วันจันทร์ที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569

เชิญชมนิทรรศการมหกรรมศิลปะ “กิจกรรมวาดเขียนปัตตานี (Lukis Pattani 2026)” บอกเล่าเรื่องราวของปัตตานีสู่สายตาโลก วันนี้ – 29 มีนาคม นี้

 เชิญชมนิทรรศการมหกรรมศิลปะ “กิจกรรมวาดเขียนปัตตานี (Lukis Pattani 2026)”  บอกเล่าเรื่องราวของปัตตานีสู่สายตาโลก วันนี้ – 29 มีนาคม นี้

นางพาตีเมาะ สะดียามู ผู้ว่าราชการจังหวัดปัตตานี ให้เกียรติเป็นประธานเปิดงาน นิทรรศการมหกรรมศิลปะปัตตานี “วาดเขียนปัตตานี 2569 (Pattani Art Fest: Lukis Pattani 2026)” จัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่  ระหว่างวันนี้จนถึง 29 มีนาคมนี้ จัดโดย จังหวัดปัตตานี โดยสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดปัตตานี และภาคีเครือข่ายฯ  โดยในงานยังได้รับเกียรติจาก ดร.สุชาติ วงษ์ทอง ศิลปินแห่งชาติสาขาทัศนศิลป์ (สีน้ำ) และ ดร.นิพนธ์ นิกาจิ ศิลปินอาวุโสและจิตรกรสีน้ำระดับนานาชาติที่มีบทบาทสำคัญในพื้นที่ภาคใต้ โดยเฉพาะจังหวัดปัตตานี พร้อมด้วยศิลปินในพื้นที่ ศิลปินในประเทศ และระดับนานาชาติ ที่มาร่วมสร้างพื้นที่แห่งการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ด้านศิลปวัฒนธรรมอย่างคึกคัก เพื่อร่วมสนับสนุนการขับเคลื่อนงานศิลป์ครั้งสำคัญนี้สะท้อนพลังความร่วมมือของภาคีวัฒนธรรมในจังหวัดปัตตานีและภูมิภาคชายแดนใต้ โดยได้จัดพิธีเปิดงานอย่างเป็นทางการ ณ หอศิลป์ภาคใต้ สถาบันวัฒนธรรมศึกษากัลยาณิวัฒนา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี



สำหรับการจัดงาน นิทรรศการมหกรรมศิลปะปัตตานี “วาดเขียนปัตตานี 2569 (Pattani Art Fest: Lukis Pattani 2026)”  เป็นโครงการส่งเสริมมรดกทางวัฒนธรรมเพื่อการอนุรักษ์ และการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ในสังคมพหุวัฒนธรรมภายใต้โครงการสำคัญ โครงการพัฒนาและยกระดับการท่องเที่ยวทุกด้านด้วยเศรษฐกิจสร้างสรรค์ จัดขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อส่งเสริมให้ศิลปินร่วมสมัยในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้ ตลอดจนศิลปินร่วมสมัยที่มีชื่อเสียงจากที่ต่างๆ มาร่วมสร้างสรรค์ผลงานศิลปะผ่านภาพวาด ในการสะท้อนเรื่องราวของเมืองปัตตานี ผ่านมิติมุมมองในด้านประวัติศาสตร์ วิถีชีวิต แหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติ เพื่อให้ประชาชนทั่วไป ตลอดจนเด็กและเยาวชนทั้งในพื้นที่และนอกพื้นที่ได้มีส่วนร่วมในการเรียนรู้ถึงเรื่องราวในมิติต่างๆ ของจังหวัดปัตตานีมากยิ่งขึ้น


ภายในพิธีเปิดงานไม่ได้มีเพียงการจัดแสดงผลงานศิลปะจากศิลปินชายแดนใต้เท่านั้น แต่ยังเต็มไปด้วยเวทีเสวนา “Pattani Art Talk: สืบศิลป์ สานพัฒนา” ที่เปิดมุมมองใหม่ทางความคิด การแสดงศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่นที่งดงาม และบรรยากาศแห่งความภาคภูมิใจที่สะท้อนตัวตนของพื้นที่ผ่านเส้น สี และเรื่องราว




โดยผู้ที่สนใจสามารถเข้าร่วมกิจกรรมต่อเนื่อง โดยกำหนดจัดให้มีการนำผลงานของศิลปินที่เข้าร่วมกิจกรรมฯ รวมไปถึงผลงานต่างๆ จากกิจกรรมที่จัดไปแล้ว มาจัดแสดงตั้งแต่วันที่ 14 - 28 กุมภาพันธ์ 2569 ณ หอศิลปวัฒนธรรมภาคใต้ สถาบันวัฒนธรรมศึกษากลัยาณิวัฒนา มหาวิทยาลัย สงขลานครินทร์และยังสามารถรับชมการแสดงผลงานสัญจร ต่อได้ทื่สภากาแฟพรีเมียม ถนนปัตตานีภิรมย์ อำเภอเมืองปัตตานี จังหวัดปัตตานี ระหว่างวันที่ 1 - 15 มีนาคม 2569 และ หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร ระหว่างวันที่ 24 - 29 มีนาคม 2569 

นี่ไม่ใช่แค่งานศิลปะ แต่คือพลังสร้างสรรค์ที่กำลังบอกเล่าเรื่องราวของปัตตานีสู่สายตาโลก มางานเดียว…ได้ครบทั้งศิลปะ ความสุข และเรื่องราวของปัตตานี  แล้วคุณจะหลงรักเมืองนี้มากกว่าที่คิด 

#ArtWorkshopPattani

#ศิลปะปัตตานี

#PattaniArtFest

#LukisPattani2026

#ArtThailand

#SouthThailandArt

#CreativePattani

#หอศิลป์ภาคใต้

#วาดเขียนปัตตานี2569

#สายอาร์ตห้ามพลาด


ปรมาณูเพื่อสันติ ผนึก IAEA ยกระดับไทยเป็น "Hub ความปลอดภัยรังสีทางการแพทย์ " แห่งเอเชีย คุมเข้มความปลอดภัยการใช้วัสดุกัมมันตรังสี-เครื่องกำเนิดรังสีทางการแพทย์ เพื่อความปลอดภัยสูงสุดต่อประชาชน

 ปรมาณูเพื่อสันติ ผนึก IAEA ยกระดับไทยเป็น "Hub ความปลอดภัยรังสีทางการแพทย์ " แห่งเอเชีย  คุมเข้มความปลอดภัยการใช้วัสดุกัมมันตรังสี-เครื่องกำเนิดรังสีทางการแพทย์ เพื่อความปลอดภัยสูงสุดต่อประชาชน

นายแพทย์รุ่งเรือง กิจผาติ อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์บริการ และรักษาราชการแทนเลขาธิการสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ (ปส.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ให้เกียรติเป็นประธานเปิดการฝึกอบรมระดับภูมิภาคครั้งสำคัญร่วมกับทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (IAEA) เพื่อวางรากฐานการกำกับดูแลรังสีและนิวเคลียร์ในทางการแพทย์ให้ “ปลอดภัยสูงสุด” สร้างเกราะคุ้มกันความปลอดภัยให้แก่คนไข้ ผู้ปฏิบัติงาน และประชาชนทุกคน ตลอดจนพัฒนาศักยภาพบุคลากรด้านการกำกับดูแลความปลอดภัยและความมั่นคงปลอดภัยทางนิวเคลียร์และรังสีทางการแพทย์ในระดับภูมิภาค

ในการนี้ ปส. กระทรวง อว. ร่วมกับ IAEA จัดการฝึกอบรมหลักสูตร Regional Training Course on the Authorization and Inspection of Radiation Safety and Nuclear Security for Medical Practices ระหว่างวันที่ 16 – 27 กุมภาพันธ์ 2569 ณ ห้องประชุมใหญ่ ชั้น 2 อาคาร 1 ปส. เพื่อตอบโจทย์ภารกิจสำคัญด้านการกำกับดูแลการใช้วัสดุกัมมันตรังสีและเครื่องกำเนิดรังสีทางการแพทย์ ให้เป็นไปตามมาตรฐานสากล มีความปลอดภัยทั้งต่อผู้ป่วย เจ้าหน้าที่ ประชาชน และสิ่งแวดล้อม รวมถึงเป็นเวทีในการเสริมสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างประเทศในภูมิภาคเอเชีย พร้อมทั้งแสดงให้เห็นถึงบทบาทนำของไทยในการใช้เทคโนโลยีนิวเคลียร์ในทางการแพทย์ และความเข้มแข็งเชิงวิชาการและโครงสร้างพื้นฐานด้านมาตรวิทยารังสีสนับสนุนการเป็นศูนย์กลางทางการแพทย์และสาธารณสุขในภูมิภาค โดยมีผู้เข้าร่วมจำนวน 24 คน ประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญจาก IAEA ผู้แทนจากประเทศสมาชิกในภูมิภาคเอเชีย ข้าราชการและเจ้าหน้าที่ ปส. รวมถึงผู้แทนจากกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์



การฝึกอบรม มุ่งเน้นการเสริมสร้างความรู้ ความเข้าใจ และทักษะที่จำเป็นด้านการอนุญาต การตรวจสอบ และการบังคับใช้กฎระเบียบในการใช้รังสีทางการแพทย์ โดยเน้นการนำมาตรฐานความปลอดภัยและแนวทางด้านความมั่นคงปลอดภัยของ IAEA ไปประยุกต์ใช้ในการปฏิบัติงานจริง รวมถึงการทบทวนและประเมินผลกระบวนการกำกับดูแลอย่างเป็นระบบ ผ่านการบรรยาย การทำแบบฝึกปฏิบัติ การนำเสนอกรณีศึกษา และการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ระดับประเทศ โดยเน้นแนวทางการกำกับดูแลตามกระบวนการ นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรมศึกษาดูงานสถานประกอบการด้านรังสีรักษาของไทย เพื่อให้ผู้เข้าร่วมได้เรียนรู้การอนุญาตและการตรวจสอบสถานประกอบการจริง ตลอดจนการอภิปรายและวิเคราะห์ข้อมูลการใช้รังสีทางการแพทย์ในสถานการณ์จริง


DMT ลุยแจกชุดตรวจสารเสพติด

 DMT ลุยแจกชุดตรวจสารเสพติด

 




ดร.ศักดิ์ดา พรรณไวย บิ๊กบอส DMT เดินหน้าต่อเนื่องอีกปีกับโครงการ “Tollway Healthy Way – ยกระดับสุขภาพที่ดีของสังคม” แจกชุดตรวจสารเสพติดเบื้องต้นกว่า 2,000 ชุด สำหรับตรวจหาสารแอมเฟตามีน เพื่อสนับสนุนแนวทางสาธารณสุขเชิงป้องกัน และสอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของสหประชาชาติ (SDGs) เป้าหมายที่ 3 “สร้างหลักประกันการมีสุขภาวะที่ดี และส่งเสริมการป้องกันยาเสพติดสำหรับทุกคน” หน่วยงานใดต้องการชุดตรวจฯ  ติดต่อขอรับฟรี ได้ที่แผนกสื่อสารองค์กรและกิจกรรมเพื่อสังคม อีเมล corporatecommunication@tollway.co.th หรือสอบถามผ่าน Line Official @donmuangtollway หรือ โทร 1233

วศ.อว. โชว์ศักยภาพเวทีโลก! นำทีมนักวิจัยเสนอผลงาน PACCON 2026

 วศ.อว. โชว์ศักยภาพเวทีโลก! นำทีมนักวิจัยเสนอผลงาน PACCON 2026

      กรมวิทยาศาสตร์บริการ (วศ.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ตอกย้ำบทบาทหน่วยงานวิทยาศาสตร์ของประเทศ นำทีมนักวิจัยเข้าร่วมการประชุมวิชาการระดับนานาชาติ The Pure and Applied Chemistry International Conference 2026 (PACCON 2026) ภายใต้หัวข้อ “The Global Future of Chemistry with AI” ระหว่างวันที่ 12 – 14 กุมภาพันธ์ 2569 ณ ศูนย์แสดงนิทรรศการและการจัดประชุมนานาชาติสมเด็จพระนเรศวรมหาราช จังหวัดพิษณุโลก

     การประชุมฯ ครั้งนี้ จัดโดยสมาคมเคมีแห่งประเทศไทยในพระอุปถัมภ์ของศาสตราจารย์ ดร.สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอเจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒนวรขัตติยราชนารี  ร่วมกับ มหาวิทยาลัยนเรศวร โดยมีนักวิชาการ นักวิจัย และผู้เชี่ยวชาญจากทั้งในและต่างประเทศเข้าร่วมกว่า 1,500 คน เพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และสร้างเครือข่ายความร่วมมือด้านวิทยาศาสตร์เคมีในระดับนานาชาติ

      ดร.กนิษฐ์ ตะปะสา ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านวิเคราะห์ทดสอบ (นักวิทยาศาสตร์ทรงคุณวุฒิ) ผู้อำนวยการสถาบันห้องปฏิบัติการอ้างอิงแห่งชาติ ผู้แทนกรมวิทยาศาสตร์บริการ  นำคณะนักวิจัยของกรมเข้าร่วมเสนอผลงานทางวิชาการอย่างเข้มข้น สะท้อนศักยภาพงานวิจัยไทยสู่เวทีสากล ประกอบด้วย การนำเสนอแบบปากเปล่า (Oral Presentation) จำนวน 4 เรื่อง การนำเสนอแบบโปสเตอร์ (Poster Presentation) จำนวน 18 เรื่อง และการบรรยายแบบรวดเร็ว (Rapid-fire Talk) จำนวน 1 เรื่อง

ภายในงานประกอบด้วยกิจกรรมสำคัญ อาทิ การบรรยายพิเศษจากผู้เชี่ยวชาญต่างประเทศ การเสวนาวิชาการ และการนำเสนอผลงานวิจัยด้านเคมีและเทคโนโลยีสมัยใหม่ เพื่อกำหนดทิศทางอนาคตของวิทยาศาสตร์เคมีในระดับโลก


       ดร.กนิษฐ์ ตะปะสา กล่าวว่า การเข้าร่วมประชุมวิชาการในครั้งนี้ นับเป็นเวทีสำคัญในการเผยแพร่ผลงานวิจัยของ วศ. สู่สายตานานาชาติ เป็นการสร้างโอกาสและขยายเครือข่ายความร่วมมือทางวิชาการ เพื่อสนับสนุนการพัฒนางานวิจัยและนวัตกรรมด้านเคมีอย่างยั่งยืน นอกจากนี้ตนเองในฐานะกรรมการบริหารสมาคมเคมีแห่งประเทศไทยฯ ยังได้เข้าร่วมการประชุมใหญ่สามัญของสมาคมเคมีแห่งประเทศไทย เพื่อร่วมกำหนดทิศทางการขับเคลื่อนวงการเคมีของประเทศอีกด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปี 2570 สมาคมเคมีแห่งประเทศไทยฯ ได้มอบหมายให้กรมวิทยาศาสตร์บริการ และมหาวิทยาลัยสวนดุสิต ร่วมกันเป็นเจ้าภาพจัดงาน PACCON 2027 ภายใต้ห้วข้อ "Chemical Innovation Longevity and Well-being" ในช่วงวันที่ 11-13 กุมภาพันธ์ 2570 ณ กรุงเทพมหานคร  


      กรมวิทยาศาสตร์บริการ ยังคงมุ่ง มั่นสนับสนุนความร่วมมือด้านการวิจัยทั้งในและต่างประเทศ เพื่อยกระดับโครงสร้างพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ เสริมสร้างความเข้มแข็งของห้องปฏิบัติการ และพัฒนาศักยภาพบุคลากรไทยให้พร้อมแข่งขันในเวทีโลกอย่างต่อเนื่อง


#กรมวิทยาศาสตร์บริการ #กระทรวงการอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์วิจัยและนวัตกรรม #กระทรวงอว #กรมวิทย์ฯบริการ #DSS #MHESI #PACCON2026

วันอาทิตย์ที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569

ม.ภาคฯ จ.ขอนแก่น จัดพิธีประสาทปริญญาบัตร มอบประกาศนียบัตร ประจำปีการศึกษา 2568 มหาวิทยาลัยภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และ วิทยาลัยเทคโนโลยีภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

 ม.ภาคฯ จ.ขอนแก่น จัดพิธีประสาทปริญญาบัตร มอบประกาศนียบัตร ประจำปีการศึกษา 2568 มหาวิทยาลัยภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และ วิทยาลัยเทคโนโลยีภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

เมื่อวันอาทิตย์ที่ 15 กุมภาพันธ์ 2568 มหาวิทยาลัยภาคตะวันออกเฉียงเหนือและวิทยาลัยเทคโนโลยีภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จัดพิธีประสาทปริญญาบัตร มอบประกาศนียบัตร แก่ดุษฎีบัณฑิต มหาบัณฑิต ประกาศนียบัตรบัณฑิตวิชาชีพ บัณฑิต และประกาศนียบัตร ผู้สำเร็จการศึกษา ประจำปีการศึกษา 2568  จำนวนทั้งสิ้น 761 คน โดยมีนายพลากร สุวรรณรัฐ องคมนตรี เป็นประธานในพิธี ณ หอประชุมประภากรคอนเวนชั่นฮอลล์ มหาวิทยาลัยภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จังหวัดขอนแก่น





โดยมหาวิทยาลัยภาคตะวันออกเฉียงเหนือเป็นมหาวิทยาลัยสังกัดกลุ่มที่ 3 กลุ่มพัฒนาชุมชนท้องถิ่นหรือ ชุมชนอื่น ที่ปรับเปลี่ยนหลักสูตรและการเรียนการสอนให้ทันสมัย เสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของ ประเทศด้วยงานวิจัยและนวัตกรรม การผลิตกำลังคนคุณภาพสูง และได้เข้าร่วมโครงการมหาวิทยาลัยสีเขียว ในปีการศึกษา 2568  ซึ่งผลการจัดอันดับเป็นอันดับ 1 ของมหาวิทยาลัยเอกชนในภูมิภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ระดับประเทศไทยอยู่ที่อันดับ 18 จากทั้งหมด 61 มหาวิทยาลัย ระดับโลกอยู่ที่อันดับ 215 จากทั้งหมด 1,745 มหาวิทยาลัย

ผศ.ดร.กนกอร บุญมี อธิการบดีมหาวิทยาลัยภาคตะวันออกเฉียงเหนือ กล่าวรายงาน กิจการของมหามหาวิทยาลัยภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 5 ด้าน ได้แก่ ด้านการส่งเสริมการศึกษา ได้ดำเนินการปรับปรุงหลักสูตร จำนวน 6 หลักสูตร และเปิดหลักสูตรใหม่ จำนวน 4 หลักสูตร ตลอดจนได้มอบทุนการศึกษาประเภทต่างๆ แก่นักศึกษา จำนวนทั้งสิ้น 258 ทุน  ด้านการพัฒนาบุคลากร ได้ส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพบุคลากรผ่านการจัดฝึกอบรมเพื่อเพิ่มพูนความรู้ ความสามารถ และสมรรถนะตามสายวิชาชีพ ควบคู่กับการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อยกระดับประสิทธิภาพการปฏิบัติงานและการให้บริการด้านสารสนเทศด้วยเทคนิคและเทคโนโลยีที่เหมาะสม รวมทั้งสิ้น 156 เรื่อง ด้านการวิจัย ได้สนับสนุนการวิจัยและการพัฒนานวัตกรรมเพื่อแก้ปัญหาให้กับชุมชน ท้องถิ่น และสังคม โดยให้ทุนสนับสนุนการวิจัยรวม หนึ่งล้านหกหมื่นสามพันห้าร้อยยี่สิบเจ็ดบาทถ้วน และได้สนับสนุนทุนการเผยแพร่ผลงานวิจัยระดับชาติและระดับนานาชาติ รวม 50 ผลงาน ด้านการบริการวิชาการแก่สังคม ได้จัดให้บุคลากรและนักศึกษาเข้าร่วมดำเนินกิจกรรมบริการวิชาการและบำเพ็ญประโยชน์แก่ชุมชนและสังคม จำนวน 48 โครงการ พร้อมทั้งได้ร่วมบริจาคโลหิตให้แก่เหล่ากาชาด จังหวัดขอนแก่น มีผู้ร่วมบริจาคทั้งสิ้น 160 ราย ได้รับปริมาณโลหิตรวม 68,000 ซีซี และด้านศิลปวัฒนธรรม ได้ส่งเสริมและสนับสนุน การมีส่วนร่วมของบุคลากรและนักศึกษา ในการดำเนินโครงการด้านการอนุรักษ์สืบสาน และทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรมและประเพณีท้องถิ่น ตามขนบธรรมเนียม “ฮีต 12 คอง 14” อย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้งนำผลงานเพลงลิขสิทธิ์ของมหาวิทยาลัยให้บริการแก่หน่วยงานต่าง ๆ ในจังหวัดขอนแก่น และจัดทำหนังสือคำอรรถาธิบายเรื่อง “โบราณวัตถุและศิลปวัตถุศักดิ์สิทธิ์ 3,300 สิ่ง ของภูมิภาคตะวันออกเฉียงเหนือ”

โอกาสนี้ นายพลากร สุวรรณรัฐ องคมนตรี กล่าวให้โอวาท แสดงความยินดี แก่ผู้สำเร็จการศึกษามหาวิทยาลัยภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และวิทยาลัยเทคโนโลยีภาคตะวันออกเฉียงเหนือว่า ปริญญาบัตรที่บัณฑิตได้รับในวันนี้ มิได้เป็นจุดสิ้นสุดของการศึกษา แต่เป็นจุดเริ่มต้นของการเรียนรู้ในโลกแห่งความเป็นจริง และโลกในปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ความรู้เพียง  อย่างเดียวนั้น อาจจะไม่เพียงพอ สิ่งที่สำคัญคือ การเรียนรู้ตลอดชีวิต กล้าคิด กล้าทำ กล้าปรับตัว และสามารถนำความรู้ที่มีนั้นไปใช้ในการสร้างคุณค่า  ต่อตนเอง สังคม ประเทศชาติ  และขอให้บัณฑิตใช้ความสามารถควบคู่กับความรับผิดชอบเพื่อเป็นพลังสร้างประโยชน์ให้กับผู้อื่น

#dekneu #dekneu69 #dek69 #neu #มอภาค #มหาวิทยาลัยภาคตะวันออกเฉียงเหนือ #ขอนแก่น 

#มหาวิทยาลัยสีเขียวเอกชนในภาคอีสาน   #มหาวิทยาลัยสีเขียว





เปิดโปงขบวนการบุหรี่เถื่อนข้ามชาติ! สหภาพแรงงานยาสูบฯ จี้รัฐล้างบางขบวนการทุนเทาบุหรี่เถื่อน ตัวเลขพุ่งแรง! บุหรี่เถื่อนครองตลาดถึง 1 ใน 4 ของประเทศ

 เปิดโปงขบวนการบุหรี่เถื่อนข้ามชาติ! สหภาพแรงงานยาสูบฯ จี้รัฐล้างบางขบวนการทุนเทาบุหรี่เถื่อน ตัวเลขพุ่งแรง! บุหรี่เถื่อนครองตลาดถึง 1 ใน 4 ของประเทศ

สหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจยาสูบ เผยขบวนการบุหรี่เถื่อนยังระบาดหนัก แม้เจ้าหน้าที่จะไล่ล่าปราบปรามจนเหงื่อตก แต่ตัวเลขการบริโภคบุหรี่เถื่อนพุ่งกระฉูดถึง 25% ของตลาด  เผยขบวนการใช้กลยุทธ์ใหม่ นำเข้าสินค้าผ่านชายแดน แอบเก็บกระจายตามสต็อกลับ รับออร์เดอร์ผ่านออนไลน์ ส่งพัสดุผ่านบริษัทขนส่งของรัฐและบริษัทให้บริการขนส่งของเอกชนถึงหน้าบ้าน เย้ยกฎหมาย ทำรัฐสูญรายได้ปีละ 2.4 หมื่นล้าน

นายสุเทพ ทิมศิลป์ ประธานสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจยาสูบ การยาสูบแห่งประเทศไทย (ยสท.) เปิดเผยตัวเลขจากการสำรวจการบริโภคบุหรี่ผิดกฎหมายในประเทศไทย ไตรมาสที่ 4 ปี 2568 พบว่า ยังมีอัตราการบริโภคบุหรี่ผิดกฎหมายสูงมากถึง 25% ของปริมาณการบริโภคทั้งหมดในประเทศ คิดเป็นจำนวนมหาศาลกว่า 700 ตู้คอนเทนเนอร์ที่หลั่งไหลเข้าไทย ซึ่งสถานการณ์นี้กำลังกัดกินระบบเศรษฐกิจของชาติอย่างรุนแรงในหลายมิติ

ขบวนการบุหรี่เถื่อนข้ามชาตินี้ปรับตัวเร็ว ยกตัวอย่างยี่ห้อที่เป็นที่นิยมอันดับ 1 ในขณะนี้ อาจมีต้นทางมาจากสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์หรืออินโดนีเซีย เข้าสู่เวียดนามเพื่อลักลอบมาขายในประเทศไทยในพื้นที่ภาคใต้ มีการพบบุหรี่ยี่ห้อเดียวกันนี้แถบปะลิศและเคดาห์ของมาเลเซียซึ่งมีพรมแดนติดจังหวัดสงขลา รวมทั้งแอบขึ้นฝั่งที่จังหวัดนราธิวาสหรือปัตตานี แล้วส่งต่อมาที่หาดใหญ่ จ.สงขลา ซึ่งเป็นฮับกระจายสินค้าไปทั่วประเทศอย่างรวดเร็วผ่านระบบขนส่งพัสดุของบริษัทขนส่งของรัฐและบริษัทขนส่งของเอกชน และส่งขายหน้าร้านในจังหวัดภาคใต้ผ่านสต็อกเคลื่อนที่บนรถตู้กระบะทึบ หลังได้รับคำสั่งซื้อผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ที่ขายและโฆษณาอย่างโจ๋งครึ่มโดยเฉพาะ Facebook ซึ่งผิดกฎหมายอย่างชัดเจนแต่ทำไมกลับปล่อยให้ดำเนินการอยู่ได้” นายสุเทพ กล่าว

นายสุเทพ เน้นย้ำความเสียหายที่เกิดขึ้นจากบุหรี่เถื่อนใน 3 ด้าน ได้แก่ รายได้รัฐ ปัญหาที่เกิดกับห่วงโซ่อุตสาหกรรม และความเหลื่อมล้ำในการบังคับใช้กฎหมาย “เพราะบุหรี่ทุกซองจะสร้างรายได้ภาษีให้กับประเทศ เช่น ภาษีสรรพสามิต ภาษีเพื่อมหาดไทย และภาษีอบจ. ซึ่งเมื่อบุหรี่เถื่อนเข้ามาตีตลาด แน่นอนว่ารัฐสูญเสียรายได้จากภาษีเหล่านี้ หายวับไปกว่า 24,000 ล้านบาทต่อปี นอกจากนี้ เมื่อบุหรี่ถูกกฎหมายขายยาก ผู้ที่ได้รับความเดือดร้อนเป็นอันดับแรก ๆ ก็คือชาวไร่ยาสูบ และร้านค้ารายย่อย ที่ผู้ประกอบการน้ำดีสู้ราคาไม่ได้ ขณะที่มาเฟียบุหรี่เถื่อนกลับท้าทายกฎหมายทั้งในโลกจริงและโลกออนไลน์”

แม้ที่ผ่านมาหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายจะมีผลงานการจับกุมอย่างต่อเนื่อง และตัวเลขจะลดลงเล็กน้อยจากต้นปี 2568 ที่เคยพุ่งไปถึง 28.1% แต่ประธานสหภาพแรงงานยาสูบฯ ตั้งข้อสังเกตที่น่าสนใจว่า “ทำไมถึงไม่ลดลงไปมากกว่านี้?” ทั้งที่มีปัจจัยภายนอกที่ควรจะทำให้การลักลอบยากขึ้น เช่น ความไม่สงบตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา หรืออุทกภัยครั้งใหญ่ในภาคใต้ ซึ่งเป็นแหล่งซ่องสุมหลักของบุหรี่เถื่อนที่ส่งมาจากประเทศเพื่อนบ้าน ทำให้ไทยเป็นปลายทาง และเป็นประเทศของการส่งสินค้าผ่านแดนเพื่อไปยังประเทศที่ 3 ต่อไป

ประธานสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจยาสูบ ย้ำว่า “นี่คือปัญหาที่แท้จริงที่ถูกซุกไว้ใต้พรม หากรัฐบาลยังมองแค่การสกัดกั้นหน้าด่าน แต่ไม่จัดการกับ “เส้นเลือดใหญ่” อย่างแพลตฟอร์มออนไลน์ และการส่งพัสดุ ปัญหานี้จะไม่มีวันจบสิ้น ซึ่งไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลชุดใด หรือภายใต้การนำของพรรคการเมืองไหน ภารกิจปราบปรามทุจริตและสินค้าเถื่อนต้องเป็นวาระเร่งด่วนเทียบเท่าปัญหาสแกมเมอร์ รัฐบาลรับรู้ตัวเลขความเสียหายรวมกว่า 31,000 ล้านบาทอย่างชัดเจนอยู่แล้ว แต่ทำไมถึงไม่มีการดำเนินการที่เข้มข้นจริงจัง”

นายสุเทพ เสนอแนวทางการจัดการกับปัญหาบุหรี่เถื่อนในปี 2569 นี้ว่า “จำเป็นต้องขยายการปราบปราม สืบสวนสอบสวน ถอนรากถอนโคนขบวนการ และเพิ่มมาตรการทางกฎหมายอย่างเด็ดขาดกับผู้กระทำผิดโดยเฉพาะความผิดฐานฟอกเงิน ควบคู่ไปกับการเพิ่มการตรวจสอบร้านค้ารายย่อย การลาดตระเวนทั้งแนวชายแดนทางบกและทางทะเล นอกจากนี้ ควรมีการทบทวนแก้ไขกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องกับสินค้าผ่านแดน การสำแดงเท็จ ที่เป็นช่องโหว่ให้บุหรี่เถื่อนวนกลับเข้ามาขายในประเทศไทยได้ และที่สำคัญคือการตัดวงจรอุบาทว์นี้โดยต้องมีการสั่งให้แพลตฟอร์มออนไลน์หยุดการโฆษณาการขายบุหรี่เถื่อนและหามาตรการในการปิดกั้นและกลั่นกรองเพจและร้านค้าที่ผิดกฎหมายโดยแพลตฟอร์มต้องรับผิดชอบไม่ใช่ปล่อยปะละเลยแบบในปัจจุบัน”

“เราจะรอให้ความเสียหายทะลุ 3 หมื่นล้านไปมากกว่านี้ไม่ได้อีกแล้ว รัฐต้องปกป้องผู้ประกอบการที่ถูกกฎหมายและประชาชน ไม่ใช่ปล่อยให้กลุ่มผู้ทุจริตได้บั่นทอนผลประโยชน์ของผู้ที่เคารพกฎหมาย รวมถึงบนความบอบช้ำของเศรษฐกิจไทย” นายสุเทพ กล่าวทิ้งท้าย



กรมการศาสนาผนึกกำลังเครือข่าย ลั่นฆ้องเปิดตัว โครงการ “Global Meditation Connect (GMC)“สมาธิ” เชื่อมพลังเมตตาสู่โลก ณ วัดอรุณฯ ยกระดับมาตรฐานการปฏิบัติธรรมไทยสู่สากล

 กรมการศาสนาผนึกกำลังเครือข่าย ลั่นฆ้องเปิดตัว โครงการ “Global Meditation Connect (GMC)“สมาธิ” เชื่อมพลังเมตตาสู่โลก ณ วัดอรุณฯ ยกระดับมาตรฐานการปฏิบัติธรรมไทยสู่สากล





วันเสาร์ที่ 14 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 17.00 น. กรมการศาสนา กระทรวงวัฒนธรรม สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ร่วมกับมูลนิธิโนอิ้ง บุดด้า เพื่อการปกป้องพระพุทธศาสนา จัดพิธีเปิดตัวโครงการ Global Meditation Connect (GMC) ภายใต้แนวคิด “สมาธิเชื่อมพลังเมตตาสู่โลก” โดยมี  พระโสภณวชิราภรณ์ ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดอรุณราชวราราม   เป็นประธานฝ่ายสงฆ์  นายชัยพล สุขเอี่ยม อธิบดีกรมการศาสนา ประธานในพิธี พร้อมด้วย นางสาวสุลัดดา ศรุติลาวัณย์ ผู้อำนวยการภูมิภาคยุโรป ผู้แทนการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย Ms.Vera Yang ผู้แทนเครือข่ายต่างประเทศ ผู้บริหารกระทรวงวัฒนธรรม ข้าราชการ เจ้าหน้าที่กรมการศาสนา และประชาชนเข้าร่วมพิธี ณ วัดอรุณราชวราราม กรุงเทพมหานคร มุ่งยกระดับประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางทางจิตวิญญาณระดับโลก





นายชัยพล สุขเอี่ยม อธิบดีกรมการศาสนา เปิดเผยว่า กรมการศาสนามีภารกิจสำคัญในการส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรม และการทำนุบำรุงศาสนา โดยเล็งเห็นว่า “สมาธิ” คือกระบวนการฝึกจิตให้ตั้งมั่น สงบ และมีสติอยู่กับปัจจุบัน สามารถเข้าถึงได้โดยไม่จำกัดเชื้อชาติ ศาสนา หรือวัฒนธรรม จึงได้ดำเนินงานโครงการ GMC ซึ่งได้ออกแบบเเนวทางพื้นฐานกลางในการเชื่อมโยงผู้คนจากทั่วโลก ผ่านการฝึกสมาธิและการพัฒนาจิตใจ เพื่อรับมือกับความท้าทายของสังคมร่วมสมัย ทั้งความเครียด ความกดดันจากการดำเนินชีวิต และการเปลี่ยนแปลงทางสังคมที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยมุ่งใช้ “สมาธิ” เป็นเครื่องมือในการเยียวยา ฟื้นฟู และเสริมสร้างพลังใจอย่างยั่งยืน สำหรับการจัดงานเปิดตัวโครงการ ณ วัดอรุณราชวราราม ซึ่งเป็นศาสนสถานสำคัญและเป็นสัญลักษณ์แห่งพุทธศิลป์และจิตวิญญาณไทย มีนัยสำคัญในการสะท้อนศักยภาพของประเทศไทยด้านมรดกทางวัฒนธรรมและการท่องเที่ยวเชิงจิตวิญญาณ (Spiritual Tourism) สู่สายตานานาชาติ โดยกิจกรรมสำคัญ คือ การร่วมปฏิบัติสมาธิ บริเวณลานพระปรางค์วัดอรุณฯ เพื่อส่งต่อกระแสแห่งความเมตตาและพลังบวก (Share Loving Kindness) ไปสู่สังคมโลก ซึ่งการปฏิบัติสมาธิในครั้งนี้จะนำเสนอในรูปแบบจิตวิญญาณเชิงสร้างสรรค์ เน้นการกำหนดลมหายใจ (Breathing Meditation) ที่เรียบง่าย เข้าถึงได้ทุกเพศ ทุกวัย และทุกความเชื่อ ผู้เข้าร่วมสามารถเลือกแนวทางการปฏิบัติที่เหมาะสมกับตนเอง โดยมุ่งเน้นประโยชน์เชิงประจักษ์ อาทิ การลดความเครียด การเพิ่มสมาธิและประสิทธิภาพในการทำงาน ตลอดจนการส่งเสริมสุขภาวะทางจิต และการลดปัญหาสังคม เช่น การถูกรังแกกลั่นแกล้งและภาวะซึมเศร้า ผ่านการสร้างความเคารพในตนเองและผู้อื่น สำหรับการจัดงานในวันที่ 14 กุมภาพันธ์ ซึ่งตรงกับวันแห่งความรัก เป็นการขยายความหมายของ “ความรัก” ให้กว้างไกลยิ่งขึ้นในมิติของ ความเมตตาสากล ที่ไร้พรมแดน พร้อมเชิญชวนพุทธศาสนิกชน ประชาชนทั่วไป นักท่องเที่ยวชาวไทยและต่างชาติ ตลอดจนสื่อมวลชน ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของเหตุการณ์สำคัญในการเชื่อมพลังความสงบจากใจสู่ใจ ในงานเปิดตัวโครงการ Global Meditation Connect วันเสาร์ที่ 14 กุมภาพันธ์ 2569 ตั้งแต่เวลา 17.00 น. เป็นต้นไป ณ วัดอรุณราชวราราม กรุงเทพมหานคร โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย














อธิบดีกรมการศาสนา กล่าวต่อว่า สำหรับปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 กรมการศาสนาได้กำหนดจัดกิจกรรมขับเคลื่อนการปฏิบัติสมาธิภายใต้โครงการส่งเสริมคุณธรรมจริยธรรมเพื่อคนทั้งมวล โดยบูรณาการความร่วมมือกับสถานปฏิบัติธรรมและศูนย์ปฏิบัติธรรมนานาชาติ นำร่องจำนวน 9 แห่งทั่วประเทศ ครอบคลุมทุกภูมิภาค อาทิ กรุงเทพมหานคร ณ วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ ยุวพุทธิกสมาคมแห่งประเทศไทยฯ และพุทธสมาคมแห่งประเทศไทยฯ ภาคเหนือ ณ วัดร่ำเปิง (ตโปทาราม) จังหวัดเชียงใหม่ และวัดป่าถ้ำวัว จังหวัดแม่ฮ่องสอน ภาคกลาง ณ วัดจันทาราม (ท่าซุง) จังหวัดอุทัยธานี ภาคตะวันออก ณ ศูนย์พัฒนาจิตวัดผาณิตาราม จังหวัดฉะเชิงเทรา ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ณ วัดหนองป่าพง จังหวัดอุบลราชธานี และภาคใต้ ณ โพธิธรรมญาณสถาน จังหวัดสงขลา ควบคู่กับการจัดกิจกรรมบ่มเพาะคุณธรรมจริยธรรมในรูปแบบต่าง ๆ อาทิ ธรรมะฟันน้ำนม ธรรมะวัยใส ธรรมะสัญจร และธรรมะในโรงเรียนวิถีพุทธ เพื่อขยายโอกาสการเข้าถึงการปฏิบัติสมาธิให้ครอบคลุมประชาชนทุกช่วงวัยอย่างต่อเนื่องนอกจากนี้ กรมการศาสนามีแผนจัดตั้งศูนย์กลางข้อมูลการปฏิบัติสมาธิ (Meditation HUB) เพื่อรวบรวมและเผยแพร่ข้อมูลด้านการปฏิบัติธรรมอย่างเป็นระบบ ทั้งสถานปฏิบัติธรรม วิปัสสนาจารย์ หลักสูตรระยะสั้น–ระยะยาว และระบบลงทะเบียนออนไลน์ อำนวยความสะดวกให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวเข้าถึงการฝึกสมาธิได้ง่ายยิ่งขึ้น รองรับการผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางการฝึกสมาธิระดับสากล โดยประเทศไทยมีศักยภาพด้านวัดและศูนย์ปฏิบัติธรรมกว่า 2,000 แห่งทั่วประเทศ และได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติด้านความหลากหลายของแนวทางการปฏิบัติสมาธิ ผู้สนใจสามารถสมัครเข้าร่วมกิจกรรมและสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.globalmeditationconnect.org สายด่วนวัฒนธรรม 1765 หรือโทรศัพท์ 0 2209 3729 \\\

เชิญชมนิทรรศการมหกรรมศิลปะ “กิจกรรมวาดเขียนปัตตานี (Lukis Pattani 2026)” บอกเล่าเรื่องราวของปัตตานีสู่สายตาโลก วันนี้ – 29 มีนาคม นี้

  เชิญชมนิทรรศการมหกรรมศิลปะ “กิจกรรมวาดเขียนปัตตานี (Lukis Pattani 2026)”  บอกเล่าเรื่องราวของปัตตานีสู่สายตาโลก วันนี้ – 29 มีนาคม นี้ นาง...