วันศุกร์ที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2569

กรมพัฒน์ บริการ “บัตรประจำตัวอิเล็กทรอนิกส์” พกพาสะดวกยืนยันทักษะฝีมือ

 กรมพัฒน์ บริการ “บัตรประจำตัวอิเล็กทรอนิกส์” พกพาสะดวกยืนยันทักษะฝีมือ

นายสมาสภ์ ปัทมะสุคนธ์ อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน เปิดเผยว่า ปัจจุบันบัตรที่ทางราชการออกให้เพื่อใช้ยืนยันตัวตน สิทธิ หรือสถานะทางกฎหมาย เช่น บัตรประจำตัวประชาชน ใบขับขี่ (ใบอนุญาตขับรถ) บัตรประจำตัวคนพิการ เป็นต้น กำลังแรงงานหรือประชาชนทั่วไปสามารถแสดงภาพบัตรดังกล่าวผ่านทางดิจิทัล (Digital ID) บนเครื่องมือสื่อสารผ่านแอปพลิเคชันต่าง ๆ แทนการแสดงตนด้วยบัตรประจำตัวได้แล้ว ซึ่งเป็นการอำนวยความสะดวกตามแนวทางการให้บริการภาครัฐในรูปแบบดิจิทัล (Digital Government) กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน กระทรวงแรงงาน ได้ใช้แนวทางนี้ในการขับเคลื่อนพัฒนาระบบ Mobile Application DSD-SKILL โดยเพิ่มการให้บริการ “บัตรประจำตัวอิเล็กทรอนิกส์” สำหรับผู้ได้รับหนังสือรับรองความรู้ความสามารถ

นายสมาสภ์ กล่าวต่อไปว่า สำหรับจุดเด่นของบัตรประจำตัวอิเล็กทรอนิกส์ สามารถแสดงบัตรผ่านโทรศัพท์มือถือได้ทุกที่ ทุกเวลา ไม่ต้องพกบัตรหรือเอกสารกระดาษ ตรวจสอบข้อมูลได้รวดเร็ว ถูกต้อง และปลอดภัย เพิ่มความน่าเชื่อถือในการประกอบอาชีพและการยืนยันตัวตน รวมถึงยังลดความเสี่ยงในการใช้เอกสารราชการปลอม วิธีการใช้งานก็เพียงดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน DSD Skill สามารถใช้ทั้งระบบ Android และ iOS โดยค้นหาชื่อ DSD Skill บน App Store หรือ Google Play หรือสแกน QR Code จากสื่อประชาสัมพันธ์ต่าง ๆ  สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ สำนักงานรับรองความรู้ความสามารถ กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน 0 2245 1703 สายด่วนกระทรวงแรงงาน 1506 กด 4 และเพจ  https://www.facebook.com/dsdgothai


“การพัฒนาแอปพลิเคชัน DSD Skill ให้มีบัตรประจำตัวอิเล็กทรอนิกส์เพิ่มขึ้นในครั้งนี้ เป็นความตั้งใจของกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน ที่ต้องการบริการช่างฝีมือทั่วประเทศได้สะดวกมากยิ่งขึ้น ไม่ต้องพกบัตรหรือเอกสาร เชิญชวนใช้บริการแอปพลิเคชัน” อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน กล่าวทิ้งท้าย

วธ. เปิดศูนย์รับบริจาคสิ่งของ รวมพลังศาสนา–ทุกภาคส่วน ส่งต่อความช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยภาคเหนือ

 วธ. เปิดศูนย์รับบริจาคสิ่งของ รวมพลังศาสนา–ทุกภาคส่วน ส่งต่อความช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยภาคเหนือ

วันที่ 21 สิงหาคม 2569 นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม เปิดเผยว่า ได้รับรายงานจากกรมการศาสนา กระทรวงวัฒนธรรม ถึงสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่ภาคเหนือ ซึ่งขณะนี้ส่งผลกระทบต่อประชาชนในหลายจังหวัด กรมการศาสนาจึงร่วมกับสำนักงานเจ้าคณะใหญ่หนเหนือ คณะสงฆ์กรุงเทพมหานคร องค์การทางศาสนา และเครือข่าย เปิดศูนย์รับบริจาคสิ่งของจำเป็น เพื่อรวบรวมและส่งต่อความช่วยเหลือไปยังพี่น้องประชาชนในพื้นที่ประสบภัย พร้อมเชิญชวนทุกภาคส่วนร่วมแบ่งปันน้ำใจ ส่งสิ่งของและกำลังใจไปช่วยกันบรรเทาความเดือดร้อนในช่วงเวลาที่ยากลำบากนี้ สำหรับสิ่งของที่เปิดรับบริจาค ได้แก่ เครื่องอุปโภคบริโภคและสิ่งของจำเป็นต่อการดำรงชีวิต อาทิ อาหารแห้งและอาหารสำเร็จรูป เช่น ข้าวสาร บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป อาหารกระป๋อง น้ำดื่ม และเครื่องปรุงอาหาร รวมถึงของใช้ในชีวิตประจำวัน เช่น สบู่ แชมพู ยาสีฟัน แปรงสีฟัน ผงซักฟอก น้ำยาทำความสะอาด ผ้าอนามัย กระดาษชำระ ตลอดจนสิ่งของจำเป็นอื่น ๆ ที่เหมาะสมสำหรับนำไปช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ประสบภัย

การเปิดศูนย์รับบริจาคครั้งนี้ มีเป้าหมายเพื่อระดมความช่วยเหลือจากทุกภาคส่วน และนำสิ่งของที่ได้รับบริจาคไปสนับสนุนการดำรงชีวิตและบรรเทาความเดือดร้อนในเบื้องต้นแก่ประชาชนที่ได้รับผลกระทบ โดยกรมการศาสนาจะประสานเครือข่ายในพื้นที่เพื่อส่งต่อความช่วยเหลือให้แก่ผู้ประสบภัยตามความจำเป็นอย่างเหมาะสม

นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม กล่าวเพิ่มเติมว่า สถานการณ์อุทกภัยที่เกิดขึ้นไม่เพียงส่งผลกระทบต่อที่อยู่อาศัยและการดำรงชีวิตของประชาชน แต่ยังเป็นช่วงเวลาที่ทุกภาคส่วนสามารถร่วมกันแสดงพลังแห่งความเอื้ออาทรและการช่วยเหลือเกื้อกูลกัน การร่วมบริจาคสิ่งของไม่ว่าจะมากหรือน้อย ล้วนมีคุณค่าในการช่วยบรรเทาความเดือดร้อนและเป็นกำลังใจให้แก่พี่น้องประชาชนที่กำลังเผชิญสถานการณ์ที่ยากลำบาก

กระทรวงวัฒนธรรม กรมการศาสนา จึงขอเชิญชวนประชาชน หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ตลอดจนผู้มีจิตศรัทธาทุกภาคส่วน ร่วมบริจาคสิ่งของที่จำเป็น เพื่อส่งต่อความห่วงใยและกำลังใจไปยังพี่น้องประชาชนผู้ประสบอุทกภัยในพื้นที่ภาคเหนือ และร่วมเป็นพลังในการช่วยให้ผู้ประสบภัยสามารถผ่านพ้นสถานการณ์ดังกล่าวและกลับมาดำเนินชีวิตได้ตามปกติโดยเร็ว เปิดรับบริจาคตั้งแต่บัดนี้ถึงวันที่ 31 สิงหาคม 2569 เวลา 08.00–16.30 น. ณ อาคารวัฒนธรรมวิศิษฏ์ ผู้ประสงค์ร่วมบริจาคสามารถนำสิ่งของมามอบได้ตามวันและเวลาดังกล่าว หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ 0 2202 9633 หรือ 0 2209 3699 หรือ 08 9967 3924 หรือ 06 2602 4749

สสว. จับมือ 8 หน่วยงานรัฐ ประกาศความร่วมมือบูรณาการส่งเสริม SMEs ผ่าน “หนึ่งรหัส หนึ่งผู้ประกอบการ” (SME ONE ID)เดินหน้าเชื่อมโยงข้อมูลผู้ประกอบการระหว่างหน่วยงานภาครัฐ ลดภาระเอกสารเพิ่มความสะดวกให้ SME เข้าถึงบริการภาครัฐด้วยรหัสเดียว

 สสว. จับมือ 8 หน่วยงานรัฐ ประกาศความร่วมมือบูรณาการส่งเสริม SMEs ผ่าน “หนึ่งรหัส หนึ่งผู้ประกอบการ”  (SME ONE ID)เดินหน้าเชื่อมโยงข้อมูลผู้ประกอบการระหว่างหน่วยงานภาครัฐ ลดภาระเอกสารเพิ่มความสะดวกให้ SME เข้าถึงบริการภาครัฐด้วยรหัสเดียว

สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) กำหนดจัดพิธีประกาศความร่วมมือบูรณาการส่งเสริม SMEs ผ่านการเชื่อมโยงข้อมูลผู้ประกอบการ ภายใต้ระบบงานหนึ่งรหัส หนึ่งผู้ประกอบการ (SME ONE ID) ในวันศุกร์ที่ 21 สิงหาคม 2569 เวลา 12.30 - 15.00 น. ณ ห้อง Learning Studio 1 สถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (TIJ) ถนนแจ้งวัฒนะ โดยมีผู้บริหารจาก 9 หน่วยงานร่วมประกาศความร่วมมือบูรณาการส่งเสริม SMEs ผ่านการเชื่อมโยงข้อมูลผู้ประกอบการ ภายใต้ระบบงานหนึ่งรหัส หนึ่งผู้ประกอบการ (SME ONE ID) เพื่อขยายเครือข่ายการเชื่อมโยงข้อมูลผู้ประกอบการ SME ระหว่างหน่วยงานภาครัฐให้ครอบคลุมยิ่งขึ้น

 ดร.ปณิตา ชินวัตร รองผู้อำนวยการสำนักงาน รักษาการแทนผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) เปิดเผยว่า การผนึกกำลังครั้งสำคัญกับ 8 หน่วยงานพันธมิตรในครั้งนี้ สะท้อนความมุ่งมั่นของภาครัฐในการขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจฐานรากและผู้ประกอบการ SME ให้ก้าวข้ามข้อจำกัดด้านเอกสารและขั้นตอนที่ซ้ำซ้อน ผ่านการบูรณาการข้อมูลภายใต้ระบบ "SME ONE ID" ซึ่งจะเป็นก้าวสำคัญในการยกระดับการให้บริการภาครัฐให้มีความรวดเร็ว แม่นยำ และตรงจุดมากยิ่งขึ้น สำหรับ             9 หน่วยงานพันธมิตรที่ร่วมประกาศความร่วมมือในครั้งนี้ ประกอบด้วย

1) สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม

2) สำนักงานสถิติแห่งชาติ

3) กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์

4) กรมวิทยาศาสตร์บริการ

5) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ

6) สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย

7) องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน)

8) สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (องค์การมหาชน)

9) สถาบันส่งเสริมความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน (องค์การมหาชน)

ภายในงาน นอกจากการประกาศความร่วมมือแล้ว ยังมี Session พิเศษ “1 สิ่งที่เรามี...และอยากแบ่งปัน” ซึ่งเปิดเวทีให้ผู้แทนแต่ละหน่วยงานร่วมแลกเปลี่ยนทรัพยากร องค์ความรู้ และแนะนำโครงการบริการเพื่อประโยชน์สูงสุดของผู้ประกอบการ



ระบบ SME ONE ID หรือ “หนึ่งรหัส หนึ่งผู้ประกอบการ” ถือเป็นกลไกสำคัญที่ต่อยอดมาจาก 1 ใน 12 งานบริการวาระ (Agenda) ของรัฐบาล ภายใต้มติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2564 ซึ่งมอบหมายให้ สสว. เป็นผู้รับผิดชอบ โดยเปรียบเสมือน Digital ID ของผู้ประกอบการ SME ที่ผ่านการพิสูจน์ตัวตนในระดับที่มีความน่าเชื่อถือ รองรับทั้งบุคคลธรรมดา นิติบุคคล และวิสาหกิจชุมชน ผ่านระบบ Single Sign-On ช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถเข้าถึงบริการ e-Service ของ สสว. และหน่วยงานภาครัฐได้อย่างสะดวกรวดเร็วผ่านช่องทาง http://bizportal.go.th แอปพลิเคชัน SME Connext และแอปพลิเคชันทางรัฐ การดำเนินงานดังกล่าวได้ถูกขยายผลอย่างเป็นรูปธรรมผ่านความร่วมมือในการเชื่อมโยงฐานข้อมูลผู้ประกอบการ                โดยนับตั้งแต่เริ่มโครงการ สสว. ได้บูรณาการข้อมูลร่วมกับหน่วยงานภาครัฐไปแล้ว 18 หน่วยงาน และในปีงบประมาณ 2569 ได้ผนึกกำลังเพิ่มอีก 8 หน่วยงาน ส่งผลให้ปัจจุบันมีหน่วยงานที่เชื่อมโยงข้อมูลสะสมรวม 26 หน่วยงาน และพร้อมเดินหน้าสู่เป้าหมายครอบคลุม 30 หน่วยงานภายในปี 2570 เพื่อสร้างมาตรฐานใหม่ให้ระบบข้อมูลผู้ประกอบการของประเทศสามารถใช้ประโยชน์ร่วมกันได้อย่างไร้รอยต่อ  ทั้งนี้ ข้อมูลล่าสุด ณ เดือนสิงหาคม 2569 พบว่ามีผู้ประกอบการขึ้นทะเบียน SME ONE ID สะสมแล้วกว่า 1,177,030 ราย ประกอบด้วยนิติบุคคล 989,672 ราย วิสาหกิจชุมชน 83,082 ราย บุคคลธรรมดา 78,675 ราย และผู้สนใจเริ่มต้นธุรกิจ (Pre-Startup) 25,601 ราย สะท้อนถึงการเติบโตและการยอมรับจากภาคธุรกิจในวงกว้าง



สสว. จะยังคงเดินหน้าพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูลนี้อย่างต่อเนื่อง ควบคู่กับการยกระดับมาตรฐานความมั่นคงปลอดภัย เพื่อให้ภาครัฐสามารถส่งต่อบริการและมาตรการช่วยเหลือสนับสนุนไปถึงมือผู้ประกอบการได้อย่างตรงจุด ช่วยลดต้นทุน เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และร่วมขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน


สศก. เปิดเวทีวิชาการ 2569 ชู 8 งานวิจัย มองภาคเกษตรไทยผ่าน “คำถามเชิงเศรษฐศาสตร์”จากสังคมสูงวัย ข้าวคาร์บอนต่ำ และ AI–SAR สู่การแข่งขันทุเรียน โอกาสของโกโก้ไทย และปาล์มน้ำมันยั่งยืน

 สศก. เปิดเวทีวิชาการ 2569 ชู 8 งานวิจัย มองภาคเกษตรไทยผ่าน “คำถามเชิงเศรษฐศาสตร์”จากสังคมสูงวัย ข้าวคาร์บอนต่ำ และ AI–SAR สู่การแข่งขันทุเรียน โอกาสของโกโก้ไทย และปาล์มน้ำมันยั่งยืน


สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) จัดงานสัมมนาวิชาการ “การเสนอผลงานวิชาการด้านเศรษฐกิจการเกษตร ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 และนิทรรศการนวัตกรรมข้อมูลภาคเกษตร” หรือ Academic Open House & Agricultural Economics Forum 2026 เมื่อวันศุกร์ที่ 21 สิงหาคม 2569 ณ ห้องไดมอนด์ บอลรูม โรงแรมแกรนด์ ริชมอนด์ จังหวัดนนทบุรี เปิดเวทีนำเสนอผลงานวิจัยและงานวิเคราะห์รวม 8 เรื่อง โดยมีผู้แทนจากหน่วยงานภาครัฐ สถาบันการศึกษา ภาคเอกชน และภาคีเครือข่ายด้านการเกษตรเข้าร่วม


นายพีรพันธ์ คอทอง เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร กล่าวว่า จุดเด่นของเวทีวิชาการปีนี้ คือการนำข้อมูลและปัญหาภาคเกษตรมาตั้งเป็น “คำถามเชิงเศรษฐศาสตร์” เพื่อค้นหาคำอธิบายว่า เหตุใดเกษตรกร ผู้ประกอบการ และผู้เกี่ยวข้องจึงตัดสินใจเช่นนั้น การตัดสินใจดังกล่าวอยู่ภายใต้ข้อจำกัดใด และหากภาครัฐจะดำเนินมาตรการ ควรออกแบบอย่างไรให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อเกษตรกรและประเทศ

“งานของ สศก. ต้องไม่หยุดอยู่ที่การรายงานว่าเกิดอะไรขึ้น แต่ต้องอธิบายให้ได้ว่าเหตุใดจึงเกิด ใครได้รับประโยชน์ ใครเป็นผู้แบกรับต้นทุน และหากภาครัฐใช้ทรัพยากรหนึ่งบาท จะสามารถเปลี่ยนผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจได้มากน้อยเพียงใด ข้อมูล แบบจำลอง และเทคโนโลยีเป็นเครื่องมือสำคัญ แต่หัวใจคือการใช้ดุลพินิจทางเศรษฐศาสตร์ที่ตั้งอยู่บนหลักฐาน” เลขาธิการ สศก. กล่าว

สำหรับผลงานวิจัยและงานวิเคราะห์ทั้ง 8 เรื่อง ที่นำเสนอ ประกอบด้วย

1. การวางแผนการผลิตเพื่อรองรับความเสี่ยงทางรายได้จากการเข้าสู่สังคมสูงวัย

งานวิจัยชี้ให้เห็นว่า สังคมสูงวัยไม่ได้กระทบเพียงจำนวนแรงงานในภาคเกษตร แต่ยังส่งผลต่อความพร้อมในการลงทุน ความสามารถในการรับความเสี่ยง การใช้เทคโนโลยี และการส่งต่อกิจการเกษตรไปยังคนรุ่นใหม่ คำถามสำคัญจึงอยู่ที่ว่า อายุ สุขภาพ รายได้ ข้อมูล และความเชื่อมั่นในความสามารถของตนเอง ส่งผลต่อการตัดสินใจวางแผนการผลิตผ่านช่องทางใด และภาครัฐควรช่วยให้เกษตรกรสูงวัย “ทำต่อ ส่งต่อ หรือวางมือ” ได้อย่างเหมาะสมอย่างไร

2. การพัฒนาความร่วมมือบริหารจัดการสินค้าเกษตรแปรรูปมูลค่าสูงด้วย Agri-Tech

กรณีศึกษาข้าว สับปะรด กล้วยหอมทอง และอะโวคาโด สะท้อนให้เห็นว่า การแปรรูปไม่ได้สร้างรายได้เพิ่มแก่เกษตรกรโดยอัตโนมัติ แม้ทุกฝ่ายจะมองเห็นโอกาสร่วมกัน แต่ความร่วมมืออาจไม่เกิดขึ้นจริง เนื่องจากยังมีต้นทุนในการค้นหาคู่ค้า การเจรจา การควบคุมคุณภาพ การขอรับรองมาตรฐาน การติดตามสัญญา และการเข้าถึงตลาด

งานวิจัยจึงมุ่งค้นหาว่า อุปสรรคที่แท้จริงอยู่ที่เทคโนโลยี เงินทุน การบริหารจัดการ หรือโครงสร้างแรงจูงใจของคู่สัญญา รวมทั้งพิจารณาว่า มูลค่าที่เกิดขึ้นจากการแปรรูปถูกแบ่งปันกลับไปถึงเกษตรกรและวิสาหกิจชุมชนมากน้อยเพียงใด

3. ความเต็มใจจ่ายของเกษตรกรต่อบริการ ASP สำหรับการผลิตข้าวคาร์บอนต่ำ

การผลิตข้าวคาร์บอนต่ำช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อสังคมโดยรวม ขณะที่ต้นทุนในการปรับเปลี่ยนกระบวนการผลิตส่วนหนึ่งตกอยู่กับเกษตรกรรายบุคคล งานวิจัยจึงประเมินความเต็มใจจ่ายของเกษตรกรต่อบริการเครื่องจักรและเทคโนโลยี เช่น การปรับระดับนาด้วยเลเซอร์ เครื่องปักดำนา โดรนเพื่อการเกษตร และเครื่องสับย่อยฟาง

ผลการศึกษาจะเป็นข้อมูลพื้นฐานในการพัฒนาตลาดผู้ให้บริการทางการเกษตร หรือ Agricultural Service Providers (ASPs) รวมถึงการออกแบบมาตรการสนับสนุนที่ช่วยลดภาระของเกษตรกร โดยไม่ทำให้ภาครัฐต้องรับต้นทุนทั้งหมด และสามารถเชื่อมโยงกับผลประโยชน์ด้านการลดคาร์บอนได้อย่างเหมาะสม

4. การจัดลำดับความสำคัญเชิงนโยบายสำหรับการฟื้นฟูภาคเกษตรหลังอุทกภัย

เมื่อทรัพยากรและงบประมาณมีจำกัด การฟื้นฟูหลังอุทกภัยจำเป็นต้องตอบให้ได้ว่า ควรช่วยใคร เรื่องใด และในช่วงเวลาใดก่อน เพราะการจัดลำดับตามระดับความเสียหาย ความเปราะบางของครัวเรือน หรือผลตอบแทนต่อทรัพยากรที่ใช้ อาจให้คำตอบที่แตกต่างกัน

งานวิจัยยังชวนพิจารณาความสมดุลระหว่างเงินเยียวยาระยะสั้นกับการลงทุนเพื่อป้องกันความเสียหายในอนาคต ตลอดจนการใช้เครื่องมือที่หลากหลาย ทั้งการบริหารจัดการน้ำ การประกันภัยพืชผล การฟื้นฟูปัจจัยการผลิต การจัดการหนี้ การพัฒนาทักษะอาชีพ และการเชื่อมโยงตลาด เพื่อช่วยให้เกษตรกรสามารถฟื้นตัวได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน โดยไม่กลับเข้าสู่วงจรความเปราะบางซ้ำเดิม

5. การประเมินเนื้อที่ยืนต้นปาล์มน้ำมันด้วย AI และภาพถ่ายดาวเทียม SAR

งานศึกษานำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาประมวลผลร่วมกับภาพถ่ายดาวเทียมระบบ Synthetic Aperture Radar (SAR) เพื่อเพิ่มความรวดเร็วและความแม่นยำในการประเมินเนื้อที่ยืนต้นปาล์มน้ำมัน

ในทางเศรษฐศาสตร์ ข้อมูลจะมีมูลค่าก็ต่อเมื่อช่วยให้การตัดสินใจดีขึ้น คำถามของงานจึงไม่ได้หยุดอยู่เพียงว่า แบบจำลองมีความแม่นยำเพียงใด แต่รวมถึงความแม่นยำที่เพิ่มขึ้นจะช่วยลดต้นทุนการสำรวจ ลดความผิดพลาดในการคาดการณ์อุปทาน และทำให้การบริหารจัดการปาล์มน้ำมันทั้งระบบมีประสิทธิภาพมากขึ้นได้อย่างไร

6. ความได้เปรียบเชิงเปรียบเทียบและศักยภาพตลาดส่งออกทุเรียนไทย

ความได้เปรียบเชิงเปรียบเทียบสะท้อนผลการค้าที่เกิดขึ้นในอดีต แต่ไม่ใช่หลักประกันความสามารถในการแข่งขันในอนาคต เนื่องจากการแข่งขันยังขึ้นอยู่กับผลิตภาพ ต้นทุนหลังการเก็บเกี่ยว ระบบโลจิสติกส์ คุณภาพ มาตรฐาน และความสามารถในการส่งมอบสินค้าให้ตรงตามเงื่อนไขของตลาดปลายทาง

งานวิจัยจึงวิเคราะห์ทั้งสถานะของไทยเมื่อเทียบกับประเทศคู่แข่ง ปัจจัยที่มีผลต่อการส่งออก และความเสี่ยงจากการพึ่งพาตลาดหลัก พร้อมเสนอแนวทางรักษาตลาดเดิม ฟื้นฟูตลาดที่ไทยมีความสามารถในการแข่งขันลดลง และกระจายตลาดบนพื้นฐานของกำไรและความเสี่ยง โดยไม่พิจารณาเฉพาะปริมาณการส่งออกเพียงอย่างเดียว

7. โอกาสทางการตลาดของโกโก้ไทย

งานวิจัยศึกษาทั้งความต้องการของผู้แปรรูป พฤติกรรมผู้บริโภค คุณลักษณะผลิตภัณฑ์ที่ตลาดให้คุณค่า ตลอดจนระดับราคาและช่องทางจำหน่ายที่เหมาะสม โดยพบว่า แหล่งผลิตในประเทศไทย รสชาติ การรับรองคุณภาพ และเรื่องราวของพื้นที่ผลิต มีส่วนช่วยสร้างความแตกต่างให้แก่ผลิตภัณฑ์โกโก้ไทย

อย่างไรก็ตาม โอกาสของเกษตรกรรายหนึ่งอาจไม่เท่ากับโอกาสของประเทศทั้งระบบ โดยเฉพาะโกโก้ซึ่งต้องใช้เวลาหลายปีก่อนให้ผลผลิต หากมีการขยายพื้นที่พร้อมกันโดยไม่มีข้อมูลอุปสงค์และตลาดรองรับ อาจนำไปสู่อุปทานส่วนเกินในอนาคต งานวิจัยจึงให้ความสำคัญกับการผลิตที่มีผู้รับซื้อรองรับ การรักษาคุณภาพ และการพัฒนาตลาดควบคู่กับการส่งเสริมการปลูก

8. แนวทางสู่ความสำเร็จในการผลิตปาล์มน้ำมันอย่างยั่งยืน

การผลิตตามมาตรฐานความยั่งยืนช่วยสร้างความน่าเชื่อถือ การตรวจสอบย้อนกลับ และโอกาสในการเข้าถึงตลาดที่ให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อมและความรับผิดชอบทางสังคม อย่างไรก็ตาม การรับรองมาตรฐานมีต้นทุนคงที่ ทั้งค่าตรวจประเมิน ระบบข้อมูล เอกสาร และการบริหารกลุ่ม ส่งผลให้เกษตรกรรายย่อยมีต้นทุนต่อหน่วยสูงกว่าเกษตรกรรายใหญ่

งานวิจัยจึงศึกษาปัจจัยความสำเร็จของกลุ่มเกษตรกรที่ได้รับมาตรฐาน RSPO ทั้งด้านการบริหารกลุ่ม การมีส่วนร่วมของสมาชิก การสนับสนุนจากโรงงานสกัด ระบบตรวจสอบ และแรงจูงใจทางเศรษฐกิจ เพื่อหาแนวทางลดต้นทุนในการเข้าสู่ระบบ และทำให้ผลตอบแทนจากตลาดกลับไปถึงเกษตรกรอย่างเป็นธรรม

เลขาธิการ สศก. กล่าวเพิ่มเติมว่า เมื่อพิจารณาร่วมกัน ผลงานทั้ง 8 เรื่องสะท้อนปัญหาภาคเกษตรไทยใน                4 มิติ ที่เชื่อมโยงกัน ได้แก่ ข้อจำกัดของเกษตรกรและครัวเรือน โครงสร้างแรงจูงใจและการทำงานของตลาด คุณภาพของข้อมูลที่ใช้ในการตัดสินใจ และการเปลี่ยนแปลงของการแข่งขันและมาตรฐานในตลาดปลายทาง

ทั้ง 4 มิตินำไปสู่คำถามร่วมกันว่า เหตุใดปัญหาบางประการในภาคเกษตรจึงเกิดขึ้นซ้ำ แม้ทุกฝ่ายจะมีข้อมูลและมีความตั้งใจแก้ไข คำตอบอาจไม่ได้อยู่ที่การขาดความตั้งใจเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ข้อจำกัด แรงจูงใจ ข้อมูล และกติกาที่ไม่สอดคล้องกัน จึงจำเป็นต้องใช้ทั้งทฤษฎีเศรษฐศาสตร์ ข้อมูล แบบจำลอง และความร่วมมือจากหลายภาคส่วนมาประกอบการออกแบบนโยบาย

“สศก. จะยกระดับงานวิชาการจากการรายงานสถานการณ์ ไปสู่การวิเคราะห์เชิงเศรษฐศาสตร์และการประเมินทางเลือกนโยบายที่ชัดเจนยิ่งขึ้น เพื่อให้ข้อเสนอของ สศก. สามารถตอบได้ทั้งเรื่องประสิทธิภาพ ความเป็นธรรม ความคุ้มค่าของงบประมาณ และผลกระทบที่เกิดขึ้นจริงต่อเกษตรกร” เลขาธิการ สศก. กล่าว



ทั้งนี้ ผลงานที่นำเสนอในเวทีดังกล่าวอยู่ระหว่างการจัดทำรายงานฉบับสมบูรณ์ ผู้สนใจสามารถติดตามรายละเอียดและผลการศึกษาได้ทางช่องทางเผยแพร่ของสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรเมื่อดำเนินการแล้วเสร็จ โดย สศก. พร้อมเปิดความร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐ สถาบันการศึกษา ภาคเอกชน และภาคีเครือข่าย เพื่อพัฒนาข้อมูล องค์ความรู้ และงานวิเคราะห์สำหรับสนับสนุนการกำหนดนโยบายภาคเกษตรของประเทศต่อไป

 ************************************************************

ข่าว  :  ส่วนประชาสัมพันธ์ 

ข้อมูล : สำนักวิจัยเศรษฐกิจการเกษตร

ครั้งแรกในประวัติศาสตร์กว่าร้อยปี ! มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง จัดงานประเพณีทิ้งกระจาด ประจำปี 2569 ณ ศาลเจ้าไต้ฮงกงหยกขาวฯ พุทธสถานศักดิ์สิทธิ์บนผืนแผ่นดินประวัติศาสตร์กว่า 120 ปี (สุสานวัดดอน) ปล่อยคาราวานทัพเครื่องอุปโภคบริโภค 3,000 ชุด ลงพื้นที่แจกจ่ายให้แก่ผู้ยากไร้ในพื้นที่ 6 เขตกรุงเทพฯ โดยมี รศ. ดร.ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯ กทม. เป็นประธานในพิธี

 ครั้งแรกในประวัติศาสตร์กว่าร้อยปี ! มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง จัดงานประเพณีทิ้งกระจาด ประจำปี 2569 ณ ศาลเจ้าไต้ฮงกงหยกขาวฯ พุทธสถานศักดิ์สิทธิ์บนผืนแผ่นดินประวัติศาสตร์กว่า 120 ปี (สุสานวัดดอน) ปล่อยคาราวานทัพเครื่องอุปโภคบริโภค 3,000 ชุด ลงพื้นที่แจกจ่ายให้แก่ผู้ยากไร้ในพื้นที่ 6 เขตกรุงเทพฯ โดยมี รศ. ดร.ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯ กทม. เป็นประธานในพิธี





วันนี้ (วันศุกร์ที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2569) มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง นำโดย นายวิชิต ชินวงศ์วรกุล รองประธานกรรมการ นางศิริกุล โอภาสวงศ์ กรรมการและเลขาธิการ นายจารุรัตน์ คุณัตถานนท์ กรรมการและเหรัญญิก นายสุรพงษ์ เตชะหรูวิจิตร กรรมการและรองเลขาธิการ พร้อมด้วย คณะกรรมการ และผู้ช่วยกรรมการ จัดพิธีปล่อยคาราวานทัพเครื่องอุปโภคบริโภครวม 3,000 ชุด ประกอบด้วย ข้าวสาร บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ปลากระป๋อง น้ำปลา น้ำมันพืช ขนม เสื้อบริจาค จากศาลเจ้าไต้ฮงกงหยกขาว เฉลิมพระเกียรติ 72 พรรษา เขตสาทร เพื่อลงพื้นที่แจกจ่ายให้กับผู้ยากไร้ในพื้นที่ 6 เขตกรุงเทพมหานคร ได้แก่ เขตสาทร ตลิ่งชัน ทวีวัฒนา หนองจอก มีนบุรี และเขตราษฎร์บูรณะ โดยมี รศ. ดร.ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วย แขกผู้มีเกียรติ อาทิ ดร.เสาวนีย์ เตชะไพบูลย์ ภริยาประธานกรรมการมูลนิธิฯ นางสุธนี ชยางพัทธ์ และอาสาสมัครมูลนิธิฯ นำโดย นางศิริพร โอภาสวงศ์ อาสาสมัครกิตติมศักดิ์ นางศิริวรรณ โอภาสวงศ์ อาสาสมัครกิตติมศักดิ์ นายนริศ วิทยาวรากรณ์ อาสาสมัครเฉพาะกิจ นางดวงตา ตุงคะมณี (ตุ๊ก) อาสาสมัครศิลปิน และนายเฉลิมพล ทิฆัมพรธีรวงศ์ (แจ็ค แฟนฉัน) อาสาสมัครศิลปิน ร่วมในพิธี



โดยวานนี้ (วันที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2569) ภายในศาลเจ้าไต้ฮงกงหยกขาวฯ มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง โดย นายวิเชียร เตชะไพบูลย์ ประธานกรรมการ ดร.สุทัศน์ เตชะวิบูลย์ รองประธานกรรมการ นายสัก กอแสงเรือง รองประธานกรรมการ พร้อมด้วย นายจารุรัตน์ คุณัตถานนท์ กรรมการและเหรัญญิก นางจินดา บุญลาภทวีโชค กรรมการตรวจสอบ นายสุหัทย์ ไพรสานฑ์กุล กรรมการ และ นางชุติมา ตันติศิริวัฒน์ ผู้ช่วยกรรมการ จัดพิธีจุดเทียนเปิดงานประเพณีทิ้งกระจาด (พิธีสงฆ์) โดย คณะสงฆ์จีนนิกาย จากวัดโพธิ์แมนคุณาราม สวดถวายพุทธบูชา พิธีสักการะทีกง (เทพยดาฟ้าดิน) พิธีสักการะไต้สื่อเอี๊ย พิธีไหว้สุสาน (หลุมบรรพชน) พิธีโปรยทานทิ้งกระจาด โยคะตันตระเปรตพลีอุทิศ (หม่งซัวซีเจี๊ยะ) และพิธีกรวดน้ำอุทิศส่วนบุญส่วนกุศล โดยมีสาธุชนผู้มีจิตศรัทธา ร่วมในพิธีศักดิ์สิทธิ์อย่างคับคั่ง










สำหรับงานประเพณีทิ้งกระจาด ประจำปี พ.ศ. 2569 นี้ นับว่าเป็นปีแห่งประวัติศาสตร์ของสาธุชนผู้มีจิตศรัทธาได้สักการะ “หลวงปู่ไต้ฮงหินหยกขาว” ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งในประเทศไทย พร้อมได้ร่วมงานประเพณีทิ้งกระจาด “ทำบุญ” ตั้งจิตอุทิศส่วนกุศลแก่ดวงวิญญาณไร้ญาติ ณ ศาลเจ้าไต้ฮงกงหยกขาวฯ พุทธสถานอันศักดิ์สิทธิ์ที่ตั้งบนผืนแผ่นแห่งศรัทธา อันเป็นสุสานสาธารณะฝังศพไร้ญาติเก่าของมูลนิธิป่อเต็กตึ๊งที่มีอายุกว่า 120 ปี (สุสานวัดดอน) ด้วยตนเอง อีกทั้งยังได้ “ทำทาน” แก่ผู้ยากไร้ การจัดประเพณีทิ้งกระจาด ณ ศาลเจ้าไต้ฮงกงหยกขาวฯ ในปีนี้ นับเป็นงานมหาบุญ มหากุศลครั้งใหญ่ครั้งแรกในกว่าร้อยปี


งานประเพณีทิ้งกระจาด ประจำปี พ.ศ. 2569 มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้มีมติเพิ่มจำนวนชุดเครื่องอุปโภคบริโภคให้มากกว่าปีที่ผ่านมา ให้สอดรับกับปริมาณผู้ที่มารอรับและค่าครองชีพในปัจจุบันที่เพิ่มขึ้น เพื่อช่วยเหลือบรรเทาความเดือดร้อนขั้นต้น ช่วยลดค่าใช้จ่ายในครัวเรือนของผู้ยากไร้ รวมถึงขยายพื้นที่ในแจกจ่ายสิ่งของเครื่องอุปโภคบริโภคแก่ผู้ยากไร้ ทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด โดยเมื่อวันที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2569 ที่ผ่านมา มูลนิธิฯ ได้แจกจ่ายเครื่องอุปโภคบริโภค ณ บริเวณสุสานมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง อำเภอบ้านแพ้ว จังหวัดสมุทรสาคร และยังมีกำหนดแจกเครื่องอุปโภคบริโภคให้แก่ผู้ยากไร้อีก 2 แห่ง ได้แก่ในวันอังคารที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 256 ณ คลินิกการประกอบโรคศิลปะ สาขาการแพทย์แผนจีนหัวเฉียว สาขาศรีราชา จังหวัดชลบุรี และวันพุธที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2569 ณ มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง พลับพลาไชย กรุงเทพฯ รวมทั้งมอบให้แก่องค์กรต่างๆ รวมแจกจ่ายเครื่องอุปโภคบริโภคเนื่องในประเพณีทิ้งกระจาด ประจำปี 2569 แก่ผู้ยากไร้ 3 จังหวัด คิดเป็นมูลค่า 15.8 ล้านบาท


สำหรับสาธุชนผู้มีจิตศรัทธาที่ประสงค์ร่วมงานมหาบุญ มหากุศล ในประเพณีทิ้งกระจาด ประจำปี 2569 นี้ ยังคงสามารถ ร่วมสักการะหลวงปู่ไต้ฮง (ไต้ฮงกง) และทำบุญบริจาคชุดข้าวสาร อุทิศส่วนกุศลให้ผู้ล่วงลับทั้งที่เป็นญาติและไม่ใช่ญาติ พร้อมกับได้ทำทานให้ผู้ยากไร้ ได้ตั้งแต่บัดนี้ - วันที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2569 ทั้งที่มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง พลับพลาไชย และ ทำบุญ “ทิ้งกระจาดออนไลน์” ผ่านเว็บไซต์ https://pttfny.net/newsh ติดต่อสอบถาม และติดตามข่าวสารกิจกรรม การช่วยเหลือของมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง สามารถดูรายละเอียดช่องทางที่สะดวกได้ที่ https://linktr.ee/pohtecktung หรือที่สายด่วนป่อเต็กตึ๊ง 1418




มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ขอบุญบารมีองค์หลวงปู่ไต้ฮง (ไต้ฮงกง) ดลบันดาลให้ผู้มีจิตศรัทธา เจ้าหน้าที่ อาสาสมัคร และครอบครัวของทุกท่าน ที่มีส่วนร่วมในงานมหาบุญ มหากุศลนี้ มีความสุข ความเจริญ สุขภาพร่างกายแข็งแรงตลอดปี ตลอดไป

“มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ช่วยชีวิต รักษาชีวิต สร้างชีวิต”

.

เกี่ยวกับศาลเจ้าไต้ฮงกงหยกขาว เฉลิมพระเกียรติ 72 พรรษา

.

“ศาลเจ้าไต้ฮงกงหยกขาว เฉลิมพระเกียรติ 72 พรรษา” “มรดกแห่งเมตตาธรรม และแหล่งเรียนรู้ด้านสถาปัตยกรรมเชิงวัฒนธรรมแต้จิ๋วโบราณอันทรงคุณค่า ศูนย์รวมพลังศรัทธาที่ยิ่งใหญ่บนดินแดนศักดิ์สิทธิ์กว่า 120 ปี ใจกลางสาทร” ถูกสร้างขึ้นบนผืนแผ่นดินประวัติศาสตร์แห่งศรัทธาและการตอบแทนคุณแผ่นดินไทย บนเนื้อที่ 4 ไร่ 17 ตารางวา ติดกับ “สวนเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง” อันเป็นผืนแผ่นดินประวัติศาสตร์แห่งศรัทธาและการตอบแทนคุณแผ่นดินไทยในนาม “สุสานวัดดอน” ที่ชาวจีน 710 ท่าน ได้รวบรวมเงินจัดซื้อที่ดินในปี พ.ศ. 2442 สร้างสุสานสาธารณะเพื่อผู้วายชนม์โดยไม่แบ่งชนชั้น วรรณะ เชื้อชาติ และศาสนา และเป็นจุดเริ่มต้นของการก่อตั้งคณะเก็บศพไต้ฮงกงพร้อมศาลเจ้าไต้ฮงกง พลับพลาไชย ในปี พ.ศ. 2452-2453 ก่อนจะจดทะเบียนเป็นมูลนิธิฯ ในนาม มูลนิธิฮั่วเคี้ยวป่อเต็กเซี่ยงตึ๊ง (มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง) หมายถึง “มูลนิธิฯ แห่งการตอบแทนคุณแผ่นดิน โดยการทำคุณงามความดี ด้วยการ ช่วยชีวิต รักษาชีวิต สร้างชีวิต” ติดต่อสอบถาม ติดตามข่าวสาร กิจกรรม จองคิวรอบเข้าชมพิเศษสำหรับผู้ที่สนใจด้านประวัติศาสตร์ และสถาปัตยกรรมภายในศาลเจ้าไต้ฮงกงหยกขาวฯ รวมถึง พิกัดการเดินทางของศาลเจ้าไต้ฮงกงหยกขาวฯ ได้ที่ https://linktr.ee/TaihonggongshrineTH

กรมพัฒน์ บริการ “บัตรประจำตัวอิเล็กทรอนิกส์” พกพาสะดวกยืนยันทักษะฝีมือ

  กรมพัฒน์ บริการ “บัตรประจำตัวอิเล็กทรอนิกส์” พกพาสะดวกยืนยันทักษะฝีมือ นายสมาสภ์ ปัทมะสุคนธ์ อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน เปิดเผยว่า ปัจจุบัน...