วันพุธที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2569

องค์การจัดการน้ำเสีย จับมือ องค์การตลาดเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำเสีย ชูโมเดล “ตลาดสะอาด สิ่งแวดล้อมดี” มุ่งสู่ความยั่งยืน

 องค์การจัดการน้ำเสีย จับมือ องค์การตลาดเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำเสีย ชูโมเดล “ตลาดสะอาด สิ่งแวดล้อมดี” มุ่งสู่ความยั่งยืน

เมื่อวันพุธที่ 18 มีนาคม 2569 องค์การจัดการน้ำเสีย (อจน.) และ องค์การตลาด (อต.) สองรัฐวิสาหกิจสังกัดกระทรวงมหาดไทย ร่วมลงนามบันทึกความร่วมมือ (MOU) ครั้งสำคัญ เดินหน้า บูรณาการเทคโนโลยีและองค์ความรู้ เพื่อยกระดับระบบบำบัดน้ำเสียในตลาดสาธารณะทั่วประเทศ มุ่งเป้าสร้าง "ตลาดต้นแบบ" ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม พร้อมขับเคลื่อนยุทธศาสตร์การจัดการเมืองยั่งยืน

นายชีระ วงศบูรณะ ผู้อำนวยการองค์การจัดการน้ำเสีย เปิดเผยภายหลังพิธีลงนาม ณ ห้องประชุมองค์การจัดการน้ำเสีย ชั้น 23 อาคารเล้าเป้งง้วน 1 ว่า ปัญหามลพิษทางน้ำเป็นประเด็นเร่งด่วนที่กระทบต่อระบบนิเวศและสุขภาพของประชาชนโดยตรง ภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี อจน. มีพันธกิจในการเปลี่ยนน้ำเสียให้เป็นน้ำใส เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่ดีให้กับชุมชน "ตลาดไม่ใช่แค่ที่ซื้อขายของ แต่เป็นหัวใจของเศรษฐกิจและสังคมเมือง การร่วมมือกับองค์การตลาดในครั้งนี้ คือการนำความเชี่ยวชาญด้านวิศวกรรม และการจัดการน้ำเสียมาใช้ในพื้นที่ยุทธศาสตร์ เพื่อเปลี่ยนโฉมตลาดไทยให้เป็น 'ตลาดสะอาด สิ่งแวดล้อมดี' ที่มีความรับผิดชอบต่อสังคมอย่างเป็นรูปธรรม" นายชีระ กล่าว


นายบูรณิศ ยุกตะนันทน์ ผู้อำนวยการองค์การตลาด ระบุว่า ความร่วมมือนี้จะช่วยยกระดับมาตรฐานตลาดสาธารณะในสังกัด ทั้งในพื้นที่กรุงเทพฯ และจังหวัดยุทธศาสตร์สำคัญ ให้มีระบบสุขาภิบาลที่ทันสมัย ตามมาตรฐานสากล ซึ่งจะส่งผลดีต่อสุขภาพของทั้งผู้ค้าและผู้บริโภค พร้อมลดผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับแหล่งน้ำสาธารณะในระยะยาวอย่างยั่งยืน


สำหรับการผนึกกำลังของสองรัฐวิสาหกิจในครั้งนี้ ถือเป็นก้าวย่างสำคัญในการบูรณาการทรัพยากรภาครัฐ เพื่อร่วมกันสร้างสิ่งแวดล้อมที่ดีและยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทย ตามนโยบายบำบัดทุกข์ บำรุงสุข ของกระทรวงมหาดไทย


ติวเข้มครูฝึกกรมพัฒน์ พัฒนามาตรฐานช่างติดตั้งเครื่องชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า พร้อมถ่ายทอดความรู้ด้าน EV สู่ประชาชน

 ติวเข้มครูฝึกกรมพัฒน์ พัฒนามาตรฐานช่างติดตั้งเครื่องชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า พร้อมถ่ายทอดความรู้ด้าน EV สู่ประชาชน

18 มีนาคม 2569  นายสมาสภ์ ปัทมะสุคนธ์ อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน เป็นประธานพิธีเปิดการฝึกอบรม หลักสูตร ช่างติดตั้งเครื่องชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า (EV Charger) โดยมีรองศาสตราจารย์ ดร.กิตติชัย ธนทรัพย์สิน คณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ Mr.Johan Duvaut ผู้บริหารบริษัท ชไนเดอร์ (ไทยแลนด์) จำกัด นายจิตรพงศ์ พุ่มสอาด ผู้อำนวยการกองพัฒนาผู้ฝึกและเทคโนโลยีการฝึก ผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ของกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน ร่วมพิธี ณ ห้องวิจิตรวาที ชั้น 3 ตึก 81 ภาควิชาวิศวกรรมไฟฟ้าและคอมพิวเตอร์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ

นายสมาสภ์ ปัทมะสุคนธ์ อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงานกล่าวหลังเสร็จสิ้นพิธีเปิดว่า ปัจจุบัน เทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้าเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสู่ความยั่งยืน และเป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โครงสร้างพื้นฐานด้านสถานีชาร์จไฟฟ้าจึงมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่ง การพัฒนากำลังแรงงานให้มีความรู้และทักษะในการติดตั้ง ตรวจสอบ และประเมินระบบเครื่องชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าได้อย่างถูกต้องตามมาตรฐาน มีความปลอดภัย และมีประสิทธิภาพ จึงเป็นภารกิจสำคัญที่กรมพัฒนาฝีมือแรงงานให้ความสำคัญอย่างต่อเนื่อง จึงได้จัดฝึกอบรมหลักสูตร ช่างติดตั้งเครื่องชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า (EV Charger) ขึ้น 









การฝึกอบรมในครั้งนี้จัดขึ้นระหว่างวันที่ 18 – 20 มีนาคม 2569 ณ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ โดยมีครูฝึกของกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน ซึ่งล้วนเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนภารกิจด้านการพัฒนาฝีมือแรงงานของประเทศให้รองรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคตเข้าฝึกอบรม เพื่อจะได้มีความรู้และทักษะต่าง ๆ เกี่ยวกับการติดตั้งเครื่องชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า (EV Charger) และต่อยอดไปสู่การให้ความรู้แก่ประชาชนที่เข้ารับการฝึกอบรมในหลักสูตรนี้ในสถาบันและสำนักงานพัฒนาฝีมือแรงงานในแต่ละจังหวัดที่เปิดฝึกอบรมต่อไป ซึ่งหน่วยงานของกรมพัฒนาฝีมือแรงงานในหลายจังหวัด เช่น สถาบันพัฒนาฝีมือแรงงาน 1 สมุทรปราการ สถาบันพัฒนาฝีมือแรงงาน 3 ชลบุรี และอีกหลากหลายจังหวัด มีการเปิดฝึกอบรมหลักสูตรช่างติดตั้งเครื่องชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า (EV Charger) อย่างต่อเนื่อง ประชาชนทุกท่านสามารถติดต่อสอบถามได้ที่สถาบันและสำนักงานพัฒนาฝีมือแรงงานในจังหวัด หรือติดตามข่าวสารการเปิดฝึกอบรมผ่านทางเพจเฟซบุ๊กกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน https://www.facebook.com/share/17B8W9GcoZ/?mibextid=wwXIfr ได้


ทั้งนี้ กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน ขอขอบคุณมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือและชไนเดอร์ อิเล็คทริค ที่ให้ความอนุเคราะห์วิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิและผู้เชี่ยวชาญมาถ่ายทอดความรู้ทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ เพื่อให้ผู้เข้ารับการฝึกอบรมสามารถนำองค์ความรู้และทักษะที่ได้รับไปประยุกต์ใช้ในการปฏิบัติงาน และขยายผลการฝึกอบรมแก่แรงงานกลุ่มเป้าหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพ

กมธ.ท่องเที่ยว วุฒิสภา ห่วง นทท.ต่างชาติเข็นมอเตอร์ไซค์หาเติมน้ำมันทั่วสมุย บี้รัฐกู้ภาพลักษณ์ด่วน ผวาพิษสงครามตะวันออกกลางทำทัวร์หายครึ่งล้านเอกชนแนะฉวยจังหวะดึงเศรษฐีลี้ภัยลงทุน เตือนคุมเข้มกม.กันกระแสต่อต้าน

 กมธ.ท่องเที่ยว วุฒิสภา ห่วง นทท.ต่างชาติเข็นมอเตอร์ไซค์หาเติมน้ำมันทั่วสมุย บี้รัฐกู้ภาพลักษณ์ด่วน ผวาพิษสงครามตะวันออกกลางทำทัวร์หายครึ่งล้านเอกชนแนะฉวยจังหวะดึงเศรษฐีลี้ภัยลงทุน เตือนคุมเข้มกม.กันกระแสต่อต้าน

วันที่ 17 มี.ค. 69 นายพิศูจน์ รัตนวงศ์ ประธานคณะกรรมาธิการการท่องเที่ยวและการกีฬา วุฒิสภา เป็นประธานการประชุมเพื่อพิจารณาผลกระทบต่อการท่องเที่ยวไทยจากเหตุความไม่สงบในภูมิภาคตะวันออกกลาง โดยมีนายชาคริต ปิตานุพงศ์ ผู้อำนวยการกองเศรษฐกิจการท่องเที่ยวและกีฬา , นายชูวิทย์ ศิริเวชกุล รองผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย , นายธเนศ วรศรัณย์ กรรมการนายทะเบียนสภาหอการค้าไทยแห่งประเทศไทย นายรัชชพร พูลสวัสดิ์ รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เข้าชี้แจง

นายชูวิทย์ กล่าวว่า สงครามตะวันออกกลางส่งผลกระทบต่อสถานการณ์ด้านการบินและการท่องเที่ยวไทย โดยพบหลายสายการบินยังให้บริการเที่ยวบินจำกัดเพื่อระบายผู้โดยสารและมีการปรับตารางบินแบบวันต่อวัน อีกทั้งเที่ยวบินจากดูไบยังมีการยกเลิกและปรับตารางบินหลายเที่ยว นอกจากนี้ยังพบว่าราคาบัตรโดยสารเครื่องบินเพิ่มขึ้นประมาณ 20% มีการยกเลิกเที่ยวบินต่อเนื่องเฉลี่ยประมาณ 50 เที่ยวบินต่อวัน โดยข้อมูลเมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2569 พบจำนวนนักท่องเที่ยวได้รับผลกระทบจากเที่ยวบินทยอยกลับประเทศทำให้มีผู้ได้รับผลกระทบสะสม 58,876 คน 

หากสถานการณ์ยืดเยื้อออกไปอีก 3 เดือน จะส่งผลกระทบต่อจำนวนนักท่องเที่ยวจากตลาดตะวันออกกลางยุโรปและอเมริกาที่อาจลดลงถึงกว่า 5 แสนคน เนื่องจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซทำให้นักท่องเที่ยววิตกค่าครองชีพ ราคาน้ำมัน และวิตกเรื่องความปลอดภัยเพราะใช้เวลาเดินทางนานขึ้น จึงทำให้นักท่องเที่ยวเลิกเดินทางในประเทศหรือภูมิภาคอื่นแทน

การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยจึงต้องกระตุ้นการเดินทางของตลาดทดแทนในเอเชียโอเชียเนียและรักษาตลาดยุโรปและอเมริกาโดยจะผลักดันการบินเชื่อมโยงระหว่างร่วมกับสายการบินที่ข้ามฝั่งมหาสมุทรแปซิฟิก นอกจากนี้จะส่งเสริมประเทศไทยเป็นจุดหมายปลายทางแห่งการเยียวยาระดับโลกเพื่อให้นักเดินทางได้ฟื้นฟูทั้งร่างกายและจิตใจท่ามกลางธรรมชาติและวัฒนธรรมไทยที่ทรงคุณค่า  รวมทั้งกลุ่มลองสเตย์กลุ่มรักษาพยาบาลและกลุ่มนักท่องเที่ยวรายได้สูง

นายรัชชพร กล่าวว่า หากประเทศไทยเตรียมตัวให้ดีจะสามารถพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาส โดยเฉพาะกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ของชาวต่างชาติ ซึ่งเริ่มมาหาพื้นที่ตามเมืองชายทะเลต่างๆ เช่น เกาะสมุยเกาะพะงันและเกาะอื่นๆในจังหวัดภูเก็ต จึงควรเปิดให้ชาวต่างชาติที่หนีภัยสู้รบเข้ามาลงทุนในประเทศไทยได้อย่างถูกต้อง

โดยรัฐ ต้องทำให้เกิดความชัดเจนในการบังคับใช้กฎหมายการลงทุน หรือมีสูตรการลงทุนที่นักลงทุนสามารถปรึกษาได้จริงๆ ซึ่งนอกจากอสังหาริมทรัพย์ยังมีเรื่องรถเช่าและธุรกิจต่างๆ ที่จะมีโอกาสเติบโตในพื้นที่

"จะทำอย่างไรไม่ให้เกิดกระแสต่อต้านชาวอิสราเอล เหมือนที่เกิดขึ้นในบางพื้นที่ ซึ่งการที่พวกเขาเข้าไปอยู่อาศัยเป็นสิ่งที่ดี แต่ปัญหาคือเมื่อมาทำธุรกิจไม่สามารถสื่อสารให้เข้าใจตรงกัน จึงเกิดความขัดแย้งขึ้น ถือเป็นเรื่องที่น่าเสียดายสำหรับกลุ่มตลาดเหล่านี้ทำอย่างไรให้ การมาท่องเที่ยวเป็นเรื่องหนึ่ง แต่การมาอยู่อาศัยและลงทุนจะต้องมีความเข้าใจ ที่ตรงกันรวมทั้งปฏิบัติภายใต้กฎหมายไทย เพื่อให้การใช้ทรัพยากรไทยมีความคุ้มค่ากับการจัดเก็บภาษีเข้ารัฐอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย" นายรัชชพร กล่าว.

ด้านนายพิศูจน์ กล่าวว่า ขณะนี้นักท่องเที่ยวเกิดความวิตกเรื่องน้ำมันไม่มีเติม จะขับรถไปเองก็กลัวจะกลับไม่ได้ โดยตอนนี้ยังไม่เห็นภาครัฐพูดถึงการแก้ไขปัญหาเรื่องนี้เลย จึงต้องเร่งให้ความมั่นใจแก่นักท่องเที่ยว จึงฝากททท.ประชาสัมพันธ์ทำความเข้า เนื่องจากพบนักท่องเที่ยวบนเกาะสมุย ขี่มอเตอร์ไซค์ไปนอนรอเติมน้ำมัน แต่ไม่มีน้ำมันให้เติมและต้องเข็นรถกลับมาคืนร้านเช่า ภาพแบบนี้ไม่ควรจะเกิดขึ้นในประเทศเรา โเยปัญหาที่เข้าใจว่าน้ำมันหมด แต่แท้จริงแล้วน้ำมันไม่ขาดแน่นอน เพียงแต่ไม่มีเติม จึงฝากไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งแก้ไข.

วันอังคารที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2569

วว. /สาธารณรัฐประชาชนจีน หารือความร่วมมือการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีทางการแพทย์ สร้างเครือข่ายความร่วมมือ วทน. ระดับนานาชาติ ส่งเสริมการพัฒนาองค์ความรู้ นวัตกรรม ให้ยั่งยืน

 วว. /สาธารณรัฐประชาชนจีน หารือความร่วมมือการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีทางการแพทย์ สร้างเครือข่ายความร่วมมือ วทน. ระดับนานาชาติ ส่งเสริมการพัฒนาองค์ความรู้ นวัตกรรม ให้ยั่งยืน


กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.)  นำโดย  ดร.พงศธร  ประภักรางกูล   รองผู้ว่าการวิจัยและพัฒนาด้านอุตสาหกรรมชีวภาพ  สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) พร้อมด้วย นางสาวกาญจนา ทุมมานนท์  ผอ.สำนักผู้ว่าการ ดร.บุณณนิดา โสดา ผอ.กองวิเทศสัมพันธ์ ดร.ณศิสรณ์ สุขศรีเดชาศิลป์ นักวิจัย ศูนย์ความหลากหลายทางชีวภาพ (ศคช.) และทีมงาน ศคช. เข้าร่วมต้อนรับและประชุมหารือ กับ ดร.พสุภา ชินวรโสภาค อัครราชทูตที่ปรึกษา ฝ่ายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงปักกิ่ง และคณะผู้แทนบุคลากรจากโรงพยาบาลและผู้ผลิตเครื่องมือแพทย์จากปัญญาประดิษฐ์ (AI) จาก สาธารณรัฐประชาชนจีน ในวันที่ 17 มีนาคม 2569 ณ ห้องประชุม กวท. อาคาร RD1 วว. เทคโนธานี  คลองห้า จ.ปทุมธานี

วัตถุประสงค์ในการหารือครั้งนี้เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลและหาแนวทางความร่วมมือด้านการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีทางการแพทย์ ได้แก่ การจัดตั้งห้องปฏิบัติการร่วมด้านเซลล์ต้นกำเนิด (Stem Cell Joint Lab) และการวิจัยร่วมด้านเครื่องมือแพทย์ที่มี AI (AI-powered Medical Device Joint Research) เพื่อส่งเสริมการพัฒนาองค์ความรู้ เทคโนโลยีและนวัตกรรม ด้านการแพทย์ ตลอดจนสร้างโอกาสในการต่อยอดความร่วมมือทางวิชาการและการวิจัยระหว่างหน่วยงานของทั้งสองประเทศ


โอกาสนี้ วว. ได้นำคณะฯ เข้าเยี่ยมชมห้องปฏิบัติการ Stem Cell ณ ศูนย์นวัตกรรมการผลิตหัวเชื้อจุลินทรีย์เพื่ออุตสาหกรรม (ICPIM) วว. พร้อมแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับทิศทางการพัฒนาเทคโนโลยีทางการแพทย์ และโอกาสในการขยายความร่วมมือในอนาคต โดย วว. ให้ความสำคัญกับการสร้างเครือข่ายความร่วมมือด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมในระดับนานาชาติ เพื่อสนับสนุนการพัฒนางานวิจัยและการนำผลงานไปใช้ประโยชน์อย่างเป็นรูปธรรม







อนึ่ง วว. และหน่วยงานจากสาธารณรัฐประชาชนจีน มีความสัมพันธ์อันดีและแน่นแฟ้นมาอย่างต่อเนื่อง โดยได้ดำเนินกิจกรรมความร่วมมือร่วมกันในหลากหลายสาขา อาทิ ด้านการขนส่งและระบบราง ด้านการเกษตรและเทคโนโลยีชีวภาพ ด้านวิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยีอุตสาหกรรม ตลอดจนการพัฒนานวัตกรรมด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ซึ่งการหารือดังกล่าวนับเป็นอีกก้าวสำคัญในการต่อยอดความร่วมมือไทย–จีน เพื่อส่งเสริมการพัฒนาองค์ความรู้และนวัตกรรมที่เป็นประโยชน์ต่อทั้งสองประเทศในอนาคตอย่างยั่งยืน


*บอร์ดพลังงานนิวเคลียร์เพื่อสันติ เห็นชอบนโยบายพลังงานนิวเคลียร์แห่งชาติ เดินหน้าพลังงานสะอาดยั่งยืน ยกระดับการแพทย์อุตสาหกรรม เพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตร และสร้างความมั่นคงปลอดภัยสูงสุดเพื่อประชาชน ประเทศและเศรษฐกิจไทย*

  *บอร์ดพลังงานนิวเคลียร์เพื่อสันติ  เห็นชอบนโยบายพลังงานนิวเคลียร์แห่งชาติ เดินหน้าพลังงานสะอาดยั่งยืน  ยกระดับการแพทย์อุตสาหกรรม เพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตร  และสร้างความมั่นคงปลอดภัยสูงสุดเพื่อประชาชน ประเทศและเศรษฐกิจไทย*

เมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2569 คณะกรรมการพลังงานนิวเคลียร์เพื่อสันติ ได้มีการประชุมครั้งที่ 1/2569 โดยมี นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ปฏิบัติหน้าที่ประธานที่ประชุม โดยมีมติที่สำคัญเห็นชอบนโยบายด้านการพัฒนาพลังงานนิวเคลียร์ของประเทศ ระยะ 5 ปี ซึ่งถือเป็นการกำหนดทิศทางเชิงยุทธศาสตร์ที่สำคัญในการพัฒนาเทคโนโลยีนิวเคลียร์และกำกับดูแลความปลอดภัย โดยมุ่งเน้นผลสัมฤทธิ์ที่ยึดโยงกับความมั่นคงของประเทศ ทั้งทางเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน

โดยนโยบายการพัฒนาพลังงานนิวเคลียร์ของประเทศประกอบด้วย 4 ด้าน ดังนี้:

• _*ด้านพลังงานสะอาด*_ : เตรียมความพร้อมด้านเทคโนโลยีเครื่องปฏิกรณ์ขนาดเล็กแบบโมดูลาร์ หรือ SMR โดยมุ่งเน้นสร้างระบบมาตรฐานความปลอดภัยขั้นสูง เพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ ซึ่งจะช่วยสร้างความมั่นคงด้านพลังงานในระยะยาว รองรับการขยายตัวของภาคอุตสาหกรรม ลดการพึ่งพาการนำเข้าพลังงานจากต่างประเทศ และขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยสู่เป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) อย่างยั่งยืน

• _*ด้านการแพทย์และสาธารณสุข*_ : มุ่งลดความเหลื่อมล้ำในการรักษาโรคมะเร็ง โดยส่งเสริมการใช้ประโยชน์ด้านรังสีวินิจฉัย รังสีรักษาและเวชศาสตร์นิวเคลียร์ขั้นสูงให้ครอบคลุมทั่วประเทศ พร้อมทั้งเพิ่มบุคลากรที่มีคุณภาพ เพื่อบูรณาการยุทธศาสตร์ด้านการแพทย์ สนับสนุนนโยบาย Medical Hub ของประเทศ ซึ่งไม่เพียงแต่ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตและลดภาระค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลของประชาชน แต่ยังเป็นการสร้างรายได้เข้าประเทศจากการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์อีกด้วย

• *ด้านอุตสาหกรรม และเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตร * : มุ่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคุณภาพ (Quality Infrastructure) ทางนิวเคลียร์และรังสี และยกระดับห้องปฏิบัติการมาตรฐานอ้างอิงแห่งชาติ เพื่อรองรับการใช้เทคโนโลยีนิวเคลียร์และรังสีในภาคอุตสาหกรรม การเกษตร และความมั่นคงทางอาหาร การดำเนินการนี้จะช่วยลดต้นทุนการทดสอบและรับรองมาตรฐานสินค้าให้กับภาคเอกชนไทย เพิ่มมูลค่าการส่งออกสินค้าเกษตรและอาหาร และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศบนเวทีการค้าโลก 

*ด้านความมั่นคงปลอดภัยของประเทศ ประชาชน และสิ่งแวดล้อม*: ยกระดับระบบเฝ้าระวัง ป้องกัน และตอบโต้เหตุฉุกเฉินทางนิวเคลียร์และรังสี เพื่อคุ้มครองประเทศชาติ ประชาชน และสิ่งแวดล้อมให้มีความปลอดภัยสูงสุด อันเป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนต่างชาติและสร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยสำหรับประชาชนในระยะยาว

ทั้งนี้ ได้มอบหมายให้สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมกันจัดทำแผนปฏิบัติการ พร้อมกรอบงบประมาณ โดยเน้นย้ำให้บูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน เพื่อนำไปสู่ตามเป้าหมายที่กำหนด


นอกจากนี้ ที่ประชุมยังมีมติเห็นชอบให้ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี (มทส.) ดำเนินการก่อสร้างเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์วิจัย ซึ่งจะสร้างประโยชน์ต่อการพัฒนาด้สนพลังงานนิวเคลียร์ของประเทศ โดยมุ่งเน้นงานวิจัยและการรักษามะเร็งด้วยเทคนิค Boron Neutron Capture Therapy (BNCT) เป็นเทคโนโลยีการรักษาขั้นสูงที่จะช่วยเพิ่มโอกาสและเป็นทางเลือกใหม่ในการยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยมะเร็งในประเทศไทย ช่วยลดการสูญเสียทางเศรษฐกิจจากปัญหาสุขภาพ และลดการพึ่งพาเทคโนโลยีทางการแพทย์จากต่างประเทศ ทั้งนี้ เพื่อความมั่นใจและความปลอดภัยสูงสุดของประชาชน คณะกรรมการฯ ได้ให้ความสำคัญกับความพร้อมด้านระบบความปลอดภัยที่ต้องปฏิบัติตามกฎหมายและเงื่อนไขอย่างเคร่งครัด ภายใต้การกำกับดูแลตามมาตรฐานความปลอดภัยอย่างใกล้ชิดจากสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ



กรมพัฒนาฝีมือแรงงานปั้นแรงงานไทย สู่โครงการ IM Japan รองรับกว่า 2,000 อัตรา

 กรมพัฒนาฝีมือแรงงานปั้นแรงงานไทย สู่โครงการ IM Japan รองรับกว่า 2,000 อัตรา

วันที่ 17 มีนาคม 2569 นายสมาสภ์ ปัทมะสุคนธ์ อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน เป็นประธานตรวจเยี่ยมการฝึกอบรมทักษะให้แก่แรงงาน ทั้งด้านภาษา ขนบธรรมเนียม ประเพณี วัฒนธรรม และวิถีการดำเนินชีวิตประจำวัน รวมทั้งเตรียมความพร้อมของสภาพร่างกายก่อนเดินทางไปทำงานที่ประเทศญี่ปุ่น ตามโครงการฝึกปฏิบัติงานทางเทคนิคสำหรับผู้ฝึกปฏิบัติงานทางเทคนิคไทยในญี่ปุ่น ประจำปี พ.ศ. 2569 (IM Japan) โดยมี นางกิติมา ศิริประธาน ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาฝีมือแรงงาน 14 ปทุมธานี กล่าวรายงาน ให้การต้อนรับ และนำเยี่ยมชม และมีผู้บริหารกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน ร่วมเยี่ยมชม ณ สถาบันพัฒนาฝีมือแรงงาน 14 ปทุมธานี

นายสมาสภ์ ปัทมะสุคนธ์ อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน เปิดเผยว่า กระทรวงแรงงานได้ร่วมกับองค์กรพัฒนาแรงงานระดับนานาชาติ ประเทศญี่ปุ่น หรือ IM Japan (Public Interest Foundation, International Manpower Development Organization, Japan) เปิดโอกาสให้แรงงานไทยไปฝึกปฏิบัติงานเทคนิคในประเทศญี่ปุ่น เนื่องจากมีความต้องการแรงงานไทย จำนวนกว่า 2,000 คน  และมอบให้กรมพัฒนาฝีมือแรงงานเป็นสถานที่ฝึกอบรม ซึ่งในปัจจุบันสถาบันพัฒนาฝีมือแรงงาน 14 ปทุมธานี รับผิดชอบเป็นหน่วยฝึกตามโครงการฝึกปฏิบัติงานอุตสาหกรรมการผลิตด้านเทคนิคประเทศญี่ปุ่น โดยในปีงบประมาณ 2569  กรมดำเนินการแล้ว จำนวน 79 คน และอยู่ระหว่างการฝึกอีก 3 รุ่น จำนวน 57 คน จะจบการฝึกอบรมในวันที่ 22 เมษายน  2569 นี้ ทั้งนี้ได้นำหลักสูตรการฝึกอบรมเตรียมความพร้อม ผู้ฝึกปฏิบัติงานเทคนิคไทยไปฝึกปฏิบัติงานเทคนิคในประเทศญี่ปุ่น ซึ่งเป็นหลักสูตรกลางของกรมพัฒนาฝีมือแรงงานมาใช้ในการฝึกอบรม เป็นระยะเวลาทั้งสิ้น 4 เดือน แบ่งออกเป็น 2 ช่วง (Part) ประกอบด้วย ช่วงที่ 1 ระยะเวลา 2 เดือน เป็นการฝึกด้านภาษา ประเพณีและวัฒนธรรมในขั้นพื้นฐาน หลังจากนั้นจะมีบริษัทจากประเทศญี่ปุ่นเข้ามาคัดเลือกผู้เข้ารับการฝึกเพื่อไปฝึกงานที่ประเทศญี่ปุ่น ต่อจากนั้นจะเข้าสู่การฝึกอบรมในช่วงที่ 2 อีก 2 เดือน เน้นการฝึกภาคปฏิบัติ เพื่อเตรียมความพร้อมของสภาพร่างกาย ประเพณี วัฒนธรรม กฎหมายแรงงาน และภาษาที่เป็นศัพท์เทคนิคเฉพาะ ที่จำเป็นต้องใช้เกี่ยวกับการทำงานในสถานประกอบกิจการ 



นายสมาสภ์ กล่าวต่อไปว่า กรมได้จัดเตรียมที่พักให้แก่ผู้เข้ารับการฝึกอบรม เพื่อให้สามารถทำกิจกรรมร่วมกัน ทั้งการออกกำลังกาย กิจกรรมสันทนาการ ละลายพฤติกรรม สร้างความสามัคคีและสร้างทัศนคติที่ดีในการทำงานก่อนไปฝึกงานประเทศญี่ปุ่น สำหรับผู้ที่ผ่านการคัดเลือกจะได้รับโอกาสฝึกปฏิบัติงานในประเทศญี่ปุ่นเป็นระยะเวลา 3 ปี มีเบี้ยเลี้ยงตลอดการฝึกปฏิบัติงาน เมื่อสำเร็จการฝึกปฏิบัติงานแล้วจะได้รับใบประกาศนียบัตรรับรองการฝึกงาน และเงินสนับสนุนการประกอบอาชีพ จำนวน 6 แสนเยน หรือประมาณ 2 แสนบาท และหากฝึกปฏิบัติงานครบกำหนดแล้ว มีผลการฝึกปฏิบัติงานดียังมีโอกาสทำงานเป็นพนักงานในสถานประกอบกิจการของประเทศญี่ปุ่นต่อได้อีกด้วย 






ในวันนี้จากการสำรวจความเรียบร้อยของสถานที่ที่ใช้รองรับโครงการ ได้แก่ ห้องฝึกอบรม หอพัก และโรงอาหาร นั้นพบว่ามีความพร้อม และมีสิ่งอำนวยความสะดวก เหมาะสมในการอบรมทั้งภาคทฤษฎี และปฏิบัติอย่างครบครัน สำหรับผู้ที่สนใจทำงานในประเทศญี่ปุ่นสามารถติดตามประกาศรับสมัครได้ทางเว็บไซต์ของกองบริหารแรงงานไทยไปต่างประเทศ กรมการจัดหางาน เว็บไซต์ www.doe.go.th/overseas  อธิบดีสมาสภ์ กล่าวทิ้งท้าย

องค์การจัดการน้ำเสีย จับมือ องค์การตลาดเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำเสีย ชูโมเดล “ตลาดสะอาด สิ่งแวดล้อมดี” มุ่งสู่ความยั่งยืน

  องค์การจัดการน้ำเสีย จับมือ องค์การตลาดเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำเสีย ชูโมเดล “ตลาดสะอาด สิ่งแวดล้อมดี” มุ่งสู่ความยั่งยืน เมื่อวั...