วันจันทร์ที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2569

แสนชัย โคตรมวยไทยสร้างประวัติศาสตร์ น็อคคู่ต่อสู้ศึกไทย ไฟท์ ชั่วพริบตา KNOCK OUT ร่วมอัดฉีด !

 แสนชัย โคตรมวยไทยสร้างประวัติศาสตร์  น็อคคู่ต่อสู้ศึกไทย ไฟท์ ชั่วพริบตา KNOCK OUT ร่วมอัดฉีด ! 

ค่ำคืนวัน อาทิตย์ ที่ 19 เมษายน 2569 ศึกไทยไฟท์ สัญจร ที่วัดป่าวังน้ำเย็น จังหวัดมหาสารคาม ซึ่งเป็นไฟท์แรกของการชกของแสนชัย พี.เค. แสนชัย มวยไทยยิม ที่บ้านเกิด  ก่อนขึ้นชก แสนชัยเปิดใจถึงความรู้สึกดีใจมากหลังจากออกจากบ้านไปเป็นนักมวยสร้างชื่อเสียงให้มวยไทยดังก้องโลก ก็เพิ่งได้กลับมาชกที่บ้านเกิด  วันนี้คู่มวยของแสนชัยคือ อู๋ กวนห่าว 

แสนชัยเปิดตัวบนเวที ด้วยเพลงแม่ฮ้างมหาสเน่ห์ของศิลปิน ลูกแพร ไหมไทย ด้วยความเป็นกันเอง เรียกเสียงกรี้ดจากแฟนคลับหลายพันคนที่มารอชมการชกในครั้งนี้   เครื่องดื่ม Knock Out และ Jimjam Boxing โดยบอสใหญ่ มาดามพิม วิชาดา เดอ สมิท ส่ง เคนโด้ เกรียงไกรมาศ ลงพื้นที่ มอบเงินอัดฉีด 2 คู่ คู่ของเพชฌฆาตหลังกำแพง เผด็จศึก จากเรือนจำกลางเขาบิน ถ้าชนะคะแนนให้ 1 หมื่น น็อค 2 หมื่น โดยมี ดร.ศุภโชค ควรฦาชัย เป็นผู้บัญชาการเรือนจำกลางเขาบินและทีมงานร่วมส่งกำลังใจติดเวที  คู่ของแสนชัย ถ้าชนะน็อคได้ รับ อัดฉีด 30,000 บาท 

ผลปรากฎว่า เพชฌฆาตหลังกำแพง เผด็จศึกสามารถเอาชนะคะแนนคู่ต่อสู้ได้ รับเงินอัดฉีดจากเครื่องดื่ม Knock Out 1 หมื่นบาท เป็นกำลังใจให้กับนักชกหลังกำแพง ได้เป็นแรงบันดาลใจให้กับรุ่นน้องที่พร้อมกลับตัวกลับใจเดินรอยตามรุ่นพี่ เผด็จศึกเปิดใจว่า ‘’รู้สึกที่ดีที่ชนะในวันนี้และเชื่อว่าจะเป็นกำลังใจให้รุ่นน้องให้ใช้กีฬาในการปรับเปลี่ยนชีวิต เชื่อว่ารุ่นน้องๆทำได้ ‘’ นี่แหละคือเป้าหมายของ เครื่องดื่ม Knock Out ที่เพร้อมสนับสนุนและให้โอกาสคนที่ก้าวพลาดให้ลุกขึ้นมาสู้เพื่อตนเองและครอบครัว 

ถัดมาคู่ของแสนชัย เรียกว่ายังไม่ได้กระพริบตากันเลย แสนชัยปล่อยท่าไม้ตายเตะเข้าที่ก้านคอของคู่ต่อสู้ ล้มพับกลางเวที ชนะน็อคในยกแรก เล่นเอาแฟนๆกรี้ดสนั่นถูกใจคนดู นี่แหละแสนชัย สุดยอดโคตรมวยไทยที่ขึ้นชกทุกครั้งไม่เคยทำให้แฟนๆผิดหวัง ครั้งนี้ก็เช่นเดียวกัน มาดามพิม วิชาดา เดอ สมิท จาก เครื่องดื่ม Knock Out และ Jimjam Boxing มอบเงินอัดฉีด 30,000 บาทให้กับแสนชัย 

เร็วๆนี้มีข่าวใหญ่แน่นอนในบทบาทใหม่ของ แสนชัย พ.เค. แสนชัย มวยไทยยิม ที่จะพามวยไทยไปสู่มวยโลก กับ เครื่องดื่ม Knock Out ห้ามพลาด.​

วันอาทิตย์ที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2569

มันฯ ไทยบุก "ฉงชิ่ง" ตลาดใหม่แดนมังกร ปังเกินคาด กวาดออเดอร์กว่า 2,000 ล้านบาท รับการเติบโตจีนตะวันตก

 มันฯ ไทยบุก "ฉงชิ่ง" ตลาดใหม่แดนมังกร ปังเกินคาด กวาดออเดอร์กว่า 2,000 ล้านบาท รับการเติบโตจีนตะวันตก


กรมการค้าต่างประเทศเผยความสำเร็จจากการจัดกิจกรรมเจรจาจับคู่ธุรกิจ (Business Matching) สินค้ามันสำปะหลังไทย ณ นครฉงชิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีน เมื่อวันที่ 8 เมษายน 2569 ว่าได้รับความสนใจจากผู้ประกอบการจีนอย่างคึกคัก โดยผลการเจรจาธุรกิจประสบความสำเร็จเกินคาด เกิดการจับคู่ธุรกิจรวม 163 คู่ และคาดการณ์มูลค่าสั่งซื้อภายใน 1 ปี รวม 63,252,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 2,087 ล้านบาท สะท้อนโอกาสการค้ามันสำปะหลังไทยในตลาดจีนตะวันตกได้อย่างเป็นรูปธรรม

นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยว่า กรมฯ ได้มอบหมายให้นายนพดล คันธมาศ รองอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เป็นหัวหน้าคณะผู้แทนภาครัฐในการนำภาคเอกชนไทยในอุตสาหกรรมมันสำปะหลังรวม 22 ราย เข้าร่วมกิจกรรมเจรจาจับคู่ธุรกิจกับผู้นำเข้าจีนรวม 34 ราย เพื่อผลักดันการส่งออกมันสำปะหลังไทยไปยังตลาดที่มีศักยภาพในภูมิภาคตะวันตกของจีน ณ เมืองฉงชิ่ง ซึ่งเป็นตลาดใหม่ที่ไทยยังไม่เคยเจรจาการค้ามาก่อน และมีแนวโน้มการเติบโตทางเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมอย่างต่อเนื่องตามนโยบายการพัฒนาพื้นที่ตะวันตกของรัฐบาลจีน โดยภายในงาน ผู้ประกอบการไทยได้เจรจากับผู้นำเข้าจีนที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมอาหาร อาหารสัตว์ ธุรกิจโลจิสติกส์และ Supply Chain และอุตสาหกรรมต่อเนื่องอื่นๆ อย่างใกล้ชิด นอกจากนี้ ฝ่ายไทยได้แสดงตัวอย่างสินค้า เพื่อเน้นย้ำถึงคุณภาพของมันสำปะหลังไทย โดยฝ่ายจีนให้การยอมรับในคุณภาพมาตรฐานและแสดงความพร้อมในการนำเข้าเพื่อใช้เป็นวัตถุดิบในภาคอุตสาหกรรมต่างๆ ของจีน




จีนเป็นตลาดส่งออกมันสำปะหลังอันดับหนึ่งของไทย โดยปัจจุบันการส่งออกมันสำปะหลังไปจีนยังคงกระจุกตัวอยู่ในแถบตะวันออก ขณะที่ภูมิภาคตะวันตกของจีนมีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง ทั้งด้านจำนวนประชากรและการพัฒนาเมือง ส่งผลให้ความต้องการสินค้าอุปโภคบริโภคและวัตถุดิบอุตสาหกรรมเพิ่มสูงขึ้น ประกอบกับ การลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานและระบบโลจิสติกส์ของจีนที่เอื้อต่อการขนส่งจากไทยได้สะดวกยิ่งขึ้น โดยการจับคู่เจรจาธุรกิจครั้งนี้ได้ผลตอบรับอย่างดีเยี่ยม ฝ่ายจีนยอมรับในคุณภาพมาตรฐานของมันสำปะหลังไทย และแสดงความสนใจที่จะนำเข้าเพื่อรองรับความต้องการในอุตสาหกรรมต่างๆ โดยคาดการณ์มูลค่าสั่งซื้อภายใน 1 ปี สำหรับสินค้าแป้งมันสำปะหลัง 32,442,000 ดอลลาร์สหรัฐ และมันเส้นมันอัดเม็ด 30,810,000 ดอลลาร์สหรัฐ รวมทั้งสิ้น 63,252,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 2,087,316,000 บาท จึงนับเป็นก้าวสำคัญในการขยายเครือข่ายธุรกิจทางการค้าที่ช่วยเพิ่มโอกาสการขยายตลาดมันสำปะหลังไปสู่ภูมิภาคตะวันตกของจีน ซึ่งกรมฯ จะติดตามผลอย่างใกล้ชิด และเดินหน้าผลักดันการส่งออกมันสำปะหลังไทยให้เติบโตทั้งในเชิงปริมาณและมูลค่าในตลาดที่มีศักยภาพอย่างต่อเนื่อง”  

นางอารดาฯ กล่าวเพิ่มเติมว่า เมื่อวันที่ 9 เมษายน 2569 กรมฯ ได้นำคณะผู้ประกอบการไทยศึกษาดูงานด้านโลจิสติกส์ ณ ศูนย์แสดงข้อมูลห่วงโซ่อุปทานระหว่างประเทศ (Inland International Logistics Hub Exhibition Center) ซึ่งเป็นศูนย์กลางด้านโลจิสติกส์สำคัญในจีนตะวันตก เป็นจุดรวมสินค้า กระจายสินค้า และเปลี่ยนถ่ายรูปแบบการขนส่งแบบครบวงจรที่เชื่อมโยงกับยุทธศาสตร์ Belt and Road Initiative (BRI) โดยได้พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับการค้าและการลงทุนระหว่างประเทศ นอกจากนี้ คณะฯ ได้เรียนรู้รูปแบบการขนส่งสินค้าที่หลากหลาย ทั้งทางเรือ ราง และถนนที่เชื่อมโยงจีนตะวันตกกับภูมิภาคต่างๆ ทั้งจีนตอนใน อาเซียน เอเชียกลาง และยุโรป ซึ่งจะช่วยเปิดโอกาสให้สินค้าไทยเข้าถึงตลาดจีนตะวันตกได้อย่างสะดวกในเวลาอันสั้น ช่วยลดต้นทุน และเพิ่มความสามารถในการแข่งขันได้มากยิ่งขึ้น ซึ่งความสำเร็จดังกล่าวสะท้อนถึงผลสัมฤทธิ์ของการดำเนินงานตามนโยบายของกระทรวงพาณิชย์และพันธกิจของกรมการค้าต่างประเทศในการผลักดันและเสริมสร้างศักยภาพสินค้าเกษตรไทยให้สามารถแข่งขันในตลาดโลกอย่างยั่งยืน

ค้าภายในเร่งเชื่อมโยงรับซื้อมะม่วงพิษณุโลก ดันราคานำตลาด คาดระบายผลผลิตกว่า 30 ตัน

ค้าภายในเร่งเชื่อมโยงรับซื้อมะม่วงพิษณุโลก ดันราคานำตลาด คาดระบายผลผลิตกว่า 30 ตัน


นายจิรวุฒิ สุวรรณอาจ รองอธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า จากการติดตามสถานการณ์ผลผลิตมะม่วงในพื้นที่จังหวัดพิษณุโลก พบว่ายังคงมีผลผลิตคงค้างในแหล่งผลิตสำคัญ กรมการค้าภายในจึงได้เร่งประสานสำนักงานพาณิชย์จังหวัดพิษณุโลก เชื่อมโยงตลาดและชี้เป้าให้ผู้ประกอบการเข้ารับซื้อผลผลิตจากกลุ่มเกษตรกรโดยตรง เพื่อเร่งระบายผลผลิตออกจากพื้นที่และช่วยเหลือเกษตรกรให้สามารถจำหน่ายผลผลิตได้ในราคาที่เหมาะสม



ล่าสุด ได้ดำเนินการเชื่อมโยงตลาดที่กลุ่มแปลงใหญ่ผู้ผลิตมะม่วงส่งออกบ้านม่วงหอม ตำบลแก่งโสภา อำเภอวังทอง จังหวัดพิษณุโลก ซึ่งมีนายคุณสมบัติ สิทธิไกรพงษ์ เป็นประธานกลุ่ม มีสมาชิกจำนวน 20 ราย พื้นที่เพาะปลูกประมาณ 50 ไร่ และมีผลผลิตคงเหลือประมาณ 30 ตัน โดยเป็นมะม่วงที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน GAP และ GI

รองอธิบดีกรมการค้าภายใน กล่าวต่อว่า ขณะนี้ได้ประสานผู้ประกอบการเข้ารับซื้อผลผลิตในพื้นที่แล้ว โดยเริ่มเข้ารับซื้อและยังคงมีการคัดแยกผลผลิตอย่างต่อเนื่อง พร้อมกำหนดให้เกษตรกรทยอยเก็บเกี่ยววันละประมาณ 10 ตัน เพื่อให้สามารถรับซื้อได้อย่างต่อเนื่องในช่วง 2–3 วันข้างหน้า คาดว่าจะสามารถระบายผลผลิตจากกลุ่มดังกล่าวได้รวมไม่น้อยกว่า 30 ตัน



ทั้งนี้ กรมการค้าภายในได้ผลักดันให้เกิดการรับซื้อใน “ราคานำตลาด” โดยปรับเพิ่มจากราคาที่เกษตรกรจำหน่ายเดิมอีก 1.50 บาทต่อกิโลกรัม ซึ่งช่วยยกระดับรายได้ให้เกษตรกร และสร้างแรงจูงใจให้เกิดการรับซื้อในวงกว้าง

กรมการค้าภายในจะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และเดินหน้าประสานความร่วมมือกับภาคเอกชนในการกระจายผลผลิตอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เกษตรกรสามารถจำหน่ายผลผลิตได้ในราคาที่เป็นธรรมต่อไป

"เอ็ม16" คว้าชัย มวยรอบสากล ก่อเกียรติ มุ่งแชมป์เปี้ยนโลก ในศึกมวยไทยซูเปอร์แชมป์ ประจำเสาร์ 18 เม.ย.69

 "เอ็ม16" คว้าชัย มวยรอบสากล ก่อเกียรติ มุ่งแชมป์เปี้ยนโลก ในศึกมวยไทยซูเปอร์แชมป์ ประจำเสาร์ 18 เม.ย.69


    "เสี่ยโก้" นายก่อเกียรติ พาณิชยารมณ์ และ"เสี่ยอู๊ด" นายสรวีร์ ฤทธิชัย จั้ดมวยไทยซุปเปอร์แชมป์นัดประจำวันเสาร์ที่ 18 เม.ย.69 "มวยรอบสากล ก่อเกียรติ มุ่งแชมป์เปี้ยนโลก" เอ็ม 16 บ้านแรมบ้า ทำให้ชลบุรีเข้ารอบเป็นจังหวัดที่ 3 หลังควงกำปั้นถล่ม ขวัญชัย เปลี่ยนขุนทด จากอ่างทองชนะคะแนนเดือด ส่วนคู่เอกมวยไทย 3 ยก เผด็จศึก ส.บริสุทธิ์ เตะขวาตามด้วยหมัดขวาตรงชนะ TKO.ยก 1 อาลี น้องพุธมวยไทย


     วันที่ 18 เม.ย.69 ที่ เวทีมวย World Siam Stadium ตะวันนา กรุงเทพฯ ในการแข่งขันมวยไทยซุปเปอร์แชมป์ พรีเซ็นเต็ดบายวันก่อเกียรติ โดยสองสองโปรโมเตอร์มือทอง "เสี่ยโก้"นายก่อเกียรติ พาณิชยารมณ์ โปรโมเตอร์มวยโลกเจ้าของรางวัลยอดเยี่ยมเอเชีย 3 สถาบัน และ "เสี่ยอู๊ด" นาย

สรวีร์ ฤทธิชัย ผู้บริหารวันก่อเกียรติและโปรโมเตอร์เวทีลุมพินี นำความดุเดือด ความสนุก จากมวยรอบสากล ก่อเกียรติมุ่งแขมป์เปี้ยนโลก และมวยไทย 3 ยกถ่ายทอดสดทั่วประเทศทุกวันเสาร์เวลา 17.30 น. - 20.00 น. ถ่ายทอดสดทางช่อง 8 กด 27 โดยการแข่งขันมวยไทยซุปเปอร์แชมป์ พรีเซ็นเต็ดบายวันก่อเกียรติ มีผลการแข่งขันดังนี้

- มวยรอบสากล ก่อเกียรติมุ่งแชมป์เปี้ยนโลก พิกัด 117 ปอนด์ (6 ยก) นัดที่สาม เอ็ม 16 บ้านแรมบ้า นักชกตัวแทนจังหวัดชลบุรีวัย 16 ปี ปะทะนักชกตัวแทนจังหวัดอ่างทอง ขวัญชัย เปลี่ยนขุนทด คู่นี้ช่วง 3 ยกแรกดวลกันสนุก มาถึงยก 4 เอ็ม 16 เริ่มดักทางกำปั้นรุ่นพี่อย่าง ขวัญชัย ได้ระดมหมัดเข้าใบหน้าจนออกอาการ ยก 5 สถานการณ์ของ ขวัญชัย ก็ยังไม่ดีขึ้นแต่ก็ประคองตัวจนครบ 6 ยกกรรมการรวมคะแนนแล้วชูมือให้ เอ็ม 16 บ้านแรมบ้า ชนะคะแนนผ่านเข้ารอบเป็นคนที่ 3 ตามนักชกจากนครปฐม และสุโขทัย

- คู่ที่ 2 มวยไทย 3 ยกพิกัด 61 ก.ก. หินเหล็กไฟ สามชัยวิเศษสุก แพ้คะแนน เทพนคร เหรียญทองยิม

- คู่ที่ 3 มวยไทย 3 ยกพิกัด 54 ก.ก. ด่วน บ.ข.ส. ตาลสุมมวยไทย เจ้าหนูวัย 15 ปีจากอุบลราชธานีถึงเสียเปรียบรูปร่าง โจว ซุน ชิง จากจีนแต่เดินออกอาวุธมวยไทยครบเครื่องชนะคะแนนไปสนุกสะใจกองเชียร์

- คู่ที่ 4 คู่เอกมวยไทย 3 ยกพิกัด 65 ก.ก. เผด็จศึก ส.บริสุทธิ์ เตรียมตัวมาดีใช้เวลาไม่ถึงหนึ่งนาทีเตะขวาใส่ อาลี น้องพุธมวยไทย นักมวยไทยชาวอิหร่านที่ใช้มือจับขา เผด็จศึก แต่ก็เปิดหน้าทำให้ เผด็จศึก ชิงจังหวะทิ่มหมัดขวาตรงเข้ากรามซ้ายนักชกอิหร่านร่วงไปนับ 8 และเมื่อกรรมการถามพร้อมสู้ต่อหรือไม่? อาลี ส่ายหน้ากรรมการยุติการชกให้ เผด็จศึก ส.บริสุทธิ์ ชนะ TKO.ไปในยกแรก

- คู่ที่ 5 มวยไทย 3 ยกพิกัด 70 ก.ก. พยัคฆ์ดำ ส.สกุลนนท์ มาสไตล์บู๊ดุดันใช้เวลาเพียง 28 วินาทีของยกแรกเตะขวาเข้าก้านคอ จาเชอเบค น้องพุธมวยไทย ร่วงไปให้กรรมการนับสิบชนะน็อคไปในยกแรก

- คู่ที่ 6 มวยไทยหญิง 3 ยกพิกัด 65 ก.ก.รัชชา จิระติวเตอร์ กำปั้นไทยเจ้าถิ่น แพ้ทางเข่านักมวยไทยหญิงจากอิหร่าน ปาร์มิดา แอบปาชี่ ครบ 3 ยกกำปั้นสาวอิหร่านชนะคะแนนสนุก

- คู่ที่ 7 มวยไทย 3 ยกพิกัด 58 ก.ก. ฮาคิม ซิงกีล่า นักมวยไทยชาวมาเลเซีย ชกเหมือนเป็นคนไทยจัดหนักใส่ อู๋ เจีย ฮ่าว ศิษย์บอลสกล ก่อนปิดฉากด้วยเตะเข้าก้านคอให้กรรมนับ 8 และไม่อยู่ในสภาพสู้ต่อ ฮาคิม ซังกีล่า จากมาเลเซียชนะ TKO ยกที่ 1  




     "เสี่ยโก้" นายก่อเกียรติ พาณิชยารมณ์ โปรโมเตอร์มวยโลกเจ้าของรางวัลยอดเยี่ยมเอเชีย 3 สถาบันกล่าวว่า "การกลับมาของมวยไทยซุปเปอร์แชมป์ พรีเซ็นเต็ดบายวันก่อเกีบรติ หลังหยุดไปในช่วงเทศกาลมหาสงกรานต์ ในวันเสาร์ที่ 18 เม.ย.69 ที่จัดคู่มวยทั้งมวยรอบสากล ก่อเกียรติมุ่งแชมป์เปี้ยนโลก และมวยไทย 3 ยกในวันนี้เชื่อว่าจะเป็นการส่งมอบความสุขให้กับแฟนมวยทั่วประเทศ และเป็นการการันตีความดุเดือด และความสนุก ตื่นเต้นในการแข่งขันศึกมวยไทยซุปเปอร์แชมป์ พรีเซ็นเต็ดบายวันก่อเกียรติ ที่ เวทีมวย World Siam Stadium ตะวันนา กรุงเทพฯ นัดต่อไปวันเสาร์ที่ 25 เม.ย.69 เวลา 17.30 น. - 20.00 น. ทางช่อง 8 กด 27 แฟนมวยไม่ควรพลาด !


วันเสาร์ที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2569

กรมทรัพย์สินทางปัญญาขับเคลื่อนนโยบาย “SMEs Plus”เร่งเสริมแกร่งผู้ประกอบการ ปั้นธุรกิจโตได้จริงด้วย IPพร้อมเตรียมผลักดันโอกาสต่อยอดธุรกิจ ในรายการ “หนูตกถังข้าวสาร ซีซั่น 3” มิ.ย. นี้

 กรมทรัพย์สินทางปัญญาขับเคลื่อนนโยบาย “SMEs Plus”เร่งเสริมแกร่งผู้ประกอบการ ปั้นธุรกิจโตได้จริงด้วย IPพร้อมเตรียมผลักดันโอกาสต่อยอดธุรกิจ ในรายการ “หนูตกถังข้าวสาร ซีซั่น 3” มิ.ย. นี้

 


กรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ เดินหน้าขับเคลื่อนนโยบาย “SMEs Plus” ของรัฐบาล มุ่งยกระดับศักยภาพผู้ประกอบการไทยให้สามารถแข่งขันได้ในเศรษฐกิจยุคใหม่ โดยเน้นการใช้ทรัพย์สินทางปัญญา (IP) เป็นเครื่องมือสำคัญในการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าและบริการ ผ่าน “โครงการเสริมสร้างความรู้ทรัพย์สินทางปัญญาเชิงรุก ปี 2569” พร้อมเตรียมผลักดันผู้ประกอบการนำเสนอธุรกิจและต่อยอดสู่โอกาสทางการตลาดในวงกว้าง ผ่านรายการ “หนูตกถังข้าวสาร ซีซั่น 3” ที่มีกำหนดออกอากาศในเดือนมิถุนายนนี้

 


นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา เปิดเผยว่า กรมฯ ให้ความสำคัญกับการสร้างความรู้ความเข้าใจด้านทรัพย์สินทางปัญญาเชิงรุกแก่ผู้ประกอบการไทย เพื่อให้สามารถนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ในการดำเนินธุรกิจได้อย่างเป็นรูปธรรม ทั้งในมิติของการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าและบริการ และการปกป้องคุ้มครองสิทธิในทุกตลาดการแข่งขัน โดยรายการ “หนูตกถังข้าวสาร” เป็นอีกหนึ่งช่องทางสำคัญในการสร้างการรับรู้และถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านทรัพย์สินทางปัญญาสู่สาธารณชนในวงกว้าง

ผ่านรูปแบบเกมโชว์วาไรตี้ที่ผสานความบันเทิงเข้ากับสาระความรู้ด้านทรัพย์สินทางปัญญาที่เข้าใจง่าย และใช้ประโยชน์ได้จริง ซึ่งรายการในซีซั่นที่ผ่านมาได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี มียอดผู้รับชมรวมทุกช่องทางกว่า 12 ล้านครั้ง สะท้อนถึงความสนใจของประชาชนและผู้ประกอบการต่อเนื้อหาดังกล่าว กรมฯ จึงได้จัดทำรายการหนูตกถังข้าวสาร ซีซั่นที่ 3 อย่างต่อเนื่อง เพื่อขยายการรับรู้ด้านทรัพย์สินทางปัญญาให้เข้าถึงผู้ประกอบการและประชาชนในวงกว้างยิ่งขึ้น

 


ในปีนี้ กรมฯ ได้เริ่มต้นจากการจัดอบรมเสริมสร้างความรู้ทรัพย์สินทางปัญญาเชิงรุกแก่ผู้ประกอบการกว่า 100 ราย ครอบคลุม 6 กลุ่มธุรกิจ ได้แก่ อาหารและเครื่องดื่ม สินค้าอุปโภคและความงาม เครื่องแต่งกาย สัตว์เลี้ยง สินค้าเชิงสร้างสรรค์ และสินค้านวัตกรรม โดยมุ่งเน้นการสร้างความตระหนักรู้ถึงความสำคัญของทรัพย์สินทางปัญญาต่อภาคธุรกิจ ประเภททรัพย์สินทางปัญญาที่แต่ละธุรกิจควรมี แนวทางการคุ้มครองสิทธิทั้งในและต่างประเทศ การวางกลยุทธ์ต่อยอดทรัพย์สินทางปัญญา รวมทั้งบทบาทของกรมทรัพย์สินทางปัญญาในการเป็นที่ปรึกษาและสนับสนุนธุรกิจ เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถนำความรู้ไปประยุกต์ใช้และต่อยอดเชิงพาณิชย์ได้จริง ทั้งนี้ กรมฯ จะคัดเลือกผู้ประกอบการจำนวน 12 ราย ที่มีความพร้อมด้านทรัพย์สินทางปัญญา ความน่าสนใจของธุรกิจ และศักยภาพในการต่อยอดเชิงพาณิชย์เตรียมเข้าร่วมรายการหนูตกถังข้าวสาร ซีซั่นที่ 3 เพื่อเปิดพื้นที่ในการนำเสนอธุรกิจและต่อยอดสู่โอกาสทางการตลาดในวงกว้าง

สำหรับรายการหนูตกถังข้าวสาร ซีซั่นที่ 3 มีกำหนดออกอากาศตอนแรกในวันเสาร์ที่ 13 มิถุนายน 2569 ผ่านช่องอัมรินทร์ทีวี ช่อง 34 ทุกวันเสาร์ เวลา 14.10 น. และช่องทางออนไลน์ของ Woody World โดยในรายการจะมีศิลปิน ดารา และบุคคลที่มีชื่อเสียง อาทิ เสนาหอย, โก๊ะตี๋, เฟย ภัทร, นน อินทนนท์, สงกรานต์ รังสรรค์, ฮาย อาภาพร, ตั๊ก ศิริพร, เป๊ก ผลิตโชค, เจนนี่ ปาหนัน, ดีเจมะตูม และ ดีเจเพชรจ้า มาร่วมสร้างสีสันผ่านการเล่นเกมและตอบคำถามด้านทรัพย์สินทางปัญญา เพื่อสะสมเงินรางวัลและต่อยอดเป็นทุนสนับสนุนให้กับผู้ประกอบการที่จับคู่กันอีกด้วย

นางอรมน กล่าวทิ้งท้ายว่า กรมทรัพย์สินทางปัญญามุ่งส่งเสริมให้ผู้ประกอบการไทยสามารถใช้ทรัพย์สินทางปัญญาเป็นเครื่องมือในการพัฒนาธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ และสามารถต่อยอดใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ได้จริง พร้อมสนับสนุนการเข้าถึงโอกาสทางการตลาดและแหล่งทุนอย่างต่อเนื่อง โดยมีผู้เชี่ยวชาญจากศูนย์ IPAC ของกรมฯ คอยให้คำปรึกษาอย่างใกล้ชิด อันจะช่วยยกระดับศักยภาพของผู้ประกอบการไทย และเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว

 

---------------

วันศุกร์ที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2569

อินไซต์โอกาสใหม่จาก DITP กับการเดินเกมส่งออกไทยด้วยแผน THINK THAILAND : NEXT LEVEL ปี 69 ‘ดัน’ ผู้ประกอบการไทยสู่ตลาดโลก ด้วย 680 โครงการ ‘ดึง’มูลค่าการค้า 1.42 แสนล้านบาท พร้อมเจาะ 5 เสาหลักสร้างความเชื่อมั่นแบบเต็มพิกัด

อินไซต์โอกาสใหม่จาก DITP กับการเดินเกมส่งออกไทยด้วยแผน THINK THAILAND : NEXT LEVEL ปี 69 ‘ดัน’ ผู้ประกอบการไทยสู่ตลาดโลก ด้วย 680 โครงการ ‘ดึง’มูลค่าการค้า 1.42 แสนล้านบาท พร้อมเจาะ 5 เสาหลักสร้างความเชื่อมั่นแบบเต็มพิกัด

โลกการค้ายุค 5.0 ที่ไม่ได้แข่งขันกันด้วย “ราคา” เพียงอย่างเดียว แต่ขับเคลื่อนด้วย“ความเชื่อมั่น” และ “คุณค่า” ที่ผู้ซื้อสามารถสัมผัสและตรวจสอบได้จริง ตั้งแต่ที่มาของวัตถุดิบและมาตรฐานการผลิต ไปจนถึงการเล่าเรื่องราว ที่ทำให้แบรนด์มีตัวตนและแตกต่าง กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) มีพันธกิจในการยกระดับศักยภาพผู้ประกอบการไทย ให้แข่งขันได้ในตลาดโลกพร้อมขยายโอกาสช่องทางตลาดในต่างประเทศ จึงเดินหน้าแคมเปญ THINK THAILAND : NEXT LEVEL เพื่อยกระดับสินค้าและบริการของไทย ที่แสดงถึงอัตลักษณ์ วัฒนธรรม และจุดแข็งของไทยเพื่อการตอบโจทย์โลกยุคใหม่ นำไปสู่การสร้างสรรค์ มีนวัตกรรม สร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่สินค้าและบริการ ให้สามารถแข่งขันได้ในตลาดต่างประเทศ

สำหรับแผนงานปี 2569 DITP ตั้งเป้าจัดโครงการและกิจกรรมส่งเสริมการค้ากว่า 680 โครงการคาดว่าสร้างมูลค่าการค้าได้ไม่น้อยกว่า 142,000 ล้านบาท และมีผู้ประกอบการได้รับประโยชน์กว่า 294,500 ราย ครอบคลุมกิจกรรมทั้งในและต่างประเทศ สอดรับแผนการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันด้านการค้าระหว่างประเทศของไทยสู่ Top 5 ของเอเชียภายในปี 2570 ด้วยแนวคิด 

Thai to Global”  From local value to global vision ที่นำวัฒนธรรมและภูมิปัญญาไทยมาต่อยอดด้วยนวัตกรรม การออกแบบ และการเล่าเรื่องราวอย่างมีชั้นเชิง พร้อมเชื่อมต่อผู้ประกอบการไทยกับเครื่องมือทางการค้าและช่องทางการตลาดสากลแบบครบวงจร ตั้งแต่การพัฒนาแบรนด์ การสร้างมาตรฐาน พัฒนาดิจิทัลแพลตฟอร์ม ตลอดจนการจับคู่ธุรกิจ เพื่อผลักดันผู้ประกอบการไทยให้สามารถขยายตลาด สู่ระดับสากลอย่างยั่งยืน เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน สร้างรายได้และมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจให้ประเทศอย่างเป็นรูปธรรม 


ปักธง 5 แผนงานหนุนผู้ประกอบการไทยสู่ตลาดโลก แผนงานช่วงปี 2569–2570 ขับเคลื่อนด้วย 5 เสาหลัก ที่ต่อกันเป็นห่วงโซ่ธุรกิจ ประกอบด้วยเรื่องที่  1 เพิ่มมูลค่าด้วยแบรนด์ นวัตกรรมการออกแบบ ตอบโจทย์ Megatrend และเศรษฐกิจใหม่ โดยมีสินค้าเป้าหมาย อาทิ  กลุ่มเกษตรสร้างมูลค่า เช่น สินค้าเกษตรแปรรูปจากสมุนไพร สินค้าตามเทรนด์โลก เช่น สินค้าฮาลาล สินค้าอาหารอนาคต (Future Food) สินค้าอาหารเพื่อสุขภาพ (Healthy Food) สินค้าอาหารที่ส่งเสริมความยั่งยืน (Sustainable Food)อุตสาหกรรมและบริการแห่งอนาคต เช่น สินค้ายานยนต์สมัยใหม่ ทั้งรถยนต์ไฟฟ้าและ อะไหล่ยานยนต์เกษตรและเทคโนโลยีชีวภาพ อุตสาหกรรมเครื่องมือแพทย์ สินค้านวัตกรรมและเทคโนโลยีชั้นสูง สินค้าเทคโนโลยีที่รองรับสังคมผู้สูงอายุ อุตสาหกรรมความมั่นคงของประเทศ อุตสาหกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ อุตสาหกรรมเครื่องจักรกลการเกษตร  สินค้าไลฟ์สไตล์ตอบสนองต่อเศรษฐกิจใหม่และสินค้าสำหรับตลาดเฉพาะ เช่น สินค้าไลฟ์สไตล์ เพื่อความยั่งยืน สินค้าสำหรับกลุ่มผู้สูงอายุ สัตว์เลี้ยง แม่และเด็, สินค้าที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ผู้บริโภคยุคใหม่ 

ขณะที่แผนที่ 2 คือการรุกตลาดศักยภาพเดิม เพิ่มตลาดใหม่ และขยายสัดส่วนการส่งออก โดยเดินเกมทั้งตลาดหลัก (สหรัฐอเมริกา สหภาพยุโรป ญี่ปุ่น อาเซียน จีน/ฮ่องกง) ตลาดศักยภาพ (อินเดีย ปากีสถานบังกลาเทศ ฯลฯ) และตลาดศักยภาพใหม่ (อิรัก ซาอุดิอาระเบีย และแอฟริกา) พร้อมเร่งสร้าง Strategic Partnership เพื่อสร้างความร่วมมือทางการค้า และพัฒนาเครือข่ายผู้ส่งออกที่ประสบความสำเร็จ (Thailand Export Champions)

แผนที่ 3 คือการเร่งเครื่องเศรษฐกิจแพลตฟอร์มและพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ ผ่านการพัฒนาแพลตฟอร์มการค้าออนไลน์ Thaitrade.com และเครือข่ายพันธมิตรออนไลน์ เพื่อให้ผู้ประกอบการ และวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม มีความสามารถในการแข่งขันและช่องทางขยายโอกาสทางการค้าระหว่างประเทศเพิ่มขึ้น  แผนที่ 4 พัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการให้พร้อมต่อการเปลี่ยนแปลงเศรษฐกิจยุคใหม่ ตั้งแต่ความรู้พื้นฐานด้านการค้าระหว่างประเทศ ไปจนถึงองค์ความรู้ด้านการพัฒนาตลาดและสินค้าเพื่อให้ดำเนินธุรกิจต่างประเทศได้จริง ผ่านสถาบันพัฒนาผู้ประกอบการการค้ายุคใหม่ (NEA) และแผนที่ 5 การยกระดับบริการด้านการค้าระหว่างประเทศด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล (Big Data) เพื่อการปรับเปลี่ยนองค์กรสู่รัฐบาลดิจิทัล รวมทั้งบริหารจัดการอย่างมีธรรมาภิบาล 


แคมเปญ “THINK THAILAND : NEXT LEVEL” ไม่ใช่สินค้าในระดับพื้นฐาน แต่เป็นการยกระดับสินค้าและบริการไทยให้โดดเด่น มีนวัตกรรม คุณภาพ และมูลค่าเพิ่มอย่างชัดเจน เพื่อสร้างภาพจำ ให้ผู้บริโภคทั่วโลกนึกถึงสินค้าไทยในฐานะ “Next Level”ที่มีความน่าเชื่อถือและยั่งยืน แคมเปญดังกล่าวยังมุ่งตอกย้ำความเชื่อมั่นและกระตุ้นการบริโภคสินค้าและบริการของไทยในตลาดโลกอย่างต่อเนื่อง พร้อมทำหน้าที่เป็นกลไกสำคัญในการเสริมสร้างศักยภาพและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการไทย เพื่อสร้างยอดขายได้อย่างยั่งยืน ท่ามกลางการแข่งขันทางการค้าที่ทวีความเข้มข้นในระดับโลก




วันพุธที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2569

กรมทรัพย์สินทางปัญญาประกาศขึ้นทะเบียน “ปลาสลิดบ้านแพ้ว”เป็นสินค้า GI น้องใหม่ของจังหวัดสมุทรสาครมุ่งสร้างมูลค่าเพิ่มสินค้าเกษตร–ต่อยอดสู่แหล่งท่องเที่ยวชุมชน

 กรมทรัพย์สินทางปัญญาประกาศขึ้นทะเบียน “ปลาสลิดบ้านแพ้ว”เป็นสินค้า GI น้องใหม่ของจังหวัดสมุทรสาครมุ่งสร้างมูลค่าเพิ่มสินค้าเกษตร–ต่อยอดสู่แหล่งท่องเที่ยวชุมชน

 




​กรมทรัพย์สินทางปัญญา เดินหน้าขับเคลื่อนนโยบายยกระดับฐานการผลิตไทย สู่เป้าหมายเกษตรมูลค่าสูงของกระทรวงพาณิชย์ ล่าสุดประกาศขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) “ปลาสลิดบ้านแพ้ว” สินค้า GI รายการที่ 4 ของจังหวัดสมุทรสาคร ต่อจากลำไยพวงทองบ้านแพ้ว มะพร้าวน้ำหอมบ้านแพ้ว และน้ำช่อดอกมะพร้าวน้ำหอมบ้านแพ้ว ตอกย้ำคุณภาพสินค้าเกษตรและเกษตรแปรรูปจากภูมิปัญญาท้องถิ่นที่มีคุณภาพโดดเด่นและมีอัตลักษณ์เฉพาะถิ่น พร้อมยกระดับสู่สินค้า GI ระดับพรีเมียม สร้างรายได้ให้ชุมชนในมิติต่างๆ อย่างยั่งยืน

 


นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กล่าวว่า “ปลาสลิดบ้านแพ้ว” มีความโดดเด่นที่แตกต่างจากปลาสลิดแหล่งอื่น เนื่องจากพื้นที่จังหวัดสมุทรสาครเป็นที่ราบลุ่มชายฝั่งทะเลมีระบบชลประทานครอบคลุมทั้งพื้นที่ น้ำมีคุณภาพดีใช้ได้ตลอดทั้งปี อีกทั้งยังมีสภาพน้ำกร่อยที่มีสารอาหารอุดมสมบูรณ์และมีหญ้าที่ช่วยสร้างแหล่งอาหารธรรมชาติ ประกอบกับภูมิปัญญาการเลี้ยงปลาสลิดบ้านแพ้วแบบดั้งเดิมที่สืบทอดจากรุ่นสู่รุ่น โดยมีการขุดบ่อให้มีความลึกมากพอ จนแสงแดดส่องไม่ถึงพื้นบ่อ ทำให้อุณหภูมิน้ำมีความเย็น ส่งผลให้ปลาสลิดสดมีสีเทาอ่อน ซึ่งสีไม่เข้มเท่าปลาสลิดจากแหล่งอื่น เนื้อปลาละเอียด นุ่ม แน่น ไม่ร่วน ไม่มีกลิ่นโคลน เนื้อปลาสดที่ทอดจะมีรสชาติหวาน และเมื่อนำปลาสดมาผ่านกระบวนการแปรรูปอย่างพิถีพิถัน ตั้งแต่การคัดเลือกปลาที่มีขนาดเหมาะสม การผ่าทำความสะอาด การหมักเกลือในสัดส่วนที่พอดี และการตากแดดตามวิธีดั้งเดิมของชุมชน จนได้เป็นปลาสลิดแดดเดียวและปลาสลิดหอมที่มีเนื้อแน่น แห้ง ไม่ร่วน ไม่มีกลิ่นโคลน เมื่อทอดสุกเนื้อปลาจะมีความนุ่ม รสชาติเค็มพอดี และมีกลิ่นหอมเป็นเอกลักษณ์โดดเด่น ปัจจุบันมีปริมาณการผลิตปลาสลิดบ้านแพ้วอยู่ที่ 8 ล้านกิโลกรัมต่อปี สามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้กับจังหวัดได้สูงถึง 740 ล้านบาทต่อปี

 


นางอรมน กล่าวเพิ่มเติมว่า การขึ้นทะเบียน GI “ปลาสลิดบ้านแพ้ว” ในครั้งนี้ สอดคล้องกับนโยบายของกระทรวงพาณิชย์ในการสร้างมูลค่าเพิ่มสินค้าเกษตรและสินค้าอัตลักษณ์ชุมชนอย่างเป็นระบบ โดยกรมฯ มีแนวทางส่งเสริมและยกระดับสินค้าอย่างครบวงจร ทั้งการจัดทำระบบควบคุมคุณภาพสินค้า เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้ผู้บริโภค การส่งเสริมองค์ความรู้ด้านการตลาดให้แก่ผู้ประกอบการ และการพัฒนาบรรจุภัณฑ์ให้มีความทันสมัย สามารถสะท้อนอัตลักษณ์ GI ให้เหมาะกับตลาดพรีเมียม ตลอดจนการขยายช่องทางการตลาดทั้งออนไลน์และออฟไลน์ อาทิ การเข้าร่วมงานแสดงสินค้าในประเทศและต่างประเทศ การจัดหาช่องทางจำหน่ายในห้างสรรพสินค้า ร้านค้าปลีกค้าส่งทั่วประเทศ และแพลตฟอร์มออนไลน์ชั้นนำ เป็นต้น โดยสินค้า “ปลาสลิดบ้านแพ้ว” มีศักยภาพจากจุดเด่นในด้านคุณภาพ รสชาติ และอัตลักษณ์เฉพาะถิ่น สามารถต่อยอดสู่ผลิตภัณฑ์แปรรูป อาหารพร้อมรับประทาน และของฝากคุณภาพสูง ซึ่งจะช่วยเพิ่มมูลค่าและขยายโอกาสทางการตลาดได้อย่างยั่งยืน

 


นอกจากนี้ กรมฯ ยังมุ่งมั่นส่งเสริมการต่อยอดแหล่งผลิตสินค้า GI ให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวของชุมชน เพื่อเชื่อมโยงสินค้าอัตลักษณ์พื้นถิ่นเข้ากับประสบการณ์ท่องเที่ยว สอดรับกับนโยบาย “365 วัน มหัศจรรย์เมืองไทยเที่ยวได้ทุกวัน” ของรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ (นางศุภจี สุธรรมพันธุ์) ที่มุ่งยกระดับสินค้าและบริการสู่การท่องเที่ยวมูลค่าสูง โดยใช้จุดแข็งด้านคุณภาพและอัตลักษณ์ของสินค้าในท้องถิ่นสร้างรายได้สู่ผู้ประกอบการในพื้นที่ตลอดทั้งปี ทั้งนี้ ปัจจุบันประเทศไทยมีสินค้า GIที่ขึ้นทะเบียนแล้ว 256 รายการ และสามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้กับชุมชนรวมกว่า 115,979 ล้านบาท

กรมทรัพย์สินทางปัญญาเชื่อมั่นว่า การขึ้นทะเบียน GI จะช่วยผลักดันให้ “ปลาสลิดบ้านแพ้ว” เป็นที่รู้จักในวงกว้างยิ่งขึ้น พร้อมส่งเสริมให้ผู้ผลิตและผู้ประกอบการในพื้นที่จังหวัดสมุทรสาครร่วมกันรักษามาตรฐานการผลิต และต่อยอดการพัฒนาสินค้า GI ให้เติบโตอย่างต่อเนื่อง ทั้งในมิติสินค้าเกษตรมูลค่าสูงและ Soft Power ด้านอาหารของไทย ควบคู่กับการพัฒนาแหล่งผลิตเป็นแหล่งเรียนรู้และแหล่งท่องเที่ยววิถีชุมชน อันจะก่อให้เกิดการสร้างรายได้ กระจายโอกาสทางเศรษฐกิจ และยกระดับคุณภาพชีวิตของคนในพื้นที่อย่างยั่งยืนในระยะยาว

 

----------------------

แสนชัย โคตรมวยไทยสร้างประวัติศาสตร์ น็อคคู่ต่อสู้ศึกไทย ไฟท์ ชั่วพริบตา KNOCK OUT ร่วมอัดฉีด !

  แสนชัย โคตรมวยไทยสร้างประวัติศาสตร์  น็อคคู่ต่อสู้ศึกไทย ไฟท์ ชั่วพริบตา KNOCK OUT ร่วมอัดฉีด !   ค่ำคืนวัน อาทิตย์ ที่ 19 เมษายน 2569 ศึก...