วันศุกร์ที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2569

สพพ. ร่วมพิธีบำเพ็ญกุศลปัณรสมวาร (15 วัน) เพื่อถวายเป็นพระกุศลแด่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ

 สพพ. ร่วมพิธีบำเพ็ญกุศลปัณรสมวาร (15 วัน) เพื่อถวายเป็นพระกุศลแด่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ



พันเอก ศรัณยู วิริยเวชกุล รองผู้อำนวยการ รักษาการแทนผู้อำนวยการสำนักงานความร่วมมือพัฒนาเศรษฐกิจกับประเทศเพื่อนบ้าน (องค์การมหาชน) (สพพ.) พร้อมนายกีรติ เวฬุวัน รองผู้อำนวยการ เข้าร่วมพิธีบำเพ็ญกุศลปัณรสมวาร (15 วัน) เพื่ออุทิศถวายเป็นพระกุศลแด่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา โดยมี นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง เป็นประธานในพิธี เมื่อวันที่ 25 มิถุนายน 2569 ณ อาคาร 150 ปี กระทรวงการคลัง​

เทคโนโลยีเคลือบฟิล์ม DLC ท่อส่งก๊าซธรรมชาติผลงานร่วมวิจัยซินโครตรอน-ปตท.สผ.คว้ารางวัล Bronze Award ในงาน Thailand Research Expo 2026

 เทคโนโลยีเคลือบฟิล์ม DLC ท่อส่งก๊าซธรรมชาติผลงานร่วมวิจัยซินโครตรอน-ปตท.สผ.คว้ารางวัล Bronze Award ในงาน Thailand Research Expo 2026


สถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน (องค์การมหาชน) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) รับรางวัล Bronze Award จากผลงานเครื่องต้นแบบเคลือบฟิล์ม DLC ภายในท่อเหล็กกล้าสำหรับลำเลียงก๊าซธรรมชาติที่ จัดแสดงภายในงานมหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 2569 โดยผลงานดังล่าวเป็นความร่วมมือวิจัยระหว่างสถาบันฯ และ บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) เพื่อช่วยป้องกันการกัดกร่อนภายในท่ออุตสาหกรรมปิโตรเลียม ช่วยยืดอายุการใช้งานของอุปกรณ์ ลดความถี่ในการซ่อมบำรุง และลดความเสี่ยงจากการรั่วไหลของสารเคมีหรือก๊าซที่อาจส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยและสิ่งแวดล้อม


กรุงเทพมหานคร – สถาบันวิจัยแสงซินโครตรอนรับรางวัล Bronze Award จากผลงาน “นวัตกรรมเครื่องต้นแบบเคลือบฟิล์มคาร์บอนเสมือนเพชรภายในท่อเหล็กกล้าคาร์บอนสำหรับอุตสาหกรรมปิโตรเลียม” ซึ่งจัดแสดงบริเวณโซนนิทรรศการงานวิจัยและนวัตกรรมเพื่อสร้างสมดุลสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน ภายในงานมหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 2569 (Thailand Research Expo 2026) ซึ่งจัดขึ้นโดยสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ระหว่างวันที่ 22 – 26 มิถุนายน 2569 ณ โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ และบางกอกคอนเวนชันเซ็นเตอร์ เซ็นทรัลเวิลด์ กรุงเทพฯ

ดร.ศรายุทธ ตั้นมี หัวหน้าฝ่ายยุทธศาสตร์องค์กร สถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน กล่าวว่า “สถาบันฯ และ ปตท.สผ. ได้ร่วมพัฒนานวัตกรรมดังกล่าว โดยนำการเคลือบฟิล์มคาร์บอนเสมือนเพชร (Diamond-Like Carbon) หรือ ดีแอลซี (DLC) ที่มีคุณสมบัติเด่นด้านความแข็งสูง ความเฉื่อยทางเคมี และแรงเสียดทานต่ำ มาเคลือบภายในท่อเหล็กกล้าคาร์บอนสำหรับลำเลียงก๊าซธรรมชาติในอุตสาหกรรมปิโตรเลียม ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนการดำเนินงานของอุตสาหกรรมปิโตรเลียม โดยยืดอายุการใช้งานของอุปกรณ์ ลดความเสี่ยงจากการรั่วไหลของสารเคมีหรือก๊าซที่อาจส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยและสิ่งแวดล้อม เพิ่มความปลอดภัยของระบบการผลิตในระยะยาว อีกทั้งช่วยลดต้นทุนจากการลดค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษา ลดการหยุดเดินระบบ และลดการเปลี่ยนอุปกรณ์ก่อนอายุการใช้งาน”  



“นอกจากความสำเร็จในการพัฒนาเทคโนโลยีการเคลือบภายในท่อของประเทศไทยอันเป็นพื้นฐานสำหรับการขยายผลสู่ระดับอุตสาหกรรมในอนาคตแล้ว รางวัลที่ได้รับจากการแสดงผลงานภายในมหกรรมงานวิจัยแห่งชาตินี้ยังเป็นกำลังใจให้แก่ทีมวิจัยในการพัฒนานวัตกรรมที่ช่วยตอบโจทย์อุตสาหกรรมของประเทศ และช่วยสร้างสมดุลให้แก่สิ่งแวดล้อมไปพร้อมๆ กันด้วย” ดร.ศรายุทธ ตั้นมี กล่าวสรุป 


Morph จับมือ Banxa เปิดบริการ Fiat On/Off-Ramp รองรับ PayFi-โอนเงินข้ามแดน

 Morph จับมือ Banxa เปิดบริการ Fiat On/Off-Ramp รองรับ PayFi-โอนเงินข้ามแดน

Morph เครือข่ายบล็อกเชนที่มุ่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการชำระเงินและการเงินสำหรับผู้บริโภคบนบล็อกเชน ประกาศความร่วมมือกับ Banxa ผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐานด้านสินทรัพย์ดิจิทัลระดับโลก เพื่อเชื่อมต่อบริการแปลงสกุลเงินดั้งเดิม (Fiat) เป็นสินทรัพย์ดิจิทัล และแปลงกลับเป็นเงิน Fiat (On/Off-Ramp) บนเครือข่าย Morph รองรับการใช้งานด้าน PayFi การโอนเงินระหว่างประเทศ และแอปพลิเคชันสำหรับผู้บริโภค


ภายใต้ความร่วมมือดังกล่าว Banxa จะนำโครงสร้างพื้นฐานด้าน Fiat On/Off-Ramp มาติดตั้งบนเครือข่าย Morph เพื่อรองรับการซื้อ ขาย และสร้างสินทรัพย์ดิจิทัลหลักของระบบนิเวศ ได้แก่ Bitget Token (BGB), USDT0 และ USDC โดยการผสานเทคโนโลยีของ Morph เข้ากับเครือข่ายใบอนุญาตและโครงสร้างพื้นฐานด้านกฎระเบียบของ Banxa จะช่วยให้นักพัฒนาแอปพลิเคชันบนบล็อกเชนสามารถเข้าถึงบริการ Fiat Gateway ที่สอดคล้องกับข้อกำหนดด้านกฎระเบียบในสหรัฐฯ และตลาดต่างประเทศได้ตั้งแต่เริ่มต้น


นาย Shaun Heng ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายผลิตภัณฑ์และการเติบโตของ Banxa กล่าวว่า ความร่วมมือดังกล่าวจะช่วยให้นักพัฒนาและโครงการต่าง ๆ สามารถเข้าถึงบริการเชื่อมต่อสกุลเงิน Fiat ที่เป็นไปตามกฎระเบียบ ลดความซับซ้อนในการดำเนินงาน และมุ่งเน้นการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่สามารถขยายการใช้งานได้ในวงกว้าง โดย Banxa มีการดำเนินงานภายใต้กรอบกฎหมาย MiCA ในยุโรป และถือใบอนุญาตผู้ให้บริการโอนเงิน (Money Transmitter Licenses: MTL) ในสหรัฐฯ


Morph ระบุว่า ความร่วมมือครั้งนี้จะเป็นประโยชน์ต่อแอปพลิเคชันสำหรับผู้บริโภคที่มีปริมาณธุรกรรมสูง รวมถึงกระเป๋าเงินดิจิทัล เช่น Blipply ซึ่งเป็นแอปพลิเคชันชำระเงินแบบไม่รับฝากสินทรัพย์ (Non-custodial) โดยอาศัยจุดเด่นของ Morph ที่รองรับการยืนยันธุรกรรมได้รวดเร็วและมีค่าธรรมเนียมต่ำ ร่วมกับช่องทางเชื่อมต่อเงิน Fiat ของ Banxa เพื่อรองรับการโอนเงินระหว่างประเทศ การจ่ายเงินเดือน และการชำระค่าสินค้าและบริการ


ทั้งนี้ เอกสารและเครื่องมือสำหรับนักพัฒนาของ Banxa อยู่ระหว่างการผสานเข้ากับชุดเครื่องมือพัฒนาของ Morph และคาดว่าจะพร้อมให้บริการผ่าน Bitget Wallet และแอปพลิเคชันพันธมิตรภายในไตรมาสนี้


วันพฤหัสบดีที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2569

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ลดความเหลื่อมล้ำ ขยายโอกาส สร้างอาชีพ สร้างชีวิตอย่างเท่าเทียมแก่ชาวขอนแก่น ลงพื้นที่มอบอุปกรณ์ประกอบอาชีพแก่ผู้ยากไร้ มอบรถเข็นวีลแชร์แก่ผู้พิการ และนำหน่วยแพทย์บริการประชาชนในพื้นที่ฟรี

 มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ลดความเหลื่อมล้ำ ขยายโอกาส สร้างอาชีพ สร้างชีวิตอย่างเท่าเทียมแก่ชาวขอนแก่น ลงพื้นที่มอบอุปกรณ์ประกอบอาชีพแก่ผู้ยากไร้ มอบรถเข็นวีลแชร์แก่ผู้พิการ และนำหน่วยแพทย์บริการประชาชนในพื้นที่ฟรี










วานนี้ (วันพฤหัสบดีที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2569) มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง นำโดย นางศิริกุล โอภาสวงศ์ กรรมการและเลขาธิการ นางจินดา บุญลาภทวีโชค กรรมการตรวจสอบ นางสาวศุภรัตน์ สมบัติเจริญไทย รักษาการผู้ช่วยผู้จัดการฝ่ายสังคมสงเคราะห์/หัวหน้าแผนกส่งเสริมการศึกษาและอาชีพ และนางสาวเนาวรัตน์ วรรณศิริ หัวหน้าแผนกหน่วยแพทย์สงเคราะห์ชุมชน นำทีมเจ้าหน้าที่แผนกส่งเสริมการศึกษาและอาชีพ และหน่วยแพทย์สงเคราะห์ชุมชน ลงพื้นที่จังหวัดขอนแก่น มอบวัสดุอุปกรณ์ประกอบอาชีพ แก่ สตรี บุรุษ พ่อเลี้ยงเดี่ยว หรือผู้ที่มีความหลากหลายทางเพศ ที่มีความรู้และความสามารถ ฐานะยากจน ขาดแคลนวัสดุอุปกรณ์ในการประกอบอาชีพ รวมจำนวน 31 คน คิดเป็นมูลค่า 613,810 บาท พร้อมมอบรถเข็นวีลแชร์แก่ผู้พิการ รวม 10 คน คิดเป็นมูลค่า 30,000 บาท รวมมูลค่าการช่วยเหลือในครั้งนี้เป็นเงินทั้งสิ้น 643,810 บาท (หกแสนสี่หมื่นสามพันแปดร้อยสิบบาทถ้วน) นอกจากนี้ มูลนิธิฯ ยังได้จัดหน่วยแพทย์สงเคราะห์ชุมชน นำทีมแพทย์อาสาฯ เจ้าหน้าที่หน่วยแพทย์ ทีมกู้ชีพ และอาสาสมัคร ออกหน่วยให้บริการตรวจรักษาโรคทั่วไป แจกแว่นสายตา บริการตัดผมชาย-หญิง ทันตกรรม แก่ประชาชน รวมถึงจัดกิจกรรมนันทนาการเด็กและเยาวชนในพื้นที่ฟรี โดยมี นางจตุพร โรจนพานิช อธิบดีกรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว นางสาวศุภวรรณ ขูดแก้ว ผู้อำนวยการศูนย์เรียนรู้การพัฒนาสตรีและครอบครัวรัตนาภา จังหวัดขอนแก่น และนางสาวอัญชลี จงคดีกิจ (ปุ๊-อัญชลี) อาสาสมัครศิลปินมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ร่วมในพิธี ณ ศูนย์เรียนรู้การพัฒนาสตรีและครอบครัวรัตนาภา จังหวัดขอนแก่น








นางศิริกุล โอภาสวงศ์ กรรมการและเลขาธิการ เปิดเผยว่า โครงการ ส่งเสริมอาชีพเพื่อสตรีและครอบครัว มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง มีวัตถุประสงค์เพื่อมอบวัสดุอุปกรณ์ประกอบอาชีพ แก่ สตรี บุรุษ พ่อเลี้ยงเดี่ยว ผู้ด้อยโอกาสทางสังคม หรือผู้ที่มีความหลากหลายทางเพศ ที่มีความรู้และความสามารถแต่ขาดแคลนวัสดุอุปกรณ์ในการประกอบอาชีพ โดยในปี พ.ศ. 2569 ได้รับความร่วมมือจากศูนย์เรียนรู้การพัฒนาสตรีและครอบครัว และสถานคุ้มครองและพัฒนาอาชีพ รวม 12 แห่ง ได้แก่ กรุงเทพฯ นนทบุรี ชลบุรี นครราชสีมา สงขลา สุราษฎร์ธานี ศรีสะเกษ ขอนแก่น ลำพูน ลำปาง เชียงราย และพิษณุโลก คัดกรองผู้ที่ผ่านการฝึกอบรม เสริมทักษะอาชีพ ส่งมาให้มูลนิธิฯ พิจารณาตามเกณฑ์ที่กำหนดไว้ โดยมูลนิธิฯ หวังเป็นอย่างยิ่งว่า การดำเนินการโครงการดังกล่าวนี้ จะมีส่วนสนับสนุน ช่วยสร้างอาชีพ สร้างรายได้ เลี้ยงตนเองและครอบครัว ลดปัญหาความเหลื่อมล้ำในสังคม และประเทศชาติอย่างยั่งยืนต่อไป 




ตลอดระยะเวลากว่า 116 ปี ที่มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้ขยายขอบข่ายโครงการต่าง ๆ ออกไปอย่างกว้างขวาง ไม่เพียงแต่บำบัดทุกข์ บำรุงสุข แก่ผู้ตกทุกข์ได้ยากโดยไม่จำกัดเชื้อชาติ ศาสนา เท่านั้น แต่ยังได้พัฒนาคุณภาพชีวิตอีกในหลายทาง เพื่อเป็นองค์กรสาธารณกุศลที่ช่วยเหลือประชาชนครบวงจรในทุกๆ ด้าน ต่อไป ดังปณิธาน “มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ช่วยชีวิต รักษาชีวิต สร้างชีวิต” 


ติดตามข่าวสารกิจกรรม การช่วยเหลือของมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้ที่ เฟซบุ๊ก แฟนเพจwww.facebook.com/atpohtecktung หรือดูรายละเอียดช่องทางที่สะดวกได้ที่ https://linktr.ee/pohtecktung 

มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ช่วยชีวิต รักษาชีวิต สร้างชีวิต” 

#แอปพลิเคชัน และ #สายด่วน ป่อเต็กตึ๊ง1418 

#ช่วยจริงอุ่นใจแม้ในนาทีฉุกเฉิน #แอปพลิเคชัน และ #สายด่วนป่อเต็กตึ๊ง1418

ตอกย้ำมาตรฐานระดับประเทศ! ‘บ้านเสริมสุข เนอสซิ่งโฮม’ คว้า 2 รางวัลจากสมาคม SHATA การันตีความเป็นเลิศด้านการดู

 ตอกย้ำมาตรฐานระดับประเทศ! ‘บ้านเสริมสุข เนอสซิ่งโฮม’ คว้า 2 รางวัลจากสมาคม SHATA การันตีความเป็นเลิศด้านการดูแลผู้ป่วยและบริการ Wellness

     บ้านเสริมสุข เนอสซิ่งโฮม สถานดูแลพักฟื้นผู้ป่วยจิตเวช ยาเสพติด และอัลไซเมอร์ ประกาศความสำเร็จครั้งสำคัญในฐานะผู้นำด้านการดูแลสุขภาพและฟื้นฟูแบบองค์รวม โดยเข้ารับรางวัลเกียรติยศจำนวน 2 รางวัล จากสมาคมการค้าและการบริการสุขภาพผู้สูงอายุไทย (SHATA) ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา 

     ภายในงานได้รับเกียรติจาก นายสถาพร ร่วมนาพะยา รองอธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ ประธานในพิธี เป็นผู้มอบรางวัล โดยมีนางรชาดา รัตนพันธุ์ กรรมการ บริษัท บ้านเสริมสุข(เนอสซิ่งโฮม) จำกัด และ นายศศิวัฒน์ รัตนพันธุ์  ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด และสื่อสารองค์กร เป็นตัวแทนขึ้นรับรางวัลในฐานะองค์กรและผู้บริหารที่มีความโดดเด่นด้านการดูแลผู้สูงอายุ การบริการ และกิจการ Wellness สะท้อนถึงความมุ่งมั่นและการบริหารงานที่มีประสิทธิภาพจนเป็นที่ยอมรับในระดับสากล 

     สำหรับ 2 รางวัลแห่งความภาคภูมิใจที่ได้รับในครั้งนี้ ได้แก่ รางวัลความเป็นเลิศด้านระบบมาตรฐานการดูแลและส่งเสริมสุขภาพ (Excellence in Care & Clinical Standards) การันตีถึงระบบการทำงานที่มีมาตรฐานความปลอดภัยสูง มีโปรแกรมการดูแลฟื้นฟูที่ถูกต้องตามหลักวิชาการทางการแพทย์ เพื่อให้ผู้ป่วยได้รับการฟื้นฟูอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด และรางวัลความเป็นเลิศด้านประสบการณ์และความพึงพอใจของผู้ใช้บริการ (Excellence in Client Experience & Satisfaction) สะท้อนถึงความใส่ใจในทุกรายละเอียดของการบริการ ตลอดจนการสร้างสภาพแวดล้อมที่อบอุ่น ปลอดภัย จนสามารถสร้างความประทับใจและความเชื่อมั่นให้แก่ผู้ใช้บริการและครอบครัวมาโดยตลอด

     ความสำเร็จในครั้งนี้ ถือเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของ บ้านเสริมสุข เนอสซิ่งโฮม ที่ยกระดับมาตรฐานการดูแลพักฟื้นผู้ป่วยจิตเวช ยาเสพติด และอัลไซเมอร์ในประเทศไทย เพื่อมุ่งสู่การเป็นศูนย์กลางการดูแลสุขภาพ (Wellness) ที่เพียบพร้อมทั้งคมาตรฐานคุณภาพ และความพึงพอใจในการดูแล มอบชีวิตใหม่และคืนรอยยิ้มให้แก่ผู้ป่วยและครอบครัวอย่างยั่งยืน

Top Business ชูการวางระบบธุรกิจและแฟรนไชส์ ต่อยอดการเติบโตของผู้ประกอบการไทย

 Top Business ชูการวางระบบธุรกิจและแฟรนไชส์ ต่อยอดการเติบโตของผู้ประกอบการไทย

บริษัท ท็อป บิสสิเนส คอนซัลแทนท์ แอนด์ แมนเนจเมนท์ จำกัด เดินหน้าพัฒนาธุรกิจไทยผ่านการวางระบบและการพัฒนาแฟรนไชส์ เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการขยายธุรกิจและการเพิ่มมูลค่ากิจการในระยะยาว โดยทำงานร่วมกับผู้ประกอบการตั้งแต่ธุรกิจ SME ธุรกิจขนาดกลาง ไปจนถึงองค์กรที่ต้องการวางระบบและสร้างการเติบโตอย่างเป็นระบบ

อาจารย์จิรภัทร สำเภาจันทร์ ประธานคณะที่ปรึกษา ท็อป บิสสิเนสฯ กล่าวว่า ผู้ประกอบการไทยจำนวนมากมีสินค้าและบริการที่ดี แต่เมื่อธุรกิจเติบโตถึงจุดหนึ่ง มักเผชิญกับความท้าทายด้านระบบ การบริหารบุคลากร การควบคุมมาตรฐาน การขยายสาขา และการวางโครงสร้างธุรกิจให้รองรับการเติบโต ซึ่งการวางระบบที่เหมาะสมถือเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างการเติบโตและเพิ่มมูลค่ากิจการในระยะยาว พร้อมกล่าวว่า “ยอดขายอาจทำให้ธุรกิจโตเร็วในช่วงหนึ่ง แต่ระบบ ทีมงาน และทิศทางการขยาย คือสิ่งที่ทำให้ธุรกิจไปต่อได้อย่างมั่นคง”

ตลอดระยะเวลากว่า 15 ปี Top Business ได้ทำงานร่วมกับผู้ประกอบการมากกว่า 350 กิจการในหลากหลายอุตสาหกรรม ตั้งแต่การพัฒนาร้านต้นแบบ การวางระบบบริหารจัดการ การออกแบบกลยุทธ์ธุรกิจ ไปจนถึงการพัฒนาแฟรนไชส์ โดยทีมที่ปรึกษาเข้าไปช่วยวิเคราะห์ธุรกิจ วางแผนการเติบโต และออกแบบแนวทางการดำเนินงานให้เหมาะสมกับศักยภาพและเป้าหมายของแต่ละกิจการ

อีกหนึ่งบทบาทสำคัญของ Top Business คือการพัฒนาหลักสูตร Chain Store & Franchise Executive (CFE) ภายใต้แนวคิด “ทางลัดขยายสาขา พัฒนาแฟรนไชส์” สำหรับผู้ประกอบการที่ต้องการขยายสาขาและพัฒนาแฟรนไชส์อย่างเป็นระบบ โดยรวบรวมองค์ความรู้จากผู้เชี่ยวชาญและผู้ประกอบการที่มีประสบการณ์จริง ครอบคลุมตั้งแต่การพัฒนาธุรกิจต้นแบบ การวางระบบขยายสาขา การสร้างแบรนด์ การเพิ่มมูลค่ากิจการ การบริหารความเสี่ยง และการเตรียมความพร้อมสำหรับการเติบโตในระยะยาว

ทั้งนี้ Top Business ยังได้เข้าร่วมงาน Thailand Franchise & Business Opportunities 2026 (TFBO 2026) เพื่อนำเสนอแนวทางการวางระบบธุรกิจและการพัฒนาแฟรนไชส์ พร้อมถ่ายทอดกรณีศึกษาจากผู้ประกอบการที่เข้าร่วมหลักสูตร Chain Store & Franchise Executive (CFE) ซึ่งปัจจุบันมีมากกว่า 10 แบรนด์ที่นำองค์ความรู้ไปต่อยอดสู่การวางระบบธุรกิจจริง โดยหนึ่งในนั้น ได้แก่ โรงพยาบาลสัตว์เอราวัณ, King of Bread Café และ CAT CAR WASH ซึ่งได้รับการพัฒนาระบบธุรกิจและเตรียมความพร้อมสู่การขยายแฟรนไชส์อย่างเป็นรูปธรรม

สำหรับธุรกิจค้าปลีกและธุรกิจที่ต้องการพัฒนาแฟรนไชส์ Top Business ให้คำปรึกษาตั้งแต่การวางกลยุทธ์ การออกแบบระบบขยายสาขา การจัดทำเครื่องมือแฟรนไชส์ การบริหารความสัมพันธ์ระหว่างเจ้าของแฟรนไชส์และผู้ซื้อแฟรนไชส์ ตลอดจนการวางแผนขยายธุรกิจสู่ตลาดต่างประเทศ เพื่อให้ธุรกิจสามารถเติบโตได้อย่างเป็นระบบและรักษามาตรฐานของแบรนด์ในระยะยาว

นอกจากการพัฒนาแฟรนไชส์ บริษัทยังให้คำปรึกษาด้านการจัดหาเงินทุนและพันธมิตรทางธุรกิจ การประเมินมูลค่ากิจการ การจัดทำแผนธุรกิจและข้อมูลนำเสนอสำหรับนักลงทุน รวมถึงการค้นหาผู้ลงทุนหรือผู้ซื้อกิจการที่สอดคล้องกับเป้าหมายของเจ้าของธุรกิจ เพื่อสนับสนุนการเติบโตในแต่ละช่วงของกิจการ

สำหรับธุรกิจที่ต้องการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน Top Business ให้คำปรึกษาด้านการฟื้นฟูยอดขาย การปรับระบบปฏิบัติการภายในองค์กร การวางระบบบริหารบุคลากร การฝึกอบรมทีมงาน และการปรับโครงสร้างการบริหาร เพื่อให้ธุรกิจดำเนินงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและพร้อมรองรับการเติบโตในระยะต่อไป

อาจารย์จิรภัทร กล่าวว่า บทบาทของที่ปรึกษาธุรกิจในปัจจุบันไม่ใช่เพียงการให้คำแนะนำ แต่ต้องเข้าใจปัญหา ข้อจำกัด และเป้าหมายของผู้ประกอบการแต่ละราย เพื่อร่วมออกแบบแนวทางที่สามารถนำไปปฏิบัติได้จริง เพราะแต่ละธุรกิจมีบริบทและระดับความพร้อมที่แตกต่างกัน พร้อมกล่าวเสริมว่า “เราอยากเป็นคู่คิดที่ช่วยให้ผู้ประกอบการมองภาพธุรกิจชัดขึ้น วางระบบให้แข็งแรงขึ้น และเตรียมธุรกิจให้พร้อมสำหรับโอกาสใหม่”

Top Business ให้คำปรึกษาครอบคลุมตั้งแต่การวางระบบ การพัฒนาแฟรนไชส์ การเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน การจัดหาเงินทุน ไปจนถึงการขยายธุรกิจทั้งในประเทศและต่างประเทศ เพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการไทยวางระบบธุรกิจ เพิ่มมูลค่ากิจการ และต่อยอดการเติบโตได้อย่างมั่นคง

###

สถานเอกอัครราชทูตจัดการประมูลวัวแห่งราชอาณาจักรเนเธอร์แลนด์ มาดามพิม ดิ สมิท และ จิ้มแจ่มไทยแลนด์ร่วมประมูลมอบเงินสนับสนุนเกษตรกรรุ่นใหม่

 สถานเอกอัครราชทูตจัดการประมูลวัวแห่งราชอาณาจักรเนเธอร์แลนด์ มาดามพิม ดิ สมิท และ จิ้มแจ่มไทยแลนด์ร่วมประมูลมอบเงินสนับสนุนเกษตรกรรุ่นใหม่ 

มาดามพิม วิชาดา เดอ สมิท จาก ดิ สมิธ ฟู้ด อินเตอร์เนชั่นแนล เคนโด้ เกรียงไกรมาศ พจนสุนทร ผู้บริหาร จิ้มแจ่มไทยแลนด์ ร่วมประมูลโดยจุดมุ่งหมายเพื่อนำเงินช่วยเหลือคนรุ่นใหม่ที่ขาดโอกาส  

วัตถุประสงค์หลักของการประมูลคือการสนับสนุนองค์กรที่สร้างผลกระทบในระยะยาวในระบบการเกษตรและอาหาร องค์กรที่ได้รับการคัดเลือกทั้งสองแห่งทำงานอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งปี และส่วนใหญ่เป็นองค์กรที่ทุ่มเทเวลาและความเชี่ยวชาญเพื่อส่งเสริมการเกษตรและชุมชนไทย การประมูลรูปวัวจะช่วยเปลี่ยนรูปวัวให้กลายเป็นการสนับสนุนผู้ที่กำลังสร้างอนาคตให้กับระบบเกษตรกรรมและอาหารของไทยอย่างจริงจัง

1. โครงการบ่มเพาะราก

Roots Incubation เป็นโครงการที่ไม่แสวงหากำไรที่ให้อำนาจแก่ผู้ประกอบการรุ่นใหม่และผู้นำชุมชนในอนาคตที่ต้องการกลับไปยังบ้านเกิดและสร้างธุรกิจที่ยั่งยืนเพื่อสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจในท้องถิ่น

ในแต่ละปี Roots จัดโครงการบ่มเพาะผู้เข้าร่วมโครงการเรียนรู้การพัฒนาวิสาหกิจชุมชนที่สร้างรายได้ เสริมสร้างเศรษฐกิจท้องถิ่น และปรับปรุงการดำรงชีวิตในชนบท ผู้เข้าร่วมจำนวนมากมาจากภูมิหลังทางการเกษตรหรือทำงานอย่างใกล้ชิดกับชุมชนเกษตรกรรม

โครงการนี้ได้รับการสนับสนุนจากเครือข่ายอาสาสมัครและผู้เชี่ยวชาญที่อุทิศเวลาและความรู้ให้กับผู้เข้าร่วมโครงการ องค์กรได้กลายเป็นเวทีที่ได้รับการยอมรับในการบ่มเพาะผู้ประกอบการและผู้เปลี่ยนแปลงชนบทรุ่นใหม่ในประเทศไทย

ก่อนหน้านี้ สถานเอกอัครราชทูตเนเธอร์แลนด์ได้ร่วมมือกับ Roots through the Young Smart Farmer Workshop โดย Roots ได้ช่วยออกแบบและอำนวยความสะดวกในการดำเนินกิจกรรมเพื่อเสริมสร้างทัศนคติของผู้ประกอบการในกลุ่มเกษตรกรรุ่นใหม่ โครงการส่งเสริมให้ผู้เข้าร่วมโครงการเห็นตนเองไม่เพียงเป็นผู้ผลิตเท่านั้น แต่ยังเป็นผู้ประกอบการที่สามารถสร้างคุณค่า พัฒนาธุรกิจ และสร้างโอกาสในชุมชนของตนด้วย

เป้าหมายหลัก:

● พัฒนาผู้ประกอบการเกษตรและชนบทรุ่นใหม่.

● สร้างโอกาสทางเศรษฐกิจในระยะยาวในชุมชนท้องถิ่น

● ส่งเสริมให้เยาวชนนำความสามารถของตนกลับคืนสู่ชนบทในประเทศไทย

● ปฏิบัติงานเป็นความคิดริเริ่มที่ไม่แสวงหาผลกำไรที่ขับเคลื่อนโดยอาสาสมัครและผลกระทบทางสังคม

2. ฟาร์มเซฟติสต์ – โครงการเกษตรเมือง

ฟาร์มเซฟติสต์เป็นโครงการเกษตรในเมืองที่ส่งเสริมการเกษตรเมืองและความมั่นคงทางอาหารผ่านการศึกษาแบบมืออาชีพ

องค์กรให้โอกาสการเรียนรู้ฟรีแก่ชาวเมืองในการปลูกอาหารและเชื่อมต่อกับเกษตรกรรมใหม่ นอกเหนือจากการสอนการปลูกผักแล้ว ฟาร์มเซฟติสต์ยังส่งเสริมการปลูกผักในท้องถิ่นและตามฤดูกาลอย่างจริงจัง ช่วยอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพทางการเกษตร และมรดกทางอาหารของไทย

งานของพวกเขาแสดงให้เห็นว่าเกษตรกรรมในเมืองสามารถเสริมสร้างความมั่นคงด้านอาหารและความยืดหยุ่นของชุมชนได้อย่างไร โดยให้ความรู้และทักษะแก่ผู้คนเพื่อเติบโตส่วนหนึ่งของการจัดหาอาหารของตนเอง ด้วยกิจกรรมการเรียนการสอนฟรี ฟาร์มเซฟติสต์จึงส่งเสริมการปลูกพืชในท้องถิ่นและตามฤดูกาล รักษาความหลากหลายทางชีวภาพทางการเกษตร และส่งเสริมให้ตระหนักมากขึ้นถึงที่มาของอาหาร ในสังคมที่มีการเมืองมากขึ้น งานของพวกเขาช่วยเชื่อมต่อผู้คนกับการผลิตอาหาร ในขณะเดียวกันก็ส่งเสริมระบบอาหารที่ยืดหยุ่นและยั่งยืนมากขึ้น

โครงการนี้สอดคล้องกับการอภิปรายทั่วโลกเกี่ยวกับระบบอาหารในเมือง ความยืดหยุ่นของสภาพอากาศ และการผลิตอาหารในท้องถิ่นอย่างใกล้ชิด

สถานเอกอัครราชทูตเนเธอร์แลนด์ได้ทำงานร่วมกับบริษัทเซฟติสต์ฟาร์มและเครือข่ายของบริษัทหลายครั้งในช่วงหลายปีที่ผ่านมา รวมถึงความร่วมมือที่เกี่ยวข้องกับโครงการเรือไฟฟ้า

เป้าหมายหลัก:

● ส่งเสริมการเกษตรเมืองและความมั่นคงทางอาหาร

● รักษาความหลากหลายของผักในท้องถิ่นและตามฤดูกาล

● สร้างพื้นที่สีเขียวและการรับรู้สิ่งแวดล้อมในเมือง

● ให้การศึกษาและการเผยแพร่แก่ประชาชนฟรี

 

สพพ. ร่วมพิธีบำเพ็ญกุศลปัณรสมวาร (15 วัน) เพื่อถวายเป็นพระกุศลแด่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ

  สพพ. ร่วมพิธีบำเพ็ญกุศลปัณรสมวาร (15 วัน) เพื่อถวายเป็นพระกุศลแด่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ พันเอก ศรัณยู วิริยเวชกุล รองผู้...