วันศุกร์ที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2569

ม.รามคำแหง จับมือ โรงเรียนเกาะกูดวิทยาคม ผู้นำชุมชน ภาคีเครือข่าย และการสนับสนุนจาก UNEP จัด “ค่ายเยาวชนอนุรักษ์ทะเลเกาะกูด” ชูความสำคัญระบบนิเวศทางทะเลและชายฝั่ง มุ่งปั้นเยาวชนคนรุ่นใหม่รับมือวิกฤตสิ่งแวดล้อม หนุนเป้าหมายโลก 30x30 เพื่อประโยชน์สูงสุดของชุมชนเกาะกูด จ.ตราด

 ม.รามคำแหง จับมือ โรงเรียนเกาะกูดวิทยาคม ผู้นำชุมชน ภาคีเครือข่าย และการสนับสนุนจาก UNEP จัด “ค่ายเยาวชนอนุรักษ์ทะเลเกาะกูด” ชูความสำคัญระบบนิเวศทางทะเลและชายฝั่ง มุ่งปั้นเยาวชนคนรุ่นใหม่รับมือวิกฤตสิ่งแวดล้อม หนุนเป้าหมายโลก 30x30 เพื่อประโยชน์สูงสุดของชุมชนเกาะกูด จ.ตราด

เมื่อวันที่ 12 – 14 ตุลาคม 2569 ที่ผ่านมา มหาวิทยาลัยรามคำแหง โดยศูนย์บริการวิชาการและวิจัย คณะวิทยาศาสตร์ ร่วมมือกับโรงเรียนเกาะกูดวิทยาคม และภาคีเครือข่ายในพื้นที่ จัดโครงการอบรม “ค่ายเยาวชนอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งเกาะกูด (เรียนรู้ สำรวจ วิเคราะห์ และสื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพ)” ณ โรงเรียนเกาะกูดวิทยาคม อำเภอเกาะกูด จังหวัดตราด  โดยการสนับสนุนงบประมาณจากหน่วยงานระดับสากล ภายใต้โครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ (UNEP)/ กองทุนสิ่งแวดล้อมโลก (GEF)/ สำนักงานบริการโครงการแห่งสหประชาชาติ (UNOPS) ดำเนินงานตามแผนปฏิบัติการเชิงยุทธศาสตร์สำหรับทะเลจีนใต้และอ่าวไทย (Strategic Action Programme for the South China Seas and Gulf of Thailand : SCS-SAP) ร่วมกับองค์กรสิ่งแวดล้อมแห่งภูมิภาคแปซิฟิก (Pacific Environment : PE) ซึ่งเป็นกิจกรรมสำคัญภายใต้โครงการยกระดับการอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งโดยชุมชนในจังหวัดตราด ประเทศไทย (Scaling Community-Led Coastal and Marine Conservation in Trat Province, Thailand) 

จากรายงานการประเมินระดับโลกของเวทีระหว่างรัฐบาลว่าด้วยนโยบาย-วิทยาศาสตร์ด้านความหลากหลายทางชีวภาพและบริการจากระบบนิเวศ (Intergovernmental Science-Policy Platform on Biodiversity and Ecosystem Services : IPBES) ที่ชี้ให้เห็นว่าสิ่งมีชีวิตทั่วโลกกว่า 1 ล้านชนิดกำลังเผชิญความเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ ประชาคมโลกจึงร่วมกันกำหนดกรอบงานคุนหมิง–มอนทรีออลว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ (Kunming–Montreal Global Biodiversity Framework: GBF) โดยมีเป้าหมายสำคัญตาม Target 3 หรือ “30x30” ที่มุ่งอนุรักษ์พื้นที่ทางทะเลและชายฝั่งอย่างน้อยร้อยละ 30 ภายในปี ค.ศ. 2030 ผ่านการจัดตั้งและบริหารจัดการพื้นที่คุ้มครอง รวมถึงมาตรการอนุรักษ์เชิงพื้นที่อื่นที่มีประสิทธิผล (Other Effective Area-Based Conservation Measures: OECMs) ซึ่งสอดคล้องกับแผนปฏิบัติการด้านความหลากหลายทางชีวภาพระดับชาติ (NBSAP) และแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 13 ของประเทศไทย 

เพื่อสนับสนุนการขับเคลื่อนเป้าหมายดังกล่าว ตลอดจนแก้ไขข้อจำกัดด้านข้อมูลพื้นฐานและเสริมสร้างศักยภาพการอนุรักษ์ของชุมชนท้องถิ่น มหาวิทยาลัยรามคำแหงจึงร่วมมือกับ PE พัฒนาข้อเสนอโครงการและได้รับการสนับสนุนงบประมาณจาก UNEP/GEF/UNOPS SCS-SAP โดยมุ่งเน้นการอนุรักษ์และพัฒนาระบบบริหารจัดการระบบนิเวศทางทะเลและชายฝั่งในจังหวัดตราด ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีความหลากหลายทางชีวภาพสูง มีบทบาทสำคัญในการเป็นแหล่งอนุบาลสัตว์น้ำ และเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศทางทะเลที่เปราะบาง และส่งเสริมการมีส่วนร่วมของชุมชนในการดูแลรักษาทรัพยากรและยกระดับการบริหารจัดการพื้นที่ให้เกิดประสิทธิผลและความยั่งยืนในระยะยาว

การจัดค่ายเยาวชนในครั้งนี้ มีเป้าหมายสำคัญในการสร้างความตระหนักรู้และพัฒนาศักยภาพเยาวชนในพื้นที่ให้เป็นกำลังสำคัญในการปกป้องทรัพยากรธรรมชาติ ผ่าน 5 วัตถุประสงค์หลัก ได้แก่:

1. ตระหนักรู้คุณค่าท้องถิ่น: เพื่อให้เยาวชนเข้าใจความสำคัญเชิงระบบนิเวศและเศรษฐกิจสังคมของทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง

2. เข้าใจนิเวศวิทยาแบบเชื่อมโยง: เพื่อเรียนรู้ความสัมพันธ์ของ 3 ระบบนิเวศสำคัญ ได้แก่ ป่าชายเลน – หาดทราย – แนวปะการัง ในฐานะระบบนิเวศที่เกื้อกูลและเชื่อมโยงกัน

3. ลงมือปฏิบัติจริงในภาคสนาม: เพื่อพัฒนาทักษะการสำรวจระบบนิเวศทางทะเลและชายฝั่งในพื้นที่จริง พร้อมทั้งเรียนรู้กระบวนการวิเคราะห์ข้อมูลอย่างมีหลักการทางวิทยาศาสตร์

4. ปลูกฝังจิตสำนึกการใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืน: เพื่อส่งเสริมความตระหนักรู้ในการดูแลรักษาและการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติให้อยู่คู่ชุมชนอย่างสมดุล

5. สร้างทักษะการสื่อสารเพื่อการเปลี่ยนแปลง: เพื่อพัฒนาศักยภาพเยาวชนให้สามารถถ่ายทอดเรื่องราว ความสำคัญ และแนวทางการอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเลไปสู่นักท่องเที่ยว ชุมชน และสาธารณชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นอกจากนี้ นักเรียนที่เข้าร่วมกิจกรรมยังได้เรียนรู้และทดลองใช้งานแอปพลิเคชัน TH-BIF Journey ซึ่งพัฒนาโดยสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) และแอปพลิเคชัน iNaturalist เพื่อส่งเสริมทักษะด้านวิทยาศาสตร์ภาคพลเมือง (Citizen Science) ผ่านการสำรวจ บันทึก และศึกษาข้อมูลความหลากหลายทางชีวภาพในพื้นที่ อันเป็นการส่งเสริมการเรียนรู้วิทยาศาสตร์จากประสบการณ์จริง และสร้างการมีส่วนร่วมของเยาวชนในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม 

ผศ.ดร.วิชิน สืบปาละ ภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง และหัวหน้าโครงการยกระดับการอนุรักษ์ทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งโดยชุมชนในจังหวัดตราด ได้กล่าวถึงเจตนารมณ์ในการจัดกิจกรรมครั้งนี้

 "ค่ายเยาวชนครั้งนี้เป็นหนึ่งในหัวใจสำคัญของการขับเคลื่อนการอนุรักษ์ผ่านกลไกพื้นที่อนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ (OECMs) ซึ่งเกิดขึ้นจากความร่วมมือของหลายองค์กร โดยความตั้งใจหลักของเราคือการนำองค์ความรู้ระดับสากลมาปลูกฝังเป็นรากฐานและสร้างทัศนคติที่ดีให้แก่เยาวชน เพราะเชื่อมั่นว่าเยาวชนคนรุ่นใหม่ในพื้นที่ จะเป็นพลังและกำลังสำคัญที่สุดในการสืบทอด ดำรงรักษา และใช้ประโยชน์จากความหลากหลายทางชีวภาพทางทะเลของบ้านเกิดตนเองได้อย่างยั่งยืนในอนาคต"

นายวุฒินันท์ จันทร์นพรัตน์ ผู้อำนวยการโรงเรียนเกาะกูดวิทยาคม ได้กล่าวถึงประโยชน์ที่นักเรียนได้รับ พร้อมแสดงความขอบคุณต่อโครงการและภาคีเครือข่าย

 "โครงการนี้ได้เปิดโลกการเรียนรู้และมอบประสบการณ์ตรงที่หาไม่ได้จากห้องเรียนปกติ ให้เด็กๆ ได้ลงมือปฏิบัติจริง ทั้งการศึกษาระบบนิเวศชายหาด ป่าชายเลน แนวปะการัง รวมถึงการลงดำน้ำสัมผัสแปลงปะการังเทียมในพื้นที่จริง ที่สำคัญคือการฝึกฝนให้นักเรียนก้าวสู่การเป็น 'นักสื่อสารด้านการอนุรักษ์และการท่องเที่ยว' ทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ นอกจากนี้ กิจกรรมที่จัดขึ้นยังเป็นโครงการที่ดีอย่างยิ่งในการนำองค์ความรู้ที่นักเรียนได้รับไปบูรณาการร่วมกับชุมชน และต่อยอดประยุกต์ใช้ในการประกอบอาชีพในอนาคต ซึ่งสอดคล้องกับบริบทของพื้นที่และเป้าประสงค์ของโรงเรียนอย่างแท้จริง ต้องขอขอบคุณทางโครงการและภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วนเป็นอย่างสูง ที่นำโอกาสดีๆ มามอบให้แก่เยาวชนเกาะกูดในการพัฒนาศักยภาพตนเองเพื่อบ้านเกิด"

วิทยากรของค่ายเยาวชนฯ ครั้งนี้ประกอบด้วย รศ.ดร.มาฆมาส สุทธาชีพ, ดร.ดุษณี เชยทอง, นายพีรเดช จวบศักดิ์, นายอริย์รัช วงศ์ณัทปรานนต์, นายฤทธิ์ไกร ไขแสง นอกจากนี้ยังได้รับการสนับสนุนจากผู้นำชุมชน และกลุ่มอาสาสมัครพิทักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้แก่ นายสุธี ศิริราชนิยม (ผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 1 บ้านคลองหินดำ)  นายพรพิพัฒน์ เพิ่มทรัพย์ (ผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 2 บ้านคลองเจ้า) นายชาตรี ทศดารา (ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 3 บ้านอ่าวใหญ่) นายสมเกียรติ์ ทศดารา (ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 4 บ้านสลักลึก/บ้านสลักหลุด) นายสุรชัย รำไพ, นางทัศนีย์ รำไพ และนางวาสนา สิงหพันธ์ 

นายสุรินทร์ พนมทม ประธานชมรมผู้สูงอายุอำเภอเกาะกูด ให้เกียรติกล่าวโอวาทแก่นักเรียนที่เข้าร่วมโครงการ

"เยาวชนคนรุ่นใหม่คือหัวใจสำคัญที่สุดในการขับเคลื่อนและสืบทอดการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของเกาะกูดอย่างยั่งยืนในอนาคต ขอขอบคุณคณะทำงานและโครงการเป็นอย่างยิ่งที่ได้มองเห็นความสำคัญของพื้นที่ เข้ามาร่วมมือกับโรงเรียนเกาะกูดวิทยาคมในการจัดกิจกรรมอันมีคุณค่ายิ่งเช่นนี้ ซึ่งไม่เพียงแต่มอบความรู้ แต่ยังช่วยปลูกฝังจิตสำนึกรักบ้านเกิดให้แก่ลูกหลานและเยาวชนชาวเกาะกูด เพื่อให้พวกเขาสามารถดูแลรักษาทรัพยากรทางทะเลอันทรงคุณค่าให้อยู่คู่ชุมชนต่อไป"

รศ.ดร. ธรรมศักดิ์ ยีมิน กลุ่มวิจัยความหลากหลายทางชีวภาพในทะเล คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง และกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิด้านวิทยาศาสตร์ทางทะเล ในคณะกรรมการนโยบายและแผนการบริหารจัดการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งแห่งชาติ กล่าวว่า “มหาวิทยาลัยรามคำแหงให้ความสำคัญกับการให้โอกาสทางการศึกษา การบริการทางวิชาการแก่ชุมชน การฝึกอบรมนักเรียน นักศึกษา และการเรียนรู้ตลอดชีวิต ขณะนี้คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหงกำลังพัฒนาหลักสูตรปริญญาตรี ด้านนวัตกรรมวิทยาศาสตร์ทางทะเลและความยั่งยืน หลักสูตรปริญญาโท-เอก ด้านวิทยาศาสตร์ทางทะเลและความยั่งยืน ซึ่งจะช่วยสร้างทรัพยากรบุคคลสำหรับการพัฒนาที่ยั่งยืนในทะเลไทย” 

เสียงสะท้อนและความประทับใจจากเยาวชนโรงเรียนเกาะกูดวิทยาคม:

“ชอบมาก สนุกมาก มีโอกาสมาจัดกิจกรรมอีก อยากให้จัดกิจกรรมดำน้ำดูปะการังอีก กิจกรรมสนุกมาก อาหารอร่อยมาก ประทับใจวิทยากรทุกคนน่ารัก ใจดี และเป็นกันเองกับน้องๆ ได้เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ที่ไม่เคยทำมาก่อน ได้ไปในที่ที่ไม่เคยไป ได้ฝึกฝนการนำเสนอเป็นภาษาอังกฤษ และที่สำคัญคือได้ค้นพบตัวเอง จนอยากเติบโตไปเป็นนักดำน้ำและศึกษาต่อด้านวิทยาศาสตร์ทางทะเลในอนาคต!”

ตลอดระยะเวลา 3 วัน เยาวชนผู้เข้าร่วมกิจกรรมไม่เพียงแต่ได้รับความรู้เชิงวิชาการจากผู้เชี่ยวชาญ แต่ยังได้ลงพื้นที่สำรวจธรรมชาติจริง รวมถึงฝึกฝนเทคนิคการเล่าเรื่อง (Storytelling) และการสื่อสารความหมายธรรมชาติ เพื่อให้เยาวชนคนรุ่นใหม่ ซึ่งเป็นเจ้าของพื้นที่ สามารถก้าวขึ้นมาเป็น “สื่อกลาง” ในการเชื่อมโยงการอนุรักษ์ร่วมกับภาคการท่องเที่ยวและชุมชนได้อย่างยั่งยืน


ความสำเร็จของโครงการนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญในการผลักดันการบริหารจัดการทรัพยากรทางทะเลโดยชุมชน (OECMs) ของจังหวัดตราด โดยอาศัยพลังของเยาวชนและกระบวนการเรียนรู้ทางวิทยาศาสตร์ เป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญในการรักษาความสมบูรณ์ของอ่าวไทยและทะเลจังหวัดตราดต่อไปในอนาคต


วว. มอบผลิตภัณฑ์จุลินทรีย์ชีวภาพ “BioD Aqua” ช่วยฟื้นฟูคุณภาพน้ำจากสถานการณ์น้ำท่วมจังหวัดฉะเชิงเทรา

 วว. มอบผลิตภัณฑ์จุลินทรีย์ชีวภาพ “BioD Aqua” ช่วยฟื้นฟูคุณภาพน้ำจากสถานการณ์น้ำท่วมจังหวัดฉะเชิงเทรา

นางอลิสรา  คูประสิทธิ์  ผู้อำนวยการ สำนักสื่อสารการตลาดและจัดการความรู้  สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย  (วว.) กระทรวงการอุดมศึกษา  วิทยาศาสตร์  วิจัยและนวัตกรรม  (อว.)  พร้อมด้วย  ดร.ตันติมา  กำลัง นักวิจัยอาวุโส  ศูนย์ความหลากหลายทางชีวภาพและคณะ  เป็นผู้แทน วว. มอบผลิตภัณฑ์ผลงานวิจัยและนวัตกรรมสู้ภัยน้ำท่วม เพื่อนำไปใช้ฟื้นฟูคุณภาพน้ำจากสถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่จังหวัด  ฉะเชิงเทรา  ได้แก่  ผลิตภัณฑ์จุลินทรีย์ชีวภาพ “BioD Aqua” เพื่อฟื้นฟูคุณภาพน้ำและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม  จำนวน  1,000 ลิตร   ซึ่งคัดเลือกเชื้อโดย ศูนย์จุลินทรีย์ และผลิตโดย ศูนย์นวัตกรรมผลิตหัวเชื้อจุลินทรีย์เพื่ออุตสาหกรรม (ICPIM)  โดยมี  นายเจษฎา แพงแสงไพศาล ปลัด อบจ.ฉะเชิงเทราและคณะ เป็นผู้แทนรับมอบ ในวันที่  15   ตุลาคม  2569  ณ  อบจ. จังหวัดฉะเชิงเทรา




ทั้งนี้ สถานการณ์น้ำท่วมจังหวัดฉะเชิงเทราในปี 2569 ถือเป็นวิกฤตอุทกภัยครั้งรุนแรงในรอบ 50 ปี ที่ส่งผลกระทบวงกว้างท่วมขยายวงครบทั้ง 11 อำเภอ ส่งผลกระทบต่อประชาชนมากกว่า 63,000 ครัวเรือน โดยมีสาเหตุหลักมาจากฝนที่ตกหนักต่อเนื่อง มวลน้ำหลากตอนบนล้นอ่างเก็บน้ำคลองสียัดและคลองระบม รวมถึงการระบายน้ำจากเขื่อนในจังหวัดใกล้เคียงไหลมารวมกันที่ลุ่มน้ำบางปะกง ประกอบกับมีสภาวะน้ำทะเลหนุนสูงอย่างต่อเนื่อง ทำให้การระบายน้ำเป็นไปได้ล่าช้า ส่งผลให้พื้นที่เศรษฐกิจและเส้นทางคมนาคมสายหลัก เช่น ถนนสาย 304 และ 3121 มีน้ำท่วมขังสูงจนรถเล็กไม่สามารถสัญจรผ่านได้ในหลายจุดจนถึงช่วงกลางเดือนตุลาคม สถานการณ์ในพื้นที่ลุ่มต่ำ เช่น อำเภอบางคล้า อำเภอเมือง และอำเภอบางน้ำเปรี้ยว ยังคงมีน้ำท่วมขังยาวนานนับสัปดาห์และยังไม่คลี่คลายลง 


#นวัตกรรมสู้ภัยน้ำท่วม2569 #บาล์มตะไคร้ #BioDAqua

#สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย

#อว #วว #TISTR #ฉะเชิงเทรา





วันพฤหัสบดีที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2569

SHOPPERS 2026' ดึงนักช้อปอาเซียน-เอเชียใต้ คาดเงินสะพัดกว่า 244 ล้านบาท"

 "ททท. อัดโปรแรงปีที่ 3 'ASEAN INDIA+ SHOPPERS 2026' ดึงนักช้อปอาเซียน-เอเชียใต้ คาดเงินสะพัดกว่า 244 ล้านบาท"

วันที่ 15 ตุลาคม 2569 การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) แถลงข่าวเปิดตัวโครงการ ASEAN INDIA+ SHOPPERS IN THAILAND 2026 กระตุ้นการเดินทางและการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวในตลาดอาเซียนและอินเดีย ต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 ภายใต้แนวคิด “MORE VALUE MORE THAILAND” โดยมี นางสาวปาริชาต บุญคล้าย รองผู้ว่าการด้านสื่อสารการตลาด ททท. เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วยผู้บริหาร ททท. ให้เกียรติเข้าร่วมงาน ณ ห้องโถงธนะรัชต์ ชั้น 1 อาคาร ททท. สํานักงานใหญ่ ผนึกกำลังเครือข่ายพันธมิตรกว่า 50 ราย ร่วมมอบสิทธิประโยชน์และสร้างประสบการณ์การเดินทางที่มีคุณค่า พร้อมตอกย้ำศักยภาพประเทศไทยสู่การเป็น Regional Shopping Destination ของภูมิภาค

นางสาวปาริชาต บุญคล้าย รองผู้ว่าการด้านสื่อสารการตลาด ททท. กล่าวว่า ททท. มุ่งขับเคลื่อนอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยภายใต้แนวคิด “Value over Volume” โดยให้ความสำคัญกับการเพิ่มมูลค่าการใช้จ่ายและกระจายรายได้จากการท่องเที่ยวสู่ผู้ประกอบการและเศรษฐกิจในพื้นที่ โดยเฉพาะตลาดอาเซียนและอินเดียซึ่งเป็นตลาดระยะใกล้ที่มีศักยภาพสูงและมีโอกาสเดินทางซ้ำ

ททท. จึงเดินหน้าต่อยอดความสำเร็จของโครงการ “ASEAN INDIA+ SHOPPERS IN THAILAND 2026” ต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 หลังจากในช่วง 2 ปีที่ผ่านมาสามารถสร้างรายได้จากการท่องเที่ยวกว่า 81 ล้านบาท พร้อมขยายกลุ่มเป้าหมายสู่ตลาดเอเชียใต้ อาทิ ปากีสถาน ศรีลังกา และบังกลาเทศ ภายใต้แนวคิด “MORE VALUE MORE THAILAND” โดยใช้กิจกรรมช้อปปิ้งเป็นกลไกกระตุ้นการเดินทางและการใช้จ่าย ผ่านสิทธิประโยชน์จากเครือข่ายพันธมิตรกว่า 50 ราย เพื่อสร้างประสบการณ์การท่องเที่ยวที่คุ้มค่าและหลากหลาย พร้อมส่งเสริมโอกาสทางการตลาดให้แก่ผู้ประกอบการและแบรนด์สินค้าไทย ตลอดจนกระตุ้นการเดินทางกลับมาเยือนประเทศไทยซ้ำ เพื่อกระตุ้นการใช้จ่ายและสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ พร้อมผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นจุดหมายปลายทางด้านการช้อปปิ้งระดับภูมิภาค (Regional Shopping Destination) ทั้งนี้ ททท. คาดว่าจะสามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวเข้าร่วมโครงการประมาณ 30,000 คน สร้างรายได้ทางการท่องเที่ยวไม่น้อยกว่า 244 ล้านบาท

โครงการ ASEAN INDIA+ SHOPPERS IN THAILAND 2026 ดำเนินการต่อเนื่องเข้าสู่ปีที่ 3 เริ่มตั้งแต่ปี 2024 โดยในปีนี้ ททท. ชูแนวคิด “MORE VALUE MORE THAILAND” มุ่งสร้างคุณค่าและความคุ้มค่าให้แก่นักท่องเที่ยวตลอดการเดินทาง ผ่านการมอบสิทธิประโยชน์จากเครือข่ายพันธมิตรกว่า 50 ราย ทั้งพันธมิตรหลักและพันธมิตรร่วม ครอบคลุมศูนย์การค้า ห้างสรรพสินค้า สินค้าแบรนด์ไทย ร้านอาหาร โรงแรม ที่พัก และธุรกิจบริการต่าง ๆ ที่ร่วมกันมอบสิทธิประโยชน์และสร้างประสบการณ์ให้แก่นักท่องเที่ยว อาทิ King Power, X8, Central Pattana, Central Department Store, Robinson Department Store, Tops, Centara Hotels and Resorts, The Mall Group, Siam Paragon, Siam Piwat, ICONSIAM, One Bangkok, MBK Center, Asiatique The Riverfront Destination, Jungceylon Shopping Center, Lotus’s, Krung Thong Plaza, True | dtac 5G, MAMA, Mont Fleur, Erb, Malee, Propoliz, Siang Pure, Pumpui, Jula’s Herb, G Sure Plus, Kornthai, ZARE, StrackYum และ Ginger Farm Kitchen ที่ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างประสบการณ์ที่หลากหลายและเพิ่มคุณค่าให้กับทุกการเดินทางในประเทศไทย

โดยสิทธิประโยชน์อยู่ในรูปแบบของคูปองแทนเงินสด (Voucher) ส่วนลดสินค้าและบริการ ของขวัญและชุดของขวัญ (Gift Set) สิทธิพิเศษด้านอาหารและเครื่องดื่ม ตลอดจนสิทธิประโยชน์จากโรงแรม ที่พัก และบริการด้านการท่องเที่ยว โดยมีมูลค่าสิทธิประโยชน์ตั้งแต่ 150-2,000 บาท เพื่อสร้างแรงจูงใจในการเดินทางและกระตุ้นการจับจ่ายใช้สอย ควบคู่กับการเปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวได้สัมผัสประสบการณ์ตรงจากสินค้าและบริการของแบรนด์ต่าง ๆ ซึ่งจะช่วยสร้างการรับรู้และความประทับใจต่อสินค้าไทย ตลอดจนยกระดับกิจกรรมช้อปปิ้งให้เป็นส่วนหนึ่งของประสบการณ์การท่องเที่ยวที่มีคุณค่าและน่าจดจำ

นอกจากนี้ ยังมุ่งส่งเสริมให้กิจกรรมช้อปปิ้งเป็นอีกหนึ่งกลไกในการกระจายรายได้สู่ผู้ประกอบการท้องถิ่นและวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ของไทย สร้างโอกาสทางธุรกิจตลอดห่วงโซ่อุตสาหกรรมท่องเที่ยว และสนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจการท่องเที่ยวอย่างมีคุณภาพและยั่งยืน

สำหรับการเข้าร่วมกิจกรรม นักท่องเที่ยวสามารถเข้าถึงสิทธิประโยชน์ได้อย่างสะดวกผ่านช่องทางออนไลน์และออฟไลน์ ทั้งก่อนและระหว่างการเดินทางท่องเที่ยวในประเทศไทย โดยสแกน QR Code เพื่อลงทะเบียน เลือกรับสิทธิประโยชน์ และนำไปใช้กับร้านค้าหรือสถานประกอบการที่เข้าร่วมโครงการ ผ่านขั้นตอน “Scan QR Code – Register – Select & Redeem Privileges” พร้อมมีเจ้าหน้าที่และเครือข่ายพันธมิตรร่วมประชาสัมพันธ์และให้คำแนะนำในการเข้าร่วมกิจกรรม เพื่อส่งเสริมให้นักท่องเที่ยวเข้าถึงและใช้สิทธิประโยชน์ได้อย่างทั่วถึง โดยสามารถเข้าร่วมกิจกรรมได้ตั้งแต่วันนี้ - 28 พฤศจิกายน 2569 หรือทางเว็บไซต์ aseanindiashoppers.com


#ททท #การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย #ASEANINDIAShoppers2026 #MoreValueMoreThailand #RegionalShoppingDestination


“พิพัฒน์ชัย” ลุยสมุทรปราการ ส่งทีมช่างช่วยผู้ประสบภัย ซ่อมรถ-เครื่องใช้ไฟฟ้า ฟรี! บรรเทาทุกข์ถึงชุมชน

  “พิพัฒน์ชัย” ลุยสมุทรปราการ ส่งทีมช่างช่วยผู้ประสบภัย ซ่อมรถ-เครื่องใช้ไฟฟ้า ฟรี! บรรเทาทุกข์ถึงชุมชน

วันที่ 15 ตุลาคม 2569 นายพิพัฒน์ชัย ไพบูลย์ โฆษกกระทรวงแรงงาน (ฝ่ายการเมือง) ลงพื้นที่ติดตามการดำเนินงานศูนย์ "ซ่อม สร้าง สุข" ช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยของกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน กระทรวงแรงงาน ณ เรือนจำกลางสมุทรปราการ โดยมี นายสมชาติ สุภารี รองอธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน, นายสมรัตน์ เข็มศิริ ผู้บัญชาการเรือนจำกลางชลบุรี รักษาราชการแทนผู้บัญชาการเรือนจำกลางสมุทรปราการ, นายสิทธิชัย สุดสวาท ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาฝีมือแรงงาน 1 สมุทรปราการ และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ร่วมให้การต้อนรับ

นายพิพัฒน์ชัย ไพบูลย์ เปิดเผยว่า สถาบันพัฒนาฝีมือแรงงาน 1 สมุทรปราการ ร่วมกับเรือนจำกลางสมุทรปราการ นำทีมช่างผู้ต้องขังที่ผ่านการฝึกอบรมสาขาช่างซ่อมรถจักรยานยนต์และเตรียมได้รับการปล่อยตัว มาให้บริการตรวจเช็กและซ่อมแซมรถจักรยานยนต์ รวมถึงเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ได้รับความเสียหายจากอุทกภัย เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายและให้ประชาชนนำกลับมาใช้งานได้โดยเร็ว ซึ่งศูนย์บริการแห่งนี้เปิดให้บริการตั้งแต่วันที่ 14 ตุลาคม 2569 และมีแผนขยายเวลาให้บริการเป็น 1 สัปดาห์ โดยปัจจุบันให้บริการซ่อมรถจักรยานยนต์ไปแล้วกว่า 200 คัน และเครื่องใช้ไฟฟ้ากว่า 60 ชิ้น เพื่อให้การบริการครอบคลุมและทั่วถึงตามข้อสั่งการของ นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน สถาบันพัฒนาฝีมือแรงงาน 1 สมุทรปราการ จึงได้จัดตั้งศูนย์ "ซ่อม สร้าง สุข" ในพื้นที่สมุทรปราการ รวม 3 จุด ได้แก่

1. ลานจอดรถหน้าเรือนจำกลางสมุทรปราการ อ.บางบ่อ

2. โดมศูนย์ราชการเทศบาลตำบลบางพลี อ.บางพลี

3. องค์การบริหารส่วนตำบลศีรษะจรเข้น้อย อ.บางเสาธง







ทั้งนี้ ประชาชนสามารถติดตามพิกัดและรายละเอียดจุดบริการได้ที่ https://eit.dsd.go.th/rep ตลอด 24 ชั่วโมง


“กระทรวงแรงงานพร้อมเดินหน้าช่วยเหลือประชาชนตามข้อสั่งการของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน โดยนำทีมช่างลงพื้นที่จริงเพื่อแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่าย พร้อมขยายจุดบริการให้ครอบคลุมความต้องการของชุมชน เพื่อให้พี่น้องประชาชนกลับมาใช้ชีวิตและประกอบอาชีพได้ตามปกติโดยเร็วที่สุด” นายพิพัฒน์ชัย กล่าว

การเสริมแคลเซียมเพียงอย่างเดียว เพียงพอสำหรับเด็กในช่วงวัยแห่งการเจริญเติบโตแล้วหรือยัง?

 การเสริมแคลเซียมเพียงอย่างเดียว เพียงพอสำหรับเด็กในช่วงวัยแห่งการเจริญเติบโตแล้วหรือยัง?

แคลเซียมเป็นหนึ่งในสารอาหารที่สำคัญยิ่งต่อระบบกระดูก และมักได้รับความสำคัญเป็นอันดับแรกจากผู้ปกครองเมื่อใส่ใจในเรื่องส่วนสูงของเด็กอย่างไรก็ตาม ในช่วงวัยแห่งการเจริญเติบโต การเสริมแคลเซียมเพียงอย่างเดียวอาจยังไม่เพียงพอ เพราะการส่งเสริมการเจริญเติบโตด้านรูปร่างและส่วนสูงที่มีประสิทธิภาพนั้น เด็กจำเป็นต้องได้รับรากฐานทางโภชนาการที่มีการผสานการทำงานร่วมกันระหว่างแคลเซียม กับวิตามิน D3, วิตามิน K2, โปรตีน, ฟอสฟอรัส, แมกนีเซียม ร่วมกับสารอาหารอื่นๆ อีกหลากหลายชนิด


การส่งเสริมการเจริญเติบโตด้านรูปร่างและส่วนสูงของเด็ก จำเป็นต้องมองจากรากฐานโภชนาการที่ครอบคลุมและสมบูรณ์ในทุกด้าน ไม่ใช่เพียงแค่การเสริมแคลเซียมแต่เพียงอย่างเดียว


หากต้องการดูแลระบบกระดูก ไม่ควรมองแค่เพียงแคลเซียมเท่านั้น


แคลเซียมเป็นแร่ธาตุที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อโครงสร้างกระดูก ด้วยเหตุนี้ จึงมักเป็นปัจจัยแรกที่คุณพ่อคุณแม่ให้ความสนใจเมื่อเลือกสรรผลิตภัณฑ์โภชนาการให้แก่เด็กอย่างไรก็ตาม ในช่วงวัยแห่งการเจริญเติบโต ระบบกระดูกไม่ได้ต้องการเพียงแค่แคลเซียมเท่านั้น แต่ยังต้องอาศัยการทำงานร่วมกันของสารอาหารอีกหลากหลายชนิด ดังนั้น แทนที่จะพิจารณาเพียงแค่ปริมาณแคลเซียมแต่เพียงอย่างเดียว ผู้ปกครองจึงควรใส่ใจในระบบสารอาหารทั้งหมดที่ได้รับการผสานไว้ภายในสูตรอาหารอย่างรอบด้าน

ใน UniGrow Optipro แคลเซียมได้รับการผสานการทำงานร่วมกับ Bonepep®, CPP, วิตามิน D3 และ วิตามิน K2 ควบคู่ไปกับการเสริมโปรตีน, ฟอสฟอรัส และแมกนีเซียม แนวทางการสร้างสรรค์นี้แสดงให้เห็นว่า ผลิตภัณฑ์ไม่ได้เข้าถึงเรื่องราวการพัฒนากระดูกในทิศทางของส่วนประกอบโดดเดี่ยวเพียงชนิดเดียว แต่เป็นการจัดวางแคลเซียมให้อยู่ภายในระบบโภชนาการที่มีความหลากหลายด้านส่วนประกอบ เพื่อมุ่งเน้นการสนับสนุนรากฐานการเจริญเติบโตของเด็กในช่วงวัยแห่งการเจริญเติบโตอย่างมีประสิทธิภาพ


แคลเซียมเป็นส่วนสำคัญยิ่งของระบบกระดูก แต่กระบวนการเจริญเติบโตยังต้องอาศัยการทำงานร่วมกันของกลุ่มสารอาหารอื่นๆ อีกหลากหลายชนิด


ระบบสารอาหารที่หลากหลาย เพื่อเส้นทางการเจริญเติบโตสู่ความสูงของเด็ก


ในช่วงวัยแห่งการเจริญเติบโต ความต้องการทางโภชนาการของเด็กไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่สารอาหารชนิดใดชนิดหนึ่งแต่เพียงอย่างเดียว นอกจากแคลเซียมแล้ว ระบบกระดูกยังต้องอาศัยการผสานการทำงานร่วมกันของส่วนประกอบอื่นๆ อีกหลากหลายชนิด เพื่อสร้างสรรค์รากฐานทางโภชนาการที่เหมาะสมกับกระบวนการพัฒนาทางร่างกาย ด้วยเหตุนี้ แทนที่จะพิจารณาเพียงแค่สารออกฤทธิ์โดดเด่นเพียงชนิดเดียว คุณพ่อคุณแม่จึงควรใส่ใจในระบบสารอาหารทั้งหมดที่ได้รับการผสานไว้ภายในสูตรอาหารอย่างรอบด้าน


ใน UniGrow Optipro กลุ่มสารอาหารที่เกี่ยวข้องกับระบบกระดูก ได้รับการสร้างสรรค์ขึ้นโดยมี แคลเซียม + Bonepep® เป็นแกนหลัก ร่วมกับ CPP – วิตามิน D3 – วิตามิน K2 พร้อมทั้งเสริมด้วยโปรตีน, ฟอสฟอรัส และแมกนีเซียม นอกจากนี้ สูตรอาหารยังประกอบด้วย DHA/EPA, Choline, Taurine, โคลอสตรุ้ม (น้ำนมเหลือง), Inulin, FOS และ Beta-glucan ซึ่งช่วยขยายรากฐานทางโภชนาการให้ครอบคลุมและสมบูรณ์ยิ่งขึ้น สำหรับเด็กในเส้นทางการเจริญเติบโต

แนวทางการเข้าถึงแบบหลากหลายส่วนประกอบนี้ แสดงให้เห็นว่าการส่งเสริมการเจริญเติบโตสู่ความสูงของเด็กไม่ควรมองจากสารอาหารเพียงชนิดเดียวเท่านั้น แต่จำเป็นต้องจัดวางให้อยู่ภายในระบบโภชนาการที่มีการประสานพลังระหว่างกลุ่มส่วนประกอบที่หลากหลาย นี่คือทิศทางที่ UniGrow Optipro เลือกสรรเพื่อเคียงข้างเด็กในช่วงวัยแห่งการเจริญเติบโต

ใน UniGrow Optipro แคลเซียมได้รับการผสานการทำงานร่วมกับ Bonepep®, CPP, วิตามิน D3, วิตามิน K2 และสารอาหารอื่นๆ ภายในระบบสูตรอาหารที่มีความหลากหลายด้านส่วนประกอบอย่างสมบูรณ์


โภชนาการที่หลากหลายด้วยสารอาหาร เพื่อเส้นทางการเจริญเติบโตด้านรูปร่างและส่วนสูง


การส่งเสริมการเจริญเติบโตด้านรูปร่างและส่วนสูงนับเป็นกระบวนการระยะยาว ซึ่งจำเป็นต้องมองโภชนาการในภาพรวม มากกว่าการมุ่งเน้นไปที่สารอาหารเพียงชนิดใดชนิดหนึ่งแต่เพียงอย่างเดียว นอกจากแคลเซียมแล้ว เด็กในช่วงวัยแห่งการเจริญเติบโตยังต้องการการผสานการทำงานร่วมกันของกลุ่มสารอาหารอื่นๆ อีกหลากหลายกลุ่ม เพื่อสร้างสรรค์รากฐานทางโภชนาการที่เหมาะสมสำหรับระบบกระดูกและกระบวนการเจริญเติบโตโดยรวม

สำหรับ UniGrow Optipro แนวทางการเข้าถึงนี้ได้รับการถ่ายทอดผ่านระบบสารอาหารที่ประกอบด้วย แคลเซียม, Bonepep®, CPP, วิตามิน D3 และ วิตามิน K2 ผสานการทำงานร่วมกับโปรตีน, ฟอสฟอรัส, แมกนีเซียม และสารอาหารเกื้อหนุนอีกหลากหลายชนิด นอกจากนี้ สูตรอาหารยังประกอบด้วย DHA/EPA, Choline, Taurine, โคลอสตรุ้ม (น้ำนมเหลือง), Inulin, FOS และ Beta-glucan ซึ่งสะท้อนถึงทิศทางการสร้างสรรค์รากฐานทางโภชนาการที่มีความหลากหลายด้านส่วนประกอบ แทนที่จะโคจรอยู่รอบๆ แคลเซียมแต่เพียงอย่างเดียว

UniGrow Optipro มุ่งมั่นที่จะเคียงข้างครอบครัวชาวไทยในเส้นทางการเจริญเติบโตด้านรูปร่างและส่วนสูงของเด็ก ด้วยแนวทางการเข้าถึงทางโภชนาการที่ครอบคลุมและสมบูรณ์ยิ่งขึ้น โดยคุณค่าที่แท้จริงไม่ได้ขึ้นอยู่กับส่วนประกอบโดดเด่นเพียงชนิดเดียว แต่เกิดจากการผสานพลังระหว่างกลุ่มสารอาหารหลากหลายกลุ่มภายในระบบสูตรอาหารเดียวกัน


โภชนาการที่หลากหลายด้วยสารอาหาร คือส่วนหนึ่งในเส้นทางการสร้างสรรค์รากฐานการเจริญเติบโตด้านรูปร่างและส่วนสูงให้แก่เด็กอย่างยั่งยืน


วันพุธที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2569

รวมพลังองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นบุรีรัมย์​ เตรียมขับเคลื่อนสุขภาวะชุมชนระดับจังหวัด

 รวมพลังองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นบุรีรัมย์​ เตรียมขับเคลื่อนสุขภาวะชุมชนระดับจังหวัด

จากเส้นทางการขับเคลื่อนตำบลสุขภาวะมาตั้งแต่ปี 2553 ภายใต้การสนับสนุนของสำนักสนับสนุนสุขภาวะชุมชน (สำนัก 3) สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) โดยมีองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) เป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนงาน ครอบคลุมทุกพื้นที่ทุกจังหวัดทั่วประเทศ

ที่จังหวัดบุรีรัมย์ ก็เป็นอีกพื้นที่หนึ่งที่ร่วมขับเคลื่อนงานสร้างเสริมสุขภาพร่วมกับสสส.มาอย่างต่อเนื่อง ขณะที่เครือข่ายตำบลสุขภาวะก็ขยายครอบคลุมถึง 65 ตำบลใน 20 อำเภอ หรือคิดเป็นร้อยละ 30 ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ทั้งจังหวัด โดยมีศูนย์จัดการเครือข่ายตำบลสุขภาวะจำนวน 7 แห่ง และมี อปท. 21 แห่งที่ยังขับเคลื่อนงานอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะที่อำเภอลำปลายมาศมีเครือข่ายที่ยังดำเนินการมากที่สุดถึง 6 แห่ง 

ตลอดระยะเวลากว่า 10 ปีที่ผ่านมา เครือข่ายตำบลสุขภาวะในจังหวัดบุรีรัมย์ได้ดำเนินงานผ่านหลักคิดและยุทธศาสตร์สำคัญที่ยืดหยุ่นตามบริบทของการเปลี่ยนแปลง ตั้งแต่การขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะใน 8 ประเด็นหลัก เช่น การบริหารแบบมีส่วนร่วม การจัดการภัยพิบัติ เกษตรกรรมยั่งยืน เป็นต้น จากนั้นขยายผลขยายแนวคิดและนำยุทธศาสตร์ S2I (S – Systematization การจัดการพื้นที่, I - Innovation Creation การสร้างและพัฒนานวัตกรรม, I - Integration and Collaboration การบูรณาการภายในชุมชนท้องถิ่น และร่วมมือกับหน่วยงานสนับสนุนจากภายนอก) มาขับเคลื่อนในพื้นที่อย่างเป็นระบบ พร้อมการนำทิศทางการพัฒนาที่ยั่งยืนมาขับเคลื่อนร่วมกับงานในพื้นที่ น้อมนำศาสตร์ของพระราชามาเป็นแนวทางปฏิบัติ ควบคู่ไปกับการพัฒนาระบบข้อมูลตำบล TCNAP และ RECAP เพื่อใช้เป็นฐานข้อมูลในการออกแบบงานและรับมือกับวิกฤตการณ์ต่างๆ เช่น การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19

จากนั้นตั้งแต่ปี 2565 เป็นต้นมา เครือข่ายฯ ได้ยกระดับการทำงานเข้าสู่ยุทธศาสตร์ "ไตรพลัง" ซึ่งประกอบด้วย พลังปัญญา พลังนโยบาย และพลังสังคม เพื่อขับเคลื่อนการจัดการปัญหาพื้นฐานของชุมชนอย่างครอบคลุมถึง 14 ประเด็นสำคัญ ซึ่งเชื่อมโยงกับ 8 ประเด็นหลักของ สสส. ครอบคลุมตั้งแต่การลดการสูบบุหรี่และการใช้บุหรี่ไฟฟ้า การลดการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ การลดอุบัติเหตุและส่งเสริมการสวมหมวกนิรภัย การลดการบริโภคเค็ม การเพิ่มกิจกรรมทางกาย การลดภาวะอ้วน ตลอดจนการส่งเสริมสุขภาพจิต ผลงานเชิงประจักษ์จึงสะท้อนผ่านความเปลี่ยนแปลงในหลายพื้นที่ อาทิ อบต.ทุ่งกระเต็น ที่ครัวเรือนเกษตรอินทรีย์เพิ่มขึ้น พร้อมแนวโน้มการดื่มสุราและการสูบบุหรี่ที่ลดลง, เทศบาลตำบลโคกขมิ้น ที่มีความโดดเด่นด้านการรู้รับปรับตัวและการพัฒนากองทุนชุมชน อบต.บุกระสัง กับโมเดล "ตำบลขับขี่ปลอดภัย" สวมหมวกนิรภัย 100% และ อบต.โคกกลาง ที่มีกองทุนหมุนเวียนกว่า 100 ล้านบาท และพัฒนาโรงเรียนผู้สูงอายุให้เป็นต้นแบบของพื้นที่

จากผลงานและบทเรียนที่สั่งสมมา ศูนย์สนับสนุนวิชาการเพื่อการจัดการเครือข่ายพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (ศวภ.อีสาน) ร่วมกับศูนย์วิจัยและพัฒนาระบบสุขภาพชุมชน (ศวช.) คณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น และ สสส. สำนัก 3 จึงจัด "ประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อสรุปบทเรียนและออกแบบการสร้างเสริมสุขภาวะชุมชนในพื้นที่จังหวัดบุรีรัมย์" เมื่อวันที่ 17 กันยายน 2569 ณ อาคารโดมเวฬุสโมสร โรงเรียนมีชัยพัฒนา ตำบลโคกกลาง อำเภอลำปลายมาศ โดยมี 17 อปท.เครือข่าย เพื่อร่วมกันสรุปบทเรียนและออกแบบแนวทางการจัดเวทีขับเคลื่อนงานสุขภาวะชุมชนของบุรีรัมย์ในระยะต่อไป

นางธัญญา แสงอุบล ผู้จัดการศูนย์สนับสนุนวิชาการเพื่อการจัดการเครือข่ายพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (ศวภ.อีสาน) กล่าวว่า งานสร้างเสริมสุขภาพที่ สสส. สนับสนุนให้ อปท. เป็นกลไกขับเคลื่อนในบุรีรัมย์ ตลอดกว่า 10 ปี ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า เมื่อท้องถิ่นลุกขึ้นมาทำงานร่วมกับกลไกในพื้นที่ ก็สามารถทำให้ประชาชนมีสุขภาพและคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นได้ แม้มีการเปลี่ยนเจ้าหน้าที่และผู้บริหารในหลายตำบลระหว่างทาง 

"ตลอดเวลากว่า 10 ปีที่ผ่านมา พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า เมื่อองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นลุกขึ้นมาขับเคลื่อนร่วมกับกลไกในพื้นที่ ก็สามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนให้ดีขึ้นได้อย่างแท้จริง แม้ต้องเผชิญกับความท้าทายและการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารหรือบุคลากร แต่ทิศทางและกลไกการทำงานด้านสุขภาวะยังสามารถเดนหน้าต่อได้" นางธัญญา กล่าว 

นอกจากนี้ นางธัญญา ยังได้สะท้อนถึงจุดแข็งสำคัญที่ทำให้จังหวัดบุรีรัมย์มีความพร้อมก้าวสู่การทำงานเชิงระบบในระดับจังหวัดว่า ประกอบด้วย 3 ด้านหลัก ได้แก่ "เครื่องมือ" จากชุดองค์ความรู้ของ สสส. สำนัก 3 ที่ครอบคลุมการแก้ปัญหากว่า 20 เรื่อง เช่น บุหรี่ สุรา อุบัติเหตุ และสุขภาพผู้สูงอายุ ซึ่งท้องถิ่นสามารถนำไปปรับใช้ได้ทันที ต่อมาคือ  "คน" ซึ่งมีพลังของบุคลากรรุ่นใหม่เป็นฟันเฟืองสำคัญ และสุดท้ายคือ "องค์ประกอบ" ที่ครบถ้วนตามหลักการ "สามเหลี่ยมเขยื้อนภูเขา" ผสานพลังทั้งภาคประชาสังคม ภาควิชาการ และภาคราชการ ร่วมกับความพร้อมของหน่วยงานภาครัฐและเอกชนในพื้นที่ 

"บุรีรัมย์มีองค์ประกอบเหล่านี้ครบถ้วน ถึงเวลาแล้วที่เราจะชวนกันขับเคลื่อนในระดับจังหวัด เพื่อดูว่าอะไรทำได้ อะไรที่มีข้อจำกัด และให้ภาครัฐ ภาคเอกชนที่เกี่ยวข้องเข้ามาเสริม" นางธัญญา กล่าว 

ผู้จัดการ ศวภ.อีสาน เปิดเผยเพิ่มเติมว่า จากประสบการณ์และบทเรียนการทำงานของท้องถิ่นในจังหวัด เครือข่ายสามารถสกัดประเด็นร่วมได้ 9 ประเด็น เพื่อใช้ขับเคลื่อนการสร้างเสริมสุขภาวะในจังหวัดบุรีรัมย์ และเป็นการน้อมรำลึกถึงในหลวง รัชกาลที่ 9 ในโอกาสที่จะครบ 100 ปีพระบรมราชสมภพในปี 2570 อันเป็นปีที่มีความหมายต่อประชาชน 

โดยการประชุมครั้งนี้มีคาดหวัง 2 ประการ คือ การร่วมยืนยันความมั่นใจว่า 9 ประเด็นดังกล่าว มีบทเรียนรองรับในการทำให้ประชาชนมีสุขภาพดี และการร่วมกันค้นหาแนวทางให้หน่วยงานและภาคีที่เกี่ยวข้องเข้ามาสนับสนุนและยกระดับการทำงาน ซึ่งจะเป็น "นิมิตหมาย" ของการทำงานระดับจังหวัดของ สสส. ในพื้นที่บุรีรัมย์ และเป็นแรงยึดเหนี่ยวให้ชุมชนท้องถิ่นเข้มแข็งยิ่งขึ้น

ด้าน นายเจริญ สุขวิบูลย์ นายกองค์การบริหารส่วนตำบลโคกกลาง อ.ลำปลายมาศ กล่าวว่า อบต.โคกกลางร่วมเป็นเครือข่ายของ สสส. มาอย่างยาวนาน โดยเริ่มจากการเป็นลูกข่ายก่อนพัฒนาเป็นแม่ข่าย และมองว่าการรวมตัวของ อปท. เกือบทั้งจังหวัดครั้งนี้จะทำให้สังคมได้เห็นภาพความเข้มแข็งของท้องถิ่นบุรีรัมย์ ที่ร่วมขับเคลื่อนงานสุขภาวะ ซึ่งที่ผ่านมาต่างคนต่างทำและยังไม่เคยมีเวทีให้สังคมรับรู้ ทั้งนี้หากการนัดรวมตัวกันอีกครั้ง จะสร้างแรงกระเพื่อมและช่วยปรับภาพลักษณ์ของท้องถิ่น ให้สังคมเห็นว่ามีผู้ทำงานท้องถิ่นจำนวนมากที่ทำเรื่องดีเพื่อประชาชน

"ถ้ามีเวทีการรวมพลังของอปท.เกิดขึ้นในจังหวัดบุรีรัมย์อีกครั้ง ผมเชื่อว่าจะช่วยสร้างแรงกระเพื่อมได้ เพราะคนท้องถิ่นทำเรื่องดีๆ เยอะมาก ไม่ได้มีแต่เรื่องทุจริตอย่างเดียว" นายเจริญ กล่าว


นอกจากนี้ นายก อบต.โคกกลาง ระบุว่า การทำงานร่วมกันทั้งจังหวัดเป็นโอกาสในการสร้าง "ข้าราชการท้องถิ่นที่เข้มแข็ง" ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่จะทำให้ท้องถิ่นเข้มแข็งอย่างแท้จริง เนื่องจากประชาชนให้ความหวังกับผู้บริหารเพียง 4 ปี แต่ให้ความหวังกับข้าราชการตลอดชีวิต หากข้าราชการท้องถิ่นตระหนักถึงพื้นที่ที่ตนรับผิดชอบ มีเมตตา และมีคุณธรรมในการปฏิบัติหน้าที่มากขึ้น การขับเคลื่อนงานสุขภาวะของท้องถิ่นก็จะมีความต่อเนื่องและมีพลังมากขึ้นตามไปด้วย

ขณะที่ นายสมพงษ์ จันสิงห์ นายกองค์การบริหารส่วนตำบลไพศาล อ.ประโคนชัย สะท้อนมุมมองในประเด็นเดียวกันว่า แต่เดิม อปท.ทำงานด้านสุขภาวะชุมชนค่อนข้างแยกส่วน ไม่มีที่ปรึกษาและเครือข่ายสำหรับแลกเปลี่ยนเรียนรู้ การขับเคลื่อนงานค่อนข้างช้าและเป็นไปอย่างจำกัด แต่หลังจากได้พบปะแลกเปลี่ยนกับเครือข่ายและได้รับความรู้จาก สสส. ก็ทำให้ทำงานกันได้ชัดเจนขึ้น และนำสิ่งที่ได้ไปปรับใช้กับตำบลได้ทันที

นายกอบต.ไพศาล กล่าวเพิ่มเติมว่า การรวมตัวกันของ อปท.จากหลายพื้นที่ในจังหวัด จะเป็นประโยชน์อย่างแน่นอน เพราะความรู้จากท้องถิ่นต่างๆ ที่มาแลกเปลี่ยนกันจะนำไปสู่สุขภาวะที่ดีของแต่ละชุมชน โดยเฉพาะ 16 ชุมชนในตำบลที่ยังรอความช่วยเหลืออยู่

"เดิมที อปท.เรา เสมือนทำงานอยู่คนเดียว ไม่มีเพื่อนคิด การขับเคลื่อนต่างๆ อาจเป็นไปได้ช้า แต่พอมีเพื่อน ได้รับความรู้จาก สสส. ทุกอย่างก็เริ่มกระจ่างขึ้นเราเชื่อว่าสิ่งดีๆ ที่ สสส. เข้ามาสนับสนุนจะช่วยพัฒนาชุมชนของเราได้อย่างยั่งยืนต่อไป" นายสมพงษ์ กล่าว


สำหรับบทบาทของ สสส. ที่เข้ามาสนับสนุนงานสุขภาวะชุมชนในบุรีรัมย์อย่างต่อเนื่อง ดร.นิสา รัตนดิลก ณ ภูเก็ต ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนสุขภาวะชุมชน (สำนัก 3) สสส. กล่าวว่า การสนับสนุนของ สสส. ในพื้นที่บุรีรัมย์ มุ่งเสริมศักยภาพขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นให้สามารถขับเคลื่อนงานสุขภาวะได้อย่างเหมาะสมกับบริบทของพื้นที่ ผ่านการหนุนเสริม 3 ด้าน ได้แก่ 1) การใช้ข้อมูลและทุนทางสังคม เพื่อให้ท้องถิ่นทบทวนศักยภาพของพื้นที่ ค้นหาคนต้นแบบ กลไก และแนวทางการทำงานต่อยอดเป็นต้นแบบระดับจังหวัด 2) การส่งเสริมการพัฒนานวัตกรรม และ 3) การบูรณาการการทำงานทั้งภายในผ่านการบรรจุนโยบายสุขภาวะลงในแผนและข้อบัญญัติ และภายนอกที่เชื่อมกับกระทรวง กรม จังหวัด อำเภอ ตลอดจนเครือข่ายตำบลด้วยกัน ทั้งนี้ เน้นย้ำให้ทุกพื้นที่ให้ความสำคัญกับการขับเคลื่อนประเด็นยาสูบและเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อย่างต่อเนื่อง ควบคู่กับประเด็นสุขภาวะอื่นตามบริบทของแต่ละพื้นที่

สำหรับก้าวต่อไป ผู้อำนวยการสำนัก 3 ระบุว่า การขับเคลื่อนงานในระยะต่อไปมุ่งเชื่อมเครือข่าย โดยชวน "เพื่อนเก่า" ที่เคยร่วมงานกันให้กลับมาเชื่อมพลังอีกครั้ง พร้อมเปิดพื้นที่ให้ "เพื่อนใหม่" ที่มีเป้าหมาย และอุดมการณ์เดียวกันเข้ามาเสริมเครือข่าย เพื่อให้เครือข่ายครอบคลุมมากกว่า 65 ตำบล



คณะเวชศาสตร์เขตร้อน มหาวิทยาลัยมหิดลร่วมมือบริษัท แอฟฟิโนม จำกัด ร่วมผลิตชุดตรวจช่วยผู้ป่วยได้รับการวินิจฉัยโรคไข้ดินอย่างรวดเร็ว

 คณะเวชศาสตร์เขตร้อน มหาวิทยาลัยมหิดลร่วมมือบริษัท แอฟฟิโนม จำกัด ร่วมผลิตชุดตรวจช่วยผู้ป่วยได้รับการวินิจฉัยโรคไข้ดินอย่างรวดเร็ว

คณะเวชศาสตร์เขตร้อน มหาวิทยาลัยมหิดล ผนึกกำลังภาคเอกชน บริษัท เซียร่า ไบโอไซเอนซ์ จำกัด และบริษัท แอฟฟิโนม จำกัด นำผลงานวิจัยต่อยอดเป็นชุดตรวจอย่างรวดเร็ว  MUTM MELIOIDOSIS ANTIBODY TEST และ  MELIOID ANTIGEN TEST ผลิตภัณฑ์ที่เป็นเครื่องมือช่วยแพทย์วินิจฉัยและรักษาผู้ป่วยโรคเมลิออยโดสิสหรือโรคไข้ดินได้อย่างรวดเร็วกว่าการเพาะเชื้อ  

โรคเมลิออยโดสิสหรือโรคไข้ดิน เป็นโรคติดเชื้อแบคทีเรียที่ชื่อว่า Burkholderia pseudomallei ที่พบได้ในดินและน้ำ โดยเฉพาะในภูมิภาคเขตร้อนของโลกอย่างประเทศไทย อาการแสดงของผู้ป่วยมีความหลากหลาย เช่น มีไข้ ปอดอักเสบ เกิดฝีในอวัยวะต่าง ๆ หรือติดเชื้อในกระแสเลือด มีรายงานอัตราเสียชีวิตโดยรวมประมาณร้อยละ 35 และอาจสูงถึงร้อยละ 40–60 ในผู้ป่วยที่มีภาวะติดเชื้อในกระแสเลือดอย่างรุนแรง ปัจจุบันการเพาะเชื้อยังเป็นวิธีมาตรฐานในการยืนยันโรค แต่ต้องอาศัยห้องปฏิบัติการและใช้เวลาหลายวันกว่าจะทราบผล 

  ศาสตราจารย์ ดร.นริศรา จันทราทิตย์ ภาควิชาจุลชีววิทยาและอิมมิวโนวิทยา คณะเวชศาสตร์เขตร้อน มหาวิทยาลัยมหิดล จึงได้นำทีมวิจัยศึกษาและพัฒนาชุดตรวจแบบรวดเร็ว MUTM MELIOIDOSIS ANTIBODY TEST และ  MELIOID ANTIGEN TEST เพื่อเพิ่มเครื่องมือช่วยให้แพทย์ตรวจวินิจฉัยโรคไข้ดินได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำมากขึ้น ช่วยให้ผู้ป่วยได้รับการรักษาที่เหมาะสมอย่างทันท่วงที โดยไม่จำเป็นต้องรอผลเพาะเชื้อเพียงอย่างเดียว

  ผลิตภัณฑ์ทั้งสองเป็นชุดตรวจแบบรวดเร็ว ใช้งานง่าย ได้รับการขึ้นทะเบียนเครื่องมือแพทย์จากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา ทราบผลภายในประมาณ 10-20 นาที ไม่ต้องอาศัยเครื่องมือเฉพาะทางและสามารถนำไปใช้ในบริเวณใกล้จุดให้บริการผู้ป่วยได้ ชุดตรวจทั้งสองชนิดเป็นเครื่องมือสนับสนุนการคัดกรองและการวินิจฉัยเบื้องต้นแต่มีเป้าหมายในการตรวจแตกต่างกัน โดยชุดตรวจ MUTM MELIOIDOSIS ANTIBODY TEST ตรวจหาสารภูมิคุ้มกันที่ร่างกายสร้างขึ้นต่อเชื้อก่อโรค ส่วนชุดตรวจ MELIOID ANTIGEN TEST ตรวจหาองค์ประกอบจำเพาะของเชื้อก่อโรคตรงจาก เสมหะ หนอง หรือปัสสาวะ และตัวอย่างจากการเพาะเชื้อในเลือด ช่วยให้บุคลากรทางการแพทย์สามารถตัดสินใจได้อย่างมั่นใจและรวดเร็วยิ่งขึ้น จำกัดการลุกลามของเชื้อและเพิ่มโอกาสหายขาดจากโรค

  สำหรับกลุ่มที่จะได้รับประโยชน์จากชุดตรวจนี้ นอกจากผู้ป่วยที่มีอาการเข้าได้กับโรค เช่น ไข้หรือไข้ไม่ทราบสาเหตุ ปอดอักเสบ มีฝี หรือติดเชื้อในกระแสเลือด โดยเฉพาะผู้ที่มีประวัติสัมผัสดินหรือน้ำ กลุ่มที่ควรให้ความสำคัญเป็นพิเศษ ได้แก่ เกษตรกร ชาวนา ผู้ที่ต้องทำงานสัมผัสดินหรือลุยน้ำ ผู้สูงอายุ ผู้มีภูมิคุ้มกันต่ำ และผู้ป่วยโรคเรื้อรัง เช่น เบาหวาน โรคไต โรคตับ โรคปอดเรื้อรัง และธาลัสซีเมีย ซึ่งมีความเสี่ยงต่อการเกิดโรครุนแรงมากกว่าประชาชนทั่วไป ทั้งนี้ ชุดตรวจแบบรวดเร็วเป็นเครื่องมือช่วยประกอบการวินิจฉัยสำหรับบุคลากรทางการแพทย์ ผลตรวจต้องแปลร่วมกับอาการและประวัติของผู้ป่วย และการเพาะเชื้อยังคงเป็นวิธีมาตรฐานในการยืนยันโรค

  นอกจากนี้ กลุ่มแพทย์และบุคลากรสาธารณสุข โดยเฉพาะโรงพยาบาลชุมชนและหน่วยบริการปฐมภูมิ เช่น โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล ซึ่งเป็นจุดแรกที่ประชาชนในพื้นที่เข้ารับบริการ หากบุคลากรได้รับการอบรมและมีระบบการใช้ชุดตรวจที่เหมาะสม ชุดตรวจแบบรวดเร็วจะช่วยสนับสนุนการประเมินความเสี่ยงและคัดกรองผู้ป่วยได้เร็วขึ้น ทำให้สามารถประสานและส่งต่อผู้ป่วยที่สงสัยไปยังโรงพยาบาลชุมชนหรือโรงพยาบาลที่มีศักยภาพได้อย่างทันท่วงที ซึ่งประชาชนสามารถเข้าถึงการตรวจได้โดยเข้ารับบริการ ณ โรงพยาบาล คลินิก หรือสถานพยาบาลใกล้บ้าน สำหรับระบบบริการสุขภาพ โรงพยาบาลภาครัฐ โรงพยาบาลเอกชน คลินิก และหน่วยบริการสาธารณสุข สามารถจัดหาชุดตรวจไปใช้ตามขอบเขตการให้บริการและความพร้อมของแต่ละแห่ง โดยมีเป้าหมายสำคัญในการขยายการเข้าถึงไปยังโรงพยาบาลชุมชนและหน่วยบริการในพื้นที่เสี่ยง เพื่อสนับสนุนการคัดกรอง การประเมินผู้ป่วย และการส่งต่อให้เป็นไปอย่างรวดเร็วและเหมาะสม

ศาสตราจารย์ ดร.นริศรา จันทราทิตย์ เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านจุลชีววิทยาและภูมิคุ้มกันวิทยา รวมถึงอายุรศาสตร์เขตร้อน ได้มุ่งมั่นทุ่มเททำงานวิจัยเกี่ยวกับการตรวจและรักษาโรคไข้ดินนี้มายาวนานกว่า 3 ทศวรรษ กล่าวว่า "ผู้ป่วยเมลิออยโดสิสที่อาการรุนแรงจำนวนมากเสียชีวิตภายใน 48 ชั่วโมงแรกหลังเข้าโรงพยาบาล ซึ่งเร็วกว่าที่ผลเพาะเชื้อจะออก ยาปฏิชีวนะที่ใช้รักษาโรคนี้ก็ต่างจากยาที่แพทย์มักเริ่มให้ในผู้ป่วยติดเชื้อทั่วไป การรู้ผลเร็วขึ้นแม้เพียงหนึ่งหรือสองวันจึงมีความหมายต่อผู้ป่วยมาก ทีมวิจัยใช้เวลาหลายปีทดสอบชุดตรวจกับตัวอย่างผู้ป่วยจริงในพื้นที่ระบาด เพื่อให้แน่ใจว่าใช้ได้ในสภาพการทำงานของโรงพยาบาลไทย"

คุณรุ่งนภา ฝั้นแปง ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เซียร่า ไบโอไซเอนซ์ จำกัด กล่าวว่า งานวิจัยดี ๆ ของไทยจำนวนมากหยุดอยู่ที่ผลงานตีพิมพ์ เราต้องการพาชุดตรวจนี้ไปให้ถึงมือแพทย์ และนักเทคนิคการแพทย์ในโรงพยาบาลที่พบผู้ป่วยโรคนี้เป็นประจำ ขณะนี้ชุดตรวจพร้อมจำหน่ายแล้ว และเราเริ่มส่งออกไปยังต่างประเทศที่มีโรคนี้เป็นโรคประจำถิ่นเช่นกัน  โดยคณะเวชศาสตร์เขตร้อน มหาวิทยาลัยมหิดล มีบทบาทในการศึกษาปัญหาของโรค ค้นคว้าและคัดเลือกแอนติเจนเป้าหมาย ออกแบบและพัฒนาชุดตรวจ ตลอดจนประเมินประสิทธิภาพกับตัวอย่างจากผู้ป่วยจริง เพื่อสร้างหลักฐานทางวิชาการรองรับประสิทธิภาพและการนำไปใช้ประโยชน์ทางการแพทย์ โดยบริษัทฯ ได้รับอนุญาตให้ใช้สิทธิในผลงานจากมหาวิทยาลัยมหิดล การพัฒนาตลาด และการจัดจำหน่าย เพื่อพัฒนานวัตกรรมการตรวจวินิจฉัยและการรักษาโรคไข้ดิน รวมทั้งผลักดันให้โรคดังกล่าวได้รับการยกระดับการป้องกันสู่ระดับสากล

คุณเจษฎา ณ ปลอด ประธานกรรมการบริหาร บริษัท แอฟฟิโนม จำกัด เปิดเผยว่า บริษัทฯ มีความเชี่ยวชาญด้านการออกแบบและพัฒนาเครื่องมือแพทย์สำหรับการตรวจวินิจฉัยภายนอกร่างกาย โดยชุดตรวจ MUTM MELIOIDOSIS ANTIBODY TEST และ  MELIOID ANTIGEN TEST เป็นผลจากความร่วมมือระหว่างสถาบันการศึกษาและภาคเอกชนของไทย บริษัทฯ ได้มีบทบาทในการรับถ่ายทอดเทคโนโลยี การดำเนินการด้านการขึ้นทะเบียนผลิตภัณฑ์ การผลิตและควบคุมคุณภาพภายใต้ระบบบริหารคุณภาพตามมาตรฐาน ISO 13485 ทั้งนี้ ความร่วมมือดังกล่าวสะท้อนให้เห็นการพัฒนานวัตกรรมทางการแพทย์มิได้สิ้นสุดเพียงการวิจัยในห้องปฏิบัติการ เชื่อมโยงองค์ความรู้ทางวิชาการเข้ากับการผลิตตามมาตรฐานสากลและการดำเนินธุรกิจ การดำเนินงานร่วมกันของทั้งสามหน่วยงานจึงช่วยยกระดับงานวิจัยของไทยสู่ผลิตภัณฑ์ที่ผลิตได้ภายในประเทศ ลดการพึ่งพาเทคโนโลยีและผลิตภัณฑ์นำเข้า และเพิ่มโอกาสให้หน่วยบริการสุขภาพสามารถเข้าถึงชุดตรวจได้อย่างทั่วถึงมากขึ้น

สำหรับผู้ที่สนใจนวัตกรรมชุดตรวจโรคเมลิออยโดสิส สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ บริษัท เซียร่า ไบโอไซเอนซ์ จำกัด โทรศัพท์ 098-987-9882, 083-152-9495 หากสนใจผลิตและพัฒนานวัตกรรมชุดตรวจทางการแพทย์ สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ บริษัท แอฟฟิโนม จำกัด โทรศัพท์ 02-013-3989