วันอาทิตย์ที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2569

“Bangkok Auto Salon 2026” เปิดเทรนด์ Complete Car ระดับท็อปจากญี่ปุ่นเจาะลึก 3 สำนักแต่งไอคอนิก VeilSide, HKS & FOREVER, GReddy x KUHL

 “Bangkok Auto Salon 2026” เปิดเทรนด์ Complete Car ระดับท็อปจากญี่ปุ่นเจาะลึก 3 สำนักแต่งไอคอนิก VeilSide, HKS & FOREVER, GReddy x KUHL

Bangkok Auto Salon 2026 พาสายซิ่งส่องเทรนด์ “Complete Car” จากญี่ปุ่น การแต่งรถที่ไม่ได้หยุดแค่การเปลี่ยนชุดแต่ง แต่คือการยกระดับสมรรถนะและงานดีไซน์ทั้งคันให้สะท้อนตัวตนของแต่ละสำนักแต่งอย่างสมบูรณ์แบบ ผ่าน 3 สำนักชื่อดัง VeilSide – HKS & FOREVER – GReddy x KUHL ที่มาพร้อมแนวทางการคัสตอมอันเป็นเอกลักษณ์ ตั้งแต่ดีไซน์ บอดี้พาร์ต งานแอโรพาร์ต ไปจนถึงการอัปเกรดสมรรถนะขั้นสุดและการเลือกใช้พาร์ตเฉพาะทาง งานนี้คนรักรถแต่งจะได้เห็นว่าทำไม “Complete Car” จึงกลายเป็นอีกหนึ่งเทรนด์ที่น่าจับตาของวงการคัสตอมคาร์ญี่ปุ่น

เริ่มที่ VeilSide สำนักแต่งระดับตำนานจากญี่ปุ่น ภายใต้การดูแลของ Wise Autoworks ประเทศไทย โดดเด่นด้วยแนวคิดการเปลี่ยนเส้นสาย เพิ่มมิติและวอลุ่มของตัวให้มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว จนแทบไม่เหลือภาพจำของรถเดิม ทั้งงานชิ้นส่วนพาร์ตทุกชิ้นของ VeilSide มีความพิเศษ คือ มี Running Number กำกับ เพื่อสะท้อนความเอ็กซ์คลูซีฟ นอกจากนี้ Wise Autoworks ยังเป็นผู้จัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์แบรนด์ชั้นนำในวงการรถแต่งอีกหลากหลาย อาทิ ENKEI ล้อจากประเทศญี่ปุ่นที่โดดเด่นเรื่องน้ำหนักเบาและความแข็งแรง โดยเฉพาะ กลุ่มลายสาย Racing และ Performance ที่เหมาะกับรถสปอร์ต รวมถึง AME แบรนด์ล้อที่โดดเด่นด้วยดีไซน์และน้ำหนักเบา ตอบโจทย์คนรักรถที่ต้องการทั้งสมรรถนะและความสวยงาม และ MOMO แบรนด์พวงมาลัยชื่อดังจากอิตาลี พร้อมบริการดูแลรถแบบครบวงจร ตั้งแต่การช่วยหา Base Car ไปจนถึงการจัดหาพาร์ตสำหรับรถรุ่นต่าง ๆ รวมถึงรถรุ่นเก๋าที่เลิกผลิตไปแล้ว


ครั้งแรกในไทย HKS Japan แต่งตั้ง FOREVER Shop Thailand เป็น Dealer Complete Car อย่างเป็นทางการในประเทศไทย ตอกย้ำความพิเศษของเทรนด์ Complete Car โดยรถของ HKS Japan ได้รับการโมดิฟายสมรรถนะ และติดตั้งชุดแต่งรุ่น limited ทั้งภายนอกและภายในอย่างครบถ้วน ที่เอ็กซ์คลูซีฟที่สุด คือ ผู้สั่งซื้อ ต้องลงทะเบียนระบุชื่อเจ้าของในระบบก่อน ทุกคันจะมี Running Number ประจำรถและพาร์ตทุกชิ้น เพื่อยืนยันรถและชิ้นส่วนเฉพาะคัน สะท้อนแนวคิดของ HKS ที่ต้องการรักษาคุณค่าของ Complete Car ในฐานะรถแต่งเอ็กซ์คลูซีฟและป้องกันการลอกเลียนแบบ โดยผลิต HKS Complete Car ในจำนวนจำกัด นอกจากนี้ ภายในบูธ FOREVER ยังจัดจำหน่ายเคมีภัณฑ์และน้ำมันเครื่อง HKS รวมถึงน้ำมันเครื่องและเคมีภัณฑ์แบรนด์ชั้นนำสำหรับรถแรงโดยเฉพาะ พร้อมโปรโมชั่นราคาพิเศษสุดคุ้มค่ากว่าแอปออนไลน์ เฉพาะงาน Bangkok Auto Salon เท่านั้น

ปิดท้ายที่บูธ GReddy สำนักแต่ง Performance ระดับท็อปจากญี่ปุ่นที่โดดเด่นเรื่องการยกระดับสมรรถนะ เป็นอีกรายที่นำแนวคิด Complete Car นำเข้าจากประเทศญี่ปุ่น 100%  มาให้สัมผัสได้อย่างใกล้ชิด 2 รุ่น ได้แก่ คันแรก Toyota GR86 Complete KUHL x GReddy  เป็นการทำงานร่วมกันของ 2 แบรนด์ดัง มาพร้อมช่วงล่างพิเศษและชุดแต่งเพิ่มความดุดันจาก KUHL Racing พร้อมความพิเศษคือการอัปเกรดสมรรถนะชุดเทอร์โบโดย GReddy จนมีกำลังเพิ่มขึ้นถึง 310 แรงม้า เพิ่มความแรงและรูปลักษณ์ที่โดดเด่นสะดุดตา...เป็น Toyota GR86 Complete KUHL x GReddy  คันแรกที่พร้อมจำหน่ายอย่างเป็นทางการในเมืองไทย ส่วน Suzuki Jimny Complete Car คันที่นำมาโชว์ในงาน Bangkok Auto Salon 2026 เป็น Complete Car ที่โมดิฟายยกคันจากญี่ปุ่นทั้งเครื่องและการตกแต่งรอบคันเช่นกัน พร้อมเปิดให้ผู้สนใจ พรีออเดอร์รถและเลือกสเปกการตกแต่งจากญี่ปุ่นได้ หรือสำหรับเจ้าของรถ Jimny ในไทยก็สามารถนำรถเข้ามาอัปเกรดสมรรถนะและติดตั้งพาร์ต GReddy ได้เช่นกัน 


Bangkok Auto Salon 2026 ชวนสายซิ่งมาเติมความสนุกกันต่อกับกิจกรรม Outdoor และความบันเทิงครบรส

BAS DRIFT ARENA: รวมพล ROOKIE DRIFTER และนักดริฟต์มืออาชีพร่วมโชว์สกิลความเร็ว

CLUB RACE (Pocket Arena): ท้าประลองความเร็วชิงตำแหน่ง Best Lap Time of The Day

CAR CLUB PARTY & BAS CAR PARADE: ขบวนรถแต่งสุดตระการตา

BAS LIVE STAGE: สนุกกับไลฟ์แบนด์และ HOT DJ สาวเซ็กซี่ในช่วงค่ำ


สาวกรถแต่งพลาดไม่ได้กับเสื้อที่ระลึก Bangkok Auto Salon 2026 2 สี “ขาวคลีน” และ “ดำดุดัน” ราคา 590 บาท พิเศษ! สำหรับผู้ซื้อบัตรเข้าชมงาน เพียงนำบัตรมาแสดง ณ จุดจำหน่ายหน้าฮอลล์ 100 รับส่วนลดทันที 100 บาท สินค้ามีจำนวนจำกัด


Bangkok Auto Salon 2026 ขอชวนคนรักรถและสาวกสายซิ่ง สัมผัสคาร์คัลเจอร์แห่งอาเซียน อัปเดตเทรนด์ พร้อมเลือกช้อปอุปกรณ์ตกแต่งรถยนต์กว่า 200 แบรนด์ชั้นนำทั่วโลก รวมถึงกิจกรรมมอเตอร์สปอร์ตและความบันเทิงตลอดงาน ได้ตั้งแต่วันนี้ – 30 สิงหาคม 2569 ณ ฮอลล์ 100 ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา โดยวันเสาร์–อาทิตย์ เปิดเวลา 11.00–21.30 น. บัตรเข้าชมงานราคา 100 บาท

###




ติดตามข่าวสาร ความเคลื่อนไหว และรายละเอียดกิจกรรมต่าง ๆ ของ Bangkok Auto Salon 2026 ได้ทาง

Facebook: Bangkok International Auto Salon YouTube: Bangkokautosalon 

Instagram: @bangkokautosalon_official            TikTok: @bangkokautosalon 


#BangkokAutoSalon2026 #BangkokAutoSalon #BAS2026 #BAS #CelebrateBangkokDestination #TokyoAutoSalon

“Bangkok Auto Salon 2026” โค้งสุดท้าย! วันอาทิตย์จัดเต็มความมันส์ ชวนสาวกรถแต่งฉลองกรุงเทพฯ ศูนย์กลางคาร์คัลเจอร์อาเซียน

 “Bangkok Auto Salon 2026” โค้งสุดท้าย! วันอาทิตย์จัดเต็มความมันส์ ชวนสาวกรถแต่งฉลองกรุงเทพฯ ศูนย์กลางคาร์คัลเจอร์อาเซียน

Bangkok Auto Salon 2026” มหกรรมรถแต่งและวัฒนธรรม Car Culture ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดแห่งปี เดินทางเข้าสู่วันสุดท้าย! ขอเชิญชวนคนรักรถแต่ง สายซิ่ง และผู้สนใจ ภายใต้แนวคิด “Celebrate Bangkok Destination” ร่วมสัมผัสบรรยากาศความมันส์แบบเต็มสตรีม ทั้งโซน Indoor และ Outdoor เนรมิตบรรยากาศ Tokyo Street Vibe มาไว้ใจกลางกรุงเทพฯ พร้อมจัดเต็มไฮไลต์เด็ดทั้งวัน ทั้งชมรถแต่งดีกรีรางวัลจากญี่ปุ่น การรวมตัวของคาร์คลับ โชว์การ Drift Car Parade พร้อมโชว์พิเศษบนเวที คึกคัก ตั้งแต่เวลา 11.00 – 21.00 น. ณ ฮอลล์ 100 ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา



5 เหตุผลที่ต้องมา “Bangkok Auto Salon 2026” ในวันสุดท้าย!

ไฮไลต์แรกที่สาย JDM ไม่ควรพลาดคือ CAR CLUB PARTY เวลา 15.00–20.00 น. พบกับการรวมตัวของ 4 คาร์คลับ ได้แก่ MUGEN Mania Thailand, Spoon Mania Thailand, J’s Racing Thailand และ Itasha Club Thailand สะท้อนแพสชั่นของคนรักรถญี่ปุ่นในหลากหลายสไตล์ ตั้งแต่สาย Performance ไปจนถึงรถแต่งที่เต็มไปด้วยคาแรกเตอร์ เปิดพื้นที่ให้คนรักรถได้มาเจอกัน ชมรถจริง และแลกเปลี่ยนความชอบในบรรยากาศแบบ Car Culture





สัมผัส 3 สุดยอดคัสตอมคาร์ระดับโลกจากญี่ปุ่น (Hall 100): ชมตัวจริง GR86 KUHL RACING OUTROAD W จาก KUHL Racing เจ้าของรางวัล Excellence Award สาขา Concept Car Category จาก Tokyo Auto Salon 2026, HONDA BLITZ PRELUDE Type BZ จากสำนักแต่ง BLITZ  ที่ มร. จุนอิจิ โคบายาชิ เดินทางมาดูแลการจัดแสดงด้วยตัวเอง,  และ NISSAN FAIRLADY Z CREWCH CrazyZ สามคันที่ถ่ายทอดงานคัสตอมคนละคาแรกเตอร์ ตั้งแต่สปอร์ตไฮบริดสาย Racing, Off-Road Crossover ไปจนถึง JDM Sport Classic

โปรเด็ดนาทีทอง: กว่า 200 แบรนด์ที่ขนทัพอุปกรณ์ตกแต่ง พาร์ตตกแต่ง ชุดเพิ่ม Performance ช่วงล่าง ท่อไอเสีย และผลิตภัณฑ์ดูแลรักษารถยนต์ชั้นนำจากทั่วโลก มาจัดโปรโมชั่นราคาพิเศษสุดเฉพาะวันสุดท้ายของงานเท่านั้น


เดือดทะลุปรอทกับ BAS DRIFT ARENA: ชมการดริฟต์รถระดับเซียนจัดเต็มความเร็ว ควันยาง และเสียงล้อบดพื้น 4 รอบสะใจ พร้อมเปิดโอกาสให้ผู้โชคดีสัมผัสประสบการณ์เร้าใจกับกิจกรรม Drift Taxi พร้อมโชว์พิเศษจาก Honda Super One นำเข้าจากประเทศญี่ปุ่นทั้งคัน และเป็นรุ่นแรกในประเทศไทยที่นำมาโชว์ พร้อมระบบจำลองเสียงเครื่องยนต์เสมือนจริง


CAR CLUB PARTY & BAS CAR PARADE: รวมตัวคาร์คลับสายพันธุ์แท้ อาทิ MUGEN Mania, Spoon Mania, J’s Racing และ Itasha Club Thailand สะท้อนแพสชั่นของคนรักรถญี่ปุ่นในหลากหลายสไตล์ ตั้งแต่สาย Performance ไปจนถึงรถแต่งที่เต็มไปด้วยคาแรกเตอร์ เปิดพื้นที่ให้คนรักรถได้มาเจอกัน ชมรถจริง และแลกเปลี่ยนความชอบตามแบบฉบับคาร์คัลเจอร์ พร้อมขบวนพาเหรดรถแต่งสุดอลังการ ในบรรยากาศ Tokyo Street Vibe ที่ยกมาไว้ใจกลางกรุงเทพฯ

BAS LIVE STAGE & สีสันความบันเทิง:  โยกกับบีทเร้าใจกับ Hot DJs, โชว์จากสาวพริตตี้ ดนตรีสด Live Band และลุ้นรับของรางวัลที่ระลึกในกิจกรรม Lucky Draw เติมสีสันให้ลาน Outdoor กลายเป็นจุดนัดพบของคนรักรถและคาร์คลับไปจนตลอดช่วงค่ำ 



🗓️ ตารางกิจกรรมไฮไลต์ BAS 2026 ประจำวันอาทิตย์ที่ 30 ส.ค.

📍 11.00 – 21.00 น. | ประตูเปิด / ชมรถแต่งไฮไลต์ Hall 100 & ช้อปโปรนาทีทอง

📍 15.00 – 20.00 น. | CAR CLUB PARTY & CLUB RACE (ลาน Outdoor Track)

📍 15.00 – 21.30 น. | BAS LIVE STAGE (Hot DJs / Bands / Lucky Draw)

📍 16.15 – 18.00 น. | BAS DRIFT ARENA (โชว์ดริฟต์เดือด 4 รอบ)

📍 18.00 – 18.45 น. | BAS CAR PARADE & โชว์พิเศษ Honda Super One

ถ้าคุณคือ คนรักรถแต่ง และสาวกรถซิ่ง วันอาทิตย์นี้คือโอกาสสุดท้ายที่จะได้เสพวัฒนธรรม Car Culture แบบเต็มรูปแบบ! ห้ามพลาดแล้วพบกันที่ Bangkok Auto Salon 2026 ทั้ง Indoor และ Outdoor  ก่อนปิดฉากมหกรรมรถแต่งและวัฒนธรรม Car Culture ครั้งสำคัญประจำปี ณ ฮอลล์ 100 ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา บัตรเข้าชมงานราคา 100 บาท เปิดให้เข้าชมเวลา 11.00–21.00 น. แล้วเจอกันวันอาทิตย์ที่ 30 สิงหาคมนี้!


ติดตามข่าวสาร ความเคลื่อนไหว และรายละเอียดกิจกรรมต่าง ๆ ของ Bangkok Auto Salon 2026 ได้ทาง

Facebook: Bangkok International Auto Salon YouTube: Bangkokautosalon 

Instagram: @bangkokautosalon_official            TikTok: @bangkokautosalon 


#BangkokAutoSalon2026 #BangkokAutoSalon #BAS2026 #BAS #CelebrateBangkokDestination #TokyoAutoSalon


วันเสาร์ที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2569

“อว.-เกษตรฯ” ผนึก บพข. ปลดล็อกคอขวดชีวมวลเชียงราย จับมือ 5 เอกชน ดัน ‘เลิกเผา เป๋าตุง’ เปิดตลาดซื้อขายเศษวัสดุเกษตร 40,000 ตัน มูลค่ากว่า 30 ล้านบาทต่อปี

 “อว.-เกษตรฯ” ผนึก บพข. ปลดล็อกคอขวดชีวมวลเชียงราย จับมือ 5 เอกชน ดัน ‘เลิกเผา เป๋าตุง’ เปิดตลาดซื้อขายเศษวัสดุเกษตร 40,000 ตัน มูลค่ากว่า 30 ล้านบาทต่อปี

กระทรวง อว. โดย บพข. ผนึก กระทรวงเกษตรฯ เดินหน้าเปลี่ยนเศษวัสดุการเกษตรที่เคยถูกเผาเป็นวัตถุดิบสร้างรายได้ ขยาย “PMUC Zero Burn to Earn: เลิกเผา เป๋าตุง” สู่เชียงราย ด้วยแนวคิด “Beyond Innovation” ต่อยอดงานวิจัยพร้อมใช้สู่ระบบนิเวศนวัตกรรมแบบเปิด (Open Innovation) เจาะคอขวดการรวบรวม คุมคุณภาพ แปรรูปเบื้องต้น และขนส่ง เชื่อมเกษตรกร นักวิจัย ภาครัฐ และตลาด แก้โจทย์ PM2.5 พลังงาน ปากท้อง และเพิ่มรายได้สู่คนทุกกลุ่ม จับมือ 5 บริษัททำข้อตกลงรับซื้อเศษวัสดุเกษตร 1 ปี จำนวน 40,000 ตัน มูลค่ากว่า 30 ล้านบาทต่อปี ลด PM2.5 ได้ประมาณ 330,000 กิโลกรัม คาดการณ์ 5 ปี จะสามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจกว่า 3,000 ล้านบาท และลดการเกิด PM2.5 ได้ 1.6 ล้านกิโลกรัม

กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดยหน่วยบริหารจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถการแข่งขัน (บพข.) จัดกิจกรรม “เหนือสานสร้าง เลิกเผา เป๋าตุง” เมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2569 ณ โรงเรียนภาษาจีนเล่าฟู่ อำเภอแม่จัน จังหวัดเชียงราย ร่วมกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ภาคเอกชน สถาบันวิจัย มหาวิทยาลัย และเครือข่ายเกษตรกร ขับเคลื่อนแนวคิด “Beyond Innovation” ที่ก้าวพ้นการส่งมอบนวัตกรรมพร้อมใช้เพียงอย่างเดียว สู่การสร้างระบบนิเวศนวัตกรรมแบบเปิด (Open Innovation) ซึ่งเชื่อมวัตถุดิบ เทคโนโลยี การแปรรูป โลจิสติกส์ และตลาดให้ทำงานเป็นระบบเดียวกัน เปิดให้ทุกภาคส่วนร่วมกำหนดโจทย์และต่อยอดนวัตกรรมให้ตอบความต้องการจริง เพื่อผลักดันให้การ “เลิกเผา” เป็นทางเลือกทางเศรษฐกิจที่ดำเนินต่อได้อย่างยั่งยืน

ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ระบุว่า “ช่วงเดือนมกราคมปีที่แล้ว ภาคเหนือมีปัญหา PM2.5 มาก เราพยายามทำทุกวิถีทาง แต่หลายอย่างเป็นการแก้ที่ปลายเหตุ ขณะที่ต้นเหตุของแต่ละพื้นที่ไม่เหมือนกัน จึงต้องวิเคราะห์ให้ชัดและเริ่มแก้ตั้งแต่ตอนนี้ ซึ่งการแก้ปัญหาต้องใช้หลักเศรษฐศาสตร์ ไม่ใช่บังคับว่าห้ามเผา แต่ต้องทำให้เห็นว่าการไม่เผาสร้างรายได้จริง เมื่อนำวัสดุเกษตรมาแปรรูป มีมหาวิทยาลัยและเอกชนเข้ามารับซื้อ เกษตรกรมีรายได้ เอกชนได้ประโยชน์และเริ่มซื้อเอง นี่คือหลักเศรษฐศาสตร์ เราได้งานวิจัย ชาวบ้านได้เงิน และการเผาลดลง วันนี้เรานำสิ่งที่ได้ทดลองจากเชียงใหม่มาต่อยอดที่เชียงราย พร้อมพัฒนาการขนส่งและโลจิสติกส์ โดยเริ่มทำตั้งแต่ตอนนี้ เพื่อให้ต้นปีหน้าเรามีอากาศที่สะอาดขึ้น”

“โครงการนี้โมเดลเข้าใจง่าย คือเลิกเผาแล้วจะ ‘เป๋าตุง’ มีเงินเพิ่มในกระเป๋า ขอบคุณ บพข. ที่ริเริ่มโครงการ และขอให้ขยายผลต่อไป เราไม่มีลิขสิทธิ์ ใครเห็นว่าดีก็นำไปทำได้เลย ทีมของเราพร้อมเข้าไปช่วย เพราะเรื่องนี้ทำเพียงพื้นที่เดียวไม่ได้ แต่ต้องร่วมกันทำทั้งประเทศ”

นางสาวปิยะรัฐชย์ ติยะไพรัช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า “กระทรวงเกษตรฯ มีนโยบายลดการเผาในพื้นที่เกษตร โดยต้องทำให้เกษตรกรมีทางเลือกที่เหมาะสมและสร้างรายได้มากกว่าวิถีการผลิตแบบเดิม เราจึงร่วมมือกับสถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง ซึ่งทำงานใกล้ชิดกับเกษตรกร เพื่อนำองค์ความรู้และกล้าพันธุ์ที่เหมาะสมไปต่อยอด รวมทั้งค้นหาโจทย์วิจัยที่จะช่วยเพิ่มมูลค่าผลผลิตและเศษวัสดุเกษตร กระทรวงเกษตรฯ พร้อมนำโจทย์จากพื้นที่มาประสานกับกระทรวง อว. และทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด เพื่อให้ผลงานวิจัยตอบโจทย์เกษตรกรและนำไปใช้ได้จริง”

รองศาสตราจารย์ ดร.กานดา บุญโสธรสถิตย์ ผู้อำนวยการหน่วยบริหารจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถการแข่งขัน (บพข.) กล่าวว่า “การแก้ PM2.5 อย่างยั่งยืน นวัตกรรมต้องไม่หยุดอยู่ที่เทคโนโลยี แต่ต้อง ‘สร้างความหมาย’ ให้เศษวัสดุที่เคยเป็นภาระกลายเป็นทรัพยากรและโอกาสของชุมชน ‘สานต่อคุณค่า’ ให้เกิดรายได้ ตลาด และผลลัพธ์ด้านสิ่งแวดล้อมที่วัดได้ และ ‘เสริมพลัง’ ให้เกษตรกร นักวิจัย ภาครัฐ และเอกชนร่วมขับเคลื่อนทั้งระบบ เมื่อ 3 มิตินี้เชื่อมโยงกัน การเลิกเผาจะไม่ใช่เพียงทางออกจากวิกฤตวันนี้ แต่จะเป็นระบบเศรษฐกิจใหม่ที่ช่วยป้องกันไม่ให้ปัญหาเกิดซ้ำ และยกระดับความสามารถในการแข่งขันของประเทศอย่างยั่งยืน นี่คือความหมายของ เหนือกว่าการให้ คือ การร่วมสร้างอนาคต”

โครงการ PMUC Zero Burn to Earn: เลิกเผา เป๋าตุง เปิดตัวเมื่อวันที่ 28 เมษายน 2569 ผลการขับเคลื่อน 8 เส้นทางในช่วง 4 เดือนแรก สามารถนำเศษวัสดุเกษตรกลับเข้าสู่ระบบ 33 ตัน ลดการเกิด PM2.5 ได้ประมาณ 270 กิโลกรัม สร้างมูลค่าจากการแปรรูปและผลิตภัณฑ์นำร่อง 1.61 ล้านบาท และดึงเงินร่วมลงทุนวิจัยจากภาคเอกชนอีก 500,000 บาท สะท้อนว่าเศษวัสดุที่เคยเป็นต้นทุนกำจัดสามารถเปลี่ยนเป็นวัตถุดิบทางเศรษฐกิจได้จริง ผ่านกลไกขับเคลื่อนภายใต้แนวคิด “5 ตุง” เชื่อมผู้เล่นสำคัญตลอดห่วงโซ่ ได้แก่ เกษตรกรผู้เป็นเจ้าของวัตถุดิบ สหกรณ์หรือธนาคารเศษวัสดุที่ทำหน้าที่รวบรวมและแปรรูปเบื้องต้น ภาคเอกชนผู้ลงทุนและรับซื้อ ผู้ให้บริการขนส่งระยะสั้นในพื้นที่ และระบบโลจิสติกส์ระยะไกล เพื่อให้ปริมาณ คุณภาพ ต้นทุน และความต้องการของตลาดสมดุลกัน

สำหรับการขยายผลสู่พื้นที่เชียงราย เพื่อสร้างแรงจูงใจระยะต้น บพข. ร่วมกับภาคเอกชนสนับสนุนโซลาร์เซลล์มือสองขนาด 1 กิโลวัตต์ พร้อมเครื่องสูบน้ำ 20 ชุด รวม 100 แผง และน้ำมันไบโอดีเซลกว่า 2,000 ลิตร แก่เกษตรกรที่นำส่งเศษวัสดุผ่านเครือข่ายกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ควบคู่กับการวางระบบรวบรวม ปรับสภาพ และตรวจสอบข้อมูลวัตถุดิบในระยะยาว

นอกจากนี้ยังมีความร่วมมือจากภาคเอกชน 5 ราย ได้แก่ บริษัท พรีไซซ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) บริษัท สหโคเจน กรีน จำกัด บริษัท กรีน ลีฟ พาวเวอร์ จำกัด บริษัท อีพีซี พลังงานยั่งยืน จำกัด และบริษัท สยามวัฒนา จำกัด มาร่วมลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) เป็นข้อตกลงรับซื้อระยะ 1 ปี รวม 40,000 ตันต่อปี มูลค่ากว่า 30 ล้านบาทต่อปี พร้อมแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ พัฒนาการใช้ประโยชน์ และติดตามผลการลดการเผา โดยมูลค่าตลาดยังมีโอกาสเพิ่มขึ้นจากการขยายพันธมิตรและเส้นทางใช้ประโยชน์ในระยะต่อไป

นายภาคภูมิ อัศวโกวิทย์วงศ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท กรีน ลีฟ พาวเวอร์ จำกัด กล่าวว่า “โครงการนี้ช่วยให้ภาคเอกชนเข้าถึงแหล่งวัตถุดิบที่มีปริมาณและคุณภาพชัดเจนขึ้น บริษัทพร้อมรับซื้อเศษวัสดุข้าวโพดทุกส่วนเพื่อนำไปผลิตชีวมวลอัดเม็ด หากระบบรวบรวม คัดคุณภาพ และขนส่งทำงานได้ต่อเนื่อง วัสดุที่เคยถูกทิ้งหรือเผาจะกลายเป็นทั้งรายได้ของเกษตรกรและวัตถุดิบของภาคอุตสาหกรรม ช่วยลดมลพิษ เพิ่มทางเลือกด้านพลังงานในประเทศ และยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของไทย”

นายอมร แดงโชติ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท พรีไซซ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “โรงงานต้นแบบที่บริษัทพัฒนาร่วมกับ บพข. สามารถประยุกต์ใช้ฟางข้าว ฟางอ้อย และเศษไผ่ตะเกียบผลิตเยื่อเชิงกล CTMP สำหรับบรรจุภัณฑ์และวัสดุผสมชีวภาพ รวมถึงผลิตไบโอชาร์ได้ อย่างไรก็ตาม เศษวัสดุเกษตรมีตามฤดูกาลและมีลักษณะเบาฟู จึงต้องมีหน่วยแปรรูปเบื้องต้นแบบเคลื่อนที่เพื่อลดต้นทุนขนส่ง พร้อมบริหารวัตถุดิบและขยายพื้นที่จัดหา เพื่อให้มีเพียงพอต่อการผลิต สร้าง Economy of Scale ได้”

นางอำไพ อิทธิโชติ ผู้จัดการสหกรณ์การเกษตรแม่สรวย จำกัด กล่าวว่า “เกษตรกรมักต้องรีบเคลียร์แปลงเพื่อเริ่มรอบผลิตใหม่ การเผาจึงเป็นวิธีที่เร็วที่สุด หากมีระบบรับซื้อหรือแปรรูปที่แน่นอน เกษตรกรจะมีแรงจูงใจไม่เผา เพราะนำวัสดุที่เคยเป็นภาระมาขายเป็นรายได้เสริมในแต่ละรอบการผลิตได้”

อย่างไรก็ตาม การมีตลาดรับซื้อเพียงอย่างเดียวยังไม่เพียงพอ หากเศษวัสดุยังกระจายตัว คุณภาพไม่สม่ำเสมอ และมีต้นทุนขนส่งสูง จุดที่โครงการต้องเร่งปลดล็อกจึงอยู่ที่ “ช่วงกลางของห่วงโซ่” ตั้งแต่การรวบรวม คัดคุณภาพ และปรับสภาพวัตถุดิบ ไปจนถึงการจัดการขนส่ง เพื่อให้ภาคเอกชนได้รับวัตถุดิบที่มีปริมาณและคุณภาพแน่นอน ในต้นทุนที่สามารถนำไปผลิตเชิงพาณิชย์ได้

เพื่อแก้คอขวดดังกล่าว โครงการฯ มีการวางความร่วมมือตลอดห่วงโซ่ โดยกระทรวงเกษตรฯ ดูแลต้นน้ำ ตั้งแต่สำรวจพื้นที่และรวมกลุ่มเกษตรกร กระทรวง อว. โดย บพข. ร่วมกับสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยพัฒนาเทคโนโลยีแปรรูปและลดต้นทุนช่วงกลาง ขณะที่ปลายทาง อว. หอการค้าไทย และสภาอุตสาหกรรมฯ ร่วมเชื่อมตลาดและข้อตกลงรับซื้อ กลไกนี้ขับเคลื่อนผ่าน 8 เส้นทางการใช้ประโยชน์ เชื่อมเศษวัสดุจากเกษตรกรในเชียงราย เชียงใหม่ และลำพูน เข้ากับเครือข่ายสถาบันวิจัยและมหาวิทยาลัย เพื่อเก็บเกี่ยว ปรับสภาพ และส่งต่อเป็นพลังงานทดแทนหรือผลิตภัณฑ์รักษ์โลก โดยออกแบบแต่ละเส้นทางให้เหมาะกับชนิด คุณภาพ ปริมาณ ระยะทาง และความต้องการของตลาด

ภายในงานมีการจัดแสดงนวัตกรรมที่ทำให้เห็นว่าเศษวัสดุชนิดเดียวสามารถมีปลายทางต่างกันตามคุณภาพ ปริมาณ ระยะทาง และความต้องการของตลาด ตั้งแต่เครื่องจักรเก็บเกี่ยว ระบบผลิตไบโอชาร์ เชื้อเพลิงชีวมวลทอร์รีไฟด์ ฉนวนจากเส้นใยต้นข้าวโพด บรรจุภัณฑ์จากฟางข้าว ไปจนถึงวัสดุปรับปรุงดิน สะท้อนว่าการลดการเผาต้องเลือกเทคโนโลยีและผลิตภัณฑ์ให้เหมาะกับวัตถุดิบและตลาดของแต่ละพื้นที่

โครงการ PMUC Zero Burn to Earn: เลิกเผา เป๋าตุง ตั้งเป้าภายใน 5 ปี นำเศษวัสดุเกษตรเข้าสู่ระบบ 200,000 ตัน สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจจากผลิตภัณฑ์รักษ์โลกและพลังงานสะอาดกว่า 3,000 ล้านบาท และลดการเกิด PM2.5 ประมาณ 1.6 ล้านกิโลกรัม หัวใจสำคัญจึงไม่ใช่เพียงการนำเศษวัสดุออกจากแปลง แต่ต้องทำให้ราคาวัตถุดิบ ต้นทุนโลจิสติกส์ และตลาดปลายทางสมดุลกัน เพื่อให้การ “เลิกเผา” เป็นทั้งทางออกจากวิกฤต กลไกป้องกันปัญหาเกิดซ้ำ และโอกาสทางเศรษฐกิจที่ทำให้ทุกฝ่าย “เป๋าตุง” ไปด้วยกัน


ARDA ใช้งานวิจัยเปลี่ยน “ฟางข้าว” เป็นรายได้ ลดพื้นที่การเผากว่า 2,000 ไร่ เพิ่มรายได้เกษตรกรสูงสุด 49% สู่พลังงานสะอาด

 ARDA ใช้งานวิจัยเปลี่ยน “ฟางข้าว” เป็นรายได้ ลดพื้นที่การเผากว่า 2,000 ไร่ เพิ่มรายได้เกษตรกรสูงสุด 49% สู่พลังงานสะอาด

         ทุกปีประเทศไทยมีตอซังและฟางข้าวจากการเก็บเกี่ยวมากกว่า 42 ล้านตัน แต่เศษวัสดุจำนวนไม่น้อยยังจบลงด้วยการเผาในพื้นที่เกษตร กลายเป็นทั้งต้นตอของฝุ่น PM2.5 การปล่อยก๊าซเรือนกระจก และการสูญเสียทรัพยากรที่ยังสร้างมูลค่าได้ ARDA จึงสนับสนุนกรมการข้าวเดินหน้าโครงการที่สามารถขยายผลเทคโนโลยีจัดการตอซังและฟางข้าวแบบไม่เผาช่วยเกษตรกร 92 รายลดการเผาได้ 2,091 ไร่ ลดต้นทุนการผลิต 20-30% เพิ่มผลผลิตข้าว 19-24% และเพิ่มรายได้สุทธิ35-49% พร้อมเปลี่ยนฟางข้าวกว่า 1,359 ตัน เป็นเชื้อเพลิงชีวมวลอัดเม็ด สร้างมูลค่ากว่า 3.67 ล้านบาท เชื่อมต่อสู่ตลาดภาคอุตสาหกรรมและพลังงานสะอาด

          ดร.ทวีศักดิ์ ธนเดโชพล ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร กล่าวว่า การแก้ปัญหาการเผาเศษวัสดุทางการเกษตรอย่างยั่งยืน ไม่ควรหยุดอยู่เพียงการรณรงค์ให้เกษตรกร “งดเผา” แต่ต้องสร้างทางเลือกที่ทำให้เกษตรกรเห็นว่าการไม่เผาสามารถสร้างประโยชน์และรายได้มากกว่า ARDA จึงสนับสนุนทุนวิจัยแก่กรมการข้าว ดำเนินโครงการ “การขยายผลการใช้เทคโนโลยีการจัดการตอซังฟางข้าว การเพิ่มมูลค่า และการใช้นวัตกรรมเครื่องจักรแปรรูปเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรเป็นชีวมวลอัดเม็ดแบบเคลื่อนที่เพื่อปลอดการเผาและขับเคลื่อนเศรษฐกิจ BCG Model” โดยมีนางวราภรณ์ อินทรทรง เป็นหัวหน้าโครงการวิจัย เพื่อพัฒนาระบบจัดการฟางข้าวตั้งแต่แปลงนา การรวบรวมและแปรรูป ไปจนถึงการเชื่อมโยงตลาดปลายทางเปลี่ยน “การเผาทิ้ง” ให้เป็น “การสร้างมูลค่า”

“เป้าหมายของ ARDA ไม่ใช่เพียงสนับสนุนให้เกิดเทคโนโลยี แต่ต้องทำให้งานวิจัยถูกนำไปใช้จริงและสร้างผลลัพธ์ที่จับต้องได้ เราจึงเชื่อมงานวิจัย เทคโนโลยี เกษตรกร และตลาดเข้าด้วยกัน เพื่อให้ฟางข้าวที่เคยเป็นของเหลือในแปลงนากลายเป็นทรัพยากรที่สร้างรายได้ ลดต้นทุน และช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม”

โครงการเริ่มนำร่องในพื้นที่จังหวัดนนทบุรี ปทุมธานี และกรุงเทพมหานคร โดยนำเทคโนโลยี 2 ส่วนมาใช้ตามความเหมาะสมของพื้นที่ ได้แก่ จุลินทรีย์ย่อยสลายฟางแบบไม่เผา ซึ่งช่วยเร่งการย่อยสลายตอซังภายใน 5 - 7 วัน เพิ่มอินทรียวัตถุในดินลดต้นทุนการจัดการแปลง และช่วยให้เกษตรกรเริ่มเพาะปลูกรอบใหม่ได้เร็วขึ้น ควบคู่กับเครื่องผลิตชีวมวลอัดเม็ดแบบเคลื่อนที่ (Mobile Pellet Machine) ที่สามารถเข้าไปแปรรูปฟางข้าวในพื้นที่เกษตรได้โดยตรง ลดข้อจำกัดด้านการรวบรวมและขนส่งฟาง




ซึ่งมีปริมาตรมาก ก่อนเปลี่ยนเป็นเชื้อเพลิงชีวมวลสำหรับภาคอุตสาหกรรมและภาคพลังงาน ผลการดำเนินงานแสดงให้เห็นถึงศักยภาพเชิงธุรกิจ โดยเครื่องจักรสามารถแปรรูปฟางข้าวได้ประมาณ 45.31 ตันต่อวัน หรือคิดเป็นกำลังผลิตเฉลี่ย 15.10 ตันต่อเครื่องต่อวัน มีต้นทุนการแปรรูป 1,116.83 บาทต่อตัน ขณะที่ชีวมวลอัดเม็ดจำหน่ายได้ในราคาเฉลี่ย 2,700 บาทต่อตัน

สร้างผลตอบแทนสุทธิ 1,583.17 บาทต่อตัน และคาดว่าจะคืนทุนภายใน 3 ปี หัวใจสำคัญของโครงการจึงไม่ใช่เพียงการมีเครื่องจักรแต่เป็นการสร้างระบบการใช้ประโยชน์จากงานวิจัยที่สามารถเดินต่อได้หลังสิ้นสุดโครงการ ตั้งแต่การรวบรวมฟาง การแปรรูป

ในพื้นที่ไปจนถึงการเชื่อมโยงผู้รับซื้อและตลาดปลายทาง

         นางวราภรณ์ อินทรทรง หัวหน้าโครงการวิจัย เปิดเผยว่า ปัจจุบันทางโครงการสามารถผลิตชีวมวลอัดเม็ดได้รวมกว่า 1,359.15 ตัน คิดเป็นมูลค่า 3,669,705 บาท โดยดำเนินงานร่วมกับบริษัท วีอาร์พี ดีเวลลอปเม้นท์ โฮลดิ้งส์ จำกัดและเชื่อมโยงการจำหน่ายชีวมวลอัดเม็ดให้แก่ภาคอุตสาหกรรม เช่น บริษัท น้ำมันพืชปทุม จำกัด บริษัท อายิโนะโมะโต๊ะ (ประเทศไทย) จำกัด และบริษัท เอสซีจี (ประเทศไทย) จำกัด เป็นต้น ซึ่งมีความต้องการประมาณ 50,000 ตันต่อปี สะท้อนให้เห็นถึงโอกาสในการขยายผลจากงานวิจัยสู่การใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ โดยมีกลุ่มนาแปลงใหญ่ตำบลคลองขวางอำเภอไทรน้อย จังหวัดนนทบุรี กลุ่มนาแปลงใหญ่ตำบลบางเตย อำเภอสามโคก จังหวัดปทุมธานี และกลุ่มนาแปลงใหญ่แขวงโคกแฝด เขตหนองจอก กรุงเทพมหานคร ร่วมกับบริษัท วีอาร์พี ดีเวลลอปเม้นท์ โฮลดิ้งส์ จำกัด บริหารจัดการเครื่องจักรและดำเนินธุรกิจต่อหลังสิ้นสุดโครงการ เพื่อให้การใช้ประโยชน์จากงานวิจัยเกิดความต่อเนื่อง ผลลัพธ์จากการนำงานวิจัยไปใช้จริงสะท้อนผลกระทบอย่างเป็นรูปธรรมในหลายมิติ โดยเกษตรกร 92 รายได้รับประโยชน์ ลดพื้นที่เผาได้ 2,091 ไร่ ผลผลิตข้าวเพิ่มขึ้นร้อยละ 19 - 24 หรือ 190 - 250 กิโลกรัมต่อไร่ ต้นทุนการผลิตลดลงร้อยละ 20 - 32 หรือ 1,114 - 1,968 บาทต่อไร่ และรายได้สุทธิเพิ่มขึ้นร้อยละ 35 - 49 หรือ 2,424 - 3,471 บาทต่อไร่ เมื่อประเมินผลรวมทั้งพื้นที่ โครงการช่วยลดต้นทุนให้เกษตรกรประมาณ 2.33 - 4.11 ล้านบาทต่อรอบการผลิต เพิ่มรายได้สุทธิรวมประมาณ 5.07 - 7.26 ล้านบาทต่อรอบการผลิต และสร้างมูลค่าจากชีวมวลอัดเม็ดอีกประมาณ 3.67 ล้านบาท

ในมิติสิ่งแวดล้อม ชีวมวลอัดเม็ด 1 ตัน สามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ประมาณ 1.5 ตันคาร์บอนไดออกไซด์

เทียบเท่า (tCO₂e) จากปริมาณที่ผลิตได้จริงในปัจจุบัน จึงคิดเป็นการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกประมาณ 2,038.73 tCO₂e และหากขยายกำลังการผลิตได้ตามเป้าหมาย 40,000 ตันภายใน 2 ปี คาดว่าจะลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสะสมได้มากกว่า

60,000 tCO₂e ในระยะต่อไป โครงการมีแผนขยายผลไปยัง 4 จังหวัด ครอบคลุมพื้นที่ 2,000 ไร่ ตั้งเป้าผลิตชีวมวลอัดเม็ด2,000 ตันต่อปี และสร้างรายได้หมุนเวียนให้เกษตรกรและชุมชนไม่น้อยกว่า 5,400,000 บาทต่อปี


ดร.ทวีศักดิ์ ธนเดโชพล ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร กล่าวปิดท้ายว่า ในอนาคตฟางข้าวจะไม่ใช่ของเหลือจากภาคเกษตร แต่สามารถพัฒนาเป็นวัตถุดิบสำคัญของอุตสาหกรรมพลังงานสะอาด ARDA จึงมุ่งผลักดันให้งานวิจัยเป็นกลไกในการเปลี่ยนระบบจัดการวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรจาก “ต้นทุนและปัญหาสิ่งแวดล้อม” สู่ทรัพยากรทางเศรษฐกิจ พร้อมเชื่อมระบบรวบรวม แปรรูป และรับซื้ออย่างครบวงจร เพื่อสร้างรายได้ใหม่ให้เกษตรกร ลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลและขยายผลสู่ระบบเศรษฐกิจของประเทศ


สำหรับผู้สนใจนำผลงานวิจัยไปใช้ประโยชน์หรือร่วมขยายผล สามารถติดตามข้อมูลได้ทางเว็บไซต์ www.arda.or.th และ Facebook สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร หรือสอบถามรายละเอียดโครงการเพิ่มเติมได้ที่ นางวราภรณ์ อินทรทรง

หัวหน้าโครงการวิจัย โทร. 086-902-4155

“Bangkok Auto Salon 2026” เปิดเทรนด์ Complete Car ระดับท็อปจากญี่ปุ่นเจาะลึก 3 สำนักแต่งไอคอนิก VeilSide, HKS & FOREVER, GReddy x KUHL

  “Bangkok Auto Salon 2026” เปิดเทรนด์ Complete Car ระดับท็อปจากญี่ปุ่นเจาะลึก 3 สำนักแต่งไอคอนิก VeilSide, HKS & FOREVER, GReddy x KUHL...