำหรับบ้านเรือน อาคารสาธารณะ และศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก ไว้เป็นกรอบให้หน่วยงานในพื้นที่นำไปปรับใช้ ต้นแบบที่ทำได้จริงในหลายพื้นที่จึงช่วยให้การนำแนวทางนี้ไปใช้ในศูนย์พัฒนาเด็กเล็กอื่น ๆ มีความชัดเจนมากขึ้น “เด็กเล็กเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากมลพิษทางอากาศได้ง่ายกว่าผู้ใหญ่ กรมอนามัยจึงมุ่งขยายพื้นที่ปลอดภัยจากฝุ่นให้ครอบคลุมสถานที่ที่เด็กเล็กใช้ชีวิตในแต่ละวัน ต้นแบบที่เกิดขึ้นในครั้งนี้แสดงให้เห็นว่าการดูแลคุณภาพอากาศในศูนย์พัฒนาเด็กเล็กทำได้จริงในพื้นที่ และเป็นประโยชน์ต่อการขยายแนวทางนี้ไปยังศูนย์พัฒนาเด็กเล็กอื่น ๆ ต่อไป”

สำหรับก้าวต่อไป ไดกิ้นจะนำประสบการณ์จากศูนย์ต้นแบบไปพัฒนาโมเดลที่เหมาะกับศูนย์พัฒนาเด็กเล็กในพื้นที่ที่หลากหลายมากขึ้น “ศูนย์ต้นแบบทั้ง 4 จังหวัดทำให้เราได้เรียนรู้ว่าแต่ละพื้นที่มีความต้องการแตกต่างกัน ซึ่งการดูแลอากาศให้ได้ผลลัพธ์ที่ดี ต้องทำควบคู่ไปกับการให้ความรู้แก่ครูและผู้ดูแล ไดกิ้นจะนำประสบการณ์เหล่านี้ไปพัฒนาต่อ และพร้อมสนับสนุนให้แนวทางจากศูนย์ต้นแบบ ได้รับการขยายไปถึงศูนย์พัฒนาเด็กเล็กอื่น ๆ ในอนาคต” นายวรพงศ์ กล่าวทิ้งท้าย








โฮมโปร–เมกาโฮม ผนึกกรมการค้าภายใน ร่วม “ไทยช่วยไทย ลดค่าครองชีพ สู้วิกฤตน้ำท่วม”ส่งต่อสินค้ามาตรฐาน–ราคาเป็นธรรม พร้อมบริการช่างช่วยฟื้นฟูบ้าน ลดภาระประชาชนหลังน้ำลด

 โฮมโปร–เมกาโฮม ผนึกกรมการค้าภายใน ร่วม “ไทยช่วยไทย ลดค่าครองชีพ สู้วิกฤตน้ำท่วม”ส่งต่อสินค้ามาตรฐาน–ราคาเป็นธรรม พร้อมบริการช่างช่วยฟื้นฟูบ้าน ลดภาระประชาชนหลังน้ำลด

โฮมโปร และเมกาโฮม เดินหน้าผนึกความร่วมมือกับ กรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของโครงการ “ไทยช่วยไทย ลดค่าครองชีพ สู้วิกฤตน้ำท่วม” ระหว่างเดือนตุลาคม–พฤศจิกายน 2569 สนับสนุนภารกิจช่วยเหลือและฟื้นฟูประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์อุทกภัย มุ่งช่วยลดภาระค่าครองชีพในช่วงหลังน้ำลด ผ่านการเข้าถึง สินค้าที่จำเป็น ได้มาตรฐาน มีคุณภาพ ในราคาที่เป็นธรรม ควบคู่กับการนำความเชี่ยวชาญของ “ช่างโฮมโปร” เข้ามาช่วยดูแล ทำความสะอาด ตรวจเช็ก และฟื้นฟูบ้าน เพื่อให้ประชาชนสามารถกลับมาใช้ชีวิตภายในบ้านได้อย่างปลอดภัยและมั่นใจอีกครั้ง


นางอุไรวรรณ ตันติพิริยะกิจ รองกรรมการผู้จัดการ กลุ่มธุรกิจปฏิบัติการและการตลาด บริษัท โฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ “โฮมโปร” เปิดเผยว่า หลังสถานการณ์น้ำลด หลายครอบครัวต้องเผชิญกับภาระค่าครองชีพที่เพิ่มขึ้น ในการ ทำความสะอาด ซ่อมแซม และจัดหาสิ่งของทดแทน โฮมโปรและเมกาโฮมจึงร่วมสนับสนุนสินค้าที่ตอบโจทย์การฟื้นฟูบ้าน โดยให้ความสำคัญกับ มาตรฐาน คุณภาพ ความปลอดภัย และราคาที่เหมาะสม ครอบคลุมทั้งกลุ่มของใช้จำเป็น อาทิ แผ่น Topper ที่นอนปิกนิก หมอน หมอนข้าง หมอนสุขภาพ ชุดเครื่องนอน ผ้าเช็ดตัว ผ้าห่ม ผ้านวม และพรมประเภทต่างๆ รวมถึงกลุ่มไฟฟ้าและอุปกรณ์สำหรับบ้าน อาทิ ไฟอ่านหนังสือ LED ไฟ Solar สำหรับภายนอกและจัดสวน ไฟเพดานและหลอด LED สวิตช์และอุปกรณ์ไฟฟ้า ตลอดจนปั๊มน้ำอัตโนมัติ เพื่อให้ประชาชนสามารถเลือกซื้อสิ่งของที่จำเป็นต่อการกลับมาใช้ชีวิตและฟื้นฟูบ้านได้อย่างเหมาะสม

นอกจากการช่วยแบ่งเบาภาระค่าครองชีพด้านสินค้าแล้ว โฮมโปร–เมกาโฮม ยังนำศักยภาพของ ช่างโฮมโปร เข้ามาช่วยดูแลบ้านในช่วงหลังน้ำลด ภายใต้โครงการ “โฮมโปร-เมกาโฮม ห่วงใย ร่วมใจฟื้นฟูบ้าน” พร้อมบริการที่ตอบโจทย์ปัญหาหลังน้ำท่วม ตั้งแต่การทำความสะอาดใหญ่ Big Cleaning ลดทันที 10% พร้อมบริการจัดการดินโคลนในราคาพิเศษ 1,500 บาท ระหว่างวันที่ 2–31 ตุลาคม 2569 เพื่อช่วยจัดการคราบสกปรกและดินโคลนที่ตกค้างภายในบ้าน

พร้อมกันนี้ ยังมี บริการตรวจเช็กเครื่องใช้ไฟฟ้า เหมาเหมา 5 รายการ ราคาพิเศษ 990 บาท/แพ็กเกจ ชิ้นถัดไปเหลือชิ้นละ 100 บาท พร้อมรับคูปองส่วนลด 50% สำหรับบริการซ่อมในครั้งถัดไป ระหว่างวันที่ 5–31 ตุลาคม 2569 เพื่อช่วยให้ประชาชนสามารถตรวจสอบสภาพเครื่องใช้ไฟฟ้าที่อาจได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมก่อนนำกลับมาใช้งาน รวมถึงได้รับคำแนะนำจากทีมช่างในการประเมินสภาพบ้านและอุปกรณ์ต่าง ๆ เพื่อเพิ่มความมั่นใจก่อนกลับมาใช้ชีวิตภายในบ้านตามปกติ


ความร่วมมือครั้งนี้สะท้อนการผนึกกำลังระหว่าง ภาครัฐและภาคเอกชนในการช่วยลดภาระค่าครองชีพและดูแลประชาชนอย่างต่อเนื่อง จากช่วงเกิดเหตุภัยพับัติ สู่ช่วงฟื้นฟูบ้านหลังน้ำลด โดยโฮมโปร–เมกาโฮมนำทั้งความเชี่ยวชาญด้านสินค้า โซลูชันเรื่องบ้าน ทีมช่าง และศักยภาพของเครือข่ายสาขา มาร่วมสนับสนุนภารกิจของภาครัฐ เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงทั้ง สินค้ามาตรฐานในราคาที่เป็นธรรม และบริการดูแลบ้านที่จำเป็นในช่วงหลังน้ำลด เพื่อช่วยลดภาระในช่วงหลังวิกฤต และสนับสนุนให้ทุกครอบครัวสามารถกลับมาใช้ชีวิตภายในบ้านได้อย่าง ปลอดภัย มั่นใจ และมีคุณภาพชีวิตที่ดีอีกครั้ง


#โฮมโปรเมกาโฮมห่วงใยร่วมใจฟื้นฟูบ้าน #ไทยช่วยไทยลดค่าครองชีพสู้วิกฤตน้ำท่วม #โฮมโปร #HomePro #เมกาโฮม #MegaHome #ช่างโฮมโปร #ChangHomePro #กรมการค้าภายใน #homepropr

วันพฤหัสบดีที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2569

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง เสริมสร้างอนาคตเด็กไทย มอบทุนการศึกษาในระดับชั้นประถม และทุนฯ ทุกระดับปีสุดท้าย (ทุนสัญจร) แก่เยาวชนที่ประพฤติดีแต่ขาดแคลนทุนทรัพย์ 5 จังหวัดภาคอีสาน รวมงบฯ กว่า 2.25 ล้านบาท

 มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง เสริมสร้างอนาคตเด็กไทย มอบทุนการศึกษาในระดับชั้นประถม และทุนฯ ทุกระดับปีสุดท้าย (ทุนสัญจร) แก่เยาวชนที่ประพฤติดีแต่ขาดแคลนทุนทรัพย์ 5 จังหวัดภาคอีสาน รวมงบฯ กว่า 2.25 ล้านบาท  

วันนี้ (วันพฤหัสบดีที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2569) มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง นำโดย  นายนิพนธ์ ลีละศิธร กรรมการ พร้อมด้วย นายอรัณย์ โตทวด ผู้จัดการใหญ่ นางศิริพร กระจ่างหล้า ผู้จัดการฝ่ายสังคมสงเคราะห์ และนายพิทักษ์พนธ์ ถูกจิตต์ รักษาการหัวหน้าแผนกส่งเสริมการศึกษาและอาชีพ  นำทีมเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่มอบทุนการศึกษาระดับชั้นประถมศึกษา และทุนฯ ทุกระดับปีสุดท้าย (ทุนสัญจร) ประจำปี พ.ศ. 2569 แก่นักเรียน นิสิต นักศึกษา ที่ประพฤติดี แต่ขาดแคลนทุนทรัพย์  5 จังหวัดภาคอีสาน ประกอบด้วย จังหวัดมหาสารคาม กาฬสินธุ์ บุรีรัมย์ และ ชัยภูมิ  โดยมีจังหวัดขอนแก่นเป็นจุดศูนย์กลางในการมอบทุนฯ รวม 53 สถาบัน 265 ทุน รวมเป็นเงินจำนวน 2,255,000 บาท (สองล้านสองแสนห้าหมื่นห้าพันบาทถ้วน) เพื่อสนับสนุนให้เยาวชนได้รับโอกาสทางการศึกษาอย่างเท่าเทียมตามที่มุ่งหวัง เติบโตพร้อมมีวิชาความรู้ สร้างอนาคตของตนเองและครอบครัว เป็นคนดีของสังคมและประเทศชาติ อีกทั้งยังเป็นการช่วยเหลือแบ่งเบาภาระของผู้ปกครอง โดยมี นายยุทธพร พิรุณสาร รองผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่น เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วย คณะกรรมการมูลนิธิจิตกุศลขอนแก่น ร่วมในพิธี ณ โรงเรียนฮั่วเคี้ยววิทยาลัย อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น



การมอบทุนการศึกษาแก่นักเรียน นิสิต และนักศึกษา เยาวชนผู้ขาดแคลนทุนทรัพย์ เป็นหนึ่งในนโยบายหลักของงานสังคมสงเคราะห์ มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ซึ่งดำเนินการมาแล้วเป็นเวลากว่า 51 ปี ในการสนับสนุนให้เยาวชนมีโอกาสเท่าเทียมทางการศึกษา สร้างเยาวชนให้เป็นคนดีของสังคม โดยเมื่อเดือนมิถุนายน 2569 ที่ผ่านมา มูลนิธิฯ ได้ดำเนินการมอบทุนฯ แก่เยาวชนในระดับชั้นประถมศึกษาไปแล้ว 1,500 ทุน  และในเดือนกันยายน  2569 มูลนิธิฯ ได้มอบทุนการศึกษาต่อเนื่อง และทุนการศึกษาในปีสุดท้ายของระดับชั้นมัธยมศึกษา อาชีวศึกษา และอุดมศึกษา รวม 910 ทุน และในวันนี้ (8 ตุลาคม 2569) มูลนิธิฯ มอบทุนการศึกษาในส่วนภูมิภาค  (5 จังหวัดภาคอีสาน)  โดยมีจังหวัดขอนแก่นเป็นจุดศูนย์กลาง รวม 53 สถาบัน

.

รวมงบประมาณการมอบทุนการศึกษาแก่เยาวชน นิสิต นักศึกษา ทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค ประจำปี 2569 เป็นจำนวนเงินทั้งสิ้น 17,870,000 บาท (สิบเจ็ดล้านแปดแสนเจ็ดหมื่นบาทถ้วน)

.

ตลอดระยะเวลากว่า 116 ปีที่ผ่านมา มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง  ได้ขยายขอบข่ายโครงการต่าง ๆ ออกไปอย่างกว้างขวาง ไม่เพียงแต่บำบัดทุกข์ บำรุงสุข แก่ผู้ตกทุกข์ได้ยากโดยไม่จำกัดเชื้อชาติ  ศาสนา   เท่านั้น แต่ยังได้พัฒนาคุณภาพชีวิตอีกในหลาย ๆ ทาง รวมถึงการพัฒนาด้านการศึกษา เพื่อเป็นองค์กรสาธารณกุศลที่ช่วยเหลือประชาชนครบวงจรในทุกๆ ด้าน ดังปณิธานมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง “ช่วยชีวิต รักษาชีวิต สร้างชีวิต”



มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง  ขอขอบพระคุณผู้มีจิตศรัทธาทุกท่านที่ร่วมบริจาคสมทบทุนงานสาธารณกุศลต่างๆ กับทางมูลนิธิฯ “ทุกบาท ทุกสตางค์ ที่ท่านบริจาค สามารถร่วม ช่วยชีวิต รักษาชีวิต และสร้างชีวิต นับล้านชีวิต” 

.

ติดตามข่าวสาร และกิจกรรมการช่วยเหลือของมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้ที่ เฟซบุ๊ก แฟนเพจ facebook.com/atpohtecktung หรือดูรายละเอียดช่องทางที่สะดวกได้ที่ https://linktr.ee/pohtecktung

.

## มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ช่วยชีวิต รักษาชีวิต สร้างชีวิต ##

#แอปพลิเคชันป่อเต็กตึ๊ง1418

#ช่วยจริงอุ่นใจแม้ในนาทีฉุกเฉิน

ไทยเตรียมโชว์ศักยภาพเกษตรไทยแหล่งอาหารของโลก ในงานมหกรรมพืชสวนโลก 2570 ที่โยโกฮามา

 ไทยเตรียมโชว์ศักยภาพเกษตรไทยแหล่งอาหารของโลก ในงานมหกรรมพืชสวนโลก 2570 ที่โยโกฮามา     

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดตัว Thailand Pavilion เตรียมนำศักยภาพ “เกษตรไทย” สู่สายตาโลก ในงาน GREEN×EXPO 2027 ณ เมืองโยโกฮามา ประเทศญี่ปุ่น พร้อมเปิดเว็บไซต์ Thailand Pavilion และนับถอยหลังสู่วันเปิดงาน 19 มีนาคม 2570 ชูแนวคิด “Collaboration with Nature: Caring for Life, Cultivating the Future” ถ่ายทอดเรื่องราวจากผืนดิน เกษตรกร อาหาร พืชสวน นวัตกรรม และความยั่งยืน เชื่อมโอกาสทางการค้า การท่องเที่ยว และความร่วมมือไทย–ญี่ปุ่น

นางสาวปิยะรัฐชย์ ติยะไพรัช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ประเทศไทยมีความพร้อมในการเข้าร่วมงาน International Horticultural Expo 2027 หรือ GREEN×EXPO 2027 มหกรรมพืชสวนนานาชาติระดับ A1 โดยจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 19 มีนาคม–26 กันยายน 2570 ณ เมืองโยโกฮามา ประเทศญี่ปุ่น โดยประเทศไทยเตรียมนำเสนอ Thailand Pavilion ภายใต้แนวคิด “Collaboration with Nature: Caring for Life, Cultivating the Future” หรือ “วิสัยทัศน์ของชีวิตไทยแห่งอนาคต”

การเข้าร่วมงานครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการนำสินค้าเกษตรและพืชสวนไทยไปจัดแสดง แต่เป็นการนำ “เรื่องราวของเกษตรไทย” ไปพบโลก ตั้งแต่ผืนดิน เกษตรกร อาหาร พืชสวน สมุนไพร ภูมิปัญญาท้องถิ่น ไปจนถึงเทคโนโลยีและนวัตกรรม เพื่อสะท้อนให้เห็นว่า ภาคการเกษตรไทยมีทั้งคุณภาพ ความหลากหลาย นวัตกรรม และศักยภาพในการเติบโตอย่างยั่งยืนไปพร้อมกับโลก

“เวทีนี้จะเป็นโอกาสสำคัญในการนำเสนอศักยภาพของประเทศไทยในมิติที่เชื่อมโยงกับอนาคตของโลก 

ทั้งการเกษตร พืชสวน ความหลากหลายทางชีวภาพ อาหาร การรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และนวัตกรรมทางการเกษตรแห่งอนาคต ประเทศไทยกำลังพาเกษตรไทยไปพบโลก เราต้องการให้ผู้คนจากทั่วโลกได้เห็นว่า จากผืนดินไทย เราสามารถสร้างทั้งอาหารคุณภาพ พืชสวนที่มีเอกลักษณ์ สินค้าเกษตรที่มีมาตรฐาน เกษตรกรรุ่นใหม่ที่มีความสามารถ ตลอดจนองค์ความรู้และนวัตกรรมที่สามารถต่อยอดไปสู่อนาคตได้” นางสาวปิยะรัฐชย์กล่าว


GREEN×EXPO 2027 มหกรรมพืชสวนนานาชาติระดับ A1 

งาน International Horticultural Expo 2027 หรือ GREEN×EXPO 2027 เป็นมหกรรมพืชสวนนานาชาติระดับ A1 (World Horticultural Exhibition) ซึ่งเป็นระดับสูงสุดที่ได้รับการรับรองจากสมาคมพืชสวนนานาชาติ (AIPH) และได้รับการรับรองจากองค์การระหว่างประเทศว่าด้วยการจัดงานมหกรรมโลก (BIE) โดยถือเป็นการจัดงานระดับ A1 Class ในประเทศญี่ปุ่นในรอบ 27 ปี

งานครั้งนี้ขึ้นที่เมืองโยโกฮามา จังหวัดคานางาวะ ห่างจากใจกลางกรุงโตเกียวประมาณ 30 กิโลเมตร ภายใต้แนวคิดหลัก “Scenery of the Future for Happiness” คาดว่าจะมีประเทศจากทั่วโลก

เข้าร่วมมากกว่า 175 ประเทศ และมีผู้เข้าชมงานประมาณ 15 ล้านคน แบ่งเป็นผู้ซื้อบัตรเข้าชมมากกว่า 10 ล้านคน และผู้เข้าร่วมงานในส่วนอื่นประมาณ 5 ล้านคน

Thailand Pavilion เปิดมุมมองใหม่ของ “เกษตรไทย”

ประเทศไทยในนามทีมไทยแลนด์ เตรียมนำเสนอ Thailand Pavilion ในรูปแบบ “นิทรรศการ

มีชีวิต” (Living Exhibition) ที่ผสานอัตลักษณ์ไทยเข้ากับเทคโนโลยีและนวัตกรรมการเกษตรสมัยใหม่ ภายใต้แนวคิด “Collaboration with Nature: Caring for Life, Cultivating the Future” หรือ “วิสัยทัศน์

ของชีวิตไทยแห่งอนาคต” บนพื้นที่จัดแสดง 619 ตารางเมตร การจัดแสดงจะไม่ได้มุ่งนำเสนอเพียงสินค้า

และพืชพรรณของไทย แต่จะถ่ายทอดเรื่องราวตั้งแต่ ผืนดิน เกษตรกร อาหาร พืชสวน สมุนไพร เทคโนโลยี นวัตกรรม ไปจนถึงแนวคิดการทำเกษตรอย่างยั่งยืน เพื่อให้ผู้ชมจากทั่วโลกเห็นถึงศักยภาพของประเทศไทยในฐานะแหล่งผลิตอาหารและสินค้าเกษตรคุณภาพ ตลอดจนความสามารถในการผสานภูมิปัญญาท้องถิ่นเข้ากับเทคโนโลยีและนวัตกรรมสมัยใหม่

นางสาวปิยะรัฐชย์ กล่าวว่า โลกกำลังเปลี่ยนแปลง และ “อาหาร การเกษตร สิ่งแวดล้อม” กลายเป็นประเด็นที่ทุกประเทศให้ความสำคัญ ขณะที่ประเทศไทยมีจุดแข็งด้านการเกษตรที่สามารถนำเสนอในระดับโลก ทั้งความหลากหลายของพืชสวนและอาหาร ผลิตภัณฑ์เกษตรคุณภาพสูง เทคโนโลยีและนวัตกรรม ตลอดจนองค์ความรู้ของเกษตรกรไทย

“การไปครั้งนี้จึงไม่ใช่แค่การนำสินค้าไปจัดแสดง แต่คือการนำ ‘เรื่องราวของเกษตรไทย’ 

ไปสู่เวทีโลก ให้โลกได้รู้จักว่าเบื้องหลังอาหารและสินค้าที่มีคุณภาพ คือผืนดิน เกษตรกร องค์ความรู้ 

ภูมิปัญญาของเกษตรกรไทย และนวัตกรรมของคนไทย” นางสาวปิยะรัฐชย์กล่าว


จากผืนดินไทยสู่เวทีโลก

หนึ่งในเรื่องราวสำคัญที่จะนำเสนอในงาน GREEN×EXPO 2027 คือบทบาทของ เกษตรกรรุ่นใหม่ หรือ Young Smart Farmer (YSF) ซึ่งเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนและเปลี่ยนผ่านภาคการเกษตรไทย โดยจะนำเสนอการผสานภูมิปัญญาและประสบการณ์จากท้องถิ่นเข้ากับ Smart Farming เทคโนโลยี 

การบริหารจัดการฟาร์มสมัยใหม่ และแนวคิดด้านความยั่งยืน

ขณะเดียวกัน Thailand Pavilion จะสะท้อนความหลากหลายของพืชสวนไทย อาหาร ผลไม้ สมุนไพร และสินค้าเกษตรคุณภาพ รวมถึงองค์ความรู้ด้านการผลิตที่สามารถตอบโจทย์ความท้าทายของโลก ทั้งการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ความมั่นคงทางอาหาร และการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ เป้าหมายสำคัญคือการทำให้คำว่า “Thai Agriculture” (การเกษตรไทย) มีความหมายมากกว่า “แหล่งผลิต” แต่สะท้อนภาพภาคการเกษตรที่มีทั้ง คุณภาพ นวัตกรรม ความหลากหลาย และความยั่งยืน ผ่านประเด็นที่โลกให้ความสนใจ อาทิ อาหารคุณภาพและมาตรฐาน ความหลากหลายทางชีวภาพ พืชสวนและทรัพยากรทางการเกษตรที่มีเอกลักษณ์ ตลอดจนการผลิตที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อมและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

“Living Exhibition” ถ่ายทอดวัฏจักรธรรมชาติผ่านอัตลักษณ์ไทย

อีกหนึ่งไฮไลต์ของ Thailand Pavilion คือรูปแบบนิทรรศการ “Living Exhibition” ที่ผสาน

อัตลักษณ์ไทยเข้ากับเทคโนโลยีและนวัตกรรมการเกษตรสมัยใหม่ โดยโครงสร้างการเล่าเรื่อง (Exhibition Narrative) ได้รับแรงบันดาลใจจากปรัชญาจิตรกรรมไทยที่เชื่อมโยงกับวัฏจักรธรรมชาติของดอกไม้ 

การนำเสนอถ่ายทอดผ่านแนวคิด “ดอกไม้ร่วง–ดอกไม้ลอย (Fallen Flower)” ซึ่งเปรียบเสมือนสัจธรรม

ของการร่วงโรยและการคืนกลับสู่ผืนดิน การย่อยสลายกลับคืนเป็นแร่ธาตุและเมล็ดพันธุ์ที่พร้อมสืบทอดชีวิตใหม่ ก่อนเบ่งบานขึ้นอีกครั้งเป็น “ดอกไม้บาน (Blooming Flower)” สะท้อนวัฏจักรธรรมชาติที่ไม่มีวันสิ้นสุด ตลอดจนสื่อถึงความหวัง การปรับตัวของสิ่งมีชีวิต และการเริ่มต้นใหม่ท่ามกลางวิกฤตสิ่งแวดล้อมของโลก 

ด้านสถาปัตยกรรม จะนำเส้นสายของกลีบดอกไม้มาเป็นองค์ประกอบหลักในการออกแบบเส้นทางเดินชม เพื่อพาผู้เข้าชมผ่านพื้นที่จัดแสดงทั้งในร่มและกลางแจ้งอย่างกลมกลืน สำหรับ

ตราสัญลักษณ์ประจำอาคาร (Pavilion Logo) ได้รับแรงบันดาลใจจาก “ดอกมณฑารพ” ซึ่งเป็น

ดอกไม้ทิพย์ตามวรรณคดีไทย โดยนำมาปรับรูปทรงให้มีความร่วมสมัย และออกแบบกลีบดอก

ให้สอดคล้องกับรูปทรงของ ดอกซากุระ เพื่อสื่อถึงมิตรภาพอันยาวนานระหว่างประเทศไทยและญี่ปุ่น

ขณะที่ตัวแทนสัญลักษณ์ “ไทโย”  ได้รับการออกแบบให้เป็นทูตสื่อสารเรื่องราวของธรรมชาติ 

ผืนป่าอันอุดมสมบูรณ์ และพรรณไม้ไทย เพื่อถ่ายทอดความหลากหลายทางชีวภาพและวิสัยทัศน์

ด้านอนาคตสีเขียวของประเทศไทยสู่สายตาชาวโลก


ไทย–ญี่ปุ่น ครบรอบ 140 ปี เชื่อมเกษตรกับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

การเข้าร่วม GREEN×EXPO 2027 ยังมีความสำคัญในมิติความสัมพันธ์ไทย–ญี่ปุ่น เนื่องจาก

ปี 2570 ตรงกับวาระ ครบรอบ 140 ปีการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างประเทศไทยและญี่ปุ่น Thailand Pavilion จึงจะเป็นอีกหนึ่งพื้นที่สะท้อนมิตรภาพและความร่วมมือระหว่างสองประเทศ ผ่านความร่วมมือด้านการเกษตร การพัฒนาบุคลากร นวัตกรรม และการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้

นอกจากนี้ ยังมีแผนจัดกิจกรรมพิเศษตลอดระยะเวลาประมาณ 6 เดือน รวม 7 ครั้ง ครอบคลุม สงกรานต์ เทศกาลดอกไม้ไทย เทศกาลผลไม้ไทย เทศกาลอาหารแห่งอนาคต สัปดาห์ประเทศไทย เทศกาลผ้าไทย และเทศกาลสมุนไพร พร้อมกิจกรรมด้านศิลปวัฒนธรรมและการเฉลิมฉลองความสัมพันธ์ไทย–ญี่ปุ่นครบ 140 ปี

“จากวันนี้จนถึงวันเปิดงาน เราต้องทำให้คนไทยรู้สึกว่า นี่คือเวทีของเรา และเมื่อถึงวันที่ Thailand Pavilion เปิดประตูต้อนรับผู้คนจากทั่วโลก ทุกคนจะได้เห็นว่าเกษตรไทยมีทั้งรากฐานจากภูมิปัญญา มีศักยภาพด้านนวัตกรรม และมีอนาคตที่สามารถเติบโตไปพร้อมกับโลกได้” นางสาวปิยะรัฐชย์กล่าว


นางสาวปิยะรัฐชย์ กล่าวเสริมว่า การเข้าร่วม GREEN×EXPO 2027 ไม่ควรถูกมองเพียงการเข้า

ร่วมงานระดับนานาชาติ แต่ควรมองว่าเป็น “โอกาสของประเทศไทยและคนไทย” ซึ่งครอบคลุมตั้งแต่การสร้างการรับรู้เกี่ยวกับสินค้าเกษตรไทย การเปิดตลาดใหม่ การเพิ่มมูลค่าสินค้า การสร้างโอกาส

ทางธุรกิจ การเชื่อมโยงด้านการท่องเที่ยว ตลอดจนการสร้างเครือข่ายความร่วมมือด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมทางการเกษตร ขณะเดียวกัน การเข้าร่วม GREEN×EXPO 2027 ยังเป็นโอกาสสำคัญในการเตรียมความพร้อมสำหรับ Nakhon Ratchasima International Horticultural Expo 2029 ซึ่งประเทศไทยจะเป็นเจ้าภาพจัดงานมหกรรมพืชสวนโลกในลำดับต่อไป

“เมื่อเกษตรไทยไปไกล โอกาสของคนไทยก็ไปไกลด้วย การนำเกษตรไทยไปสู่เวทีโลกจึงไม่ใช่เรื่องของการจัดนิทรรศการเพียงอย่างเดียว แต่คือการเปิดประตูให้สินค้า เกษตรกร ผู้ประกอบการ และองค์ความรู้ของไทยได้เชื่อมต่อกับโลกมากขึ้น Thailand Pavilion จึงไม่ได้เป็นเพียงพื้นที่จัดแสดงประเทศไทยในต่างแดน แต่เป็นพื้นที่ที่นำ ‘เกษตรไทย’ จากผืนดินสู่สายตาโลก และเปิดโอกาสใหม่กลับคืนสู่เกษตรกร ผู้ประกอบการ และคนไทย” นางสาวปิยะรัฐชย์กล่าวปิดท้าย 


เตรียมพบกับ Thailand Pavilion ภายใต้แนวคิด “Collaboration with Nature: Caring for Life, Cultivating the Future” หรือ “วิสัยทัศน์ของชีวิตไทยแห่งอนาคต” ระหว่างวันที่ 19 มีนาคม–26 กันยายน 2570 ณ เมืองโยโกฮามา ประเทศญี่ปุ่น


เจาะลึกภารกิจ "สถานีเฝ้าระวังภัยทางรังสี" เกราะป้องกันคนไทยจากบทเรียนระดับโลก สู่ยุคพลังงานอนาคต

  เจาะลึกภารกิจ "สถานีเฝ้าระวังภัยทางรังสี" เกราะป้องกันคนไทยจากบทเรียนระดับโลก สู่ยุคพลังงานอนาคต เมื่อพูดถึงอุบัติเหตุทางนิวเคลี...