วันอังคารที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2569

สพพ. ร่วมพิธีถวายสัตย์ปฏิญาณเพื่อเป็นข้าราชการที่ดีและพลังของแผ่นดิน

 สพพ. ร่วมพิธีถวายสัตย์ปฏิญาณเพื่อเป็นข้าราชการที่ดีและพลังของแผ่นดิน 

พันเอก ศรัณยู วิริยเวชกุล รองผู้อำนวยการ รักษาการแทนผู้อำนวยการสำนักงานความร่วมมือพัฒนาเศรษฐกิจกับประเทศเพื่อนบ้าน (องค์การมหาชน) (สพพ.) พร้อมนายกีรติ เวฬุวัน รองผู้อำนวยการ เข้าร่วมในพิธีถวายสัตย์ปฏิญาณเพื่อเป็นข้าราชการที่ดีและพลังของแผ่นดิน เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดี ศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว 28 กรกฎาคม 2569

 


ในโอกาสดังกล่าว นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เป็นประธานในพิธีถวายสัตย์ปฏิญาณ โดยมีคณะรัฐมนตรี ผู้บริหารหน่วยงานภาครัฐ ข้าราชการพลเรือน ข้าราชการทหาร ข้าราชการตำรวจ เจ้าหน้าที่ของรัฐ และพนักงานรัฐวิสาหกิจ เข้าร่วมพิธีโดยพร้อมเพรียงกันเพื่อแสดงความจงรักภักดีและสำนึกในหน้าที่ของการเป็นข้าราชการที่ดีรวมทั้งน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ พิธีดังกล่าวจัดขึ้น ณ บริเวณท้องสนามหลวง เมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม 2569

วันจันทร์ที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2569

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ลงนามถวายพระพรชัยมงคล พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 28 กรกฎาคม 2569 ณ ศาลาสหทัยสมาคม ในพระบรมมหาราชวัง กรุงเทพฯ

 มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ลงนามถวายพระพรชัยมงคล พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 28 กรกฎาคม 2569 ณ ศาลาสหทัยสมาคม ในพระบรมมหาราชวัง กรุงเทพฯ

วันนี้ (วันอังคารที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2569) มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง นำโดย นายสัก กอแสงเรือง รองประธานกรรมการ นายวิชิต ชินวงศ์วรกุล รองประธานกรรมการ นายจารุรัตน์ คุณัตถานนท์ กรรมการและเหรัญญิก และนายวิศิษฎ์ ลิ้มประนะ กรรมการ พร้อมด้วยคณะผู้บริหารมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง และหน่วยงานในเครือ นำแจกันดอกไม้ทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายหน้าพระบรมฉายาลักษณ์ และลงนามถวายพระพรชัยมงคล พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 28 กรกฎาคม 2569 ณ ศาลาสหทัยสมาคม ในพระบรมมหาราชวัง กรุงเทพฯ




ทั้งนี้ ระหว่างวันที่ 28-30 กรกฎาคม 2569 ศาลเจ้าไต้ฮงกงหยกขาว เฉลิมพระเกียรติ 72 พรรษา จะเปิดไฟประดับรอบนอกศาลเจ้าฯ ถึงเวลา 21.00 น. เพื่อเป็นการเฉลิมพระเกียรติเนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 28 กรกฎาคม 2569  โดยผู้มีจิตศรัทธาสามารถเข้าสักการะหลวงปู่ไต้ฮงและเทพเจ้าศักดิ์สิทธิ์ภายในศาลเจ้าฯ ได้ถึงเวลา 18.00 น. ติดต่อสอบถาม ติดตามข่าวสารและกิจกรรม รวมถึงพิกัดของศาลเจ้าไต้ฮงกงหยกขาวได้ที่ https://linktr.ee/TaihonggongshrineTH

TECNOPLUS พลิกโฉมห้องครัวไทยเปิดตัว “PRO SERIES BLACK EDITION” ชูแนวคิด “BOLD FUNCTIONS PLUS DESIGN” ดึง ‘แก๊ป ธนเวทย์’ และ ‘เชฟอิน เพจกำลังอิน’ ร่วมสะท้อนนิยาม “ครัวแบบไหนก็สวยได้”

 TECNOPLUS พลิกโฉมห้องครัวไทยเปิดตัว “PRO SERIES BLACK EDITION” ชูแนวคิด “BOLD FUNCTIONS PLUS DESIGN” ดึง ‘แก๊ป ธนเวทย์’ และ ‘เชฟอิน เพจกำลังอิน’ ร่วมสะท้อนนิยาม “ครัวแบบไหนก็สวยได้”

TECNOPLUS (เทคโนพลัส) แบรนด์เครื่องครัวชั้นนำที่อยู่เคียงคู่กับครอบครัวไทยมาอย่างยาวนาน ประกาศจัดงานแถลงข่าวครั้งยิ่งใหญ่ ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ เพื่อเปิดตัวสินค้ากลุ่ม “PRO SERIES BLACK EDITION” ภายใต้แนวคิด “BOLD FUNCTIONS PLUS DESIGN” มุ่งเติมเต็ม Pain Point ของครัวในอดีต 

คุณกฤตนัน สนธิจิรวงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท เดอะ ซิกเนเจอร์ แบรนด์ จำกัด ผู้จัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์เครื่องครัวแบรนด์ TECNOPLUS เปิดเผยบนเวทีว่า ตลอดระยะเวลากว่า 20 ปีที่ผ่านมา แบรนด์เติบโตเคียงข้างและส่งมอบความสุขให้ครัวไทยไปแล้วกว่า 1,000,000 ชิ้น ทว่าสิ่งที่  แบรนด์ตั้งคำถามมาตลอดคือ ‘ทำไมครัวไทยจะต้องซ่อนไว้หลังบ้าน?’ ภาพจำในอดีต ครัวไทยมักถูกจำกัดให้เป็นเพียงพื้นที่ทำอาหารที่เก่า ทรุดโทรม และต้องหลบซ่อนอยู่หลังบ้านเนื่องจากเน้นแต่การใช้งานหนัก ไม่เน้นดีไซน์ ต่างจากครัวยุโรปที่สวยงามและพร้อมโชว์ ‘ทำไมสินค้าที่ประสิทธิภาพดีหน้าตาจะต้องไม่สวย หรือสินค้าที่หน้าตาสวยจะต้องใช้งานได้ไม่ดี’ ทำไมทั้ง 2 ความต้องการถึงรวมอยู่ในผลิตภัณฑ์เดียวกันไม่ได้ นี้คือสิ่งที่ TECNOPLUS ตั้งข้อสงสัยมาตลอด

TECNOPLUS เชื่อมั่นว่า ไม่ใช่แค่ครัวไทยแต่ครัวแบบไหนก็สวยและประสิทธิภาพดีได้โดยไม่ต้องเลือกความต้องการใดความต้องการหนึ่ง เราจึงพัฒนาภาพลักษณ์ใหม่ (New Image) ภายใต้แนวคิด BOLD FUNCTIONS PLUS DESIGN ขึ้นมา ที่หลอมรวมทั้ง 2 แนวคิดเรื่อง 'Functions' และ 'Design' ไว้ด้วยกันผ่านกลุ่มผลิตภัณฑ์ “PRO SERIES BLACK EDITION” ที่มีสินค้าไฮไลท์คือ เตาแก๊ส 2 หัวกระจกดำด้าน TNP HB 207845 BM PRO และเครื่องดูดควันที่ทำงานด้วยระบบเซ็นเซอร์ มือโบกอย่าง TNP HD LENORA 90 BLACKPRO  เพื่อตอบโจทย์วิถีชีวิตคนรุ่นใหม่ที่มองว่าครัวคือ Living Space หรือศูนย์กลางแห่งความสัมพันธ์ของสมาชิกทุกคนในบ้าน

สะท้อนไลฟ์สไตล์เหนือระดับ ทำไมต้อง “สีดำ” สำหรับ PRO SERIES BLACK EDITION ผ่านมุมมอง คุณแก๊ป-ธนเวทย์ สิริวัฒน์ธนกุล ครีเอเตอร์ด้านงานดีไซน์และสถาปัตยกรรม ในฐานะที่อยู่ในวงการการออกแบบว่า สีดำในงานสถาปัตยกรรมยุคปัจจุบันไม่ใช่แค่กระแสแฟชั่น แต่เป็นภาษาแห่งการออกแบบที่สะท้อนถึงรสนิยม ความประณีต และตัวตนที่ชัดเจนของผู้ใช้งาน ครัวสีดำในบ้านยุคใหม่ทำหน้าที่เปรียบเสมือนเฟอร์นิเจอร์ชิ้นเอกที่ช่วยยกระดับให้ภาพรวมของบ้านดูโมเดิร์น มินิมอล หรือลักชัวรีได้ในเวลาเดียวกัน

นอกจากมิติด้านดีไซน์ที่ยอดเยี่ยมแล้ว ในแง่ประสิทธิภาพของการประกอบอาหารจริงก็เป็นสิ่งที่มองข้ามไม่ได้ โดย คุณอิน-ณรงค์ฤทธิ์ แซ่ขอ หรือ ‘เชฟอิน เพจกำลังอิน’ ครีเอเตอร์สายอาหารชื่อดัง ได้ร่วมแชร์ประสบการณ์ตรงจากการใช้งานจริง หัวใจของอาหารไทยคือไฟต้องถึงอันเป็นเอกลักษณ์สำคัญในการทำอาหารไทยให้มีกลิ่นหอมกระทะ และโครงสร้างเครื่องครัวต้องแกร่งพอสำหรับการใช้งานหนักทุกวัน พร้อมทั้งแนะนำเทคโนโลยีเครื่องดูดควันติดผนังระบบเซ็นเซอร์อัจฉริยะที่ช่วยให้การใช้งานง่ายขึ้น

ร่วมสัมผัสประสบการณ์และพิสูจน์นิยามใหม่ของห้องครัว Tecnoplus ที่หลอมรวมดีไซน์อันประณีตและฟังก์ชันการใช้งานที่มีประสิทธิภาพเข้าไว้ด้วยกันอย่างสมบูรณ์แบบได้ที่ศูนย์การค้าชั้นนำทั่วไป อาทิ HomePro, ไทวัสดุ, BnB Home, Power Buy, Dohome, Global House, Mega Home ทุกสาขาใกล้บ้านคุณหรือติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ทาง www.tecnoplusthai.com , Facebook Page : Tecnoplus+


#Tecnoplus #BoldFunctionsPlusDesign #ครัวแบบไหนก็สวยได้

วธ. ศน. เชิญชวนพุทธศาสนิกชนร่วมสืบสานวันอาสาฬหบูชาและเข้าพรรษา ผ่านกิจกรรม “90 วัน เข้าพรรษา เข้าถึงธรรม ทำความดี เปลี่ยนชีวิต” พร้อมชวนเที่ยว 10 จังหวัด สัมผัสศรัทธา วิถีวัฒนธรรม และเสน่ห์งานบุญไทย

 วธ.  ศน. เชิญชวนพุทธศาสนิกชนร่วมสืบสานวันอาสาฬหบูชาและเข้าพรรษา ผ่านกิจกรรม “90 วัน เข้าพรรษา เข้าถึงธรรม ทำความดี เปลี่ยนชีวิต” พร้อมชวนเที่ยว 10 จังหวัด สัมผัสศรัทธา วิถีวัฒนธรรม และเสน่ห์งานบุญไทย




นายชัยพล สุขเอี่ยม อธิบดีกรมการศาสนา เปิดเผยว่า กระทรวงวัฒนธรรม โดยกรมการศาสนา ขอเชิญชวนพุทธศาสนิกชนและประชาชนร่วมสืบสานพระพุทธศาสนา เนื่องในเทศกาลวันอาสาฬหบูชาและเข้าพรรษา พุทธศักราช 2569 ผ่านกิจกรรม “90 วัน เข้าพรรษา เข้าถึงธรรม ทำความดี เปลี่ยนชีวิต” เพื่อเชิญชวนให้ประชาชนใช้ช่วงเวลาเข้าพรรษาเป็นโอกาสศึกษาหลักธรรมทางพระพุทธศาสนา รักษาศีล เจริญภาวนา ลด ละ เลิก อบายมุข และตั้งใจทำความดีอย่างต่อเนื่องตลอด 90 วัน อันจะนำไปสู่การพัฒนาตนเอง ครอบครัว และสังคม


อธิบดีกรมการศาสนา กล่าวว่า วันอาสาฬหบูชาและวันเข้าพรรษาเป็นวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา ที่พุทธศาสนิกชนได้น้อมรำลึกถึงพระธรรมคำสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พร้อมร่วมประกอบศาสนกิจ อาทิ ทำบุญตักบาตร ฟังพระธรรมเทศนา เวียนเทียน และถวายเทียนพรรษา ซึ่งเป็นประเพณีที่สืบทอดมาอย่างยาวนาน และเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่สะท้อนวิถีชีวิตของคนไทย

สำหรับส่วนกลาง กรมการศาสนาได้จัดขบวนรถแห่เทียนพรรษา เพื่อนำเทียนพรรษาไปถวายพระอารามหลวง 10 แห่ง ได้แก่ วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม วัดไตรมิตรวิทยาราม วัดปทุมวนาราม วัดประยุรวงศาวาส วัดสระเกศ วัดสุทัศนเทพวราราม วัดพระราม 9 กาญจนาภิเษก วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ วัดเบญจมบพิตรดุสิตวนาราม และวัดเทวราชกุญชร เพื่อถวายเป็นพุทธบูชาและสืบสานประเพณีถวายเทียนพรรษา

ขณะเดียวกัน จังหวัดต่าง ๆ ทั่วประเทศได้ร่วมจัดกิจกรรมอย่างพร้อมเพรียง โดยมี 10 จังหวัดที่มีกิจกรรมโดดเด่น ได้แก่

- จังหวัดนครพนม จัดงานเข้าพรรษาวัดพระธาตุพนม ระหว่างวันที่ 16 – 26 กรกฎาคม 2569 ณ วัดพระธาตุพนม

- จังหวัดนครราชสีมา จัดงานประเพณีแห่เทียนพรรษาโคราช ภายใต้แนวคิด “Korat City of Candle 2026” ระหว่างวันที่ 28 – 30 กรกฎาคม 2569

- จังหวัดบุรีรัมย์ จัดงานประเพณีแห่เทียนพรรษาอำเภอประโคนชัย ระหว่างวันที่ 30 – 31 กรกฎาคม 2569

- จังหวัดพระนครศรีอยุธยา จัดงานประเพณีแห่เทียนพรรษาทางน้ำ วันที่ 29 กรกฎาคม 2569 ณ ตลาดลาดชะโด

- จังหวัดพะเยา จัดพิธีเวียนเทียนทางน้ำและงานประเพณีแห่เทียนพรรษา วันที่ 29 กรกฎาคม 2569 ณ กว๊านพะเยา

- จังหวัดสระบุรี จัดงานประเพณีตักบาตรดอกเข้าพรรษาและถวายเทียนพรรษาพระราชทาน ระหว่างวันที่ 27 – 30 กรกฎาคม 2569 ณ วัดพระพุทธบาท

- จังหวัดสิงห์บุรี จัดงานประเพณีแห่เทียนจำนำพรรษาและตักบาตรดอกไม้ ระหว่างวันที่ 29 – 30 กรกฎาคม 2569

- จังหวัดสุพรรณบุรี จัดงานประเพณีแห่เทียนพรรษา ระหว่างวันที่ 28 – 30 กรกฎาคม 2569 ณ วัดป่าเลไลยก์

- จังหวัดสุรินทร์ จัดงานมหกรรมแห่เทียนพรรษาและตักบาตรบนหลังช้าง วันที่ 24 และ 29 กรกฎาคม 2569

- จังหวัดอุบลราชธานี จัดงานประเพณีแห่เทียนพรรษา ระหว่างวันที่ 28 – 30 กรกฎาคม 2569 ซึ่งเป็นประเพณีสำคัญที่มีชื่อเสียงและได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ


นายชัยพล กล่าวเพิ่มเติมว่า กิจกรรมที่จัดขึ้นในแต่ละพื้นที่ นอกจากจะเป็นการสืบสานพระพุทธศาสนาและอนุรักษ์ประเพณีอันดีงามแล้ว ยังสะท้อนเอกลักษณ์ของแต่ละท้องถิ่น ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของชุมชน สนับสนุนการท่องเที่ยวเชิงศาสนาและวัฒนธรรม และช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจของชุมชน



ทั้งนี้ ขอเชิญชวนประชาชนร่วมกิจกรรม “90 วัน เข้าพรรษา เข้าถึงธรรม ทำความดี เปลี่ยนชีวิต” ด้วยการเริ่มต้นจากการทำความดีในชีวิตประจำวัน อาทิ การพูดดี คิดดี มีน้ำใจ ช่วยเหลือผู้อื่น ใช้เวลากับครอบครัว ให้อภัยซึ่งกันและกัน ลด ละ เลิก อบายมุข ควบคู่กับการเข้าวัด ทำบุญ ฟังพระธรรมเทศนา รักษาศีล และเจริญภาวนา ตลอดช่วงเข้าพรรษา

“การทำความดีอาจเริ่มจากเรื่องเล็ก ๆ แต่หากทุกคนร่วมกันทำอย่างต่อเนื่อง ย่อมเป็นพลังสำคัญในการสร้างครอบครัวที่อบอุ่น ชุมชนที่เข้มแข็ง และสังคมไทยที่เปี่ยมด้วยคุณธรรม จึงขอเชิญชวนประชาชนร่วมทำความดีตลอด 90 วันแห่งการเข้าพรรษา และร่วมแบ่งปันเรื่องราวแห่งความดี เพื่อส่งต่อแรงบันดาลใจและขยายพลังแห่งความดีสู่สังคมไทยต่อไป”

ถอดรหัส “ยันฮี” กับภารกิจปั้นไทยสู่ LGBTQ+ Medical Hub แห่งเอเชีย​ เปิดเกมรุก Pride Economy เมื่อการแปลงเพศไม่ใช่แค่ศัลยกรรม​ แต่คือ อุตสาหกรรมสุขภาพแห่งอนาคต

 ถอดรหัส “ยันฮี” กับภารกิจปั้นไทยสู่ LGBTQ+ Medical Hub แห่งเอเชีย​ เปิดเกมรุก Pride Economy เมื่อการแปลงเพศไม่ใช่แค่ศัลยกรรม​ แต่คือ อุตสาหกรรมสุขภาพแห่งอนาคต

ท่ามกลางการแข่งขันของหลายประเทศในการยกระดับบริการทางการแพทย์เฉพาะทาง เพื่อดึงดูดผู้รับบริการจากทั่วโลก โดยเฉพาะกลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศ (LGBTQ+) กำลังก้าวขึ้นมาเป็นหนึ่งในตลาดสุขภาพที่มีศักยภาพสูงและเติบโตอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ "LGBTQ+ Healthcare" กลายเป็นหนึ่งในสมรภูมิใหม่ของธุรกิจการแพทย์และ Medical Tourism ที่หลายประเทศต่างเร่งช่วงชิงความเป็นผู้นำ


และหากพูดถึงชื่อของสถานพยาบาลที่อยู่ในแนวหน้าของอุตสาหกรรมนี้ คงปฏิเสธไม่ได้ว่า “โรงพยาบาลยันฮี” คือหนึ่งในผู้เล่นสำคัญที่มีบทบาทผลักดันประเทศไทยให้ก้าวสู่การเป็น LGBTQ+ Medical Hub ของภูมิภาคเอเชีย


ภายใต้การนำของ พญ.สิรินทรา สัมฤทธิวนิชชา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร โรงพยาบาลยันฮี ผู้บริหารรุ่นที่ 2 ที่เข้ามาสานต่อและยกระดับองค์กรสู่ยุคใหม่ ยุคที่โรงพยาบาลไม่ได้แข่งขันกันเพียงเรื่องเทคโนโลยีทางการแพทย์ แต่แข่งขันกันด้วย “ความเข้าใจมนุษย์” และความสามารถในการสร้างระบบนิเวศสุขภาพที่ตอบโจทย์ผู้คนได้อย่างแท้จริง

จากโรงพยาบาลศัลยกรรม สู่ศูนย์กลางสุขภาพความหลากหลายทางเพศ

ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา ชื่อของโรงพยาบาลยันฮีเป็นที่รู้จักในฐานะผู้นำด้านศัลยกรรมความงามและศัลยกรรมตกแต่งของประเทศไทย แต่ในมุมมองของ พญ.ศิรินทรา การเปลี่ยนแปลงของโลกกำลังนำพาองค์กรเข้าสู่บทบาทใหม่

“ผู้รับบริการกลุ่ม LGBTQ+ ไม่ได้เข้ามาเพราะเจ็บป่วย แต่เข้ามาเพื่อให้ร่างกายและอัตลักษณ์ของตนเองสอดคล้องกัน สิ่งที่พวกเขาต้องการจึงไม่ใช่แค่การรักษา แต่คือความเข้าใจ ความเคารพ และความมั่นใจว่าพวกเขาจะได้รับการดูแลอย่างเท่าเทียม”

แนวคิดดังกล่าวนำไปสู่การก่อตั้ง “Yanhee Support Pride Center” ศูนย์ดูแลสุขภาพสำหรับผู้มีความหลากหลายทางเพศแบบครบวงจร ที่รวมบริการทุกด้านไว้ภายใต้แนวคิด “One Roof Service” ตั้งแต่การให้คำปรึกษาด้านสุขภาพจิต การดูแลฮอร์โมน การผ่าตัดยืนยันเพศสภาพ การศัลยกรรมเฉพาะทาง การปรับเสียง การติดตามสุขภาพระยะยาว ไปจนถึงการดูแลคุณภาพชีวิตหลังการรักษา

แนวทางดังกล่าวสะท้อนการเปลี่ยนผ่านของอุตสาหกรรมสุขภาพโลก ที่ไม่ได้มองผู้ป่วยเป็นเพียงผู้รับบริการทางการแพทย์ แต่เป็นมนุษย์ที่มีความต้องการเฉพาะตัวในทุกมิติของชีวิต


พญ.สิรินทรา กล่าวต่อไปว่า สิ่งที่น่าสนใจคือ ตลาด LGBTQ+ Healthcare ของประเทศไทยในปัจจุบัน ไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยผู้รับบริการชาวไทยเพียงอย่างเดียว ซึ่งเราพบว่า กลุ่มผู้เข้ารับบริการผ่าตัดยืนยันเพศสภาพจากชายเป็นหญิง (Male to Female) กว่า 74% เป็นชาวต่างชาติ ขณะที่กลุ่มหญิงเป็นชาย (Female to Male) มีสัดส่วนผู้รับบริการต่างชาติสูงถึง 55%


โดยประเทศหลักที่เดินทางเข้ามารับบริการ ได้แก่ จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ เวียดนาม สหรัฐอเมริกา และออสเตรเลีย ซึ่งตัวเลขดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า ประเทศไทยไม่ได้เป็นเพียงจุดหมายปลายทางด้านการท่องเที่ยวอีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็นจุดหมายด้านสุขภาพของผู้มีความหลากหลายทางเพศจากทั่วโลก 


โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชีย ซึ่งหลายประเทศยังคงมีข้อจำกัดทั้งทางกฎหมาย วัฒนธรรม และการเข้าถึงบริการทางการแพทย์เฉพาะทาง ประเทศไทยจึงกลายเป็นทางเลือกสำคัญของผู้ที่ต้องการเข้าถึงบริการที่มีมาตรฐานระดับสากล ภายใต้สังคมที่เปิดกว้างและเป็นมิตรต่อความหลากหลายทางเพศมากกว่าหลายประเทศในภูมิภาค


พญ.สิรินทรา กล่าวว่า หากย้อนกลับไปในอดีต ประเทศไทยถือเป็นหนึ่งในประเทศแรก ๆ ของโลกที่พัฒนาศักยภาพด้านศัลยกรรมยืนยันเพศสภาพอย่างจริงจัง ประสบการณ์ของศัลยแพทย์ไทยที่สั่งสมมาอย่างยาวนาน ทำให้ประเทศไทยได้รับการยอมรับในฐานะ Destination of Sex Change Surgery มาอย่างยาวนาน 


ไม่เพียงเท่านั้น เทคนิคการผ่าตัดยืนยันเพศสภาพจากชายเป็นหญิงของแพทย์ไทย ยังได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ และถูกนำเสนอในเวทีวิชาการระดับโลกมาอย่างต่อเนื่อง “ชื่อเสียงของแพทย์ไทย คุณภาพการรักษา ความละเอียดของบุคลากรทางการแพทย์ และความเป็นมิตรของสังคมไทย คือปัจจัยสำคัญที่ทำให้ผู้รับบริการจากทั่วโลกยังคงเลือกประเทศไทย” พญ.สิรินทรา กล่าว


Pride Economy โอกาสทางเศรษฐกิจที่ใหญ่กว่าที่หลายคนคิด


แม้คนส่วนใหญ่จะมองเรื่องการยืนยันเพศสภาพในมิติของสิทธิมนุษยชนหรือความเท่าเทียมทางสังคม แต่ในความเป็นจริงแล้ว ตลาดบริการสุขภาพสำหรับผู้มีความหลากหลายทางเพศ กำลังกลายเป็นหนึ่งในตลาดสุขภาพที่เติบโตเร็วที่สุดของโลก โดยผู้รับบริการกลุ่มข้ามเพศไม่ได้สร้างรายได้เฉพาะจากการผ่าตัดเพียงครั้งเดียว แต่ต้องการการดูแลต่อเนื่องตลอดชีวิต ไม่ว่าจะเป็นการติดตามระดับฮอร์โมน การตรวจสุขภาพเฉพาะทาง การประเมินภาวะทางจิตใจ การดูแลสุขภาพในวัยสูงอายุ รวมถึงการตรวจคัดกรองโรคที่เกี่ยวข้องกับอวัยวะเฉพาะ


กล่าวอีกนัยหนึ่ง ผู้รับบริการหนึ่งคนสามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้กับระบบสุขภาพได้ต่อเนื่องเป็นระยะเวลาหลายสิบปี นอกจากนี้ยังเกิดการใช้จ่ายในระบบเศรษฐกิจอื่น ๆ ทั้งโรงแรม สายการบิน ร้านอาหาร การท่องเที่ยว และบริการด้าน Wellness ที่เกี่ยวข้อง จึงไม่น่าแปลกใจที่หลายประเทศเริ่มมอง LGBTQ+ Healthcare เป็นหนึ่งในเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ของอุตสาหกรรม Medical Tourism


มากกว่าการผ่าตัด คือการดูแลตลอดชีวิต


พญ.สิรินทรา กล่าวอีกว่า หนึ่งในความเข้าใจผิดที่เกิดขึ้นบ่อยครั้ง คือการมองว่าการเปลี่ยนผ่านทางเพศสิ้นสุดลงหลังการผ่าตัด ในความเป็นจริงผู้รับบริการควรต้องได้รับการดูแลสุขภาพอย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต ไม่ว่าจะเป็นการใช้ฮอร์โมนระยะยาว การติดตามสุขภาพของอวัยวะที่ได้รับการผ่าตัดสร้างขึ้นใหม่ การตรวจคัดกรองโรคตามช่วงอายุ หรือการดูแลด้านสุขภาพจิต


“การดูแลคนข้ามเพศไม่ใช่การรักษาระยะสั้น แต่เป็นการดูแลตลอดชีวิต” ด้วยเหตุนี้ โรงพยาบาลยันฮี จึงพัฒนาระบบติดตามผลผู้ป่วยอย่างต่อเนื่อง พร้อมสร้างทีมสหสาขาวิชาชีพที่ประกอบด้วยศัลยแพทย์ แพทย์ต่อมไร้ท่อ สูตินรีแพทย์ จิตแพทย์ พยาบาล และบุคลากรสนับสนุนที่ได้รับการอบรมเฉพาะทาง


ความท้าทายที่ไทยยังต้องเร่งแก้


แม้ประเทศไทยจะมีศักยภาพสูง แต่ยังมีความท้าทายหลายประการ หนึ่งในนั้นคือการขาดแคลนบุคลากรเฉพาะทาง โดยเฉพาะศัลยแพทย์ด้านการผ่าตัดยืนยันเพศสภาพและจิตแพทย์ที่มีความเข้าใจประเด็นความหลากหลายทางเพศ ขณะเดียวกัน กฎหมายและระบบประกันสุขภาพหลายส่วนยังไม่สามารถรองรับความต้องการเฉพาะของผู้รับบริการกลุ่มนี้ได้อย่างสมบูรณ์


ในมุมของ พญ.สิรินทรา มองว่าการพัฒนา LGBTQ+ Medical Hub ไม่ใช่ภารกิจของโรงพยาบาลเอกชนเพียงฝ่ายเดียว แต่ต้องอาศัยการสนับสนุนจากภาครัฐอย่างเป็นระบบ


4 กุญแจสู่การเป็น LGBTQ+ Medical Hub ระดับโลก


พญ.สิรินทรา เสนอว่า ประเทศไทยควรเร่งขับเคลื่อน 4 ประเด็นสำคัญ ได้แก่

1. พัฒนาบุคลากรทางการแพทย์เฉพาะทางให้เพียงพอต่อความต้องการในอนาคต

2. สนับสนุนงานวิจัย งานวิชาการ และองค์ความรู้ด้าน LGBTQ+ Healthcare ในระดับสากล

3. สร้างสภาพแวดล้อมทางสังคมและกฎหมายที่ส่งเสริมการใช้ชีวิตของผู้มีความหลากหลายทางเพศอย่างเท่าเทียม

4. เพิ่มสิทธิประโยชน์ด้านสุขภาพและประกันสุขภาพ เพื่อให้ผู้ข้ามเพศเข้าถึงบริการทางการแพทย์ที่ปลอดภัยได้มากขึ้น


พญ.สิรินทรา กล่าวถึง ก้าวต่อไปของยันฮี ภายใต้แผนยุทธศาสตร์ระยะยาว โรงพยาบาลยันฮีเตรียมลงทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ปรับปรุงพื้นที่บริการ และขยายแพลตฟอร์มการดูแลสุขภาพสำหรับกลุ่ม LGBTQ+ อย่างต่อเนื่อง โดยใช้งบลงทุนรวมมากกว่า 100 ล้านบาทในช่วงปี 2566-2570


“เป้าหมายไม่ใช่เพียงการเพิ่มจำนวนผู้รับบริการ แต่คือการสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับระบบบริการสุขภาพของไทย จากโรงพยาบาลศัลยกรรมความงามที่คนไทยรู้จัก สู่การเป็นศูนย์กลางสุขภาพสำหรับผู้มีความหลากหลายทางเพศที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล”


“และหากประเทศไทยสามารถผสานจุดแข็งด้านการแพทย์ การท่องเที่ยว และความเปิดกว้างทางสังคมเข้าด้วยกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ Pride Month ในอนาคต อาจไม่ได้เป็นเพียงเทศกาลแห่งความภาคภูมิใจ แต่จะกลายเป็นสัญลักษณ์ของการเติบโตทางเศรษฐกิจ การสร้างคุณค่าให้กับสังคม และการยกระดับประเทศไทยสู่การเป็น LGBTQ+ Medical Hub แห่งเอเชียอย่างเต็มรูปแบบ” พญ.สิรินทรา กล่าวสรุปในตอนท้าย


###

วันอาทิตย์ที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2569

CEA เปิดฉาก “Bangkok International Content Market 2026” ตลาดซื้อขาย–ผลิตคอนเทนต์ภาพยนตร์และซีรีส์ระดับนานาชาติ ปักหมุดไทยสู่ “Content Hub of Asia”

 CEA เปิดฉาก “Bangkok International Content Market 2026” ตลาดซื้อขาย–ผลิตคอนเทนต์ภาพยนตร์และซีรีส์ระดับนานาชาติ ปักหมุดไทยสู่ “Content Hub of Asia” 

นางสาวบรรจงจิตต์ อังศุสิงห์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ พร้อมด้วย นางสาวสุนันทา กังวาลกุลกิจ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP), นางพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล กรรมการทำหน้าที่ประธานกรรมการสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์, ดร. อรรชกา สีบุญเรือง ที่ปรึกษาคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ และ ดร.ชาคริต พิชญางกูร ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ผู้บริหารและตัวแทนจากหน่วยงานต่าง ๆ ในอุตสาหกรรมภาพยนตร์และซีรีส์ ร่วมกันเปิดงาน “Bangkok International Content Market 2026”(BICM2026) แพลตฟอร์มตลาดซื้อขายและเจรจาธุรกิจคอนเทนต์ระดับนานาชาติแห่งแรกของประเทศไทย ภายในงาน Thailand Content Market 2026 (TCM2026) เพื่อเชื่อมโยงผู้สร้างสรรค์คอนเทนต์ไทยกับผู้ซื้อ นักลงทุน และพันธมิตรจากทั่วโลก สร้างโอกาสการลงทุนและต่อยอดมูลค่าทางเศรษฐกิจ พร้อมวางรากฐานให้ประเทศไทยก้าวสู่การเป็น Content Hub of Asia และยกระดับ BICM ให้ก้าวสู่เวทีตลาดคอนเทนต์ระดับภูมิภาคในอนาคต ในระหว่างวันที่ 20 – 22 กรกฎาคม 2569 ณ บริเวณโซน BICM2026 Business Matching  ฮอลล์ 1 – 2 ชั้น G ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ (QSNCC) กรุงเทพฯ

ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่

www.cea.or.th 

bicm.or.th

Facebook: Bangkok International Content Market - BICM

สบพ. ขานรับนโยบายรัฐ จัดอบรมหลักสูตร "Flight Simulation Experience for Air Traffic Controller" (FSE-ATCO) ยกระดับทักษะ ATC รุ่นใหม่ มุ่งเพิ่มประสิทธิภาพการจราจรทางอากาศ

 สบพ. ขานรับนโยบายรัฐ จัดอบรมหลักสูตร "Flight Simulation Experience for Air Traffic Controller" (FSE-ATCO) ยกระดับทักษะ ATC รุ่นใหม่ มุ่งเพิ่มประสิทธิภาพการจราจรทางอากาศ


สถาบันการบินพลเรือน (สบพ.) ขานรับนโยบายกระทรวงคมนาคม มุ่งมั่นผลิตและพัฒนาบุคลากรการบินยุคใหม่ เปิดการฝึกอบรมหลักสูตร "Flight Simulation Experience for Air Traffic Controller" (FSE-ATCO) แก่เจ้าหน้าที่จากบริษัท วิทยุการบินแห่งประเทศไทย จำกัด เพื่อยกระดับศักยภาพเจ้าหน้าที่ควบคุมจราจรทางอากาศ (ATC) เสริมสร้างความปลอดภัยสูงสุดในอุตสาหกรรมการบินไทย และเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศในเวทีโลก

 


นายภัทรพงศ์ ภัทรประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า รัฐบาลและกระทรวงคมนาคมมุ่งขับเคลื่อนประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางการบินแห่งภูมิภาค ซึ่งได้มอบนโยบายเร่งด่วนให้ สบพ. เป็นฟันเฟืองหลักในการผลิตและพัฒนาบุคลากรการบินยุคใหม่ให้มีคุณภาพและมีจำนวนเพียงพอต่อความต้องการของตลาด ไม่ว่าจะเป็นนักบิน ช่างอากาศยาน ผู้ควบคุมจราจรทางอากาศ ผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัย ตลอดจนผู้ควบคุมโดรน นอกจากนี้ ยังเน้นย้ำการเร่งยกระดับทักษะ (Reskill & Upskill) บุคลากรให้เท่าทันเทคโนโลยีอนาคต เช่น eVTOL, Aviation Cybersecurity และ Airport Digital Management เพื่อสร้างรากฐานความเชื่อมั่นและความมั่นใจในอุตสาหกรรมการบินไทยบนเวทีโลก

ด้านนางสาวภัคณัฎฐ์ มากช่วย ผู้ว่าการ สบพ. กล่าวเพิ่มเติมว่า หลักสูตร FSE-ATCO เป็นการบูรณาการความร่วมมืออันแน่นแฟ้นระหว่าง สบพ. และ บริษัท วิทยุการบินแห่งประเทศไทย จำกัด เพื่อตอบสนองนโยบายกระทรวงคมนาคมอย่างเป็นรูปธรรม ในการเสริมสร้างภาพลักษณ์และความน่าเชื่อถือในระดับนานาชาติ ผ่านความร่วมมือกับองค์กรและหน่วยงานด้านการบิน ซึ่งได้ดำเนินมาอย่างต่อเนื่อง โดยหลังจากประสบความสำเร็จในการจัดอบรมรุ่นที่ 1 ที่ผ่านมา ได้ขยายการจัดอบรมต่อในรุ่นที่ 2 ระหว่างวันที่ 20-21 กรกฎาคม 2569 และรุ่นที่ 3 ระหว่างวันที่ 22-23 กรกฎาคม 2569





 หลักสูตรดังกล่าวมุ่งเน้นให้เจ้าหน้าที่ ATC รุ่นใหม่ได้เรียนรู้ทฤษฎีพื้นฐานการบิน การเตรียมความพร้อมก่อนขึ้นบิน การจัดการภาระงานของนักบิน (Workload Management) และขั้นตอนการบินในแต่ละช่วง (Phase of Flight) พร้อมเปิดโอกาสให้ผู้เข้ารับการอบรมได้ลงมือปฏิบัติจริงผ่านระบบเครื่องช่วยฝึกบินจำลอง (Flight Simulator) ที่ทันสมัยของ สบพ. กับเครื่องบินหลากหลายประเภท เช่น Diamond DA40, Boeing 737 และ Airbus A320





 "การให้ผู้ควบคุมจราจรทางอากาศได้สัมผัสและฝึกปฏิบัติจริงในห้องนักบินจำลอง จะช่วยให้เข้าใจถึงมุมมอง ข้อจำกัด ภาระหน้าที่ และกระบวนการทำงานของนักบินได้อย่างถ่องแท้ ซึ่งจะนำไปสู่การสื่อสารและการประสานงานระหว่างห้องนักบินและหอบังคับการบินที่มีประสิทธิภาพสอดคล้องกับนโยบายรัฐบาลในการยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยสูงสุดแก่อุตสาหกรรมการบินของประเทศอย่างยั่งยืน" นางสาวภัคณัฎฐ์ กล่าว

สพพ. ร่วมพิธีถวายสัตย์ปฏิญาณเพื่อเป็นข้าราชการที่ดีและพลังของแผ่นดิน

  สพพ. ร่วมพิธีถวายสัตย์ปฏิญาณเพื่อเป็นข้าราชการที่ดีและพลังของแผ่นดิน  พันเอก ศรัณยู วิริยเวชกุล รองผู้อำนวยการ รักษาการแทนผู้อำนวยการสำนัก...