วันพุธที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2569

พาณิชย์ เร่งช่วยชาวนารับมือผลกระทบวิกฤตตะวันออกกลาง เดินหน้าโครงการดูดซับข้าวนาปรัง 1 ล้านตัน- ตลาดนัดข้าวเปลือกราคานำตลาด ลดต้นทุนปุ๋ย–ประสานพน.จัดสรรน้ำมันดีเซลช่วยชาวนา

 พาณิชย์ เร่งช่วยชาวนารับมือผลกระทบวิกฤตตะวันออกกลาง เดินหน้าโครงการดูดซับข้าวนาปรัง 1 ล้านตัน- ตลาดนัดข้าวเปลือกราคานำตลาด ลดต้นทุนปุ๋ย–ประสานพน.จัดสรรน้ำมันดีเซลช่วยชาวนา

นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยภายหลังให้การต้อนรับนายปราโมทย์ เจริญศิลป์ นายกสมาคมชาวนาและเกษตรกรไทย ซึ่งเดินทางเข้าพบเพื่อหารือแนวทางช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกข้าว ณ กรมการค้าภายใน ว่า นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้สั่งการให้กรมการค้าภายในเร่งดำเนินมาตรการช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกรไทยอย่างเต็มที่ หลังสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและต้นทุนการผลิตทั่วโลก โดยเฉพาะราคาปุ๋ยมีความผันผวน ส่งผลต่อต้นทุนการทำนาของเกษตรกร กรมการค้าภายในจึงเร่งใช้มาตรการทั้งด้านตลาดและการลดต้นทุนเพื่อบรรเทาภาระให้พี่น้องชาวนาในช่วงฤดูเก็บเกี่ยวข้าวนาปรัง

โดยการบริหารจัดการผลผลิตข้าวนาปรังที่กำลังจะถึงนี้ กระทรวงพาณิชย์ได้ออก โครงการดูดซับข้าวเปลือกนาปรัง ปีการผลิต 2569 แล้ว โดยตั้งเป้าหมายดูดซับข้าวนาปรังจำนวน 1 ล้านตันข้าวเปลือก ในพื้นที่แหล่งผลิตข้าวนาปรังทั่วประเทศ โดยองค์การคลังสินค้าจะดำเนินการให้โรงสีและสหกรณ์การเกษตรไปเปิดจุดรับซื้อข้าวเปลือกจากเกษตรกรในราคาสูงกว่าตลาด 300 บาทต่อตัน ซึ่งจะเริ่มดำเนินการวันที่ 1 เมษายน 2569 นี้ นำร่อง 5 จังหวัด แหล่งผลิตข้าวนาปรังสำคัญ ได้แก่ นครสวรรค์ พิษณุโลก พระนครศรีอยุธยา กำแพงเพชร และสุโขทัย โดยโครงการนี้จะช่วยรองรับผลผลิตข้าวนาปรังที่จะออกสู่ตลาด และมีแรงจงใจให้ชาวนาขายผลผลิตในราคาที่เหมาะสม ขอให้ชาวนามั่นใจว่า ฤดูเก็บเกี่ยวข้าวนาปรังนี้มีที่ขายข้าวแน่นอน 

นายวิทยากร กล่าวต่อว่า “นอกจากนี้ กรมการค้าภายในยังได้จัด ตลาดนัดข้าวเปลือก ในแหล่งผลิตข้าวนาปรังเพิ่มเติม โดยนำให้ผู้ประกอบการจากนอกพื้นที่เข้ารับซื้อถึงแหล่งผลิตของเกษตรกรโดยตรง เพื่อลดภาระค่าขนส่ง เพิ่มช่องทางการจำหน่าย และแก้ไขปัญหาบางพื้นที่ที่ขาดผู้รับซื้ออย่างมีประสิทธิภาพ โดยราคารับซื้อในตลาดนัดข้าวเปลือกจะสูงกว่าตลาดทั่วไปเฉลี่ย 200–400 บาทต่อตัน ดำเนินการตั้งแต่เดือนมีนาคมต่อเนื่องไปจนถึงเดือนพฤษภาคม 2569

ขณะนี้มีจังหวัดที่ยืนยันการจัดงานแล้วรวม 8 ครั้ง ได้แก่ ปลายเดือนมีนาคม จำนวน 2 ครั้ง ในจังหวัดสิงห์บุรี และอ่างทอง ต้นเดือนเมษายน จำนวน 3 ครั้ง ในจังหวัดพิจิตร พระนครศรีอยุธยา และอ่างทอง และปลายเดือนเมษายน จำนวน 3 ครั้ง ในจังหวัดพิษณุโลก น่าน และพระนครศรีอยุธยา

พร้อมกันนี้ กรมการค้าภายในได้กำชับสำนักงานชั่งตวงวัดในพื้นที่ โดยเฉพาะจุดรับซื้อข้าว ให้ลงพื้นที่กำกับดูแลการซื้อขายอย่างใกล้ชิด ตรวจสอบความถูกต้องของการชั่งน้ำหนัก การวัดความชื้น การหักสิ่งเจือปน รวมถึงการแสดงราคารับซื้อ เพื่อให้การซื้อขายข้าวเปลือกเป็นธรรม เที่ยงตรง และโปร่งใส สร้างความมั่นใจให้แก่พี่น้องเกษตรกร


นายวิทยากร กล่าวต่อว่า “ในด้านการลดต้นทุนการผลิต กรมฯ เตรียมดำเนินโครงการ “ปุ๋ยธงเขียวพลัส” สนับสนุนส่วนลดปุ๋ยเคมีกระสอบละ 200 บาท จำนวน 5 กระสอบ รวม 1,000 บาท และเกษตรกรที่มี “บัตรดินดี” ของกรมพัฒนาที่ดิน จะได้รับสิทธิ์เพิ่มเติมอีก 200 บาท รวมถึงคูปองอีก 200 บาท สำหรับซื้อปุ๋ยอินทรีย์ ทำให้เกษตรกรได้รับการช่วยเหลือรวมสูงสุด 1,400 บาทต่อราย ช่วยลดต้นทุนการผลิตในช่วงฤดูเพาะปลูกโดยเฉพาะข้าวนาปีที่กำลังจะมาถึง

ทั้งนี้ ในส่วนประเด็นข้อเรียกร้องในด้านการจัดสรรน้ำมันดีเซลในพื้นที่เก็บเกี่ยวข้าวนาปรังให้เพียงพอ กรมการค้าภายในจะประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้อย่างเร่งด่วน โดยเฉพาะกระทรวงพลังงาน เพื่อเร่งดูแลการรวมถึงผลักดันแนวทางช่วยเหลือด้านพลังงานเพื่อลดภาระต้นทุนเครื่องจักรกลทางการเกษตรของชาวนาในช่วงสถานการณ์วิกฤต

ด้านนายปราโมทย์ เจริญศิลป์ นายกสมาคมชาวนาและเกษตรกรไทย กล่าวว่า ขอขอบคุณกระทรวงพาณิชย์ที่ให้ความสำคัญและเร่งช่วยเหลือพี่น้องชาวนา โดยเข้าใจถึงสถานการณ์ที่ทุกภาคส่วนได้รับผลกระทบ ซึ่งเกษตรกรมีความกังวลต่อผลผลิตข้าวนาปรังที่กำลังออกสู่ตลาด ทั้งนี้ ภายหลังได้รับทราบจากอธิบดีกรมการค้าภายในถึงมาตรการโครงการดูดซับข้าวเปลือกนาปรัง ที่เปิดรับซื้อในราคาตลาดพร้อมเพิ่มส่วนต่างให้อีกตันละ 300 บาท รวมถึงการจัดตลาดนัดข้าวเปลือกที่เป็นกลไกสำคัญที่จะเพิ่มช่องทางการขายข้าวของพี่น้องได้ ถือเป็นข่าวดีสำหรับพี่น้องชาวนา และเห็นว่ารัฐบาลให้ความใส่ใจและห่วงใยเกษตรกรอย่างแท้จริง


นายวิทยากรกล่าวย้ำว่า แม้สถานการณ์ตะวันออกกลางจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกและต้นทุนการผลิตหลายด้าน แต่กรมการค้าภายในได้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และใช้ทุกมาตรการที่มีเพื่อบรรเทาผลกระทบให้เกษตรกรไทย โดยเฉพาะพี่น้องชาวนา พร้อมยืนยันว่ากระทรวงพาณิชย์ไม่นิ่งนอนใจ และจะเดินหน้าดูแลเสถียรภาพราคาสินค้าเกษตรและรายได้เกษตรกรอย่างต่อเนื่อง.

พาณิชย์เพชรบุรีเปิดงานใหญ่ ดัน Soft Power อาหาร-วัฒนธรรม ชวนเที่ยว “เทศกาลอาหารชะอำ – เพชรบุรี” ครั้งที่ 4 วันที่ 2-5 เม.ย.นี้

 พาณิชย์เพชรบุรีเปิดงานใหญ่ ดัน Soft Power อาหาร-วัฒนธรรม ชวนเที่ยว “เทศกาลอาหารชะอำ – เพชรบุรี” ครั้งที่ 4 วันที่ 2-5 เม.ย.นี้




เพชรบุรี – จังหวัดเพชรบุรี เตรียมจัดงาน “เทศกาลอาหารชะอำ – เพชรบุรี Soft Power And Food Festival ครั้งที่ 4” ระหว่างวันที่ 2-5 เมษายน 2569 ณ จุดชมวิวชายหาดชะอำ อำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรี เดินหน้าขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากผ่านอัตลักษณ์อาหาร ศิลปะ และวัฒนธรรมท้องถิ่น คาดดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติ

เมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2569 เวลา 09.00-12.00 น. ณ โรงแรมลองบีช ชะอำ อำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรี สำนักงานพาณิชย์จังหวัดเพชรบุรี ร่วมกับหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชน จัดแถลงข่าวการจัดงานดังกล่าว โดยมี นางวันเพ็ญ มังศรี รองผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบุรี เป็นประธาน


นางสาวจินตะณา ปิ่นสุภา พาณิชย์จังหวัดเพชรบุรี กล่าวว่า จังหวัดเพชรบุรีเป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพโดดเด่น ทั้งด้านอาหาร ศิลปะ วัฒนธรรม และการท่องเที่ยว โดยเฉพาะอาหารที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว จนได้รับการยอมรับให้เป็นเครือข่ายเมืองสร้างสรรค์ด้านอาหารของ UNESCO และได้รับการขนานนามว่าเป็น “เมือง 3 รส” จากวัตถุดิบคุณภาพ ได้แก่ รสเปรี้ยวจากมะนาวแป้นเพชรบุรี รสหวานจากน้ำตาลโตนดเมืองเพชรซึ่งมีค่า GI ต่ำ และรสเค็มจากเกลือทะเลบ้านแหลม ซึ่งเป็นแหล่งผลิตเกลือสมุทรขนาดใหญ่ของประเทศ


นอกจากนี้ จังหวัดเพชรบุรียังมีสินค้าเด่นที่ได้รับการขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) อาทิ ชมพู่เพชรพันธุ์เพชรสายรุ้ง มะนาวเพชรบุรี น้ำตาลโตนดเมืองเพชร ขนมหม้อแกงเมืองเพชร และกล้วยหอมทองเพชรบุรี สะท้อนถึงภูมิปัญญาและอัตลักษณ์ท้องถิ่นอย่างชัดเจน




ทั้งนี้ เพชรบุรียังขึ้นชื่อว่าเป็นเมืองขนมหวาน มีงานศิลปะช่าง 10 หมู่ที่สร้างชื่อเสียงระดับประเทศ รวมถึงมรดกทางวัฒนธรรม เช่น ละครชาตรี การเชิดหนังใหญ่ และงานหัตถศิลป์พื้นถิ่นที่สืบทอดมายาวนานตั้งแต่สมัยอยุธยา

อีกทั้งยังมีแหล่งท่องเที่ยวสำคัญที่สะท้อนเอกลักษณ์ของพื้นที่ ทั้ง “เมือง 3 ทะเล” ได้แก่ ทะเลหมอกเขาพะเนินทุ่ง ทะเลโคลนป่าชายเลน และทะเลชายหาดชะอำ-เจ้าสำราญ รวมถึง “เมือง 3 วัง” ประกอบด้วย พระนครคีรี พระรามราชนิเวศน์ และพระราชนิเวศน์มฤคทายวัน ตลอดจนผืนป่าแก่งกระจาน ซึ่งได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกด้านความหลากหลายทางชีวภาพ


สำหรับการจัดงาน “เทศกาลอาหารชะอำ – เพชรบุรี Soft Power And Food Festival ครั้งที่ 4” ในครั้งนี้ ได้รวบรวมอาหารเด่น เมนูดังของจังหวัดมาจัดแสดงและจำหน่ายกว่า 60 บูธ พร้อมกิจกรรมหลากหลาย อาทิ การสาธิตการทำอาหาร การสาธิตงานศิลปะ และกิจกรรมส่งเสริมการเรียนรู้สำหรับนักท่องเที่ยวและประชาชนทั่วไป


พาณิชย์จังหวัดเพชรบุรี กล่าวเชิญชวนประชาชนและนักท่องเที่ยวร่วมสัมผัสเสน่ห์ของอาหารและวัฒนธรรมท้องถิ่น ในงาน “เทศกาลอาหารชะอำ – เพชรบุรี Soft Power And Food Festival ครั้งที่ 4” ระหว่างวันที่ 2-5 เมษายน 2569 ณ จุดชมวิวชายหาดชะอำ อำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรี


จังหวัดเพชรบุรี 

โดย สำนักพาณิชย์จังหวัดเพชรบุรี


เครือข่ายผู้ใช้บุหรี่ไฟฟ้าเรียกร้องรัฐบาลใหม่ทบทวนนโยบาย ชี้ข้อมูลรัฐยืนยันชัด แบน 10 ปี แต่ผู้ใช้เพิ่มกว่า 11 เท่า

 เครือข่ายผู้ใช้บุหรี่ไฟฟ้าเรียกร้องรัฐบาลใหม่ทบทวนนโยบาย  ชี้ข้อมูลรัฐยืนยันชัด แบน 10 ปี แต่ผู้ใช้เพิ่มกว่า 11 เท่า

เครือข่ายผู้ใช้บุหรี่ไฟฟ้า เผยแพร่ข้อเรียกร้องถึงรัฐบาลใหม่ ให้เร่งทบทวนนโยบาย “แบนบุหรี่ไฟฟ้า” ของประเทศไทย หลังข้อมูลทางการจากหน่วยงานรัฐสะท้อนชัดว่า นโยบายดังกล่าวไม่สามารถลดการใช้ได้จริง ตรงกันข้าม จำนวนผู้ใช้กลับเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด ภายใต้การแบนที่ดำเนินมายาวนานกว่า 10 ปี

ข้อมูลจาก สำนักงานสถิติแห่งชาติ ระบุว่า จำนวนผู้ใช้บุหรี่ไฟฟ้าในประเทศไทยเพิ่มจาก 78,742 คนในปี 2021 เป็น ประมาณ 900,000 คนในปี 2024 หรือเพิ่มขึ้นมากกว่า 11 เท่า ภายในเวลาเพียง 3 ปี แม้บุหรี่ไฟฟ้ายังคงเป็นสินค้าผิดกฎหมายตลอดช่วงเวลาดังกล่าว เครือข่ายผู้ใช้บุหรี่ไฟฟ้า ระบุว่า ตัวเลขดังกล่าวเป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ที่ยากจะปฏิเสธว่า นโยบายแบนแบบเบ็ดเสร็จไม่บรรลุเป้าหมายในการควบคุมการใช้ แต่กลับผลักกิจกรรมทั้งหมดออกไปอยู่นอกระบบการกำกับดูแลของรัฐ

นายอาสา ศาลิคุปต ตัวแทนเครือข่ายผู้ใช้บุหรี่ไฟฟ้าและอดีตคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษากฎหมายและมาตรการควบคุมกำกับบุหรี่ไฟฟ้าในประเทศไทย เผยภายหลังมีรายงานข่าวว่านายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทยเตรียมเสนอรายชื่อ "ครม.อนุทิน2" ขึ้นทูลเกล้าฯ

หากนโยบายแบนได้ผลจริง จำนวนผู้ใช้ควรลดลง ไม่ใช่เพิ่มขึ้นเป็นหลักแสนภายใต้การบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มข้น และปัจจุบันเชื่อว่าตัวเลขผู้ใช้น่าจะมีกว่า 2 ล้านคนทั่วประเทศ” 

เครือข่ายฯ ชี้ว่า การเติบโตของผู้ใช้ภายใต้การแบน สะท้อนว่าความต้องการของผู้บริโภคยังคงมีอยู่ แต่รัฐไม่มีเครื่องมือในการกำกับควบคุม ไม่ว่าจะเป็นการควบคุมคุณภาพสินค้า การจำกัดอายุผู้ซื้อ หรือการให้ข้อมูลที่ถูกต้องด้านสุขภาพ แตกต่างจากสินค้าควบคุมอื่น เช่น บุหรี่และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ที่อยู่ภายใต้ระบบกฎหมายชัดเจน

นอกจากนี้ การปล่อยให้ตลาดบุหรี่ไฟฟ้าดำเนินอยู่ในระบบผิดกฎหมาย ยังเพิ่มความเสี่ยงด้านสาธารณสุข เนื่องจากรัฐไม่สามารถตรวจสอบแหล่งที่มา มาตรฐานผลิตภัณฑ์ หรือป้องกันการเข้าถึงของเยาวชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ขณะเดียวกัน การปราบปรามอย่างต่อเนื่องในช่วง 1–2 ปีที่ผ่านมา แม้จะมีการจับกุมและยึดของกลางจำนวนมาก แต่ยังไม่ปรากฏหลักฐานว่าช่วยลดจำนวนผู้ใช้ลงได้จริง

เมื่อทุกอย่างถูกผลักให้เป็นของผิดกฎหมาย รัฐเหลือเพียงมาตรการปราบปราม ล่าสุดในการแถลงข่าวของกรมศุลกากรบอกว่ามีบุหรี่ไฟฟ้าลักลอบเข้ามาจำหน่ายทุกวันจนจับไม่ไหว และแม้กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมจะปิดกั้นเว็บไซต์ขายบุหรี่ไฟฟ้ามากถึง 4 หมื่นเว็บไซต์ ในช่วง 5 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2569 แต่ก็ไม่ได้ผลมากนัก เป็นเพียงการสร้างภาระให้เจ้าหน้าที่ และยังไม่มีกลไกคุ้มครองผู้บริโภคหรือดูแลความปลอดภัยของสังคมอื่นใดเลย” ตัวแทนเครือข่ายฯ กล่าว

นายอาสา ย้ำว่า การเรียกร้องให้ทบทวนนโยบาย ไม่ได้หมายถึงการส่งเสริมหรือสนับสนุนการใช้บุหรี่ไฟฟ้า แต่เป็นการขอให้รัฐบาลใช้ข้อมูลและข้อเท็จจริงเป็นฐานในการออกแบบนโยบายที่มีประสิทธิภาพมากกว่าเดิม โดยเฉพาะการดึงกิจกรรมที่เกิดขึ้นจริงเข้าสู่ระบบกำกับดูแลของรัฐ เพื่อลดผลกระทบเชิงลบต่อสังคมและสาธารณสุข

“ตัวเลขผู้ใช้ที่เพิ่มขึ้นกว่า 11 เท่า ภายใต้การแบน คือสัญญาณเตือนเชิงนโยบายที่รัฐบาลใหม่ไม่ควรมองข้าม ซึ่งในสมัยของรัฐบาลชุดที่แล้ว กมธ. วิสามัญฯ ของสภาผู้แทนฯ ได้ศึกษาผลกระทบของการแบนบุหรี่ไฟฟ้าอย่างรอบด้านพร้อมเสนอแนวทางแก้ปัญหา 3 ทาง โดยแนวทางที่ได้รับความเห็นชอบมากที่สุดคือการทำให้บุหรี่ไฟฟ้าทุกประเภทเป็นสินค้าถูกกฎหมาย และควบคุมอย่างเข้มงวด” นายอาสา ระบุ

ทั้งนี้ ประเด็นข้อเรียกร้องของเครือข่ายผู้ใช้บุหรี่ไฟฟ้ายังสอดคล้องกับแนวทางการสร้างกำแพงความมั่นคงของพรรคภูมิใจไทย ที่เน้นการดำเนินนโยบายเชิงปฏิบัติจริง มากกว่าการกล่าวอ้าง ภายใต้สโลแกน “พูดแล้วทำพลัส” ที่มุ่งปกป้องคนไทยจากภัยคุกคามที่ไม่ได้มีเพียงสงครามเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการลักลอบนำเข้าสินค้าผิดกฎหมายที่ไม่มีคุณภาพ เป็นอันตรายต่อทั้งสุขภาพ และเศรษฐกิจประเทศด้วย

วันอังคารที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2569

ปรมาณูเพื่อสันติ กระทรวง อว. เดินหน้าพัฒนา “นิติวิทยาศาสตร์นิวเคลียร์” ยกระดับการสืบสวนเหตุทางรังสี เสริมความมั่นคงปลอดภัยของประเทศ

 ปรมาณูเพื่อสันติ กระทรวง อว. เดินหน้าพัฒนา “นิติวิทยาศาสตร์นิวเคลียร์” ยกระดับการสืบสวนเหตุทางรังสี เสริมความมั่นคงปลอดภัยของประเทศ

24 มีนาคม 2569 นายแพทย์รุ่งเรือง กิจผาติ อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์บริการ และรักษาราชการแทนเลขาธิการสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ (ปส.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ให้เกียรติเป็นประธานเปิดการสัมมนาเชิงปฏิบัติการ “นิติวิทยาศาสตร์นิวเคลียร์กับการสืบสวนสถานที่เกิดเหตุทางรังสี” ระหว่างวันที่ 24 – 26 มีนาคม 2569 ณ ห้องประชุมแอลฟา ชั้น 4 อาคาร 60 ปี ปส. เพื่อพัฒนาศักยภาพบุคลากรและยกระดับความเชื่อมั่นด้านความมั่นคงปลอดภัยทางนิวเคลียร์ของประเทศ

นายแพทย์รุ่งเรือง เปิดเผยว่า นิติวิทยาศาสตร์นิวเคลียร์ เป็นกระบวนการสำคัญเพื่อใช้ระบุแหล่งที่มาและผู้กระทำผิดได้อย่างแม่นยำ โดยการวิเคราะห์หา “ลายนิ้วมือ” หรือ “เอกลักษณ์ยืนยัน” ของวัสดุ ทั้งในด้านคุณสมบัติทางกายภาพ เคมี และองค์ประกอบไอโซโทป ซึ่งข้อมูลเหล่านี้ไม่เพียงช่วยให้ทราบชนิด แหล่งกำเนิด และประวัติการผลิตของวัสดุเท่านั้น แต่ยังเป็นหลักฐานสำคัญในกระบวนการยุติธรรมเพื่อดำเนินคดีกับผู้ลักลอบกระทำการที่ผิดกฎหมาย ได้อย่างมีประสิทธิภาพ 

การสัมมนาประกอบด้วยการบรรยาย การฝึกปฏิบัติบนโต๊ะ (Tabletop exercise)  และตามสถานการณ์จำลอง(Field Exercise) เพื่อให้ผู้เข้าร่วมสัมมนาได้ระดมความคิดเห็นเพื่อทบทวนแนวทางปฏิบัติด้านนิติวิทยาศาสตร์นิวเคลียร์ที่เป็นมาตรฐาน (Standard Operating Procedures: SOP) ให้สามารถบูรณาการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการใช้กระบวนการนิติวิทยาศาสตร์นิวเคลียร์เพื่อสนับสนุนการสืบสวนสอบสวนตามกระบวนการยุติธรรมได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีผู้เข้าร่วมประมาณ 35 คน จากหน่วยงานด้านความมั่นคงและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ หน่วยงานวิทยาศาสตร์และสรรพวุธของกองทัพทหาร สำนักงานพิสูจน์หลักฐานตำรวจ สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ กรมศุลกากร สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) และกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ซึ่งการสัมมนาครั้งนี้จัดขึ้นภายใต้บริบทของสถานการณ์ความมั่นคงในปัจจุบันที่มีความท้าทายและซับซ้อนมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งภัยคุกคามจากการใช้วัสดุนิวเคลียร์และวัสดุกัมมันตรังสีในทางที่ผิด ซึ่งรวมถึงการลักลอบขนย้ายวัสดุดังกล่าวข้ามพรมแดน เพื่อนำไปใช้ในการก่อการร้าย ก่อวินาศกรรม ตลอดจนการผันแปรเป็นอาวุธนิวเคลียร์ ล้วนเป็นประเด็นที่ประชาคมโลกให้ความสำคัญอย่างยิ่ง


นายแพทย์รุ่งเรือง กล่าวทิ้งท้ายว่า การสัมมนาเชิงปฏิบัติการครั้งนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการยกระดับมาตรฐานการปฏิบัติงาน สร้างแนวทางปฏิบัติที่เป็นมาตรฐาน (Standard Operating Procedures: SOP) พัฒนาศักยภาพบุคลากรให้มีความรู้ ความชำนาญ และสามารถบูรณาการการทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ ตลอดจนเสริมสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ประเทศของเรามีความพร้อมในการรับมือกับสถานการณ์วิกฤตได้อย่างทันท่วงทีต่อสถานการณ์ภัยคุกคามตามบริบทโลกที่มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา

“พาณิชย์” ผนึก “ยุติธรรม”แถลงผลการตรวจค้นและปราบปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญามุ่งปกป้องผู้บริโภค ดูแลผู้ค้าถูกกฎหมาย และยกระดับมาตรฐานไทยสู่สากล

 “พาณิชย์” ผนึก “ยุติธรรม”แถลงผลการตรวจค้นและปราบปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญามุ่งปกป้องผู้บริโภค ดูแลผู้ค้าถูกกฎหมาย และยกระดับมาตรฐานไทยสู่สากล

 









เมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2569 ณ กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯแจ้งวัฒนะ นายวุฒิไกร ลีวีระพันธุ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ พร้อมด้วย พลตำรวจโท รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ร่วมแถลงผลการตรวจค้นและปราบปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาโดยเป็นผลจากการยกระดับมาตรการปราบปรามเชิงรุก เพื่อกวาดล้างสินค้าละเมิดฯ และตัดวงจรเครือข่ายการกระทำผิด ตอกย้ำเจตนารมณ์ของรัฐบาลไทยในการจัดการปัญหาการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาอย่างจริงจัง

 




นายวุฒิไกร ลีวีระพันธุ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า รัฐบาลมีความมุ่งมั่นตั้งใจอย่างหนักแน่นในการส่งเสริมและปกป้องคุ้มครองสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญา ด้วยประเด็นทรัพย์สินทางปัญญามีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการพัฒนาระบบเศรษฐกิจของประเทศ ซึ่งมีความเกี่ยวข้องเชื่อมโยงกับภาพลักษณ์ความเชื่อมั่นของนักลงทุนทั้งชาวไทยและต่างชาติ ตลอดจนการเจรจาการค้าของไทยในเวทีเศรษฐกิจโลกโดยที่ผ่านมา กระทรวงพาณิชย์ได้บูรณาการความร่วมมือกับกระทรวงยุติธรรม และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการปราบปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาอย่างใกล้ชิด ทั้งในเชิงป้องกัน ปราบปราม และขยายผลไปยังเครือข่ายการกระทำผิดอย่างเป็นระบบ ส่งผลให้การดำเนินงานเป็นไปอย่างรวดเร็ว ตรงเป้าหมาย และมีประสิทธิผลในเชิงป้องปรามยิ่งขึ้น โดยมุ่งเน้นการจัดการกับแหล่งต้นตอของสินค้าละเมิดฯ และผู้กระทำความผิดรายใหญ่ ควบคู่กับการสร้างการมีส่วนร่วมของภาคเอกชน เจ้าของสิทธิ และผู้ประกอบการ เพื่อให้การแก้ไขปัญหาเป็นไปอย่างต่อเนื่องและเข้าถึงต้นเหตุได้อย่างแท้จริง

 





ล่าสุด ในการปราบปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาในพื้นที่กรุงเทพมหานคร โดยความร่วมมือระหว่างกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) และกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ เมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2569 สามารถจับกุมผู้กระทำผิดและตรวจยึดสินค้าละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาได้กว่า 48,000 รายการ ซึ่งเป็นสินค้าปลอมเครื่องหมายการค้าแบรนด์ดัง อาทิ Louis Vuitton, Dior, Chanel, Celine, Versace, Gucci, Hermes, Loewe และ Prada เป็นต้น ส่วนใหญ่เป็นสินค้าประเภทรองเท้า (26,620 รายการ) เสื้อผ้า (17,777 รายการ) กระเป๋า (2,464 รายการ) รวมมูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจกว่า 500 ล้านบาท ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างดำเนินคดีตามกฎหมาย และเตรียมขยายผลไปสู่การจับกุมแหล่งผลิต แหล่งกระจายสินค้า รวมถึงเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง เพื่อปิดช่องทางการกระทำผิดและดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิดอย่างถึงที่สุด

 

ทั้งนี้ ผลการปราบปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาในภาพรวมปี 2568 กรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ ร่วมกับ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) และกรมศุลกากร สามารถจับกุมผู้กระทำความผิดทั่วประเทศ 1,180 คดี ยึดของกลางได้กว่า 3.5 ล้านชิ้น คิดเป็นมูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจ 1,175 ล้านบาท โดยเมื่อเทียบกับปี 2567 พบว่าจำนวนของกลางมีปริมาณเพิ่มขึ้นร้อยละ 24 และ

ความเสียหายเพิ่มขึ้นร้อยละ 64 ขณะที่ในช่วง 2 เดือนแรกของปี 2569 ทั้ง 4 หน่วยงานได้ยกระดับมาตรการปราบปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาเชิงรุกอย่างต่อเนื่อง สามารถจับกุมคดีละเมิดฯ รวม 118 คดี

ยึดของกลางรวม 390,000 ชิ้น คิดเป็นมูลค่าความเสียหายรวม 92 ล้านบาท

 









ปลัดกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า การบูรณาการความร่วมมือระหว่างกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงยุติธรรม และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ถือเป็นกลไกสำคัญในการวางรากฐานการปราบปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาในระยะยาว โดยมุ่งเน้นการปกป้องผู้บริโภคจากสินค้าที่ไม่ได้มาตรฐาน การคุ้มครองดูแลเจ้าของสิทธิและผู้ประกอบการที่ดำเนินธุรกิจอย่างถูกกฎหมาย รวมทั้งสร้างสภาพแวดล้อมทางการค้าที่โปร่งใส เป็นธรรม โดยทุกหน่วยงานจะเดินหน้าทำงานเชิงรุกอย่างต่อเนื่อง พร้อมเร่งประสานความร่วมมือกับหน่วยงานทั้งในและต่างประเทศ เพื่อกวาดล้างและตัดวงจรการกระทำผิด โดยเฉพาะผู้กระทำความผิดรายใหญ่และเครือข่ายข้ามชาติ ควบคู่กับการประสานความร่วมมือกับแพลตฟอร์มออนไลน์ในการระงับการจำหน่ายสินค้าละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาในตลาดดิจิทัล นอกจากนี้ ยังให้ความสำคัญกับการสร้างความตระหนักรู้แก่ผู้ประกอบการและประชาชน เพื่อปลูกจิตสำนึกในการเคารพสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญา สร้างแรงจูงใจ

ในการเลือกใช้สินค้าที่ถูกกฎหมาย และไม่สนับสนุนสินค้าละเมิดในทุกรูปแบบในระยะยาว

 

การละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาถือเป็นภัยคุกคามความมั่นคงทางเศรษฐกิจ และส่งผลกระทบโดยตรงต่อผู้ผลิตและผู้บริโภค ตลอดจนทำลายความสามารถในการแข่งขันของประเทศเป็นอย่างมาก โดยที่ผ่านมาประเทศไทยยังคงถูกจับตามองจากประเทศคู่ค้าสำคัญ โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกา ที่หยิบยกประเด็นการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญามาเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญในการดำเนินนโยบายด้านการค้า ทั้งนี้ ตามรายงาน Notorious Markets ประจำปี 2568 ของสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) แม้ไม่ปรากฏรายชื่อตลาดออนไลน์ของไทย แต่ยังคงระบุรายชื่อศูนย์การค้าในกรุงเทพมหานครอยู่ในกลุ่มตลาดที่มีการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาสูง อย่างไรก็ดี ในรายงานดังกล่าว USTR ได้สะท้อนถึงความก้าวหน้าในการปราบปรามการละเมิดฯ ของไทย โดยเฉพาะการบูรณาการความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน ในการยกระดับมาตรการบังคับใช้กฎหมายและกดดันผู้กระทำละเมิดอย่างเข้มงวดต่อเนื่อง ซึ่งเป็นสัญญาณสำคัญต่อการประเมินสถานะการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาของไทยในระยะต่อไป

 





นายวุฒิไกรฯ ย้ำว่า รัฐบาลมีเป้าหมายชัดเจนในการยกระดับประเทศไทยให้เป็นประเทศที่มีระบบคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาที่เข้มแข็ง สอดรับกับมาตรฐานสากล และเป็นหมุดหมายของการค้าการลงทุนที่ให้ความสำคัญกับความคิดสร้างสรรค์ นวัตกรรม ทรัพย์สินทางปัญญา และเคารพกฎกติกาทางการค้าที่เป็นธรรม ทั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์ขอขอบคุณกระทรวงยุติธรรม หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และภาคเอกชน ที่ร่วมกันขับเคลื่อนการแก้ปัญหาการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาอย่างจริงจัง พร้อมเชิญชวนประชาชนร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการไม่ซื้อ ไม่ใช้ และไม่สนับสนุนสินค้าละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา เพื่อร่วมสร้างระบบนิเวศทรัพย์สินทางปัญญาที่เอื้อต่อการค้าการลงทุน และขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืนต่อไป

 

--------------------------

พาณิชย์ เร่งช่วยชาวนารับมือผลกระทบวิกฤตตะวันออกกลาง เดินหน้าโครงการดูดซับข้าวนาปรัง 1 ล้านตัน- ตลาดนัดข้าวเปลือกราคานำตลาด ลดต้นทุนปุ๋ย–ประสานพน.จัดสรรน้ำมันดีเซลช่วยชาวนา

  พาณิชย์ เร่งช่วยชาวนารับมือผลกระทบวิกฤตตะวันออกกลาง เดินหน้าโครงการดูดซับข้าวนาปรัง 1 ล้านตัน- ตลาดนัดข้าวเปลือกราคานำตลาด ลดต้นทุนปุ๋ย–ปร...