วันอังคารที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2569

“สัปดาห์แห่งการทำความดี” ย้ำจุดยืนผู้นำด้าน Green Insurer

 “สัปดาห์แห่งการทำความดี” ย้ำจุดยืนผู้นำด้าน Green Insurer


บมจ.กรุงไทย-แอกซ่า ประกันชีวิต ในฐานะ ‘Green Insurer’ หรือผู้นำบริษัทประกันที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม นำโดยมร.โธมัส บูเบิร์ล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มแอกซ่า (คนที่ 5 จากขวา) พร้อมด้วย มร.ฮัสซัน เอล ชาบราวิชิ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร แอกซ่า อินเตอร์เนชั่นแนล มาร์เก็ต (คนที่ 4 จากซ้าย) และ มร.นิโคลา เดอ นาแซล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แอกซ่า ในภูมิภาคเอเชียอาคเนย์ และประเทศเกาหลีใต้ และ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.กรุงไทย-แอกซ่า ประกันชีวิต (คนที่ 4 จากขวา) พร้อมกับคณะผู้บริหารระดับสูง พนักงานของกรุงไทย-แอกซ่า ประกันชีวิต จัดกิจกรรมใหญ่ สัปดาห์แห่งการทำความดี หรือ “Week for Good”  ซึ่งเป็นกิจกรรมที่ทุกบริษัทของแอกซ่าทั่วโลกจัดขึ้นพร้อมกันทุกๆ ปี โดยในปีนี้บริษัทฯ มุ่งเน้นด้านการป้องกันสุขภาพเชิงรุก  และการให้ความสำคัญกับด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และความหลากหลายทางชีวภาพ ซึ่งสอดคล้องกับกลยุทธ์ด้านความยั่งยืนของกลุ่มแอกซ่า


โดยกิจกรรมไฮไลท์ในปีนี้ คือ Week For Good Run For Health ซึ่งร่วมมือกับกรุงเทพมหานครและสวนลุมพินี โดยบริษัทฯ ได้สร้างลานยืดเหยียด ปรับปรุงสนามฟุตซอล รวมถึงสนับสนุนอุปกรณ์สำหรับกิจกรรมนันทนาการ อาทิ เรือเป็ด เสื้อชูชีพ และร่มสนาม ณ สวนลุมพินี สอดคล้องกับเป้าหมายของบริษัทฯ ที่ส่งเสริมให้ทุกคนได้ออกกำลังกาย และเริ่มต้นดูแลรักษาสุขภาพในพื้นที่ที่อากาศบริสุทธิ์ นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมคาราวานตรวจสุขภาพฟรีไม่มีค่าใช้จ่ายให้แก่ประชาชน ในระหว่างวันที่ 10-13 มิถุนายน 2569

พร้อมทั้งกิจกรรมสันทนาการ เผาผลาญแคลอรี่ผ่านด่านออกกำลังกาย ตลอดจนกิจกรรมปลูกป่าชายเลน และปล่อยปู ณ ศูนย์ศึกษาธรรมชาติกองทัพบก บางปู ซึ่งเป็นความร่วมมือของพนักงานจิตอาสา หรือ Hearts in Action Volunteers ของกรุงไทย-แอกซ่า ประกันชีวิต และ แอกซ่า ประกันภัย ซึ่งถือเป็นความร่วมมือ ONE AXA  นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมออนไลน์ ไม่ว่าจะเป็น Solar Energy Gamification การเรียนรู้เรื่องพลังงานแสงอาทิตย์ผ่านเกม โดยกิจกรรมดังกล่าวมีจุดมุ่งหมายเพื่อช่วยสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับเรื่องพลังงานแสงอาทิตย์ และกิจกรรม E-Learning แบบทดสอบที่จะให้ความรู้เกี่ยวกับสุขภาพและสร้างความรู้สุขภาพ เพื่อนำไปปรับใช้ในชีวิตประจำวัน รวมถึงกิจกรรม Green Market แบ่งปันสินค้ารักษ์โลกของพนักงาน เพื่อลดขยะที่เป็นมลพิษของสิ่งแวดล้อม

โดยได้รับความสนใจจากผู้บริหาร และพนักงานหัวใจทำงานเข้าร่วมกิจกรรมกว่า 2,087 คน นับเป็นชั่วโมงการทำความดีได้มากถึง 2,739 ชั่วโมง สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของพนักงานพลังจิตอาสา ที่ใช้หัวใจทำงาน หรือ Hearts in Acton ที่เป็นอีกหนึ่งนโยบายหลักด้านความรับผิดชอบของสังคมของบริษัทฯ  

ทุกกิจกรรมที่จัดขึ้นในครั้งนี้ ถือเป็นส่วนหนึ่งที่ได้ช่วยเหลือสังคม อีกทั้งยังทำให้ผู้เข้าร่วมกิจกรรม ได้รับประสบการณ์ใหม่ๆ และเป็นส่วนหนึ่งที่จะเป็นแรงผลักดัน และขับเคลื่อนด้านสิ่งแวดล้อม สู่ความยั่งยืนของสังคมไทย ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายสูงสุดของบริษัทฯ ที่จะอยู่เคียงข้างทุกความเชื่อมั่น ดูแลกันตลอดไป





สำหรับท่านใดที่สนใจ สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม พร้อมติดตามกิจกรรมเพื่อสังคมต่างๆ ของบริษัทฯ ได้ที่ https://www.facebook.com/Hearts.in.action.volunteers หรือ โทร. 1159 ทั้งนี้ท่านสามารถอ่านรายละเอียดข่าวนี้เพิ่มเติมได้ที่ https://ktaxa.live/Week_for_Good_2026

กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน จัดเวที WorldSkills Thailand สร้างทักษะแห่งอนาคต ขับเคลื่อนประเทศไทย 17-20 มิ.ย. ณ ไบเทค บางนา

 กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน จัดเวที WorldSkills Thailand สร้างทักษะแห่งอนาคต ขับเคลื่อนประเทศไทย 17-20 มิ.ย. ณ  ไบเทค บางนา

กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน กระทรวงแรงงาน เดินหน้าสร้างแรงบันดาลใจและยกระดับทักษะกำลังคนไทยสู่มาตรฐานสากล จัดเวที “WorldSkills Thailand : สร้างทักษะแห่งอนาคต ขับเคลื่อนประเทศไทย” (WorldSkills Thailand : Shaping Future Skills, Driving Thailand Forward) ภายในงาน Manufacturing Expo 2026 ระหว่างวันที่ 17 – 20 มิถุนายน 2569 ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา กรุงเทพมหานคร 

นายสมาสภ์ ปัทมะสุคนธ์ อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน เปิดเผยว่า การพัฒนาทักษะกำลังคนให้สอดคล้องกับเทคโนโลยีและความต้องการของภาคอุตสาหกรรมเป็นภารกิจสำคัญของกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน โดยเฉพาะทักษะด้านงานเชื่อม ที่ปัจจุบันเป็นแรงงานที่มีความต้องการเป็นอย่างมากทั้งในและต่างประเทศ รวมไปถึงด้านระบบหุ่นยนต์ หุ่นยนต์เคลื่อนที่ และเมคคาทรอนิกส์ ซึ่งเป็นทักษะที่มีบทบาทสำคัญต่อการยกระดับภาคการผลิตและการพัฒนาอุตสาหกรรมเป้าหมายของประเทศ การแข่งขันฝีมือแรงงานและการพัฒนาทักษะแห่งอนาคต ถือเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนนโยบายของประเทศที่มุ่งสร้างกำลังคนสมรรถนะสูง เป็นทักษะที่ตลาดแรงงานโลกต้องการ และเป็นรากฐานสำคัญในการยกระดับประเทศไทยสู่เศรษฐกิจฐานนวัตกรรมและอุตสาหกรรม 4.0 กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน จึงได้จัดงาน WorldSkills Thailand : สร้างทักษะแห่งอนาคต ขับเคลื่อนประเทศไทย” ครั้งนี้ขึ้น เพื่อเป็นเวทีสำคัญในการเผยแพร่มาตรฐานฝีมือแรงงานระดับนานาชาติ สร้างแรงบันดาลใจให้เยาวชนและแรงงานไทยเห็นความสำคัญของการพัฒนาทักษะอย่างต่อเนื่อง เพื่อก้าวสู่การเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ

อธิบดีสมาสภ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ภายในงานจะพบกับตัวแทนช่างเชื่อมจาก 3 ประเทศในภูมิภาคเอเชีย ประกอบด้วย ไต้หวัน ติมอร์-เลสเต และประเทศไทย ซึ่งจะเป็นตัวแทนไปแข่งขันฝีมือแรงงานนานาชาติ “WorldSkills Shanghai 2026” ณ สาธารณรัฐประชาชนจีน ในเดือนกันยายนนี้ นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมสาธิตการแข่งขันฝีมือแรงงานใน 3 สาขาแห่งอนาคต ได้แก่ สาขาหุ่นยนต์เคลื่อนที่ (Autonomous Mobile Robotics) สาขาการบูรณาการระบบหุ่นยนต์ (Robot Systems Integration) และสาขาเมคคาทรอนิกส์ (Mechatronics) พร้อมทั้งกิจกรรมการแข่งขันฝีมือแรงงานนานาชาติ สาขาเทคโนโลยีงานเชื่อม (WorldSkills Thailand Welding Invitational) ซึ่งเปิดโอกาสให้ผู้เข้าชมได้สัมผัสมาตรฐานการแข่งขันระดับนานาชาติและแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยีการผลิตสมัยใหม่ โดยในปีนี้มีผู้เข้าแข่งขันจาก 3 ประเทศ ซึ่งล้วนเป็นประเทศที่มีศักยภาพด้านการพัฒนาทักษะฝีมือแรงงาน และพร้อมร่วมแลกเปลี่ยนประสบการณ์เพื่อยกระดับมาตรฐานวิชาชีพสู่ระดับสากล


ขอเชิญประชาชน และผู้สนใจเข้าชมงานโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ได้ระหว่างวันที่ 17 – 20 มิถุนายน 2569 เวลา 10.00 – 18.00 น. ณ Hall 98 ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา กรุงเทพมหานคร ภายในงาน Manufacturing Expo 2026  นับเป็นอีกหนึ่งเวทีสำคัญในการสร้างแรงบันดาลใจ พัฒนาทักษะแห่งอนาคต และแสดงศักยภาพฝีมือแรงงานไทยสู่สายตานานาชาติ อันจะนำไปสู่การยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศอย่างยั่งยืนต่อไป อธิบดีสมาสภ์ กล่าวในตอนท้าย


“ภัทรพงศ์” หารือสมาคมนักบินไทย แก้วิกฤตการจ้างงานนักบิน เดินหน้าปราบ Pay to Fly สร้างความเป็นธรรมและยกระดับความปลอดภัยการบิน

 “ภัทรพงศ์” หารือสมาคมนักบินไทย แก้วิกฤตการจ้างงานนักบิน เดินหน้าปราบ Pay to Fly สร้างความเป็นธรรมและยกระดับความปลอดภัยการบิน

วันนี้ (15 มิถุนายน 2569) นายภัทรพงศ์ ภัทรประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม เป็นประธานการประชุมหารือร่วมกับสมาคมนักบินไทย (THAIPA) เพื่อรับฟังสถานการณ์การจ้างงานนักบินไทยและปัญหาการจ่ายเงินเพื่อให้ได้งานบิน (Pay to Fly) โดยมีนายธีรวัจน์ อังคสกุลเกียรติ นายกสมาคมนักบินไทย พร้อมคณะทำงานจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมประชุม ณ ห้องประชุมคมนาคม



สำหรับภาพรวมอุตสาหกรรมการบินในปัจจุบัน พบว่า ภายหลังวิกฤตโควิด - 19 อุตสาหกรรมการบินได้รับผลกระทบอย่างหนัก ส่งผลให้มีนักบินไทยว่างงานสะสม 1,736 คน และมีผู้ถือใบอนุญาตนักบินพาณิชย์ตรี (CPL) ที่รอการจ้างงานอีก 1,219 คน คิดเป็นมูลค่าการลงทุนด้านการศึกษาที่ไม่ได้ถูกนำมาใช้ประโยชน์กว่า 4,300 ล้านบาท โดยสาเหตุสำคัญเกิดจากการผลิตนักบินเกินความต้องการของตลาด การจ้างนักบินต่างชาติเข้ามาทำการบินในบางกรณี ช่องว่างของกฎหมายคุ้มครองแรงงานเฉพาะทาง รวมถึงการเกิดขึ้นของระบบ Pay to Fly ซึ่งเป็นรูปแบบการจ้างงานที่ผู้สมัครต้องรับภาระค่าใช้จ่ายจำนวนมากเพื่อแลกกับโอกาสในการเข้าทำงาน ส่งผลกระทบต่อความเป็นธรรมและโอกาสในการประกอบวิชาชีพนักบิน

ในการประชุมครั้งนี้ สมาคมนักบินไทยได้เสนอแนวทางแก้ไขทั้งระยะสั้นและระยะยาว อาทิ การกำหนดหลักเกณฑ์กำกับดูแลระบบ Pay to Fly ให้ชัดเจน การยกระดับมาตรฐานการจ้างงานและสวัสดิการ การบังคับใช้กฎหมายเกี่ยวกับการใช้นักบินไทย การจัดตั้งช่องทางรับเรื่องร้องเรียนและคุ้มครองผู้แจ้งข้อมูล ตลอดจนการพัฒนาระบบควบคุมปริมาณการผลิตนักบินให้สอดคล้องกับความต้องการของอุตสาหกรรมการบิน ผ่านความร่วมมือของทุกภาคส่วน เพื่อแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้าง สร้างโอกาสการจ้างงานที่เป็นธรรม และสนับสนุนการพัฒนาอุตสาหกรรมการบินของประเทศอย่างยั่งยืน        

นายภัทรพงศ์ กล่าวว่า กระทรวงคมนาคมให้ความสำคัญกับการพัฒนาบุคลากรด้านการบินควบคู่กับการรักษามาตรฐานความปลอดภัยสูงสุด โดยพร้อมรับข้อเสนอจากทุกภาคส่วนเพื่อนำไปพิจารณากำหนดมาตรการที่เหมาะสม อันจะช่วยสร้างความเป็นธรรมในการประกอบวิชาชีพนักบิน ลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงอาชีพ และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมการบินไทยในระยะยาว

ประเทศไทยย้ำบทบาท “ห้ามทดลองและใช้นิวเคลียร์เป็นอาวุธ” พร้อมเน้นการใช้ประโยชน์เตือนภัย “แผ่นดินไหว ซึนามิ” และนำมาใช้เพื่อการแพทย์ พลังงาน อุตสาหกรรมสู่การพัฒนาประเทศ

 ประเทศไทยย้ำบทบาท “ห้ามทดลองและใช้นิวเคลียร์เป็นอาวุธ” พร้อมเน้นการใช้ประโยชน์เตือนภัย “แผ่นดินไหว ซึนามิ” และนำมาใช้เพื่อการแพทย์ พลังงาน อุตสาหกรรมสู่การพัฒนาประเทศ

นายแพทย์รุ่งเรือง กิจผาติ เลขาธิการสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ (ปส.) พร้อมด้วย ดร.กิตติ์กวิน อรามรุญ ผู้อำนวยการกองยุทธศาสตร์และแผนงาน และ ดร.ยุทธนา ตุ้มน้อย ผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงานปรมาณู สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เข้าร่วมการประชุมคณะกรรมาธิการเตรียมการสำหรับองค์การสนธิสัญญาว่าด้วยการห้ามทดลองนิวเคลียร์โดยสมบูรณ์ สมัยที่ 66 (66th Session of the CTBTO Preparatory Commission) ณ กรุงเวียนนา สาธารณรัฐออสเตรีย ระหว่างวันที่ 15–17 มิถุนายน 2569 โดยประเทศไทยได้กล่าวถ้อยแถลงยืนยันจุดยืนและบทบาทเชิงรุกในการสนับสนุนภารกิจขององค์การสนธิสัญญาว่าด้วยการห้ามทดลองนิวเคลียร์โดยสมบูรณ์ (Comprehensive Nuclear-Test-Ban Treaty Organization: CTBTO) อย่างต่อเนื่องและเข้มแข็ง เพื่อร่วมขับเคลื่อนเป้าหมายของประชาคมโลกสู่การเป็นโลกที่ปลอดจากการทดลองอาวุธนิวเคลียร์

ในการกล่าวถ้อยแถลงเนื่องในโอกาสครบรอบ 30 ปีของสนธิสัญญาห้ามทดลองนิวเคลียร์โดยสมบูรณ์ (Comprehensive Nuclear-Test-Ban Treaty: CTBT) นายแพทย์รุ่งเรืองได้เน้นย้ำถึงความมุ่งมั่นของประเทศไทยในการส่งเสริมสันติภาพ ความมั่นคง และความปลอดภัยระหว่างประเทศ ผ่านการสนับสนุนระบอบการตรวจพิสูจน์ของ CTBTO ซึ่งประกอบด้วยระบบเฝ้าตรวจระหว่างประเทศ (International Monitoring System: IMS) ศูนย์ข้อมูลระหว่างประเทศ (International Data Centre: IDC) และการตรวจสอบ ณ สถานที่เกิดเหตุ (On-Site Inspection: OSI) อันเป็นกลไกสำคัญในการป้องกันการทดลองอาวุธนิวเคลียร์และเสริมสร้างระบอบการไม่แพร่ขยายอาวุธนิวเคลียร์ของโลก โดยเน้นย้ำบทบาทประเทศไทยว่า “ห้ามทดลองและใช้นิวเคลียร์เป็นอาวุธ” อย่างเด็ดขาด และพร้อมนำมาใช้ประโยชน์เพื่อการเตือนภัย “แผ่นดินไหว ซึนามิ” รวมถึงเพื่อพัฒนาทางการแพทย์ พลังงาน และอุตสาหกรรมต่อไป

ประเทศไทยนับเป็นหนึ่งในประเทศที่มีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนเครือข่ายเฝ้าตรวจระดับโลกของ CTBTO โดยปัจจุบันมีสถานีเฝ้าตรวจนิวไคลด์กัมมันตรังสี RN65 จังหวัดนครปฐม และสถานีตรวจวัดความสั่นสะเทือนของพิภพ PS41 จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งปฏิบัติหน้าที่ส่งข้อมูลเข้าสู่เครือข่าย IMS อย่างต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพ รวมถึงมีศูนย์ข้อมูลแห่งชาติ (National Data Centre: NDC) ทำหน้าที่วิเคราะห์และใช้ประโยชน์จากข้อมูลดังกล่าวเพื่อสนับสนุนการตัดสินใจของภาครัฐ

นอกเหนือจากภารกิจด้านการเฝ้าระวังการทดลองอาวุธนิวเคลียร์แล้ว ประเทศไทยยังได้นำข้อมูลจากเครือข่าย IMS และ IDC มาประยุกต์ใช้เพื่อประโยชน์สาธารณะอย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะการเฝ้าระวังและติดตามเหตุการณ์แผ่นดินไหว การเตือนภัยสึนามิล่วงหน้า การลดความเสี่ยงจากภัยพิบัติ การติดตามตรวจสอบสิ่งแวดล้อม และการสนับสนุนงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงคุณค่าของโครงสร้างพื้นฐานด้านการตรวจพิสูจน์ที่สามารถสร้างประโยชน์ต่อประชาชนได้อย่างกว้างขวาง


นายแพทย์รุ่งเรืองกล่าวว่า ข้อมูลจาก IMS และ IDC มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการเสริมสร้างความพร้อมของประเทศในการรับมือภัยธรรมชาติ โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ซึ่งมีความเสี่ยงต่อเหตุการณ์แผ่นดินไหวและคลื่นสึนามิ การเข้าถึงข้อมูลที่มีความถูกต้อง แม่นยำ และรวดเร็ว ช่วยให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถประเมินสถานการณ์ วางแผนรับมือ และออกมาตรการป้องกันได้อย่างทันท่วงที อันนำไปสู่การลดความสูญเสียต่อชีวิต ทรัพย์สิน และเศรษฐกิจของประเทศ

ในด้านการเฝ้าระวังนิวเคลียร์ ประเทศไทยยังได้ประกาศจุดยืนที่ชัดเจนในการติดตามและประเมินสถานการณ์ทางรังสีและนิวเคลียร์ในระดับภูมิภาคและระดับโลกอย่างใกล้ชิด โดยบูรณาการข้อมูลจากเครือข่าย IMS และ IDC ร่วมกับเครือข่ายสถานีเฝ้าระวังภัยทางรังสีของประเทศ เพื่อเฝ้าติดตามความเสี่ยงจากการรั่วไหลของสารกัมมันตรังสีที่อาจเกิดขึ้นจากสถานประกอบการทางนิวเคลียร์ในพื้นที่ที่มีความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ตลอดจนใช้ข้อมูลดังกล่าวในการประเมินผลกระทบและกำหนดมาตรการป้องกันที่เหมาะสม เพื่อคุ้มครองสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชนทั้งในประเทศและในภูมิภาค

การเข้าร่วมการประชุมในครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงบทบาทเชิงรุกของประเทศไทยในเวทีระหว่างประเทศ ทั้งในฐานะผู้สนับสนุนการไม่แพร่ขยายอาวุธนิวเคลียร์ ผู้มีส่วนร่วมสำคัญในเครือข่ายเฝ้าตรวจระดับโลก และประเทศที่นำองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้เพื่อเสริมสร้างความปลอดภัยจากภัยพิบัติและภัยคุกคามทางนิวเคลียร์ อันเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาที่ยั่งยืนและความมั่นคงของประชาชนในอนาคต


กรมการค้าภายใน เดินหน้าโครงการ “ธงเขียวราคาประหยัดพลัส” ช่วยเกษตรกรและประชาชนลดค่าครองชีพ

 กรมการค้าภายใน เดินหน้าโครงการ “ธงเขียวราคาประหยัดพลัส” ช่วยเกษตรกรและประชาชนลดค่าครองชีพ 


นายอนุพงศ์ สุขสมนิตย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา เปิดเผยว่า โครงการ "ไทยช่วยไทย ลดภาระปัจจัยการผลิต : ธงเขียวราคาประหยัดพลัส" จังหวัดนครราชสีมาเป็นหนึ่งใน 17 จังหวัดที่ได้รับจัดสรรงบประมาณจากกรมการค้าภายใน จัดกิจกรรมโครงการไทยช่วยไทย ลดภาระปัจจัยการผลิต: ธงเขียวราคาประหยัดพลัส เพื่อลดภาระปัจจัยการผลิตของเกษตรกรของจังหวัดนครราชสีมา 

ในวันนี้เป็นโอกาสอันดีที่เกษตรกรจะได้จัดซื้อปัจจัยการผลิตเพื่อเตรียมการเพาะปลูกในฤดูกาลนี้ ซึ่งเริ่มตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2569 เป็นต้นไป อีกทั้งกิจกรรมในวันนี้มีผู้ผลิตและผู้จำหน่ายปุ๋ยและเคมีภัณฑ์ จำนวน 14 ราย และยังมีกิจกรรมถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านการจัดการดินให้เหมาะสมต่อการเพาะปลูก การวางแผนการปลูกพืชให้สอดคล้องกับสภาพพื้นที่จากวิทยากรที่มีความเชี่ยวชาญจากสำนักงานเกษตรจังหวัดนครราชสีมา และสถานีพัฒนาที่ดินนครราชสีมา ผมหวังว่าการจัดงานในครั้งนี้จะตอบโจทย์และลดภาระปัจจัยการผลิตให้เกษตรกรเป็นอย่างดี  

โดยจัดขึ้น ระหว่างวันที่ 16-17  มิถุนายน 2569 ณ สหกรณ์การเกษตรเมืองนครราชสีมา อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา ได้นำปุ๋ยมาจำหน่าย ปุ๋ยเคมี 9 สูตร ในราคาพิเศษ ได้แก่ สูตร 30-0-0,21-0-0,16-20-0,16-16-8,23-0-0,16-8-8,15-15-15,16-16-16 และ 15-7-18 โดยลดราคาสูงสุดกระสอบละ 300 บาท จำกัดสิทธิคนละไม่เกิน 5 กระสอบ ส่วนปุ๋ยสูตรอื่นลดราคากระสอบละ 50 บาท เฉพาะภายในงานเท่านั้น ผู้สนใจซื้อปุ๋ย อย่าลืมเตรียมทะเบียนเกษตรกร (สมุนเล่มเขียว) และบัตรประชาชน สำหรับเกษตรกรท่านไหนที่มีบัตรดินดี หนังสือรับรอง GAP หนังสือรับรองการเป็นสมาชิก ศดปช. จะได้สิทธิพิเศษเพิ่มเติม นอกจากนี้ยังมีคูปองส่วนลดเคมีเกษตร และการจำหน่ายอุปกรณ์การเกษตร สินค้าอุปโภคบริโภคอื่นๆ อีกหลายรายการ ลดสูงสุด 50% และมอบคูปองส่วนลดสำหรับซื้อปุ๋ยเคมี ปุ๋ยอินทรีย์ ชีวภัณฑ์ และเคมีเกษตร ซึ่งมีมูลค่ารวมสูงถึง 2,100 บาท ต่อสมาชิกหนึ่งท่าน ซึ่งกิจกรรม “ธงเขียวราคาประหยัดพลัส” ถือเป็นมาตรการเชิงรุกที่ช่วยลดต้นทุนให้แก่เกษตรกรได้โดยตรงในช่วงฤดูกาลผลิตนี้



นอกจากนี้ยังมีการแจกคูปองส่วนลดสำหรับซื้อสารเคมีทางการเกษตร อุปกรณ์การเกษตร รวมถึงสินค้าอุปโภคบริโภคอื่นๆ ลดราคาสูงสุดถึง 50 เปอร์เซ็นต์ เพื่อช่วยลดภาระค่าครองชีพและต้นทุนการเพาะปลูกให้กับเกษตรกรในช่วงฤดูกาลเพาะปลูก

ทั้งนี้ เกษตรกรที่ต้องการซื้อปุ๋ยในโครงการ จะต้องนำสมุดทะเบียนเกษตรกร หรือ "เล่มเขียว" พร้อมบัตรประชาชนมาแสดงสิทธิ ขณะที่เกษตรกรที่มี "บัตร ดินดี" หนังสือรับรอง GAP หรือเป็นสมาชิก ศดปช. จะได้รับสิทธิพิเศษเพิ่มเติม สามารถซื้อปุ๋ยเคมีได้เพิ่มอีก 1 กระสอบ รวมเป็น 6 กระสอบ พร้อมรับคูปองส่วนลดซื้อปุ๋ยอินทรีย์เพิ่มอีก 250 บาท


จากมาตรการดังกล่าว ภาครัฐได้เพิ่มวงเงินชดเชยราคาปุ๋ยจากเดิมกระสอบละ 200 บาท เป็น 300 บาทต่อกระสอบ ทำให้เกษตรกรได้รับการช่วยเหลือประมาณ 1,550 บาทต่อครัวเรือน และหากเข้าร่วมครบทุกเงื่อนไข จะได้รับการสนับสนุนรวมสูงสุดประมาณ 2,100 บาทต่อครัวเรือน

กรมการค้าภายใน ระบุว่า โครงการ "ธงเขียวราคาประหยัดพลัส" มีเป้าหมายจัดงานนำร่องใน 10 จังหวัด และเตรียมสนับสนุนงบประมาณให้สำนักงานพาณิชย์จังหวัดดำเนินการเพิ่มเติมอีก 30 จังหวัดทั่วประเทศ

กรมการศาสนา (ศน.) ชู “สมาธิ” วัคซีนใจยุค AI เปิดโครงการวิปัสสนาเพื่อคนทั้งมวล ถวายพระกุศล 99 พรรษา สมเด็จพระสังฆราช

 กรมการศาสนา (ศน.) ชู “สมาธิ” วัคซีนใจยุค AI เปิดโครงการวิปัสสนาเพื่อคนทั้งมวล ถวายพระกุศล 99 พรรษา สมเด็จพระสังฆราช 






เมื่อวันอังคารที่ 16 มิถุนายน 2569 ณ หอธรรมพระบารมี ตำบลบางกรูด อำเภอบ้านโพธิ์ จังหวัดฉะเชิงเทรา นายชัยพล สุขเอี่ยม อธิบดีกรมการศาสนา เป็นประธานในพิธีเปิดโครงการ “สมาธิเสริมคุณธรรม นำชีวิตสู่สมดุล : Moral Meditation for Life Balance” ภายใต้กิจกรรมวิปัสสนาเพื่อคนทั้งมวล ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 เนื่องในโอกาสฉลองพระชนมายุ 99 พรรษา สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ในวันที่ 26 มิถุนายน 2569 และเพื่อถวายพระกุศลแด่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา โดยมีนายบุญธรรม ถาวรทัศนกิจ รองผู้ว่าราชการจังหวัดฉะเชิงเทรา นายอำเภอบ้านโพธิ์ หัวหน้าส่วนราชการ ผู้บริหารสถานศึกษา เครือข่ายทางวัฒนธรรม องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และประชาชน เข้าร่วมกิจกรรมอย่างพร้อมเพรียง


นายชัยพล สุขเอี่ยม อธิบดีกรมการศาสนา กล่าวว่า กระทรวงวัฒนธรรม โดยกรมการศาสนา ร่วมกับสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดฉะเชิงเทรา มูลนิธิหอธรรมพระบารมี และภาคีเครือข่าย จัดกิจกรรมดังกล่าวขึ้นภายใต้โครงการส่งเสริมคุณธรรมจริยธรรมเพื่อคนทั้งมวล เพื่อถวายพระกุศลแด่สมเด็จพระสังฆราช เนื่องในวาระสำคัญแห่งการฉลองพระชนมายุ 99 พรรษา และถวายพระกุศลแด่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ตามประกาศของเลขานุการสมเด็จพระสังฆราช เรื่องประทานพระดำริในการจัดกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติและถวายพระกุศล ซึ่งได้มีการปรับรูปแบบกิจกรรมให้เหมาะสมและสอดคล้องกับช่วงเวลาไว้ทุกข์ในพระราชสำนัก 



นอกจากนี้ กิจกรรมยังมุ่งส่งเสริมการพัฒนาจิตใจของประชาชนผ่านกระบวนการฝึกสมาธิ ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการกำกับความคิด อารมณ์ และพฤติกรรม ช่วยเสริมสร้างสติ ความรอบคอบ ความตระหนักรู้ในตนเอง และความเข้มแข็งทางจิตใจ อันจะนำไปสู่การยกระดับคุณภาพชีวิต การสร้างสังคมแห่งคุณธรรม และการดำเนินชีวิตอย่างสมดุลและยั่งยืน

อธิบดีกรมการศาสนา กล่าวเพิ่มเติมว่า ในยุคที่เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) และการเปลี่ยนแปลงทางสังคมเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ผู้คนจำนวนมากต้องเผชิญกับความเครียด ความกดดัน และปัญหาด้านสุขภาวะทางใจ การปฏิบัติสมาธิจึงเป็นเครื่องมือสำคัญในการพัฒนาจิตใจ ช่วยให้เกิดความสงบ ความตั้งมั่น และการรู้เท่าทันตนเอง สามารถบริหารจัดการอารมณ์ ลดความฟุ้งซ่าน และสร้างสมดุลในการดำเนินชีวิตได้อย่างเหมาะสม


ประเทศไทยมีต้นทุนทางวัฒนธรรมและภูมิปัญญาด้านการพัฒนาจิตใจที่เข้มแข็ง มีสำนักปฏิบัติธรรมและสถานที่ฝึกสมาธิที่ได้รับการรับรองจากสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ตลอดจนสถานปฏิบัติธรรมของภาคเอกชนและองค์กรต่าง ๆ มากกว่า 2,000 แห่งทั่วประเทศ จึงมีศักยภาพในการพัฒนาไปสู่การเป็น “Thailand Meditation Hub” หรือศูนย์กลางการปฏิบัติสมาธิระดับสากล เพื่อส่งเสริมสุขภาวะทางจิต สร้างสติ ความสงบ และคุณภาพชีวิตที่ดีให้แก่ประชาชนทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ

สำหรับการจัดกิจกรรมครั้งนี้ มีผู้เข้าร่วมจำนวน 240 คน ประกอบด้วย ผู้ปฏิบัติธรรม 180 คน และผู้เข้าร่วมพิธีเปิด 60 คน โดยมีกิจกรรมสำคัญ ได้แก่ การแสดงพระธรรมเทศนา โดยพระอาจารย์สุรศักดิ์ จรณธมฺโม กรรมการมูลนิธิหอธรรมพระบารมี การเยี่ยมชมสถานที่และผลงานศิลปะภายในหอธรรมพระบารมี การปฐมนิเทศผู้เข้าร่วมปฏิบัติธรรม การไหว้พระสวดมนต์ สมาทานศีล สมาทานกรรมฐาน ฟังธรรมบรรยาย เดินจงกรม และนั่งสมาธิ เพื่อเสริมสร้างสติและพัฒนาคุณธรรมจริยธรรมให้แก่ผู้เข้าร่วมกิจกรรม




ทั้งนี้ กิจกรรมดังกล่าวสอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลที่มุ่งส่งเสริมการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ในทุกช่วงวัย โดยนำหลักธรรมทางพระพุทธศาสนาและการฝึกสมาธิมาเป็นเครื่องมือในการเสริมสร้างสติปัญญา ความสงบภายใน และความสมดุลในการดำเนินชีวิต อันจะนำไปสู่การอยู่ร่วมกันในสังคมอย่างเอื้ออาทร และร่วมกันขับเคลื่อนการสร้างสังคมคุณธรรมให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม ด้วยพลัง “บวร” ได้แก่ บ้าน วัด และราชการ อย่างยั่งยืนต่อไป ///

กรมบังคับคดี กระทรวงยุติธรรม ประกาศความพร้อมอีกครั้งในการเข้าร่วมงานมหกรรมทางการเงินครั้งยิ่งใหญ่ของภาคใต้ Money Expo 2026 มหกรรมการเงินหาดใหญ่ ครั้งที่ 16 ภายใต้คอนเซปต์ "LED Smart Partner"

 กรมบังคับคดี กระทรวงยุติธรรม ประกาศความพร้อมอีกครั้งในการเข้าร่วมงานมหกรรมทางการเงินครั้งยิ่งใหญ่ของภาคใต้ Money Expo 2026 มหกรรมการเงินหาดใหญ่ ครั้งที่ 16 ภายใต้คอนเซปต์ "LED Smart Partner" 









มุ่งเน้นการเป็นคู่คิดอัจฉริยะที่ช่วยเปลี่ยนเรื่องหนี้ที่ซับซ้อนให้กลายเป็นเรื่องง่าย พร้อมมอบโอกาสการเริ่มต้นใหม่ทางการเงินให้กับพี่น้องประชาชน

ในสภาวะเศรษฐกิจปัจจุบันที่หลายคนเผชิญกับภาระหนี้สิน กรมบังคับคดีตอกย้ำบทบาทการเป็นที่ปรึกษาและผู้ช่วยจัดการปัญหาอย่างยั่งยืน โดยภายในงานจะมีการให้บริการครอบคลุม 3 ด้านหลัก

• ให้ความรู้ ไขข้อสงสัยด้านกฎหมายและการบังคับคดี

• คลี่คลายหนี้สิน ให้คำปรึกษาเพื่อหาทางออกและไกล่เกลี่ยข้อพิพาท

• ความมั่นคงระยะยาว วางแผนเพื่อสร้างวินัยและเสถียรภาพทางการเงินใหม่

พบกันที่งาน Money Expo Hatyai 2026

กรมบังคับคดีขอเชิญชวนประชาชนชาวหาดใหญ่และจังหวัดใกล้เคียง ที่มีข้อสงสัยหรือต้องการหาทางออกด้านการเงิน แวะมาพูดคุยกับเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญได้ที่บูธของกรมบังคับคดี เพื่อเปลี่ยนมุมมองทางการเงินและเริ่มต้นก้าวใหม่ที่มั่นคงกว่าเดิม

📅 วันที่: 3 – 5 กรกฎาคม 2569 

⏰ เวลา: 10.00 – 20.00 น. 

📍 สถานที่: หาดใหญ่ฮอลล์ ชั้น 5 และลานโปรโมชั่น ชั้น 1 ศูนย์การค้าเซ็นทรัล หาดใหญ่

"กรมบังคับคดี: คู่คิดที่ทำให้เรื่องซับซ้อน กลายเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ง่าย"


“สัปดาห์แห่งการทำความดี” ย้ำจุดยืนผู้นำด้าน Green Insurer

  “สัปดาห์แห่งการทำความดี” ย้ำจุดยืนผู้นำด้าน Green Insurer บมจ.กรุงไทย-แอกซ่า ประกันชีวิต ในฐานะ ‘Green Insurer’ หรือผู้นำบริษัทประกันที่ใส...