วันพฤหัสบดีที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2569

โค้งสุดท้าย! ชี้ชะตาประกันสังคม "ดร.ธัชพล" นำทีม 7 เซียน เปิด 6 นโยบายทะลวงหนี้-เติมสภาพคล่อง ธุรกิจรอด ลูกจ้างโต!

 โค้งสุดท้าย! ชี้ชะตาประกันสังคม "ดร.ธัชพล" นำทีม 7 เซียน เปิด 6 นโยบายทะลวงหนี้-เติมสภาพคล่อง ธุรกิจรอด ลูกจ้างโต!

​ปลุกพลังนายจ้างทั่วประเทศ! เหลือเวลาแค่ 7 วัน ชี้ชะตาอนาคตเงินกองทุนฯ ทีม "7 เซียน" ประกาศขอใช้ความเก๋าด้านการเงินระดับชาติผสานเทคโนโลยี AI ดันสวัสดิการเทียบชั้นสากล ชูไฮไลต์ "ธนาคาร SSO - สลากแรงงาน" หวังแก้หนี้เบ็ดเสร็จและเติมสภาพคล่อง ให้อยู่รอดและเติบโตไปพร้อมกันทั้งนายจ้างและลูกจ้าง!

​กรุงเทพฯ – นับถอยหลังสู่โค้งสุดท้าย! เหลือเวลาอีกเพียง 7 วันเท่านั้น สำหรับการลงทะเบียนขอใช้สิทธิเลือกตั้ง "คณะกรรมการประกันสังคมฝ่ายนายจ้าง" ที่จะปิดระบบในวันที่ 15 กรกฎาคม 2569 นี้ และนี้คือช่วงเวลาสำคัญที่จะชี้ชะตาทิศทางการบริหารเงินกองทุนประกันสังคม

​ล่าสุด "ทีม (7 เซียน) เปลี่ยนประกันสังคม" เดินหน้าลุยเต็มสูบ ส่งเสียงเรียกร้องถึงนายจ้างและเจ้าของธุรกิจทั่วประเทศ ให้ออกมาแสดงพลังกำหนดอนาคตกองทุนประกันสังคม โดยส่งแม่ทัพใหญ่อย่าง ดร.ธัชพล กาญจนกูล ผู้แทนฝ่ายนายจ้าง ดีกรีผู้เชี่ยวชาญด้านการเงินและการลงทุนระดับชาติ (อดีตผู้ว่าการการเคหะแห่งชาติ, อดีตรักษาการ ผอ.ธนาคารออมสิน และอดีตรองเลขาธิการ EEC) ลงสนาม!

​เป้าหมายหลักคือการ "ผ่าตัด" การบริหารกองทุน โดยดึงเทคโนโลยี AI มาผสานกับวิสัยทัศน์ของทีมบริหารมืออาชีพ เพื่อดึงศักยภาพและสร้างผลตอบแทนสูงสุดจากพอร์ตการลงทุน


เปิด 6 นโยบาย "พลิกเกม" ยกระดับคุณภาพชีวิต-ต่อลมหายใจธุรกิจ


​เพื่อตอบโจทย์สถานการณ์จริงที่ "นายจ้างต้องการสภาพคล่อง" และ "ลูกจ้างต้องการความมั่นคง" ทีม 7 เซียน ได้งัด 6 มาตรการเด็ดที่จะเข้ามาเปลี่ยนระบบประกันสังคมไปตลอดกาล ดังนี้


​1. ปั้นกองทุนให้งอกเงยทะลุแสนล้าน: ไม่ปล่อยให้เงินกองทุน 2.9 ล้านล้านบาทหลับใหล! เดินหน้าบริหารพอร์ตด้วยความเป็นมืออาชีพ ตั้งเป้าฟันกำไรสร้างผลตอบแทนเพิ่มขึ้นไม่ต่ำกว่าปีละ 100,000 ล้านบาท เพื่อความมั่งคั่งและยั่งยืนของทุกคน


​2. อัดฉีดสภาพคล่อง 5 หมื่นล้าน (ดันตั้งธนาคาร SSO): ต่อลมหายใจให้ผู้ประกอบการและผู้ประกันตน ผ่านการจัดหาแหล่งเงินทุนและเงินกู้ วงเงินกว่า 50,000 ล้านบาท พร้อมผลักดันการแก้ พ.ร.บ. เพื่อจัดตั้ง "ธนาคารหรือกองทุน SSO" อย่างเป็นรูปธรรม


​3. ตั้งศูนย์ปลดแอกหนี้แรงงาน: เข้าใจความทุกข์ของคนทำงาน เตรียมจัดตั้งศูนย์บริหารจัดการแก้ไขหนี้ภาคแรงงาน เพื่อลดภาระและคืนชีวิตใหม่ให้ผู้ประกันตน โดยตั้งเป้าช่วยเหลือเร่งด่วนที่ 200,000 ราย


​4. ผุด "สลากแรงงาน" คืนทุน-ลุ้นโชค: สร้างความหวังใหม่ด้วยการออกสลากประกันสังคม (ประมาณ 5,000 ล้านบาท/เดือน) ระดมทุนเป็นสวัสดิการเสริม ไฮไลต์คือ "ซื้อแล้วเงินต้นไม่หาย ได้คืนเต็มจำนวน" แถมได้ลุ้นรางวัลใหญ่และดอกเบี้ย เอาไปโปะหนี้หรือต่อยอดชีวิตได้เลย!


​5. ติดปีกสัมมาชีพด้วยแพลตฟอร์ม SSO: อบรมอาชีพฟรี! พร้อมสร้าง Ecosystem รองรับ ทั้งการจัดหาสินค้า ช่องทางการขาย และเปิดโอกาสสร้างรายได้ออนไลน์ผ่านแพลตฟอร์มของประกันสังคมโดยตรง


​6. ยกระดับสวัสดิการเทียบเท่าสากล: ทลายข้อจำกัดเดิมๆ อัปเกรดสิทธิประโยชน์ต่างๆ ให้ได้มาตรฐานสากล พร้อมขยายศูนย์บริการให้ครอบคลุม เข้าถึงง่าย และดูแลสมาชิกทุกคนอย่างเท่าเทียม

​ทีม (7 เซียน) เปลี่ยนประกันสังคม ขอย้ำจุดยืนการทำงานที่ "โปร่งใส ตรวจสอบได้ ทำได้จริง" พร้อมอาสาเป็นกระบอกเสียงที่สะท้อนความต้องการที่แท้จริง เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของนายจ้างและดูแลลูกจ้างทุกคน



นายจ้างอย่าปล่อยให้สิทธิหลุด! โดยสแกน QR Code เพื่อลงทะเบียนในการใช้สิทธิได้ตั้งแต่วันนี้ – 15 กรกฎาคม 2569


​#ทีม7เซียน #เปลี่ยนประกันสังคม #ดรธัชพล #เลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม

วันพุธที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2569

บก.น.1 แจง ตร.สน.ห้วยขวาง ติดเครื่องหมายอาร์มรูปมังกรบริเวณแขนเสื้อขณะปฎิบัติหน้าที่ จากสื่อสังคมออนไลน์

 บก.น.1 แจง ตร.สน.ห้วยขวาง ติดเครื่องหมายอาร์มรูปมังกรบริเวณแขนเสื้อขณะปฎิบัติหน้าที่ จากสื่อสังคมออนไลน์

ตามที่มีการเผยแพร่ภาพและข้อมูลผ่านสื่อสังคมออนไลน์ กรณีเจ้าหน้าที่ตำรวจงานป้องกันและปราบปราม (สายตรวจ) ของสถานีตำรวจนครบาลห้วยขวาง ติดเครื่องหมายอาร์มรูปมังกรบริเวณแขนเสื้อเครื่องแบบปฏิบัติราชการ จนเกิดข้อวิพากษ์วิจารณ์ในสังคมนั้น


กองบังคับการตำรวจนครบาล 1 ได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงเบื้องต้น พบว่า

1.เครื่องหมายอาร์มรูปมังกรดังกล่าว เป็นเครื่องหมายที่เจ้าหน้าที่ตำรวจงานป้องกันและปราบปรามของ สน.ห้วยขวาง ใช้ติดบนเครื่องแบบมาเป็นระยะเวลาประมาณ 3–4 ปี โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อใช้เป็นสัญลักษณ์แสดงฝ่ายงานของเจ้าหน้าที่ในสายงานป้องกันและปราบปรามของสถานีตำรวจนครบาลห้วยขวาง ทั้งนี้ การออกแบบเป็นรูปมังกรมิได้มีวัตถุประสงค์แอบแฝงหรือเกี่ยวข้องกับองค์กรหรือกลุ่มใด

2.จากการตรวจสอบเพิ่มเติม พบว่า การใช้เครื่องหมายอาร์มดังกล่าวยังไม่ได้รับอนุญาตให้ใช้ตามระเบียบที่เกี่ยวข้อง จึงถือว่าเป็นการใช้เครื่องหมายที่ไม่เป็นไปตามระเบียบของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ

เพื่อให้การแต่งเครื่องแบบของข้าราชการตำรวจเป็นไปด้วยความเรียบร้อย ถูกต้อง และเป็นมาตรฐานเดียวกัน กองบังคับการตำรวจนครบาล 1 จึงได้สั่งการให้ทุกสถานีตำรวจในสังกัด ตรวจสอบและยกเลิกการใช้เครื่องหมาย อาร์ม หรือสัญลักษณ์ใดๆ ที่ไม่ได้รับอนุญาตหรือไม่เป็นไปตามระเบียบโดยทันที พร้อมกำชับให้ถือปฏิบัติตามระเบียบของสำนักงานตำรวจแห่งชาติอย่างเคร่งครัด



กองบังคับการตำรวจนครบาล 1 ขอยืนยันว่า ให้ความสำคัญกับการปฏิบัติราชการตามกฎหมายและระเบียบทุกประการ และพร้อมดำเนินการแก้ไขข้อบกพร่องที่พบ เพื่อรักษามาตรฐานและความเชื่อมั่นของประชาชนต่อองค์กรตำรวจต่อไป

การเร่งผลักดัน พ.ร.บ. กัญชา กัญชง เพียงอย่างเดียว แก้ปัญหาอาชญากรรมกัญชาข้ามชาติไม่ได้

 การเร่งผลักดัน พ.ร.บ. กัญชา กัญชง เพียงอย่างเดียว แก้ปัญหาอาชญากรรมกัญชาข้ามชาติไม่ได้

นโยบายกัญชากลับมาเป็นที่สนใจอย่างมากอีกครั้ง ในวันที่ 3 กรกฎาคม 2569 เมื่อมีข่าวหลายข่าวในวันเดียว ว่ามีถึงสามประเทศพร้อมๆกันที่จับกัญชาจำนวนมากที่ส่งออกจากประเทศไทย คือ อินโดนีเซีย โปแลนด์ และฮ่องกง (https://www.youtube.com/watch?v=2TvQDjKLNEc)   ทำให้นายกต้องกล่าวคำพูดหลายๆคำ ได้แก่ “กัญชาถ้าไม่ใช่เพื่อการแพทย์ ส่งออกไม่ได้” “อย่าทำนโยบายกัญชาเอาใจรัฐมนตรี หากพิสูจน์แล้วไม่ดี พร้อมปิด” และ “ศักดิ์ศรีความเป็นไทยไม่เหลือ ถ้าแก้ปัญหายาเสพติดไม่ได้” และ กระทรวงสาธารณสุขมีทีท่าว่าจะเร่งผลักดัน พ.ร.บ.กัญชา กัญชง ฉบับกระทรวงสาธารณสุขโดยเร็ว (https://www.hfocus.org/content/2026/07/38602) ตลอดจนพรรคภูมิใจไทยก็เร่งผลักดันกฎหมายกัญชาฉบับพรรคภูมิใจไทยโดยเร็วเช่นกัน (https://mgronline.com/politics/detail/9690000064686) 

เครือข่ายแพทย์ นักวิชาการ และ ภาคประชาชน ต้านภัยยาเสพติด ขอตั้งประเด็นทำความเข้าใจและข้อเสนอแนะ ดังนี้ 

1. ผลของนโยบายการปลดกัญชาจากการเป็นยาเสพติดของกระทรวงสาธารณสุขเมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2565 นอกจากจะทำให้เกิดการใช้และผลกระทบจากการใช้กัญชาเพื่อสันทนาการในประเทศไทยอย่างกว้างขวางแล้ว นโยบายนี้กำลังแสดงปรากฏการณ์ให้เห็นว่าประเทศไทยกำลังกลายเป็นแหล่งปฏิบัติการของอาชญากรรมกัญชาข้ามชาติ คือ ผลิต บรรจุ ครอบครอง เตรียมการลักลอบส่งออกดอกกัญชา ในประเทศไทยได้โดยสะดวก เพราะไม่ผิดกฎหมายยาเสพติดใดๆ รอเพียงการลักลอบนำเข้าไปยังประเทศต่างๆให้สำเร็จได้เท่านั้น   ผลกระทบจากนโยบายกัญชาที่ผิดพลาดในครั้งนี้จึงใหญ่หลวงนัก ทั้งในประเทศไทย และกำลังจะเกิดขึ้นในระดับโลก

2. คำพูดที่ว่า “กัญชาทางถ้าไม่ใช่เพื่อการแพทย์ ส่งออกไม่ได้” นั้น ข้อเท็จจริงคืออะไร คำตอบ คือปัจจุบันดอกกัญชาถูกควบคุมด้วย พ.ร.บ.คุ้มครองและส่งเสริมภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย ซึ่งห้ามการจำหน่ายและส่งออกดอกกัญชาเพื่อการค้าโดยไม่ได้รับอนุญาตเท่านั้น กฎหมายนี้ไม่มีอำนาจห้ามการส่งออกช่อดอกกัญชา ดังนั้นเมื่อขออนุญาตส่งออกดอกกัญชาแล้วก็ย่อมส่งออกดอกกัญชาที่ไม่ใช่เพื่อการแพทย์ได้ จะเห็นได้ว่าไม่มีการจับกุมการส่งออกดอกกัญชาที่ได้ขออนุญาตส่งออกแล้วในประเทศไทย เพราะประเทศไทยไม่ได้ห้ามส่งออกดอกกัญชา เพียงแค่ห้ามการส่งออกดอกกัญชาที่ไม่ได้รับอนุญาติเท่านั้น   แต่ที่พูดว่าส่งออกดอกกัญชาไม่ได้ น่าจะต้องพูดว่าเป็นการนำเข้าต่างประเทศไม่ได้ต่างหาก เพราะกัญชาเป็นสิ่งผิดกฎหมายในประเทศปลายทางเหล่านั้น   คำพูดนี้จึงเป็นคำพูดลอยๆที่ไม่มีกฎหมายรองรับ   (หมายเหตุ - คำพูดที่ไม่มีกฎหมายรองรับในลักษณะนี้เกิดขึ้นมาหลายครั้งแล้ว ได้แก่ “ห้ามสูบกัญชาในที่สาธารณะ” แต่ที่จริงกฎหมายทำได้แค่ห้ามสูบกัญชาให้ผู้อื่นรำคาญ   “ห้ามเยาวชนอายุต่ำกว่ายี่สิบปีสูบกัญชา” แต่ที่จริงกฎหมายทำได้แค่ห้ามจำหน่ายกัญชาแก่เยาวชนอายุต่ำกว่ายี่สิบปี   หรือ คำที่ได้ยินบ่อยที่สุด คือ “ไม่ได้สนับสนุนกัญชาเพื่อสันทนาการ” แต่ที่จริงคือไม่มีกฎหมายใดห้ามการสูบดอกกัญชา จึงมีการขายและเสพดอกกัญชาเพื่อสันทนาการทั่วประเทศ)

3. คำพูดที่ว่า “ศักดิ์ศรีความเป็นไทยไม่เหลือ ถ้าแก้ปัญหายาเสพติดไม่ได้” ประชาชนและสื่อมวลชนต้องติดตามพฤติกรรมการกระทำว่าจะมีการออกมาตรการหรือกฎหมายที่มีประสิทธิผลหรือไม่   ประชาชนและสื่อมวลชนต้องรู้เท่าทันว่า “คำพูดที่ทำให้ดูดี” ไม่ใช่การแก้ปัญหา

4. คำพูดที่ว่า “อย่าทำนโยบายกัญชาเอาใจรัฐมนตรี หากพิสูจน์แล้วไม่ดี พร้อมปิด” เป็นอีกคำพูดหนึ่งที่ดูดี และเป็นนิมิตหมายที่ดีมากหากทำจริง   เนื่องจากว่า “การปิดกัญชาเสรี” โดยนำกัญชากลับไปอยู่ภายใต้การควบคุมของประมวลกฎหมายยาเสพติด “ทันที” คือ ทางออกที่ถูกต้อง   การเร่งผลักดัน พ.ร.บ.กัญชา กัญชง เพียงอย่างเดียว ไม่ใช่ทางออก เพราะ (1) ต้องใช้เวลาเป็นปีๆสำหรับกระบวนการสองสภา เพราะมีรายละเอียดที่ต้องถกเถียงกันมาก จึงเร่งไม่ได้   (2) ขณะนี้มีร่าง พ.ร.บ.กัญชา กัญชง อย่างน้อยสองร่างที่หลักการพื้นฐานต่างกันโดยสิ้นเชิง คือ ฉบับกระทรวงสาธารณสุขปัจจุบันที่เป็น “กัญชาทางการแพทย์” และ ฉบับพรรคภูมิใจไทย “ที่อนุญาตให้สูบกัญชาได้ ควบคุมเพียงการสูบกัญชาในที่สาธารณะเท่านั้น” และ มีมาตรการ “ให้รัฐมนตรีสามารถกำหนดพื้นที่สูบกัญชาได้” ซึ่งเป็นนโยบายที่เอื้อให้มีการใช้กัญชาเพื่อสันทนาการ ธุรกิจจะวิ่งเข้าหาฝ่ายการเมืองเพื่อขอให้ตนสามารถเปิดพื้นที่สูบกัญชาได้ แม้จะไม่ต้องพูดให้ชัดเจนว่าจะส่งเสริมกัญชาเพื่อสันทนาการก็ตาม   ที่สำคัญคือจำนวน ส.ส. และ ส.ว. ที่มีความเห็นไปในแนวทางเดียวกันกับพรรคภูมิใจไทยมีจำนวนมาก หากในที่สุดร่าง พ.ร.บ.กัญชา กัญชง ฉบับพรรคภูมิใจไทย เป็นร่างหลักในการพิจารณาของสภาฯ โอกาสที่ประเทศไทยจะมีกฎหมายไม่ห้ามการใช้กัญชาเพื่อสันทนาการ เป็นไปได้สูงมาก ซึ่งจะก่อให้เกิดผลกระทบทั้งในประเทศและระดับโลกอย่างที่ผ่านมาหนักขึ้นไปอีก

5. ดังนั้นเพื่อควมรวดเร็วในการแก้ปัญหาทันที ต้องดำเนินการดังนี้ (1) กระทรวงสาธารณสุข โดยคณะกรรมการควบคุมยาเสพติด ดำเนินการประชุมและมีมติให้ออกประกาศกระทรวงสาธารณสุขเพื่อนำกัญชากลับไปถูกควบคุมภายใต้ประมวลกฎหมายยาเสพติด แล้วนำเสนอคณะกรรมการ ป.ป.ส.   (2) คณะกรรมการ ป.ป.ส. ที่นายกรัฐมนตรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นประธานด้วยตนเอง และประกาศอย่างจริงจังว่าต้องปราบยาเสพติด และจะปิดนโยบายกัญชาเสรีหากเป็นนโยบายที่ไม่ดีมากกว่าดี ดำเนินการประชุมและมีมติเห็นชอบประกาศกระทรวงสาธารณสุขฉบับนี้ และ รัฐมนตรีลงนาม ประกาศในราชกิจจานุเบกษา บังคับใช้ต่อไป   ปัญหาไทยเป็นศูนย์กลางอาชญากรรมกัญชาของโลกจะหมดไป เพราะประมวลกฎหมายยาเสพติดมีอำนาจควบคุม “การครอบครองกัญชา” จะทำให้เครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติทำกิจกรรมเตรียมการลักลอบขนกัญชาข้ามประเทศไม่ได้   จากนั้น (3) จึงผลักดัน พ.ร.บ.กัญชา กัญชง ในขณะที่กัญชาได้กลับไปอยู่ภายใต้การควบคุมของประมวลกฎหมายยาเสพติดแล้ว   วิธีการนี้จึงจะทำให้ ส.ส. และ ส.ว. มีเวลาถกเถียงกันอย่างรอบคอบ รอบด้าน ตลอดจนสามารถมีเวลารับฟังความเห็นประชาชนได้ว่า ประชาชนส่วนใหญ่ต้องการให้ประเทศไทยมีกฎหมายกัญชาที่เอื้อต่อกัญชาเพื่อสันทนาการหรือไม่ และควรทำอย่างไรจึงจะทำให้ผู้ที่มีความจำเป็นต้องใช้กัญชาเพื่อการรักษาจริงๆจะได้รับประโยชน์อย่างถูกต้องและเพียงพอ

จะ “พูดแล้วทำ” หรือ “พูดให้ดูดีไปวันๆ” รอดูกัน


ลงชื่อ เครือข่ายแพทย์ นักวิชาการ และภาคประชาชน ต้านภัยยาเสพติด

7 กรกฎาคม 2569

 

วิศวกรไทยพัฒนาระบบซอฟต์แวร์ THEOS-3 ครบวงจร พร้อมทดสอบกับอุปกรณ์จริงระดับ EM

 วิศวกรไทยพัฒนาระบบซอฟต์แวร์ THEOS-3 ครบวงจร พร้อมทดสอบกับอุปกรณ์จริงระดับ EM


ไทยก้าวสู่ “เจ้าของระบบดาวเทียม” ควบคุมได้ตั้งแต่สั่งถ่ายภาพจนถึงส่งมอบข้อมูล เสริมความมั่นคงข้อมูล ลดการพึ่งพาต่างประเทศ และต่อยอดเศรษฐกิจอวกาศ

กรุงเทพมหานคร — 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2569ประเทศไทยกำลังก้าวข้ามจาก “ผู้ใช้งานดาวเทียม” สู่ “เจ้าของระบบ” อย่างเป็นรูปธรรม เมื่อโครงการ THEOS-3 ของ GISTDA ประสบความก้าวหน้าสำคัญ โดยระบบซอฟต์แวร์ทั้งบนดาวเทียมและสถานีภาคพื้นดินถูกพัฒนาโดยวิศวกรไทยเป็นครั้งแรก และได้เริ่มทดสอบร่วมกับอุปกรณ์จริงแล้ว ความสามารถนี้หมายถึงไทยสามารถควบคุมภารกิจดาวเทียมได้ด้วยตนเองตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ เสริมความมั่นคงของข้อมูลเชิงพื้นที่ ลดการพึ่งพาเทคโนโลยีจากต่างประเทศ และเปิดโอกาสสู่การพัฒนาเศรษฐกิจอวกาศในอนาคต

จากประสบการณ์ของ THEOS-2 สู่ THEOS-3 ไทยได้ยกระดับจากการเรียนรู้และใช้งาน มาสู่การ “ออกแบบและพัฒนาเอง” โดยเฉพาะซอฟต์แวร์แกนหลักของระบบ ทำให้เกิด **software ownership** อย่างแท้จริง — เข้าใจ ควบคุม และต่อยอดได้ด้วยคนไทย

 


ภาพรวมระบบซอฟต์แวร์:

ระบบทั้งหมดถูกออกแบบให้ทำงานเชื่อมต่อกันแบบครบวงจร ทำให้ประเทศไทยสามารถ **ควบคุมดาวเทียมได้แบบ end-to-end** ตั้งแต่การวางแผนภารกิจ สั่งการในวงโคจร รับสัญญาณ 

ประมวลผล ไปจนถึงการจัดการและให้บริการข้อมูล


ระบบซอฟต์แวร์บนดาวเทียม

·      OBC (On-Board Computer): ศูนย์กลางประมวลผลและสั่งการทุกระบบบนดาวเทียม

·      AOCS Flight Software: ควบคุมทิศทางและการทรงตัวของดาวเทียม

·      PDHU (Payload Data Handling Unit):จัดการและจัดเก็บข้อมูลภาพถ่ายพร้อมmetadata

·      Firmware G-PDM: ควบคุมการจ่ายพลังงานของดาวเทียม

·      CHU (Command Handling Unit): รับและประมวลผลคำสั่งจากภาคพื้นดินอย่างต่อเนื่องตลอดภารกิจ

 

ระบบซอฟต์แวร์ภาคพื้นดิน

·      Mission Planning System (MPS): วางแผนภารกิจถ่ายภาพจากพิกัดหรือพื้นที่เป้าหมาย

·      Satellite Operations Center (SOC): ศูนย์ควบคุมและสั่งการดาวเทียมภาคพื้นดิน รวมถึงการกู้คืนระบบดาวเทียมจาก safe mode

·      Flight Dynamics System (FDS):คำนวณและทำนายวงโคจร วางแผนการปรับวงโคจร และการนำดาวเทียมออกจากวงโคจรเมื่อดาวเทียมหมดอายุขัย (De-orbit)

·      Payload Processing System (PPS): ประมวลผล ผลิต และสอบเทียบข้อมูลเพย์โหลดดาวเทียม เช่น ภาพถ่ายจากดาวเทียมสำรวจโลก

·      Data Facility System (DFS): ระบบสนับสนุนข้อมูล โครงสร้างพื้นฐานเครือข่าย และความปลอดภัยของระบบ

 


ความคืบหน้า Engineering Model (EM)

ปัจจุบัน ซอฟต์แวร์ที่พัฒนาโดยวิศวกร GISTDA ได้เข้าสู่การทดสอบร่วมกับอุปกรณ์จริงระดับ Engineering Model (EM) แล้ว โดยเริ่มจาก Onboard Computer (OBC) และ Payload Data Handling Unit (PDHU) ซึ่งเป็นหัวใจของระบบ การทดสอบนี้ยืนยันว่าซอฟต์แวร์ระบบดาวเทียมสามารถทำงานกับฮาร์ดแวร์จริงได้อย่างมีประสิทธิภาพ

 

ในระยะถัดไป จะขยายการทดสอบสู่ระดับ FlatSat และ Subsystem integration เพื่อจำลองการทำงานเสมือนจริงทั้งระบบ ก่อนเดินหน้าสู่การประกอบและทดสอบดาวเทียมทั้งดวงในห้องคลีนรูมของศูนย์ AIT ภายในปี พ.ศ. 2570 ซึ่งจะเป็นอีกหมุดหมายสำคัญของอุตสาหกรรมอวกาศไทย


เกี่ยวกับ GISTDA

สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) ภายใต้ระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม  — www.gistda.or.th


เปิดวิสัยทัศน์ “ธิติวัจน์” จากความท้าทายสู่ “ระบบที่พิสูจน์แล้ว”

 เปิดวิสัยทัศน์ “ธิติวัจน์” จากความท้าทายสู่ “ระบบที่พิสูจน์แล้ว”

ในโลกของการลงทุน ยุคสมัยมักจะคัดกรอง “ผู้เล่น” อยู่เสมอ เรามักเห็นผู้คนมากมายกระโดดเข้าสู่ตลาดทุนด้วยความหวังที่จะสร้างความมั่งคั่งอย่างรวดเร็ว หลายคนเข้ามาพร้อมกระแส และหลายคนก็ห่างหายไปจากวงการเมื่อกระแสนั้นจางลง แต่สำหรับ คุณเบียร์-ธิติวัจน์ ห้วยหงษ์ทอง Founder & CEO ของ Indy Trader Company Limited กลับเลือกที่จะเดินบนเส้นทางที่ต่างออกไป ไม่ใช่การไล่ล่าผลตอบแทนระยะสั้น แต่คือการเดินหน้าอย่างมั่นคงด้วยวินัยและแผนที่ชัดเจน ‘ระบบ’ และ ‘วินัย’ จนเดินทางมาถึงปีที่ 11 ในวงการ 

จากความท้าทายสู่ “ระบบที่พิสูจน์แล้ว”

ความสำเร็จระดับร้อยล้านหรือพอร์ตการลงทุนที่เติบโตอย่างยั่งยืน ไม่เคยถูกสร้างขึ้นได้ภายในวันเดียว และไม่มีทางเกิดขึ้นจากความบังเอิญ เมื่อมองย้อนกลับไปในช่วงเริ่มต้นเดินทางเมื่อกว่า 11 ปีก่อน วงการเทรดในเวลานั้นยังไม่ได้เปิดกว้างและมีเครื่องมือช่วยวิเคราะห์และลงทุนมากมายเท่าในปัจจุบัน ข้อมูลในตลาดเต็มไปด้วยความผันผวน และยากที่จะแยกแยะว่าสิ่งใดคือข้อเท็จจริง การจะยืนหยัดอยู่รอดและเติบโตได้ในยุคนั้น จำเป็นต้องอาศัยการเรียนรู้จากความผิดพลาดจริง เจ็บจริง และเรียนรู้จริง

ตลอด 11 ปีในวงการเทรด ที่ต้องผ่านวิกฤตเศรษฐกิจมาทุกรูปแบบ เผชิญหน้ากับทั้งสภาวะตลาดขาขึ้นสุดขีดที่สร้างความชะล่าใจ และช่วงที่ตลาดปรับตัวลงอย่างหนัก ประสบการณ์ที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมาหลายครั้ง สิ่งเหล่านั้นทำให้ตระหนักได้ว่า สิ่งที่จะทำให้บุคคลหนึ่งประสบความสำเร็จในตลาดทุนระยะยาวได้อย่างแท้จริง ไม่ใช่ “โชคชะตา” ไม่ใช่การคาดเดาอย่างไร้ทิศทาง แต่มันคือ “ระบบที่พิสูจน์แล้ว” ระบบที่มีข้อมูลและสถิติรองรับ ตลอดจนการบริหารจัดการควบคุมปัจจัยเสี่ยงอย่างเฉียบขาด

การเทรดให้รอดและเติบโตในระยะยาว ไม่ใช่เรื่องของการเสี่ยงโชคแบบนักพนัน แต่มันคือการบริหารธุรกิจประเภทหนึ่งที่คุณต้องรู้ต้นทุน รู้ความเสี่ยง และมีวินัยในการปฏิบัติตามแผนอย่างเคร่งครัด ถ้าเราไม่มีระบบที่ชัดเจน ต่อให้ได้กำไรวันนี้ วันหน้าตลาดก็เอาคืนไปอยู่ดี

แนวคิดการลงทุนระยะยาว

เมื่อพูดถึงแนวคิดหลักที่ใช้ในการบริหารพอร์ตลงทุน ได้ข้อสรุปแนวทางสำคัญไว้ 3 เรื่อง ได้แก่ วินัยที่ต้องมาก่อนเทคนิค เพราะความสำเร็จในการลงทุนไม่ได้ขึ้นอยู่กับสูตรลับ แต่ขึ้นอยู่กับการควบคุมอารมณ์และทำตามแผนอย่างมีระบบ โดยเฉพาะในวันที่ตลาดผันผวน นอกจากนี้ การบริหารความเสี่ยงยังเป็นเกราะสำคัญที่ช่วยปกป้องเงินทุน ผ่านการวางสัดส่วนความเสี่ยงที่เหมาะสม เพื่อให้พอร์ตสามารถเติบโตได้อย่างมั่นคงในระยะยาว

และอีกหนึ่งแนวคิดสำคัญคือ การสร้างสังคมแห่งการแบ่งปัน เพราะความสำเร็จไม่ได้วัดจากผลลัพธ์ส่วนตัวเพียงอย่างเดียว แต่คือการส่งต่อคุณค่าให้ผู้อื่น นี่จึงเป็นที่มาของการก่อตั้ง Indy Trader Academy เพื่อถ่ายทอดประสบการณ์กว่า 11 ปี และสร้างแหล่งเรียนรู้ด้านการลงทุนที่ถูกต้องสำหรับนักลงทุนรุ่นใหม่

วิสัยทัศน์ที่มากกว่าธุรกิจ สู่คอมมูนิตี้ที่จริงใจ

ในฐานะ CEO ไม่ได้มอง Indy Trader เป็นเพียงสถาบันสอนเทรดทั่วไป แต่วางเป็น “พื้นที่ที่นักลงทุนสามารถเรียนรู้และแลกเปลี่ยนกันได้อย่างมั่นใจ” ของนักลงทุนไทย

ตลอดเวลาที่ผ่านมา Indy Trader เติบโตด้วยความน่าเชื่อถือและความไว้วางใจเป็นหลัก ด้วยการแบ่งปันความรู้แบบที่ตรงไปตรงมา และไม่ใช่การการันตีกำไรเกินจริง แต่ยึดการถ่ายทอดความรู้บนพื้นฐานของข้อมูล ข้อเท็จจริงทางสถิติ

เรื่องราวที่ผ่านมาเป็นข้อพิสูจน์ชั้นดีว่า ความสำเร็จในโลกการลงทุนไม่ได้วัดกันที่ความเร็ว แต่อยู่ที่ว่าใครจะเดินได้นานและมั่นคงกว่ากัน 11 ปีที่ผ่านมากับตลาดทุนไทย คือเครื่องการันตีชั้นดีถึงวิสัยทัศน์และการเป็นผู้ที่ได้รับการยอมรับในวงการนักลงทุน

ไดกิ้น ร่วมเป็นกำลังสำคัญขับเคลื่อน GREEN UP 2026 ของแสนสิริ​ ปักธงลดคาร์บอนในภาคอาคาร เดินหน้าเทคโนโลยีสีเขียว–เศรษฐกิจหมุนเวียนพร้อมปั้น “คน” ขับเคลื่อนทั้งอุตสาหกรรมสู่เป้าหมายคาร์บอนต่ำ

 ไดกิ้น ร่วมเป็นกำลังสำคัญขับเคลื่อน GREEN UP 2026 ของแสนสิริ​ ปักธงลดคาร์บอนในภาคอาคาร เดินหน้าเทคโนโลยีสีเขียว–เศรษฐกิจหมุนเวียนพร้อมปั้น “คน” ขับเคลื่อนทั้งอุตสาหกรรมสู่เป้าหมายคาร์บอนต่ำ

 


บริษัท สยามไดกิ้นเซลส์ จำกัด ผู้นำด้านระบบปรับอากาศและโซลูชันอากาศสะอาดระดับโลก ร่วมเป็นพันธมิตรภาคธุรกิจในงานฟอรัมความยั่งยืนแห่งปี “GREEN UP 2026: Towards a Regenerative Future” ซึ่งจัดโดย บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) พร้อมร่วมเวทีเสวนา Panel Discussion: “Aligning Business with Thailand Taxonomy” ตอกย้ำจุดยืนการขับเคลื่อนธุรกิจเครื่องปรับอากาศสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ ผ่านการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ตั้งแต่ตัวผลิตภัณฑ์ ห่วงโซ่อุปทาน ไปจนถึงการสร้างองค์ความรู้ให้บุคลากรทั้งอุตสาหกรรม

สำหรับงาน GREEN UP 2026 จัดขึ้นเป็นครั้งที่ 3 โดยปีนี้ ยกระดับแนวคิดการจัดงานสู่ “Regenerative Business” หรือการเดินหน้าจากการลดผลกระทบไปสู่การสร้างคุณค่าเชิงบวกต่อเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นระบบ ท่ามกลางการมาถึงของเกณฑ์มาตรฐานใหม่อย่าง Thailand Taxonomy ระยะที่ 2 ที่ขยายขอบเขตครอบคลุมภาคอาคารและการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ผ่านการวัดผลประสิทธิภาพพลังงานและการลดคาร์บอนตลอดอายุการใช้งานอาคาร โดย “ไดกิ้น” ในฐานะพันธมิตรภาคธุรกิจที่อยู่ในห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมอาคาร ได้เข้าร่วมเวทีนี้เพื่อร่วมแบ่งปันแนวปฏิบัติจริง (Share Business Practice) ที่องค์กรดำเนินงานในการเปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืน

นายวรุตม์ เลขะจิระกุล ผู้จัดการทั่วไปฝ่ายขายงานโครงการ บริษัท สยามไดกิ้นเซลส์ จำกัด เผยว่าสำหรับไดกิ้น เกณฑ์มาตรฐานความยั่งยืนอย่าง Thailand Taxonomy ไม่ใช่เรื่องที่องค์กรต้องเริ่มนับหนึ่งใหม่ เพราะไดกิ้นได้ดำเนินธุรกิจภายใต้แนวคิดลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมมาอย่างต่อเนื่องมากกว่า 10 ปี โดยเป็นหนึ่งในผู้บุกเบิกนำสารทำความเย็น R32 ซึ่งสร้างผลกระทบต่อภาวะโลกร้อนต่ำกว่าสารทำความเย็นในยุคก่อนมาใช้ในประเทศไทย ทำให้การมาถึงของ Thailand Taxonomy จึงเป็นเหมือนตัวเร่งที่ช่วยขับเคลื่อนเป้าหมายสิ่งแวดล้อมระดับโลกของไดกิ้นให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม และยังช่วยยืนยันว่าทิศทางที่องค์กรเดินหน้ามานั้นสอดคล้องกับเป้าหมายของประเทศและตรงตามมาตรฐานสากลมากยิ่งขึ้น

“ในเมื่อระบบปรับอากาศคือตัวแปรสำคัญที่ทำให้มีการใช้พลังงานและสร้างคาร์บอนสูงที่สุดในภาคอาคาร-ที่อยู่อาศัย ไดกิ้นจึงเลือกปักธงแก้ปัญหาในจุดที่สร้างผลกระทบได้มากที่สุด ผ่านกลยุทธ์ 2 แกนหลัก แกนแรกคือการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่มีประสิทธิภาพสูงและประหยัดพลังงานมากยิ่งขึ้นด้วยเทคโนโลยีอินเวอร์เตอร์ขั้นสูง เพื่อช่วยลดการปล่อยคาร์บอนได้ตลอดอายุการใช้งาน และแกนที่สอง คือการพัฒนาเทคโนโลยีที่รองรับการเปลี่ยนผ่านไปสู่สารทำความเย็นที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่อง เพื่อลดผลกระทบต่อสภาพภูมิอากาศในอนาคต”

นายวรุตม์ กล่าวเสริมถึงความท้าทายของเรื่อง Thailand Taxonomy โดยมองในมุมว่าความยั่งยืน ไม่ใช่เรื่องที่หยุดอยู่แค่ตัวผลิตภัณฑ์ แต่ต้องครอบคลุมตลอดทั้งห่วงโซ่คุณค่า (Value Chain)

“ปัจจุบันไดกิ้นมีการใช้วัตถุดิบและชิ้นส่วนภายในประเทศมากกว่า 95% การปรับตัวเรื่อง Taxonomy จึงไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะภายในโรงงานของไดกิ้น แต่เรามองเรื่องนี้ร่วมกับซัพพลายเออร์ คู่ค้า ผู้รับเหมา และผู้ให้บริการที่เกี่ยวข้องทั้งหมด หนึ่งในแนวปฏิบัติที่เป็นรูปธรรมคือการนำสารทำความเย็นที่ถูกเก็บกลับมาจากตลาดมาผ่านกระบวนการฟื้นฟูคุณภาพ (Reclaim) ก่อนจะนำกลับมาใช้งานใหม่ ซึ่งช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและสนับสนุนแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) อย่างเป็นรูปธรรม แม้กระบวนการนี้จะมีต้นทุนสูง แต่เราเชื่อว่านี่เป็นสิ่งจำเป็นต่อการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ ความท้าทายในเรื่องนี้จึงรวมไปถึงการสร้างความเข้าใจตลอดทั้งห่วงโซ่อุปทาน ว่าการลงทุนด้านความยั่งยืนในวันนี้ คือการสร้างคุณค่าให้กับสังคมและสิ่งแวดล้อมในระยะยาว”

จับมือแสนสิริ พร้อมมุ่งส่งเสริม “คน” – เคียงข้าง SME วางรากฐานการเปลี่ยนผ่านที่แท้จริง 

การจับมือกับ “แสนสิริ” และพันธมิตรในเวที GREEN UP 2026 จึงตอกย้ำบทบาทของไดกิ้น ผ่านการออกแบบสถาปัตยกรรมสีเขียว ต่อยอดจากผลิตภัณฑ์ประสิทธิภาพสูงด้วยการนำระบบจัดการพลังงานอัจฉริยะเข้ามาช่วยยกระดับโครงการให้ผ่านเกณฑ์มาตรฐานสากล เพื่อเปลี่ยนจากเกณฑ์บังคับทางกฎหมาย ให้กลายเป็นการประหยัดค่าไฟที่ลูกบ้านจับต้องได้จริง ๆ

นอกจากนี้ สิ่งที่ไดกิ้นให้ความสำคัญมากที่สุดในช่วงเปลี่ยนผ่านนี้ คือเรื่องของ ‘คน’ เพราะแม้ Thailand Taxonomy จะเป็นกรอบที่ช่วยกำหนดทิศทางความยั่งยืนได้ แต่สิ่งที่จะทำให้เกิดผลลัพธ์จริงคือบุคลากรที่มีความรู้ ความเข้าใจ และสามารถนำแนวทางเหล่านี้ไปปฏิบัติได้อย่างถูกต้อง ด้วยเหตุนี้ ไดกิ้นจึงให้ความสำคัญอย่างมากกับการถ่ายทอดเทคโนโลยีและองค์ความรู้จากประเทศญี่ปุ่นสู่ประเทศไทย เพื่อยกระดับมาตรฐานของอุตสาหกรรมเครื่องปรับอากาศและระบบทำความเย็นโดยรวม

โดยที่ผ่านมา ไดกิ้นได้ร่วมมือกับ สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (OVEC) ในการสนับสนุนการเรียนการสอนให้แก่นักเรียน นักศึกษา และบุคลากรสายอาชีพทั่วประเทศ ทั้งการติดตั้งระบบปรับอากาศอย่างถูกต้อง การเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน และการนำสารทำความเย็นกลับมาใช้ใหม่ตามหลักสิ่งแวดล้อม อีกทั้งในปีนี้ ไดกิ้นยังอยู่ระหว่างการพัฒนา National Training Center เพื่อเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ด้านเทคโนโลยีเครื่องปรับอากาศ ระบบทำความเย็น และแนวทางการลดคาร์บอนสำหรับบุคลากรในอุตสาหกรรมอีกด้วย



ไดกิ้น ยังให้ความสำคัญกับกลุ่มผู้ประกอบการ SME โดยมองว่าปัจจุบันเป็นช่วงเวลาที่ท้าทาย ทั้งจากภาวะเศรษฐกิจ ต้นทุนที่เพิ่มขึ้น และการแข่งขัน แต่ไดกิ้นมองว่า Taxonomy ไม่ใช่สิ่งที่เข้ามาเป็นข้อกำหนดหรือภาระเพิ่มเติม แต่กลับเป็นโอกาสในการยกระดับธุรกิจขององค์กร เพราะในอนาคต ลูกค้า นักลงทุน และสถาบันการเงินจะให้ความสำคัญกับธุรกิจที่แสดงความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมและการลดคาร์บอนได้อย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้น ธุรกิจที่เริ่มปรับตัวก่อนจะมีโอกาสสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน และเข้าถึงแหล่งเงินทุนทั้งด้าน Green Finance และ Transition Finance ได้มากขึ้น

“ในส่วนของไดกิ้น เราพร้อมสนับสนุนผู้ประกอบการทุกรูปแบบ ทั้งการฝึกอบรม การพัฒนาบุคลากร การถ่ายทอดองค์ความรู้ และการให้คำปรึกษาด้านโซลูชันเพื่อความยั่งยืน เพราะเราเชื่อว่าการเปลี่ยนผ่านสู่สังคมคาร์บอนต่ำจะเกิดขึ้นได้อย่างแท้จริง ก็ต่อเมื่อทุกภาคส่วนสามารถเติบโตไปด้วยกัน สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของเวที GREEN UP 2026 ที่มุ่งขับเคลื่อนทั้งระบบนิเวศธุรกิจสู่เป้าหมาย Net-Zero และอนาคตที่ยั่งยืนไปด้วยกัน” นายวรุตม์ กล่าวทิ้งท้าย

ธนบุรีพานิช เดินหน้ากลยุทธ์ Customer Experience ผ่าน Motorsport Lifestyle Experience ยกระดับ Customer Engagement เชื่อมโยงลูกค้าผ่านโลกของมอเตอร์สปอร์ต ต่อยอด Community สร้างความสัมพันธ์ระยะยาวกับลูกค้า Mercedes-Benz

 ธนบุรีพานิช เดินหน้ากลยุทธ์ Customer Experience ผ่าน Motorsport Lifestyle Experience ยกระดับ Customer Engagement เชื่อมโยงลูกค้าผ่านโลกของมอเตอร์สปอร์ต ต่อยอด Community สร้างความสัมพันธ์ระยะยาวกับลูกค้า Mercedes-Benz

บริษัท ธนบุรีพานิช จำกัด ผู้แทนจำหน่ายรถยนต์ Mercedes-Benz อย่างเป็นทางการในประเทศไทย เดินหน้าขับเคลื่อนกลยุทธ์ Customer Experience ผ่านแนวคิด Motorsport Lifestyle Experience โดยใช้กิจกรรมด้านมอเตอร์สปอร์ตเป็นหนึ่งในแพลตฟอร์มสำคัญในการสร้าง Customer Engagement และเชื่อมโยงลูกค้าที่มีความสนใจร่วมกัน พร้อมพัฒนา Community ของผู้ที่หลงใหลในโลกของความเร็ว เพื่อสร้างความสัมพันธ์ระยะยาวระหว่างแบรนด์กับลูกค้าในทุกมิติของไลฟ์สไตล์


ท่ามกลางการเติบโตของ Formula 1 ในฐานะปรากฏการณ์ระดับโลกที่ก้าวข้ามการเป็นเพียงการแข่งขันกีฬา สู่การเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมร่วมสมัยที่เชื่อมโยงทั้งแฟชั่น การท่องเที่ยว ความบันเทิง และไลฟ์สไตล์ 

ธนบุรีพานิชมองเห็นโอกาสในการนำความสนใจดังกล่าวมาต่อยอดเป็นประสบการณ์ที่สร้างคุณค่าให้กับลูกค้า พร้อมใช้ Formula 1 เป็นจุดเริ่มต้นในการสร้างการมีส่วนร่วมและความสัมพันธ์ที่ต่อเนื่องระหว่างแบรนด์กับลูกค้า

หนึ่งในกิจกรรมภายใต้แนวคิดดังกล่าวคือ "Final Pit on Stage presented by Thonburi Phanich" ที่เชิญลูกค้าคนสำคัญและแขกผู้มีเกียรติร่วมสัมผัสบรรยากาศการแข่งขัน Monaco Grand Prix หนึ่งในสนามแข่งขันที่ทรงเกียรติและได้รับการยกย่องมากที่สุดของโลก ด้วยเอกลักษณ์ของการแข่งขันบนสตรีทเซอร์กิตใจกลางเมืองที่มีเส้นทางแคบ โค้งต่อเนื่อง และแทบไม่มีพื้นที่สำหรับความผิดพลาด จนได้รับการยอมรับว่าเป็นสนามที่ทดสอบทักษะ ความแม่นยำ และสมาธิของนักแข่ง Formula 1 ได้อย่างแท้จริง กิจกรรมดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของซีรีส์ Final Pit on Stage ที่ธนบุรีพานิชจัดขึ้นอย่างต่อเนื่องตลอดฤดูกาลการแข่งขัน Formula 1 เพื่อเปิดโอกาสให้ลูกค้าได้ร่วมติดตามสนามไฮไลต์ของแต่ละรายการ พร้อมสัมผัสประสบการณ์การรับชมในรูปแบบเอ็กซ์คลูซีฟ และร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองกับผู้ที่มีความสนใจในโลกของมอเตอร์สปอร์ตเช่นเดียวกัน

นายปภณ วิริยะพันธุ์ ประธานกรรมการ บริษัท ธนบุรีพานิช จำกัด กล่าวว่า "ตลาดรถยนต์ลักชัวรีในวันนี้แข่งขันกันมากกว่าคุณภาพของผลิตภัณฑ์และการบริการหลังการขาย ลูกค้าคาดหวังประสบการณ์ที่สะท้อนความสนใจและ

ไลฟ์สไตล์ของตนเอง ธนบุรีพานิชจึงให้ความสำคัญกับการพัฒนา Customer Experience อย่างต่อเนื่อง โดยใช้แพลตฟอร์มที่ลูกค้ามี Passion ร่วมกันเป็นจุดเริ่มต้นในการสร้าง Customer Engagement และ Community เพราะเราเชื่อว่าความสัมพันธ์ที่แข็งแรงระหว่างแบรนด์กับลูกค้า เกิดจากการมีประสบการณ์ร่วมที่มีคุณค่า ไม่ใช่เฉพาะในวันที่ส่งมอบรถ แต่ตลอดระยะเวลาของการเป็นเจ้าของ Mercedes-Benz"

ภายในงาน ผู้เข้าร่วมได้รับชมการแข่งขัน Formula 1 แบบถ่ายทอดสด พร้อมรับฟังการวิเคราะห์การแข่งขันจากผู้เชี่ยวชาญด้านมอเตอร์สปอร์ต ซึ่งถ่ายทอดมุมมองเชิงลึกทั้งด้านกลยุทธ์การแข่งขัน เทคโนโลยี และเบื้องหลังของทีมแข่งระดับโลก ก่อนปิดท้ายค่ำคืนด้วยมินิคอนเสิร์ตสุดเอ็กซ์คลูซีฟจาก โอ๊ต ปราโมทย์ เพื่อเติมเต็มบรรยากาศแห่งการพบปะ แลกเปลี่ยนประสบการณ์ และสร้างความสัมพันธ์ระหว่างสมาชิกของ Community

นอกเหนือจากกิจกรรมภายใต้แนวคิด Motorsport Lifestyle Experience ธนบุรีพานิชยังเดินหน้าต่อยอดกลยุทธ์ Customer Experience ผ่าน LOM CLUB คอมมูนิตี้สำหรับผู้รักสุขภาพ ที่ผสานแนวคิด Sport และ Wellness Lifestyle เข้าไว้ด้วยกัน ผ่านกิจกรรมที่ส่งเสริมการออกกำลังกาย การดูแลสุขภาพ และการใช้ชีวิตอย่างสมดุล เพื่อเปิดพื้นที่ให้สมาชิกได้พบปะ แลกเปลี่ยนประสบการณ์ และสร้างเครือข่ายของผู้ที่มีไลฟ์สไตล์เดียวกัน 

การพัฒนาแพลตฟอร์มทั้ง Motorsport Lifestyle Experience และ LOM CLUB สะท้อนแนวทางการดำเนินธุรกิจของธนบุรีพานิชที่มุ่งยกระดับบทบาทจากผู้แทนจำหน่ายรถยนต์ Mercedes-Benz สู่การเป็นผู้สร้างประสบการณ์และ Community ที่เชื่อมโยงลูกค้าผ่านความสนใจและไลฟ์สไตล์ร่วมกัน โดยใช้ Customer Experience เป็นหัวใจสำคัญในการสร้าง Customer Engagement และความสัมพันธ์ระยะยาวระหว่างแบรนด์กับลูกค้า 

ปัจจุบัน บริษัท ธนบุรีพานิช จำกัด ให้บริการลูกค้า Mercedes-Benz ผ่านโชว์รูมและศูนย์บริการครบวงจร 4 สาขา ได้แก่ ลุมพินี งามวงศ์วาน ราชดำเนิน และบางพลัด พร้อมเดินหน้าพัฒนาแพลตฟอร์มด้าน Customer Experience อย่างต่อเนื่อง เพื่อส่งมอบคุณค่าที่มากกว่าการเป็นผู้แทนจำหน่ายรถยนต์ และสร้างประสบการณ์ที่ตอบโจทย์ลูกค้าในทุกมิติของการใช้ชีวิต

โค้งสุดท้าย! ชี้ชะตาประกันสังคม "ดร.ธัชพล" นำทีม 7 เซียน เปิด 6 นโยบายทะลวงหนี้-เติมสภาพคล่อง ธุรกิจรอด ลูกจ้างโต!

  โค้งสุดท้าย! ชี้ชะตาประกันสังคม "ดร.ธัชพล" นำทีม 7 เซียน เปิด 6 นโยบายทะลวงหนี้-เติมสภาพคล่อง ธุรกิจรอด ลูกจ้างโต! ​ปลุกพลังนายจ...